Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Operations and Supply Chain Management Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 121 - 150 of 244
Full-Text Articles in Operations and Supply Chain Management
การประยุกต์วิธีการแมกซ์ดิฟสำหรับการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถ, นัสรินทร์ ปัญญาวุธ
การประยุกต์วิธีการแมกซ์ดิฟสำหรับการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถ, นัสรินทร์ ปัญญาวุธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้วิธีการแมกซ์ดิฟ (MaxDiff Analysis) ในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถทั้งอะไหล่รถยนต์ อะไหล่รถขุดดิน และอะไหล่รถเพื่อการเกษตร การระบุและจัดลำดับปัจจัยที่ต้องพิจารณาเมื่อมีการตัดสินใจเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถและเป็นแนวทางในการใช้เลือกคลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถ โดยวิจัยนี้ได้เริ่มจากการศึกษาปัจจัยเชิงปริมาณและปัจจัยเชิงคุณภาพที่มีผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะ รวบรวมปัจจัยหลักและปัจจัยรองจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและคัดเลือกปัจจัยหลักและปัจจัยรองโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำปัจจัยที่ถูกคัดเลือกมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยนี้ วิธีการแมกซ์ดิฟถูกนำมาวิเคราะห์ในการจัดลำดับความสำคัญของ 8 ปัจจัยหลัก และ 22 ปัจจัยรอง โดยออกแบบสอบถามด้วยวิธีการแมกซ์ดิฟเพื่อส่งแบบสอบให้พนักงานบริษัทที่เช่าคลังสินค้าสาธารณะสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่รถจำนวน 33 ท่าน ผลจากการวิจัยโดยการคำนวณคะแนนในการจัดลำดับปัจจัยจากวิธีการแมกซ์ดิฟ พบว่าลำดับของมิติปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถเรียงตามลำดับ ดังนี้ 1) ด้านต้นทุน 2) ด้านดำเนินงานคลังสินค้า 3) ด้านความน่าเชื่อถือ 4) ด้านที่ตั้งคลังสินค้า 5) ด้านโครงสร้างคลังสินค้า 6) ด้านความยืดหยุ่น 7) ด้านองค์กร 8) ปัจจัยภายนอก สำหรับการจัดลำดับของมิติปัจจัยรอง 5 อันดับแรกที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะ ได้แก่ 1) ต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลัง 2) ต้นทุนการบริหารคลังสินค้า 3) ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้า 4) คุณภาพและความน่าเชื่อถือของการขนส่ง/ส่งมอบสินค้า 5) ขนาดคลังสินค้า/พื้นที่ส่วนกลางเพียงพอและเหมาะสม ตามลำดับ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และศึกษาลักษณะพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่เคยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานคือ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่าช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ที่นิยม คือ Shopee และ Lazada ความถี่ในการสั่งซื้อส่วนใหญ่ซื้อเดือนละ 1 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการสั่งซื้อครั้งละ 501-1,000 บาท สินค้าที่นิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสระผม และ ของใช้ในบ้าน เช่น น้ำยาทำความสะอาด กระดาษชำระ สาเหตุที่เลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ความสะดวกสบาย ราคา และโปรโมชั่นสินค้า นิยมชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิต และชอบนโยบายการจัดส่งสินค้าแบบฟรีค่าจัดส่ง ไม่มียอดการสั่งซื้อขั้นต่ำ (ราคาสินค้ารวมค่าจัดส่ง) และยังคงจะซื้อสินค้ายี่ห้อเดิม แต่จะซื้อจากช่องทางออนไลน์อื่นที่มีราคาสินค้าและค่าจัดส่งที่ถูกกว่า ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 5 ปัจจัย ดังนี้ ปัจจัยด้านกายภาพและการนำเสนอ (Physical Evidence/Environment and Presentation) ปัจจัยการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ปัจจัยด้านการขนส่ง (Transportation) ปัจจัยด้านบุคคล (People) และปัจจัยผลิตภัณฑ์ (Product)
การปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลัง : กรณีศึกษาบริษัทเทรดดิ้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พิมพ์ธาดา สุวรรณสมพงศ์
การปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลัง : กรณีศึกษาบริษัทเทรดดิ้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พิมพ์ธาดา สุวรรณสมพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาของการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงนโยบายสินค้าคงคลัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยใช้การวิเคราะห์ ABC-XYZ Analysis เป็นเครื่องมือแบ่งกลุ่มสินค้า และใช้วิธีการควบคุมสินค้าคงคลังแบบกำหนดรอบ (Periodic Inventory System) จากนั้นทำการเปรียบเทียบตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังด้านต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้วิจัยได้คัดเลือกสินค้าเพื่อการศึกษาจำนวน 2 รายการ ซึ่งประสบปัญหาแตกต่างกัน ทำให้การคำนวณหาปริมาณสินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) นั้นแตกต่างกัน ได้แก่ 1) สินค้าจากกลุ่ม AY ที่ยอดขายสูงมาก แต่มีความต้องการสินค้าและระยะเวลาจัดส่งที่แปรผัน 2) สินค้าจากกลุ่ม BX ที่ยอดขายสูง มีความต้องการสินค้าคงที่ แต่มีระยะเวลาจัดส่งแปรผัน อีกทั้งมีการกำหนดใช้ระดับการให้บริการ (Customer Service Level) ในหลายระดับสำหรับทดสอบและเปรียบเทียบผลลัพธ์จากตัวชี้วัดประสิทธิภาพ ผลจากการวิจัย พบว่าสามารถกำหนดแนวทางในการปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลังได้ 3 แนวทาง ดังนี้ 1) มุ่งเน้นการตอบสนองการความต้องการอย่างสูงสุด 2) เพิ่มการตอบสนองความต้องการให้ดีเทียบเท่าในอดีต 3) เน้นควบคุมต้นทุนสินค้าคงคลัง และเพิ่มการตอบสนองความต้องการให้ดีขึ้นจากปัจจุบัน โดยเมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบันพบว่าทั้งสามแนวทางส่งผลให้ต้นทุนการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 3.4% 2.3% และ 1.5% ตามลำดับ แต่จะทำให้ต้นทุนการเสียโอกาสในการขายและอัตราจำนวนสินค้าสำเร็จรูปขาดมือลดลงอย่างมาก ในขณะที่ระยะเวลาที่ใช้ในการขายสินค้าคงคลังคงเหลือจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง 1 วันเท่านั้น
การเลือกที่ตั้งคลาวด์คิทเช่น ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, มธุริน อมาตยกุล
การเลือกที่ตั้งคลาวด์คิทเช่น ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, มธุริน อมาตยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับการสร้างคลาวด์คิทเช่น ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยได้ทำการรวบรวมข้อมูลอาคารพาณิชย์ให้เช่า ที่พักลูกค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าญี่ปุ่นจำหน่าย และใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในการวิเคราะห์หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงตำแหน่งที่สามารถให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุม และอยู่ใกล้ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าญี่ปุ่นจำหน่าย จากผลการวิเคราะห์โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ จะได้ตำแหน่งอาคารพาณิชย์ให้เช่าจำนวน 3 ลำดับแรกที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และนำข้อมูลด้านต้นทุนมาวิเคราะห์ร่วมเพื่อเพิ่มข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ได้แก่ ต้นทุนรวม ประมาณการรายได้ และผลตอบแทนการลงทุน รวมทั้งข้อมูลทางกายภาพต่างๆ จากผลการวิเคราะห์พบว่า อาคารพาณิชย์ให้เช่าที่เหมาะสมที่สุด คือ อาคารที่ 1 เนื่องจากมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงที่สุด รวมถึงใช้ระยะเวลาคืนทุน (PB) น้อยที่สุดด้วย รวมไปถึงข้อมูลทางกายภาพ ยังเป็นอาคารใหม่ มีพื้นที่จอดรถจักรยานยนต์ได้หลายคัน และมีตำแหน่งอยู่ใกล้ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าญี่ปุ่นจำหน่าย เพียง 150 เมตร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และศึกษาลักษณะพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่เคยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานคือ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่าช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ที่นิยม คือ Shopee และ Lazada ความถี่ในการสั่งซื้อส่วนใหญ่ซื้อเดือนละ 1 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการสั่งซื้อครั้งละ 501-1,000 บาท สินค้าที่นิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสระผม และ ของใช้ในบ้าน เช่น น้ำยาทำความสะอาด กระดาษชำระ สาเหตุที่เลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ความสะดวกสบาย ราคา และโปรโมชั่นสินค้า นิยมชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิต และชอบนโยบายการจัดส่งสินค้าแบบฟรีค่าจัดส่ง ไม่มียอดการสั่งซื้อขั้นต่ำ (ราคาสินค้ารวมค่าจัดส่ง) และยังคงจะซื้อสินค้ายี่ห้อเดิม แต่จะซื้อจากช่องทางออนไลน์อื่นที่มีราคาสินค้าและค่าจัดส่งที่ถูกกว่า ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 5 ปัจจัย ดังนี้ ปัจจัยด้านกายภาพและการนำเสนอ (Physical Evidence/Environment and Presentation) ปัจจัยการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ปัจจัยด้านการขนส่ง (Transportation) ปัจจัยด้านบุคคล (People) และปัจจัยผลิตภัณฑ์ (Product)
การเลือกใช้เทคนิคพยากรณ์สำหรับสินค้าประเภทเวชภัณฑ์, อธิเมศร์ เชาว์สุทธิศักดิ์
การเลือกใช้เทคนิคพยากรณ์สำหรับสินค้าประเภทเวชภัณฑ์, อธิเมศร์ เชาว์สุทธิศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการเลือกใช้เทคนิคพยากรณ์สำหรับสินค้าประเภทเวชภัณฑ์ จากการวิเคราะห์ตัวอย่าง บริษัทตัวอย่าง A ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาสินค้ามีอายุสั้น อันเนื่องมาจากปริมาณการสั่งซื้อสินค้ามีมากกว่าปริมาณที่สามารถขายออกไปได้ ปัญหาเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการขาดความแม่นยำในการการวางแผนการขายสินค้า และการสำรองเวชภัณฑ์ที่มากกว่าความต้องการใช้จริง จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ด้วยการจัดการวัตถุดิบคงคลังพบว่า ในส่วนที่ 1จำแนกประเภทโดยใช้ด้วยวิธี ABC Classification ตามหลักเกณฑ์เรื่องอายุการเก็บรักษา สินค้ากลุ่ม A มีสินค้าทั้งหมด 12 รายการ โดยมีอายุการเก็บรักษาที่ 1 ปี โดยมีปริมาณการขายเฉลี่ย 3 ปีทั้งสิ้นจำนวน 45,339 ขวด และมีมูลค่าการขายเฉลี่ย 3 ปีทั้งสิ้นจำนวน 47,673,060 บาท โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.27 ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด ในส่วนที่ 2 การพยากรณ์ความต้องการ จากการคำณวนโดยใช้วิธีการพยากรณ์ทั้ง 7 วิธีกับ 12 รายการ ผู้วิจัยพบว่า แต่ละรายการสามารถใช้วิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมที่สุดแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น วิธีการพยากรณ์ DECOMPOSITION METHOD เป็นวิธีที่ให้ค่าความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดโดยใช้ค่า MAD, MSE และ MAPE สำหรับรายการ ARIXTRA PFS 2.5MG./0.5 ML. 1X10เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ส่วนที่ 3 ต้นทุนรวมสินค้าคงคลังที่ต่ำที่สุดโดยรวมของกลุ่ม A ใน 2 แบบ พบว่ารูปแบบการจัดซื้อแบบปัจจุบันคือ 45,375,531 บาทต่อปี และรูปแบบการจัดซื้อแบบ EOQ คือ 33,545,039 บาทต่อปี มีค่ามากกว่าต้นทุนรวมสินค้าคงคลังที่ต่ำที่สุดโดยรวมในแบบ EOQ อยู่ที่ 11,830,492 บาท
การคัดเลือกกลุ่มสินค้าเพื่อจัดเก็บในคลังสินค้าของโรงงานผลิต : กรณีศึกษา บริษัทผู้ผลิตสินค้าประเภทน้ำยาย้อมผม และน้ำยาบำรุงผม, อรรถพันธ์ สงกรานต์
การคัดเลือกกลุ่มสินค้าเพื่อจัดเก็บในคลังสินค้าของโรงงานผลิต : กรณีศึกษา บริษัทผู้ผลิตสินค้าประเภทน้ำยาย้อมผม และน้ำยาบำรุงผม, อรรถพันธ์ สงกรานต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินทางเลือกของการย้ายกลุ่มสินค้าซึ่งถูกจัดเก็บอยู่ที่ศูนย์กระจายสินค้า ให้นำมาจัดเก็บที่โรงงานผลิตแทน เพื่อทำให้เกิดการขนส่งตรงจากโรงงานผลิตไปยังลูกค้าได้เลย ภายใต้เงื่อนไข หรือข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดโดยบริษัทกรณีศึกษา โดยการประยุกต์กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ในการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณ และปัจจัยเชิงคุณภาพที่ใช้ในการตัดสินใจแบบหลายหลักเกณฑ์ เพื่อหาผลลัพธ์ของทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดจากทางเลือกซึ่งประกอบด้วยสินค้า 3 กลุ่ม ในการวิจัยนี้ได้กำหนดค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์ ปัจจัย และทางเลือก จากการตอบแบบสอบถามจากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของบริษัท เมื่อได้ผลลัพธ์ของทางเลือกแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ความไวของหลักเกณฑ์ เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และความเสถียรของทางเลือก ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักที่ส่งผลให้ทางเลือกเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าน้ำหนัก ผลการดำเนินงานวิจัยพบว่า หลักเกณฑ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกกลุ่มสินค้า ได้แก่ หลักเกณฑ์ด้านขั้นตอนการทำงาน ด้านต้นทุน ด้านการขนส่ง และด้านความเสี่ยง ตามลำดับ ส่วนปัจจัยรองที่มีผลต่อการเลือกกลุ่มสินค้า 3 อันดับ ได้แก่ ปัจจัยด้านความสามารถในการจองเรือ ต้นทุนการขนส่ง และการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงาน ตามลำดับ จากการคำนวณตามกระบวนลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) สามารถสรุปได้ว่าสินค้ากลุ่มที่ 2 เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการย้ายมาจัดเก็บที่โรงงานผลิต และส่งตรงไปยังลูกค้า จากผลการวิเคราะห์ความไวพบว่า หากมีการปรับค่าน้ำหนักของหลักเกณฑ์ด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 33% จะส่งผลให้สินค้ากลุ่มที่ 1 เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแทน แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย เนื่องจากการลดต้นทุนรวมของการเลือกสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันมาก
การปรับปรุงการกระจายสินค้าเร่งด่วนทางอากาศขาเข้า, อัญญพร เจริญกิจศิริวงศ์
การปรับปรุงการกระจายสินค้าเร่งด่วนทางอากาศขาเข้า, อัญญพร เจริญกิจศิริวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่อความล่าช้าของการกระจายสินค้าเร่งด่วนทางอากาศขาเข้า รวมถึงหาแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการกระจายสินค้า เพื่อให้ปริมาณสินค้าที่ล่าช้าลดลง โดยประยุกต์ใช้วิธีการ DMAIC ของซิกซ์ ซิกม่า ซึ่งทำการศึกษาการกระจายสินค้าในรอบ 12.00น. และการปฏิบัติงานของฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 5 ฝ่าย ขั้นตอนการศึกษาทั้งหมดแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การกำหนดปัญหาโดยศึกษาปริมาณงานที่แต่ละฝ่ายสามารถทำได้ตามเวลาที่กำหนดในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2564 2) การวัดเพื่อหาปัญหา ศึกษากระบวนการย่อยและวัดเวลาการปฏิบัติงาน 3) การวิเคราะห์สาเหตุ ระดมความคิดโดยคณะทำงานโดยจัดทำผังแสดงเหตุและผล นำปัจจัยที่ได้ มาบันทึกความล่าช้าของสินค้าในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2564 เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง 4) การปรับปรุงแก้ไขโดยหาปริมาณเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมต่อวันในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2565 5) การควบคุม ติดตามผลหลังปรับปรุง ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นพร้อมเสนอวิธีเตรียมการ และสอบถามเพิ่มเติมถึงปัจจัยสาเหตุอื่น ๆ จากฝ่ายที่เหลือเก็บเป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อในอนาคต ผลจากการวิจัยพบว่า ปัญหาความล่าช้าที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากฝ่ายปฏิบัติงานจัดส่งสินค้าที่ได้ปฏิบัติงานล่าช้า หลังจากปรับปรุงโดยการหาปริมาณเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมในแต่ละวัน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าที่ถูกกระจายได้ทัน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58 เป็นร้อยละ 77 จากการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ต่อวันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และศึกษาเพิ่มเติมถึงปัจจัยอื่น ๆ จาก 4 ฝ่ายที่เหลือเพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งพบว่ามีปัจจัยด้านความผันผวนของปริมาณสินค้า และการตรวจปล่อยสินค้าของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่ชัดได้
กระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ : กรณีศึกษา : ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่), อมรเทพ จันทร์สว่าง
กระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ : กรณีศึกษา : ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่), อมรเทพ จันทร์สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ ซึ่งเป็นการศึกษารูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟที่สร้างรายได้สูงสุด และระบุจุดเด่น-จุดด้อยของแต่ละแบบจำลอง โดยใช้ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่) เป็นกรณีศึกษา ในการพัฒนาแบบจำลองนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ส่วนของข้อมูลสำหรับการสร้างแบบจำลอง ได้แก่ 1) กำหนดเส้นทาง 2) กำหนดขบวนรถ 3) กำหนดชั้นโดยสาร 4) กำหนดสถานี 5) การหาค่าความต้องการ 6) การหาอัตราค่าโดยสาร และ 2.ส่วนของรูปแบบการจัดสรรที่นั่ง ซึ่งการจัดสรรที่นั่งรถไฟนั้นได้ใช้ 2 หลักการ คือ การนำที่นั่งที่เหลือกลับมาจำหน่าย และการแบ่งรูปแบบของส่วนที่นั่งโดยสารสำหรับการจำหน่าย หลักการทั้งสองสามารถนำมาสร้างแบบจำลองได้ 4 แบบจำลอง คือ 1) FCFST 2) FCFSC 3) PBLC และ 4) SBC หลังจากนั้นได้นำแบบจำลองทั้ง 4 ได้นำไปทดสอบกับข้อมูลความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร 2 ลักษณะ คือ การทดสอบรายกรณี ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ความต้องการเดินทางตั้งแต่ 20-240 คน/ขบวน โดยแยกออกเป็น 7 กรณี และการทดสอบรายปี ซึ่งเป็นการอ้างอิงความต้องการเดินทางตามสถานการณ์จริงของเส้นทางในรอบ 1 ปี จากผลการทดสอบแบบจำลองจัดสรรที่นั่งโดยสารทั้ง 4 แบบจำลอง พบว่าในการทดสอบรายกรณีเมื่อปริมาณความต้องการเดินทางน้อย FCFST และ FCFSC สามารถสร้างรายได้สูงที่สุด ในขณะที่เมื่อมีความต้องการเดินทางปานกลาง FCFSC สามารถสร้างรายได้สูงสุด และเมื่อมีความต้องการมาก SBC สามารถสร้างรายได้สูงสุด ส่วนการทดสอบรายปีที่ปริมาณความต้องการหลากหลายนั้น FCFSC สามารถสร้างรายได้โดยรวมสูงสุด ดังนั้น กระบวนการพัฒนาแบบจำลองที่นำเสนอสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการหารูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสาร เพื่อให้เกิดรายได้สูงสุดได้
การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่งของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกเคมีภัณฑ์, อัคพงษ์ จักสอง
การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่งของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกเคมีภัณฑ์, อัคพงษ์ จักสอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่ง ของธุรกิจนำเข้า – ส่งออกเคมีภัณฑ์ เป็นกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. ลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าขององค์กร 2. ปรับปรุงจุดสั่งซื้อใหม่ (Re-order Point : ROP) ให้มีประสิทธิภาพ 3. ลดต้นทุนในการจัดเก็บ และการสั่งซื้อสินค้า จากผลการศึกษาเรื่อง การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่ง ของธุรกิจนำเข้า – ส่งออกเคมีภัณฑ์ การใช้จุดสั่งซื้อใหม่แบบเดิมที่บริษัทใช้อยู่ทำให้สินค้าเกิดความขาดแคลน เนื่องจากเกิดการล่าช้าในการผลิตและขนส่ง อีกทั้งเวลานำ (Lead time) ในการขนส่งจากประเทศเนเทอร์แลนด์ 120 วันซึ่งถือว่ามีระยะเวลานาน และยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นผู้วิจัยได้นำเครื่องมือ มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยการพยากรณ์ความต้องการ การกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ (Re-order Point : ROP) การกำหนดสินค้าเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) และการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อประหยัด (Economic Order Quantity) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้านการขนส่ง หรือ กรณีที่ฝ่ายขายมีการขายสินค้าเกินกว่า Demand ทำให้สินค้าเพียงพอต่อการขาย และผลจากการคำนวนพบว่า จากกรณีศึกษาสินค้าตัวอย่าง 5 รายการ มีผลให้ต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการเก็บรักษารวมลดลง 4,716,501.63 บาท หรือคิดเป็น 95%
การคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้น : กรณีศึกษา : บริษัทผลิตฟิล์มพลาสติกแห่งหนึ่ง, ภูมิพัฒน์ ขวัญพิพัฒน์
การคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้น : กรณีศึกษา : บริษัทผลิตฟิล์มพลาสติกแห่งหนึ่ง, ภูมิพัฒน์ ขวัญพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้นของบริษัทผลิตฟิล์มพลาสติกแห่งหนึ่ง ในงานวิจัยนี้บริษัทกรณีศึกษาต้องการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เหมาะสม 1 รายทั้งหมด 3 ราย ภายใต้การพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและปัจจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยนี้เริ่มจากการรวบรวมหลักเกณฑ์และปัจจัยจากการคัดเลือกในปัจจุบันและจากการทบทวนวรรณกรรม แล้วนำมาสร้างแบบจำลองกระบวนการวิเคราะห์ลำดับชั้น คำนวณหาค่าลำดับความสำคัญของหลักเกณฑ์ ปัจจัย ทางเลือก และตรวจสอบค่าความสอดคล้องของข้อมูลจากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจำนวน 5 ท่าน และวิเคราะห์ความไว เพื่อให้ทราบความไวต่อหลักเกณฑ์และทางเลือกที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของหลักเกณฑ์และทางเลือกของงานวิจัยฉบับนี้ จากผลการวิจัยพบว่า หลักเกณฑ์ที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ 3 อันดับแรก คือ ด้านมาตรการป้องกัน COVID-19 ด้านบริการและด้านความสามารถในการส่งมอบ ส่วนทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่ได้รับจากการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ คือ บริษัท B จากการวิเคราะห์ความไว พบว่าน้ำหนักของหลักเกณฑ์ด้านต้นทุน/ราคา ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยเปลี่ยนจากบริษัท B เป็นบริษัท A เมื่อให้ค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น 29% และส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยเปลี่ยนจากบริษัท B เป็นบริษัท C เมื่อให้ค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น 95% โดยมีปัจจัยที่ทำให้ค่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นคือมีต้นทุนราคาที่ถูกกว่าและให้ระยะเวลาสินเชื่อที่นานกว่า ส่วนน้ำหนักของหลักเกณฑ์ความน่าเชื่อถือ ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยเปลี่ยนจากบริษัท B เป็นบริษัท A เมื่อให้ค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น 38% โดยมีปัจจัยที่ทำให้ค่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นคือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องมีความเชี่ยวชาญเส้นทางญี่ปุ่นเป็นหลักและมีมาตรการการดำเนินงานแบบญี่ปุ่น
การเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างพาเลทแบบใช้ครั้งเดียวและพาเลทแบบหมุนเวียนของบริษัท : กรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก, สิริพร เหล่าวงษ์สิริวัฒน์
การเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างพาเลทแบบใช้ครั้งเดียวและพาเลทแบบหมุนเวียนของบริษัท : กรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก, สิริพร เหล่าวงษ์สิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อวิเคราะห์และศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่า ในด้านต้นทุนรวม ในการใช้พาเลทพลาติกหมุนเวียนหรือพาเลทไม้หมุนเวียน เพื่อทดแทนการใช้พาเลทไม้แบบใช้ครั้งเดียว เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทกรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก งานวิจัยฉบับนี้ประกอบไปด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง และการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมสินค้า การนับจำนวนสินค้า การจัดส่ง และการทำรับสินค้า ต่อมานำข้อมูลที่รวบรวมได้มาคำนวณประมาณการจำนวนพาเลทหมุนเวียนที่เหมาะสมในอนาคตและต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งเปรียบเทียบระหว่างการใช้พาเลทไม้ใช้ครั้งเดียวและพาเลทหมุนเวียน ผลการวิจัย พบว่าการลงทุนสำหรับพาเลทไม้หมุนเวียน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 3,422,441.70 บาท และพาเลทพลาสติกหมุนเวียนอยู่ที่ 3,198,231.26 บาท ดังนั้น ผู้วิจัยจึงแนะนำให้บริษัทกรณีศึกษาเปลี่ยนจากการใช้งานพาเลทไม้ใช้ครั้งเดียวมาเป็นพาเลทไม้หมุนเวียน เนื่องจาก ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้รับมีค่าสูงกว่า และโครงการนี้คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งวิจัยฉบับนี้สามารถนำมาเป็นแนวทางให้บริษัทสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าต่อไป
การลดระยะเวลาการขนส่งและความเต็มใจที่จะจ่ายในการใช้บริการขนส่งภายในวันเดียวในเขตกรุงเทพมหานคร, วริทธิ์ ลิ้มสัมพันธ์
การลดระยะเวลาการขนส่งและความเต็มใจที่จะจ่ายในการใช้บริการขนส่งภายในวันเดียวในเขตกรุงเทพมหานคร, วริทธิ์ ลิ้มสัมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการลดระยะเวลาการขนส่งพัสดุให้สามารถส่งแบบภายในวัน (Same Day Delivery) ในเขตกรุงเทพมหานครของบริษัทผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์เอกชนแห่งหนึ่งและศึกษาความเต็มใจที่จะจ่ายในการใช้บริการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการปรับปรุงขั้นตอนการขนส่งและความสูญเปล่าที่เกิดขี้นในด้านของระยะเวลา โดยการสัมภาษณ์พนักงานที่เกี่ยวข้อง และการหาความสูญเปล่า 7 ประการ (7 Wastes) ที่เกิดขึ้น และนำเครื่องมือการลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS ได้แก่ การกำจัด (Eliminate) การรวมกัน (Combine) การจัดใหม่ (Re-arrange) และการทำให้ง่าย (Simplify) มาปรับปรุงกระบวนการขนส่งและกระจายพัสดุของบริษัทจากขนส่งแบบวันถัดไป (Next Day Delivery) เป็นขนส่งแบบภายในวัน (Same Day Delivery) ภายในเขตกรุงเทพมหานคร จากการศึกษาและวิเคราะห์พบว่า กระบวนการหลังจากการปรับปรุงในเรื่องขั้นตอนกระบวนการกระจายพัสดุ ลดลงร้อยละ 28.57 ในเรื่องของระยะเวลาเฉลี่ยในการขนส่งพัสดุ ลดลงร้อยละ 58.03 และในเรื่องต้นทุนการกระจายพัสดุ พบว่าต้นทุนการกระจายพัสดุหลังการปรับปรุงจะเพิ่มขึ้นจากกระบวนการปัจจุบันร้อยละ 85.97 พร้อมทั้งทำการศึกษาแนวโน้มความสนใจที่จะใช้บริการและราคาที่ผู้ใช้บริการเต็มใจที่จะจ่าย (Willingness to Pay) ผ่านการทำแบบสอบถาม ซึ่งผลการศึกษาพบว่าประชากรกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีผู้ให้ราคาที่เต็มใจจ่ายมากที่สุดอยู่ที่ราคา 200 บาท และเต็มใจจ่ายที่ราคาน้อยที่สุดอยู่ที่ 39 บาท โดยมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายในการใช้บริการขนส่งพัสดุภายในวันในเขตกรุงเทพมหานครมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 47.8 บาท โดยจากการศึกษางานวิจัยดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจทำบริการขนส่งพัสดุภายในวันเดียว รวมถึงให้กระบวนการขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การลดระยะเวลาที่สูญเปล่าในกระบวนการทำงานต่อไป
การเปรียบเทียบการลงทุนของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มและพื้นเรียบ, วลัยลักษณ์ สุขวงษ์
การเปรียบเทียบการลงทุนของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มและพื้นเรียบ, วลัยลักษณ์ สุขวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบ รายได้ ต้นทุนและผลตอบแทน สำหรับใช้เป็นแนวทางการลงทุนในอนาคตของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง(หิน,ทราย) กับ ธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์พื้นเรียบในการขนส่งเหล็กม้วน โดยการศึกษาข้อมูลรายได้ ต้นทุน ของธุรกิจรถบรรทุกทั้ง 2 ประเภท ของบริษัทตัวอย่าง A ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2563 นำข้อมูลมาวิเคราะห์หาผลตอบแทนในการลงทุน โดยพิจารณาจากระยะเวลาคืนทุน (Payback Period :PB), มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value :NPV) และอัตราผลตอบแทนจากโครงการ (Internal Rate of Return :IRR) โดยใช้วิธีการกำหนดสถานการณ์ (Scenario Analysis) เปรียบเทียบปีที่ดีที่สุด (Best Year), ปีปกติ(Base Year) และปีที่แย่ที่สุด(Worst Year) ของทั้ง 2 อุตสาหกรรม ผลของการศึกษาจากการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ทางการเงินทั้ง 3 ชนิด สรุปผลการวิจัยได้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกันในทุกสถานการณ์ คือ การลงทุนธุรกิจขนส่งวัสดุก่อสร้างที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มคุ้มค่ากว่ารถเทรลเลอร์พื้นเรียบที่ขนส่งเหล็กม้วน บริษัทควรลงทุนซื้อรถเทรลเลอร์ดั๊มเพื่อขนส่งวัสดุก่อสร้างในการขยายกิจการในอนาคต แต่หากสถานการณ์ ณ ตอนที่จะตัดสินใจลงทุนนั้น อุตสาหกรรมการก่อสร้างถดถอย และบริษัทฯมีโอกาสที่จะสามารถขยายการลงทุนในรถพื้นเรียบที่ขนส่งเหล็กม้วนเพื่อการกระจายความเสี่ยง ก็ยังสามารถลงทุนได้ เนื่องจากผลการวิเคราะห์ทางการเงินนั้นผ่านเกณฑ์ในการลงทุน ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เป็นบวก และ อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (IRR) มากกว่าต้นทุนของเงินทุน(WACC)
การปรับปรุงนโยบายการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ กรณีศึกษาบริษัทจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า, ฐิติวัลคุ์ เอื้อวรธรรม
การปรับปรุงนโยบายการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ กรณีศึกษาบริษัทจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า, ฐิติวัลคุ์ เอื้อวรธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอนโยบายพัสดุคงคลังที่สามารถลดจำนวนอะไหล่ขาดมือจากการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัทกรณีศึกษา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีการจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ให้กับลูกค้าในสองช่องทาง คือ งานซ่อมของช่างซ่อมที่มีความต้องการชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ทดแทนอะไหล่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า และลูกค้าที่มีความต้องการมาซื้อชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการบำรุงรักษาโดยตรงที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท รายการชิ้นส่วนอะไหล่ที่ศึกษามี 5 รายการซึ่งเป็นรายการที่มีความต้องการไม่แน่นอนจากลูกค้าและบริษัทต้องการให้มีอัตราการเติมเต็มพัสดุคงคลังอะไหล่ที่สามารถรองรับความต้องการไม่แน่นอนของลูกค้าได้ แต่ในปัจจุบันพบว่า บริษัทมีอัตราการเติมเต็มพัสดุคงคลังอะไหล่เพียง 48% งานวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษานโยบายการสั่งซื้อของบริษัทเพื่อวิเคราะห์ปัญหาของนโยบายในปัจจุบัน และเก็บรวบรวมข้อมูลความต้องการของชิ้นส่วนอะไหล่ในอดีต เพื่อศึกษาการกระจายตัวของข้อมูลความต้องการ จากนั้นนำเสนอนโยบายที่พิจารณาการกระจายตัวของข้อมูลความต้องการอะไหล่ ร่วมกับระยะเวลานำที่ไม่คงที่จากซัพพลายเออร์ จากนั้นจึงนำเสนอนโยบายระดับคงคลังเป้าหมาย (Order-up-to-level Model หรือ OUL) ที่มีการกำหนดรอบการสั่งคงที่และสั่งซื้อให้ถึงระดับ OUL ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการในแต่ละรอบการสั่งตามระดับการให้บริการที่กำหนด นโยบายระดับคงคลังเป้าหมายที่นำเสนอ ได้ถูกนำไปจำลองการสั่งซื้อในโปรแกรม Microsoft Excel เพื่อทดสอบการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ทั้ง 5 รายการ พบว่านโยบายที่นำเสนอสามารถเพิ่มอัตราการเติมเต็มพัสดุคงคลังอะไหล่ได้ 100% ทั้ง 5 รายการ และมีมูลค่าพัสดุคงคลังลดลง 34%
การวิเคราะห์พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว : กรณีศึกษาการเกิดอุทกภัย อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช, กนกวรรณ เกิดมีทรัพย์
การวิเคราะห์พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว : กรณีศึกษาการเกิดอุทกภัย อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช, กนกวรรณ เกิดมีทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวกรณีศึกษาการเกิดอุทกภัย อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว กรณีเกิดเหตุอุทกภัย ภายในเขตอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากภายในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ส่งผลให้บางหมู่บ้านต้องอพยพออกจากแหล่งอาศัยเดิม ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์หาพื้นที่ในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำซากบ่อยครั้งขึ้นไปเพื่อใช้เป็นต้นทางในการอพยพ และวิเคราะห์หาสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพที่สามารถรองรับผู้อพยพได้ เพื่อพิจารณาความสามารถในการรองรับผู้อพยพได้อย่างเพียงพอ จากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์เส้นทางและระยะทางในการการอพยพของผู้ประสบภัย ผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ผลการวิเคราะห์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำซากบ่อยครั้งขึ้นไปในพื้นที่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า มีพื้นที่ 11 ตำบล ได้แก่ ตำบลท่างิ้ว ตำบลท่าซัก ตำบลท่าเรือ ตำบลท่าไร่ ตำบลนาเคียน ตำบลนาทราย ตำบลบางจาก ตำบลปากนคร ตำบลปากพูน ตำบลโพธิ์เสด็จและตำบลมะม่วงสองต้น และหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบรวม 65 หมู่บ้าน คิดเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 36.88 ตร.กม. หรือประมาณ 23,050 ไร่ มีประชากรได้รับผลกระทบและต้องอพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วมประมาณ 7,924 คน และเมื่อพิจารณาสถานศึกษาที่มีศักยภาพในการรองรับผู้อพยพ ประกอบกับการวิเคราะห์หาเส้นทางและระยะทางในการอพยพแล้วพบว่า สถานศึกษาภายในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 63 แห่ง สามารถรองรับผู้อพยพได้อย่างเพียงพอ และใช้ระยะทางที่น้อยที่สุดในการอพยพ
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังประเภทอะไหล่รถยนต์, โชติรส แซ่อึ้ง
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังประเภทอะไหล่รถยนต์, โชติรส แซ่อึ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังประเภทอะไหล่รถยนต์ เป็นกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. ลดต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลังโดยการมีต้นทุนต่ำที่สุดและมีปริมาณสินค้าที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า 2. จัดกลุ่มสินค้าตามลำคับความสำคัญและวางแผนการจัดสินค้าคงคลังในหมวดต่างๆให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 3. ลดปริมาณการจัดเก็บสินค้าคงคลังสำรองในรายการสินค้าที่มีมากเกินความต้องการและเพื่อหาจุดสั่งซื้อใหม่ ที่มีความเหมาะสมกับปริมาณการขาย จากผลการศึกษาเรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังประเภทอะไหล่รถยนต์ การจัดการสินค้าคงคลังแบบเดิมของบริษัทมีต้นทันที่สูงเนื่องจากมีการเก็บสินค้าไว้จำนวนมากเกินไปส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูงตามไปด้วย ดังนั้นผู้วิจัยได้นำเครื่องมือต่างๆมาพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลัง ซึ่งมีวิธีการจัดลำดับความสำคัญของสินค้าคงคลังโดยใช้เทคนิค ABC Classification การพยากรณ์ความต้องการ การคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อประหยัด (Economic Order Quantity) การกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point : ROP) และการกำหนดสินค้าเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) ทำให้ต้นทุนรวมของบริษัทกรณีศึกษาทั้ง 5 รายการลดลงเท่ากับ 1,708,849.34 บาทหรือ 15%
การปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ กรณีศึกษาบริษัท Abc, ณัฐติกาญจน์ ศิริวัฒน์
การปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ กรณีศึกษาบริษัท Abc, ณัฐติกาญจน์ ศิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาในกระบวนการทำงานของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ พร้อมประเมินและเสนอแนวทางการปรับปรุงกระบวนการขนส่ง เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุน ระยะเวลา และประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การเตรียมใบเสนอราคาให้ลูกค้าไปจนถึงการส่งมอบสินค้าของลูกค้าไปยังคลังสินค้าของสายการบิน ผลจากการศึกษาพบว่า ปัญหาที่เกิดในกระบวนการทำงานของบริษัทมี 2 เรื่อง 1) การจองรถรับส่งสินค้า ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ KPI เนื่องจากข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูลและเวลาที่ไม่จำเป็น 2) ค่าใช้จ่ายในการรับสินค้าจากลูกค้าสูง ดังนั้นการศึกษานี้จึงใช้เทคนิค ECRS เพื่อปรับปรุงระบบการทำงานในการจองรถรับส่งสินค้า ส่งผลให้เวลาดำเนินการทั้งหมดลดลงจาก 130 นาที เป็น 40 นาที หรือลดลง 69% และนำเสนอการขนส่งด้วยระบบ milk run เพื่อไปรับสินค้าจากลูกค้าแทนการรับโดยตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยการ วิเคราะห์โดยเทคนิค Saving Algorithms for Vehicle Routing เผยให้เห็นศักยภาพในการประหยัดต้นทุน 24% สำหรับรถบรรทุก 4 ล้อ และ 46% สำหรับรถบรรทุก 6 ล้อ
การพยากรณ์ความต้องการการใช้ตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการขนส่งทางทะเลของเส้นทางสิงคโปร์ - จีน : กรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์แห่งหนึ่ง, ณิชา วิจารณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการและสร้างตัวแบบการพยากรณ์ความต้องการการใช้ตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการขนส่งทางทะเลของเส้นทางสิงคโปร์ – จีนของบริษัทในกรณีศึกษาให้มีความแม่นยำมากกว่าค่าพยากรณ์ปัจจุบันของบริษัท เพื่อนำค่าพยากรณ์ที่แม่นยำขึ้นไปใช้จัดทำสัญญาจองตู้คอนเทนเนอร์กับบริษัทสายการเดินเรือต่าง ๆ และทำให้สามารถลดปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ลงได้ การศึกษาเริ่มจากการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจปัญหาในปัจจุบัน และวิเคราะห์หาวิธีแก้ไข โดยพบว่าในปัจจุบันทางบริษัทใช้การแปลงค่าแผนการขายเป็นจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ต้องการใช้ ซึ่งค่าที่ได้มีความแม่นยำต่ำ เนื่องจากไม่สามารถระบุเส้นทางที่ใช้ได้โดยตรง ผู้วิจัยจึงนำเสนอให้นำคำสั่งซื้อรายเดือนของแต่ละเส้นทาง มาพยากรณ์ด้วยวิธีพยากรณ์เชิงปริมาณตามอนุกรมเวลาโดยตรงแทน ในส่วนของการสร้างตัวแบบพยากรณ์ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลคำสั่งซื้อจาก 10 เส้นทางของทุกกลุ่มสินค้า หลังจากนั้นจึงทำความสะอาดข้อมูลและสร้างตัวแบบพยากรณ์ด้วยวิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่, วิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลอย่างง่าย, วิธีพยากรณ์อย่างง่ายสำหรับข้อมูลแนวโน้ม, วิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองครั้ง, วิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลซ้ำสองครั้ง, วิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลของฮอล์ท และวิธีบ็อกซ์-เจนกินส์ ตามความเหมาะสม และเปรียบเทียบความแม่นยำด้วยค่า MPE, MAPE และ RMSE เพื่อหาตัวแบบที่ให้ความแม่นยำสูงสุด จากผลการศึกษาพบว่า ตัวแบบที่ให้ความแม่นยำสูงสุดของแต่ละเส้นทางมีความแตกต่างกัน ทำให้นำไปใช้งานจริงได้ยาก และพบว่าการสร้างตัวแบบตามลักษณะข้อมูลของแต่ละกลุ่มสินค้า กล่าวคือใช้วิธี บ็อกซ์-เจนกินส์กับข้อมูลกลุ่มสินค้า A และ C ใช้วิธีหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองครั้งกับข้อมูลกลุ่มสินค้า B และนำค่าที่ได้มารวมกันเป็นค่าของแต่ละเส้นทาง ให้ค่าความแม่นยำอยู่ใน 3 อันดับแรกของทุก ๆ เส้นทาง จึงสามารถนำมาใช้กับทุกเส้นทางได้ โดยค่าพยากรณ์มีความแม่นยำมากขึ้น 11% โดยเฉลี่ย รวมถึงตัวแบบดังกล่าวยังสามารถลดปัญหาค่าพยากรณ์น้อยกว่ายอดคำสั่งซื้อจริงโดยรวมได้อีกด้วย
ความพร้อมของผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ต่อการปรับใช้มาตรฐาน Gsdp, ธนวรรณ เกษแก้ว
ความพร้อมของผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ต่อการปรับใช้มาตรฐาน Gsdp, ธนวรรณ เกษแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐาน GSDP ต่อการจัดการการกระจายสินค้า 2) เพื่อวิเคราะห์ความพร้อมของผู้ประกอบการขนส่งในประเทศไทย 3) เพื่อสรุปประเด็นที่ผู้ประกอบการมีความพร้อมและที่ไม่พร้อมในการดำเนินงานตามมาตรฐาน GSDP การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทั้งรถขนส่งและคลังสินค้า จำนวน 77 ราย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล และในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตัวมาตรฐาน GSDP ในระดับสูงมาก เนื่องจากร้อยละ 76 สามารถทำแบบสอบถามได้ถูกต้องครบทั้ง 6 ข้อ 2) กลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีความพร้อมในการปรับใช้มาตรฐาน GSDP เข้ากับการทำงานได้เป็นอย่างดี คือผลลัผธ์ออกมาที่ระบบมาก 3) แต่มีอยู่หนึ่งหัวข้อที่ กลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศไทยได้คะแนนความพร้อมอยู่ในระดับปานกลางต่างออกมาจากหัวข้ออื่น คือด้านความเหมาะสมของสถานที่ปฏิบัติงาน
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าลำไยสดในภาคเหนือที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน, พิมพ์ชนก วัทคุวัทพงษ์
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าลำไยสดในภาคเหนือที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน, พิมพ์ชนก วัทคุวัทพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าลำไยสดในภาคเหนือที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมลำไยสดจากเดิมที่อยู่กันแบบกระจัดกระจายในภาคเหนือก่อนการส่งออกเพื่อสู้กับโรงรับซื้อผลไม้จีนเนื่องจากการผูกขาดการซื้อขายและการกำหนดราคาผลไม้ไทยในปัจจุบัน หากปล่อยไว้โดยไม่มีการแก้ไข การป้องกัน หรือการควบคุม ธุรกิจการค้าผลไม้ไทยเพื่อการส่งออกอาจประสบวิกฤตได้ ในการคัดเลือกปัจจัยจะใช้หลักทฤษฎีการเลือกทำเลที่ตั้งตามแนวมหภาคและจุลภาค โดยเลือกหัวข้อหลักในการคัดเลือกอิงตามองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าประเภทเดียวกัน เพื่อกำหนดเป็นปัจจัยที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกจังหวัดที่เหมาะสมสำหรับที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้า พร้อมทั้งการนำเกณฑ์ด้านกฎกระทรวงและระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : GIS) เป็นตัวคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในจังหวัดนั้น โดยศูนย์กระจายสินค้าลำไยสดที่ต้องการจัดตั้งจะรับเอาผลผลิตจากแหล่งลำไยสด 50 อำเภอที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา และจังหวัดน่าน ปลายทางของการส่งออกของไทยจะสิ้นสุดที่ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผลการคัดเลือกพบว่า พื้นที่ที่เหมาะสมตามเกณฑ์คือพื้นที่สีม่วงในตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยด้านเหนือจรดเส้นขนานระยะ 300 เมตรกับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1006 ด้านตะวันออกจรดเหมืองร่องเชี่ยวฝั่งตะวันตก ด้านใต้จรดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1006 ฟากเหนือ ด้านตะวันตกจรดน้ำแม่คาวฝั่งตะวันออก และการวิเคราะห์เมทริกซ์ระยะทางระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดปลายทาง (Origin-Destination cost matrix analysis) พบว่า พื้นที่ใกล้วัดบ้านมอญ ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่ควรจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า โดยสามารถรับเอาลำไยสดได้สูงสุดทั้งหมด 50 อำเภอ และจำนวนลำไยที่ส่งออกไปยังประเทศจีนคิดเป็นประมาณ 690,533 ตัน/ปี
การเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งการขนส่งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในเส้นทาง ไทย-จีน ในช่วง Covid-19, พงศกร เอื้อชีวกุล
การเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งการขนส่งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในเส้นทาง ไทย-จีน ในช่วง Covid-19, พงศกร เอื้อชีวกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นบทนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโครงการวิจัย ประกอบด้วยการเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งการขนส่งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในเส้นทางไทย-จีนในช่วง Covid-19 รูปแบบการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และการขนส่งทางรถข้ามแดนที่เป็นการขนส่งทางหลัก ไปที่ประเทศจีน ในช่วง Covid -19 โดยประเภทสินค้าที่จะทำการศึกษาจะเป็น สินค้าแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มีวัตถุประสงค์เพื่เปรียบเทียบการลดต้นทุนของการขนส่ง รวมถึงศึกษาประโยชน์ของรูปแบบการขนส่งในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในช่วง Covid-19ที่ผ่านมาได้มีหลายปัจจัยที่ทำให้การขนส่งรูปแบบต่างๆเปลี่ยนแปลงไป เริ่มจากรวบรวมข้อมูลด้านการขนส่งในช่วงCovid-19 จากบริษัทกรณีศึกษาพร้อมกับศึกษาข้อมูลจากบริษัทผู้ขนส่งที่สามารถให้บริการได้หลากหลายรูปแบบเพื่อทราบถึงปัญหาในช่วงที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นและศึกษาที่ต้นทุนค่าขนส่งแต่ละรูปแบบในช่วงCovid-19 และ ใช้กระบวนการวิเคราะห์ความสำคัญของปัจจัยต่างๆโดยเก็บรวบรวมการให้น้ำหนักจากผู้ผลิตแผงอิเล็กทรอนิกส์โดยกำหนดปัจจัยสำคัญในการขนส่งมา4อย่างได้แก่ ต้นทุนการขนส่งที่ประหยัด ความถี่ในการขนส่งที่สูง ระยะเวลาในการขนส่งที่สั้น และปริมาณการขนส่งต่อรอบจำนวนมาก โดยให้คะแนนการขนส่งทางเรือมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบคะแนนแล้ว แต่เนื่องจากสถานณการณ์ Covid-19 ทำให้การขนส่งทางรถข้ามแดนทางบกมีบทบาทมากขึ้นเนื่องจากสามารถประหยัดต้นทุนรองลงมาจากทางเรือและมีระยะเวลาการขนส่งที่รวดเร็วมากกว่าพร้อมทั้งสามารถกำหนดรอบการวิ่งได้ถี่และมั่นคงมากกว่าทางเรือ ส่วนการขนส่งทางอากาศถึงจะมีต้นทุนที่สูงที่สุดแต่เป็นการขนส่งที่มีระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุดจึงจำเป็นอย่างมากในการใช้เติมสายการผลิตที่เร่งด่วนที่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วง Covid-19 โดยได้ใช้เครื่องมือการหาปริมาณหรือจำนวนการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสม (Economic Order Quantity) ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสม รวมกับการให้คะแนนของทางอื่นปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อการจัดส่ง
การวิเคราะห์การนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องสำอางทางบก เส้นทางสิงคโปร์-ไทย ผ่านด่านสะเดา จังหวัดสงขลา : กรณีศึกษาบริษัท Abc, พรรทิตา รัตนจีนะ
การวิเคราะห์การนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องสำอางทางบก เส้นทางสิงคโปร์-ไทย ผ่านด่านสะเดา จังหวัดสงขลา : กรณีศึกษาบริษัท Abc, พรรทิตา รัตนจีนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากวิกฤติการขนส่งสินค้าทางเรือที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันภายหลังจากการแพร่ ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทั้งหมดล่าช้า และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้การขนส่งสินค้าล่าช้าและต้นทุนการขนส่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทกรณีศึกษาสนใจการขนส่งทางบก เนื่องจากมีความรวดเร็ว ตารางการเดินรถที่ยืดหยุ่นกว่าการขนส่งทางเรือที่ทางบริษัทใช้ในการขนส่งปัจจุบัน เพื่อช่วยให้บริษัทมีทางเลือกในการขนส่งเครื่องสำอางที่มีประสิทธิภาพและใช้ระยะเวลาในการนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องสำอางจากศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทที่ประเทศสิงคโปร์ สั้นลงกว่าปัจจุบันและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศไทยได้ตรงตามแผนที่วางไว้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการนำเข้าเครื่องสำอางทางบกจากประเทศสิงคโปร์ด้วยวิธีการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลการขนส่งในมิติด้านเวลา และ ต้นทุนกับการขนส่งทางเรือที่บริษัท ABC ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของบริษัท ABC ในการนำเข้าเครื่องสำอางจากศูนย์กระจายสินค้าบริษัทที่ประเทศสิงคโปร์โดยใช้ระบบ สารสนเทศภูมิศาสตร์ ผ่านโปรแกรม ArcGIS Pro 2.6.1 และการวิเคราะห์โครงข่าย (Network Analysis) เป็นเครื่องมือหลักในการทำวิจัยควบคู่กับเส้นทางสิงคโปร์ - มาเลเซีย – ด่านสะเดา จังหวัดสงขลาจาก Google Map ผลการวิจัยพบว่าการขนส่งทางบกมีระยะเวลาการนำเข้าเครื่องสำอางสั้นกว่าทางเรือ 6 วัน และมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่ใกล้เคียงกับต้นทุนที่บริษัท ABC เสียอยู่ในปัจจุบัน
การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด, ปริญญารัตน์ บุตรเงิน
การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด, ปริญญารัตน์ บุตรเงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด โดยเป็นการวิเคราะห์ผ่านระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ซึ่งปัจจัยได้จากการทบทวนวรรณกรรมและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากการวิเคราะห์ 5 ปัจจัยในการเลือกพื้นที่ทางเลือกที่เหมาะสม พบว่า ปัจจัยขนาดพื้นที่เหมาะสมรวมถึงปัจจัยขอบเขตความปลอดภัยคือ พื้นที่ทางเลือกที่ 1, 3 และ 6 ปัจจัยเส้นทางคมนาคมหลักในนิคมอุตสาหกรรมคือ พื้นที่ทางเลือก 1, 2, 3, 5 และ 6 ปัจจัยเส้นทางการวางท่อส่งเชื้อเพลิงจากสถานีส่งเชื้อเพลิงภายในนิคมอุตสาหกรรม คือ พื้นที่ทางเลือก 1, 2, 3 และ 6 พบว่า พื้นที่ทางเลือก 1, 3 และ 6 ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ในส่วนของการคัดกรองปัจจัยเพื่อหาทำเลที่เหมาะสมในพื้นที่ทางเลือก 1, 3 และ 6 พบว่า พื้นที่ทางเลือกที่ 1 ทางทิศใต้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด
การปรับปรุงกระบวนการงานจัดซื้อ : กรณีศึกษาธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าของบริษัท A, นิชาภัทร พันธ์เมือง
การปรับปรุงกระบวนการงานจัดซื้อ : กรณีศึกษาธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าของบริษัท A, นิชาภัทร พันธ์เมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการจัดซื้อและมีเป้าหมายในการเริ่มต้นในการในการปรับปรุงกระบวนการของบริษัทกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลิตไฟฟ้า บริษัทปรับใช้การจัดการการจัดซื้อแบบรวมศูนย์ที่เกี่ยวข้องกับทีมจัดซื้อ 6 ทีมที่จัดกลุ่มตามสินค้าโภคภัณฑ์ การสำรวจเกี่ยวกับใบขอซื้อที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 พบว่ามีคำขอสั่งซื้อจำนวนมากทำให้เกิดปัญหากับแผนกต่างๆ ที่ต้องการซื้อสินค้า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา การศึกษานี้จึงไม่สามารถจัดการกับผลิตภัณฑ์ทุกประเภทได้ แต่จะเน้นที่การจัดซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น การศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางธุรกิจที่ครอบคลุมกระบวนการย่อยที่สำคัญ รวมทั้งการรับ PR การตรวจสอบ PR การจัดหาและคัดเลือกการจัดหา การจัดการซัพพลายเออร์ การส่งมอบ และการจัดการสัญญา จากนั้นการศึกษาจะใช้แนวคิดแบบลีนเพื่อประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการและค้นหากิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่า การศึกษาได้เสนอเทคนิค ECRS (Eliminate, Combine, Rearrange, and Simplify) เพื่อปรับปรุงกระบวนการและแสดงให้เห็นศักยภาพในการลดระยะเวลาปฏิบัติงานโดยระยะเวลาการสั่งซื้อลดลง 86% ของระยะเวลาก่อนปรับปรุง เดิมใช้เวลา 27,223 นาทีโดยประมาณในการจัดซื้อให้กับ 26 โรงไฟฟ้า ซึ่งหลังจากปรับปรุงกระบวนการใช้เวลา 3,693 นาที
การวางแผนจัดเตรียมอะไหล่และสารเคมีสำหรับการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับซี : กรณีศึกษา ผู้ให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน, พัฒนศักดิ์ ชุณห์ขจร
การวางแผนจัดเตรียมอะไหล่และสารเคมีสำหรับการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับซี : กรณีศึกษา ผู้ให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน, พัฒนศักดิ์ ชุณห์ขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนการวางแผนจัดเตรียมอะไหล่และสารเคมีสำหรับงานซ่อมบำรุงอากาศยานระดับซี ของผู้ให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยานที่เป็นกรณีศึกษา ซึ่งประสบปัญหาในการวางแผนจัดเตรียมและคาดการณ์ความต้องการอะไหล่และสารเคมี ส่งผลให้ได้รับอะไหล่และสารเคมีล่าช้าและไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งาน ในขั้นตอนการออกแบบเพื่อนำไปพัฒนาโปรแกรม ได้มีการรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ เช่น ประวัติการเข้าซ่อมบำรุง วงรอบการซ่อมบำรุง ข้อมูลอะไหล่และสารเคมี จากนั้นทำการสรุปขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนซ่อมบำรุงอากาศยานผ่าน IDEF0 แล้วใช้แผนภาพยูสเคส (Use Case Diagram) สรุปความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล กิจกรรมที่เกิดขึ้น รวมถึงผู้ใช้งานข้อมูลเพื่อให้ทราบถึงขอบเขตในการพัฒนาโปรแกรม จากนั้นได้ดำเนินการออกแบบการคำนวณช่วงเวลาการเข้าซ่อมบำรุงครั้งถัดไปจากประวัติเพื่อให้ได้แผนซ่อมบำรุงของอากาศยานแต่ละลำ พร้อมทั้งทำการออกแบบการคำนวณความต้องการอะไหล่และสารเคมีที่สอดคล้องกับแผนและวงรอบในการจัดหาอะไหล่และสารเคมี สุดท้ายจึงได้ทำการพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาไพธอน (Python) เพื่อให้โปรแกรมสามารถ 1) เพิ่ม ลบ แก้ไข จัดเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่กำหนด 2) คำนวณช่วงเวลาการเข้ารับการซ่อมบำรุง 3) คำนวณและออกเอกสารความต้องการอะไหล่และสารเคมี และ 4) ออกเอกสารสรุปงาน จากผลการทดสอบในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล พบว่าโปรแกรม 1) สามารถให้ผลการคำนวณที่น่าเชื่อถือ 2) สามารถเข้าถึงตัวข้อมูลได้ตรงตามที่กำหนด ลดการสร้างไฟล์ข้อมูลที่ไม่จำเป็น และ 3) สามารถออกเอกสารจากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จากการออกแบบและพัฒนาโปรแกรม ที่สามารถคาดการณ์ความต้องการอะไหล่และสารเคมีได้ล่วงหน้า ทำให้ไม่เกิดความล่าช้าในการจัดหา ส่งผลให้ได้รับอะไหล่และสารเคมีตรงกับความต้องการในการใช้งาน ซึ่งช่วยให้สามารถส่งอากาศยานที่มีความสมควรแก่การเดินอากาศคืนให้กับสายการบินได้ตรงตามแผนการซ่อมบำรุงที่วางไว้
การประยุกต์เทคนิคบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุในกระบวนการจัดการคลังสินค้า สำหรับบริษัท Xyz, มนต์ทิพย์ จันทราทิพย์
การประยุกต์เทคนิคบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุในกระบวนการจัดการคลังสินค้า สำหรับบริษัท Xyz, มนต์ทิพย์ จันทราทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เทคนิคบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุ (Material Flow Cost Accounting: MFCA) เป็นเทคนิคในการวิเคราะห์ต้นทุนความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการ มุ่งเน้นให้เกิดการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพรวมถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์หลักการบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุกับกระบวนการจัดการคลังสินค้า ส่งเสริมการใช้วัสดุให้มีประสิทธิภาพ และลดความสูญเสียในกระบวนการจัดการคลังสินค้าของบริษัท XYZ โดยเลือกกลุ่มสินค้าที่มีความคล่องตัวสูงมาทำการศึกษา จากนั้นทำการเก็บรวบรวมข้อมูลต้นทุนที่เกี่ยวข้องในแต่ละกระบวนการ และทำการวิเคราะห์ต้นทุนความสูญเสียตามหลักการบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุ จากการศึกษาพบว่า ต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าลบไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่บริษัท พบในส่วนของต้นทุนวัสดุสูงที่สุด รองลงมาเป็นต้นทุนระบบและต้นทุนพลังงาน และพบว่าต้นทุนความสูญเสียของสินค้า Super Premium สินค้า Premium สินค้า Standard และสินค้า Economy คิดเป็นร้อยละ 0.044 ร้อยละ 0.062 ร้อยละ 0.089 และ ร้อยละ 0.158 ตามลำดับ เมื่อคิดคำนวณเป็นจำนวนเงินที่สูญเสียโดยรวมต่อวันของสินค้าทั้ง 4 ประเภทรวมเป็น 1,676.88 บาทต่อวัน ซึ่งความสูญเสียนี้เกิดขึ้นในกระบวนการจัดเตรียมสินค้า นอกจากนี้ยังพบว่า มูลค่าความสูญเสียนี้ ไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในระบบบัญชีปัจจุบันเนื่องจากการบันทึกบัญชีในปัจจุบัน เป็นการบันทึกบัญชีแบบดั้งเดิมที่รวมต้นทุนทุกอย่างไว้ด้วยกัน ไม่มีการจำแนกค่าใช้จ่ายในแต่ละประเภทสินค้าซึ่งยากต่อการแบ่งสัดส่วนต้นทุนต่าง ๆ ต่อประเภทสินค้า กิจกรรมหรือกระบวนการ ซึ่งแตกต่างจากการบันทึกบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุที่สามารถแสดงให้เห็นถึงมูลค่าความสูญเสียนี้ได้
การบูรณาการระบบแสดงตนอัตโนมัติกับการตระหนักรู้ภาพสถานการณ์ทางทะเลของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.), จุฑามาศ พบสุข
การบูรณาการระบบแสดงตนอัตโนมัติกับการตระหนักรู้ภาพสถานการณ์ทางทะเลของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.), จุฑามาศ พบสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยเทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) กับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ด้วยข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ที่มาจากการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญในการสัมภาษณ์ แสดงความคิดเห็น ผ่านแบบสอบถามของเทคนิค Delphi กำหนดประเด็นสำคัญของปัญหา เพื่อสร้างเครื่องมือและเก็บข้อมูล นำมาใช้สรุปผล วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแสดงว่าผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเป็นหนึ่งเดียวกันในการบูรณาการระบบ AIS และการผลักดันเชิงนโยบายของ MDA ผลการวิจัยพบว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเข้าใจการตระหนักรู้ภาพสถานการณ์ทางทะเล โดยเชื่อว่าการให้อำนาจผู้นำประเทศ ในด้านนโยบายเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ส่งผลต่อความมั่นคงทางทะเลและยุทธศาสตร์ของประเทศที่ยั่งยืน โดยพบประเด็นปัญหาในเรื่องที่ MDA มีผลในเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ ที่ใช้ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติในทุกด้าน จึงจำเป็นที่ต้องกำหนดหน่วยงานที่เข้าได้ถึงชั้นข้อมูลเพื่อการรักษาชั้นความลับ โดยให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเป็นผู้ดำเนินการ อาศัยข้อมูลจากระบบ AIS เพื่อการรักษาความปลอดภัยในทะเลและตรวจสอบเรือที่ละเมิดอธิปไตยและกระทำผิดกฎหมาย ในน่านน้ำไทย โดยต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและผลประโยชน์สูงสุดที่ยั่งยืน ที่เกี่ยวเนื่องกับทะเลในทุกมิติ
การมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการลดขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ, ฉัฐสุรีย์ รุ่งเจริญ
การมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการลดขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ, ฉัฐสุรีย์ รุ่งเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติและการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการจัดการขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้การออกแบบการวิจัยเชิงพรรณา เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือประชาชนในชุมชน 2 ฝั่ง ซึ่งได้แก่ อำเภอเมือง และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเลือกเก็บข้อมูลชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณริมปากแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเฉพาะ สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ย (t-test) และ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) เพื่อทดสอบสมมุติฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.58±0.94) และมีส่วนร่วมในการลดขยะในภาพรวมอยู่ในระดับบางครั้ง (ค่าเฉลี่ย 2.22±0.55) 2) ประชาชนที่มีเพศ อายุ อาชีพ อาชีพเสริม สถานภาพในครอบครัว จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชนแตกต่างกัน มีการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาของขยะแตกต่างกัน และประชาชนที่มีเพศ อายุ อาชีพ อาชีพเสริม จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชนแตกต่างกัน มีส่วนร่วมในการลดขยะแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การแก้ไขปัญหาโรฮิงญาในมิติความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล, บุษยพรรณ ถิตานนท์
การแก้ไขปัญหาโรฮิงญาในมิติความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล, บุษยพรรณ ถิตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาที่แท้จริงของการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญา (2) เพื่อศึกษาผลกระทบของการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาทางทะเลต่อความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล และ (3) เพื่อศึกษาหาแนวทาง และวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการ แก้ไขปัญหาของการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยอย่างยั่งยืน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลปัญหาการลักลอบเข้าเมือง รวมทั้งทำการศึกษา ค้นคว้าแนวคิดและทฤษฎี รวมถึงเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการออกแบบคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า การหลบหนีเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโดยใช้เส้นทางทางทะเลมากขึ้น แต่ลดการแวะพักในประเทศไทยน้อยลง โดยมีต้นทางจากรัฐยะไข่ ประเทศพม่า ไปยังประเทศปลายทาง ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศอินโดนีเซีย ใช้ประเทศไทยเป็นทั้งทางผ่านและปลายทางเช่นเดียวกัน ซึ่งสาเหตุของการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญานั้นเปลี่ยนแปลงจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจมาเป็นด้านของสิทธิ สถานะพลเมือง และการกดขี่ รวมถึงการใช้ความรุนแรง ซึ่งมีต้นเหตุมาจากประเทศต้นทาง โดยงานวิจัยในครั้งนี้สามารถสรุปถึงผลกระทบการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาต่อความมั่นคงของชาติทางทะเลได้ว่า มีผลกระทบในเชิงลบระดับปานกลาง โดยมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้ประโยชน์จากทะเล แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ ขบวนการค้ามนุษย์ การใช้เรือไม่ชักธง และการหลบหนีเข้าเมืองทางทะเลซึ่งเป็นผลสืบเนื่องต่อความมั่นคงทางบก