Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social Justice Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1891 - 1920 of 5185

Full-Text Articles in Social Justice

Full Count Of Eviction Cases Filed In Oregon Available For The First Time, Colleen Carroll, Minji Cho, Lisa K. Bates, Alex Farrington, Azad Amir-Ghassemi, Safia Goldsmith, Jacen Greene Jan 2024

Full Count Of Eviction Cases Filed In Oregon Available For The First Time, Colleen Carroll, Minji Cho, Lisa K. Bates, Alex Farrington, Azad Amir-Ghassemi, Safia Goldsmith, Jacen Greene

Urban Studies and Planning Faculty Publications and Presentations

Residential eviction cases can be filed in two court types in Oregon, circuit courts and justice courts. Up until now, statewide research on evictions has only included filings in circuit courts, because those court records are accessible through a centralized online database run by the judicial department. Eviction cases can be filed in fourteen justice courts in Oregon. Because each justice court maintains their court’s records onsite, these eviction cases have previously been invisible to researchers and policymakers. This study reports the first-ever full accounting of the number of eviction cases filed in Oregon, including cases filed in both court …


Effects Of Dehumanization And Disgust-Eliciting Language On Attitudes Toward Immigration: A Sentiment Analysis Of Twitter Data, Katherine S. Wahrer, Cynthia J. Najdowski, John V. Passarelli Jan 2024

Effects Of Dehumanization And Disgust-Eliciting Language On Attitudes Toward Immigration: A Sentiment Analysis Of Twitter Data, Katherine S. Wahrer, Cynthia J. Najdowski, John V. Passarelli

Psychology Faculty Scholarship

Attitudes towards immigration have been shown to be driven by dehumanization and disgust. The more people dehumanize immigrants and the more disgusted they feel, the more negative attitudes they tend to have toward immigrants. However, little is known about how exposure to social media content that links dehumanization, disgust, and immigration influences users’ attitudes on this issue. This is important to consider because the majority of adults in the United States are on social media. We used Twitter data, machine learning, and sentiment analysis to investigate whether exposure to dehumanizing or disgust-eliciting tweets about immigration impacts users’ own sentiment toward …


Discourses That Undermine Union Movements: A Multimodal Analysis Of Union-Busting Videos, Theresa A. Catalano, Julia Schleck Jan 2024

Discourses That Undermine Union Movements: A Multimodal Analysis Of Union-Busting Videos, Theresa A. Catalano, Julia Schleck

Department of Teaching, Learning, and Teacher Education: Faculty Publications

Labor unions in the United States have experienced decades of decline, but recent years have seen a rebirth of union campaigns and successes. Because unions are once again becoming a threat to large companies, it is reasonable to assume that efforts to discourage organizing efforts will increase and become even more robust in the near future. Although traditionally, companies have worked to suspend union organizing through captive audience meetings in which unions were discussed via verbal or written modes, more recent means of reaching workers with anti-union messages incorporate a variety of communication strategies to get the message across. As …


Exoneration Finance, Kay L. Levine, Russell M. Gold Jan 2024

Exoneration Finance, Kay L. Levine, Russell M. Gold

Faculty Articles

The path to financial compensation for the wrongfully convicted can be complex and time-consuming. Exonerees often struggle to make ends meet and function in free society, let alone navigate serpentine processes while waiting years for the recovery they deserve. Securing the assistance of an attorney is often a critical step, but too few lawyers are willing to risk accepting these complicated cases on a contingency-fee basis—the only way that exoneree-clients can likely pay their lawyers without outside help.

Litigation finance—an important tool for increasing access to justice in tort cases—could help close this access to justice gap for exonerees. In …


การประทุษวาจาในสังคมออนไลน์ : กรณีศึกษาการประทุษวาจาที่มีต่อ “คนอีสาน” ของประเทศไทยในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, จิรภัทร จ้างประเสริฐ Jan 2024

การประทุษวาจาในสังคมออนไลน์ : กรณีศึกษาการประทุษวาจาที่มีต่อ “คนอีสาน” ของประเทศไทยในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, จิรภัทร จ้างประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท การสำรวจความคิดเห็นและผลกระทบ ตลอดจนการกำกับดูแลปัญหาและมาตรการในการลดปัญหาการประทุษวาจาในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับคนอีสานในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใช้งาน 50 คน ผ่านเครื่องมือแบบสอบถามในการเก็บข้อมูล วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เป็นผู้สร้างเนื้อหาดังกล่าวในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก กลุ่มผู้พบเห็นหรือได้รับผลกระทบ และ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการกำกับดูแล และ วิธีวิจัยชาติพันธุ์วรรณนาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) โดยคัดเลือกข้อความที่ได้จากการเข้าร่วมแบบไม่มีอคติ และ ไม่มีการแสดงความคิดเห็นหรือตั้งกระทู้ถามในเพจและกลุ่มที่เข้าร่วม ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัญหาการประทุษวาจาเกี่ยวกับคนอีสานเกิดจากปัจจัยหลักมาจากภาพจำที่มีต่อคนอีสาน การยั่วยุหรือการ “ปั่น” ทั้งจากผู้ใช้งานที่เป็นคนอีสานเพื่อความสนุกสนาน และ การขาดความภูมิใจในอัตลักษณ์ทางภูมิภาคความเป็นอีสาน รวมถึงปัจจัยทางออนไลน์ร่วมด้วย 2) รูปแบบของเพจหรือกลุ่มสาธารณะที่เกี่ยวกับการประทุษวาจาคนอีสานสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ เพจหรือกลุ่มที่มีการนำเสนอเนื้อหาอย่างรุนแรง เพจหรือกลุ่มที่มีการนำเสนอการประทุษวาจาคนอีสานในบางครั้ง และ เพจหรือกลุ่มที่ไม่ได้มีการนำเสนอการประทุษวาจาคนอีสาน แต่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มองว่าเป็นการประทุษวาจาคนอีสาน 3) ความรู้สึกของคนอีสานที่พบเห็นเนื้อหาลักษณะดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจโมโหและตอบโต้กลับ บางส่วนมองว่าข้อความเหล่านี้ทำให้เกิดความเกลียดชังและการแบ่งแยกในสังคม 4) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทยจากปัญหาดังกล่าวสามารถกระทบต่อผู้ใช้งานที่สร้างเนื้อหาอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้อ่านที่พบเห็นเนื้อหาอาจกระทบต่อจิตใจ และ อาจส่งผลกระทบทำให้สังคมเกิดอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังในอนาคตได้ 5) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่คัดมาจากการเข้าร่วมเพจและกลุ่มสาธารณะพบว่าส่วนใหญ่แสดงออกถึงข้อความเชิงลบ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความรู้สึกและก้าวร้าว และ บางข้อความมีการใช้ข้อความที่แสดงออกถึงการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ 6) มาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถกำกับดูแลปัญหาการประทุษวาจาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งยังมีประเด็นที่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยการใช้ AI ในการติดตามเนื้อหาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาดังกล่าว 7) แนวทางที่เหมาะสมนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือ AI ในการจัดการปัญหาการประทุษวาจาในสื่อสังคมออนไลน์ คือ การสร้างความเข้าใจอันดีและยอมรับในความแตกต่างของคนในสังคม และสร้างมาตรการอื่นๆ ในการกำกับดูแลปัญหาการประทุษวาจาคนอีสานในสื่อสังคมออนไลน์ไทย


"เรือมืด" กับอาชญากรรมทางน้ำ: ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ, ธรากร เลิศพรเจริญ Jan 2024

"เรือมืด" กับอาชญากรรมทางน้ำ: ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ, ธรากร เลิศพรเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและรูปแบบของการนำเรือของกลางไปใช้ในการประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในกระบวนการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ และศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำเพื่อป้องกันการนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำจำนวน 15 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร และกำหนดกรณีศึกษาเป็นเรือของกลางในคดีอาญาที่ 102/2567 จำนวน 3 ลำ ซึ่งสูญหายไปจากจุดจอดทอดสมอ และถูกนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" ผลการศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า สภาพปัญหาการนำเรือของกลางไปใช้ก่ออาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" เกิดจากการอนุญาตให้ลูกเรือที่ได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวชั่วคราวพักอาศัยในเรือของกลาง โดยขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพียงพอ ส่งผลให้เกิดรูปแบบของของการนำเรือของกลางไปใช้ก่ออาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ “เรือมืด” เพื่อลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อน สำหรับกระบวนการเก็บรักษาเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ พบข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านเวลาในการทำงานยามวิกาล ด้านทรัพยากรเครื่องมือและเทคโนโลยี ด้านจำนวนทรัพยากรบุคคล ด้านระบบการเก็บรักษาเรือของกลาง ด้านการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร และด้านการประสานกับหน่วยงานภายนอก หากแต่กระบวนการจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำประสบปัญหาความล่าช้า สำหรับแนวทางการพัฒนาการเก็บรักษาเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ ควรจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน สนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยี เพิ่มบุคลากรและการจัดสรรงานที่เหมาะสม ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนแนวทางการจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำควรพิจารณาอนุญาตให้นำเรือของกลางไปใช้ประโยชน์ในภารกิจของกองบังคับการตำรวจน้ำระหว่างรอดำเนินการจำหน่าย เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกลับลอบนำไปใช้ก่ออาชญากรรมซ้ำในลักษณะ "เรือมืด


การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์, เชาวเจตน์ แสงศิริ Jan 2024

การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์, เชาวเจตน์ แสงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบอร์ดเกมบิงโกในการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ศึกษาความเข้าใจผิดของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับอาชญากรรมดังกล่าว และศึกษาความพึงพอใจในการใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชญากรรม เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนและนักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้แบบทดสอบก่อนและหลังเล่นเกม พร้อมแบบวัดทัศนคติผลการศึกษา พบว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มทดลองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น โดยสามารถจดจำรูปแบบการกระทำผิดและกลวิธีการหลอกลวงได้อย่างถูกต้องมากขึ้น รวมถึงสามารถระบุผลกระทบและแนวทางการป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้าใจผิดของผู้เข้าร่วมลดลง และมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการเรียนรู้ผ่านเกม โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นว่าเกมช่วยให้เรียนรู้ได้อย่างสนุกและเข้าใจง่ายขึ้นนอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบประเด็นด้านความพึงพอใจในการใช้บอร์ดเกมในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านการเล่น 2) ความสนุกและลดความตึงเครียดขณะเรียนรู้ และ 3) ความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนผ่านสถานการณ์จำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ 1) การส่งเสริมการนำบอร์ดเกมไปใช้ในบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลาย 2) การพัฒนาเกมให้ครอบคลุมสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง และ 3) การพัฒนาเครื่องมือวัดผลที่สามารถประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และพฤติกรรมการป้องกันตนเองในระยะยาวได้


ประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, ธีรศาสตร์ ภู่เจริญ Jan 2024

ประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, ธีรศาสตร์ ภู่เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่มีต่อประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติด 2) ประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดี ยาเสพติดในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ที่เกี่ยวข้อง และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติด เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่รับผิดชอบโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังจากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ จำนวน 121 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ เชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของโปรแกรมในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย (x̄=3.85) โดยด้านทักษะของวิทยากรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄=4.19) ขณะที่ด้านความพร้อมด้านทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (x̄=3.45) สำหรับประสิทธิภาพของโปรแกรมในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมผู้ต้องขังอยู่ในระดับเห็นด้วย (x̄=4.02) โดยการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นคือผู้ต้องขังมีเป้าหมายและแรงจูงใจในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเมื่อพ้นโทษ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพของโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ...


การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ Jan 2024

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการค้ามนุษย์ในกรณีชาวต่างชาติที่ถูกหลอกไปทำงานในเมียนมา วิเคราะห์สภาพปัญหาในการบูรณาการการคุ้มครองผู้เสียหาย และนำเสนอแนวทางพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมให้สอดคล้องกับมาตรการ NRM โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคประชาสังคม รวมทั้งวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการความร่วมมือยังขาดความชัดเจนทั้งด้านโครงสร้างการประสานงาน บทบาทหน้าที่ การแบ่งปันข้อมูล และการตีความสถานะผู้เสียหาย โดยเฉพาะกรณี forced criminality ที่มีลักษณะซับซ้อนและข้ามพรมแดน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแนวทางประเมินที่ครอบคลุม นำไปสู่ความล่าช้า ความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ และความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกปฏิบัติในฐานะผู้กระทำผิด แทนที่จะได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การจัดทำแนวทางคัดแยกผู้เสียหายที่คำนึงถึงบริบท forced criminality โดยเน้นหลักการไม่ลงโทษผู้เสียหาย (non-punishment principle) และการสร้างเครื่องมือประเมินที่ใช้ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อน รวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในทุกระดับ ทั้งนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้เสียหายให้สอดคล้องกับบริบทอาชญากรรมข้ามชาติและหลักสิทธิมนุษยชนสากล


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม Jan 2024

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบวิธีการหลอกลวง สภาพปัญหาในการป้องกันและปราบปราม และแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ปฏิบัติงานและทำคดีอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทดังกล่าว จำนวน 7 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลการศึกษาพบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์มีรูปแบบที่สำคัญ คือ การกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งอาชญากรจะพัฒนากลวิธีและกลอุบายในการหลอกลวงโดยอาศัยความก้าวหน้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีการหลอกลวงอยู่เสมอ แต่ทุกวิธีการหลอกลวงล้วนแล้วอยู่บนพื้นฐานของการฉ้อโกงผ่านช่องทางออนไลน์และไม่มีเจตนาที่จะทำการซื้อขายมาตั้งแต่ต้น โดยสามารถแบ่งวิธีการหลอกลวงเป็น 5 ลักษณะ คือ หลอกลวงขายสินค้าปลอม หลอกลวงขายสินค้าโดยส่งมอบสินค้าที่ผิดประเภทหรือสินค้าอย่างอื่น หลอกลวงขายสินค้าแต่ไม่มีการส่งมอบสินค้า หลอกลวงโดยแอบอ้างว่าเป็นร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่มีอยู่จริง และหลอกลวงขายสินค้าโดยทำตัวเป็นคนกลาง ซึ่งจากการศึกษาพบปัญหาในการป้องกันและปราบปรามอยู่ 4 ประการ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ ได้แก่ บูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริหารจัดการและกำหนดมาตรการสำหรับบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า กำกับดูแลการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากภาครัฐ จัดระเบียบการใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เสริมสร้างศักยภาพในการสืบสวนและติดตามผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในกรณีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ และสามารถลดจำนวนการกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้


การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์ Jan 2024

การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ และแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) คัดเลือกผูู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ นักบินตำรวจ 1 ท่าน สำนักงานการบินพลเรือน (CAAT) 1 ท่าน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 1 ท่าน อัยการ 2 ท่าน และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 1 ท่าน โดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และพรรณนาถึงประเด็นต่างๆ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ปัญหา รูปแบบ และวิธีการของการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่พบในประเทศไทย พบว่าเริ่มมีการกระทำผิด ซึ่งการกระทำผิดนั้นไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยการกระทำผิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งยังไม่สามารถเอาผิดได้ จึงทำให้ทราบเพียงว่ามีการกระทำผิด (2) การรับมือเบื้องต้น ปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Anti Drone ซึ่งอยู่ในการดูแลของทหาร เแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ (3) แนวทางการป้องกันการกระทำผิด พบว่ายังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรมีหน่วยงานควบคุมดูแลอย่างจริงจัง และออกกฎหรือข้อบังคับเป็นแนวทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานหรือศูนย์ที่จะดูแล ออกกฎหมายหรือนโยบาย จัดการและบริหารควบคุมให้มากขึ้น รวมถึงควรมีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน


แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร Jan 2024

แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน


การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน Jan 2024

การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่ชายแดนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนแอ (Vulnerable zone) ที่มักได้รับความเสี่ยงจากภัยคุกคามหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอาศัย “ความเปราะบาง ด้านความมั่นคง” (Security vulnerability) เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และในประเทศอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์อาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของปัญหา รูปแบบ ลักษณะ สาเหตุ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างตระหนักรู้แก่สังคม โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ เอกสาร ข่าวสาร กฎหมาย มาตรการภาครัฐ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่แม่สอดและประเทศเพื่อนบ้าน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนมีความจำเพาะเจาะจงเนื่องด้วยบริบทของพื้นที่ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่อาชญากรรมสำคัญ ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมคอปกขาว การลักลอบเข้าเมืองทั้งคนและสินค้า ยาเสพติด ลักลอบนำพาแรงงาน และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภูมิประเทศ สถานการณ์การเมืองเมียนมา มาตรการและนโยบายภาครัฐ และพบว่าอาชญากรรมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยแบบองค์รวม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างเรื้อรังและรุนแรง


ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช Jan 2024

ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน


การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ Jan 2024

การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์


แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย Jan 2024

แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน


สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง Jan 2024

สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางการพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) รวบรวมข้อมูลจาก กฎหมาย บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 และใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) และสรุปข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) บนพื้นฐานของทฤษฎีอาชญาวิทยาและแนวคิดการป้องกันความรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึงการแพร่กระจายของอาวุธเถื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและคู่สมรส ปัญหาสุขภาพจิตและการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนค่านิยมและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนกับต่างประเทศ พบว่าประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนน้อย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มีมาตรการทางกฎหมายอาวุธปืนที่เข้มงวด มีระบบคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืนที่ละเอียด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีมาตรการสำคัญที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนิรโทษกรรมและซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชน การจำกัดการถือครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แม้ประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนสูง แต่มีการพัฒนามาตรการที่น่าสนใจ เช่น กฎหมายธงแดง (Red Flag Laws) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลสั่งยึดอาวุธปืนจากบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดก่อนการซื้ออาวุธปืน (Background Checks) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการป้องกันทั้งขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ได้แก่ การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยกย่องการใช้อาวุธปืนผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ในสื่อสาธารณะ การปรับปรุงกฎหมายและระบบการอนุญาต การควบคุมอาวุธปืนอย่างรัดกุม ตลอดจนการพัฒนาแนวทางคัดกรองและติดตามบุคคลที่ครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างยั่งยืน


การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล Jan 2024

การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ


การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี Jan 2024

การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท”มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 2) เพื่อศึกษานโยบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาล พญาไท 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 4) เพื่อศึกษาหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยใช้การวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิจัยเชิงสัมภาษณ์ (In-Deph Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง และ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติหลายประการ แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าใจบทบาทของตนเองและพยายามปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ยังขาดเครื่องมือสนับสนุน ความชัดเจนของระบบรางวัล และการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ในด้านนโยบาย พบว่า แนวนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกนำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยเน้นการป้องกันเหตุ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง และการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าการถ่ายทอดนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพยากรและการกำกับติดตาม สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องมือที่จำเป็น การขาดระบบสนับสนุนจากส่วนกลาง และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่ยังไม่คล่องตัวเพียงพอ ส่วนแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพ ควรมีการฝึกอบรมเสริมทักษะด้านภาษาและการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลาดตระเวนและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน


ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ Jan 2024

ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สภาพปัญหาในการดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชัยนาทและผู้อำนวยการด้านพัฒนาพฤตินิสัยที่ดูแลเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 2) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 3) ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 4) ผู้พ้นโทษที่ได้นำเอาความรู้และทักษะจากการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมจากเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท ไปปรับใช้ 5) ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้างานฝึกวิชาชีพ กรมราชทัณฑ์ และ 6) ผู้บริหารระดับสูง (ดูแลด้านพัฒนา พฤตินิสัย) กรมราชทัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราว เขาพลองมุ่งเน้นที่ตัวของผู้ต้องขังเป็นสำคัญตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก มีการพิจารณาภูมิหลัง ทักษะ อาชีพที่เคยประกอบ ตลอดจนความสมัครใจของผู้ต้องขัง โดยรูปแบบของการฝึกเป็นไปในลักษณะของ “ครูพาทำ” และการอบรมจากหน่วยงานภายนอก มีการติดตามผลการอบรมในรูปแบบของการมอบหมายภารกิจ เพื่อวัดความเข้าใจของผู้ต้องขังในเรื่องที่ได้รับการอบรมไป การดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองปรากฏสภาพปัญหาในด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ด้านงบประมาณ ด้านอุปกรณ์ ด้านบุคลากร ด้านหลักสูตรและรูปแบบการฝึก ด้านผู้ต้องขัง ด้านระยะเวลา และด้านการประชาสัมพันธ์ แนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สามารถพัฒนาเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง บุคลากร หลักสูตรการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนผู้ต้องขัง ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป


แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม


การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร Jan 2024

การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะร่วมของชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยศึกษาการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการควบคุม ทางสังคมของชุมชนที่ช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 หมู่บ้าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 16 คน ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน 3 คน และสมาชิกชุมชน 1 คน ต่อหมู่บ้าน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกต (Observation) สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน จากนั้นจึงวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะร่วมของชุมชนที่ส่งผลดีต่อการป้องกันยาเสพติด ได้แก่ ความสามัคคี ความไว้วางใจในผู้นำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ชุมชนใช้พลังของเครือญาติ ความใกล้ชิดระหว่างครอบครัว และกิจกรรมทางศาสนาในการดูแลกลุ่มเสี่ยง สำหรับการควบคุมทางสังคม ชุมชนใช้ความเชื่อผ่านพิธีปฏิญาณตนต่อศาลพ่อปู่ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของสมาชิก เสมือนเป็นกลไกควบคุมพฤติกรรมอย่างไม่เป็นทางการ ร่วมกับการตั้งกติกาและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้างระบบป้องกันยาเสพติดที่เข้มแข็งจากภายใน โดยอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนร่วมกับการใช้ความเชื่อในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม อีกทั้ง การส่งเสริมระบบฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคม การบูรณาการพลังศรัทธาเข้ากับมาตรการทางสังคม และการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถต่อยอด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดได้


เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์ Jan 2024

เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม


รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง Jan 2024

รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง


Health Consequences Of Racial Disparity In Access To Abortion: A Systematic Review, Lacy M. Frye, Calvin Odhiambo Jan 2024

Health Consequences Of Racial Disparity In Access To Abortion: A Systematic Review, Lacy M. Frye, Calvin Odhiambo

University of South Carolina Upstate Student Research Journal

Prior to the 2022 Dobbs decision, Black women already experienced negative maternal health outcomes at an alarmingly disparate rate in comparison to White women. Given that the Dobbs decision emboldens state power to enforce abortion restrictions or protections, there has been significant strides made in both directions. Nonetheless, within states where reproductive rights have been significantly eroded, the heightened abortion restrictions may compound the limited access that Black women previously had before Dobbs. This, in turn will exacerbate the already disparate negative maternal outcomes that Black women experience. However, research on the relationship between the lack of access to abortion …


Pressing Toward Progress: A Phenomenological Study Exploring Perceptions Of Wellness Among Black Female Non-Traditional Students, Stacey Wiggins Jan 2024

Pressing Toward Progress: A Phenomenological Study Exploring Perceptions Of Wellness Among Black Female Non-Traditional Students, Stacey Wiggins

Theses and Dissertations

Black female nontraditional student enrollment is increasing. Black women have higher rates of preventable stress related health issues than their white counterparts. While they have shown endurance and resilience to pursue their degree, it can jeopardize their wellness. This study provides an understanding of how this population perceives their wellness and what can be done to help them matriculate higher education without violating their wellness.


เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี Jan 2024

เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงต่อคนพิการในประเทศไทย (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย และ (3) เสนอมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการคนพิการของภาครัฐและองค์กรคนพิการ จำนวน 559 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น (IOC = 0.802, Reliability = 0.958) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยใช้ตัวแปรปัจจัยด้านการเสริมพลังคนพิการ ปัจจัยด้านนโยบาย ปัจจัยด้านการดำเนินคดี ปัจจัยด้านการคุ้มครอง ปัจจัยด้านการป้องกัน และปัจจัยด้านความเป็นหุ้นส่วน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 25 คน และกรณีศึกษาคนพิการหรือผู้ดูแลที่ก้าวข้ามความรุนแรง จำนวน 10 คน ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ได้แก่ ควรปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมการคุ้มครองคนพิการจากความรุนแรงทุกรูปแบบ แต่งตั้งผู้สนับสนุนสิทธิคนพิการ พัฒนามาตรฐานสถานดูแลภาคเอกชน จัดทำฐานข้อมูลกลาง ส่งเสริมการสร้างพื้นที่ปลอดภัย พัฒนาระบบเฝ้าระวังความรุนแรงในชุมชน สร้างความตระหนักรู้แก่สังคม จัดอบรมเสริมพลังให้คนพิการและครอบครัว พัฒนาคู่มือการปฏิบัติงาน และส่งเสริมงานวิจัยที่ใช้กรอบแนวคิดการผนวกรวมประเด็นคนพิการ


What’S Harm Reduction Got To Do With It? A Study Of The Implementation Of Substance Use Management Practices Among A Sample Of U.S. Domestic Violence Programs, Stephanie H. Ratliff Jan 2024

What’S Harm Reduction Got To Do With It? A Study Of The Implementation Of Substance Use Management Practices Among A Sample Of U.S. Domestic Violence Programs, Stephanie H. Ratliff

Theses and Dissertations--Social Work

Domestic violence programs are essential resources for survivors of intimate partner violence (IPV). Programs offer services that go beyond providing safety and shelter. To improve outcomes, program staff have expanded services to meet the needs of survivors. One population of survivors that has gained attention in the peer-reviewed literature is survivors who use substances (SWUS). These survivors have unique needs and are at increased risk of IPV due to substance misuse. Research about the support available to SWUS after they access shelter is scarce. Using cross-sectional data from a national sample of 97 U.S. domestic violence programs, this study describes …


The New Straightjackets: How Prisons Have Come To Be The Mental Illness Solution, Parker A. Wolfe Jan 2024

The New Straightjackets: How Prisons Have Come To Be The Mental Illness Solution, Parker A. Wolfe

Soaring: A Journal of Undergraduate Research

This paper examines the current mental health resources that are available in prisons, as well as the correlation between deinstitutionalization and the rise of individuals struggling with mental illness within prison walls.


My World's On Fire, How 'Bout Yours? An Investigation Of How Privilege Fosters And Maintains Climate Denial, Morgan A. Chester Jan 2024

My World's On Fire, How 'Bout Yours? An Investigation Of How Privilege Fosters And Maintains Climate Denial, Morgan A. Chester

Antioch University Dissertations & Theses

The present study investigates the phenomenon of climate denial through a new theoretical framework of privilege. The analysis utilizes a feminist orientation that builds on a historical interpretation through the lens of colonialism. Through the dissection of current multidisciplinary understandings of climate denial and new concepts discovered in the review of academic literature and popular media, a compilation of theory, relationship, and connection is made. Systems of power and privilege are examined and connected to the mechanisms and maintenance of climate denial. The resulting analysis illuminates that settler colonialism, supported by connected ideologies of White supremacy, ableism, and patriarchy inform …