Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Demography, Population, and Ecology (429)
- Criminology (144)
- Social Justice (144)
- Criminology and Criminal Justice (87)
- Legal Studies (87)
-
- Political Science (87)
- Sociology of Culture (26)
- Anthropology (19)
- Gender and Sexuality (2)
- Medicine and Health Sciences (2)
- Agricultural and Resource Economics (1)
- Civic and Community Engagement (1)
- Development Studies (1)
- Economics (1)
- Health Law and Policy (1)
- Health Policy (1)
- Inequality and Stratification (1)
- Labor Economics (1)
- Law (1)
- Migration Studies (1)
- Other Social and Behavioral Sciences (1)
- Pharmacy Administration, Policy and Regulation (1)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (1)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1)
- Quantitative, Qualitative, Comparative, and Historical Methodologies (1)
- Social Control, Law, Crime, and Deviance (1)
- Keyword
-
- Thailand (3)
- Cambodia (2)
- Generation Y (2)
- Health (2)
- Migration (2)
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Acculturation strategy (1)
- Aging (1)
- Argentine (1)
- Autoregressive Distributed Lag model (1)
- Bangkok (1)
- Bangkok Metropolitan Region (1)
- Bayesian Hierarchical Models (1)
- Bound test (1)
- COVID-19 (1)
- Child (1)
- Children (1)
- Community empowerment (1)
- Digital natives (1)
- Digital well-being (1)
- Drug regulations (1)
- Elderly (1)
- Elderly clubs/learning centers (1)
- Employment (1)
- Empowerment (1)
- Error correction model (1)
- Fertility intention (1)
- Florfenicol (1)
- Frontline nurse (1)
- Generation X (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 541 - 570 of 809
Full-Text Articles in Sociology
อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การพัฒนาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบ, พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร
อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การพัฒนาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบ, พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ และพฤติกรรมของการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ศึกษาถึงปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย และศึกษาแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบ จำนวน 5 ราย เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนในการ ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบจำนวน 10 ราย และผู้ที่เคยกระทำความผิดในการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายจำนวน 3 ราย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบในการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายมี 2 รูปแบบ คือ การกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ได้รับเงินจริงแต่มีเงื่อนไขที่ผิดกฎหมาย และการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่กู้แล้วไม่ได้เงิน โดยผู้กระทำผิดสร้างเว็บไซต์หรือข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์โดยแอบอ้างเป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียง หรือสร้างแอปพลิเคชันปลอมเพื่อให้กู้ยืมเงินโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ คดีการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายมักจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีอื่น ปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการดำเนิน เช่น ปัญหาความเข้าใจในเทคโนโลยี ข้อจำกัดทางด้านเทคนิคในการสืบสวนสอบสวน ข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน อันเนื่องมาจากการมีข้อจำกัดในความรู้ความเข้าใจและ ความชำนาญทางกฎหมาย และปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำเนินการทางกฎหมาย แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย เช่น การเพิ่มการตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลการสร้างการตรวจสอบตนเอง การส่งเสริมการศึกษาทางด้านดิจิทัล การประชาสัมพันธ์และการเตือนภัย การปิดโอกาสหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย การทำให้การกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายหมดไปจากสังคม การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่ออาชญากรรมไซเบอร์ในเรื่องกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย การสร้างกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ประสิทธิภาพต่อการป้องกัน และ การกำหนดแนวทางนโยบาย และมาตรการในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่มีประสิทธิภาพ
ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม
ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การได้รับความรุนแรงของผู้ต้องขังหญิง และศึกษาผลกระทบของการถูกใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องขังหญิง พร้อมศึกษาแนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง การวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงโดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการสำรวจแบบสอบถามกับผู้ต้องขังหญิง จำนวน 150 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ต้องขังหญิง 15 คนและเจ้าหน้าที่เรือนจำ จำนวน 11 คน ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 48 ของผู้ต้องขังหญิงเคยถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ร้อยละ 12.7 เคยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ และร้อยละ 43.3 เคยถูกกระทำความรุนแรงด้านจิตใจ ความรุนแรงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการ และส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น เครียด วิตกกังวลคิดวนเวียนซ้ำๆ เรื่องเดิม ความรุนแรงนี้ยังส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงบางคนมีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง เป็นระยะเวลานานถึงขั้นเป็นบาดแผลในใจจนถึงปัจจุบัน ผลการประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ พบว่า ร้อยละ 47.3 ของผู้ต้องขังหญิงได้รับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจเล็กน้อยถึงรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังหญิงกว่า 1 ใน 5 มีระดับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจมากและระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจรุนแรง ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้คำปรึกษา แนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยแนวทางที่เรือนจำปฏิบัติเป็นหลัก จะมุ่งที่การจำแนกผู้ต้องขังเข้าใหม่เพื่อคัดกรองผู้ต้องขังและการดูแลเบื้องต้นด้านสภาพจิตใจ นอกจากนี้ ในเรือนจำยังมีอาสาสมัครเรือนจำเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องขัง ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต หากแต่เรือนจำไม่ได้มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังที่มีประสบการณ์ที่ได้รับความรุนแรง โดยข้อจำกัดในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงก่อนเข้าเรือนจำ ได้แก่ การไม่เปิดใจหรือความไม่ไว้วางใจของผู้ต้องขัง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ส่งผลต่อภาระงานที่มากเกินไป ข้อจำกัดด้านงบประมาณ สถานที่ การส่งต่อข้อมูลผู้ต้องขัง และทัศนคติของผู้ต้องขังอื่นในเรือนจำข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัยนี้ ได้แก่ ควรมีการพัฒนานโยบายด้านการดูแลปัญหาสุขภาพจิตและการฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประวัติความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงพื้นที่เรือนจำให้เอื้อต่อการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่เรือนจำให้มีความรู้ความเข้าใจในการให้คำปรึกษาและการดูแลผู้ต้องขังหญิง ควรจัดโปรแกรมฝึกอบรมผู้ต้องขังที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นใจและการเยียวยาด้านจิตใจ ควรสนับสนุนการบูรณาการบริการด้านสุขภาพจิตในเรือนจำให้ครอบคลุมและเทียบเท่ากับบริการในชุมชน รวมถึงใช้เทคโนโลยีในการให้บริการและการดำเนินงาน ควรพัฒนาระบบการสอบประวัติและแบบสอบถามคัดกรองอาการทางสุขภาพจิต การให้คำปรึกษาและการดูแลทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดโปรแกรมเสริมทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและเยียวยาตนเองสำหรับผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรงเพื่อให้สามารถคืนคนดีกลับสู่สังคมได้อย่างแท้จริง
ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย
ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้การมีอยู่และการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ อีกทั้งศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบของการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 31 คน ผลการวิจัยพบว่าคนในสังคมไทยรับรู้ถึงการมีอยู่ตัวตนพนักงานสอบสวนเกย์ พวกเขาต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทและลักษณะการแสดงออกของเพศชายตามค่านิยมสังคมไทยและต้องปกปิดรสนิยมทางเพศที่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เข้าใจและยอมรับ ปัญหาที่พบมี 4 ประการ ได้แก่ 1) การใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสม 2) การล้อเลียนและคุกคามทางเพศ 3) การมอบหมายงานที่ไม่สำคัญ และ 4) การเลื่อนขั้นที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อพนักงานสอบสวนเกย์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เกิดความอับอายและความเครียด 2) ถูกจำกัดโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และ 3) ขาดความมั่นใจในตนเอง แนวทางการแก้ไขปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรเน้นการสร้างความเท่าเทียมและการยอมรับความหลากหลายทางเพศ โดยคำนึงถึงสิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ สิทธิในการแสดงออกและความคิดเห็นอย่างเสรี และสิทธิในความเป็นส่วนตัวตามหลักยอกยาการ์ตา อีกทั้งควรนำแนวทางขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสหประชาชาติ (UN) มาปรับใช้เพื่อลดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมความเท่าเทียมในที่ทำงาน
การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์
การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การบัญชีนิติวิทยา : กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อศึกษาถึงการใช้การบัญชีนิติวิทยามาต่อสู้กับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และเสนอ แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบัญชีนิติวิทยา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 ท่าน และสังเคราะห์ข้อมูลเป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า การบัญชีนิติวิทยา คือ การรวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการทุจริตไปสำแดงในชั้นศาล โดยใช้เทคนิคการสืบสวนทางการเงินและการบัญชี กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจด้วยการใช้การบัญชีนิติวิทยา ประกอบด้วย (1) การป้องกันอาชญากรรม (Prevention) (2) การตรวจจับเฝ้าระวัง (Detection) (3) การสืบสวน (Investigation) เก็บรวบรวมหลักฐานขึ้นสู่ชั้นศาลหรือไกล่เกลี่ย และ (4) การเยียวยาชดใช้ผู้เสียหาย เทคนิคการบัญชีนิติวิทยาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) Collection Forensic คือ การตรวจสอบเอกสารและไฟล์เอกสาร (2) Digital Forensic คือ การสืบหาหลักฐานจากอุปกรณ์และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ปัญหาและอุปสรรคของการใช้บัญชีนิติวิทยาในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการบัญชีนิติวิทยาและจรรยาบรรณของนักบัญชีนิติวิทยา จึงควรจัดตั้ง “สมาคมนักบัญชีนิติวิทยาแห่งประเทศไทย” หรือกำหนดให้เป็นสาขาวิชาชีพแขนงหนึ่งใน “สภาวิชาชีพบัญชี” นักบัญชีนิติวิทยาภาคเอกชนถูกจำกัดการเข้าถึงฐานข้อมูลทางการเงิน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้เต็มที่ จึงอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ เช่น “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” และการจัดตั้งองค์กรกลางที่เป็น “Single of Command” เช่น “กระทรวงความมั่นคงภายใน” หรือ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปป.อศ.)” หรือเพิ่มบทบาทหน้าที่ของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาด้านความรู้ความสามารถเกิดจาก “ระบบอุปถัมภ์” ผู้ตรวจสอบภาครัฐมักขาดทักษะด้านการบัญชีนิติวิทยาซึ่งเป็นพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ การพัฒนาหลักสูตรการบัญชีนิติวิทยาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยอาศัยความร่วมมือแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) และการฝึกอบรมร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชี
วัณโรคข้ามแดน: ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย, จุฑามาศ ปิยะวงษ์
วัณโรคข้ามแดน: ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย, จุฑามาศ ปิยะวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัณโรค เป็นโรคที่อยู่กับสังคมมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันวัณโรค เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากการติดเชื้อเป็นอันดับสองของโลกตามรายงานสถานการณ์วัณโรคโดยองค์กรอนามัยโลกปี 2023 (WHO, 2023) โดยประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ยังคงเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับ 30 ประเทศที่มีภาระวัณโรคสูงอย่างต่อเนื่อง วิทยานิพนธ์นี้ นำเสนอประเด็นวัณโรคข้ามแดน เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ภายในเครือข่ายการทำงานของวัณโรคกับแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแสดงที่อยู่ภายในเครือข่ายวัณโรคแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ที่ต่างมีผลและส่งผลต่อกันและกัน เนื่องจากการทำงานวัณโรคในแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์มีหลายแง่มุมที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างรอบด้านในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตของแรงงานข้ามชาติในฐานะผู้ป่วย การให้ความช่วยเหลือตามมนุษยธรรม การเมืองของการให้ความช่วยเหลือ และการรักษาเพื่อให้หายจากความเจ็บป่วยที่ทุกมิติมีความเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ในการทำความเข้าใจวัณโรคให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อเผยให้เห็นช่องว่างที่สำคัญบางประการในการทำงานวัณโรคที่ยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน โดยการติดตามชีวิตผู้ป่วยวัณโรคแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์และการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับวัณโรคใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยวิธีวิทยาการติดตาม (Following Method) เพื่อทำความเข้าใจเครือข่ายความสัมพันธ์ของตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ มนุษยธรรม ความเจ็บป่วย ยารักษา เชื้อโรค วิเคราะห์ด้วยกรอบทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการเป็นแนวคิดหลักเพื่อนําเสนอข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาที่ว่าด้วยประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย ข้อค้นพบของการศึกษานี้ เป็นการอธิบายความสัมพันธ์ของเครือข่ายและตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับวัณโรคในลักษณะของห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก ที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและเปราะบางมากไปกว่าการควบคุมโรคในทางการแพทย์และกฎหมายแรงงาน แต่จำเป็นต้องความเข้าใจในทุกมิติเพื่อขยายไปสู่การทำงานวัณโรคในมิติใหม่ต่อไปได้
บทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์, ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ
บทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์, ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจบทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนการรวมกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างภายในและภายนอกชุมชน และผลกระทบที่เกิดขึ้นใน 3 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม โดยศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสตรีมุสลิมในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 10 คน ภายใต้ทฤษฎีสตรีนิยมอิสลาม ร่วมกับแนวคิดเครือข่ายทางสังคม หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มสตรีมุสลิมพยายามธำรงบทบาทตามที่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในด้านบทบาทและสิทธิที่สตรีมุสลิมพึงปฏิบัติที่มากกว่าโลกส่วนตัว หากแต่กลุ่มสตรีมุสลิมได้ก้าวออกมาสู่โลกสาธารณะ การรวมกลุ่มสตรีเพื่อหารายได้และการก้าวขึ้นมาสู่บทบาทของผู้พัฒนาชุมชนที่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน นอกจากนี้กลุ่มสตรีมุสลิมยังมีการเพิ่มพูนความรู้อยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง อีกทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายทางสังคมทั้งกับคนภายในชุมชนและหน่วยงานภายนอก โดยการปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชนนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง มีความเรียบง่าย สนิทสนมและความเป็นเครือญาติกัน จึงให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่อย่างเสมอ สำหรับหน่วยงานภายนอกจะทำหน้าที่แจ้งข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านงบประมาณในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การเติบโตอย่างมั่นคงและการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืนมีความสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยเมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนพบว่าได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนใน 3 ด้าน ประกอบไปด้วย ด้านเศรษฐกิจคือวิสาหกิจชุมชนมีบทบาทในการส่งเสริมการจ้างงาน การเพิ่มการกระจายรายได้ให้แก่คนในชุมชน การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป ด้านสังคมมีการดึงการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และด้านสิ่งแวดล้อมคือลดปัญหาการเกิดขยะ การพยายามอนุรักษ์น้ำ และส่งเสริมความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมแก่คนในชุมชน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำนวน 6 ข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วย ข้อที่ 1 ขจัดความยากจน ข้อที่ 2 ขจัดความหิวโหย ข้อที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ข้อที่ 5 ความเท่าเทียมทางเพศ ข้อที่ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และข้อที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล
ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค การสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มุ่งเน้นศึกษาผู้ที่มีหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวน นักกฎหมาย ในคดีที่ผู้เสียหายเป็นเด็กในคดีออนไลน์ ผลการศึกษา พบว่า จากแบบสัมภาษณ์ทั้งหมด 9 คน โดยมีบทบาทหน้าที่ดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ TICAC จำนวน 5 คน นักจิตวิทยา จำนวน 1 คน พนักงานอัยการ จำนวน 1 คน NGO จำนวน 1 คน และนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 1 คน ปัญหาและอุปสรรค ข้อมูลที่เด็กไม่เต็มใจให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เนื่องจากว่าเด็กเป็นผู้เสียหาย เด็กอาย และไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทราบหรือให้บุคคลอื่นทราบ ก็จะปกปิดเป็นความลับ และเกี่ยวกับเรื่องของพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เสียหายที่ไม่เข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่ว่าเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลแต่ต้องการหาพยานหลักฐานเพื่อจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ เพราะไม่งั้นก็จะไปหลอกคนอื่นต่อ และที่เจอเป็นฝั่งของผู้เสียหาย เกี่ยวกับเรื่องของสภาพแวดล้อม และชุมชนของบ้านผู้เสียหาย ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดมาจากปัญหาครอบครัวที่บ้าน ปัญหาภายในครอบครัว และเป็นเรื่องของการเยาว์วัยของฝั่งผู้เสียหายคือสติปัญญาของเด็กยังไม่ก้าวทันภัยในส่วนของคนร้าย และปัญหาของการสืบสวนคือคนร้ายปิดบังอำพรางตัวตน บางทีสามารถขอข้อมูลจากทาง Facebook, Twitter ผู้ให้บริการในประเทศอย่างการขอ IP Address การขอหมายเลขโทรศัพท์มันต้องใช้เวลายุ่งยาก มันทำให้เป็นอุปสรรคในการสืบสวน ข้อเสนอแนะ เน้นในเรื่องของกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้ละเอียดรอบคอบอย่างเดียว จะทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานจะง่ายขึ้น แล้วก็รวดเร็วขึ้น และทุกอย่างให้มองเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ของหน่วยงานตัวเอง และปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการตรวจ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปัญหาที่เจอคือเรื่องการตรวจพยานหลักฐานทาง Computer เพราะส่วนใหญ่ผู้ต้องหามีการปิดล็อกพาสเวิร์ดทาง Computer และมือถือทำให้ยากขึ้นตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอหรือยังที่ต้องเก็บพยานหลักฐานคือให้เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งมีความรู้มีสกิลในการแนะนำเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการเก็บพยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็ก ซึ่งมันขยายได้ว่าปัจจุบันมันยังไม่เป็นมิตรสำหรับเด็ก คือกระบวนการสืบสวนสอบสวนมันเหมือนการกระทำซ้ำกับเด็กด้วย พนักงานสืบสวนเองในหลายๆ พื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่ยังไม่ค่อยใช้สื่อ Online ตำรวจก็มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือในการสืบสวน หรือบางแอพตำรวจยังไม่รู้จักเลย บางทีก็มีการใช้ถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจไม่เหมาะสม และการเก็บพยานหลักฐาน และขอเพิ่มเติมข้อเสนอแนะในด้านของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็กสำคัญมากในเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ววิธีการในการพูดคุยกับผู้เสียหาย ให้มีการเพิ่มจำนวนพนักงานสอบสวนหญิง แล้วก็พนักงานอัยการผู้หญิง ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาปัจจุบันก็ที่เค้าเน้นหนักคือพวกบัญชีม้า เพราะทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าใครเป็นคนกระทำความผิดจริง และข้อเสนอแนะไว้เรื่องเกี่ยวกับการเรื่องทางเพศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในการปราบปรามอาชญากรรมทางเพศ
การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม
การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มุ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการด้านสุขภาพและการเข้าถึงของระบบราชทัณฑ์ไทยในการดูแลแบบประคับประคอง ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ตามกรอบข้อบังคับระดับสากลและข้อกฎหมายระดับประเทศ ทั้งนี้ ยังมุ่งศึกษาแนวทางการให้บริการด้านสุขภาพในมิติของการดูแลในระยะท้าย ความต้องการของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ และรูปแบบการจัดการกับการตายในเรือนจำ ผ่านกลไกของราชทัณฑ์ไทยที่มีทีมสหวิชาชีพต่างๆที่เข้ามาให้บริการกับผู้ต้องขังในระยะท้ายกับผู้ต้องขัง การศึกษาครั้งนี้อาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบประการสำคัญว่า โครงการราชทัณฑ์ปันสุขเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญของบริการสุขภาพในกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังสูงวัยในวาระท้ายของชีวิตนั้นได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสากลเทียบเท่าการรักษาในโรงพยาบาลภายนอก ด้วยทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งยังมีบริการระบบการให้เยี่ยมออนไลน์สำหรับผู้ต้องขังในระยะท้ายในเรือนจำ และความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำนั้นคือการได้ “กลับบ้าน” ที่นับเป็นข้อค้นพบสำคัญและเป็นความหวังสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ
นัยของความตาย: การทำให้เป็นดิจิทัล เดธทิวิตี้ และปฏิสัมพันธ์กับความตายของคนรุ่นใหม่ในบริบทเมือง, วรากร วิมุตติไชย
นัยของความตาย: การทำให้เป็นดิจิทัล เดธทิวิตี้ และปฏิสัมพันธ์กับความตายของคนรุ่นใหม่ในบริบทเมือง, วรากร วิมุตติไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายที่ปรากฏให้เห็นในบริบทเมืองของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เกิดขึ้นโดยมีลักษณะร่วมหลายประการ คือ (1) เป็นการนำเสนอความตายแบบที่ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม (2) มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (3) นำความตายไปสอดแทรกในมิติอื่น ๆ ของชีวิตประจำวัน และท้ายที่สุด คือ (4) การใช้ความตายเพื่อตอบโจทย์ใหญ่ของสังคม คือ โจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมสูงวัย และความเป็นปัจเจกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยงานวิจัยนี้ศึกษาปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายผ่านหกกรณีศึกษา แบ่งเป็นแพลตฟอร์มพวงหรีดทางเลือกออนไลน์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนความหมายของคุณค่าใหม่ที่สะท้อนความตระหนักถึงความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม และ ปรากฏการณ์เดธทิวิตี หรือ มรณิจกรรม อันเป็นการเปิดพื้นที่เรื่องตายใหม่ในสังคม โดยทั้งหกกรณีศึกษามีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ คือ การทำความตายให้เป็นดิจิทัล (digitalization of death) และ การเรียกร้องให้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อความตายแบบใหม่ในฐานะพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ภายในตนของปัจเจก (Transformative space) ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการและการให้ความหมายต่อความตายของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในบริบทเมืองเปลี่ยนรูปโฉมไป และค้นพบว่าปรากฏการณ์สมัยใหม่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของพื้นที่กายภาพและดิจิทัลอย่างแยกจากกันไม่ได้ภายใต้ความเป็นสังคมเครือข่าย (network society) เพราะวัตถุประสงค์และความหมายของปรากฏการณ์จะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นจากเครือข่ายของพื้นที่ เวลา วัตถุ และข้อมูล ทั้งกายภาพและดิจิทัลนั่นเอง ท้ายที่สุด การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายอาจกำลังชี้ให้เห็นถึงภูมิทัศน์ความตาย (Deathscape) ที่กำลังเปลี่ยนไป และชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ละเลยความตาย แต่กำลังเรียกร้องการเรียนรู้เรื่องตายในรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยการประกอบขึ้นจากดิจิทัล การสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมิดชิด และตอบโจทย์คุณค่าใหม่ของสากล
สาเหตุการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย, ติณณภพ เตียวเจริญกิจ
สาเหตุการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย, ติณณภพ เตียวเจริญกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทยนับเป็นปรากฏการณ์สำคัญในห้วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ภายในประเทศไทย ทั้งในระดับบุคคลถึงระดับสังคม อีกทั้งยังสร้างผลกระทบต่อบริบทสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศหลากหลายมิติ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาสาเหตุของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบ และพฤติการณ์ของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ 2) เพื่อศึกษา และวิเคราะห์สาเหตุ และปัจจัยของการกระทำความผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการรับมือการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล รวมถึงการพิจารณาถึงความเหมาะสมของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นคนรุ่นใหม่ และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีภารกิจงานเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางการเมือง ควบคู่ไปกับการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาปรากฏประเด็นสำคัญดังนี้ 1) รูปแบบและพฤติการณ์ของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทยมักจะเป็นการโพสต์ หรือแชร์ข้อมูลที่บิดเบือน ในบัญชีผู้ใช้ส่วนตัว หรือกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายได้ตามบริบททางการเมือง และ 2) สาเหตุและปัจจัยของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย ประกอบด้วยปัจจัยระดับบุคคล ได้แก่ ปัญหาสถาบันครอบครัว ความกดดันและความเครียดในการดำรงชีวิต ทัศนคติต่อการเมือง และปัจจัยระดับสังคม ได้แก่ โครงสร้างทางสังคม มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในสังคม โดยข้อเสนอแนวทางการแก้ไขและรับมือกับปัญหาต้องดำเนินการแบบบูรณาการทุกมิติ ดังนี้ 1) การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ 2) การพัฒนาการทำงานของภาครัฐในมิติด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ 3) การพัฒนาการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตและครอบครัว และ 4) การพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายและการให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริง” มาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, มัชฌิมา ร่มรุกข์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริง” มาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, มัชฌิมา ร่มรุกข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของการค้นหาความจริงในกระบวนการสอบสวน ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาลและศึกษาแนวทางในการพัฒนากระบวนการสอบสวนเพื่อแสวงหาความจริง โดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 คน จากพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ และนักวิชาการด้านงานยุติธรรม รวมถึงวิเคราะห์กรณีศึกษา จำนวน 5 คดีที่ประสบความสำเร็จจากการนำนวัตกรรมดังกล่าวไปใช้สอบสวนคดี และการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาของการแสวงหาความจริงในกระบวนการสอบสวนคดีอาญาเกิดจากสภาพปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผู้ปฏิบัติหน้าที่ 2) ด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน 3) ด้านระบบการทำงาน ในส่วนของการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกฎหมายและนโยบาย 2) ด้านทัศคติของผู้ปฏิบัติ 3) ด้านกำลังพล 4) ด้านงบประมาณ และ 5) ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งนี้ จากงานวิจัยค้นพบว่า นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม สามารถสร้างดุลยภาพในการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องในคดี อีกทั้งยกระดับการให้ความสำคัญกับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีความจำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะด้านงานสืบสวนสอบสวนที่จะต้องปฎิรูประบบการทำงานให้พัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยเร็ว
Competition Versus Cooperation: International Programmes In Thailand's Higher Education, Gwyn Peredur Evans
Competition Versus Cooperation: International Programmes In Thailand's Higher Education, Gwyn Peredur Evans
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this thesis has been to produce meaningful understandings of how the internationalisation of higher education (IHE) takes place within public higher education institutions in Thailand, within the context of economic and social drivers. It explores the peripheral voices of actors involved in the field, adopting a social constructivist approach to identify and understand the imperatives and processes of IHE in Thailand, how they are perceived by actors at the institutions, and how their understanding, interpretations and motivations are influenced by the country’s historical and cultural context, as well as their own social environments. By examining the relationship …
Power Dynamics In Environmental Policy: A Case Of The Pasig River Rehabilitation Commission's Dissolution, Maria Michaela Jazmines
Power Dynamics In Environmental Policy: A Case Of The Pasig River Rehabilitation Commission's Dissolution, Maria Michaela Jazmines
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Pasig River is located at the heart of Metro Manila and has been vital for trade, transportation, and livelihood. However, it became one of the most polluting rivers in the world due to rapid industrialization. The Pasig River Rehabilitation Commission (PRRC) was established in 1999 to address this issue. The creation of the PRRC emphasized the state’s mandate to protect the right of the people to have a balanced ecology. However, the PRRC was dissolved in 2019 by former President Rodrigo Duterte stating that the river is “uncleanable.” Interestingly, the Pasig River Expressway was approved shortly after, suggesting an …
Balancing Matters?Re-Visiting Security-Development Nexusand Its Operation On ‘Secure And Prosperous’ National Goals Thailand 2014-2024, Thiraphon Singlor
Balancing Matters?Re-Visiting Security-Development Nexusand Its Operation On ‘Secure And Prosperous’ National Goals Thailand 2014-2024, Thiraphon Singlor
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The main objective of this thesis is to assess the significance of the security-development nexus for Thailand and explore the necessity of achieving balance within it. Through qualitative document analysis, the study addresses two research questions—the operations and implications of the nexus for the country’s security and prosperity. It assesses the theory of ‘balance’ across Thailand’s national-level policies, encompassing the 20-Year National Strategy and its overarching national goals of Security, Prosperity, and Sustainability, as well as the National Economic and Social Development Policy and Plan, National Security Policy and Plan, and Defense Policy. Findings reveal that Thailand’s security and development …
The Impact Of English On Experiencing Othering: A Case Study Of Chulalongkorn University Students, Alejandro Soria Higuera
The Impact Of English On Experiencing Othering: A Case Study Of Chulalongkorn University Students, Alejandro Soria Higuera
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
International programs in Thailand possess distinctive characteristics as nearly all students are Thai nationals who have met the standard English proficiency requirements. Instruction is entirely in English, and these programs are situated within universities where the majority of students are enrolled in Thai-language programs. Additionally, Thai faculty and staff contribute to the necessity of using the Thai language for social interactions outside the classroom. This complexity surrounding international program students in Thailand has led to the purpose of this research, which is to study the impact of English communication inside and outside the classroom on the path to acquiring competence …
ผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย, วรางค์รัตน์ ฎาณวรรณ
ผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย, วรางค์รัตน์ ฎาณวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิมาจาก 2 แหล่ง ประกอบด้วย ส่วนที่หนึ่ง ข้อมูลของครัวเรือนที่อยู่ในการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 และส่วนที่สอง ข้อมูลครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรในปี 2564 โดยเป็นครัวเรือนเกษตรที่ปลูกข้าวและครัวเรือนเกษตรที่ปลูกอ้อย โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการถดถอยพหุคูณแบบเส้นตรง (Multiple Linear Regression Analysis: MLR) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่หนึ่ง ซึ่งมีตัวแปรอิสระประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากรของหัวหน้าครัวเรือน ปัจจัยลักษณะของครัวเรือน และปัจจัยด้านเศรษฐกิจของครัวเรือน โดยมีตัวแปรตามคือ รายได้ต่อไร่ของครัวเรือนเกษตร สำหรับการปลูกข้าว พบว่า ครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นชายมีรายได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นหญิง เนื่องจากการทำนายังเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยแรงงานและความแข็งแรง ในด้านอายุ หัวหน้าครัวเรือนในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปสามารถสร้างรายได้ต่อไร่สูงกว่าเมื่อเทียบกับหัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุ 20-45 ปี ซึ่งสะท้อนถึงทักษะและประสบการณ์ในการปลูกข้าวที่สะสมเพิ่มตามอายุ เมื่อพิจารณาภูมิภาคที่ตั้งของครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนที่ปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการทำนาปีเป็นหลักจะมีรายได้ต่อพื้นที่ที่ต่ำว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนในภูมิภาคอื่นที่มีการทำนาปรังด้วย นอกจากนี้การเพาะปลูกบนพื้นที่เช่าจะมีรายได้ต่อไร่ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการเพาะปลูกบนพื้นที่ของตนเอง ซึ่งอาจเกิดจากการแสวงหาพื้นที่เช่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ใกล้แหล่งน้ำ รวมถึงมีการปลูกข้าวแบบนาปรังร่วมด้วย สำหรับการปลูกอ้อย พบว่า หัวหน้าครัวเรือนที่เป็นหญิงสามารถสร้างรายได้สูงกว่าหัวหน้าครัวเรือนที่เป็นชาย อธิบายได้จากการมีการบริหารจัดการที่ดีตั้งแต่การวางแผนเพาะปลูกจนถึงการตัดอ้อยเพื่อส่งโรงงาน นอกจากนี้ ครัวเรือนที่ปลูกอ้อยบนพื้นที่เช่าก็จะมีรายได้ต่อไร่ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่ปลูกอ้อยบนพื้นที่ของตนเอง เช่นเดียวกันกับการปลูกข้าว ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่สอง ซึ่งมีตัวแปรอิสระประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากรของหัวหน้าครัวเรือน และปัจจัยสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพ โดยมีตัวแปรตามคือ ผลิตภาพต่อไร่ของครัวเรือนเกษตรกร สำหรับการปลูกข้าว พบว่า ครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนเพศชายมีผลิตภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นหญิง ในด้านอายุ หัวหน้าครัวเรือนในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความสามารถสร้างผลิตภาพต่อไร่ได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับหัวหน้าครัวเรือนช่วงอายุ 20-45 ปีและช่วงอายุ 46-59 ปี ซึ่งเห็นว่ากลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีประทักษะและประสบการณ์ในการทำนามาหลายฤดู ทำให้สามารถมีความชำนาญในการวางแผนจัดการเกี่ยวกับผลผลิตที่ได้มาไม่เสียหาย ส่งผลให้ได้ผลิตภาพต่อไร่ดีกว่า ถึงแม้ว่าหัวหน้าครัวเรือนมีระดับการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา แต่สามารถจัดการผลผลิตให้ได้ดีกว่าระดับการศึกษาสูงกว่า แสดงว่าการศึกษาไม่ได้มีผลเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิต แต่เป็นประสบการณ์จากการเพาะปลูกข้าว หัวหน้าครัวเรือนใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูกข้าวในการสร้างรายได้โดยเช่าที่ดินและที่ดินสาธารณประโยชน์ ใช้แหล่งน้ำนอกเขตชลประทานในการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งพื้นที่เกษตรในการเพาะปลูกข้าวใกล้แหล่งน้ำ การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรในการสร้างผลิตภาพข้าวนั้น ทั้ง 8 กลุ่มเครื่องจักรมีอิทธิพลทั้งหมด สำหรับการปลูกอ้อย พบกว่า หัวหน้าครัวเรือนเพศหญิงสามารถสร้างผลิตภาพได้สูงกว่าหัวหน้าครัวเรือนเพศชาย อธิบายได้จากหัวหน้าครัวเรือนเพศหญิงมีความใส่ใจ และการปรับตัวกับการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ดีกว่าหัวหน้าครัวเรือนเพศชาย ในกลุ่มอายุ 60 ปีมีความสามารถในการสร้างผลิตภาพได้ดีกว่า นั้นคือการใช้ประสบการณ์ในการเกษตรที่ยาวนาน และยังพบว่าเขตพื้นที่เพาะปลูกตะวันออกเฉียงเหนือสามารถสร้างผลิตภาพได้ดีกว่า นั้นหมายถึงเขตที่เพาะปลูกมีสภาพพื้นที่เกี่ยวกับน้ำและดินที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต จึงช่วยส่งเสริมในการสร้างผลิตภาพที่ดีต่อการเพาะปลูกอ้อย การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรในการสร้างผลิตภาพอ้อยนั้น มีเพียง 5กลุ่มเครื่องจักรมีอิทธิพล ได้แก่ …
A Critique On Creative Economy As A Potential Tool For Promotion Of Thailand's Sustainable Development Policy, Jiratchaya Kosintharanon
A Critique On Creative Economy As A Potential Tool For Promotion Of Thailand's Sustainable Development Policy, Jiratchaya Kosintharanon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As the world is full of threats, development seems to be an international issue where the state authority has to seek for the most effective solution and drive the development in the country. In Thailand, there is the urgent call to reposition Thailand among ASEAN countries as they used to be and become a developed and sustainable society. Creative economy uses as the potential tool to enhance the sustainable growth and development which also being a feasible option for country. With a diverse usage in the world, it is difficult to ensure the effectiveness after implementation in a country. To …
ศาลเตี้ยออนไลน์ : กรณีศึกษาสถานการณ์ ปฏิสัมพันธ์ และผลกระทบที่เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงแต่ถูกสืบสวนและตัดสินในโลกออนไลน์, เขมสรณ์ หนูขาว
ศาลเตี้ยออนไลน์ : กรณีศึกษาสถานการณ์ ปฏิสัมพันธ์ และผลกระทบที่เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงแต่ถูกสืบสวนและตัดสินในโลกออนไลน์, เขมสรณ์ หนูขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “ศาลเตี้ยออนไลน์ : กรณีศึกษาสถานการณ์ ปฏิสัมพันธ์ และผลกระทบที่เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงแต่ถูกสืบสวนและตัดสินในโลกออนไลน์” สามารถสรุปผลการศึกษาโดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพได้ว่า ศาลเตี้ยออนไลน์คือพื้นที่ทางอารมณ์ที่แสดงบทบาทคู่ขนานไปกับกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ในรูปแบบของพิธีกรรมที่ทุกคนสามารถริเริ่มและมีกลุ่มคนเข้าร่วมในภายหลัง กลายเป็นการกระทำซ้ำ ๆ ที่มีการเตรียมการ การปฏิบัติการ และการลงโทษ โดยเป็นการใช้อำนาจผ่านสื่อออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและนำมาซึ่งความรุนแรง ประกอบด้วย 4 ตัวแสดงที่มีบทบาทแตกต่างกัน ได้แก่ 1) ผู้แสดงส่วนที่ 1 หมายถึง สื่อออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อสังคม 2) ผู้แสดงส่วนที่ 2 หมายถึง กลุ่มคนที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ 3) ใช้การมองเห็นและการรับรู้เป็นอาวุธจนเกิดการแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง และ 4) เหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วยสถานการณ์ 5 รูปแบบ เรียงลำดับจากความรุนแรงน้อยไปหามาก ตั้งแต่การให้ข้อมูล การตีแผ่ การปักธง การสืบสวน และการไล่ล่า ซึ่งเป็นกระบวนการของสถานการณ์ที่ก่อรูปทรงจากพื้นที่ทางอารมณ์ จนกลายเป็นพลังงานทางอารมณ์ และแสดงออกผ่านปฏิสัมพันธ์แบบมีบทบาทแลกเปลี่ยน ที่อาจนำไปสู่ผลกระทบตามมาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านผู้กระทำ ด้านเหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านกระบวนการยุติธรรม และด้านสังคม อย่างไรก็ดี ศาลเตี้ยออนไลน์สามารถพิจารณาได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ด้านหนึ่งอาจก่อให้เกิดความอยุติธรรม กลายเป็นกระบวนการยุติธรรมไวรัลหรือกระบวนยุติธรรมแบบปากต่อปากในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะเกิดการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วน อีกด้านหนึ่งเปรียบได้ดั่งรูปแบบคู่ขนานของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ที่ช่วยถ่วงดุลกระบวนการยุติธรรมผ่านเลนส์เทคโนโลยี จึงจำเป็นจะต้องสนับสนุนด้านบวกและควบคุมด้านลบ เพื่อนำศาลเตี้ยออนไลน์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในสังคมยุคดิจิทัล, ไวพจน์ กุลาชัย
การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในสังคมยุคดิจิทัล, ไวพจน์ กุลาชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในสังคมยุคดิจิทัล” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในยุคดิจิทัล (2) ศึกษาประเภทของความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในยุคดิจิทัล (3) ศึกษาผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในยุคดิจิทัล และ (4) เสนอแนะแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในยุคดิจิทัล การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นคู่ครองจำนวน 13 คู่ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย (analytic induction) ผลการศึกษา พบว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีทำให้การใช้ชีวิตคู่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมแบบเก่าทำให้การทำงานและชีวิตส่วนตัวเกิดความผูกพันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เทคโนโลยีอาจสร้างความห่างเหินต่อชีวิตคู่ ซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งระหว่างคู่ครองและปัญหาอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อความขัดแย้งระหว่างคู่ครองประกอบด้วยปัจจัยเรียงตามลำดับความสำคัญ 12 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัจจัยด้านความแตกต่างในมุมมองหรือทัศนคติ ปัจจัยด้านการสื่อสาร ปัจจัยด้านการนอกใจ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูบุตร ปัจจัยด้านพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยด้านครอบครัวและเครือญาติของคู่ครอง ปัจจัยด้านเวลาและการจัดการชีวิตประจำวัน ปัจจัยความแตกต่างด้านอายุ ปัจจัยด้านความมีระเบียบและวินัย และปัจจัยด้านการแต่งกาย โดยสามารถจำแนกประเภทของความขัดแย้งระหว่างคู่ครองได้ 5 ประเภท ได้แก่ ความขัดแย้งด้านพฤติกรรมและทัศนคติ ความขัดแย้งทางด้านการเงิน ความขัดแย้งทางด้านเพศ ความขัดแย้งด้านการเลี้ยงดูบุตร และความขัดแย้งทางด้านการแบ่งงานกันทำ นอกจากนั้น ผลการวิจัยยังพบว่า ความขัดแย้งระหว่างคู่ครองส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ผลกระทบทางด้านจิตใจ ผลกระทบต่อความรุนแรงในครอบครัว ผลกระทบทางด้านร่างกาย ผลกระทบต่อลูก ผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ผลกระทบด้านสังคม และผลกระทบด้านความพึงพอใจในความสัมพันธ์ ทั้งนี้ แนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การเรียนรู้ ปรับตัวและยอมรับกัน การจัดการทางอารมณ์ การสร้างบรรยากาศที่ดี การสร้างฐานะทางการเงิน การมีส่วนร่วมในงานบ้าน และการมีกิจกรรมร่วมกันซึ่งจะทำให้ครอบครัวสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่ครองควรมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แอปพลิเคชั่นที่ช่วยในการสื่อสารและจัดการความขัดแย้งระหว่างค่าครอง มาช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายที่ดำเนินการโดยภาครัฐ
การมีส่วนร่วมของอาสาสมัครรักษาดินแดนในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส, กรัณฑ์วาริษฐ์ สมจันทร์
การมีส่วนร่วมของอาสาสมัครรักษาดินแดนในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส, กรัณฑ์วาริษฐ์ สมจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของอาสาสมัครรักษาดินแดนในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของอาสาสมัครรักษาดินแดนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ในอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ปัญหาและอุปสรรคของอาสาสมัครในการมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอสุไหงโกลก และเพื่อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของอาสาสมัครรักษาดินแดนในการมีส่วนร่วมกับหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอสุไหงโกลก ในการป้องกันอาชญากรรม การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาสาสมัครรักษาดินแดน ในอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส จำนวน 202 ราย และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์จำนวน 8 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย สามารถแสดงรายละเอียด ดังนี้ 1) บทบาทของอาสาสมัครรักษาดินแดน อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคง 2) บทบาทของอาสาสมัครรักษาดินแดน อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ด้านการบริการ พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ บทบาทในงานจิตอาสาพระราชทานและงานอื่น ๆ ที่เป็นการให้บริการสาธารณะ 3) ปัญหาและอุปสรรคของอาสาสมัคร ด้านการจัดการภายในองค์กร พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การขาดแคลนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ 4) ปัญหาและอุปสรรคของอาสาสมัคร ด้านสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การขาดความร่วมมือในการทำงานจากภายนอกองค์กร 5) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ สามารถสรุปข้อมูลในภาพรวมได้ว่า ในประเด็นบทบาทด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย อาสาสมัครมีการปฏิบัติงานเพื่อเฝ้าระวังภัย โดยเน้นเรื่องผู้ก่อความไม่สงบเป็นสำคัญ ส่วนบทบาทในด้านการบริการ จะเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงานของอาสาสมัคร จากการสัมภาษณ์ พบว่า มี 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมาย, ปัญหาด้านสวัสดิการของอาสาสมัคร, ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์, ปัญหาด้านการขาดความร่วมมือในการทำงานภายนอกองค์กร และปัญหาด้านความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครรักษาดินแดน จะต้องมีความสอดคล้องกับลักษณะปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ …
แนวทางการป้องกันอาชญากรรมบนเทคโนโลยีการเงินแบบกระจายศูนย์ (Defi) : กรณีศึกษาปรากฏการณ์ล้มทั้งยืน (Rug Pull), กุลนันทน์ ศรีเจริญ
แนวทางการป้องกันอาชญากรรมบนเทคโนโลยีการเงินแบบกระจายศูนย์ (Defi) : กรณีศึกษาปรากฏการณ์ล้มทั้งยืน (Rug Pull), กุลนันทน์ ศรีเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา รูปแบบ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดปรากฏการณ์ล้มทั้งยืน (Rug Pull) ซึ่งเป็นอาชญากรรมบนเทคโนโลยีการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่สังคมและนำไปสู่การแสวงหาแนวทางป้องกันที่เหมาะสม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการบูรณาการการวิจัยเชิงเอกสาร การสังเกตแบบชาติพันธุ์วรรณาดิจิทัลและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญของหน่วยงานรัฐ หน่วยธุรกิจและตัวแทนนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล จำนวน 16 ราย ผลการศึกษา พบว่า ปรากฎการณ์ล้มทั้งยืน (Rug Pull) เป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่อาศัยความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของ DeFi เจตนาหลอกลวงให้นักลงทุนนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาฝากในแพลตฟอร์ม จากนั้นเกิดสถานการณ์ทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินลงทุนบางส่วน หรือทั้งหมด หรืออาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง ด้วยสภาพปัญหา 4 ด้าน คือ 1) ด้านโลกาภิวัตน์ ผู้ใช้งานสามารถทำธุรกรรมโดยไม่ระบุตัวตนของคู่สัญญาด้วยความรวดเร็วผ่านระบบนิเวศ DeFi การระบุพื้นที่ หรือเขตอำนาจศาลในการลงโทษผู้กระทำผิดจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก 2) ด้านสังคมความเสี่ยง เกิดขึ้นการจากนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อน โดยมีสัญญาอัจฉริยะเป็นกลไกหลักในการควบคุมเงื่อนไขต่าง ๆ 3) ด้านกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่มีตัวกลางในการกำกับดูแล ทำให้ขาดการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงจากภาครัฐ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการฉ้อโกง หรือให้บริการที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่ได้รับการคุ้มครอง และ 4) ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งขาดกระบวนการส่งต่อ หรือรับข้อมูลสำคัญที่จะนำมาใช้ในการติดตามตรวจสอบ สืบหาตัวผู้กระทำผิด ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ล้มทั้งยืนสามารถเกิดขึ้นได้ 3 รูปแบบ คือ 1) การขโมยสภาพคล่อง 2) การจำกัดการซื้อขาย และ การลากและทุบ โดยมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดปรากฎการณ์ล้มทั้งยืน 3 ปัจจัยหลัก คือ 1) เกิดจากผู้ที่มีความสามารถในการก่ออาชญากรรม 2) เกิดจากนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล และ 3) เกิดจากขาดผู้พิทักษ์ที่มีความสามารถ ทั้งนี้ แนวทางการป้องกัน ได้แก่ การพัฒนาการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลบน DeFi ที่เป็นสากลและชัดเจน การสร้างเครือข่ายเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลบน DeFi การส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเครื่องมือ หรือกลไกการป้องกันฯ ให้มีประสิทธิภาพ การออกมาตรการกำกับดูแลผู้ให้บริการตรวจสอบสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract Security Audit) สำหรับแพลตฟอร์ม DeFi และการสร้างกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน (VASP) เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์รูปแบบใหม่ ซึ่งจะสามารถลดช่องโอกาสของการเกิดปรากฎการณ์ล้มทั้งยืน (Rug …
การพัฒนาแนวทางปฎิบัติงานด้านการติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนามในประเทศไทย, วีรวรรณ ลำดับศรี
การพัฒนาแนวทางปฎิบัติงานด้านการติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนามในประเทศไทย, วีรวรรณ ลำดับศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการปฏิบัติงานด้านติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนามและวิเคราะห์แนวทางปฏิบัติงานด้านการติดตามกรณีคนหายและพิสูจน์ศพนิรนามในประเทศไทย และพัฒนาแนวทางปฏิบัติงานด้านการติดตามกรณีคนหายและพิสูจน์ศพนิรนามในประเทศไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้านวิธีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย กลุ่มบริหารงานยุติธรรม จำนวนทั้งสิ้น 4 คน ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 1 คน ผู้ทรงคุณวุฒิกรมสอบสวนคดีพิเศษด้านการสืบสวนสอบสวน จำนวน 1 คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม กลุ่มบริหารจัดการวัตถุพยาน จำนวน 2 คน กลุ่มนักวิชาการ จำนวนทั้งสิ้น 2 คน ได้แก่ นักวิจัย/นักวิชาการด้านการสืบสวนสอบสวนการรวบรวมพยานหลักฐาน และกลุ่มภาคประชาสังคม จำนวนทั้งสิ้น 5 คน ได้แก่ ตัวแทนจากภาคประชาชน จำนวน 3 คน ตัวแทนจากสื่อมวลชน จำนวน 1 คน และตัวแทนจากองค์กรพัฒนาภาคเอกชน ได้แก่ มูลนิธิกระจกเงา จำนวน 1 คน จากผลการศึกษาสภาพปัญหากรณีบุคคลสูญหายและพิสูจน์ศพนิรนามในประเทศไทย ประกอบด้วย 8 ด้าน ดังนี้ 1 ด้านกฎหมาย 2) การสอบสวน 3) การสืบสวน 4) การเข้าถึงกระบวนการยุดิธรรมของผู้เสียหาย 5) ด้านความเป็นอาชญากรรม 6) ด้านการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหาย 7) ด้านการสืบค้นข้อมูลผู้สูญหายและศพนิรนาม และ 8) ด้านความหลากหลายของรูปแบบและพฤติการณ์ของคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม ทั้งนี้แนวทางการแก้ไขควรมีการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างแท้จริงเพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน ดำเนินการรับแจ้งคนหาย และกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นประโยชน์สูงสุดในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน
ปัจจัยครอบครัวและการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตลาดแรงงานของวัยแรงงานตอนต้นในประเทศไทย, ภัทรพิมพ์ ทองวั่น
ปัจจัยครอบครัวและการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตลาดแรงงานของวัยแรงงานตอนต้นในประเทศไทย, ภัทรพิมพ์ ทองวั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตลาดแรงงานของวัยแรงงานตอนต้นและอิทธิพลของปัจจัยครอบครัวในประเทศไทยต่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยศึกษาจากกลุ่มประชากรวัยแรงงานที่มีอายุ 15 – 35 ปี ทั้งผู้ที่มีงานทำและผู้ว่างงาน ผู้วิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการศึกษาวิเคราะห์การเข้าสู่ตลาดแรงงานและการทำงานของวัยแรงงานตอนต้นในประเทศไทยแบบมุ่งอนาคตของกระทรวงแรงงาน ในปี พ.ศ. 2562 โดยใช้การวิเคราะห์ด้วย Probit Model และ Cox Proportional Hazard Modelผลการวิจัยที่สำคัญด้วย Probit Model พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานของวัยแรงงานตอนต้น โดยพิจารณาทั้งสถานะของการเปลี่ยนผ่าน ลักษณะงานที่เปลี่ยนผ่าน และระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านสู่งานที่มั่นคง ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ภูมิภาคที่อยู่อาศัย อาชีพของมารดา การถ่ายทอดระหว่างรุ่นด้านการศึกษา รายได้ครัวเรือน และจำนวนสมาชิกในครัวเรือน นอกจากนี้ สำหรับผลการศึกษาระยะการเปลี่ยนผ่านสู่งานที่มั่นคงโดยใช้ Cox analysis พบว่า การถ่ายทอดระหว่างรุ่นด้านการศึกษามีความสัมพันธ์แบบแปรผันตาม ในขณะที่อายุ สถานภาพสมรส การย้ายถิ่น และภูมิภาคที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนผ่านสู่งานที่มั่นคงผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทางประชากรและครอบครัว โดยเฉพาะการถ่ายทอดระหว่างรุ่นที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานของวัยแรงงานตอนต้น ข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายเพื่อผลักดันการเข้าสู่ตลาดแรงงาน รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างทั่วถึงในทุกระดับและทุกภูมิภาค รวมถึงเพิ่มการกระจายแหล่งงานและพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค นอกจากนี้ อาจพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินอุดหนุนแก่บริษัทที่จ้างงานวัยแรงงานตอนต้น
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบครัวเรือน กับความสูง น้ำหนัก และภาวะทุพโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในประเทศไทย, พิกุล กันทะวัง
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบครัวเรือน กับความสูง น้ำหนัก และภาวะทุพโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในประเทศไทย, พิกุล กันทะวัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบครัวเรือน กับความสูง น้ำหนัก และภาวะทุพโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบครัวเรือน ความสูง น้ำหนัก และภาวะทุพโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในประเทศไทย 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบครัวเรือน กับ ความสูง น้ำหนัก และภาวะทุพโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในประเทศไทย และ 3) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ให้มีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นทรัพยากรที่จะพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2559 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 10,787 คน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี มารดา/ผู้ดูแลเด็กจะเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สมการถดถอย โดยการศึกษาความสูง น้ำหนัก และภาวะทุพโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มี 4 ตัวแปร ได้แก่ น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง และความอ้วน ผลการศึกษาพบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ส่วนใหญ่มีน้ำหนักตามเกณฑ์อายุอยู่ในกลุ่มน้ำหนักตามเกณฑ์ ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุอยู่ในกลุ่มสูงตามเกณฑ์ ในส่วนของน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง ส่วนใหญ่สมส่วน เมื่อพิจารณาความอ้วนของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยใช้การคำนวณดัชนีมวลกาย (bmi) พบว่า เด็กส่วนใหญ่ปกติ ในส่วนของปัจจัยด้านองค์ประกอบครัวเรือน พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในประเภทครัวเรือนที่เป็นครัวเรือนขยาย (ครัวเรือน 3 รุ่น ขึ้นไป) มีพ่อและแม่อยู่ในครัวเรือน ส่วนใหญ่อยู่ในครัวเรือนขนาด 4 คน จากผลการวิเคราะห์สมการถดถอยด้วย logistic regression (ตัวแปรส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ) และ multinomial logistic regression …
การมีบุตรกับการทำงานของสตรีไทยที่สมรส, วริษา กังสวัสดิ์
การมีบุตรกับการทำงานของสตรีไทยที่สมรส, วริษา กังสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์การทำงานของสตรีไทยที่สมรสแล้ว (2) วิเคราะห์ว่าปัจจัยด้านการมีบุตรส่งผลต่อการทำงานของสตรีที่สมรสแล้วหรือไม่อย่างไร และ (3) วิเคราะห์ปัจจัยด้านคุณลักษณะของสตรีและปัจจัยด้านครัวเรือนที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของสตรีที่สมรสแล้วในประเทศไทย การศึกษานี้ใช้กลุ่มตัวอย่างสตรีที่สมรสแล้ว อายุ 25-49 ปี จำนวน 5,124 ตัวอย่าง (แบบถ่วงน้ำหนัก) ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบจำลองโพรบิตและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม โดยแบบจำลองมีการใช้ตัวแปรเครื่องมือ คือตัวแปรภาวะการมีบุตรยากเพื่อแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสตรีที่สมรสแล้วทำงานทั้งหมด 4,230 ตัวอย่าง (ร้อยละ 82.56) และสตรีที่สมรสแล้วไม่ทำงานทั้งหมด 894 ตัวอย่าง (ร้อยละ 17.44) สำหรับสตรีที่ทำงานมีการทำงานโดยเฉลี่ยวันละ 8.18 ชั่วโมง ทำงานเฉลี่ย 6 วันต่อสัปดาห์ และทำงานเฉลี่ยคิดเป็น 48.64 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยสตรีมีการทำงานเต็มเวลาที่ร้อยละ 77.64 ของผู้ที่ทำงาน และการทำงานไม่เต็มเวลาที่ร้อยละ 22.36 ของผู้ที่ทำงาน ด้านสถานภาพการทำงานของสตรี สัดส่วนที่มากที่สุดคือธุรกิจของตนเอง รองลงมาคือลูกจ้างเอกชน และช่วยธุรกิจของครัวเรือน ทั้งนี้ สตรีที่มองว่าตนเองมีการทำงานเท่ากับจำนวนชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยที่ต้องการมีสัดส่วนสูงที่สุด และรองลงมาคือมีการทำงานมากกว่าจำนวนชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยที่ต้องการสาเหตุหลักมาจากรูปแบบลักษณะงานที่ทำ ต้องการรายได้เพิ่มขึ้น และข้อกำหนดของบริษัทนอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์พบว่า จากการศึกษาในกลุ่มสตรีที่ทำงานพบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านจำนวนบุตรกับชั่วโมงการทำงานของสตรี โดยสตรีที่มีบุตรเพิ่มขึ้น 1 คน ส่งผลให้มีชั่วโมงการทำงานลดลง 3.2873 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และกรณีในพื้นที่ชนบท สตรีที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชนบทเมื่อมีบุตรเพิ่มขึ้น 1 คน จะส่งผลให้ชั่วโมงการทำงานลดลง 3.9037 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 รวมถึงในแต่ละแบบจำลองปัจจัยด้านอายุของสตรี สถานภาพสมรส อายุแรกสมรสของสตรี รายได้ของคู่สมรส ผู้ดูแลหลักที่เลี้ยงดูคนในครัวเรือน ภาคที่อยู่อาศัย และเขตที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์กับการทำงานของสตรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ ให้แก่สตรีที่มีบุตรให้สามารถทำงานและเลี้ยงดูบุตรได้ เช่น สวัสดิการการลาคลอด ศูนย์รับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนที่มีคุณภาพ อยู่ใกล้บ้าน และมีในทุกพื้นที่ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อช่วยเหลือในการทำงานของมารดาพร้อมกับการเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนความเท่าเทียมในการทำงานที่ส่งเสริมให้สตรีหลังลาคลอดบุตร เมื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน สามารถเติบโตในหน้าที่การงานได้ นอกจากนี้ ยังควรมีการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่สตรี และพัฒนาทักษะต่างๆ ให้แก่สตรีที่มีบุตรที่ออกจากระบบแรงงานและกลับเข้ามาทำงานหลังจากบุตรมีอายุมากขึ้น สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและพร้อมทำงานในตลาดแรงงานได้เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
ความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในประเทศไทย : ก่อนและระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, วรชาติ โชครัศมีดาว
ความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในประเทศไทย : ก่อนและระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, วรชาติ โชครัศมีดาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านมาเป็นประเทศสังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2550 อย่างไรก็ตามกลับพบว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยยังคงต้องทำงานเพื่อหารายได้มาใช้ดำรงชีวิตประจำวันเนื่องจากความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุส่วนใหญ่นั้นมาจากรายได้จากการทำงาน สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) ได้ส่งผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอนามัยต่อกลุ่มผู้สูงอายุในประเทศไทยเป็นอย่างมาก การวิจัยเรื่องความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในประเทศไทยในช่วงเวลาก่อนและระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านสังคมและประชากร ปัจจัยด้านสุขภาพ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุที่มีต่อความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2560 และปี พ.ศ. 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านต่าง ๆ ด้วยแบบจําลองการถดถอยโลจิสติคทวิ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านสังคมและประชากร ปัจจัยด้านสุขภาพ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีผลต่อความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในประเทศไทย จากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยจึงมีการเสนอแนะให้ภาครัฐ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรมีการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินให้แก่ผู้สูงอายุ เช่นการสนับสนุนด้านบริการสาธารณสุขแก่ผู้สูงอายุ ตลอดจนควรมีการดำเนินนโยบาย เพื่อให้ความรู้และส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ในการเก็บสะสมความมั่งคั่งทางทรัพย์สินสำหรับไว้ใช้จ่ายหลังจากเกษียณ
อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานคร, สุดารัตน์ กันทะเนตร
อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานคร, สุดารัตน์ กันทะเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตของแรงงานนอกระบบต่อสุขภาวะด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และการทำงาน การศึกษานี้ใช้ข้อมูลข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการนวัตกรรมเพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้กับแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุสำรองและผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ผ่านแฟลตฟอร์มดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้คัดเลือกเฉพาะแรงงานนอกระบบที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จำนวน 705 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุสำรอง (อายุ 45-59 ปี) จำนวน 526 คน และกลุ่มผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) จำนวน 179 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอยแบบ โลจิสติกทวิภาค ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสุขภาวะของแรงงานนอกระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากร ได้แก่ อายุ ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายได้ ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความถี่ ระยะเวลา และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน และปัจจัยด้านความสามารถในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้การใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง ความสามารถในการสืบค้นข้อมูล ความสามารถในการเข้าใจเนื้อหาหรือข้อมูลต่าง ๆ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของแรงงานนอกระบบให้มีความเหมาะสม ทั้งความถี่ ระยะเวลา และรูปแบบการใช้งาน อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบมีความสามารถในการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตนเอง เพื่อให้แรงงานนอกระบบเกิดสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานนอกระบบของประเทศไทยต่อไป
รูปแบบการอยู่อาศัยและการออมของผู้สูงอายุไทย, พิฤดา พยัคฆ์
รูปแบบการอยู่อาศัยและการออมของผู้สูงอายุไทย, พิฤดา พยัคฆ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงรูปแบบการอยู่อาศัยที่มีผลต่อการออมของผู้สูงอายุไทย โดยมีตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากร ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางสังคม โดยใช้ข้อมูล การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มาทำการวิเคราะห์เชิงปริมาณแบบสองทางเลือกด้วยวิธี Probit model ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางจะมีโอกาสออมน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง และมีโอกาสออมน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบอื่น ซึ่งมีผลมาจากภาวะหนี้สินของตนเอง หรือ หนี้สินของครัวเรือน โดยจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบไขว้ ชี้ให้เห็นว่า เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางมีหนี้สินของครัวเรือนอยู่ ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังและมีหนี้สิน มีจำนวนไม่ถึง ร้อยละ 20 นอกจากนี้การมีเงินออมของผูู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับเพศของผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่า ผู้สูงอายุหญิงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่ไม่มีหนี้สิน และมีสัดส่วนของการได้รับการเกื้อหนุนจากบุตรสูง จึงมีโอกาสในการออมมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุชาย ทั้งนี้ผู้สูงอายุช่วงตอนปลายส่วนใหญ่อยู่ในครัวเรือนปลอดหนี้ ทำให้มีโอกาสในการออมมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุช่วงอื่น สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในทุกระดับการศึกษา จะทำให้มีโอกาสออมมากกว่า ผู้สูงอายุที่ไม่มีการศึกษา โดยสะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการอยู่อาศัย มีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุ รวมถึงการเกื้อหนุนจากบุตรในครัวเรือนและนอกครัวเรือน ที่เป็นอีกหนึ่งทางในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมี ออมมากขึ้น เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากบุตร หรือ ไม่มีบุตร อีกทั้งภาวะหนี้สินของผู้สูงอายุ เช่น หนี้สินของตนเอง และหนี้สินของครัวเรือน เป็นประเด็นท้าทายที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญ อันส่งผลต่อการออมโดยตรง
Women’S Educational Attainment And Sexual Coercion By Intimate Partners In Vietnam: Ethnic Differences In 2020-2021, Hang Thi Thuy Do
Women’S Educational Attainment And Sexual Coercion By Intimate Partners In Vietnam: Ethnic Differences In 2020-2021, Hang Thi Thuy Do
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vietnam, a lower-middle-income nation in Southeast Asia, has recorded an increase in sexual assault in intimate relationships in recent years. Research about the ethnic differences associated with this issue is rarely explored. This quantitative study aims to investigate the relationship between women’s level of education and intimate partner sexual coercion in Vietnam through the lens of ethnic differences. The nationally representative dataset from the Vietnam Multiple Indicator Cluster Survey (MICS) 2020-2021 and multivariate logistic regression model for the sample of 6,187 women of reproductive age are employed. Findings illustrate that women acquiring education from the upper secondary level and above …
Systematic Review: Working Conditions And Health Outcomes Among Female Migrant Domestic Workers In Asia, Konchawan Chantima
Systematic Review: Working Conditions And Health Outcomes Among Female Migrant Domestic Workers In Asia, Konchawan Chantima
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
About 2.78 million people die as a result of occupational accidents and work-related diseases each year. Female migrant domestic workers (MDWs) in Asia represent substantial proportions of domestic work worldwide. The challenging working conditions faced by female MDWs have raised great concerns, which may subsequentially lead to poor physical and mental health. This study aimed to examine working conditions and health outcomes of female MDWs in Southeast and East Asia via a systematic review of peer-reviewed and English-written journal articles published during 2014 – 2023 in four academic databases (i.e., ScienceDirect, Scopus, Sagepub, and GoogleScholar). This systematic review study relied …