Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Architecture Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

23,797 Full-Text Articles 21,848 Authors 15,811,539 Downloads 301 Institutions

All Articles in Architecture

Faceted Search

23,797 full-text articles. Page 209 of 748.

แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, ชุณห์ศิริ ไชยเอีย 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, ชุณห์ศิริ ไชยเอีย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมและปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวคิด และผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยศึกษาหลักฐานชั้นต้น ได้แก่ พระนิพนธ์ เอกสารราชการ และแบบสถาปัตยกรรม ประกอบกับหลักฐานชั้นรอง อันได้แก่วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การทบทวนวรรณกรรมอันได้แก่งานศึกษาผลงานสถาปัตยกรรมของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ที่ผ่านมาอย่างถี่ถ้วน สรุปได้เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่ทรงออกแบบรวม 24 ผลงาน การวิเคราะห์ผลงานเหล่านี้ร่วมกับการศึกษาพระนิพนธ์ ภูมิหลังพระประวัติ และหลักสูตรศิลปะสภาที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงร่างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2469 ทำให้สรุปได้ว่า ช่างที่ดีมีคุณสมบัติเบื้องต้น 3 ประการ คือ 1) ฝีมือดี 2) ความคิดดี และ 3) ดูตัวอย่าง วิธีการออกแบบของช่างที่ดีมี 2 ประการ คือ “ยักย้าย” และ “เข้าลาย” อันเป็นวิธีวิเคราะห์สถาปัตยกรรมออกเป็น “เค้าโครง” และ “องค์ประกอบ” การ “ยักย้าย” คือ การสลับองค์ประกอบภายใต้ระเบียบเค้าโครง สร้างความแปลกใหม่เฉพาะตัวของงานนั้นๆ ส่วนการ “เข้าลาย” คือ การทำให้ผลงานที่ออกมามีลักษณะเป็นอันหนึ่งเดียวกัน อันเป็นแนวทางที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงใช้ในการสร้างสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์ตลอดพระชนม์ชีพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงพัฒนาวิธีการ และแนวทางการออกแบบดังกล่าว ในบริบทของปัจจัยส่งเสริม 3 ประการ คือ 1) ระบบการช่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากการช่างอย่างไทยเป็นการช่างอย่างตะวันตก 2) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงส่งเสริมพระอัจฉริยภาพทางการช่าง ตลอดจนพระราชดำริทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม และ 3) อิทธิพลวัฒนธรรมนานาชาติที่หลั่งไหลเข้ามาสู่สยาม ทั้งด้วยการเดินทางท่องเที่ยวและสื่อสิ่งพิมพ์ เป็น “ตัวอย่าง” ให้นายช่างที่ดีได้สั่งสมองค์ประกอบไว้ใช้ในการ “ยักย้าย” อย่างเสรี ดังปรากฏในผลงานสถาปัตยกรรมฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางการสร้างรูปใหม่บนโครงรากเก่า และการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม “ไทย” จาก ศิลปะอื่นๆ หลากหลายรูปแบบ ต่างยุคต่างสมัยแต่ “เข้าลาย” ให้งดงามกลมกลืนกัน


ผลกระทบของการค้าออนไลน์ต่อการปรับตัวของตลาดดั้งเดิมกรณีศึกษา ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปภาวรินท์ ฉายสมัคร 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ผลกระทบของการค้าออนไลน์ต่อการปรับตัวของตลาดดั้งเดิมกรณีศึกษา ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปภาวรินท์ ฉายสมัคร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของตลาดกิมหยงและบริเวณโดยรอบ และศึกษาพฤติกรรมการขายสินค้าของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากตลาดดั้งเดิมทั่วไปในมิติที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว ในช่วงเวลาภายหลังการแทรกแซงของการค้าออนไลน์ โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมการขายสินค้าของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยงระหว่าง 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนการเข้ามาของการค้าออนไลน์ (ก่อนปี พ.ศ.2557) ช่วงภายหลังการเข้ามาของการค้าออนไลน์ (ปี พ.ศ.2557-2563) และช่วงภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (ปี พ.ศ.2563-2566) เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพและผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปรับตัวของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง ด้วยวิธีการสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูลแบบสอบถามจำนวน 300 ตัวอย่างและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อเพื่อรวบรวมความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผลการศึกษา พบว่า จำนวนผู้ประกอบการภายในตลาดมีจำนวนลดลง จำนวนแผงร้างในตลาดเพิ่มขึ้น และแผงร้างกลายเป็นพื้นที่จัดเก็บสินค้า แผงค้ามีขนาดพื้นที่หน้าร้านเล็กลง อีกทั้งปัจจุบันผู้ประกอบการในตลาดกิมหยงมีช่องทางการขายสินค้าแบบออนไลน์ (ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์) ร้อยละ 56.3 โดยผู้ประกอบการบางส่วนปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น โดยปรับสัดส่วนช่องทางการขายสินค้าจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ทั้งนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการกลุ่มออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุอยู่ระหว่าง 20-49 ปี และอาศัยอยู่ใกล้ตลาด ผู้ประกอบการกลุ่มออนไลน์ส่วนใหญ่มักจำหน่ายสินค้าประเภท (1) อาหารแห้ง ขนม และของฝาก (2) เครื่องสำอางและน้ำหอม และ (3) สินค้ากลุ่มเบ็ดเตล็ด โดยในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารแห้ง ขนม และของฝากปรับรูปแบบการขายสินค้าไปขายผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุด อนุมานได้ว่าเป็นเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการปรับตัวได้เร็วที่สุดอย่างไรก็ตาม ด้วยบริบทของตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดที่มีลักษณะพิเศษมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว แม้ผู้ประกอบการในตลาดจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาขายสินค้าผ่านออนไลน์มากยิ่งขึ้นแต่กลับพบว่าสัดส่วนยอดขายและสัดส่วนของจำนวนลูกค้าเกินครึ่งหนึ่งยังคงมาจากการขายสินค้าหน้าร้านในตลาด (รูปแบบออฟไลน์)


โอกาสและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทย, ธนสินี สุทธิ 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

โอกาสและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทย, ธนสินี สุทธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล คือ การรวมกันของวัตถุเสมือนจริงและวัตถุทางกายภาพส่งข้อมูลเชื่อมต่อกันในแบบสองทิศทาง โดยในงานวิจัยนี้แบ่งระดับการบูรณาการของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลระดับการบูรณาการของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลอกเป็น 3 ระดับคือ การใช้งานแบบจำลองอาคาร การใช้งานแบบจำลองอาคารสานกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการใช้งานเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลเชื่อมโยงโดยอัตโนมัติ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน ที่มีการผสมผสานพื้นที่ และมีระบบประกอบอาคารที่ซับซ้อน การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจสถานการณ์ แนวโน้ม ของการใช้เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล และโอกาสและข้อจำกัดของการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอาคารสำนักงานในประเทศไทย ผ่านการทบทวนวรรณกรรม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผู้ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในอาคารกรณีศึกษา และผู้ใช้งานเทคโนโลยีในอาคารกรณีศึกษาผลการศึกษาพบว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการวางแผนโครงการ การออกแบบ การก่อสร้าง และการบำรุงรักษาผ่านการจำลองและการเพิ่มประสิทธิภาพ เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเป็นแนวโน้มที่สำคัญในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย เนื่องจากมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและดำเนินโครงการ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ค่าใช้จ่ายสูง ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ และข้อบังคับทางกฎหมายที่ไม่เพียงพอ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยโอกาสที่ส่งผลต่อการใช้งานมากที่สุด คือ การใช้งานแบบจำลองอาคารในการออกแบบ การวางแผนการใช้งานพื้นที่ภายในโครงการก่อสร้าง และโอกาสด้านธุรกิจ ในส่วนการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในอาคารมีข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการใช้งานมากที่สุด คือ การขาดความต้องการจากเจ้าของโครงการและรัฐบาล และการขาดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเทคโนโลยี งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทยยังต้องการความพยายามจากผู้เกี่ยวข้องเพื่อก้าวผ่านข้อจำกัดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล ผู้ประกอบการวงการอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาที่ต้องร่วมมือกันในการพัฒนานโยบาย กฎระเบียบ เพื่อสามารถสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้


Daylight Performance For Work-From-Home Workstation:A Case Study Of A Residential Condominium Unit In Bangkok, Napat Ploycharoen 2023 Faculty of Architecture

Daylight Performance For Work-From-Home Workstation:A Case Study Of A Residential Condominium Unit In Bangkok, Napat Ploycharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The prevalence of work-from-home, especially due to Covid-19, has made home environments mostly in Bangkok double as workplaces for many office workers. They utilize available daylight during typical office hours (8 AM to 5 PM), which enhances visual performance, productivity, and well-being while reducing visual discomfort. This contributes to higher user satisfaction with daylighting conditions.This research seeks to evaluate the daylight performance and visual comfort of a residential condominium unit in Bangkok, conducted using Climate Studio for Rhino v.7. The study includes the following daylight performance indices: 1) Spatial Daylight Autonomy (sDA), 2) Annual Sunlight Exposure (ASE), 3) Useful Daylight …


แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) สำหรับประเทศไทย, ไพทินี จินตกานนท์ 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) สำหรับประเทศไทย, ไพทินี จินตกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นสถานพยาบาลหรือสถานบริบาลที่รับผู้ป่วยในเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเน้นการรักษาแบบประคับประคองที่มุ่งเน้นเรื่องการรักษาแบบองค์รวม การลดและบรรเทาความเจ็บปวด เพื่อนำไปสู่การตายดีของผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบันสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทยสืบเนื่องมาจากปัญหาอัตราการครองเตียงในสถานพยาบาลสูงมาก ทำให้ไม่สามารถรองรับกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เป็นกลุ่มมีการครองเตียงนานได้เพียงพอ เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมผู้ใช้งานของสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยเพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมโดยมีการลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลทางกายภาพของพื้นที่โครงการกรณีศึกษาศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ การุณรักษ์ ฮอสพีซ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสัมภาษณ์ผู้ใช้งานในโครงการ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากการศึกษาพบว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตัวโครงการควรตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีความสงบและใกล้ชิดธรรมชาติ สามารถเข้าถึงตัวโครงการได้สะดวก ตัวอาคารไม่ควรเป็นอาคารสูง สามารถแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ได้เป็น 5 ส่วน คือ 1)ส่วนบริหารโครงการ 2)ส่วนบริการทางการแพทย์ 3)ส่วนพื้นที่อเนกประสงค์ 4)ส่วนพักอาศัยผู้ป่วย และ 5)ส่วนสนับสนุนโครงการ ในการออกแบบสภาพแวดล้อมความสบายใจในการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นสภาพแวดล้อมที่สามารถสร้างความคุ้นเคยผสมผสานกับสภาพแวดล้อมเยียวยาที่เอื้อต่อการบำบัดและฟื้นฟูประสาทสัมผัสในทุกๆด้าน รวมถึงหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มีผลต่อการออกแบบสภาพพื้นที่ภายในโครงการ สถานที่ที่ผู้ใช้งานมีการใช้งานเป็นประจำมีผลต่อขนาดของพื้นที่ ดังนั้นพื้นที่ส่วนพักอาศัยของผู้ป่วยจึงมีพื้นที่มากที่สุดในโครงการ โดยทั้งนี้ตัวโครงการยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการด้านการแพทย์ และความปลอดภัยในการใช้งานตามมาตรฐานได้อย่างครบถ้วนงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นแนวทางในการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตควรมีการวิจัยกับผู้ป่วยทุกช่วงวัย เพื่อให้แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างครอบคลุม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและยกระดับคุณภาพการตายดีในประเทศไทย


พฤติกรรม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ กรณีศึกษา บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่, รัฐวิชญ์ เศรษฐยุกานนท์ 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

พฤติกรรม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ กรณีศึกษา บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่, รัฐวิชญ์ เศรษฐยุกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสนใจและส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ ปัจจัยการตัดสินใจ ความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวต่อองค์ประกอบสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้คือนักท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อน 3 แห่งได้แก่บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่ โดยทำแบบสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 410 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการ 3 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ 1 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 41-50 ปี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทหรือพนักงานเอกชน มีรายได้อยู่ในช่วง 10,000-25,000 บาทต่อเดือน มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่อาศัยในภาคใต้ มีวัตถุประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นครั้งแรกใช้เวลาในสถานที่น้อยกว่า 1 วัน มักเดินทางมากับครอบครัวหรือญาติ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 100 บาท รับรู้แหล่งท่องเที่ยวโดยเพื่อนหรือคนรู้จัก 2) นักท่องเที่ยว ให้ระดับความสำคัญในปัจจัยการตัดสินใจท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อองค์ประกอบการท่องเที่ยว เรียงลำดับดังนี้ ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านกิจกรรม ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว ด้านที่พัก และด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยรวมนักท่องเที่ยวพึงพอใจระดับมากที่สุด มีแนวโน้มกลับมาใช้ซ้ำและบอกต่อคนรู้จัก การวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณความพึงพอใจต่อปัจจัยการตัดสินใจองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว พบว่าองค์ประกอบด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรมมีความสัมพันธ์ต่อระดับความพึงพอใจนักท่องเที่ยวเสนอให้เพิ่มกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว เช่น นวด ทำสปา พัฒนาปรับปรุงทางเข้าและทางสัญจรของแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มบริการร้านอาหาร พัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ และพัฒนาบ่อน้ำพุร้อน ทางผู้ประกอบการเสนอแนะคือต้องเข้าใจบริบทสถานที่ คำนึงถึงจุดเด่นของน้ำพุร้อน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงตามความต้องการของนักท่องเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ศึกษาองค์ประกอบเวลเนส และทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการของนักท่องเที่ยว นำมาปรับใช้ในการพัฒนาสถานที่และบริการ


การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร (ก่อนจัดตั้งนิติบุคคล) กรณีศึกษา : โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, ชไมพร เพ็งจันทร์ 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร (ก่อนจัดตั้งนิติบุคคล) กรณีศึกษา : โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, ชไมพร เพ็งจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการบ้านจัดสรรเป็นผลจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีการจัดสรรที่ดินปลูกสร้างบ้าน หรือทาวน์เฮาส์ และมีการก่อสร้างสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย มีขอบแนวเขตของโครงการที่ชัดเจนทั้งในทางกฎหมายและทางกายภาพ โครงการบ้านจัดสรรมีความแตกต่างกันทั้งด้านขนาดโครงการ ประเภทบ้าน ส่วนแบ่งการตลาด พื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงอัตราจัดเก็บค่าส่วนกลาง เป็นต้น จึงทำให้การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร มีความแตกต่างกัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางกายภาพของสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล โดยทําการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสำรวจ ภาพถ่าย การสังเกต การสัมภาษณ์ และนํามาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อนําไปสู่ข้อเสนอแนะและแนวทางในการบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล และหลังการจัดตั้งนิติบุคคล จากการศึกษาพบว่า สาธารณูปโภคส่วนกลางที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งทุกโครงการต้องจัดให้มีขึ้นมี 16 รายการ ได้แก่ ทางเข้า-ออกโครงการ ป้อมยามรักษาความปลอดภัย รั้วโครงการ ไม้ประดับ ป้ายชื่อโครงการ ที่จอดรถ พื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ ถนน ทางเท้า ไฟส่องสว่าง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบรักษาความปลอดภัย ส่วนอีก 9 รายการ ถือเป็นสาธารณูปโภครอง เนื่องจากไม่ได้จัดให้มีทุกโครงการ ได้แก่ โครงสร้างซุ้มทางเข้า ซุ้มประตูทางเข้า สโมสร ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ สนามกีฬา สนามเด็กเล่น น้ำพุ บ่อน้ำและนอกจากนี้ยังพบว่า ใน 15 โครงการจาก 18 โครงการ มีการกำหนดรายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย กล่าวคือ รายรับต่ำกว่ารายจ่าย -0.92-59.04% (คิดเป็น 0.47-186.23 บาท/ตารางวา) และอีก 3 โครงการมีการกำหนดรายรับสมดุลกับรายจ่าย กล่าวคือ รายรับสูงกว่ารายจ่าย +0.08-7.78% (คิดเป็น 0.02-2.31 บาท/ตารางวา)จึงสรุปได้ว่า สาธารณูปโภคที่มีความสำคัญกับโครงการทุกประเภทและทุกการแบ่งส่วนการตลาดมีจำนวน 16 รายการที่มีความจำเป็นต้องจัดให้มีขึ้น ส่วนองค์ประกอบอื่นที่นอกเหนือนั้น จะจัดให้มี หรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทบ้านและส่วนแบ่งการตลาด ที่มีความแตกต่างกัน และยังสรุปได้ว่า การแบ่งส่วนการตลาด และประเภทบ้านมีความสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล ซึ่งโครงการที่ส่วนแบ่งการตลาดระดับบนจะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่มากกว่าโครงการที่ส่วนแบ่งการตลาดระดับล่างเป็นส่วนใหญ่


การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่า โดยมีพื้นที่ศึกษาคือพื้นที่ให้บริการสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเป้าหมายในการศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทางกายภาพและกฎระเบียบเพื่อนําไปสู่การใช้งานยานพาหนะร่วมกันอย่างปลอดภัยในสังคม และตอบสนองอรรถประโยชน์แก่สาธารณะต่อไป ในการศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ต่อพฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่ศึกษา แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่าผู้ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเลือกใช้งานบนเส้นทางจักรยานทั้งในพื้นที่ระบบปิดและพื้นที่สาธารณะ และใช้งานบนถนนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ระบบปิด ในขณะที่ทางเท้านั้นถูกเลือกใช้งานน้อยที่สุดในทุกพื้นที่ ด้านการข้ามทางสาธารณะนั้นมีความต้องการข้ามสูงแม้จะไม่สามารถทำได้ตามกฎหมายและเลือกข้ามด้วยวิธีที่สะดวกมากกว่าวิธีที่ปลอดภัย ด้านการจอดจะมีปัญหาบนทางเท้าขนาดเล็กเป็นหลัก และด้านของจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละเขตพื้นที่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพื้นที่ระบบปิดหรือพื้นที่สาธารณะ แต่จะใช้งานมากในพื้นที่บริเวณอาคารส่วนกลางและที่อยู่อาศัย


กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หันมาออกแบบกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิด รูปแบบ วิธีการ ผลการดำเนินกลยุทธ์ รวมถึงข้อจำกัดและอุปสรรคจากการดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารข้อมูลประจำปี พ.ศ. 2565 (แบบ 56-1 One Report) เว็บไซต์ และ Facebook Page ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 33 บริษัท และข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 6 บริษัท วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเปรียบเทียบการดำเนินงานระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็กผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายโดยเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ซื้อ บริษัทฯ มุ่งใช้กลยุทธ์การขายนี้กับกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพพนักงานประจำ กลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพอิสระ และกลุ่มนักลงทุน 2) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น 8 รูปแบบกลยุทธ์ 17 วิธีการขาย ได้แก่ (1) กลยุทธ์การให้ความรู้เกี่ยวกับการกู้ซื้อบ้าน (2) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการค้นหาข้อมูล (3) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายเงินดาวน์ (4) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายงวดเงินผ่อนธนาคาร (5) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ (6) กลยุทธ์การมีบริการที่ปรึกษาทางการเงินและสินเชื่อ (7) กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และ (8) กลยุทธ์การลดข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ โดยใช้ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการก่อสร้างโครงการ มักใช้ในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะ 3-6 เดือนก่อนโครงการก่อสร้างเสร็จ บริษัทฯ เลือกใช้กลยุทธ์แตกต่างกันตามรูปแบบที่อยู่อาศัยและราคา ซึ่งสะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายของโครงการ รวมถึงแผนการขยายตัวของบริษัทฯ ในปีนั้นๆ 3) การใช้กลยุทธ์การขายดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น นำไปสู่การปิดการขาย สร้างยอดขายและรับรู้รายได้ได้ตรงตามแผนงานในที่สุดผลการศึกษาชี้ให้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมผู้ซื้อให้เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่านการใช้กลยุทธ์การขายโดยสรุปได้เป็น 4 ประเด็นคือ 1) การให้ความรู้ทางด้านการเงินและสินเชื่อ (Financial Literacy) 2) การลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อ 3) การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ และ 4) การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านวิธีการต่างๆ งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยก่อนซื้อบ้านตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการซื้อจะช่วยให้ผู้ซื้อเตรียมความพร้อมก่อนซื้อบ้านและเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น


การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดการใช้ "เขตเพลิงไหม้" ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ยังศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความท้าทายและข้อจำกัดที่พบในการฟื้นฟูพื้นที่ตามแผนผังดังกล่าว รวมไปถึงการศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากประกาศกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 189 ฉบับ และสำรวจภาคสนามในพื้นที่ที่มีการประกาศปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ด้วยการสังเกตเพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามแผนผังหรือไม่ อย่างไร และการสำรวจภาคสนามเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องผลจากการศึกษารายละเอียดเชิงเนื้อหาการใช้ “เขตเพลิงไหม้” พบว่าในช่วง 25 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2541 - 2565 จะพบว่ามีการประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้เพียง 10 พื้นที่ อีกทั้งประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในราชกิจจานุเบกษามีรายละเอียดเชิงเนื้อหาในการบังคับใช้ในการฟื้นฟูเขตเพลิงไหม้ที่ลดลงด้วย และยังพบว่าหน่วยงานหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นบางส่วนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ตามประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ได้ โดยจากการสำรวจ 10 พื้นที่ มีเพียง 3 พื้นที่เท่านั้นที่สามารถดำเนินการปรับปรุงได้ตามแผนผัง ในขณะที่ 5 พื้นที่ มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่แต่รายละเอียดในการฟื้นฟูแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในแผนผัง และอีก 2 พื้นที่ไม่มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ในเขตเพลิงไหม้ตามรายละเอียดในแผนผังแต่อย่างใดผลการวิเคราะห์การดำเนินงาน ความท้าทาย ข้อจำกัด ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พบว่าแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุในกฎหมาย แต่ยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ประสบภัย อีกทั้งยังพบข้อจำกัดทางด้านกายภาพของพื้นที่ งบประมาณในการดำเนินการ ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และขั้นตอนทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่และบุคลากรส่วนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ ว่ายังมีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะกับพื้นที่ชุมชนเก่าแก่และแออัดที่มีความซับซ้อนด้านกรรมสิทธิ์การถือครอง ในขณะที่บางส่วนมองว่าไม่มีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพน้อยในการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบัน เนื่องจากบางพื้นที่ไม่สามารถปรับปรุงได้มากนัก หรือไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สาธารณะได้ข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัยนี้คือ ควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขและกลไกการใช้งานเขตเพลิงไหม้ การบูรณาการร่วมกับเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ รวมไปถึงควรเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ประสบภัย และการสร้างความตระหนักรู้ด้านการฟื้นฟูเมืองในทุกภาคส่วน จึงจะทำให้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับปัจจุบันมากขึ้น


ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของเมืองรองภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 1, ธีรกานต์ พินิจกุล 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของเมืองรองภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 1, ธีรกานต์ พินิจกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาลักษณะของเมืองรองที่มีความสัมพันธ์ต่อการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวภายหลังการระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกที่ 1 ด้วยข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจากหน่วยงานภาครัฐ ควบคู่กับข้อมูลการเคลื่อนที่จากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจากดีแทค และข้อมูลองค์ประกอบของเมืองด้านการท่องเที่ยวจาก Google Maps เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการศึกษาการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวพร้อมทั้งขยายโอกาสในการพัฒนาแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับการท่องเที่ยวของเมืองรองเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้ใช้ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวเป็นดัชนีวัดระดับความสามารถในการฟื้นตัวของแต่ละจังหวัดได้ทั้งหมด 6 ดัชนี จาก 3 ลักษณะการฟื้นตัว ได้แก่ ดัชนีอัตราการฟื้นตัว ดัชนีการฟื้นตัวสะสม และดัชนีการฟื้นตัวสู่จุดสูงสุดต่อเวลาที่ใช้ โดยมองผ่าน 3 มิติ คือ รายได้และจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ในการวัดระดับความยืดหยุ่นด้านการท่องเที่ยวของเมืองรอง และค้นหาลักษณะของเมืองรองที่มีความสัมพันธ์ต่อการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยว โดยใช้ลักษณะของเมืองรองด้านการท่องเที่ยว เป็นตัวแปรอิสระในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การท่องเที่ยวระยะใกล้เป็นหลักประกันของการฟื้นตัว การท่องเที่ยวชุมชนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวหลังภาวะวิกฤต และเมืองรองที่มีกิจกรรมใหม่และการโปรโมทเพื่อสร้างความโดดเด่นแก่การท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทางออกของเมืองรองคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัดในระยะใกล้ ส่งเสริมการใช้อัตลักษณ์ชุมชนในการสร้างความโดดเด่นให้การท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม และการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านองค์กรบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยว อนึ่ง การสร้างความยืดหยุ่นและเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางนั้นอาศัยรากฐานที่แข็งแรงของระบบการท่องเที่ยวในพื้นที่จึงจะสามารถยืดหยัดได้เป็นอย่างดีทั้งในภาวะปกติและสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤต


แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) และสถานสงเคราะห์คนชรา โดยจากรายงานของ ศ.ระพีพรรณ คำหอม (2563) ระบุว่า สมรรถภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่เสื่อมถอย เป็นหนึ่งในปัญหาด้านการบริการของศพส. ส่วนรายงานของ ผศ.ดร. ภุชงค์ เสนานุช (2563) ระบุว่าสถานสงเคราะห์คนชรามี “มาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ” แต่จากการตรวจสอบประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2562 รายงานว่าที่พักอาศัยยังมีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ การประกาศ “กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563” ของกระทรวงสาธารณสุข ยังส่งผลต่อลักษณะด้านสถานที่ของสถานสงเคราะห์ฯ ประเด็นข้างต้นจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้จากการศึกษา เปรียบเทียบลักษณะสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับมาตรฐานฯ พบว่า หมวดห้องน้ำ ควรปรับปรุงมากที่สุด อย่างไรก็ดี มาตรฐานฯ หมวดห้องน้ำ เป็นลักษณะสำหรับห้องน้ำแบบส่วนตัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะห้องน้ำรวมของสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ ดังนั้นมาตรฐานฯจึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดให้สอดคล้องเหมาะสมกับรูปแบบห้องน้ำรวม ทั้งนี้ ความท้าทายหลักทางกายภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ฯ พบว่า คือ ความเสื่อมสภาพของอาคารและลักษณะอาคารที่ไม่สอดคล้องกับการเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซม โดยการปรับผังเรือนนอนจากเดิมที่มีลักษณะโล่งกว้าง ให้มีความกระชับขึ้น เพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุดำเนินกิจวัตรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นนอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแนะแนวคิดการจัดสภาพแวดล้อมส่วนบุคคล เพื่อตอบสนองความเป็นส่วนตัว (Right to privacy) ของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชรา รวมทั้งเสนอแนะการจัดสรรพื้นที่เรือนนอนสำหรับภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุในอนาคต


ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็วมีจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทิศทางการขยายตัวในด้านธุรกิจรับดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเติบโต กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศ กำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ในสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุ พ.ศ. 2563 ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสถานประกอบการปัจจุบันเป็นอย่างไร เพื่อเสนอแนะการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงผลการศึกษาสามารถทำการแบ่งพื้นที่ออกมาตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ ส่วนพักอาศัย ส่วนกิจกรรม ส่วนสนับสนุน ลักษณะทางกายภาพของสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีปัญหา มีข้อจำกัดและอุปสรรคที่ไม่เหมาะต่อการใช้งาน ประเด็นหลักที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดเช่น ห้องน้ำ วัสดุอุปกรณ์ราวจับ และทางลาดลิฟต์โดยสาร เป็นต้น เกิดจากการปรับเปลี่ยนจากอาคารประเภทอื่นมาเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการพัฒนา ด้านโครงสร้างของอาคารที่ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อรองรับการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้พื้นที่การใช้งานบางจุดไม่สามารถปรับแก้ได้เนื่องจากมีผลกระทบกับโครงสร้างเดิมของอาคาร นอกจากนี้ผู้วิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ไม่สอดคล้องตามแนวคิด สภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ เช่น แสงธรรมชาติที่จะช่วยลดภาวะซึมเศร้า สีของอาคาร ผนัง พื้น ฝ้าเพดาน และเฟอร์นิเจอร์ควรใช้โทนสีอ่อนเป็นสีกลางๆ หรือโทนสีธรรมชาติ เช่น สีขาว สีครีม สีน้ำตาล และการจัดการด้านพื้นที่ในแต่ละส่วนที่ใช้งานทั้งต่อผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ที่ควรคำนึงเรื่องความปลอดภัยติดตั้งอุปกรณ์ราวจับ เป็นต้น โดยคำนึงความสะดวกสบายและการออกแบบเพื่อการเยียวยาเป็นอันดับแรก ข้อเสนอแนะการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยใช้เกณฑ์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่กำหนดด้านสถานที่ ร่วมกับหลักการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพเพื่อการเยียวยา คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักเพื่อการฟื้นฟู ทางกาย ใจ สังคม ที่เหมาะสมต่อภาวะพึ่งพิง นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้ปรับจำนวนเตียงพักอาศัยภายในห้องพักรวม และจัดเตรียมพื้นที่แยกสำหรับผู้สูงอายุที่เข้าสู่ภาวะวิกฤต เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการต่อไป


กลยุทธ์การตลาดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา : กรณีศึกษา 6 แห่ง, พชร พุทธนิมนต์ 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

กลยุทธ์การตลาดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา : กรณีศึกษา 6 แห่ง, พชร พุทธนิมนต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันกลุ่มลูกค้ากลุ่มคนรักสัตว์ได้เติบโตขึ้นมาก และมีความต้องการที่จะนำสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ด้วย ที่พักหลายแห่งเล็งเห็นถึงแนวโน้มความต้องการนี้ ส่งผลให้เกิดการเติบโตของธุรกิจที่พักนักท่องเที่ยวที่สามารถอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ โดยเฉพาะในพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ บทความจึงมุ่งศึกษาลักษณะของที่พักและกลยุทธ์การตลาด รวมถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ โดยใช้การรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ Booking.com เว็บไซต์และ Facebook Page ของที่พัก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่พักกรณีศึกษาจำนวน 6 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดในการทำที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมี 3 แบบ ได้แก่ แบบ A เริ่มจากการเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว มีที่ดินหรือซื้อที่ดินทำที่พักส่วนตัวและต้องการมีพื้นที่รองรับสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้เกิดที่พักแบบรีสอร์ต แยกหลังแบบส่วนตัว มีบริเวณสนามหญ้าทุกหลัง แบบ B การซื้อที่ดินเพื่อทำธุรกิจที่พักและมองเห็นการท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง เป็นลักษณะพื้นที่แบบเดิมแต่เพิ่มให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ พื้นที่ไม่รองรับสัตว์เลี้ยงเท่าที่ควร ที่พักพยายามปรับตัวอย่างสนามหญ้าเพิ่มขึ้นหรือเพิ่มกิจกรรม และแบบ C การซื้อกิจการมาปรับปรุงเป็นที่พักที่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ทำให้มีจำนวนห้องมาก มาจากโครงสร้างเดิมและปรับปรุงต่อเติมใหม่ ทำให้พื้นที่สวนน้อยลง 2) ลักษณะที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่มีทั้งหมด 3 ประเภท คือประเภทโรงแรม ประเภทรีสอร์ต/วิลล่า และประเภทอื่นๆ เช่น เต้นท์ บ้านต้นไม้ ฟาร์มสเตย์ เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการมีแนวคิดสำคัญคือชื่นชอบในสัตว์เลี้ยงและต้องการให้มีพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง 3) ลักษณะที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ผู้ประกอบการทำ คือลักษณะที่พักแบบมีบริเวณพื้นที่สนามหญ้า 4) กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการที่พักมีทั้งหมด 4 กลุ่ม คือกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มครอบครัวที่มีบุตรและสัตว์เลี้ยง และกลุ่มคู่รักที่มีสัตว์เลี้ยง โดยแนวโน้มกลุ่มลูกค้าที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำมากที่สุดคือกลุ่มครอบครัวเพราะชื่นชอบการบริการของที่พักและเป็นที่พักที่รองรับสัตว์เลี้ยง จากกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้บริการผู้วิจัยพบว่ากลยุทธ์การตลาดของที่พักที่ผู้ประกอบการดำเนินอยู่เดิมแล้วนั้นคือกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เช่น การมีพื้นที่สนามหญ้าบริเวณหน้าที่พักทุกหลัง การมีบริการพนักงานดูแล 24 ชั่วโมง และด้านการส่งเสริมการตลาด เช่น การฟรีค่าเข้าพักของสุนัขตัวแรก 5) ปัญหาและอุปสรรคที่ทางผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเจอคือ เรื่องความรับผิดชอบของลูกค้าต่อสัตว์เลี้ยงของตนเองในการเข้าพัก ส่งผลต่อรายการสิ่งอำนวยความสะดวกและการกำหนดราคาห้องพักผลการศึกษาชี้ให้เห็นบทเรียนที่สำคัญของการดำเนินกลยุทธ์การตลาดของที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง คือการกำหนดกลยุทธ์ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แนวคิด การกำหนดประเภทที่พักไปจนถึงลักษณะพื้นที่ใช้งาน ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดราคาและกิจกรรม 2) ด้านการบริการ ลูกค้าที่นำสัตว์เลี้ยงมาด้วยจะนิยมกลับมาใช้บริการซ้ำ 3) ด้านการส่งเสริมการตลาด ที่พักมีโปรโมชั่นการรวมกิจกรรมเข้ากับราคาห้องพัก และผู้ประกอบการสามารถนำแนวคิดนี้ ไปใช้ในการวางแผลกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ โดยปรับตามบริบทของทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่


Dan One: Budo Martial Arts Architecture In Twenty-First Century, Panyawat Supapitakpong 2023 Faculty of Architecture

Dan One: Budo Martial Arts Architecture In Twenty-First Century, Panyawat Supapitakpong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis takes phenomenological approach in order to begin to understand the spirit of budo martial arts architecture and the ways in which the possibilities of architectural atmosphere might be generated in three-dimensional forms of diagrams. The primary sources of this research article are 1). The analytical drawings of budo martial arts architecture, 12 plans in total, which have been collected from academic journals and reports. These plans include Shuri Castle (Built 1322 AD), Nikko Tosho Gu (Built 1617 AD), Eisho-Ji Temple (Built 1636 AD), Dai Nippon Butokai (Built 1895 AD), Old Kyoto Budo Center (Built 1899 AD), Toshugu Budokuden …


แนวทางการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารจากการเลือกใช้วัสดุในองค์ประกอบต่างๆของอาคาร : กรณีศึกษาอาคารสำนักงานในไทย, มนัญชัย ภัทรพงศ์มณี 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารจากการเลือกใช้วัสดุในองค์ประกอบต่างๆของอาคาร : กรณีศึกษาอาคารสำนักงานในไทย, มนัญชัย ภัทรพงศ์มณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม้ว่าสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนในภาคอาคารมาจากการใช้พลังงานระหว่างช่วงใช้สอย แต่ยังมีอีกส่วนที่มาจากกระบวนการการผลิตวัสดุก่อสร้าง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงตั้งแต่ช่วงการออกแบบอาคารงานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมขององค์ประกอบอาคารสำนักงานในประเทศไทยด้วยกรณีศึกษา 3 อาคาร ด้วยการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคาร เพื่อให้ผู้ออกแบบและเจ้าของโครงการทราบถึงแนวทางในการเลือกใช้ประเภทของวัสดุและโครงสร้างอาคารที่ช่วยลดผลกระทบฯ ที่ตรงเป้าหมายที่สุดได้ กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลบัญชีรายการวัสดุ โดยอาศัย 2 วิธี ได้แก่ บัญชีแสดงปริมาณวัสดุ (BOQ) และการถอดปริมาณจากแบบสถาปัตยกรรม จากนั้นจึงประเมินผลกระทบฯ ด้วยโปรแกรม One Click LCA student version จากนั้นนำผลประเมินฯที่ได้ไปวิเคราะห์และหาแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบฯ ทั้งนี้ยังมีการตรวจสอบการใช้พลังงานของอาคารตามแนวทางปรับปรุงต่าง ๆ ที่นำมาศึกษา ด้วยโปรแกรม EnergyPlus จากทั้ง 3 กรณีศึกษาพบว่า ระบบพื้นเป็นองค์ประกอบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ตามด้วยระบบผนังภายนอก และระบบเสาเข็ม การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจึงควรมุ่งเน้นในการลดผลกระทบจากโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กและผนังภายนอกของอาคารเป็นหลัก โดยไม่เพิ่มผลกระทบช่วงการใช้สอยอาคารอันเกิดจากการใช้พลังงานที่มากขึ้น จึงเสนอแนวทางลดกระทบฯ ได้แก่ 1) การใช้ระบบพื้นไร้คานท้องเรียบแบบกลวงแทนระบบพื้นอัดแรง 2) การใช้ซีเมนต์ที่มีส่วนผสมเถ้าลอยเพิ่มขึ้นเป็น 30% 3) การใช้คานทำความเย็น 4) การใช้ผนังคอนกรีตมวลเบา และ 5) ผนังไฟเบอร์ซีเมนต์แทนผนังเดิม ซึ่งแนวทางเหล่านี้สามารถลดการใช้พลังงานและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการใช้วัสดุ ได้อย่างตรงเป้าหมาย


ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง, ภากร นนทนานันท์ 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง, ภากร นนทนานันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปี 2562 มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การจัดหาห้องแยกโรคสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างปลอดภัยก็นับเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกัน ทำให้โรงพยาบาลในประเทศไทยเริ่มจัดตั้งห้องผู้ป่วยแยกโรคขึ้นภายในหอผู้ป่วยเพื่อพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศมีขั้นตอนและแนวทางในการรักษาที่เข้มงวดและแตกต่างจากหอผู้ป่วยทั่วไปเพื่อความปลอดภัยในการพยาบาลและการแพร่กระจายของเชื้อสู่บุคลากรภายในอาคาร การออกแบบพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศให้เหมาะสมกับการใช้งานและกระบวนการให้บริการจึงมีความสำคัญมาก งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะกายภาพของหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศในปัจจุบัน รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ข้อควรระวัง และข้อจำกัดของพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาแนวทางในการออกแบบหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ โดยศึกษาแบบทางสถาปัตยกรรมร่วมกับสังเกตการใช้งานพื้นที่ในอาคารกรณีศึกษาและการสัมภาษณ์เพื่อนำมาวิเคราะห์และสรุปผลจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันการออกแบบพื้นที่ ใช้คู่มือการออกแบบของหอผู้ป่วยในและได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลกรณีศึกษาแบ่งพื้นที่ใช้งานได้ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.ส่วนพื้นที่บริการสำหรับผู้ป่วยและญาติ จะมีส่วนห้องเตรียม (Anteroom) ก่อนทุกครั้งเพื่อเข้าสู่ห้องพักผู้ป่วย มีการออกแบบและจัดลำดับการเข้าถึงพื้นที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณทางกายภาพของพื้นที่และใช้ขั้นตอนในการปฏิบัติงานเพื่อปรับใช้กับกายภาพของแต่ละกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่บริการสำหรับผู้ป่วยและญาติมักมีปัญหาการใช้งานพื้นที่ 2.พื้นที่ปฏิบัติงานหลักของแผนกโดยผู้ให้บริการและเจ้าหน้าที่ มีขนาดและการวางตำแหน่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพของพื้นที่และนโยบายของโรงพยาบาล การออกแบบพื้นที่ปฏิบัติงานหลักของแผนกควรมีขนาดสัมพันธ์กับจำนวนบุคลากรภายในหอผู้ป่วย 3.พื้นที่สนับสนุนการให้บริการและการปฏิบัติงาน มีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภายในหอผู้ป่วย โดยในกรณีศึกษามีพื้นที่สนับสนุนคล้ายกัน 4.พื้นที่อื่นๆ ในแต่ละกรณีศึกษามีพื้นที่เหล่านี้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโรงพยาบาลและจุดประสงค์ในการใช้งานพื้นที่นั้นๆ ซึ่งต่างถูกใช้งานเพื่อสนับสนุนหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศทั้งสิ้นจากการศึกษาสรุปผลได้ว่า ลักษณะทางกายภาพของหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศในปัจจุบันมีการใช้งานพื้นที่และขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างกับหอผู้ป่วยในทั่วไป ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนภายในหอผู้ป่วยแยกโรคมีปัญหาในการใช้งานพื้นที่ โดยผู้ออกแบบควรคำนึงถึงการจัดเตรียมพื้นที่งานระบบ การแบ่งพื้นที่กับเส้นทางสัญจรภายในหอผู้ป่วย และลักษณะทางกายภาพเดิมของพื้นที่ เป็นส่วนสำคัญเพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบและเพื่อให้การใช้งานพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศมีประสิทธิภาพสูงสุด


การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ศรัญญา จันทนาคร 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ศรัญญา จันทนาคร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นผู้มีรายได้แต่มักประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอนและที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน ร่วมกับการศึกษาลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ ระดับความรู้ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการขอสินเชื่อของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน 6 แห่ง และแบบสอบถามผู้ประกอบอาชีพอิสระในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 400 คนผลการศึกษาพบว่า สถาบันการเงินใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระคล้ายคลึงกับผู้มีรายได้ประจำ เว้นแต่วิธีการคำนวณรายได้ที่มีรายละเอียดมากขึ้น มีการนำรายได้สุทธิของผู้ประกอบอาชีพอิสระมาคิดเป็นฐานรายได้เพียงร้อยละ 50 ส่งผลต่อการคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระและวงเงินสินเชื่อที่ลดลงน้อยกว่าผู้มีรายได้ประจำกว่าครึ่งหนึ่ง และจะเน้นพิจารณาจากหลักฐานการเสียภาษีร่วมกับการรับรายได้ที่ทำรายการผ่านบัญชีธนาคารที่ต้องมีความสอดคล้องกัน ในส่วนของผู้ประกอบอาชีพอิสระพบว่า ร้อยละ74 มีอายุในช่วง 20-35 ปี ร้อยละ 47 ประกอบอาชีพค้าขายและธุรกิจส่วนตัว โดยผู้วิจัยได้ทำการจำแนกกลุ่มตัวอย่างนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 65 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด โดยกลุ่มนี้ร้อยละ 40 มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ร้อยละ 48 มีรายจ่ายส่วนตัวต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 67 มีภาระหนี้สิน และมีความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระดับปานกลาง มักพบอุปสรรคในการขอสินเชื่อคือ ไม่ได้เตรียมตัวจัดเก็บเอกสาร และอาชีพที่ทำมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ จึงอาจต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อมากขึ้น (2) ผู้ที่มีประสบการณ์ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด กลุ่มนี้ร้อยละ 29 มีรายได้อยู่ในช่วง 30,000-50,000 บาท ร้อยละ 39 มีรายจ่ายส่วนตัว 10,000-20,000 บาท พบว่าร้อยละ 70 ได้รับอนุมัติสินเชื่อเนื่องจากมีการเตรียมเอกสารพร้อมและฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอ ในขณะที่ร้อยละ 27 ถูกปฏิเสธสินเชื่อเนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร และไม่มีเอกสารที่ธนาคารต้องการผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบอาชีพอิสระควรได้รับการสนับสนุนความรู้ในด้านการวางแผนการเงิน สินเชื่อที่อยู่อาศัย และการเตรียมเอกสารที่จำเป็น ควรมีความพร้อมด้านการเงินหรือเลือกราคาบ้านให้เหมาะสมกับรายได้ จัดการหนี้สินรวมกับค่าผ่อนบ้านแล้วให้อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ และเก็บเงินดาวน์ร้อยละ 20 ของราคาบ้าน ผู้สนใจสามารถใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์สนับสนุนการขายที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ประกอบอาชีพอิสระได้


ป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ, สุรัชนา ธนเดชดำรงศิริ 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ, สุรัชนา ธนเดชดำรงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ป้ายภายในโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการสื่อสารและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการในโรงพยาบาล จึงควรมีการจัดการและการออกแบบที่ดีและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันในแต่ละโรงพยาบาลมีอาคารที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละอาคารล้วนมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ และเนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่รองรับผู้มาใช้บริการที่หลากหลายรวมถึงฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยและผู้มาเยี่ยม วิธีการนำทางและการสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ เพื่อไปยังสถานที่ที่ถูกต้องภายในอาคารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ป้ายที่เหมาะสมจะช่วยนำทางให้ผู้มาใช้บริการสามารถ สัญจรได้อย่างไม่สับสน และมีความสะดวก รวดเร็ว และยังสามารถสื่อสารข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงขั้นตอนการรับผู้ป่วย และสามารถลดระยะเวลารอคอยได้อีกด้วย ผู้วิจัยได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ทำการศึกษาป้ายในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ จำนวน 4 โรงพยาบาล ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานครการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจป้ายภายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ และศึกษามาตรฐาน ข้อกำหนดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับป้ายในโรงพยาบาล รวมถึงศึกษาวิเคราะห์รูปแบบและประเภทป้าย กับการใช้งานภายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ผู้วิจัยได้ทำการวิจัยโดยศึกษามาตรฐาน ข้อกำหนดและทฤษฎีเกี่ยวกับป้าย แล้วทำการสำรวจป้ายภายในอาคารผู้ป่วยนอก จากนั้นได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ออกแบบระบบป้าย ผู้ดูแลและจัดการป้ายของโรงพยาบาล โดยจำแนกป้ายออกเป็น 3 เกณฑ์ ดังนี้ 1. จำแนกประเภทป้ายตามประโยชน์ใช้สอย 2. จำแนกประเภทป้ายตามชนิดของป้าย 3. จำแนกประเภทป้ายตามวัสดุของป้าย และเปรียบเทียบอัตราส่วนจำนวนป้ายต่อพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารส่วนของผู้ป่วยนอก รวมถึงวิเคราะห์เส้นทางสัญจรภายในอาคารกับตำแหน่งการติดตั้งป้ายผลการศึกษา พบว่า ประเภทของป้ายที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ป้ายระบุสถานที่หรือสิ่งของ รองลงมาคือ ป้ายให้ข้อมูลข่าวสาร ป้ายบอกทิศทางและป้ายควบคุมหรือบังคับ ตามลำดับ ซึ่งจำนวนของป้ายแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายในอาคารของแต่ละโรงพยาบาลกรณีศึกษา โดยจำนวนป้ายระบุสถานที่หรือสิ่งของแปรผันตามจำนวนหน่วยงานที่มีในอาคารและขั้นตอนในการรับการรักษาของหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อสื่อสารให้ผู้มาใช้บริการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ นอกจากป้ายจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ ยังสามารถเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาลได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐนั้นยังประสบปัญหาอยู่หลายประการ ได้แก่ ป้ายมีจำนวนมาก และหลากหลายประเภท ป้ายไม่เป็นรูปแบบเดียวกัน รวมถึงปัญหาความซ้ำซ้อนของป้าย ส่งผลให้ผู้มาใช้บริการเกิดความสับสน แต่ในประเด็นของป้ายนำทางที่มีความชัดเจนนั้นมีความสอดคล้องกับมาตรฐาน และข้อกำหนด


การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อกำหนดด้านบุคลากรในงานจ้างบริหารและควบคุมงานก่อสร้างอาคารภาครัฐ ช่วงปี พ.ศ. 2560-2565, สิริราช สาครจิตร 2023 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อกำหนดด้านบุคลากรในงานจ้างบริหารและควบคุมงานก่อสร้างอาคารภาครัฐ ช่วงปี พ.ศ. 2560-2565, สิริราช สาครจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทฤษฎีและวิธีจัดโครงสร้างบุคลากรงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้างอาคารภาครัฐ ช่วงปี พ.ศ. 2560-2565 2) เพื่อศึกษาให้เข้าใจถึงการจัดบุคลากรงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้างภาครัฐและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับอัตราการว่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างโดยศึกษาจากเอกสารข้อกำหนดโครงการ (TOR) โดยนำข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี กฎหมายและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเปรียบเทียบขั้นตอนการจัดโครงสร้างบุคลากร ประเภทโครงการเป็นกรอบในการดำเนินงาน และศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารข้อกำหนดโครงการ (TOR) ให้เข้าใจถึงโครงสร้าง ข้อมูลขององค์กรในการจัดบุคลากรงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างประชากร 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มเจ้าของโครงการ (หน่วยงานภาครัฐ) 2) กลุ่มผู้บริหารและควบคุมงานก่อสร้าง 3) กลุ่มผู้ดำเนินงานก่อสร้าง กลุ่มตัวอย่างเป็นสถาปนิก วิศวกร และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดโครงการ (TOR) ในการจัดบุคลากรจ้างควบคุมงานก่อสร้าง มีความเชี่ยวชาญด้านอาคารภาครัฐ และเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างและจากโครงการกรณีศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างร่วมกับข้อมูลโครงการกรณีศึกษาที่ได้ศึกษาในเบื้องต้นจากการศึกษาข้อกำหนดโครงการ (TOR) ที่ประกาศจ้างงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้างของหน่วยงานภาครัฐ และแบ่งการศึกษาเปรียบเทียบ 3 ช่วง ทั้งหมด 15 โครงการ คือช่วงที่ 1 ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2560 (เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ พ.ศ. 2557-2560) จำนวน 5 โครงการ ช่วงที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2560-2562 จำนวน 5 โครงการ และช่วงที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2562-2565 จำนวน 5 โครงการ รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เจ้าของโครงการการ (หน่วยงานภาครัฐ) กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้บริหารและควบคุมงานก่อสร้าง และกลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ดำเนินการก่อสร้าง พบว่าข้อกำหนดโครงการ (TOR) โดยเฉพาะด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอัตรากำลังพนักงานได้ระบุว่าเป็นพนักงานประจำและไม่ประจำหรือระบุเพียงจำนวนขั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งโครงการกรณีศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้ควบคุมงานนำเสนอคุณสมบัติและจำนวนบุคลากรในการคัดเลือกผู้ควบคุมงานอาคารภาครัฐ ทำให้แต่ละโครงการมีความแตกต่างของข้อกำหนดโครงการด้านบุคลากร รูปแบบอาคาร …


Digital Commons powered by bepress