Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Demography, Population, and Ecology (429)
- Criminology (144)
- Social Justice (144)
- Criminology and Criminal Justice (87)
- Legal Studies (87)
-
- Political Science (87)
- Sociology of Culture (26)
- Anthropology (19)
- Gender and Sexuality (2)
- Medicine and Health Sciences (2)
- Agricultural and Resource Economics (1)
- Civic and Community Engagement (1)
- Development Studies (1)
- Economics (1)
- Health Law and Policy (1)
- Health Policy (1)
- Inequality and Stratification (1)
- Labor Economics (1)
- Law (1)
- Migration Studies (1)
- Other Social and Behavioral Sciences (1)
- Pharmacy Administration, Policy and Regulation (1)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (1)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1)
- Quantitative, Qualitative, Comparative, and Historical Methodologies (1)
- Social Control, Law, Crime, and Deviance (1)
- Keyword
-
- Thailand (3)
- Cambodia (2)
- Generation Y (2)
- Health (2)
- Migration (2)
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Acculturation strategy (1)
- Aging (1)
- Argentine (1)
- Autoregressive Distributed Lag model (1)
- Bangkok (1)
- Bangkok Metropolitan Region (1)
- Bayesian Hierarchical Models (1)
- Bound test (1)
- COVID-19 (1)
- Child (1)
- Children (1)
- Community empowerment (1)
- Digital natives (1)
- Digital well-being (1)
- Drug regulations (1)
- Elderly (1)
- Elderly clubs/learning centers (1)
- Employment (1)
- Empowerment (1)
- Error correction model (1)
- Fertility intention (1)
- Florfenicol (1)
- Frontline nurse (1)
- Generation X (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 481 - 510 of 809
Full-Text Articles in Sociology
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบวิธีการหลอกลวง สภาพปัญหาในการป้องกันและปราบปราม และแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ปฏิบัติงานและทำคดีอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทดังกล่าว จำนวน 7 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลการศึกษาพบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์มีรูปแบบที่สำคัญ คือ การกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งอาชญากรจะพัฒนากลวิธีและกลอุบายในการหลอกลวงโดยอาศัยความก้าวหน้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีการหลอกลวงอยู่เสมอ แต่ทุกวิธีการหลอกลวงล้วนแล้วอยู่บนพื้นฐานของการฉ้อโกงผ่านช่องทางออนไลน์และไม่มีเจตนาที่จะทำการซื้อขายมาตั้งแต่ต้น โดยสามารถแบ่งวิธีการหลอกลวงเป็น 5 ลักษณะ คือ หลอกลวงขายสินค้าปลอม หลอกลวงขายสินค้าโดยส่งมอบสินค้าที่ผิดประเภทหรือสินค้าอย่างอื่น หลอกลวงขายสินค้าแต่ไม่มีการส่งมอบสินค้า หลอกลวงโดยแอบอ้างว่าเป็นร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่มีอยู่จริง และหลอกลวงขายสินค้าโดยทำตัวเป็นคนกลาง ซึ่งจากการศึกษาพบปัญหาในการป้องกันและปราบปรามอยู่ 4 ประการ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ ได้แก่ บูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริหารจัดการและกำหนดมาตรการสำหรับบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า กำกับดูแลการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากภาครัฐ จัดระเบียบการใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เสริมสร้างศักยภาพในการสืบสวนและติดตามผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในกรณีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ และสามารถลดจำนวนการกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้
Crisis Migration In Sri Lanka: Analyzing The Governance Of Transnational Actors In The Context Of War And Financial Crisis, Dolewaththa Gamage Niruka Sanjeewani
Crisis Migration In Sri Lanka: Analyzing The Governance Of Transnational Actors In The Context Of War And Financial Crisis, Dolewaththa Gamage Niruka Sanjeewani
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Crisis migration has become a critical issue in Sri Lanka due to the war and ongoing financial crisis. Drawing from this understanding, the research investigates crisis migration in Sri Lanka through five distinct chapters. The first chapter offers an overview of the entire research. The second chapter examines the evolution of classical humanitarianism and its shift towards new humanitarianism in the context of war in Sri Lanka. It focuses primarily on Tamil refugees in India and their repatriations from India to Sri Lanka. The third chapter examines the transnational spaces of the Tamil diaspora. The chapter elaborates on their involvement …
การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน
การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ชายแดนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนแอ (Vulnerable zone) ที่มักได้รับความเสี่ยงจากภัยคุกคามหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอาศัย “ความเปราะบาง ด้านความมั่นคง” (Security vulnerability) เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และในประเทศอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์อาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของปัญหา รูปแบบ ลักษณะ สาเหตุ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างตระหนักรู้แก่สังคม โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ เอกสาร ข่าวสาร กฎหมาย มาตรการภาครัฐ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่แม่สอดและประเทศเพื่อนบ้าน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนมีความจำเพาะเจาะจงเนื่องด้วยบริบทของพื้นที่ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่อาชญากรรมสำคัญ ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมคอปกขาว การลักลอบเข้าเมืองทั้งคนและสินค้า ยาเสพติด ลักลอบนำพาแรงงาน และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภูมิประเทศ สถานการณ์การเมืองเมียนมา มาตรการและนโยบายภาครัฐ และพบว่าอาชญากรรมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยแบบองค์รวม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างเรื้อรังและรุนแรง
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
ความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน - ใช้ชีวิต: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำงานในองค์การแนวระนาบกับคนทำงานไร้องค์การในกรุงเทพมหานคร, สุรเชษฏ์ คงเสงี่ยมวงศ์
ความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน - ใช้ชีวิต: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำงานในองค์การแนวระนาบกับคนทำงานไร้องค์การในกรุงเทพมหานคร, สุรเชษฏ์ คงเสงี่ยมวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน-ใช้ชีวิต (Work-Life Balance) ผ่านการเปรียบเทียบประสบการณ์ของคนทำงานในองค์การแนวระนาบ (Heterarchical Organization) และคนทำงานไร้องค์การ (Freelancers) ในกรุงเทพมหานคร งานวิจัยใช้แนวทางชาติพันธุ์วรรณนาเชิงผัสสะ (Sensory Ethnography) และทฤษฎีปฏิบัตินิยมฝรั่งเศส (French Pragmatism) เพื่อวิเคราะห์ว่าผัสสะในสถานที่ทำงานมีส่วนต่อการตระหนักรู้และจัดการตนเองอย่างไร นำไปสู่การสร้าง Work-Life Balance แบบเฉพาะบุคคล ผู้วิจัยเสนอแนวคิด “ผู้ประกอบการเชิงผัสสะ” เพื่ออธิบายรูปแบบของแรงงานที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลกำไร แต่ใช้ความรู้สึก อารมณ์ และสัญชาตญาณในการบริหารชีวิตการทำงาน วิทยานิพนธ์เสนอว่าสภาพแวดล้อมขององค์การและความยืดหยุ่นของฟรีแลนซ์ต่างมีผลต่อรูปแบบการสร้างสมดุลในชีวิตในเชิงวัฒนธรรม ผลการศึกษานี้มีนัยสำคัญต่อการออกแบบนโยบายและสภาพแวดล้อมการทำงานในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ในศตวรรษที่ 21
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์
เส้นทางที่ (ไม่) คุ้นชินของน้ำมันในลาวจากกรุงเทพฯสู่สะหวันนะเขตและเวียงจันทน์: พลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ลาว เมื่อน้ำมัน - มนุษย์กลายเป็นแรงปรารถนาในการพัฒนา, สิทธา พสุทันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพลังงานน้ำมันในฐานะ “สิ่งกระทำทางประวัติศาสตร์” (Historical Actant) ที่มีส่วนร่วมสำคัญต่อเส้นทางประวัติศาสตร์การพัฒนาของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยนำเสนอประวัติศาสตร์ในรูปแบบ “เส้นทางที่ (ไม่) คุ้นชิน” [Path-(Non)-Dependence] เพื่อขยายความเข้าใจจากกรอบประวัติศาสตร์กระแสหลักที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง วิทยานิพนธ์นี้ใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีวัตถุนิยมใหม่ (New Materialism) และจิตวิเคราะห์ของฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan’s Psychoanalysis) เพื่ออธิบายน้ำมันในฐานะวัตถุแห่งความปรารถนา (Object of Desire) ที่ฝังอยู่ในแนวทางการพัฒนาแบบรัฐสมัยใหม่ของลาว การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาเอกสาร การเก็บข้อมูลภาคสนามเชิงชาติพันธุ์วรรณนาในเมืองสะหวันนะเขตและเวียงจันทน์ การร่วมเดินทางขนส่งน้ำมันจากจังหวัดระยอง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าน้ำมันจากไทยผ่านโครงสร้างชายแดนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าน้ำมันไม่เพียงเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ แต่ยังร่วมขีดเขียนประวัติศาสตร์ผ่านการประกอบร่วม (Assemblage) กับหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ โครงสร้างชายแดน อำนาจ และผู้คนที่เกี่ยวข้อง วิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอให้การศึกษาพลังงานเป็นการศึกษาสังคม เพื่อเข้าใจความพัวพันระหว่างพลังงาน น้ำมัน และรัฐชาติในฐานะสภาวะร่วมการพัฒนาของสังคม
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางการพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) รวบรวมข้อมูลจาก กฎหมาย บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 และใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) และสรุปข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) บนพื้นฐานของทฤษฎีอาชญาวิทยาและแนวคิดการป้องกันความรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึงการแพร่กระจายของอาวุธเถื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและคู่สมรส ปัญหาสุขภาพจิตและการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนค่านิยมและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนกับต่างประเทศ พบว่าประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนน้อย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มีมาตรการทางกฎหมายอาวุธปืนที่เข้มงวด มีระบบคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืนที่ละเอียด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีมาตรการสำคัญที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนิรโทษกรรมและซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชน การจำกัดการถือครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แม้ประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนสูง แต่มีการพัฒนามาตรการที่น่าสนใจ เช่น กฎหมายธงแดง (Red Flag Laws) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลสั่งยึดอาวุธปืนจากบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดก่อนการซื้ออาวุธปืน (Background Checks) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการป้องกันทั้งขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ได้แก่ การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยกย่องการใช้อาวุธปืนผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ในสื่อสาธารณะ การปรับปรุงกฎหมายและระบบการอนุญาต การควบคุมอาวุธปืนอย่างรัดกุม ตลอดจนการพัฒนาแนวทางคัดกรองและติดตามบุคคลที่ครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างยั่งยืน
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท”มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 2) เพื่อศึกษานโยบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาล พญาไท 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 4) เพื่อศึกษาหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยใช้การวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิจัยเชิงสัมภาษณ์ (In-Deph Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง และ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติหลายประการ แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าใจบทบาทของตนเองและพยายามปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ยังขาดเครื่องมือสนับสนุน ความชัดเจนของระบบรางวัล และการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ในด้านนโยบาย พบว่า แนวนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกนำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยเน้นการป้องกันเหตุ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง และการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าการถ่ายทอดนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพยากรและการกำกับติดตาม สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องมือที่จำเป็น การขาดระบบสนับสนุนจากส่วนกลาง และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่ยังไม่คล่องตัวเพียงพอ ส่วนแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพ ควรมีการฝึกอบรมเสริมทักษะด้านภาษาและการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลาดตระเวนและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สภาพปัญหาในการดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชัยนาทและผู้อำนวยการด้านพัฒนาพฤตินิสัยที่ดูแลเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 2) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 3) ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 4) ผู้พ้นโทษที่ได้นำเอาความรู้และทักษะจากการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมจากเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท ไปปรับใช้ 5) ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้างานฝึกวิชาชีพ กรมราชทัณฑ์ และ 6) ผู้บริหารระดับสูง (ดูแลด้านพัฒนา พฤตินิสัย) กรมราชทัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราว เขาพลองมุ่งเน้นที่ตัวของผู้ต้องขังเป็นสำคัญตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก มีการพิจารณาภูมิหลัง ทักษะ อาชีพที่เคยประกอบ ตลอดจนความสมัครใจของผู้ต้องขัง โดยรูปแบบของการฝึกเป็นไปในลักษณะของ “ครูพาทำ” และการอบรมจากหน่วยงานภายนอก มีการติดตามผลการอบรมในรูปแบบของการมอบหมายภารกิจ เพื่อวัดความเข้าใจของผู้ต้องขังในเรื่องที่ได้รับการอบรมไป การดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองปรากฏสภาพปัญหาในด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ด้านงบประมาณ ด้านอุปกรณ์ ด้านบุคลากร ด้านหลักสูตรและรูปแบบการฝึก ด้านผู้ต้องขัง ด้านระยะเวลา และด้านการประชาสัมพันธ์ แนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สามารถพัฒนาเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง บุคลากร หลักสูตรการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนผู้ต้องขัง ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม
การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร
การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะร่วมของชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยศึกษาการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการควบคุม ทางสังคมของชุมชนที่ช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 หมู่บ้าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 16 คน ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน 3 คน และสมาชิกชุมชน 1 คน ต่อหมู่บ้าน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกต (Observation) สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน จากนั้นจึงวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะร่วมของชุมชนที่ส่งผลดีต่อการป้องกันยาเสพติด ได้แก่ ความสามัคคี ความไว้วางใจในผู้นำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ชุมชนใช้พลังของเครือญาติ ความใกล้ชิดระหว่างครอบครัว และกิจกรรมทางศาสนาในการดูแลกลุ่มเสี่ยง สำหรับการควบคุมทางสังคม ชุมชนใช้ความเชื่อผ่านพิธีปฏิญาณตนต่อศาลพ่อปู่ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของสมาชิก เสมือนเป็นกลไกควบคุมพฤติกรรมอย่างไม่เป็นทางการ ร่วมกับการตั้งกติกาและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้างระบบป้องกันยาเสพติดที่เข้มแข็งจากภายใน โดยอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนร่วมกับการใช้ความเชื่อในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม อีกทั้ง การส่งเสริมระบบฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคม การบูรณาการพลังศรัทธาเข้ากับมาตรการทางสังคม และการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถต่อยอด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดได้
เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์
เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand remains a major destination for migrant workers from neighboring countries and hosts a large population of Myanmar migrants, including many women. Despite their contributions to local economic development, female migrant workers face persistent barriers to accessing reproductive healthcare. This study analyzes the structural, personal, and social dimensions of reproductive health access among Myanmar migrant women in Samut Sakhon province. Using the 4A framework, Availability, Accessibility, Acceptability, and Adaptability together with intersectionality, the study draws on 12 semi-structured interviews to explore how structural, personal, and social factors affect their reproductive healthcare access. Multiple dimensions of identity were also explored to …
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the socio-economic impacts and the challenges to equitable growth posed by sport tourism-led development in Buriram Province, Thailand. Over the past decade, Buriram has gained both national and international visibility by branding itself as a sport tourism destination, anchored by infrastructure such as the Chang Arena football stadium and the Buriram International Circuit. However, significant contradictions remain. According to the Thailand People Map (TPMAP), in 2022 Buriram had the highest number of people living in poverty in the northeastern region, totaling 45,356 individuals. Notably, the highest concentration of poverty is found in Mueang District, the same area …
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง
เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี
เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงต่อคนพิการในประเทศไทย (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย และ (3) เสนอมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการคนพิการของภาครัฐและองค์กรคนพิการ จำนวน 559 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น (IOC = 0.802, Reliability = 0.958) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยใช้ตัวแปรปัจจัยด้านการเสริมพลังคนพิการ ปัจจัยด้านนโยบาย ปัจจัยด้านการดำเนินคดี ปัจจัยด้านการคุ้มครอง ปัจจัยด้านการป้องกัน และปัจจัยด้านความเป็นหุ้นส่วน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 25 คน และกรณีศึกษาคนพิการหรือผู้ดูแลที่ก้าวข้ามความรุนแรง จำนวน 10 คน ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ได้แก่ ควรปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมการคุ้มครองคนพิการจากความรุนแรงทุกรูปแบบ แต่งตั้งผู้สนับสนุนสิทธิคนพิการ พัฒนามาตรฐานสถานดูแลภาคเอกชน จัดทำฐานข้อมูลกลาง ส่งเสริมการสร้างพื้นที่ปลอดภัย พัฒนาระบบเฝ้าระวังความรุนแรงในชุมชน สร้างความตระหนักรู้แก่สังคม จัดอบรมเสริมพลังให้คนพิการและครอบครัว พัฒนาคู่มือการปฏิบัติงาน และส่งเสริมงานวิจัยที่ใช้กรอบแนวคิดการผนวกรวมประเด็นคนพิการ
Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi
Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the policy process of the Ao Ang–Laem Rio Landbridge project, with a focus on Ranong Province, to explore the institutional and power dynamics underpinning the formulation of infrastructure development policy in Thailand. The study draws upon the frameworks of institutional and power-centered political economy, environmental justice, and place-based development to analyze the relationships among the state, capital interests, political actors, and local communities. The findings reveal that the promotion of the Landbridge project operates within a centralized policy structure that prioritizes macroeconomic and corporate interests over local capacities and community needs. Although the state has framed the …
The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen
The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The global success of K-pop has significantly influenced the development of T-pop, especially in terms of production model, artist training, visual aesthetics, and digital marketing strategies. However, despite K-pop's rapid global expansion, T-pop's growth, especially in the Chinese market, remains limited. This study explores how T-pop can borrow successful elements of K-pop's business model to enhance its appeal among young Thai Chinese. The study adopted a mixed methods approach, combining quantitative data obtained through an online questionnaire survey of 396 Chinese university students in Thailand and qualitative insights obtained through interviews with five music industry professionals. The results show that …
Understanding Digital Well-Being And Insights From Technological Impacts On University Students’ Everyday Lives In Bangkok, Chulanee Thianthai, Patrapan Tamdee
Understanding Digital Well-Being And Insights From Technological Impacts On University Students’ Everyday Lives In Bangkok, Chulanee Thianthai, Patrapan Tamdee
Journal of Health Research
Background - Digital wellbeing has been widely discussed due to the influence of digital technology on our life. This paper defined digital wellbeing for university students in Bangkok and reviewed how they engaged with technology, while examining the technological impacts on their everyday lives.
Methods - Qualitative data was collected from university students across different majors and genders, ranging in age from 18-32 years old. The researchers used 30 in-depth individual interviews in conjunction with a brain writing 6-3-5 design thinking technique to gain insight into how digital natives living in Bangkok defined digital wellbeing and experienced daily life impacts …
Revisiting The Component Of Strong Community In The Thailand Context, Sukanya Meesakulthong
Revisiting The Component Of Strong Community In The Thailand Context, Sukanya Meesakulthong
Journal of Demography
The elements of strong communities in Thailand are changing. In this study, data were collected and analyzed by triangulation from in-depth interviews across 32 case studies of academics, community leaders, civil servants, government officials, pensioners, and representatives of non-profit organizations (NGOs). The research found a significant emergence of diversity among leaders in the Thai context compared with the past, tending toward individualistic characteristics. It is believed that each person has their own motivations and demonstrates actions that respond to expectations and needs — an important attribute that enhances the potential for leadership within a community. Additionally, evidence-based practices are needed …
ผู้หญิงในโลกดิจิทัลกับสื่อไม่ปลอดภัย: มุมมองทางประชากรและสังคม, Pychaniphat Wichaino, Phanarin Namphet
ผู้หญิงในโลกดิจิทัลกับสื่อไม่ปลอดภัย: มุมมองทางประชากรและสังคม, Pychaniphat Wichaino, Phanarin Namphet
Journal of Demography
In a wide range of networked societies, going digital is a dynamic social phenomenon that brings risks exposure to unsafe media. This article studied the knowledge of issues related to unsafe media through demographic and social perspectives. It aims to understand the digital lifestyle and ways to mitigate the risk of unsafe media for women in the digital world. This quantitative research-based study collected data from 541 questionnaires completed by female digital denizens, and the data were analyzed using statistical methods.
In the context of unsafe media, the research found that population of women in the digital world can divided …
Women’S Empowerment As A Determinant Of Child’S Nutrition: Evidence From A Cambodia Demographic And Health Survey, Vatana Chea, Socheata Sar
Women’S Empowerment As A Determinant Of Child’S Nutrition: Evidence From A Cambodia Demographic And Health Survey, Vatana Chea, Socheata Sar
Journal of Demography
Does the empowerment of women improve a child’s long-term health outcome? Although the relationship seems intuitive in daily life, most studies done globally have found no association. This paper explicates the relationship between women’s empowerment and children’s malnutrition by taking Cambodia as a case study and adding new empirical evidence to the debate. Data were drawn from the Cambodia Demographic and Health Survey (DHS) 2014, with a sample of 4,118 children nationwide. To measure children’s nutritional status, this study employed the WHO’s height-for-age (HFA) and weight-for-age (WFA) metrics, and at the same time, used the Survey-Based Women’s emPowERment Index (SWPER), …
Workplace Violence Against Frontline Nurses In A University Hospital In Bangkok, Thailand: A Cross-Sectional Study, Nareerat Pummala, Ann Jirapongsuwan, Sukhontha Siri, Surintorn Kalampakorn
Workplace Violence Against Frontline Nurses In A University Hospital In Bangkok, Thailand: A Cross-Sectional Study, Nareerat Pummala, Ann Jirapongsuwan, Sukhontha Siri, Surintorn Kalampakorn
Journal of Health Research
Background: Workplace violence against nurses has increased attention worldwide. This study aimed to investigate the prevalence of workplace violence (WPV) and related factors against frontline nurses in a university hospital in Bangkok, Thailand.
Method: A cross-sectional study was conducted among 275 nurses. Bivariate and multivariate logistic regression was applied to identify any associations.
Results: Findings indicated that the prevalence of psychological WPV was 60.0% and physical WPV was 9.1%. Factors associated with physical WPV included working in the emergency, outpatient or psychiatric examination units (aOR= 4.62; 95% CI: 1.86-11.50). Additionally, work experience(aOR= 2.66; 95% CI: 1.53-4.62), personality type B (aOR=2.51; …
ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์
ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤฒพลังและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลการสำรวจระดับประเทศจากโครงการ “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและความอยู่ดีมีสุขในบริบทสังคมสูงวัย” ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2559ผลการศึกษาระดับพฤฒพลัง พบว่าผู้สูงอายุชายมีระดับคะแนนพฤฒพลังสูงกว่าผู้สูงอายุหญิงในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ พฤฒพลังด้านการดำรงชีวิตโดยพึ่งตนเองได้ มีสุขภาวะที่ดีและมีความมั่นคง และพฤฒพลังด้านศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤฒพลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุชายมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดในตัวชี้วัดการประกอบกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADLs) และทุกตัวชี้วัดในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้สูงอายุหญิงมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดด้านการมีส่วนร่วมในสังคมในตัวชี้วัดการดูแลสมาชิกในครอบครัว ในส่วนของผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี พบว่า เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อปี และการเตรียมการเพื่อให้มีพฤฒพลัง มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p
Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib
Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Birth registration is a fundamental human right and a key component of Sustainable Development Goal (SDG) 16.9, which aims to provide legal identity for all by 2030. In Nigeria, birth registration is essential for safeguarding children's rights, including access to education, healthcare, and social services. Despite its importance, birth registration rates remain low, with significant disparities across different regions and population groups.Objective: This study aims to analyze trends in birth registration and explore the determinants of birth registration in Nigeria during 2021, utilizing the latest data from the 2021 Multiple Indicator Cluster Surveys (MICS).Methods: The study employs a descriptive …
Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the demographic and socio-economic factors affecting labour productivity in service enterprises across Thailand, Vietnam, and Malaysia. Previous research primarily focuses on manufacturing firms, leaving a gap in understanding productivity in service firms. Given that the service sector is increasingly significant in ASEAN economies, contributing nearly half of the region's Gross Domestic Product (GDP) in 2022, this study targets this crucial sector (Secretariat, 2023).Rapid industrialisation, ageing populations, and shrinking workforces in these countries makes it necessary for enterprises to understand how to enhance labour productivity. This research utilizes data from the World Bank's 2015 and 2016 Enterprise Surveys …
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of human capital and gender dynamics in leadership on labor productivity and technical efficiency in firms from Bangladesh, Indonesia, and Pakistan. Using data from the World Bank Enterprise Survey, the analysis uses Ordinary Least Squares (OLS) regression, Data Envelopment Analysis (DEA), and Tobit regression techniques. The findings reveal significant variations in labor productivity and efficiency among firms in the three countries, influenced by factors such as firm characteristics, managerial experience, workforce skill composition, and gender leadership. The results indicate that higher average wages positively impact labor productivity and technical efficiency across all three countries, supporting …