Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Architecture Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

23,797 Full-Text Articles 21,848 Authors 15,811,539 Downloads 301 Institutions

All Articles in Architecture

Faceted Search

23,797 full-text articles. Page 154 of 748.

Design And Construction Of A Novel Reciprocating Pin-On-Plate Wear Testing Machine, Yasser S. Mohamed, Ahmed Abdelbary 2024 Department of Mechanical Engineering, Faculty of Engineering, Alexandria University, Alexandria, Egypt

Design And Construction Of A Novel Reciprocating Pin-On-Plate Wear Testing Machine, Yasser S. Mohamed, Ahmed Abdelbary

Mansoura Engineering Journal

This manuscript introduces a new pin-on-plate tribometer established for a study of the tribological behavior of materials at a constant sliding speed. The originality of this test rig lies in its capability to perform six independent tests at the same time. Wear tests can be conducted with high reliability and low error thanks to the high rigidity of the machine. The reciprocating motion of the counterface was designed to be in an arc path. The tribometer has the facility of changing the applied load and the length of the wear path. The test machine can used to perform both dry …


Distribution System Losses Allocation Based On Circuit Theory With Distributed Generation, Ahmed S. Abdelkader, Ibrahim I. Mansy, Abdelfattah A. Eladl 2024 Electrical Engineering Department, Faculty of Engineering, Mansoura University

Distribution System Losses Allocation Based On Circuit Theory With Distributed Generation, Ahmed S. Abdelkader, Ibrahim I. Mansy, Abdelfattah A. Eladl

Mansoura Engineering Journal

Electricity energy is the most convenient and efficient form of energy transmission and conversion. Nonetheless, losses take place while electrical power is traveling from power stations through transmission and distribution networks to the loads. Despite the high efficiency of electrical transmission and distribution networks, the huge amounts of power moving through these networks make the financial loss due to the lost energy very high and its management becomes a critical consideration for both utility providers and regulatory bodies. The efficient management of losses encompasses two major functions: the first is running the system in a way that minimizes the losses; …


Daylighting Design For Museum In The Tropics: A Case Study Of The National Museum Of Cambodia, Thaileng Lov 2024 Faculty of Architecture

Daylighting Design For Museum In The Tropics: A Case Study Of The National Museum Of Cambodia, Thaileng Lov

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Lighting design in cultural heritage spaces must balance artifact preservation with visitor comfort. The National Museum of Cambodia faces challenges from side lighting, introducing intense and uneven sunlight due to the sun's orientation. This study explores strategies to improve lighting uniformity while preserving the museum's architectural integrity, emphasizing natural light to create a visually appealing environment and reduce reliance on artificial lighting. Lighting performance was simulated in DIALux evo 12 at two-hour intervals on the summer solstice, equinox, and winter solstice to assess effectiveness. Findings indicate that maximizing natural light depends significantly on building orientation and space function. Simulations showed …


การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรรัฐกับกลุ่มองค์กรทางสังคมในกระบวนการกำหนดและดำเนินนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ ได้แก่ การเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ขอบเขตการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้กรณีศึกษาได้แก่ ชุมชนแออัดคลองเตย โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแฟลตดินแดง และโครงการบ้านมั่นคง ใช้แนวคิดทฤษฎีกระบวนทัศน์นโยบาย (Policy Paradigm) แนวคิดกระบวนทัศน์นโยบายที่แตกต่างกันในแต่ละระดับขององค์กร (Nested Paradigm) และองค์กรสถาบันนิยม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาคทางการและงานวิจัย ประกอบกับการสัมภาษณ์ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ และผู้รับผลของนโยบาย แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบตรวจสอบข้อมูลระหว่างเอกสารและการสัมภาษณ์ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ในลักษณะการเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่นำไปสู่การล้มล้างกระบวนทัศน์ทัศน์เก่า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในแต่ละระดับขององค์กร ทั้งในระดับการกำหนดนโยบาย ระดับการวางแผนโครงการ และในระดับปฏิบัติการ โดยทั้ง 3 ระดับนั้นต่างวิวัฒน์เพื่อตอบสนองต่อทั้งการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมของสถาบัน พร้อม ๆ กับเปลี่ยนแปลงไปตามความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับกลุ่มองค์กรทางสังคมอื่น ๆ ทำให้กระบวนทัศน์เก่าและใหม่สามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าทั้งการเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ที่มีกระบวนทัศน์แตกต่างและตรงข้ามกัน จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในระดับโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมไทย ในทางกลับกันทั้ง 2 องค์กรจะมีลักษณะคล้ายกันภายใต้ระบบราชการมากขึ้น


การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการติดตามการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของนักศึกษาและพิจารณาความสอดคล้องกับเหตุผลของผู้ประกอบการในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางในโครงการอาคารชุดพักอาศัยสำหรับนักศึกษา โดยวิธีการสำรวจ สังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึกนักศึกษาที่พักอาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งสิ้น 78 คน และสัมภาษณ์ผู้วางแนวคิดในการพัฒนาโครงการของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 คนจากผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งโครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA เลือกใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง 3 อันดับแรกประกอบไปด้วย ห้อง Co-Learning (Co-Working, Study Area), ห้อง Fitness /Boxing, Swimming Pool โดยการใช้งานส่วนใหญ่จะมุ่งตอบโจทย์ส่งเสริมการเรียน ได้แก่ ห้อง Co-Learning, ห้อง Study Area, ห้อง Workshop และห้อง Meeting นอกจากนี้พบว่ามีห้องบางลักษณะที่นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว เช่นห้อง Studio, ห้อง Photo, ห้อง Mini Theater และห้อง Creative and Entertainment Lounge ยังสามารถใช้ทดแทนเมื่อมีการใช้งานห้องที่ตอบโจทย์ในด้านการศึกษาและนันทนาการในช่วงเวลาจำเป็น เช่นช่วงสอบ ผู้วิจัยพบว่าข้อมูลทั้ง 3 ส่วนมีความสอดคล้องกันทั้งในด้านผู้อยู่อาศัย อันได้แก่ นักศึกษา โดยพบว่าพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ เช่นห้องอ่านหนังสือและห้องประชุมกลุ่ม ในด้านผู้ซื้อหรือผู้เช่า อันได้แก่ ผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองมักให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการเรียนและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับผู้ประกอบการที่พิจารณาจัดสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางให้ตอบโจทย์ทั้งนักศึกษาและผู้ประกอบการเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผู้ประกอบการเสนอแนะ ว่าการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางต้องคำนึงถึงขนาดและลักษณะของโครงการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ควรพิจารณารูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางที่เหมาะสมกับรูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาตามยุคสมัย


บทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของ “ศูนย์การค้า” กรณีศึกษา ศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ณัฐวัชร เหล่าวิทยานุรักษ์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

บทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของ “ศูนย์การค้า” กรณีศึกษา ศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ณัฐวัชร เหล่าวิทยานุรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ศูนย์การค้าเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการใช้เวลาว่างของคนกรุงเทพมหานคร ด้วยความสามารถในการให้บริการได้อย่างครบวงจร ศูนย์การค้าจึงได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะในรูปแบบ Privately Owned Public Space (POP) ที่มีการใช้งานพื้นที่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในรูปแบบคล้ายคลึงกับพื้นที่สาธารณะ ซึ่งปรากฏในงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศด้วย แต่ปัจจุบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้ายังมีจำนวนไม่มาก แสดงถึงช่องว่างในการวิจัยในหัวข้อดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งานพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของบทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในแต่ละกลุ่มพื้นที่ศึกษาจากการศึกษาพบว่า พื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีการใช้งานในรูปแบบพื้นที่กึ่งสาธารณะ โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นมีครบทั้งกิจกรรมที่จำเป็น กิจกรรมทางเลือก และกิจกรรมทางสังคม คล้ายพื้นที่สาธารณะ แต่อยู่ภายใต้การกำหนดการใช้งานโดยศูนย์การค้า โดยลักษณะของกิจกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพทางกายภาพ แต่คุณภาพทางกายภาพที่ดี ผนวกกับการกำหนดพื้นที่ใช้สอยที่ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเลือกและกิจกรรมทางสังคม ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นการใช้งานที่มากขึ้น ดึงดูดให้เกิดการสัญจรในศูนย์การค้ามากขึ้น ในส่วนของบริบทที่ตั้งนั้น ส่งผลต่อทั้งความหนาแน่นการใช้งานและลักษณะกลุ่มผู้ใช้งาน ซึ่งลักษณะกลุ่มผู้ใช้งานก็สะท้อนในลักษณะของกิจกรรมการใช้งานอีกด้วย


รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รถสองแถวเป็นระบบขนส่งกึ่งสาธารณะ (Paratransit) รูปแบบหนึ่งที่มีบทบาทเป็นระบบขนส่งรอง (Feeder mode) และยังได้รับการนิยามว่าเป็นระบบขนส่งนอกระบบ (Informal transport) ด้วยบริการที่ปรับตัวต่อสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าระบบขนส่งมวลชน งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน สถานการณ์การให้บริการของรถสองแถว และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง ประกอบด้วยสายสีเขียวอ่อน สายสีเขียวเข้ม สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีเหลือง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนผู้ให้บริการรถสองแถวสายละ 1 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 100 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการให้บริการด้านระยะทางและความถี่มีความแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยรถสองแถวที่ให้บริการในพื้นที่โดยรอบสถานีชานเมืองมีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดินมากกว่า นอกจากนี้เส้นทางจำนวน 1 ใน 4 ยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการเพื่อทำหน้าที่ระบบขนส่งรอง อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการไม่ได้สัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ แต่เกิดจากนโยบายของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการที่เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ปริมาณผู้โดยสารลดลง ดังนั้น นโยบายสนับสนุนศักยภาพของรถสองแถวในการทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งรองของระบบขนส่งมวลชนทางรางจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืนต่อไป


โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ชุมชนบ้านครัวเป็นชุมชนไทยมุสลิมเก่าแก่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระราชทานที่ดินให้อยู่ในฝั่งพระนคร เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นชุมชนที่ยังมีเรือนแบบดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 7 อยู่มากถึง 27 หลัง ชุมชนในปัจจุบันตั้งอยู่ระหว่างเขตราชเทวี และเขตปทุมวันที่มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น เรือนดั้งเดิมเหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญหาย ในขณะที่ชุมชนต้องการรักษาไว้เป็นสินทรัพย์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว โดยศึกษาลักษณะกายภาพของเรือนดั้งเดิม ความต้องการของครัวเรือน วิเคราะห์ปัจจัยข้อจำกัด และนำเสนอแนวทางการปรับปรุงเพื่อรักษาคุณค่าของเรือนดั้งเดิม พร้อมทั้งพัฒนาการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยงานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาของเรือนดั้งเดิม 5 หลัง เพื่อประเมินความต้องการและความสามารถในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมภายใต้กรอบของแนวคิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นผลการศึกษาพบว่า เรือนกรณีศึกษาทั้ง 5 หลัง มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ มีคุณค่าความแท้และเป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นองค์ประกอบสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรือนเหล่านี้มีปัญหาทรุดโทรมและต้องการการปรับปรุง งานวิจัยเสนอแนวทางการออกแบบปรับปรุง 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) แบบประหยัด ที่เน้นการซ่อมแซมขั้นพื้นฐานเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย และ (2) แบบสมเหตุสมผล ที่เน้นการอนุรักษ์และปรับปรุงเรือนดั้งเดิมให้คงเอกลักษณ์ พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต การคำนวณงบประมาณเบื้องต้น พบว่ามีงบค่าปรับปรุงซ่อมแซม ตั้งแต่ 30,000-85,000 บาท ขึ้นอยู่กับขอบเขตและลักษณะของการปรับปรุงที่ผู้อยู่อาศัยจะเลือกจากการวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัดของผู้อยู่อาศัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีรายได้ไม่มั่นคง แต่มีความต้องการปรับปรุงเรือนเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ รวมถึงการสืบทอดคุณค่าของเรือนไว้ให้กับทายาทรุ่นหลัง แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการปรับปรุงในระดับที่ต้องการ จากการสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ทุกหน่วยงานเล็งเห็นถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จในการดำเนินงานและหลายหน่วยงานสามารถให้การสนับสนุน ทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ด้านงบประมาณ และการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังเห็นพ้องว่า การดำเนินการนี้จำเป็นต้องให้ผู้อยู่อาศัย เจ้าของเรือน และชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชนจึงเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและอนุรักษ์เรือนดั้งเดิมในชุมชนบ้านครัว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยและชุมชนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อระดมทรัพยากรและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ผลงานฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์: ภาพจำของอนุสาวรีย์แห่งความตาย, อธิภัทร แสวงผล 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ผลงานฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์: ภาพจำของอนุสาวรีย์แห่งความตาย, อธิภัทร แสวงผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบและมีความสัมพันธ์กับการสิ้นสุดพระชนม์ชีพของพระบรมวงศานุวงศ์สยามอย่างไม่จำกัดรูปแบบ, ขนาด, วัสดุ หรือความคงทน จึงใช้คำว่า "อนุสาวรีย์แห่งความตาย" แทนสิ่งที่ศึกษา ซึ่งผลงานเหล่านี้กลายเป็นภาพจำ และเป็นแบบแผนให้กับสถาปนิกตลอดจนนายช่างยุคต่อมาดำเนินรอยตามผู้วิจัยตั้งคำถามถึงภาพจำของผลงานฝีพระหัตถ์ และภาพจำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2490 ทำให้ใช้วิธีการเรียบเรียงหลักฐานในอดีตที่พบด้วยภาษาและมุมมองปัจจุบัน หรือ ประวัติศาสตร์นิพนธ์ ประกอบกับแนวความคิดว่าด้วยภาพจำอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญะ 3 แนวคิด ได้แก่ ภาพจำร่วมกันของสังคม, ภาพจำเชิงภาษาศาสตร์ และ มายาคติ หรือภาพจำภายใต้วัฒนธรรมร่วมสมัย แม้ทั้งสามแนวคิดจะเกิดขึ้นจากนักคิดชาวตะวันตก แต่สามารถใช้วิเคราะห์ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมโดยไร้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์และเวลานอกจากนี้ ผู้ที่เคยศึกษาผลงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์มาก่อนมักกล่าวถึงภาพจำเชิงกายภาพในรูปแบบสัญลักษณ์ ที่แท้จริงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญะ ที่มนุษย์รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสและเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ได้หลายระดับ ทำให้ผู้วิจัยใช้หลักฐานชั้นต้นที่หน่วยงานราชการและเอกชนเก็บรักษามาวิเคราะห์เตลอดจนบทสัมภาษณ์สถาปนิกและนายช่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานพระเมรุมาศ เพื่อค้นหาความหมายภายใต้ผลงานฝีพระหัตถ์ต่อไปจากการศึกษาพบว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงได้รับอิทธิพลจากความนิยมของสังคม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาภาพจำของผู้สิ้นสุดพระชนม์ชีพในผลงานฝีพระหัตถ์ ที่พบสัญญะอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญของชีวิตอันเป็นผลจากค่านิยมของยุคสมัย ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางใหม่ภายหลังแบบแผนอันเคร่งครัดที่มีอยู่เดิมได้เปลี่ยนรูปแบบไป ทำให้ผลงานฝีพระหัตถ์มีสถานะเป็นแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์อนุสาวรีย์แห่งความตายของนายช่างร่วมสมัยปัจจุบัน


การพัฒนาชุดข้อมูลเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเพื่อประเมินการใช้พื้นที่อาคาร: กรณีศึกษา อาคารในต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ, ฐิติชญา ชาตรูปะมัย 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การพัฒนาชุดข้อมูลเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเพื่อประเมินการใช้พื้นที่อาคาร: กรณีศึกษา อาคารในต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ, ฐิติชญา ชาตรูปะมัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบริหารพื้นที่อาคารเป็นหลักการที่จะช่วยให้พื้นที่ส่วนต่างๆภายในอาคารถูกใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่า กระทรวงการต่างประเทศมีสำนักงานหลายแห่งทั่วโลก จึงมีทรัพยากรทางกายภาพที่ต้องดูแลทางไกลเป็นจำนวนมาก สำหรับในงานวิจัยได้ทำการศึกษาลักษณะการใช้งานพื้นที่กงสุลจาก 7 กรณีศึกษาเเละทำการเเบ่งพื้นที่ส่วนกงสุลออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้เเก่ พื้นที่พักรอ พื้นที่เคาน์เตอร์ เเละพื้นที่อื่นๆวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการศึกษาการใช้เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในการบริหารจัดการพื้นที่อาคาร เพื่อหารูปแบบของชุดข้อมูลที่จำเป็นในการเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาระบบการจัดการพื้นที่สำหรับพื้นที่กงสุล โดยทำการศึกษาการทำงานของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในระดับ Descriptive ซึ่งเป็นระดับการศึกษาหาชุดข้อมูลเพื่อเตรียมสำหรับการนำไปใช้งานในระดับอื่นๆต่อไปจากการศึกษาพบว่าชุดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในการประเมินพื้นที่อาคาร สามารถเเบ่งข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Static (พื้นที่ห้อง ความจุ พื้นที่ต่อคน) และ Dynamic (จำนวนชั่วโมงการใช้จริงและจำนวนพนักงานที่ใช้ห้องต่อสัปดาห์) ข้อมูล Dynamic จำเป็นต้องมีใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ในการเก็บข้อมูลซึ่งในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาข้อดีเเละข้อจำกัดของเทคโนโลยีเหล่านี้ Wifi technique, Proximity sensor, Infrared IR sensor, และ Camera-based systems (กล้องนับคนด้วยวิดีโอ, กล้องนับคนด้วย AI, และกล้อง 3D นับคน)จากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีเซ็นเซอร์แต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัดที่เเตกต่างกัน พื้นที่พักรอเหมาะสมที่จะใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอเเละ Infrared IR sensor เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก พื้นที่เคาน์เตอร์เหมาะสมที่จะใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอเเละกล้องนับคนด้วย AI เพื่อยืนยันตัวตนเเละเก็บข้อมูลที่ต้องการในกรณีที่มีผู้เข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมาก พื้นที่อื่นๆเช่นพื้นที่ห้องสัมภาษณ์ พื้นที่ห้องทำบัตรประชาชน ควรมีการใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอ เเละ Infrared IR sensor ซึ่งจะช่วยในการดูเเลรักษาความปลอดภัยเเละเก็บข้อมูล อย่างไรก็ตามเซ็นเซอร์เเต่ละชนิดมีข้อดีเเละข้อจำกัดที่เเตกต่างกัน จำเป็นต้องศึกษาและวิเคราะห์การใช้งานพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดต่อไป


แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563 กับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุรยะยาวแตกต่างกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษากฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในไทย เพื่อพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เหมาะสมกับบริบทของไทยงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังเกตสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่สนับสนุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ด้วยการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะมาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด 12 หมวด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรมีการแบ่งระดับมาตรฐานขั้นต่ำเป็น 3 แนวทางคือ แบ่งตามการก่อสร้าง แบ่งตามขนาดอาคาร และแบ่งตามประเภทผู้ใช้บริการ


กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการพูลวิลล่าได้รับความนิยมและมีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากขึ้นในหัวหิน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะโครงการพูลวิลล่าในภาพรวมหัวหิน แนวคิดการพัฒนาโครงการ และกลยุทธ์การตลาดกรณีศึกษา 5 โครงการ คือ บาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์ หัวหิน, วีรันดา พูลวิลล่า หัวหิน - ชะอำ, บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ - หัวหิน, เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน และกาบานาส หัวหิน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง คือ CI, VRANDA, SC และ SIRI รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การลงพื้นที่สำรวจ และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อสรุปบทเรียนสำคัญในการพัฒนาโครงการประเภทดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) ภาพรวมอุปทานโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่หัวหิน มี 120 โครงการ ดำเนินการโดย 101 บริษัท โดยมีระดับราคาขายตั้งแต่ 1.49 – 100 ล้านบาท ที่ตั้งโครงการแบ่งเป็น 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่ใกล้ทะเล (7 โครงการ) พื้นที่ใกล้ภูเขา (87 โครงการ) และพื้นที่ตัวเมือง (26 โครงการ) โดยบริษัทพัฒนาฯ มักพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่ใกล้ทะเล ทำเลที่ตั้งโครงการเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของลักษณะทางกายภาพ การบริการ และการกำหนดกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย 2) แนวคิดการพัฒนาธุรกิจโครงการพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินมีความคล้ายคลึงกัน คือ บริษัทพัฒนาฯ มีความเชี่ยวชาญ ทรัพยากรและประสบการณ์ในตลาดหัวหินมานาน เห็นพฤติกรรมผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เมืองตากอากาศทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต่อยอดธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบเดิม สู่การพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ที่ยังเป็นช่องว่างของตลาดหัวหินและของบริษัท เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าวิถีชีวิตยุคใหม่ 3) บริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินเน้นการพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในระดับตั้งแต่ Luxury Class – Ultimate class ระดับราคาเริ่มต้น 7.99 - 100 ล้านบาท แสดงถึงการแข่งขันในตลาดระดับสูง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 2 …


การพัฒนาชุดข้อมูลสำหรับระบบสนทนาอัตโนมัติ เพื่อช่วยในการค้นคว้ากฎหมายควบคุมอาคารในกรุงเทพมหานคร, ไพลิน วิรุฬห์ทรัพย์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การพัฒนาชุดข้อมูลสำหรับระบบสนทนาอัตโนมัติ เพื่อช่วยในการค้นคว้ากฎหมายควบคุมอาคารในกรุงเทพมหานคร, ไพลิน วิรุฬห์ทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การค้นคว้ากฎหมายควบคุมอาคารเพื่อการออกแบบโครงการทางสถาปัตยกรรม จำเป็นต้องพิจารณากฎหมายหลากหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายควบคุมอาคารเหล่านี้ มีความซับซ้อนและปรับปรุงอยู่เสมอ ประกอบกับเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยสนับสนุนการค้นคว้ากฎหมายยังมีจำกัด ส่งผลให้สถาปนิกเกิดความยากลำบากในการค้นคว้าข้อกฎหมาย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดข้อมูลสำหรับการพัฒนาระบบสนทนาอัตโนมัติ ให้สามารถช่วยในการค้นคว้ากฎหมายควบคุมอาคารได้ โดยครอบคลุมอาคารประเภทอาคารอยู่อาศัย ที่มีพื้นที่อาคารไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร และสูงไม่ถึง 23 เมตร ในพื้นที่กรุงเทพมหานครการดำเนินการวิจัยเริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลกฎหมายควบคุมอาคารทั้งหมด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นชุดข้อมูล โดยใช้หลักการแผนผังต้นไม้การตัดสินใจ (Decision Tree) ร่วมกับการศึกษาองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบสนทนาอัตโนมัติ เพื่อพิจารณาคัดเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาด้วยชุดข้อมูลด้านกฎหมายที่พัฒนาขึ้น หลังจากนั้นจึงนำเข้าชุดข้อมูลในระบบเพื่อพัฒนาระบบสนทนาอัตโนมัติ จากนั้นจึงทดสอบและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในการค้นคว้าข้อกฎหมายระบบสนทนาอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นได้ถูกนำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสถาปนิก เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการใช้งาน ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าระบบสนทนาอัตโนมัติสามารถช่วยลดระยะเวลาในการค้นคว้าข้อมูลกฎหมาย และอำนวยความสะดวกในการค้นคว้ากฎหมายเพื่อใช้ในการออกแบบได้ โดยผลการประเมินด้านความง่ายในการใช้งาน, ประสิทธิภาพในการตอบคำถามด้านกฎหมาย และความพึงพอใจโดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก


การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลในจังหวัดนครศรีธรรมราช, รัชต์ภาคย์ รัตนบุรี 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลในจังหวัดนครศรีธรรมราช, รัชต์ภาคย์ รัตนบุรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความโดดเด่นเเละมีศักยภาพสูงในการพัฒนาสำหรับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเล อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวทั้งต้องพึ่งพาและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ในการศึกษาครั้งนี้จึงประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่ (suitability analysis) ด้วยวิธีการซ้อนทับชั้นข้อมูล (overlay method) เพื่อระบุพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลประเภทกีฬาวอลเลย์บอลชายหาด โดยผลการวิจัยพบว่าพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับการพัฒนา ได้แก่ พื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศ พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยธรรมชาติ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ที่เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเลหายาก ส่วนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เเก่ การเข้าถึงที่สะดวก การมีที่พักและร้านอาหารที่หลากหลาย เเละมีจำนวนเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยว การมีสถานพยาบาลในระยะใกล้ เเละการมีพื้นที่บริเวณที่ติดชายหาดที่เพียงพอสำหรับเป็นพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกชั่วคราว รวมถึงสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงที่มีความหลากหลายเพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย นอกจากนั้นยังมีความเหมาะสมในด้านปัจจัยทางกายภาพ ได้เเก่ มีความกว้างของหาดมากกว่า 25 เมตร ความลาดชันในระดับ 0-3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเอื้อต่อการจัดการแข่งขันกีฬา ผิวหาดเเบบหาดทรายล้วน และทิศทางลมที่เหมาะสมต่อการเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ซึ่งพบว่าพื้นที่ในหาดคอเขา หาดขนอม หาดหน้าด่าน หาดหัวถนน เเละหาดในเปร็ตเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ส่วนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในระดับรองลงมาคือหาดในเพลา หาดย่าปิ๋ว หาดปลายทอน หาดบางดี อ่าวท้องยาง หาดทุ่งใส เเละหาดเทพา


ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กลุ่มวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นเข้าสู่สังคมของการทำงาน หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่นาน ข้อมูลการสำรวจพบว่าอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน มีจำนวนคนกลุ่มนี้มากถึง 39,718 คน ซึ่งลักษณะของประชากรวัยเริ่มทำงานเป็นวัยที่กำลังเริ่มต้นสร้างครอบครัว และเริ่มมีการวางแผนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้คนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาลักษณะความต้องการที่อยู่อาศัย ของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงศึกษาความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในสถานการณ์การอยู่อาศัยของกลุ่มประชากรสำคัญกลุ่มนี้ โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลวิจัยจากแบบสอบถามจำนวน 400 ชุด มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ แสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ หาความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำในบริษัท ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,500 -15,000 บาทต่อเดือน และรายได้ครัวเรือน 25,001-40,000 บาทต่อเดือน สังเกตุพบว่ากลุ่มช่วงอายุ 26-27 ปี มีรายได้ 15,001-20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่น 2) พฤติกรรมในการใช้ชีวิต มีการเดินทางด้วยรถ จักรยานยนต์ใช้เวลา 15 นาที ถึงที่ทำงาน นิยมซื้อสินค้าจากช่องทางออนไลน์และจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน การทำหรือรับประทานอาหารนิยมซื้ออาหารปรุงสำเร็จกลับมารับประทานที่บ้าน งานอดิเรก เล่นโซเชียลมีเดีย เป้าหมายในชีวิต คือ มีเงินพอใช้จ่าย ซึ่งทุกกลุ่มช่วงอายุมีพฤติกรรมและทัศนคติคล้ายคลึงกัน 3) รูปแบบที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในลักษณะการเช่ามากที่สุด ประเภทบ้านเดี่ยว/บ้านแฝด มีราคาเช่า 2,001-4,000 บาทต่อเดือน ปัญหาในการอยู่อาศัยที่พบมากที่สุดคือ ที่พักปัจจุบันอยู่ไกลจากสถานที่ทำงาน 4) รูปแบบที่พักอาศัยที่คนกลุ่มนี้ต้องการในอนาคตเป็นรูปแบบการซื้อมากที่สุด โดยต้องการเป็น บ้านเดี่ยว/บ้านแฝด ราคา 2-4 ล้านบาท อยู่ในทำเลโซนใจกลางอำเภอเมืองขอนแก่น แต่เมื่อประเมินความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบซื้อหรือสร้าง ยกเว้นการเช่า อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุระหว่าง 26-27 ปี เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยประเภทซื้อและสร้างมากที่สุดจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานในอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยต้องการในรูปแบบบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับแหล่งงานสามารถเดินทางได้สะดวกสบาย ซึ่งผลการสำรวจความสามารถในการจ่ายเพื่อมีที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนกลุ่มนี้พบว่า มีความสามารถในการจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 36.5 ของกลุ่มความต้องการทั้งหมดเท่านั้น เมื่อคำนวณจากรายได้ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าแท้จริงแล้วคนกลุ่มนี้สามารถจ่ายได้ในราคาไม่เกิน …


Lighting Retrofit For Energy Conservation: A Case Study Of Classrooms At The Faculty Of Architecture, Chulalongkorn University, Thae Thiri Lynn 2024 Faculty of Architecture

Lighting Retrofit For Energy Conservation: A Case Study Of Classrooms At The Faculty Of Architecture, Chulalongkorn University, Thae Thiri Lynn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Lighting energy consumption has been one of the major elements of overall energy usage in educational buildings, making its reduction significant for promoting sustainability of educational sector. This research aims to minimize lighting energy consumption and improve lighting performance at the Architecture Faculty building at the Chulalongkorn University in Thailand. In this study, three classrooms facing all four different directions were selected as case studies for in-depth assessment. The applied strategies involve replacement of lamps types, repositioning of lamps, reduction of lamp quantities and redesigning electric grouping lines. By using Dialux Evo 12, the lighting scenarios were simulated on an …


การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้บริษัทบริหารนิติบุคคลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และเกิดการแข่งขันในด้านการบริหารจัดการนิติบุคคลอย่างเข้มข้น หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทเหล่านี้นำมาใช้คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนิติบุคคล ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันนิติบุคคล งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและติดตามผลการนำแอปพลิเคชันนิติบุคคลมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ศึกษากระบวนการดำเนินงานและแนวคิดของบริษัทที่บริหารจัดการนิติบุคคล 2. วิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้งานแอปพลิเคชันและ3. เสนอแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัย และการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์และแบบสอบถามจากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การระบาดของโควิด 19 เป็นปัจจัยในการเร่งในการพัฒนาและรูปแบบพัฒนาแอปพลิเคชันนั้นสามารถเลือกพัฒนาได้ทั้งแบบการจัดจ้างบริษัทภายนอกหรือทีมภายในองค์กร ตามทรัพยากรที่มีทั้ง งบประมาณ บุคลากร เวลา และความรู้ โดยตัวแอปพลิเคชันนั้นประกอบไปด้วยระบบหน้าบ้านที่เป็นส่วนที่ลูกบ้านเห็นและให้บริการลูกบ้านและระบบหลังบ้านซึ่งใช้ในการทำงานของนิติบุคคล ซึ่งมุมมองของนิติบุคคลในการใช้แอปพลิเคชันพบว่า ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการงานนิติบุคคลในโครงการ รวมถึงจัดการระบบและข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความไม่เสถียรของระบบ ความยากในการใช้งานแอปพลิเคชัน และการไม่รองรับการใช้งานของอุปกรณ์บางประเภท และในมุมมองของลูกบ้านแอปพลิเคชันช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยฟีเจอร์ที่ใช้บ่อย ได้แก่ การชำระค่าส่วนกลาง การแจ้งซ่อม และการรับพัสดุ และผลความพึงพอใจด้านคุณภาพแอปพลิเคชันและความพึงพอใจของคุณภาพบริการของโครงการ TLP มีระดับคะแนนค่าเฉลี่ยที่มากกว่าโครงการ KKS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแอปพลิเคชันของโครงการ TLP ที่มากกว่า KKS ซึ่งสะท้อนในเรื่องของผลพฤติกรรมการใช้งานและแนวคิดในการออกแบบเช่นกัน ทั้งนี้งานวิจัยนี้เสนอแนวทางสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ใช้งานง่าย การเพิ่มความเสถียรของระบบ ความถูกต้องของข้อมูล และการพัฒนาฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเพื่อให้การใช้งานแอปพลิเคชันตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang 2024 Faculty of Architecture

Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines how Form School Feng Shui principles can guide residential design for Chinese migrant workers in Chonburi, Thailand. The study addresses the problem of cultural and environmental incongruence in local townhouse layouts, particularly in the arrangement of Yin and Yang spaces and natural ventilation, which are essential to creating a balanced living environment in Feng Shui. The work is significant as it adapts Feng Shui architecture—a system deeply rooted in Chinese philosophy—to a modern context, fostering cultural familiarity and comfort for migrants. Using a comparative analysis of traditional Chaoshan courtyard houses and townhouses in Chonburi, the research evaluates …


Prosthetic Architecture: Lingering For Nostalgic Futurism, Sahasrungsri Wajchathon 2024 Faculty of Architecture

Prosthetic Architecture: Lingering For Nostalgic Futurism, Sahasrungsri Wajchathon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis explores prosthetic architecture, a concept that combines nostalgia and futurism to reimagine the conservation of architecture in everyday life. Inspired by the idea of architecture as a "prosthesis" that extends and adapts to modern needs, the objective is to propose an alternative approach to architectural conservation — one that not only preserves cultural and historical value but also integrates new infrastructure and functions to align with contemporary lifestyles. By reviewing key theories, such as Sigmund Freud's views in Civilization and its Discontents and Mark Wigley's Prosthetic Theory: The Disciplining of Architecture, this research builds a theoretical foundation for …


Enhancing Comfort And Sustainability: Analyzing The Impact Of Natural Ventilation And Eco-Friendly Materials On Indoor Temperature Reduction, Hyo Won Lee 2024 University of North Florida

Enhancing Comfort And Sustainability: Analyzing The Impact Of Natural Ventilation And Eco-Friendly Materials On Indoor Temperature Reduction, Hyo Won Lee

UNF Graduate Theses and Dissertations

As the world grapples with issues such as increasing energy consumption, climate change, and environmental degradation, the need for sustainable solutions is becoming more and more urgent. In this context, passive cooling has emerged as one of the promising approaches to achieve energy efficiency in various sectors. This research study the basic concept of passive cooling to new buildings to identify synergies in energy savings when reducing temperature inside buildings and applying eco-friendly materials, and to explore potential benefits for promoting sustainable development. By analyzing existing research, case studies, and technological advancements, this study seeks to highlight the feasibility and …


Digital Commons powered by bepress