พลังแห่งการอดอาหารประท้วง : การอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร?,
2024
Chulalongkorn University
พลังแห่งการอดอาหารประท้วง : การอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร?, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้ศึกษาการอดอาหารประท้วง (hunger strike) ผ่านการรวบรวมและประมวลข้อค้นพบจากงานศึกษาต่าง ๆ บทความอภิปรายใน 3 ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ ประการแรก โต้แย้งต่อความเข้าใจที่ว่า การอดอาหารประท้วงจะทำงานได้ผลก็เฉพาะในบางเงื่อนไขอย่างการอดอาหารในบริบทประชาธิปไตยหรือการใช้การอดอาหารต่อผู้ที่รักในตัวผู้อดอาหาร ประการที่สอง เสนอว่าการอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร และ ประการสุดท้าย การสำรวจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของการอดอาหารประท้วง บทความสำรวจภาพรวมกรณีการอดอาหารประท้วงสมัยใหม่เพื่อยืนยันว่า การอดอาหารประท้วงถูกใช้ในบริบทที่หลากหลาย รวมทั้งในเชิงผลลัพธ์การอดอาหารประท้วงอาจนำไปสู่การได้รับการตอบสนองข้อเรียกร้องแม้ภายใต้ระบอบเผด็จการ บทความเสนอว่า การอดอาหารประท้วงมีกลไกการทำงานที่สำคัญประกอบด้วย การระดมความสนใจในการสื่อสาร, การระดมการสนับสนุนและความเห็นอกเห็นใจ, การบีบบังคับ, และการเบี่ยงเบนสถานะ ความรับผิด เหล่านี้ทำให้การอดอาหารประท้วงยังคงทำงานได้แม้ถูกใช้ในบริบทที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือใช้ต่อผู้ที่เห็นว่า ผู้อดอาหารเป็นศัตรู
ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์,
2024
Chulalongkorn University
ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล
Journal of Social Sciences
เหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสร้างความสูญเสีย ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างฐานข้อมูลของการเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะข้อคิดเห็นจากมุมมองทางจิตเวชศาสตร์ ผู้วิจัยทำการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังโดยรวบรวมเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2537 - 2566 โดยใช้คำจำกัดความทางวิชาการสากล แล้วเก็บข้อมูลลักษณะทางประชากรและทางคลินิก รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุและเหยื่อ ผลการวิจัยพบมีเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงเกิดขึ้นรวม 78 ครั้งใน 30 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ 65 ครั้ง และเหตุการณ์กราดยิง 49 ครั้ง ผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (89.23%) ใช้อาวุธปืนก่อเหตุ (66.16%) มีประวัติการใช้สารเสพติด (27.69%) มีประวัติการฝึกใช้ปืน (20%) มีประวัติโรคทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (7.7%) มีผู้เสียชีวิต 348 รายจากเหตุการณ์รวมทั้งหมด โดยสรุปคือเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นประจำและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยสำคัญของเหตุการณ์สังหารหมู่ในประเทศไทยคือการเข้าถึงและฝึกใช้อาวุธปืน ปัญหายาเสพติด ส่วนประวัติโรคทางจิตเวชพบไม่มาก การสร้างฐานข้อมูลและศึกษาเหตุการณ์เหล่านี้ทางวิชาการต่อไป อาจนำไปสู่แนวทางป้องกันที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต
How Can Law Enforcement Use Technology To Protect Citizens Justly?,
2024
Kennesaw State University
How Can Law Enforcement Use Technology To Protect Citizens Justly?, Zach Kantenwein
Emerging Writers
This paper explores the danger of emerging artificial intelligence technology perpetuating racial injustice in law enforcement and how police can ensure the protection of citizens amid this information age. We dissect a real-world case in which AI predictive policing technology resulted in alarming racial discrimination against American minority citizens. We discuss the possible explanations for this result and explore the limitations of artificial intelligence technology. Furthermore, we brainstorm methods for ensuring American citizens' just and constitutional protection as new technology is developed and tested. We propose implementing transparency laws that make the details about any policing technology and surveillance available …
A Little Bird Told Me: The Lived Experiences Of Officers Who Participated In Deep Undercover Programs,
2024
West Chester University
A Little Bird Told Me: The Lived Experiences Of Officers Who Participated In Deep Undercover Programs, Oakley Fungaroli
West Chester University Doctoral Projects
This study used interpretative phenomenological analysis to gather and analyze semi-structured interviews of seven participants who took part in deep undercover programs between the 1970s and 1990s. In the early 1980s, under pressure from civil rights advocates, law enforcement implemented policies restricting the use of undercover police officers in non-violent intelligence investigations. The new guidelines resulted in robust selection and training requirements for deep undercover assignments which became focused on those who advocated criminal acts in furtherance of social or political objectives. The lived experiences revealed that while intelligence guidelines intended to protect civil rights applied to all personnel, training …
ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง : กรอบแนวคิด, การเลือกตั้งในระบอบอำนาจนิยม และการควบคุมบงการ,
2024
Chulalongkorn University
ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง : กรอบแนวคิด, การเลือกตั้งในระบอบอำนาจนิยม และการควบคุมบงการ, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความนี้เป็นการสำรวจแนวความคิดที่อธิบายปรากฎการณ์ระบอบการเมืองโลกหลัง “คลื่นลูกที่สามของประชาธิปไตย” ซึ่งพบว่าประเทศจำนวนมากไม่ได้เป็นไปตามกระบวนทัศน์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่ตกอยู่ภายใต้ระบอบการเมืองที่เรียกว่า “อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง (Electoral Authoritarianism)” ที่เป็นการปกครองแบบอำนาจนิยมแต่ยังคงมีการเลือกตั้งแบบหลายพรรคและสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยไว้ นอกจากนั้นยังพยายามอภิปรายถึงบทบาทของการเลือกตั้ง ที่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกลไกสำคัญในการทำให้เป็นประชาธิปไตย ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบอำนาจนิยม เพื่อสร้างความชอบธรรมและการยอมรับจากประชาคมทั้งในและนอกประเทศ และสุดท้าย สำรวจวิธีการควบคุมบงการการเลือกตั้งและสถาบันการเมืองเพื่อรักษาอำนาจของผู้ครองครองแบบอำนาจนิยมไว้ต่อไป
บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร,
2024
Chulalongkorn University
บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “บทสำรวจเบื้องต้นชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ:กรณีศึกษา คนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องในเขตกรุงเทพมหานคร”ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่ม เฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยช่วงที่สอง ที่สืบ เนื่องมาจากงานวิจัย “การทบทวนสถานการณ์ปัญหาของคนจนเมืองหลุดระบบในประเทศไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเดียวกัน เป้าหมายหลักของการวิจัยคือ การสังเคราะห์ปัญหาของคนจน เมืองที่หลุดระบบการช่วยเหลือจากรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนจนเมืองทั้งหมด คนจนเมืองหลุดระบบ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ถูกสำรวจในฐานข้อมูลของรัฐ ไม่มีนโยบายภาครัฐเพื่อดูแลโดยตรงและขาดการ ศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ การระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้มีสภาพความเป็นอยู่ของคนจน เมืองหลุดระบบให้แย่ลง การวิจัยครั้งนี้ใช้กรณีศึกษา และเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจชีวิตกลุ่ม คนจนเช่าบ้าน/ห้องในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเน้นศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องราคาถูก ทั้งในและนอกชุมชนแออัด เพื่อเข้าใจระบบบ้าน/ห้องเช่าของคนจนเมือง และวิถีชีวิตของคนจนที่เช่าบ้าน/ห้อง การเก็บข้อมูล ดำเนินการผ่านการทบทวนวรรณกรรม ทบทวนเอกสาร และสัมภาษณ์ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้เช่าบ้าน และผู้ให้เช่า งานวิจัยค้นพบว่า กลุ่มคนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องมีลักษณะขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ขาดนโยบาย และหน่วยงานดูแลโดยตรง งานวิจัยมีข้อเสนอว่า ภาครัฐควรกำหนดนโยบายด้านบ้านเช่าห้องเช่าและ ตั้งกระทรวงที่กำหนดนโยบายที่ครอบคลุมด้านที่อยู่อาศัยโดยตรง ทั้งควรขยายอำนาจการดูแลบ้าน/ห้องเช่า ให้รัฐบาลท้องถิ่น
การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านฮ่าง จังหวัดลำปาง,
2024
Chulalongkorn University
การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ
Journal of Social Sciences
จากการศึกษา พบว่า นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) มาตรการการใช้ที่ดินในเขตลุ่มน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างได้รับผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียที่ดินทำกิน การสูญเสียวิถีไร่หมุนเวียนที่มาแต่เดิม และมีการห้ามใช้ประโยชน์จากป่า ซึ่งผลกระทบที่ชุมชนได้รับนำมาสู่การปรับตัวและการต่อรอง ผลการวิจัยพบว่า การปรับตัวของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีทั้งที่เป็นไปในลักษณะคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน การปรับตัวที่คล้ายคลึงกัน คือ การลดจำนวนปีของไร่หมุนเวียน และการลดขนาดพื้นที่แปลง หรือเลิกการทำไร่หมุนเวียน แต่ความแตกต่างคือชุมชนบ้านกลางยังคงยืนหยัดทำไร่หมุนเวียนอยู่แม้จะต้องปรับรูปแบบและรอบเวลา ในขณะที่ชุมชนบ้านแม่ฮ่างหันมาปลูกพืชเกษตรกรรมผสมผสานและนำการท่องเที่ยวมาเป็นแหล่งรายได้เสริม จึงนำมาสู่การต่อรองของชุมชนทั้งสอง ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวชุมนุม การต่อรองผ่านสื่อออนไลน์ การจัดทำข้อมูลชุมชน และการจัดการทรัพยากรของชุมชน ซึ่งการต่อรองเหล่านี้เป็นการเรียกร้องสิทธิของชุมชน และแสดงให้เห็นถึงการยืนหยัดต่อสู้ในการรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองที่ชุมชนพิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล ส่วนผลที่เกิดขึ้นหลังจากการปรับตัวและการต่อรองของชุมชน คือหน่วยงานรัฐประนีประนอมให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แบ่งพื้นที่ในการเข้าไปเก็บของป่าโดยไม่ต้องขออนุญาตแต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด และพื้นที่บางส่วนของชุมชนได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท นอกจากนี้ทั้งสองชุมชนได้มีส่วนร่วมกับกรมป่าไม้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูป่าไม้ การปลูกป่า รวมถึงการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ข้อมูลร่วมกันกับรัฐ ตลอดจนการบวชป่าที่รัฐได้เข้ามาร่วมพิธีกรรมด้วย ผลที่เกิดขึ้นทำให้รัฐไม่เข้ามาแทรกแซงการจัดการป่าของชุมชนมากนัก เนื่องจากเป็นประเพณีของชุมชนที่มีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานและรัฐเริ่มเข้าใจในแนวทางการดูแลป่าตามแบบแผนของชุมชนมากขึ้น อย่างไรก็ดี รัฐก็ยังมีบทบาทหลักในการจัดการทรัพยากรผ่านกลไกของกฎหมายหรือนโยบาย และชุมชนยังไม่มีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างยังเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน และกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และถึงแม้บางส่วนของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างจะได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานฯ แต่ยังมีพื้นที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท โดยอยู่ในขั้นตอบการตรวจสอบสิทธิ์เป็นลำดับไป
การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566,
2024
Chulalongkorn University
การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในปีงบประมาณ 2566 ผลแห่งการทบทวนวรรณกรรมทำให้เกิดกรอบแนวคิดการวิจัยโดยการผสมผสานตัวแบบอภิบาลขององค์การอนามัยโลกกับตัวแบบระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยประกอบกัน ในด้านระเบียบวิธีวิจัย คณะวิจัยได้เลือกใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบสำรวจและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น (Exploratory with Descriptive Case Study) ผลการวิจัยพบว่า การอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยยังอยู่ในฐานะเริ่มต้น กลไกต่าง ๆ ยังมีลักษณะเป็นเพียงรูปแบบมากกว่าแก่นแท้ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับชาติ
แนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมและกรณีศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,
2024
Chulalongkorn University
แนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมและกรณีศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุพิชฌาย์ ปัญญา
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจแนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมหรือหลังคอมมิวนิสต์กับการอธิบายการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศอดีตสังคมนิยมและประเทศสังคมนิยม และการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของระบอบสังคมนิยมในประเทศสังคมนิยม ผ่านการศึกษาประเทศสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สปป.ลาวและเวียดนาม ด้วยการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า หลังสังคมนิยม หรือ หลังคอมมิวนิสต์ เกิดขึ้นในยุคปลายสงครามเย็นที่หลายประเทศสังคมนิยมปฏิรูประบบเศรษฐกิจและพัฒนาประชาธิปไตย จนนำไปสู่การศึกษาการเปลี่ยนผ่านและการทำให้(ประชาธิปไตย)เข้มแข็ง ที่เชื่อเรื่องความเป็นสากล โดยนักรัฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบ แต่แนวทางดังกล่าวกลับได้รับการโต้แย้งโดยนักวิชาการด้านอาณาบริเวณศึกษาที่เชื่อเรื่องความหลากหลายและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังจากนั้นการศึกษาหลังสังคมนิยมจึงมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศอดีตสังคมนิยมและสังคมนิยมปัจจุบัน
จากจอบสู่จาน : เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และ ภูมิทัศน์อาหารไทย,
2024
Chulalongkorn University
จากจอบสู่จาน : เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และ ภูมิทัศน์อาหารไทย, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
Journal of Social Sciences
การวิจัยเรื่อง “จากจอบสู่จาน: เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และภูมิทัศน์อาหารไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการกินอย่างมีหลักการและรูปแบบภูมิทัศน์อาหารไทย (2) ศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการกินอย่างมีหลักการ และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการกินอย่างมีหลักการสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่าง คือ เชฟที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ให้บริการประเภทเชฟส์ เทเบิล และหรือเป็นผู้ที่มีการนำหลักเรื่องการกินอย่างมีหลักการมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ จำนวน 5 คน วิธีการวิจัยใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลสำคัญ ผลการวิจัย พบว่า (1) จริยธรรมด้านอาหารเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกที่เราเชื่อว่าดีและถูกต้องเกี่ยวกับอาหารที่เรากิน เชฟและผู้ร่วมงานสร้างสรรค์เมนูบนพื้นฐานของการคิดถึงห่วงโซ่อุปทานของระบบอาหารยั่งยืนที่สัมพันธ์ไปกับท้องถิ่น วัฒนธรรมและฤดูกาล (2) เมนูสร้างสรรค์ สัมพันธ์กับเรื่องราวของเชฟ ที่มาของวัตถุดิบ วิธีการปรุง วิธีปฏิบัติการเสิร์ฟอาหารและการจับคู่กับเครื่องดื่ม เป็นแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการกินอย่างมีหลักการภายใต้ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอาหารและวิสาหกิจรายย่อย ควบคู่ไปกับการเชิดชูคุณค่าของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น (3) การใช้ภูมิทัศน์อาหาร รวมถึงยกระดับอาหารท้องถิ่นมาสู่เมนูสร้างสรรค์ในร้าน เป็นแนวทางการพัฒนาการกินอย่างมีหลักการที่สามารถสร้างงานในชุมชนท้องถิ่นผ่านการผลิต/จัดหาวัตถุดิบ/แรงงานจากละแวกท้องถิ่น การศึกษาเน้นย้ำว่า การกินอย่างมีหลักการไม่เพียงแต่เป็นปฏิบัติการทางอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนภายในภูมิทัศน์อาหารไทย และยังแสดงให้เห็นว่า สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบในการศึกษาวัฒนธรรมอาหารร่วมสมัยในมิติทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาต่อไปได้อีกด้วย
ขบวนการเอกราชใน Catalonia,
2024
Chulalongkorn University
ขบวนการเอกราชใน Catalonia, มารค ตามไท, งามศุกร์ รัตนเสถียร
Journal of Social Sciences
บทความนี้ศึกษาขบวนการเอกราช Catalonia โดยศึกษาเรื่อง ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ความรุนแรงในช่วงต่างๆของการเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชกับรัฐธรรมนูญ เหตุผลของประชาชนที่สนับสนุนเอกราช และสถานการณ์ปัจจุบัน ความสำคัญพิเศษของขบวนการเอกราช Catalonia เพราะ Catalonia อยู่ในประเทศสเปนซึ่งมีลักษณะคล้ายประเทศไทยหลายอย่าง (เป็นประเทศประชาธิปไตยใหม่-ประมาณ 50 ปี / ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข / มีมาตราห้ามแบ่งแยกดินแดนในรัฐธรรมนูญ) ปัจจุบันรัฐบาลสเปนใช้กฎหมายเพื่อห้ามการทำประชามติเกี่ยวกับเอกราข และจับผู้นำขบวนไปขังโดยตั้งข้อหากบฏเพราะทำขัดกับรัฐธรรมนูญ ขบวนการเอกราชจึงมีความเห็นว่าต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเอง คำถามที่ถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญคือ ในเมื่อรัฐธรรมนูญกล่าวในมาตรา 1 ว่าประเทศสเปนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการจัดประชามติเรื่องเอกราชโดยอิงสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปไตย) จะขัดกับรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ส่วนประเด็นของการที่มาตรา 2 กล่าวว่าประเทศสเปนเป็นรัฐเดี่ยวไม่สามารถแบ่งแยก ก็แสดงว่ามาตราในรัฐธรรมนูญขัดกันเองและต้องแก้ที่จุดนี้ สิ่งที่ค้นพบจากการศึกษาการต่อสู้เพื่อเอกราชใน Catalonia คือ เมื่อขบวนการเอกราชมีที่ยืนในพื้นที่การเมืองและมีการถกกันเองภายในอย่างเปิดเผยเรื่องจะเอาเอกราชหรือไม่กลุ่มใช้ความรุนแรงผลักดันเอกราชก็ค่อยๆสลายไป ความรุนแรงที่เหลือคือการแสดงอารมณ์แรงในการถกเถียงกัน
นโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน,
2024
Chulalongkorn University
นโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน, ปิยะพร ตันณีกุล, วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์
Journal of Social Sciences
จากการศึกษาวิจัยเรื่องนโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน พบว่ามีนโยบายเกี่ยวกับการลดความรุนแรงจากอาวุธปืนมากมายหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่มีลักษณะชัดเจนและใช้ได้ผลจริงได้แก่ กฎหมายในรูปแบบใหม่ ๆ การนำนโยบายด้านสาธารณสุขมาปรับใช้ การใช้ชุมชนเป็นฐาน ส่วนนโยบายการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนที่เหมาะสมจะนำมาใช้กับประเทศไทยได้แก่ นโยบายที่ใช้ชุมชนและเครือข่ายเป็นฐาน นโยบายด้านการปรับพฤตินิสัยและสันติวิธี นโยบายด้านการใช้สื่ออย่างมีวิจารณญาณ นโยบายด้านการสาธารณสุขและสุขภาพจิต นโยบายการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย นโยบายด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการสร้างชุมชนต้นแบบการลดความรุนแรงจากอาวุธปืนด้วยการทำข้อตกลงร่วมกันในชุมชน เรียกว่า “ธรรมนูญชุมชนลดความรุนแรงจากอาวุธปืน”
การเรียนรู้ของผู้เข้าชมคนไทยในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์,
2024
Chulalongkorn University
การเรียนรู้ของผู้เข้าชมคนไทยในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิมพ์สิริ อรุณศรี
Journal of Social Sciences
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการเป็นสถานที่บ่มเพาะความรู้และแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนับสนุนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์นี้จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทางวิทยาศาสตร์ให้มีลักษณะ รูปแบบและเนื้อหาของนิทรรศการให้สนองต่อการเรียนรู้และความต้องการของประชาชนผู้เข้าชม งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาระดับการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการวิทยาศาสตร์ของผู้เข้าชมชาวไทย พร้อมทั้งปัจจัยบริบทที่มีผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อการเรียนรู้ในนิทรรศการวิทยาศาสตร์ จากผู้เข้าชมกลุ่มครอบครัวจำนวน 25 คู่ (50 คน) ภายใต้บริบทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อกำหนดขอบเขตความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าชมที่บ่งชี้ระดับความลึกของการเรียนรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับนิทรรศการ ตลอดจนปัจจัยที่ผู้เข้าชมระบุว่าส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการ ผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าชมกลุ่มผู้ปกครองและกลุ่มบุตรหลานร้อยละ 80 ขึ้นไปมีระดับการปฏิสัมพันธ์ต่อนิทรรศการอยู่ที่ระดับเปลี่ยนผ่านไปสู่ปฏิสัมพันธ์ที่ลึกขึ้น (Transitioning behavior) ถึงระดับปฏิสัมพันธ์ขั้นลึก (Breakthrough behavior) นอกจากนี้ผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการชี้ให้เห็นว่านิทรรศการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันต้องเพิ่มเติมเรื่องสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้ผู้เข้าชมเข้าใจการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และความเกี่ยวข้องของวิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวันของตน รวมไปถึงการรักษาสมดุลการมอบความรู้และความบันเทิงในการออกแบบนิทรรศการ
ผลกระทบ ผลสะเทือน และสิ่งที่ตามมา ขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ ปี 2563-2564 ต่อการเมืองและสังคมไทย,
2024
Chulalongkorn University
ผลกระทบ ผลสะเทือน และสิ่งที่ตามมา ขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ ปี 2563-2564 ต่อการเมืองและสังคมไทย, กนกรัตน์ เลิศชูสกุล
Journal of Social Sciences
ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ไทยปี 2563-2564 เป็นตัวอย่างขบวนการเคลื่อนไหวที่สามารถระดมการสนับสนุนของมวลชนคนรุ่นใหม่ได้จำนวนมาก แต่ไม่สามารถผลักดันข้อเรียกร้องในการรื้อถอนโครงสร้างและความเป็นอนุรักษ์นิยมของรัฐไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมดังที่ตั้งใจไว้ในช่วงเริ่มต้นการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการล้มรัฐบาลที่นำโดยอดีตผู้นำการรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่จากการวิจัยกลับพบว่า การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ส่งผลกระทบและสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและการเมืองไทยในมิติอื่น ๆใน 5 มิติ ได้แก่ หนึ่ง การสร้างพลเมืองหนุ่มสาวที่มีความตื่นตัวและพร้อมผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะยาว สอง ความตื่นตัวอย่างต่อเนื่องของแกนนำเก่าและการสร้างแกนนำการเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นใหม่ในการผลักดันการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะต่อ ๆไป สาม ความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดเสรีนิยมให้กลายเป็นแนวคิดกระแสหลักในสังคมวงกว้างทั้งในสื่อมวลชนและคนรุ่นอื่น ๆ สี่ ความสำเร็จในการสร้างความเป็นสถาบันให้กับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ และ ห้า การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและนโยบายในระยะยาว
การบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม,
2024
Chulalongkorn University
การบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม, สุรพล ศรีวิทยา
Journal of Social Sciences
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติพัฒนาการแนวคิดและหลักพื้นฐานของพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนเพื่ออนุวัติการความตกลงอาเซียนดังกล่าว ศึกษามาตรการของการบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีตามความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมและพันธกรณีตามความตกลงสิ่งแวดล้อมพหุภาคี (MEAs) วิเคราะห์กลไกบังคับใช้กฎหมายไทยและกลไกระงับกรณีพิพาททางด้านสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมของประชาคมอาเซียนเปรียบเทียบกับสหภาพยุโรป รวมทั้งเสนอแนะนโยบายและมาตรการเพื่อพัฒนาปรับปรุงกฎหมายไทยในการอนุวัติตามความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมให้มีการบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในบริบทของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสารในการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กับวิธีการประชุมสนทนากลุ่มย่อยในการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยจำนวน 27 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ (2) กลุ่มหน่วยงานภาคเอกชน และ (3) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาการ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบแหล่งข้อมูลแบบสามเส้า ในการเก็บรวบรวมจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้ง 3 กลุ่มตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา วิเคราะห์เชิงตรรกวิทยา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม กลไกบังคับใช้กฎหมาย และกลไกระงับข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในบริบทของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน รวมทั้งยังได้จัดการประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงสรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค และการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความความร่วมมืออาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมและความตกลงสิ่งแวดล้อมพหุภาคี (MEAs) หากเกิดปัญหาข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีก็ยังมีกลไกบังคับใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยและสมาชิกอาเซียนอื่น กฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกลไกระงับข้อพิพาททางสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียน คือ กลไกระงับข้อพิพาทภายใต้กฎบัตรอาเซียน ค.ศ. 2008 และพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน ค.ศ. 2004 รวมทั้งกลไกระงับข้อพิพาทในระดับโลก เช่น กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
การเมืองของขบวนการนักศึกษาเวียดนามใต้ : ชาตินิยมอันหลากหลายในยุคสงครามเย็น,
2024
Chulalongkorn University
การเมืองของขบวนการนักศึกษาเวียดนามใต้ : ชาตินิยมอันหลากหลายในยุคสงครามเย็น, มรกตวงศ์ ภูมิพลับ
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเมืองของขบวนการนักศึกษาในเวียดนามใต้ในยุคสงครามเย็น และชาตินิยมที่ซับซ้อนและลื่นไหลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมของนักศึกษา งานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นหลักคือ พัฒนาการขบวนการนักศึกษาในเวียดนามใต้ การปลูกฝังและการจัดการศึกษาของรัฐบาลเวียดนามใต้กับความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา ตลอดจนความหลากหลายของกลุ่มขบวนการนักศึกษาที่มีผูกโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมนับตั้งแต่สาธารณรัฐเวียดนามถือกำเนิดขึ้น งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์โดยใช้หลักฐานชั้นต้นและชั้นรองจากฝั่งเวียดนามและอเมริกาได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร บทกวี บทเพลงและข้อเขียนของนักศึกษาเวียดนามใต้ ในส่วนที่เป็นหลักฐานฝั่งอเมริกา ได้แก่ หนังสือพิมพ์และจดหมายที่บันทึกการตอบโต้ระหว่างนักศึกษาเวียดนามใต้และกลุ่มนักศึกษาในสหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาพบว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ยุคสาธารณรัฐที่ 1 ภายใต้รัฐบาลโงดิ่งห์เสี่ยมและสาธารณรัฐที่ 2 ภายใต้เหงวียนวันเถี่ยว การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษามีความหลากหลายและซับซ้อนซึ่งไม่ได้เป็นไปเพื่อการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลักขึ้นอยู่กับบริบทของระดับปัญหาทางการเมืองภายในที่เวียดนามใต้อยู่ในสภาวะความโกลาหลทางการเมืองรวมทั้งสภาวะสงครามที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและการออกมาตรการในการตอบโต้โดยรัฐ ขบวนการนักศึกษามีอยู่หลากหลายกลุ่มทั้งที่ทำงานร่วมกับรัฐและต่อต้านรัฐ การเติบโตของขบวนการนักศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมากภายใต้การเปิดเสรีเรื่องการศึกษาซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ชาตินิยมในหมู่นักศึกษาเวียดนามใต้มิใช่การจำกัดกรอบเพียงแค่การต่อต้านรัฐบาลและอเมริกา ทว่ายังหมายรวมถึงการพยายามสร้างชาติภายใต้สภาวะสงครามและต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมด้วยการถกเถียงเรื่องการสร้างชาติ ความรักชาติ วัฒนธรรมแห่งชาติและต่างชาติ อย่างไรก็ตามหลังปี 1975 ขบวนการนักศึกษาเวียดนามไม่ได้มีบทบาททางการเมืองเช่นในยุคสงครามเย็น
การโอบรับเดธทิวิตี : ว่าด้วยการสำรวจภูมิทัศน์ความตาย ผ่านกิจกรรมในบริบทกรุงเทพร่วมสมัย,
2024
Chulalongkorn University
การโอบรับเดธทิวิตี : ว่าด้วยการสำรวจภูมิทัศน์ความตาย ผ่านกิจกรรมในบริบทกรุงเทพร่วมสมัย, วรากร วิมุตติไชย, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
Journal of Social Sciences
แม้ว่าคุณลักษณะหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ คือ การเป็นสังคมปฏิเสธความตายที่การแพทย์และสถาบันทางศาสนาเข้ามามีอำนาจเหนือการตัดสินใจต่อความตายของปัจเจก ในบทความนี้ ผู้เขียนจะใช้แนวคิดของ Tony Walter ที่มองว่าแต่ละสังคมมีวิถีความตาย (Deathway) เฉพาะของตนที่เป็นผลมาจากปัจจัยและประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่การศึกษาวิถีความตายของแต่ละท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ ผู้เขียนสำรวจปรากฏารณ์การโอบรับกิจกรรมเรื่องตายในบริบทของสังคมเมืองสมัยใหม่ เช่น งานเทศกาลความตาย การจัดแสดงประติมากรรมเรื่องตาย และ คาเฟ่เรื่องตาย เป็นต้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญของการโอบรับ “มรณิจกรรม” หรือ เดธทิวิตี (Deathivity) ของคนเมืองที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของความตายด้วยการประกอบสร้างความหมายใหม่ผ่านตัวแสดง คือ เทคโนโลยีดิจิทัล การทำให้เป็นสาธารณะ และการทำความตายให้เป็นกิจกรรมมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนจะชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ต่อความตายสมัยใหม่ (modern death) ซึ่งเป็นการจัดประกอบหรือเรียนรู้ความตายด้วยประสบการณ์ของปัจเจก ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือการพยายามค้นหาความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตทำให้การโอบรับอาสัญทนาการที่ปรากฏให้เห็นกลายเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง (transformative space) หนึ่ง คือ พื้นที่ของการเติบโตภายใน และ สอง คือพื้นที่ของการเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์ความตายสู่กลไกของการกล่อมเกลา ถกเถียงและตั้งคำถามเรื่องตายที่สอดรับกับความเป็นสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนยังมองว่าแม้ภูมิทัศน์ความตายจะมีตัวแสดงใหม่เข้ามา แต่รากฐานที่ทำให้สังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมปฏิเสธความตายอย่างสิ้นเชิง คือสองรากของความเปิดกว้างและการมีส่วนร่วม ที่ทำให้เดธทิวิตีกลายเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้เรื่องตายของสังคมสมัยใหม่
Recidivism Outcomes For Young People Who Have Committed A Sexual Offence And Received Treatment: A Systematic Narrative Review Of Studies Conducted In Australia And New Zealand,
2024
Edith Cowan University
Recidivism Outcomes For Young People Who Have Committed A Sexual Offence And Received Treatment: A Systematic Narrative Review Of Studies Conducted In Australia And New Zealand, James L. Finney, Natalie Gately, Suzanne Rock
Research outputs 2022 to 2026
Young people who have committed a sexual offence present unique and serious challenges to the criminal justice systems of Australia and New Zealand. To understand the current state of existing literature, we systematically collated and critically appraised studies using narrative synthesis, examining the recidivism outcomes of young people who have committed a sexual offence and received treatment. Eight studies were identified utilising a sample of 1528 young people. Recidivism was higher among participants who did not complete treatment, compared to those who completed treatment, but highest in those who commenced but subsequently “dropped out”. Our findings highlight a need for …
Exploring The Factors That Influence Female Offending In The U.S. And Mexico,
2024
Claremont Colleges
Exploring The Factors That Influence Female Offending In The U.S. And Mexico, Dana Villasenor
CMC Senior Theses
Hollywood has painted a picture of the criminal woman as a sexy, sneaky, and often psychotic female fatale. This is because men run Hollywood. Much like movies, research on why women offend had historically focused on men as their stellar. However, towards the turn of the century and with the disproportionate rise in female incarceration, literature caught up to the fact that women and men do not experience the same socialization, standards, or reality and, therefore, have different reasons for and ways of offending. This research explores those reasons for women in the U.S. and Mexico and paints the picture …
Police Flight Oversight: Lapd Drone As First Responder Implementation,
2024
Claremont Colleges
Police Flight Oversight: Lapd Drone As First Responder Implementation, Nathaniel Worley
CMC Senior Theses
This thesis explores the feasibility of implementing a Drone as First Responder (DFR) program within the Los Angeles Police Department (LAPD), analyzing the operational, social, and financial implications compared to traditional police helicopter usage. The thesis investigates helicopter flight patterns, demographic correlations, and the potential for drones to provide a less invasive and more cost-effective aerial support system. Key findings include the use of incorrect identifying hex codes by LAPD helicopters, suggesting potential transparency issues in aerial operations. The thesis recommends DFR due to substantial cost savings and enhanced surveillance transparency and asserts that a DFR program can mitigate negative …
