คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย
: กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ทางสังคม (social space) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เอื้อให้ผู้คนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งความต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น (relatedness) นับเป็นความปรารถนาในการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่งข้อหนึ่ง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่างานศึกษาเรื่องพื้นที่ทางสังคมในบริบทวัฒนธรรมไทยยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด และมีความแตกต่างจากบริบทวัฒนธรรมตะวันตก อันเนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมการใช้พื้นที่ของผู้คน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่แสดงถึงการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย ผ่านพื้นที่ศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาเหล่านั้น เพื่อนำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย วิทยานิพนธ์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสารร่วมกับการวิจัยภาคสนาม ได้แก่ การสำรวจลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ การสังเกตการใช้สอยที่ว่าง และการเก็บข้อมูลกิจกรรมทางสังคม โดยอาศัยมโนทัศน์ แนวคิด และทฤษฎีจิตวิทยาสถาปัตยกรรม ประกอบด้วย แนวคิดเรื่องการอยู่อาศัยของมนุษย์ (the concept of dwelling) ทฤษฎีองค์ประกอบเมือง (the image of the city) ทฤษฎีกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่สาธารณะ (outdoor activities) ทฤษฎีแบบแผนการใช้สอยที่ว่างของมนุษย์ (proxemics) และทฤษฎีการรับรู้ที่ว่างหลากสัมผัส (multisensory perception of space) เป็นกรอบในการวิจัย ร่วมกับการวิเคราะห์ผังแสดงการใช้สอยที่ว่าง และผังแสดงกิจกรรมทางสังคม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงจุดร่วมจากลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมในบริเวณต่าง ๆ ของชุมชน นำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย 5 ประการ ประกอบด้วย ที่ว่างที่เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ที่ว่างขนาดกะทัดรัด ที่ว่างที่เอื้อต่อการเดินเท้า ที่ว่างที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ และที่ว่างใต้ร่มเงาที่ร่มเย็น
โรงอาบน้ำ: “การดูแลตนเอง” วิถีการอาบน้ำในที่ว่างแห่งสุขภาพ ณ ประเทศไทย,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
โรงอาบน้ำ: “การดูแลตนเอง” วิถีการอาบน้ำในที่ว่างแห่งสุขภาพ ณ ประเทศไทย, ประภวิษณุ์ อินทร์ตุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาโรงอาบน้ำในแต่ละวัฒนธรรม รวมถึงวัฒนธรรมไทย เพื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการอาบน้ำจากพื้นที่สาธารณะมายังพื้นที่ปิด โดยใช้กรอบทฤษฎีของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) จากงานเขียน The History of Sexuality, Volume 3: Care of the Self และ Discipline and Punish: The Birth of the Prison เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ “โรงอาบน้ำ” ในสังคมไทยภายใต้มิติการดูแลตนเอง และ “วินัย” ประกอบกับข้อมูลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามและฐานข้อมูลสถานบริการประเภทอาบน้ำ ชี้ให้เห็นว่าโรงอาบน้ำที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างประเทศ ทั้งตะวันออกและตะวันตก จึงเกิดคำถามในการวิเคราะห์ว่า แนวคิดของฟูโกต์สามารถสะท้อนถึงมิติการดูแลตนเอง และวินัยในโรงอาบน้ำได้อย่างไร, โรงอาบน้ำของตะวันตกและตะวันออกมีลักษณะแบบไหน แตกต่างกันอย่างไร, และโรงอาบน้ำแบบไทยน่าจะมีลักษณะอย่างไร การทบทวนวรรณกรรมเน้นการศึกษาแนวคิดทางสังคมวิทยาและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการอาบน้ำในมิติต่างๆ อาทิ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม รวมถึงการวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่าแนวคิดการดูแลตนเองและความมีวินัยของฟูโกต์ ยังเชื่อมโยงโรงอาบน้ำที่ไม่ใช่เพียงมิติสุขภาพ ยังสะท้อนถึงมิติอื่นๆ นำไปสู่การออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ศึกษาแนวทางออกแบบโรงอาบน้ำสาธารณะของไทยร่วมสมัย จากผลการศึกษาผู้วิจัยเสนอให้การออกแบบโรงอาบน้ำสาธารณะในบริบทไทยร่วมสมัยควรตั้งอยู่บนความเข้าใจในเชิงสังคมวัฒนธรรมและเชิงจริยธรรม โดยอาศัยเครื่องมือในการเก็บข้อมูลแบบมีส่วนร่วมอย่างเกมการ์ดสองมิติ และสามมิติเพื่อให้เกิดแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับพฤติกรรม วิถีชีวิต และคนในสังคมไทย
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารที่ส่งผลกระทบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำที่สุด จากการประเมินสัดส่วนการลดการใช้พลังงานตลอดวัฏจักรชีวิตอาคาร และการเพิ่มขึ้นของวัสดุอาคารของแต่ละแนวทางเลือกจากการเลือกใช้เปลือกอาคาร 4 ประเภท ได้แก่ ฉนวนกันความร้อนผนังทึบ ฉนวนหลังคา กระจกเปลือกอาคาร และแผงบังแดด โดยมีอาคารกรณีศึกษาเป็นอาคารเรียน ปริมาณวัสดุก่อสร้างถูกถอดจากโปรแกรม Autodesk Revit และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุอาคาร 60 ปีด้วยโปรแกรม OneClickLCA ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานถูกจำลองและปรับเทียบด้วยโปรแกรม EnergyPlus จากผลการศึกษาทางเลือกทั้งหมด 73 รูปแบบ พบว่าฉนวนกันความร้อนผนังอาคารประเภทเซลลูโลสสามารถลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้ 4.40% และมีการเพิ่มการปล่อยจากวัสดุน้อยที่สุดเพียง 0.9% สำหรับกระจก Low-E แม้จะลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้สูงสุดที่ 8.75% แต่มีค่าการปล่อยจากวัสดุสูงถึง 7.41% ส่วนแผงบังแดดอลูมิเนียมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มอุปกรณ์บังแดด โดยลดค่าการปล่อยรวมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารได้ 2.67% หากออกแบบให้มีระยะยื่นที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้การปรับปรุงเปลือกอาคารควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าจะช่วยลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 13.8% ต่อปี ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแนวทาง CRREM ได้ หากเพิ่มระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมด้วย จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67.95% เหลือเพียง 11.74 kgCO₂e/m²/ปี ซึ่งเพียงพอต่อเป้าหมายของ CRREM ภายในปี ค.ศ. 2030
การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้องของอาคารศูนย์บริการรถยนต์,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้องของอาคารศูนย์บริการรถยนต์, ชาญฤทธิ์ เกตุไสว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอาคารศูนย์บริการรถยนต์ การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมหลักของอาคารที่เป็นกรณีศึกษาทั้ง 7 แห่ง แต่ละอาคารมีการทำงานแตกต่างกันตามภารกิจหลักของแต่ละศูนย์บริการรถยนต์ ซึ่งแบ่งพื้นที่ทำงานตามลักษณะงานให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ของอาคาร การศึกษานี้ต้องทำความเข้าใจในกิจกรรมหลัก ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการบำรุงรักษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การศึกษานี้มุ่งเน้นด้านการวางแผนและการจัดการบำรุงรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการแผนการทำงาน และขอบเขตการปฏิบัติงาน โดยเป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ และศึกษาจากข้อมูลเอกสาร จากโครงสร้างหน่วยงานภายในองค์กร จากนั้นนำข้อมูลมาแจกแจงเพื่อวิเคราะห์ลักษณะร่วม ความแตกต่าง เพื่อนำไปสรุปและอภิปรายผลการศึกษา จากผลการศึกษาพบว่า 1) อาคารทั้ง 7 แห่ง มีกิจกรรมหลักแตกต่างกัน นอกจากการบริการรถยนต์แล้วมีในส่วนการบริการประกอบด้วยงานขาย ตรวจเช็ค ซ่อม 7 แห่ง งานซ่อมตัวถังและสี 4 แห่ง (ไม่ทำงานซ่อมตัวถังและสี 3 แห่ง) 2) มีช่างบำรุงรักษาระบบ 2 คนเข้าดูแลอาคารทั้ง 7 แห่ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อทำงานตามแผนงาน ตามการแจ้งซ่อม และงานที่ไม่ได้วางแผน 3) พบความไม่ชัดเจนในการบำรุงรักษาระบบเครื่องกลในแง่การรับผิดชอบของช่างยนต์ในศูนย์บริการกับช่างอาคารส่วนกลาง 4) จัดจ้างหน่วยงานภายนอกทำงานบำรุงรักษาระบบ และพบข้อจำกัดในการบำรุงรักษาไม่ครอบคลุมทุกระบบ 5) มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน มีห้องเก็บน้ำมัน และวัตถุอันตราย มีการทำงานสี มีห้องจัดเก็บสี จึงต้องพิจารณาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านอัคคีภัย 6) มีการกำจัดวัตถุที่เป็นอันตรายด้านอัคคีภัย และต่อสุขภาพ 7) มีอาคารอื่นตั้งอยู่ใกล้เคียง ได้แก่ อาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย เป็นต้น จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเสียง กลิ่น และอัคคีภัย สรุปการศึกษานี้พบว่าอาคารประเภทศูนย์บริการรถยนต์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร และอาคารโดยรอบใกล้เคียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสังคม
การระบุคุณลักษณะและความสำคัญทางวัฒนธรรมเพื่อข้อเสนอแนะ
การสร้างเครื่องมือประเมินมรดก: กรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
การระบุคุณลักษณะและความสำคัญทางวัฒนธรรมเพื่อข้อเสนอแนะ การสร้างเครื่องมือประเมินมรดก: กรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด, นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค (Art Deco Architecture) เป็นหนึ่งในความหลากหลายของรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถือเป็นรอยต่อระหว่างรูปแบบประวัติศาสตร์นิยมและรูปแบบโมเดิร์น ความทันสมัยแบบอาร์ตเดโคเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในตะวันตกช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920–1930 และแพร่หลายอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียจนถึงช่วงราวคริสต์ทศวรรษ 1950 แต่ปัจจุบันเผชิญกับการปรับเปลี่ยนโดยขาดความเข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญทางสถาปัตยกรรมของรูปแบบนี้ ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการระบุคุณลักษณะ (Attributes) และความสำคัญทางวัฒนธรรม (Cultural Significance) รวมถึงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเครื่องมือการระบุคุณลักษณะและประเมินความสำคัญ การวิจัยนี้เลือกกรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด โดยใช้กรอบแนวคิดการอนุรักษ์ฐานคุณค่าประกอบกับข้อมูลอาร์ตเดโคในระดับสากล เพื่อนำมาพัฒนาเกณฑ์ระบุคุณลักษณะในการสำรวจพื้นที่และสรุปความสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย บริบทแวดล้อม การจัดพื้นที่ภายใน รูปทรงและรูปด้าน องค์ประกอบการตกแต่ง โครงสร้างและวัสดุ การใช้สอยและความสัมพันธ์ทางสังคมจากรายการอาคารอาร์ตเดโคในพื้นที่ศึกษาจำนวน 35 หลัง ได้คัดเลือกเป็นกรณีศึกษาจำนวน 4 หลัง ศึกษาเชิงลึกด้วยการสำรวจภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะด้านสภาพแวดล้อม การใช้สอย และความสัมพันธ์ของอาคารอาร์ตเดโคได้สะท้อนความสำคัญโดดเด่นในด้านการเป็นแหล่งความรู้และหลักฐานของการพัฒนาย่านชุมชนการค้าชาวจีนสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ ช่วงราวปี พ.ศ. 2480–พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1930–1950) รวมถึงคุณลักษณะด้านองค์ประกอบทางกายภาพที่มีความสำคัญด้านสถาปัตยกรรมและสังคม แสดงถึงการนำเสนอแนวทางการออกแบบที่แตกต่างจากเดิม ความก้าวหน้าของวัสดุและเทคโนโลยี การก่อสร้าง สะท้อนรสนิยมของผู้คนในท้องถิ่นและการปรับตัวให้เข้ากับบริบท ข้อเสนอแนะจากการศึกษาชี้ว่า การสร้างเครื่องมือควรพิจารณาตั้งแต่รูปทรงและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ครอบคลุมไปถึงประเด็นด้านสภาพแวดล้อม ด้านการใช้สอย ความสัมพันธ์และความหมายที่เชื่อมโยงกัน เปิดกว้างถึงความแตกต่างของบริบทและช่วงเวลาที่ส่งผลให้เกิดรูปแบบอาร์ตเดโคที่มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องอาศัยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศในการวิเคราะห์เป็นส่วนประกอบหลัก แต่เนื่องจากชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์สาธารณะในปัจจุบัน มีความหลากหลายทั้งเรื่องของประเภทของชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งตำแหน่งของสถานีตรวจวัด ซึ่งมักจะมีระยะห่างจากพื้นที่ที่ต้องการจำลองประสิทธิภาพอาคาร ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศได้ งานวิจัยนี้ศึกษาการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร เมื่อใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศต่างแหล่งที่มา ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้ชุดข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศ CU มาเปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์ ได้แก่ 1) Energyplus (EPW) 2) ClimateOneBuilding (COB) 3) Photovoltaic Geographical Information System (PVGIS) ประเภท Typical Year และ 4) Integrated Environmental Solutions (IES) ประเภท Actual Year จึงเปรียบเทียบข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มรังสีดวงอาทิตย์แบบตรง และแบบกระจาย ทำการคำนวณ Cooling Degree Days (CDD) และทำการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นในอาคารด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้อาคารจามจุรี 5 เป็นอาคารกรณีศึกษา ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีตรวจวัดอากาศ CU รวมทั้งทำการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร ได้แก่ อัตราส่วนของหน้าต่างต่อผนังทึบ (WWR) ค่า U-value ของกระจก และการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เพื่อหาอัตราร้อยละของการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงาน (Percentage Improvement) ผลการวิจัยพบว่า จากการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นภายในอาคารกรณีศึกษา มีเพียงชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศของ PVGIS ที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ CU และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าการใช้พลังงานของอาคาร พบว่า การใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ PVGIS, EPW และ IES มีอัตราร้อยละการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU เช่นกัน โดยที่ตัวแปรอุณหภูมิของ PVGIS มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU และมีค่าเฉลี่ยห่างจากชุดข้อมูล CU มากที่สุด ตัวแปรอุณหภูมิจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร
การออกแบบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวที่มีพื้นผิวธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ (Lidos),
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
การออกแบบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวที่มีพื้นผิวธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ (Lidos), ทะวีพอน หอมสมบัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการเสนอแนะแนวทางการออกแบบการส่องสว่างแก่ประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัว เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะของประติมากรรมดังกล่าวให้โดดเด่นและดึงดูดใจ อีกทั้งยังคำนึงถึงการอนุรักษ์วัตถุจัดแสดงร่วมด้วย โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ LiDOs - Lighting Design Objectives การศึกษาได้ดำเนินการทดลอง 3 ขั้นตอน ในการทดลองที่ 1 ทำการทดสอบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวพระพุทธรูปปางรำพึง ทั้งในห้องทดลองและการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าการจำลองการส่องสว่างด้วยคอมพิวเตอร์สามารถทดแทนการส่องสว่างในห้องทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการทดลองที่ 2 ได้ใช้ซอฟต์แวร์ DIALux evo 13.0 จำลองการส่องสว่างกับประติมากรรมไม้แกะสลักเดิม เพื่อศึกษาว่าตัวแปรใดที่ส่งผลให้ผ่านเกณฑ์การประเมินการออกแบบการส่องสว่างที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และในการทดลองที่ 3 นำผลการทดลองดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวพระสังกัจจายน์แบบจีนจากหอพิพิธภัณฑ์ศิลปะลาว เพื่อตรวจสอบแนวทางการออกแบบการส่องสว่างดังกล่าวเพิ่มเติม ผลการศึกษาพบว่า สามารถนำแนวทาง LiDOs มาปรับใช้กับการออกแบบการส่องสว่างให้แก่ประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวได้จริง ผ่านการจำลองการส่องสว่างโดยใช้ซอฟต์แวร์ DIALux evo 13.0 ทั้งนี้ การให้แสงหลักและแสงเสริมผ่านการประเมินมากกว่าการให้แสงหลักเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงของพื้นผิวภายในห้องจัดแสดง ยังเป็นตัวแปรที่นักออกแบบควรให้ความสำคัญร่วมกับการออกแบบการส่องสว่าง อีกทั้ง ในกรณีที่ความส่องสว่างสูงสุดบนพื้นผิวประติมากรรม (Eสูงสุด) อยู่ระหว่าง 200-500 lux ควรพิจารณาการจัดการเวลาการจัดแสดงลง เพื่อควบคุมระดับความส่องสว่างสะสมสูงสุดแนวตั้ง (Hv, Year) ให้ยังคงอยู่ในเกณฑ์การอนุรักษ์วัตถุจัดแสดง
แนวทางการออกแบบและพัฒนาคอนกรีตบล็อกจากเถ้าหนักเพื่อประเมินคุณสมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิด้วยการทดลองและการจำลองสามมิติ,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
แนวทางการออกแบบและพัฒนาคอนกรีตบล็อกจากเถ้าหนักเพื่อประเมินคุณสมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิด้วยการทดลองและการจำลองสามมิติ, วรรณพล สดากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พัฒนา และประเมินประสิทธิภาพของคอนกรีตบล็อกผสมวัสดุเถ้าหนัก ซึ่งเป็นวัสดุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า โดยมุ่งวิเคราะห์สมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิภายใต้บริบทของภูมิอากาศแบบร้อนชื้น กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการเก็บข้อมูลภาคสนามภายใต้สภาพอากาศที่แตกต่างกัน ตลอดจนการจำลองด้วยโปรแกรม ENVI - met เพื่อประเมินผลกระทบของวัสดุต่อตัวแปรอุณหภูมิอากาศ (Ta) และอุณหภูมิการแผ่รังสีเฉลี่ย (Tmrt) ผลการทดสอบเชิงกลพบว่าคอนกรีตบล็อกผสมเถ้าหนักที่มีอัตราส่วนผสมระหว่างเถ้าหนักและปูนซีเมนต์ในสัดส่วนร้อยละ 75 ต่อ 25 มีค่ากำลังอัดเฉลี่ย 2.18 MPa อัตราการดูดซึมน้ำเฉลี่ยร้อยละ 12.19 และความหนาแน่นรวมเฉลี่ย 1,477.27 kg/m3 ด้านผลการวิเคราะห์เชิงอุณหภูมิพบว่า สามารถลดค่า Ta ได้ในช่วง 0.69–1.56 °C และลดค่า Tmrt ได้ในช่วง 3.87–6.72 °C เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุก่อสร้างอื่น ผลลัพธ์การเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลภาคสนามกับผลการจำลองแสดงความสอดคล้องในระดับนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าความสัมพันธ์ (R2) ของตัวแปร Ta ในสภาพอากาศมีเมฆปกคลุม คือ 0.86 และ สภาพอากาศปลอดโปร่ง คือ 0.91 และของตัวแปร Tmrt ในสภาพอากาศมีเมฆปกคลุม คือ 0.75 และ สภาพอากาศปลอดโปร่ง 0.86 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของแบบจำลองในการประเมินผลกระทบของวัสดุก่อสร้างต่อสภาพแวดล้อมจริง ผลลัพธ์ของการวิจัยสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะวัสดุก่อสร้างทางเลือกที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรพลอยได้อย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้แก่ เป้าหมายที่ 11, 12 และ 13
Biomimetic Kinetic Facade Design For Enhanced Daylighting: A Leed V4 Based Approach For A Reading Room Of A Dormitory In Chittagong, Bangladesh,
2024
Faculty of Architecture
Biomimetic Kinetic Facade Design For Enhanced Daylighting: A Leed V4 Based Approach For A Reading Room Of A Dormitory In Chittagong, Bangladesh, Gourav Dey
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the role of biomimetic kinetic façades in improving the daylighting performance of a reading room in Chittagong, Bangladesh. This design is inspired by the thigmonastic behavior of Mimosa pudica plants which adapts to environmental changes. The design focuses on a kinetic façade that adjusts based on sunlight and environmental conditions, maximizing daylight access, while decreasing glare and heat gain to enhance occupant comfort. As the space performance addressed with relative standard, the study explores critical aspects including Spatial Daylight Autonomy (sDA) and Annual Sunlight Exposure (ASE) aligned with other vital parameters via LEED v4 rating system, confirms …
Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’,
2024
Faculty of Architecture
Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis is an investigation into architecture’s contact with the ground. What should this relationship enable, what kind of architecture can we make by looking down? This study is a set of questions about the ground discussed around the theory of the ‘scape’, which describes systems through the arrangement of many pieces of knowledge, where their relationship is more important than any individual idea. The scape acts as at theoretical framework, narrowing the problem of this thesis to what we know about the ground – how we perceive and relate to it, instead of mechanical issues related to ecology or …
ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบ แนวคิด และปัจจัยที่ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้า โดยมุ่งทำความเข้าใจความหลากหลายของกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละประเภทองค์กร ผ่านการเปรียบเทียบระหว่างองค์กรบริหารส่วนภาครัฐและองค์กรเอกชนสองรูปแบบในพื้นที่แขวงปทุมวัน กรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากกรณีศึกษา 8 โครงการ การสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งผู้ออกแบ และ ผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกผู้ออกแบบ รวมไปถึงการสำรวจเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการศูนย์การค้า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การคัดเลือกผู้ออกแบบมิได้เป็นกระบวนการที่ตายตัวหรืออิงกับเกณฑ์ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงกลยุทธ์ บริบทองค์กร และเป้าหมายของแต่ละโครงการอย่างหลากหลาย โดยสามารถจำแนกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจได้ 6 ด้าน ได้แก่ ผลงานที่ผ่านมา แนวคิดการออกแบบ ศักยภาพของทีม ค่าธรรมเนียม ความสัมพันธ์ และข้อมูลพื้นฐานของบริษัทผู้ออกแบบ อย่างไรก็ตาม การให้น้ำหนักของแต่ละปัจจัยมีความแตกต่างกันตามลักษณะองค์กร วิธีคิดของผู้บริหาร และวัฒนธรรมภายใน การเปรียบเทียบระหว่างองค์กรทั้งสาม ชี้ให้เห็นว่า องค์กรบริหารส่วนภาครัฐมักใช้กระบวนการที่มีโครงสร้างชัดเจน โปร่งใส และเปิดกว้าง ขณะที่องค์กรเอกชนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความไว้วางใจในทีมงาน และความสามารถในการตีความวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการประเมินที่อิงกับความสัมพันธ์และการตัดสินใจเชิงบริบท งานวิจัยนี้มิได้มุ่งสร้างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีแบบตายตัว หากแต่เสนอ “ความเข้าใจเชิงระบบ” ที่สังเคราะห์จากข้อมูลจริงในหลายมิติ เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระบวนการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้าอย่างรอบด้าน โดยชี้ให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวมิได้มีรูปแบบเดียว หากเกิดจากการผสมผสานระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการ เช่น เอกสารประกอบการพิจารณาและระบบประเมิน กับความยืดหยุ่นที่สะท้อนบริบทเฉพาะของแต่ละองค์กร ทั้งในด้านเป้าหมาย กลยุทธ์ ความสัมพันธ์ และวิสัยทัศน์ งานวิจัยจึงมีคุณค่าในการช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจธรรมชาติของระบบการคัดเลือกผู้ออกแบบได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia,
2024
Faculty of Architecture
Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of Cambodia’s rapid urbanization and climate challenges, the integration of climate-responsive design into residential architecture has become increasingly important. Currently, contemporary housing developments in Cambodia often neglect passive design principles, prioritizing aesthetics over energy efficiency. Many urban homes suffer from poor daylighting and glare conditions and rely heavily on artificial lighting. This thesis, therefore, explores climate-responsive daylighting strategies to improve lighting performance. First, the research surveyed thirteen residential buildings in Phnom Penh and Siem Reap to identify passive design strategies, such as building orientation and natural lighting techniques. A co-owned shophouse in Phnom Penh, Cambodia, was selected …
การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินวัฏจักรชีวิตเป็นกรอบความคิดในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามการประเมินวัฏจักรชีวิตที่ใช้กันโดยทั่วไปหรือแบบคงที่เป็นการคำนึงถึงผลกระทบเฉพาะในปีปัจจุบันและใช้เป็นค่าคงที่ตลอดวัฏจักรชีวิต อาคารซึ่งมีอายุการใช้งานที่ยาว การประเมินวัฏจักรชีวิตจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง งานวิจัยนี้จึงศึกษาการประเมินวัฏจักรชีวิตแบบพลวัต ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยพิจารณา 4 ตัวแปร ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าในอนาคต, ไฟล์ข้อมูลอากาศในอนาคต, การพัฒนาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอาคาร และการเสื่อมสภาพของอาคาร กรณีศึกษา คือ บ้านเดี่ยวในประเทศไทย การวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุพิจารณาการถอดปริมาณในโปรแกรม Revit และการใช้พลังงานจากโปรแกรม OpenStudio จากการศึกษาพบว่า เมื่อทำการประเมินแบบคงที่ อาคารกรณีศึกษามีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดสูงถึง 75.9% ขณะที่เมื่อทำการประเมินแบบพลวัต สัดส่วนจากการใช้พลังงานลดลงเหลือเพียง 49.8 – 67.0% ในทางกลับกัน สัดส่วนจากวัสดุเพิ่มขึ้นจาก 17.2% ในการประเมินแบบคงที่ เป็น 23.5% - 35.7% ในแบบพลวัต การกำหนดมาตรการจึงต้องให้ความสำคัญกับสัดส่วนวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นำไปสู่มาตรการที่เปลี่ยนไป เช่น ความหนาที่เหมาะสมของฉนวนกันความร้อนลดลง, วัสดุเปลือกอาคารอย่างไม้จะมีบทบาทมากขึ้นจากศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุ และการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้องมีการติดตั้งเพิ่มขึ้นเพื่อไปสู่อาคารปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมหัต (Big Data) ได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบในด้านที่อยู่อาศัย แนวคิดบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการใช้อาคารผ่านการผสานเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย การประยุกต์ใช้ระบบบ้านอัจฉริยะยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการบูรณาการระบบ การจัดการข้อมูล และความเข้าใจเชิงพื้นที่ ส่งผลให้การใช้งานจริงไม่สามารถบรรลุศักยภาพได้อย่างแท้จริง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างดังกล่าว วิเคราะห์บทบาทของสถาปนิกในการแก้ปัญหา และนำเสนอแนวทางในการยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะให้ตอบสนองการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะจำนวน 10 ราย และการวิเคราะห์เชิงกรอบ (Framework Analysis) เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้น รวมถึงออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ (UI) เพื่อพัฒนาแบบจำลองเชิงแนวคิด (Conceptual Modeling) บนพื้นฐานระเบียบวิธีแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation-Based Approach) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันการพัฒนาระบบบ้านอัจฉริยะในไทยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (IoT Vendors) มีบทบาทสำคัญมากที่สุดผ่านการเลือกใช้ระบบบ้านอัจฉริยะซึ่งมีลักษณะเป็นระบบปิดและขาดความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน (Integration Performance) ขณะเดียวกันสถาปนิกในปัจจุบันที่มีศักยภาพของข้อมูลอาคาร (BIM) แต่ก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบ อีกทั้งยังขาดความเข้าใจในการนำองค์ความรู้เข้าร่วมในกระบวนการออกแบบระบบบ้านอัจฉริยะ ส่งผลให้ระบบบ้านอัจฉริยะกลายเป็นเพียง Gadget Home ซึ่งไม่สามารถตอบสนองชีวิตอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง (Pseudo-Smart) การผสานความรู้ทางสถาปัตยกรรมเข้าไปยังระบบอัจฉริยะบนพื้นฐานของข้อมูลอาคาร (BIM) จะนำไปสู่การควบคุมอุปกรณ์ให้ทำงานอย่างสอดคล้องและอัตโนมัติ (Smart Controlling) การบูรณาการดังกล่าวยังช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงพื้นที่บนระบบเวลาจริง (Real-time) สถาปนิกจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับสู่ Smart Architect ที่เข้าใจทั้งระบบและกระบวนการของการสร้างบ้านอัจฉริยะตั้งแต่ในระดับของการกำหนดเป้าหมายของระบบบ้านอัจฉริยะ (IoT Objective) ระดับของอุปกรณ์ (Physical) ระดับของการจัดการชุดข้อมูล (Database) ระดับของการจัดการฐานข้อมูลอาคาร (BIM) และระดับของกระบวนการทำงานของระบบ (Flowchart) ผ่านการเลือกใช้เครื่องมือในการออกแบบและความเข้าใจด้าน BIM ในฐานะของข้อมูลอาคาร อย่างไรก็ตามการยกระดับนี้ไม่ได้จำกัดเพียงสถาปนิก แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 3 ฝ่าย คือ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ให้บริการ จะต้องมีความเข้าใจร่วมกันถึงความสำคัญของข้อมูล เพื่อกำหนดเป้าหมายเดียวกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาบ้านอัจฉริยะในบริบทไทยที่สามารถบูรณาการข้อมูลและตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างยั่งยืน
การพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (Ottv) ภายใต้สถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
การพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (Ottv) ภายใต้สถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, พีรพัฒน์ หริเลิศรัฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (OTTV) เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทรวงพลังงานมีข้อกำหนดและเกณฑ์การประเมินเอาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม วิธีการประเมินค่า OTTV โดยใช้สมการที่ใช้ในปัจจุบัน ค่าสัมประสิทธิ์ในสมการ OTTV ซึ่งได้แก่ TDeq ∆T และ ESR ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ ที่ต้องการพัฒนาสมการ OTTV และสมการคำนวณการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เพื่อปรับตัวเข้าสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์สมการ OTTV ภายใต้แบบจำลองสภาพอากาศปี ค.ศ. 2050 หรือ สมการ OTTV2050 มีค่า TDeq ∆T และ ESR เท่ากับ 2.23 °C, 3.37 °C, และ 239.56 W/m2 ตามลำดับ ในขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์ในสมการที่ใช้ในปัจจุบัน หรือสมการ OTTV2004 มีค่า TDeq ∆T และ ESR เท่ากับ 13.46 °C, 4.47 °C, และ 172.99 W/m2 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลให้สมการ OTTV อ่อนไหวต่อการแผ่รังสีของกระจกมากขึ้น และอ่อนไหวต่อการนำความร้อนจากผนังทึบและกระจกลดลง และการศึกษาเกณฑ์การใช้พลังงานในแผนอนุรักษ์พลังงานด้วยสมการ OTTV2050 พบว่า ค่า OTTV ที่จะทำให้อาคารมีประสิทธิภาพในระดับ Net zero energy building (NZEB) มีค่าลดลงจาก 15 W/m2 เหลือ 8.33 W/m2 แต่อย่างไรก็ตาม แม้อาคารจะสามารถใช้พลังงานได้ตามเกณฑ์ในแผนอนุรักษ์พลังงาน ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 หากปราศจากการชดเชยพลังงานที่เพียงพอ
Bangkok Vernacular Making As A Tool For Fostering Inspiration And Creative Thinking In Design: A Practice-Based Approach,
2024
Faculty of Architecture
Bangkok Vernacular Making As A Tool For Fostering Inspiration And Creative Thinking In Design: A Practice-Based Approach, Romrawin Pipatnudda
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the everyday creativity found on Bangkok’s streets—creative, resourceful, improvised solutions created by ordinary people in response to urban challenges. It is based on the hypothesis that Bangkok’s vernacular making can serve as a tool for fostering inspiration and creative thinking in design. Through photo ethnography, literature review, and a practice-based research methodology, the project investigates two key questions: What are the defining characteristics of Bangkok's vernacular making? And how can it be translated into a tool that inspires creative thinking? 10101-101 Pieces of 1 City (Bangkok Edition) is an outcome of the research, which consists of three …
การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เสียงในสถาปัตยกรรม (Architectural Acoustic) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะของผู้ใช้งานอาคารโดยตรง องค์กรต่างๆ ด้านการกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับในการออกแบบและก่อสร้างเช่น LEED และ WELL ได้ทำการบรรจุหัวข้อด้านการสร้างสุขภาวะและลดมลภาวะทางเสียงในอาคาร เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางเสียงที่ดีภายในอาคารที่มีการใช้งานที่มีความอ่อนไหวทางเสียง โดยเฉพาะอาคารสถานศึกษา ในขณะเดียวกัน สำหรับอาคารบางแห่งที่ไม่มีการทำแบบจำลอง 3 มิติ มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยแรงงานและเวลาหากต้องมีการรังวัดสภาพของอาคารจริงเพื่อจัดทำแบบจำลอง 3 มิติเพื่อทำการจำลองเสียงงานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาความแม่นยำของผลจำลองเสียงแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ (Point Cloud) โดยการเปรียบเทียบกับผลการจำลองเสียงจากแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์กับผลการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM) โดยมีตัวแปรของเสียงที่เป็นตัวชี้วัดทั้งหมด 4 ตัวแปร ได้แก่ ระยะเวลาก้องกังวาน (RT60) เวลาสลายตัวเร็ว (EDT) ความชัดเจน (C80) และดัชนีการส่งผ่านเสียงพูด (STI)หลังจากที่ได้ทำการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบจำลอง 3 มิติ แบบ Voxel และแบบจำลอง 3 มิติ แบบ Bounding Box ของห้องที่แตกต่างภายในอาคารสถานศึกษาทั้งหมด 3 ห้อง และชุดวัสดุที่มีค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียงที่ต่างกัน 2 ชุด พบว่า ผลการจำลองเสียงด้วยด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์นั้นมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยในตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ร้อยละ 0.663 ถึง 17.034 นอกจากนี้ การจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติ Bounding Box ยังสามารถทำการจำลองได้รวดเร็วกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้แบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ในการจำลองเสียง
นวัตกรรมแผ่นพลาสติกสำหรับเปลือกอาคารเพื่ออาคารประหยัดพลังงาน,
2024
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
นวัตกรรมแผ่นพลาสติกสำหรับเปลือกอาคารเพื่ออาคารประหยัดพลังงาน, สุวิชาดา เฮงมีชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการลดการใช้พลังงานอาคารโดยการปรับเปลี่ยนวัสดุเปลือกอาคาร ซึ่งช่องเปิดของอาคารที่ทำหน้าที่เป็นช่องระบายอากาศหรือช่องแสงนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความร้อนเข้ามาภายในอาคารในปริมาณมาก โดยมักจะเป็นวัสดุโปร่งแสงในส่วนของผนังอาคาร (Translucent wall) และหลังคาโปร่งแสง (Skylight) การพัฒนาวัสดุเปลือกอาคารที่มีคุณสมบัติโปร่งแสง แต่สามารถช่วยลดความร้อนที่ผ่านเข้ามาภายในอาคารได้ จึงเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ โดยนำพลาสติก Polymethyl Methacrylate (PMMA) ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน และมีราคาที่เหมาะสม มาเสริมแรงด้วยเส้นใยแบคทีเรียเซลลูโลส (Bacterial cellulose) ซึ่งช่วยทั้งให้วัสดุมีความแข็งแรงและการลดความร้อนที่ผ่านเข้ามาในอาคารได้ โดยผสมแบคทีเรียเซลลูโลสความเข้นข้นที่ปริมาณร้อยละ 1 2 และ 3 โดยน้ำหนัก มีกระบวนการในการศึกษาตั้งแต่การผลิต ขึ้นรูปชิ้นงาน และส่งทดสอบคุณสมบัติของวัสดุโปร่งแสง เพื่อนำมาทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการช่วยลดการใช้พลังงานอาคารของแผ่นวัสดุ ผ่านการปรับเปลี่ยนวัสดุเปลือกอาคารโปร่งแสงในโปรแกรมจำลองการใช้พลังงานรวมอาคาร OpenStudio แบ่งศึกษาเป็น 2 กรณี คือ งานผนังโปร่งแสงในอาคารสำนักงานมาตรฐาน และงานหลังคาโปร่งแสงในอาคารสนามกีฬาในร่มจากผลการศึกษา พบว่า ยิ่งเพิ่มปริมาณความเข้มข้นของสารเสริมแบคทีเรียเซลลูโลส ยิ่งส่งผลให้คุณสมบัติเชิงกลของวัสดุลดลง ในทางกลับกัน ความสามารถในการลดความร้อนเพิ่มมากขึ้น มีการสะสมความร้อนภายในอาคารลดลง ทำให้การใช้พลังงานรวมภายในอาคารลดน้อยลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัสดุ PMMA ที่ผสมแบคทีเรียเซลลูโลสในปริมาณร้อยละ 2 มีประสิทธิภาพในการช่วยลดพลังงานรวมอาคารได้ดีที่สุดอยู่ที่ 29,012,398.76 kWh/yr และมีระยะเวลาคืนทุนน้อยที่สุดอยู่ที่ 3.85 ปี ประหยัดค่าไฟลงปีละร้อยละ 1.50 เมื่อเทียบกับวัสดุกระจกใส สำหรับงานผนังโปร่งแสง กรณีศึกษาอาคารสำนักงาน และวัสดุ PMMA ที่ผสมแบคทีเรียเซลลูโลสในปริมาณร้อยละ 3 มีประสิทธิภาพในการช่วยลดพลังงานรวมอาคารได้ดีที่สุด อยู่ที่ 1,310,421.59 kWh/yr และมีระยะเวลาคืนทุนน้อยที่สุดอยู่ที่ 0.93 ปี ประหยัดค่าไฟลงปีละร้อยละ 1.67 เมื่อเทียบกับวัสดุกระจกใส สำหรับงานหลังคาโปร่งแสง กรณีศึกษาอาคารสนามกีฬาในร่ม ทั้งนี้ ปริมาณของแบคทีเรียเซลลูโลส ส่งผลให้ราคาต้นทุนวัสดุเพิ่มขึ้นตาม อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติของวัสดุแต่ละประเภทล้วนมีความเหมาะสมในการนำไปใช้งานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของเปลือกอาคารที่นำวัสดุไปติดตั้งด้วย
The Development Of A Well-Being Environment And Age-Friendly Communities Assessment Criteria Using The Analytic Hierarchy Process : A Case Of Thailand,
2024
Chulalongkorn University
The Development Of A Well-Being Environment And Age-Friendly Communities Assessment Criteria Using The Analytic Hierarchy Process : A Case Of Thailand, Sujitra Jiravanichkul, Sarin Pinich, Atch Sreshthaputra, Trirat Jarutach
NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning)
Assessment tools that promote well-being, widely used internationally, often focus on general populations, and lack specific indicators for older individuals, whose environmental needs differ from the general population. This paper presents a comprehensive approach to reviewing and selecting indicators necessary for creating community environments that enhance not only the well-being of people in general but also age-friendliness. The approach aligns with international standards while catering to the specific needs of Thailand. A methodology was employed to identify minimum standard indicators, carefully selected by a panel of 15 qualified experts from various fields. Subsequently, the Analytic Hierarchy Process (AHP) technique was …
Comparative Analysis Of Form And Compass Schools In Feng Shui Architecture,
2024
Chulalongkorn University
Comparative Analysis Of Form And Compass Schools In Feng Shui Architecture, Yu Peng Huang, Pat Seeumpornroj
NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning)
This study examines the relationship between different approaches to Feng Shui architecture, beginning with the origin of Feng Shui architecture in the Zhou and Qin Dynasties and the influence of Confucianism and Daoism. We then compare the Form and Compass Schools of Feng Shui architecture, providing insights into the design principles and spatial form analysis of traditional courtyard houses in Chaoshan and Beijing, China. This study emphasizes the need for a comprehensive understanding of Confucianist and Daoist principles in architectural practices and identifies their design criteria, safety factors, and sustainability aspects. DepthmapX software was used to analyze spaces of social …
