Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Demography, Population, and Ecology (429)
- Criminology (144)
- Social Justice (144)
- Criminology and Criminal Justice (87)
- Legal Studies (87)
-
- Political Science (87)
- Sociology of Culture (26)
- Anthropology (19)
- Gender and Sexuality (2)
- Medicine and Health Sciences (2)
- Agricultural and Resource Economics (1)
- Civic and Community Engagement (1)
- Development Studies (1)
- Economics (1)
- Health Law and Policy (1)
- Health Policy (1)
- Inequality and Stratification (1)
- Labor Economics (1)
- Law (1)
- Migration Studies (1)
- Other Social and Behavioral Sciences (1)
- Pharmacy Administration, Policy and Regulation (1)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (1)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1)
- Quantitative, Qualitative, Comparative, and Historical Methodologies (1)
- Social Control, Law, Crime, and Deviance (1)
- Keyword
-
- Thailand (3)
- Cambodia (2)
- Generation Y (2)
- Health (2)
- Migration (2)
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Acculturation strategy (1)
- Aging (1)
- Argentine (1)
- Autoregressive Distributed Lag model (1)
- Bangkok (1)
- Bangkok Metropolitan Region (1)
- Bayesian Hierarchical Models (1)
- Bound test (1)
- COVID-19 (1)
- Child (1)
- Children (1)
- Community empowerment (1)
- Digital natives (1)
- Digital well-being (1)
- Drug regulations (1)
- Elderly (1)
- Elderly clubs/learning centers (1)
- Employment (1)
- Empowerment (1)
- Error correction model (1)
- Fertility intention (1)
- Florfenicol (1)
- Frontline nurse (1)
- Generation X (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 511 - 540 of 809
Full-Text Articles in Sociology
Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the potential facilitation of economic convergence through policy across the Baltic Sea Region from two critical perspectives: (1) an analysis of the impacts of human capital flight and forced pendular migration from Ukraine on the economies included in the study, and (2) the impact of cultural dimensions and institutional arrangements on labor productivity in firms across the region. The study uniquely contributes to understanding how economic convergence can be facilitated in the Baltic Sea Region by considering both firm-level productivity factors and the current geopolitical context. The study utilizes World Bank Enterprise Survey data from 2019 and …
มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช
มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาการทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมว่าเป็นกลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง ผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้เล่นและต่อสังคม และเพื่อมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับควบคุมการใช้ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมสำหรับประเทศไทย โดยศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม เป็นทั้งระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอเกมและระบบที่มีลักษณะและการส่งผลทางจิตเหมือนกับการพนัน เสมือนการพนันแฝงภายในวิดีโอเกม แต่ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมไม่มีสถานะเป็นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมส่งผลกระทบทั้งในด้านความไม่เป็นธรรมต่อผู้เล่น ด้านสุขภาพ และด้านเศรฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่นตามมา ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดที่กำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง และไม่มีมาตรการของภาคเอกชนไทยในการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม ในส่วนของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของต่างประเทศ ในส่วนของภาครัฐมีการใช้มาตรการทางกฎหมายการพนัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง ภาคเอกชนมีการทำข้อตกลงในภาคอุตสาหกรรมเกม มีมาตรการของร้านค้าออนไลน์ และมาตรการจัดเรทวิดีโอเกม แนวทางของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือ 1) มีการนิยามการพนันไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน 2) ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง 3) ให้มีการจัดเรทวิดีโอเกมโดยพิจารณาจากระบบการเล่น 4) ให้มีมาตรการสำหรับผู้ให้บริการเกมจากต่างประเทศ นอกจากนี้ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เพิ่มเติม และส่งเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์กับบริการทางการแพทย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (พ.ศ. 2563 - 2564), ปิยะวัฒน์ เด่นดำรงกุล
การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์กับบริการทางการแพทย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (พ.ศ. 2563 - 2564), ปิยะวัฒน์ เด่นดำรงกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชิงพรรณนานี้มุ่งศึกษาลักษณะ ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อความขัดแย้ง รูปแบบการจัดการที่มิได้เข้ากระบวนการศาลจากโรงพยาบาลตติยภูมิในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ ตลอดจนโอกาสพัฒนาแนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากหน่วยงานบริหารความขัดแย้งผ่านแบบสอบถาม และสัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ที่เคยได้รับความเสียหายในบริการทางการแพทย์ ผู้บริหารระบบและไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ผลการศึกษาจากการสำรวจจากโรงพยาบาล 19 แห่ง พบว่าการให้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม และปัญหาการสื่อสาร เป็นเหตุสำคัญสูงสุด (ร้อยละ 71.5) ผู้ไกล่เกลี่ยที่เคยอบรมหลักสูตรการเจรจาไกล่เกลี่ย หรือการบริหารความขัดแย้งมีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 12.2) และไม่มีผู้รู้จักแนวคิดยุติธรรมสมานฉันท์ ผลสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าความขัดแย้งนั้นเกี่ยวเนื่องกับผู้ป่วยเชื่อว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการบริการ ความบกพร่องของสื่อสารหรือท่าทีของผู้ให้บริการ ส่วนอุปสรรคต่อความสำเร็จการยุติความขัดแย้งที่สำคัญ คือ ผู้บริหารความขัดแย้งขาดอำนาจตัดสินใจ แสดงออกไม่จริงใจและไม่เป็นกลาง ผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่ไม่แสดงความเห็นใจ และรูปแบบการเยียวยาที่ไม่ตรงความต้องการกับผู้เสียหาย สอดคล้องกับกรณียุติความขัดแย้งสำเร็จพบว่าคณะผู้เสียหายได้รับเยียวยาเพียงพอ ได้รับการสื่อสารที่เข้าใจและเข้าหาสม่ำเสมอ ดังนั้นผู้บริหารควรร่วมบริหารความขัดแย้ง ให้ความสำคัญกับภาระงานและส่งเสริมพัฒนาทักษะผู้ปฏิบัติ รวมทั้งนำหลักยุติธรรมสมานฉันท์มาประยุกต์ใช้ ที่มุ่งเน้นเยียวยาให้อภัยและนำไปสู่ยุติความขัดแย้งได้
Revisiting The Geography Of Globalisation In The Covid-19 Pandemic Using Risk Theory, Kunphatu Sakwit
Revisiting The Geography Of Globalisation In The Covid-19 Pandemic Using Risk Theory, Kunphatu Sakwit
Journal of Social Sciences
My review paper is part of Covid-IAS Project, funded by National Research Council of Thailand. The paper focuses on the geography of globalisation in the Covid -19 pandemic. I employ Ulrich Beck’s concept of risk society to critically examine geography. Although Beck is not a geography theorist, his theory can be used extensively and alternatively to study the geography of globalisation. By drawing upon Beck, I argue that the geography of globalisation in the context of Covid -19 displays forms of dependency upon the politics of knowledge about Covid -19 vaccines. With the production of knowledge, the vaccines have caused …
เศรษฐกิจพอเพียงกรอบคิดการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ของรัฐไทย : ศึกษาความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและชุมชนของชนเผ่าในบริเวณศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่, วสันต์ ปวนปันวงศ์
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยฉบับนี้สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนด้านอุดมการณ์ของรัฐผ่านวาทกรรมการพัฒนาพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายขอบ และกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าท้ายสุดแล้วประเด็นเรื่องการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางพัฒนานั้นมีความเป็นไปได้มากเพียงใดและความสัมพันธ์ระหว่างโครงการหลวงหนองหอยกับชุมชนชาติพันธุ์มีทิศทางการพัฒนาและการตอบสนองอย่างไร จึงนำไปสู่วัตุประสงค์กล่าวคือ เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและชุมชนของชนเผ่าในบริเวณศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่บนกรอบคิดการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ของรัฐไทยภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาดังกล่าวเลือกนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งภาครัฐและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ข้อค้นพบในงานวิจัย คือ หน่วยงานภาครัฐและนโยบายรัฐส่วนกลางก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต และระบบเศรษฐกิจ อย่างมากต่อชาติพันธุ์ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นลักษณะของการคุกคามและบังคับแต่เป็น “การเกื้อหนุนกัน” ซึ่งกันและกันระหว่างโครงการหลวงในฐานะหน่วยงานของรัฐในการนำนโยบายจากรัฐเข้าสู่พื้นที่ชายขอบที่ห่างไกลอำนาจรัฐผ่านวาทกรรมการพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการส่วนกลางที่มีผลต่อการใช้เงินสะสมของ อปท. ขนาดใหญ่ในการจัดบริการสาธารณะ, ชฎิล โรจนานนท์, นภา วรวรางกูร
การเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการส่วนกลางที่มีผลต่อการใช้เงินสะสมของ อปท. ขนาดใหญ่ในการจัดบริการสาธารณะ, ชฎิล โรจนานนท์, นภา วรวรางกูร
Journal of Social Sciences
เงินสะสมของ อปท. ในปัจจุบันมีปริมาณอยู่ในระดับสูง ถือเป็นการสูญเสียโอกาสการพัฒนาของท้องถิ่น โดยเฉพาะ อปท. ขนาดใหญ่ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ปี พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมก่อนปี พ.ศ. 2561 เป็นระเบียบส่วนกลางกำหนดโครงสร้างเงินสะสมที่ซ้ำซ้อน ขาดความยืดหยุ่น มีพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ที่จำกัด การออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ (ฉบับที่ 4) ปี พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นระเบียบส่วนกลางที่ปรับโครงสร้างสัดส่วนในการกันทุนสำรองเงินสะสมมาอยู่ที่ร้อยละ 15 นำไปสู่การเพิ่มพื้นที่การคลังในการจัดบริการสาธารณะ จากการทดสอบทางสถิติจากกลุ่ม อปท. ขนาดใหญ่ จำนวน 30 แห่ง พบว่าระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ พ.ศ. 2561 มีส่วนทำให้พื้นที่การคลังเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้ อปท. ได้ใช้เงินสะสมเพิ่มขึ้น การใช้เงินสะสมส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อการบริหารองค์กรซึ่งเป็นการใช้เงินสะสมนอกโครงสร้างเงินสะสม นอกจากนี้ อาจมีปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากระเบียบส่วนกลางที่มีเป็นปัจจัยผลักดันให้ อปท. ได้นำเงินสะสมมาใช้จ่าย
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยชิ้นนี้ นำเสนอสันติวิธีในทางปฏิบัติในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง กรณีการเคลื่อนไหวของขบวนการเยาวชนช่วงปี 2563-2564 เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขในทางปฏิบัติที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะใช้สันติวิธี แต่ต่อมามีผู้ใช้ความรุนแรงเชิงตอบโต้แบบไม่มีอาวุธร่วมด้วย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 60 คน จัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม และใช้แนวคิดปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงที่ให้ความสำคัญกับความรู้จากประสบการณ์ของผู้เคลื่อนไหว และการรับมือของรัฐ
บทความนำเสนอสามประเด็น คือ หนึ่ง การยกระดับความรุนแรงเกิดจากปฏิสัมพันธ์โต้ตอบระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ทั้งสองฝ่ายจึงมีส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น สอง ความรู้จากภาคปฏิบัติของนักกิจกรรมพบว่า ผู้ร่วมเคลื่อนไหวบางส่วนต้องการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ การห้ามปรามจึงไร้ผล ทางเลือกที่ทำได้คือ ช่วยให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ต้องการปะทะได้ออกจากพื้นที่เสี่ยง สาม รัฐสามารถสลายการเคลื่อนไหวแล้วไม่เสียความชอบธรรม เพราะใช้วิธีการปราบปรามอย่างชาญฉลาด
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ผ่านแนวคิด“การทูตสามเหลี่ยม” เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการและการวางนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมบทบาทของบริษัทข้ามชาติจีนในไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) โดยทำการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) ผู้ที่เกี่ยวข้องและข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและงานวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis)
ผลการศึกษาพบว่า เหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติจีนในนิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง มีบทบาทและความสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน คือ การเป็นนิคมอุตสาหกรรมจีนแห่งแรกในต่างประเทศของจีน ได้รับการผลักดันและสนับสนุนผ่านนโยบายจากรัฐบาลจีนทั้งในอดีต (Going Out) และปัจจุบัน (BRI) โดยมีการให้บทบาทสำคัญแก่บริษัทข้ามชาติจีนในฐานะตัวแสดงของรัฐบาลจีนในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ กอปรกับนโยบายของไทยในปัจจุบัน เช่น ไทยแลนด์ 4.0 และโครงการ EEC นั้นสอดรับกับนโยบายของจีนอย่าง BRI ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มจำนวนการเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติจีนในประเทศไทย เกิดเป็นสภาพการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกัน ทำให้ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีขอบเขตที่กว้างและเป็นไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้นำเสนอผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยาใน 10 ครัวเรือนในจังหวัดพิษณุโลกที่มีฐานะยากจน ขาดเงินออม มีอัตราการพึ่งพิงกันในครัวเรือนสูงและการศึกษาต่ำอันเป็นคุณลักษณะของครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นที่ระบุไว้ในหมุดหมายที่ 9 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) โดยบทความวิจัยนี้มีข้อถกเถียงหลักคือ ความยากจนข้ามรุ่นนั้นยังดำรงอยู่เพราะนโยบายการศึกษาและนโยบายสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ในระหว่างเวลาของการรอคอยนโยบายสังคมที่ช่วยหยุดการส่งผ่านความยากจนข้ามรุ่นนี้ คนยากจนจากหนึ่งรุ่นสู่อีกรุ่นหนึ่งได้สูญเสียโอกาสในชีวิตมากมาย จากการปริทัศน์วรรณกรรมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเวลาที่รอคอย (waiting time) ผู้วิจัยสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยในการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนามเพื่ออธิบายว่าเวลาที่คนยากจนข้ามรุ่นรอคอยนั้นสามารถอธิบายได้สามนัยยะสำคัญ คือ หนึ่ง ความยากจนยังดำรงอยู่และถูกส่งผ่านข้ามรุ่น สอง ช่วงเวลาของการรอคอยนโยบายการศึกษาที่จะช่วยตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่นเป็นช่วงเวลาที่คนยากจนรุ่นแล้วรุ่นเล่าสูญเสียโอกาสบางอย่างในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา เช่น หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลายเป็นแรงงานกึ่งทักษะกึ่งไร้ทักษะ สาม นโยบายการศึกษาที่ผ่านมามีส่วนช่วยขยายโอกาสในชีวิตของคนยากจน แต่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่น บทความนี้จะสะท้อนนัยยะทั้งสามประการข้างต้นผ่านข้อมูลจากภาคสนาม รวมทั้งนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนาม
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
Journal of Social Sciences
บทความนี้ เริ่มจากการตั้งคำถามว่า สังคมต่าง ๆ ให้ความหมายกับกลิ่นอย่างไร กลิ่นสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนอย่างไร จากนั้นสำรวจความเป็นไปได้ของคำตอบผ่านการทำความเข้าใจพลวัตของกลิ่น บทความแบ่งเป็นห้าส่วน โดยส่วนแรก เป็นการกล่าวถึงกลิ่น ในฐานะผัสสะที่ (เคย) ถูกหลงลืม คุณลักษณะและการทำงานของผัสสะด้านกลิ่นของมนุษย์ในการรับรู้กลิ่น ส่วนที่สอง เป็นการสำรวจพัฒนาการทางการศึกษากลิ่น อันนำมาสู่การศึกษาที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาอย่างเป็นระบบ ส่วนที่สาม ตรวจสอบน้ำหอมประเภทต่าง ๆ โดยสรุปคุณลักษณะ ส่วนประกอบทางเคมี และวิธีการที่ใช้อธิบายคุณลักษณะและกระบวนการเหล่านี้ ส่วนที่สี่ ย้อนทบทวนประวัติศาสตร์แบบย่นย่อของน้ำหอม ส่วนที่ห้าส่วนสุดท้าย กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอม บทความนี้เสนอว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอมและน้ำหอมให้ความกระจ่างถึงความสัมพันธ์อันมีพลวัตระหว่างกลิ่นและสังคม โลกแห่งกลิ่นจึงสมควรได้รับความสนใจและการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจคุณค่าของประสบการณ์ที่หลากหลายของมนุษย์มากขึ้น
สนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” และความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์เพศชายกลุ่มต่างๆภายใต้บริบท “สังคมนิยมชาย” ในประเทศไทย ในศตวรรษที่ 21, ธนา ร่างน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์และข้อถกเถียงเพื่อศึกษาวิเคราะห์การก่อตัวของการเกิดสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” ภายใต้บริบท “สังคมนิยมชาย” ในสังคมไทย โดยมุ่งศึกษาภาคปฏิบัติการของสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” ในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นการปะทะกันระหว่างชุดวาทกรรมรักต่างเพศและชุดวาทกรรมรักเพศเดียวกันแบบคู่ตรงข้าม เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์เพศชายกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ผ่านการวิเคราะห์สื่อทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ และสื่อวัฒนธรรมป๊อป อาทิ ละครชุด ภาพยนตร์ บทเพลง หรือหนังสือ ตลอดจนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างเทศกาลไพรด์ รวมไปถึงการวิเคราะห์ชุดวาทกรรมทางการอย่าง “กฎหมาย” ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อการสมรสเท่าเทียม และร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ที่สังคมไทยยังคงมีปัญหาด้านตัวบทกฎหมายการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการได้รับความคุ้มครองทางสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มเกย์ที่มีข้อจำกัด สะท้อนให้เห็นการแย่งชิงพื้นที่ทางวาทกรรมในสนามวาทกรรมความผิดเพศที่นำไปสู่การเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า กลุ่มเกย์เพศชายในสังคมไทย ยังคงได้รับผลกระทบจากสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” โดยเฉพาะเรื่องการได้รับความคุ้มครองด้านสิทธิเสรีภาพและการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย และขาดกฎหมายที่รองรับการแสดงออกและการเข้าถึงสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่นำไปสู่การเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อเกย์เพศชายกลุ่มต่าง ๆ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้สร้างคุณูปการทางวิชาการด้านการศึกษาวาทกรรมและการวิเคราะห์วาทกรรม และสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอาชญาวิทยาเกี่ยวกับความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ, พิชยารัชต์ กิติวุฒิศักย์, ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ, พิชยารัชต์ กิติวุฒิศักย์, ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
Journal of Social Sciences
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบกรอบแนวคิดและเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดกรณีศึกษาเพื่อให้เกิดตัวอย่างรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในการขยายผลต่อไปยังจังหวัดและพื้นที่อื่น ผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงพื้นที่ โดยสำรวจข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านทรัพยากรในพื้นที่ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน จากข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) และ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จำเป็นต้องพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวให้มีสิ่งที่ดึงดูดใจหรือตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างครบถ้วน ผ่านการทดลองปฏิบัติหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานทรัพยากรและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (creative tourism activity) การเรียนรู้ (learning) การทดลองปฏิบัติ (testing) การดู (seeing) และการซื้อ (buying) ที่ได้มีการนำเสนอในผลการศึกษาครั้งนี้
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
Journal of Social Sciences
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงในเครือข่ายนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า การขับเคลื่อนงานเป็นในลักษณะตามแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นตัวแสดงหลัก เนื่องด้วยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาในเขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ในลักษณะของการประสานความร่วมมือจากการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานในสังกัด หน่วยงานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ และหน่วยงานที่มาสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในทางตรงและในทางอ้อม ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและนอกภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน ภาคีวิชาการ ภาคีวิชาชีพ ภาคประชาสังคม และสมาคม/ชุมชนที่อยู่ในย่าน เพื่อเสริมเติมองค์ประกอบของเครือข่ายในส่วนที่เป็นช่องว่างการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยอิสระจากกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวโดยเจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นเอกชนหรือปัจเจก โดยเครือข่ายการประสานความร่วมมือที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยตัวแสดงต่างๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ที่พัฒนา
ประธานาธิบดีอินเดีย : พหุลักษณ์และปณิธาน, อภิรัฐ คำวัง
ประธานาธิบดีอินเดีย : พหุลักษณ์และปณิธาน, อภิรัฐ คำวัง
Journal of Social Sciences
บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาอิสระและนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินเดีย ตั้งแต่การสถาปนาประเทศถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สังคมพหุลักษณ์ของอินเดียและปณิธานทางสังคมผ่านตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเก็บข้อมูลระดับทุติยภูมิและระดับตติยภูมิ จากหน่วยงานรัฐและสำนักข่าวอินเดีย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึง (ก) ความสำคัญของการคัดผู้สมัครที่เหมาะสมโดยพรรคการเมืองและพันธมิตร ซึ่งเป็นตัวแปรในการกำหนดหรือไม่ว่าจะส่งเสริมอัตลักษณ์ทางการเมือง (ข) การเลือกของคณะเลือกตั้ง เป็นขั้นตอนตัดสิน มุ่งเป้าตามความโน้มเอียงของพรรค (ค) บริบททางการเมือง สังคม และการเปลี่ยนยุค ส่งผลให้เกิดการปรับสูตรการคัดบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางสังคมตามปรารถนา นี่จึงเป็นการแสดงออกถึงพหุลักษณ์และเอื้อให้อัตลักษณ์ของบุคคลเป็นต้นแบบ เป็นปณิธานทางสังคม และสร้างแรงกระเพื่อมเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น ตำแหน่งประธานาธิบดีอินเดียจึงมีบทบาทสำคัญในการเชิดชูสังคมพหุลักษณ์ เคารพต่อวรรณะ ชาติพันธุ์ และศาสนา โดยเฉพาะกรณีหลัง ค.ศ.2000 เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีได้แสดงออกมากขึ้นและน่ายกย่องกับบทบาททางสังคมวัฒนธรรมในอินเดีย
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
Journal of Social Sciences
การเมืองของชนชั้นนำเวียดนามคือ การเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่อาศัยความชอบธรรม 2 ชนิดที่ค้ำจุนให้อยู่ในอำนาจนับแต่ได้เอกราชในปี 1945 คือ ประการแรก ความชอบธรรมทางอุดมการณ์ที่อ้างอิงจากการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจากการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสและเปลี่ยนแบบแผนทางการเมืองให้เป็นแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์อยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น และมีแบบแผนทางเศรษฐกิจเป็นแบบสังคมนิยม ประการที่สอง ความชอบธรรมทางด้านผลงานจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจหลังการปฏิรูปโด่ยเหมยในปี 1986 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจากแบบวางแผนเป็นเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเวียดนามได้สะสมความมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างมาก บทความนี้ใช้แนวคิดของ Samuel Huntington ที่ว่าความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพราะกลุ่มคนที่มั่งคั่งมักจะเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รัฐตอบสนองความต้องการและทำให้การสะสมความมั่งคั่งทำให้ราบรื่นมากขึ้น แต่ได้โต้แย้งว่า แม้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ในเวียดนาม แต่กลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงความเป็นปรปักษ์หรือท้าทายต่ออำนาจนำทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด เพราะเหตุที่พวกเขาล้วนอาศัย โครงสร้างอำนาจ นโยบาย และเส้นสายในกลไกรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ในการสร้างฐานะขึ้นมา กล่าวในอีกแง่หนึ่งการรวมศูนย์อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการสะสมความมั่งคั่งของชนชั้นใหม่นี้แต่อย่างใด ในอีกทางหนึ่งความสำเร็จทางธุรกิจของชนชั้นใหม่นี้มีส่วนอย่างมากในการเกื้อหนุนความชอบธรรมในเชิงผลงานแก่พรรคคอมมิวนิสต์ทำให้มีแรงสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจได้ต่อไป สิ่งที่ท้าทายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยุคปัจจุบัน คือกลุ่มคนที่ถูกละเลยหรือพลาดโอกาสในการใช้โครงสร้างทางอำนาจของพรรคและรัฐเพื่อสนองความต้องการของตนเองหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกจากจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการพัฒนาหากแต่ยังอาจจะได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายอีกด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ได้อาศัยสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการแสดงออกและเรียกร้องสิทธิของตนเอง ซึ่งทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ต้องหาทางตอบโต้ จำกัด และกำจัดในที่สุด บทความนี้พัฒนาจาก“โครงการชนชั้นนำและแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:องค์ประกอบ โครงสร้างและพลวัตในยุคเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งศึกษาและสำรวจการเมืองชนชั้นนำของเวียดนามจากเอกสารของภาครัฐ รายงานขององค์กรเอกชน หนังสือ วารสารและรายงานของสื่อมวลชนเป็นหลัก
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
Journal of Social Sciences
‘การอภิบาล’ (governance) เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่สร้างความสับสนให้กับสังคมไทยมาตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษที่ 1990 อันเนื่องมาจากการแปลและนิยามความหมายที่แตกต่างหลากหลายกัน รวมไปถึงบริบทในการนำไปปฏิบัติที่มีเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะของการใช้แต่ละความหมายของการอภิบาล บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนและวิเคราะห์สถานะความรู้เรื่องการอภิบาลในประเทศไทยที่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลงานวิจัยสำคัญและหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยงานวิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดเวทีระดมความคิดเห็น ผลการศึกษาค้นพบว่าทั้งการวิจัยและการเรียนการสอนด้านการอภิบาลให้น้ำหนักอย่างมากกับมุมมองหรือแนวคิด ‘ธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปปฏิบัติในการบริหารงานภาครัฐตามแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่เป็นสำคัญ ส่งผลให้สถานะองค์ความรู้การอภิบาลในประเทศไทยเกิดวงจรปัญหาที่ทำให้องค์ความรู้การอภิบาลจำกัดหรือลดรูปเหลือเพียง ‘หลักธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปสร้าง ถ่ายทอด และผลิตซ้ำผ่านสถาบันทางวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ การออกแบบนโยบาย แผน และวิธีการปฏิบัติงานที่มุ่งใช้กรอบธรรมาภิบาลนี้สะท้อนสภาวะการขาดการนำแนวคิดการอภิบาลในลักษณะอื่นที่เป็นไปได้เข้ามาใช้อย่างเพียงพอหรือการไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้การอภิบาลแบบอื่นในทางปฏิบัติ ปัญหานี้ส่งผลต่อทิศทางการแสวงหาความรู้และการพัฒนาการวิจัยที่เกี่ยวกับการอภิบาล ความรู้ในแบบอื่นนอกจาก ‘ธรรมาภิบาล’ ถูกทำให้ไม่สำคัญและหายไป
รัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล (ค.ศ. 1885 – 1932), พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง
รัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล (ค.ศ. 1885 – 1932), พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง
Journal of Social Sciences
โครงการวิจัยนี้ศึกษาประวัติการก่อร่างของแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองในสยาม/ไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบประวัติภูมิปัญญาของโลก (global intellectual history) โดยมุ่งศึกษาพัฒนาการแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองระหว่างปี ค.ศ. 1885 (เมื่อคำกราบบังคมทูลความเห็นเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2428 ถูกเผยแพร่) จนถึงปี ค.ศ. 1932 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงวิจัยชิ้นนี้เสนอว่า ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญนิยมเผยความเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวกับกระแสการปฏิวัติ-ปฏิรูปของโลกในช่วงเวลาเดียวกันได้โดยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญนิยมกับสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่และชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในการจัดวางแนวคิดเรื่องพลเมืองอันรวมไปถึงความคิดเรื่องสิทธิและหน้าที่ต่อสังคมการเมืองในไทย/สยามลงในบริบทของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสากล
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้ศึกษาถึงความเชื่อมโยงระหว่างความรับผิดรับชอบของรัฐบาลและปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยผ่านกรอบคิดเรื่อง competing principals ที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ นั้นอาจไม่เท่ากัน และอาจส่งผลต่อผลิตผลเชิงนโยบายด้วยเช่นกัน ในกรณีของการระบาดของโรคโควิด-19นั้น ผลเชิงนโยบายนั้นแสดงออกมาในรูปแบบที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนกลุ่มไหน มากน้อยเพียงใด โดยอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณและการเก็บสถิติเรื่องการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจาก The Oxford COVID-19 Government Response Tracker (OxCGRT) และตัวชี้วัดแบบมหภาคอื่นๆ งานศึกษาชิ้นนี้พบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความแตกต่างจากที่อื่น ๆ ในโลก กล่าวคือ ความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ แบบเดียวที่มีผลต่อระดับการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อประชาชนของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ แบบแนวทแยง (diagonal accountability) ซึ่งเกิดจากการที่สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมเปิดเผยและให้ข้อมูลต่อสาธารณชนเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐอีกทางหนึ่ง ข้อค้นพบนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่รัฐต้องเผชิญเมื่อมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากในกระบวนการกำหนดนโยบายแต่ยังสะท้อนอีกด้วยว่า 1) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อประชาชนโดยตรงมากนัก 2) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อกลไกเชิงบริหาร เช่น การตรวจสอบและคานอำนาจเช่นเดียวกัน และ 3) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบสนองหรือให้การช่วยเหลือประชาชนก็ต่อเมื่อสื่อและภาคประชาสังคมเริ่มตีแผ่ปัญหาและให้ข้อมูลแก่สาธารณชน
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1. มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกในการพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2. ผลกระทบของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกต่อการค้าระหว่างประเทศ และ 3. ความสำเร็จของการบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก ผลการศึกษาพบว่า 1. มาตรการที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้องค์การการค้าโลกเพื่อพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประกอบด้วย กลไกคณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม กลไกองค์กรระงับข้อพิพาท และกลไกข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ 2. คณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ของประเทศสมาชิกที่มีต่อประเด็นด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ส่วนแนวทางการตัดสินคดีสิ่งแวดล้อมขององค์กรระงับข้อพิพาททำให้ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้มีการออกมาตรการการค้าเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างชอบธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก ในขณะที่ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ส่งผลทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาตรการเหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อกีดกันทางการค้า และ 3. องค์การการค้าโลกยังไม่ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในธรรมนูญ คือ การบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกันมิได้ถือว่าล้มเหลว เพราะแม้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นขององค์การการค้าโลกจะถูกพิจารณาว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่การมีมาตรการและมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงว่าองค์การการค้าโลกได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อที่พยายามที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
Journal of Social Sciences
การรับนักเรียนเข้าเรียนถือเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยตรง เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการจัดสรรบริการด้านการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งคำถามต่อนโยบายการจัดสรรที่นั่งเรียนในหน่วยบริการการศึกษาของรัฐไทยในระดับมัธยมศึกษา โดยมุ่งศึกษาว่าตัวแบบนโยบาย (Policy design) ของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนและนักเรียนไว้อย่างไร? และการประกอบสร้างดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาหรือซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาอย่างไร? ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (Interpretive Policy Analysis) การวิเคราะห์กรอบการจำแนกแยกแยะ (Category Analysis) และใช้กรอบแนวคิดการประกอบสร้างกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (Social construction of target population) ของ Schneider and Ingram ที่มองว่า “ภาพลักษณ์” ของกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (ในที่นี้คือโรงเรียน) มีอิทธิพลต่อการออกแบบนโยบาย ซึ่งสุดท้ายจะมีผลตอกย้ำความไม่เป็นธรรมที่มีมาแต่เดิมในสังคม งานวิจัยพบว่า เนื้อหาของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสพฐ. มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนบนมโนทัศน์ของหลักกลไกตลาด ที่แยกแยะ “โรงเรียนอัตราแข่งขันสูง” ออกจาก “โรงเรียนทั่วไป” และสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ทางสังคมที่มีมาก่อนของโรงเรียนทั้งสองประเภท กล่าวคือ ภาพลักษณ์ของโรงเรียนอัตราแข่งขันสูงถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพสูง ส่วนภาพลักษณ์ของโรงเรียนทั่วไปถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพต่ำ ในกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ดังกล่าว นโยบายมีการจัดสรรภาระให้แก่โรงเรียนประเภททั่วไปที่สูงกว่าโรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น โรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงมีสิทธิ์ในการคัดกรองผู้เรียนที่มีศักยภาพทางวิชาการ “สูง” ไปก่อนโรงเรียนประเภททั่วไป ในทางกลับกัน โรงเรียนประเภททั่วไปต้องรับภาระการจัดสรรสวัสดิการขั้นพื้นฐานและภาระในการพัฒนาผู้เรียนที่มีศักยภาพแตกต่างหลากหลาย
กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์
กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข่าวอาชญากรรมในประเทศไทยบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ และการรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก และเพื่อศึกษามาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อบุคคลอื่น โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยแบบเอกสาร การรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เป็นข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรมในคดีฆาตกรต่อเนื่อง 6 ศพ คดีอดีตผู้กำกับใช้ถุงคลุมหัวผู้ต้องหายาเสพติด และคดีฆาตกรรมเน็ตไอดอล และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างต่อผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบข้อความที่แสดงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายที่พบเหมือนกันทั้งสามคดีคือ การแบ่งแยกแบบไม่ตั้งใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะของข้อความที่พบมักเป็นการบอกกล่าว การชี้นำ และการแสดงความรู้สึก ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อข้อความที่แสดงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรม ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้นั้นพบว่ามีอยู่ 3 ปัจจัย คือ (1) ปัจจัยด้านจิต ได้แก่ แรงจูงใจส่วนตนและวัฒนธรรม (2) ปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ การได้รับการยอมรับ การเลียนแบบหรือการคล้อยตามผู้ที่เคารพนับถือ ความต้องการในการปกป้องกลุ่มตน และการอบรมเลี้ยงดู และ (3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ การเข้าถึงง่าย ความเป็นนิรนาม กฎหมายและการขาดผู้ตรวจตรา ขณะที่การรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังล้วนได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยการรับรู้ทั้งสามและการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวอันจะเป็นการกำหนดทิศทางให้การตอบสนองมีความแตกต่างหลากหลาย มาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ นอกเหนือไปจากกฎหมายและนโยบายแพลตฟอร์มที่มีอยู่ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาช่วยประสานการแก้ปัญหาและดำเนินคดีระหว่างภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์ม เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมติดตามและตรวจสอบ บรรจุวิชาความรู้เท่าทันสื่อเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมแนะแนว สร้างกลุ่มศิลปินดาราตัวอย่างประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิเสรีภาพ สร้างสื่อเรื่องสั้นที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย จัดตั้งพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในระดับชุมชน จัดตั้ง Online Community เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่างในระดับสังคมแบบไม่เปิดเผยตัวตน
China's Framing Strategy In Constructing The Socio-Cultural Pillar Of Lancang-Mekong Cooperation (Lmc), Haosheng Duan
China's Framing Strategy In Constructing The Socio-Cultural Pillar Of Lancang-Mekong Cooperation (Lmc), Haosheng Duan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation explores China's strategic engagement through the Lancang-Mekong Cooperation (LMC), focusing on the construction and effectiveness of the LMC's Third Pillar, Social, Cultural, and People-to-People Exchanges, in fostering an LMC identity. In short, this China-led institutional arrangement aims to build regionalism and regionalization among the riparian countries. This dissertation uses a constructivist framing theory and qualitative research methods to conduct the research. This research discusses the design and implementation of the third-pillar construction. Furthermore, LMC's cultural exchanges and tourism cooperation are adopted as the case analysis to illustrate China's framing strategies in the third-pillar construction. As a result, this …
Perceptions Of Online Harassment: Ethnographical Research Of Myanmar University Students, Khin Yamone Zaw
Perceptions Of Online Harassment: Ethnographical Research Of Myanmar University Students, Khin Yamone Zaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid expansion of digital technology and internet connectivity in Myanmar over the past years has immensely transformed how people live, work, and interact, bringing various benefits to society. Despite these benefits, online harassment remains a severe and pervasive problem in the digital age. A few existing literature and studies on the Myanmar context suggest that young people, particularly young women, are subjected to online harassment. There is currently a lack of literature in Myanmar that investigates online harassment against young women through a gender lens. This study aims to fill this literature gap and examine the prevalence of online …
อิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ, ปิยาภรณ์ นฤภัย
อิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ, ปิยาภรณ์ นฤภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ และอิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการมีภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือประชากรที่มีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ตอบแบบสัมภาษณ์ด้วยตนเองจากโครงการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2564 และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยโลจิสติกทวิภาค (Binary logistic regression analysis)ผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนของประชากรไทยวัยกลางคนที่มีภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าวัยสูงอายุ และการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีความสัมพันธ์กับการมีภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยทั้ง 2 ช่วงวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยประชากรวัยกลางคนที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีโอกาสที่จะมีภาวะซึมเศร้าสูงกว่าผู้ป่วยวัยสูงอายุ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ได้แก่ สถานภาพการทำงาน จำนวนของโรคเรื้อรังที่เป็น การหยุดกิจวัตรประจำวันเนื่องจากการเจ็บป่วย วิธีการรักษาพยาบาล และค่ารักษาพยาบาล ในขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีภาวะซึมเศร้าที่พบเฉพาะในผู้ป่วยวัยกลางคน ประกอบด้วย ศาสนา ระดับการศึกษา เขตที่อยู่อาศัย และค่าพาหนะไป-กลับเพื่อเดินทางไปรักษาพยาบาล และประเภทโรค นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการมีภาวะซึมเศร้าที่พบเฉพาะผู้ป่วยวัยสูงอายุ ประกอบด้วย เพศ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล และจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น การให้ความสำคัญกับจำนวนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประเภทโรคและการดูแลผู้ป่วยในแต่ละกลุ่มวัยให้เข้าถึงการรักษาและได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน จึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะช่วยป้องกันและลดปัญหาภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ
The Impact Of Economic Growth And Demographic Factors On Ecological Footprint In South And Southeast Asia Countries: A Panel Data Analysis, Firhandika Ade Santury
The Impact Of Economic Growth And Demographic Factors On Ecological Footprint In South And Southeast Asia Countries: A Panel Data Analysis, Firhandika Ade Santury
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The ecological footprint is a pivotal analytical tool for comprehensively examining environmental degradation. The ecological footprint provides a comprehensive measure of the impact of population consumption and production, serving as a critical benchmark for inter-regional comparisons to inform the development of effective policies. This study endeavors to analyze and compare the effects of demographic factors and economic factors on the ecological footprint in South and Southeast Asia. Additionally, the study aims to formulate policy recommendations to minimize the ecological footprint in these regions. The panel data of fourteen countries in South and Southeast Asia from 1997 to 2020 were analyzed. …
ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสารของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานดอนเมือง, รัฐพล สุวรรณรัฐ
ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสารของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานดอนเมือง, รัฐพล สุวรรณรัฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสารของตำรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานดอนเมืองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในการป้องกันอาชญากรรมในการคัดกรอง และตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานดอนเมือง 2)เพื่อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรอง และตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานดอนเมืองใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (semi-structured selection interview) สัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานระดับผู้บริหาร ผู้ควบคุมการปฏิบัติ และผู้ปฏิบัติงานในการคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานดอนเมืองที่เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในช่วงเวลาชั่วโมงหนาแน่น ทำให้ระบายผู้โดยสารได้ช้า หรือบุคลากรที่มีในหน่วยงานไม่เพียงพอ ระบบเทคโนโลยีไม่เสถียร ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วน เป็นต้น แนวทางพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานควรมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน เช่น ข้อมูลหมายจับ ข้อมูลประวัติบุคคลพ้นโทษ และมีการอัพเดทข้อมูลต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามบินและในหลายพื้นที่ต้องปฏิบัติ หน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีความจำเป็นต้องประสานตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ จึงควรมีช่องทางกลางในการประสานงานร่วมระหว่างหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิด และสามารถติดต่อสอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง
Cultural Destination Branding For Doi Mae Salong : Stakeholders’ Perspectives, Shu Ma
Cultural Destination Branding For Doi Mae Salong : Stakeholders’ Perspectives, Shu Ma
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study uses qualitative and quantitative methods to propose and develop Doi Mae Salong's destination branding. Here are the research goals: This research aims to: 1) investigate the community identity, destination resources, and significance of Doi Mae Salong ; 2) collect data on Doi Mae Salong's tourism resources and current tourism situation ; 3) identify the stakeholders' destination branding goals for Doi Mae Salong ; and 4) develop Doi Mae Salong's brand based on its resources and stakeholders' perspectives. During the quantitative phase, on-site visitors completed a questionnaire with an IOC score of 0.896 between August 8 and September 8, …
Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang
Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of the Chinese creative industries and the digital age, this study derived a definition of theater IP from the general point of view and the context of the Internet: 1) the theater original work, which is protected by IP law for its creativity and originality, where the protected interests include ownership of rights and interests ; 2) having a high degree of market recognition and exhibiting both cultural communication value and commercial worth ; and 3) as a core factor that increases the integration and expansion activity of the theater with other creative industries and media communication …
ความเป็นเมือง : การทำความเข้าใจสภาวะเปราะบางของกรุงเทพมหานครผ่านอาหาร, วาสนา ศรีจำปา
ความเป็นเมือง : การทำความเข้าใจสภาวะเปราะบางของกรุงเทพมหานครผ่านอาหาร, วาสนา ศรีจำปา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเปราะบางในพื้นที่เมือง: การศึกษาผ่านมิติอาหารในบริบทกรุงเทพมหานคร กระบวนการกลายเป็นเมืองสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดความเปราะบางในพื้นที่เมือง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการผสมผสานของมิติต่างๆ ทั้งด้านกายภาพ สังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และคุณค่า การศึกษานี้ใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพและการศึกษาแบบพหุกรณี เพื่อทำความเข้าใจความเปราะบางในเมืองผ่านความสัมพันธ์ของมิติเหล่านี้ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์อาหารในฐานะกระแสการไหลเวียนของวัตถุและชีวิตผู้คนในเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิทัศน์เมืองและสภาวะความเปราะบางที่เกิดขึ้น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความเปราะบางในเมืองมีลักษณะเฉพาะและหลากหลาย โดยเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของเมือง บุคคลหนึ่งอาจเผชิญกับความเปราะบางหลายรูปแบบพร้อมกัน แม้แต่ผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจมั่นคงก็ยังอาจประสบกับความเปราะบางที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของเมือง กระบวนการกลายเป็นเมืองจึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความเปราะบางและทำให้ชีวิตผู้คนตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงภายใต้เงื่อนไขการอยู่อาศัยในเมือง การศึกษากรณีเฉพาะของกรุงเทพมหานครผ่านมุมมองด้านอาหารในฐานะกระแสการไหลเวียนของวัตถุ แสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์กระบวนการของเมืองสามารถเผยให้เห็นลักษณะเฉพาะของเมืองและรูปแบบความเปราะบางที่เกิดขึ้น กรุงเทพมหานครไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น แต่กระบวนการกลายเป็นเมืองได้หล่อหลอมวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ซึ่งฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของผู้คนจนกลายเป็นความคุ้นชิน ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในเมืองต้องเผชิญกับความเปราะบางในรูปแบบต่างๆ
The Ontological Politics Of Waters In Northern Thailand: A Hydrosocial Analysis Of The Ing River Basin, Thianchai Surimas
The Ontological Politics Of Waters In Northern Thailand: A Hydrosocial Analysis Of The Ing River Basin, Thianchai Surimas
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Through a hydrosocial perspective, this research illustrates how political contestation between different networks of actors in the Ing River Basin produces different versions of water, which reflect divergent interests, different meanings and water ontologies that underpin the tensions and conflicts. This research employs ethnography to study networks of actors involved in water controversies and tensions over the hydraulic infrastructure project in the Ing River Basin. The network of project proponents, including a state-led hydraulic institution, experts, farmers, and other actors, see water as a source of economic activities due to its close association with modern irrigation schemes for rice-intensive and …