Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Economics (441)
-
- Sociology (373)
- Political Science (342)
- International Relations (255)
- Psychology (255)
- Criminology (144)
- Social Justice (144)
- International and Area Studies (105)
- Asian Studies (100)
- Demography, Population, and Ecology (84)
- Linguistics (45)
- International Economics (32)
- Finance (31)
- Sociology of Culture (26)
- Health Economics (25)
- Geography (20)
- Anthropology (19)
- Library and Information Science (17)
- Arts and Humanities (8)
- Digital Humanities (6)
- Other Economics (2)
- Agricultural and Resource Economics (1)
- Architecture (1)
- Chinese Studies (1)
- Collection Development and Management (1)
Articles 91 - 120 of 2614
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ทะเลอาณาเขตของประเทศไทย, ฉัตรวรินท์ ภูวัชร์พิบูล
แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ทะเลอาณาเขตของประเทศไทย, ฉัตรวรินท์ ภูวัชร์พิบูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหา สาเหตุ นโยบาย กฎหมาย และการดำเนินงานของไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อน 2) เสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาตินี้ และ3) สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 23 ท่าน ซึ่งครอบคลุมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้ปฏิบัติงานหน่วยงานภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และกลุ่มตัวอย่างภาคธุรกิจเอกชนที่ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ผลการศึกษาพบว่า การค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลอาณาเขตไทยเป็นปัญหาต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นขบวนการหลีกเลี่ยงภาษี และมักมีนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐให้การสนับสนุน แรงจูงใจหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูง แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนจากการกระทำผิดที่สูง ทำให้เกิดการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนอย่างแพร่หลาย แม้จะมีกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย รวมถึงศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ทำหน้าที่ประสานงาน แต่ก็ยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อาชญากรรมนี้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ ความปลอดภัยของสังคม สุขภาพประชาชน และคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามประสบผลสำเร็จในระยะยาว ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรส่งเสริมให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความร่วมมือและบูรณาการ การทำงานระหว่างกัน ทั้งในระดับหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงาน ภาครัฐควร จัดสรรกำลังพลและอุปกรณ์ให้เพียงพอและทันสมัย รวมถึง แก้ไขกฎหมายที่ไม่ทันสมัย นอกจากนี้ ควร สร้างองค์ความรู้และความเข้าใจถึงผลกระทบ ของอาชญากรรมนี้ให้แก่ประชาชน และที่สำคัญคือ ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านความตกลงประชาคมอาเซียนหรือโครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลอาณาเขตไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต
เส้นทางที่ (ไม่) คุ้นชินของน้ำมันในลาวจากกรุงเทพฯสู่สะหวันนะเขตและเวียงจันทน์: พลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ลาว เมื่อน้ำมัน - มนุษย์กลายเป็นแรงปรารถนาในการพัฒนา, สิทธา พสุทันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพลังงานน้ำมันในฐานะ “สิ่งกระทำทางประวัติศาสตร์” (Historical Actant) ที่มีส่วนร่วมสำคัญต่อเส้นทางประวัติศาสตร์การพัฒนาของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยนำเสนอประวัติศาสตร์ในรูปแบบ “เส้นทางที่ (ไม่) คุ้นชิน” [Path-(Non)-Dependence] เพื่อขยายความเข้าใจจากกรอบประวัติศาสตร์กระแสหลักที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง วิทยานิพนธ์นี้ใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีวัตถุนิยมใหม่ (New Materialism) และจิตวิเคราะห์ของฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan’s Psychoanalysis) เพื่ออธิบายน้ำมันในฐานะวัตถุแห่งความปรารถนา (Object of Desire) ที่ฝังอยู่ในแนวทางการพัฒนาแบบรัฐสมัยใหม่ของลาว การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาเอกสาร การเก็บข้อมูลภาคสนามเชิงชาติพันธุ์วรรณนาในเมืองสะหวันนะเขตและเวียงจันทน์ การร่วมเดินทางขนส่งน้ำมันจากจังหวัดระยอง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าน้ำมันจากไทยผ่านโครงสร้างชายแดนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าน้ำมันไม่เพียงเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ แต่ยังร่วมขีดเขียนประวัติศาสตร์ผ่านการประกอบร่วม (Assemblage) กับหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ โครงสร้างชายแดน อำนาจ และผู้คนที่เกี่ยวข้อง วิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอให้การศึกษาพลังงานเป็นการศึกษาสังคม เพื่อเข้าใจความพัวพันระหว่างพลังงาน น้ำมัน และรัฐชาติในฐานะสภาวะร่วมการพัฒนาของสังคม
Interdisciplinary Research Collaboration In Digital History: Impact Of Classification On The Evaluation Of Publications, Papatsara Arsa
Interdisciplinary Research Collaboration In Digital History: Impact Of Classification On The Evaluation Of Publications, Papatsara Arsa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The interdisciplinary nature of digital history presents challenges in retrieving and evaluating publications within scholarly communities. This research investigates the impact of classification on the evaluation of digital history research, collaboration patterns, and barriers to interdisciplinary collaboration. The study employs a scoping review of 109 publications from academic online databases and interviews with fifteen experts from eleven countries. Findings reveal that digital history can be identified within the academic landscape through distinct characteristics of scholarly communication, including publication venues, researcher affiliations, natural and controlled vocabularies, information-seeking behaviors, and publication practices. The study employs a pragmatist perspective, analyzing metadata to conceptualize …
ผลกระทบของความชัดเจนในภาษีต่อใบอนุญาตทางศีลธรรม: การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์, นพอนันต์ สาลี
ผลกระทบของความชัดเจนในภาษีต่อใบอนุญาตทางศีลธรรม: การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์, นพอนันต์ สาลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ใบอนุญาตทางศีลธรรม (Moral licensing) เป็นหนึ่งในอคติทางความคิด (Cognitive Bias) ที่แสดงให้เห็นถึง แนวโน้มที่ผู้คนเต็มใจทำผิดศีลธรรมมากขึ้น หลังจากทำสิ่งที่ถูกศีลธรรม อคติดังกล่าวถูกสร้างได้จากหลายปัจจัยหนึ่งในนั้นคือ “ความชัดเจนในการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้า” หรือ กระบวนการเก็บแบบภาษีโดดเด่น (Tax Salience) ซึ่งทำให้ผู้บริโภครับรู้ว่าตนได้มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมผ่านการจ่ายภาษี ราวกับว่าเขาได้ทำความดีไปแล้ว โดยงานวิจัยนี้ศึกษาผลของ ใบอนุญาตทางศีลธรรม ที่ถูกสร้างจากการเก็บภาษีที่มีความชัดเจน ผ่านการบริจาคทางสิ่งแวดล้อม รวมถึง การแสดงการรับรู้การลงทุนของรัฐบาลเพื่อลดทอนผลในข้างต้น, การเปรียบเทียบผลในการชดเชยทางศีลธรรม (Moral Cleansing) ซึ่งเป็นผลในทางตรงกันข้าม กับใบอนุญาตทางศีลธรรม โดยใช้การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์ (Laboratory Experiment) ผลการวิจัยพบว่า ผลของใบอนุญาตทางศีลธรรม และ การชดเชยทางศีลธรรม มีความสัมพันธ์ในด้านลบ และ ด้านบวก ต่อการบริจาคทางสิ่งแวดล้อมตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลทั้งสองมีขนาดผลที่ไม่สมมาตร ทั้งนี้ยังไม่พบผลของการรับรู้การลงทุนของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบล้วนชี้ให้เห็นว่า กระบวนการจัดเก็บภาษีที่มีความชัดเจน สามารถส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดการตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล (Rational Thinking) และ ดังนั้น การออกแบบนโยบายภาษี โดยเฉพาะภาษีสิ่งแวดล้อม จึงควรคำนึงถึงผลกระทบทางพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลที่อาจตามมา
ผลกระทบของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล (Esg) ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาในภูมิภาคเอเชีย, ปิย์วราภัสร ภัทรกมลเนตร์
ผลกระทบของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล (Esg) ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาในภูมิภาคเอเชีย, ปิย์วราภัสร ภัทรกมลเนตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันหลายประเทศได้ให้ความสำคัญ และตระหนักถึงผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจ โดยการศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาล (ESG) ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด 26 ประเทศ ในปีพ.ศ. 2543 ถึงปีพ.ศ. 2563 โดยนำข้อมูลทุติยภูมิในมิติแต่ละด้านมาจัดทำเป็นดัชนี ESG ผ่านการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis) และใช้การประมาณการด้วย System Generalized Method of Moments เพื่อหาผลกระทบของการดำเนินงานด้าน ESG ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งพบว่าการดำเนินงานด้าน ESG ที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเล็กน้อยสำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย และผลกระทบของการดำเนินงานในแต่ละด้านของ ESG ยังส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ สาเหตุอาจเกิดจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงในช่วงแรกเริ่ม ในขณะที่ผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องใช้เวลาในการเห็นผล ดังนั้น ผู้ที่รับผิดชอบหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายควรมีแนวทางความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน และอื่นๆให้แก่ภาคธุรกิจหรือภาคส่วนอื่นๆที่ดำเนินงานด้าน ESG เพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาและดำเนินงานตามหลัก ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย
กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างและสื่อสารตราสินค้าบุคคล ของนักดนตรีกลางคืนเพื่อการต่อยอดทางอาชีพ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่มกับนักดนตรี 10 คน ที่แบ่งเป็นกลุ่มนักดนตรีในผับที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ และ ผู้ทรงอิทธิพลระดับมาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ บนช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ สร้างแบรนด์ผ่าน ความเป็นมืออาชีพและทักษะการแสดงสดที่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับ มาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ เน้นภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและจริงใจโดยใช้ชื่อเสียงเดิมเป็นฐาน ทั้งสองกลุ่มใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก เป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้เพื่อนำไปสู่การจ้างงาน มากกว่าสร้างรายได้โดยตรง การสร้างตราสินค้าบุคคลที่แข็งแกร่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดอาชีพของนักดนตรีกลางคืน ในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ควบคู่ไปกับความสามารถทางดนตรี
กองทัพเรือกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2560 - 2579, ณภัทร ไกรฤกษ์
กองทัพเรือกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2560 - 2579, ณภัทร ไกรฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทที่มิใช่การรบของกองทัพเรือไทย โดยเฉพาะในด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในบริบทของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น ภัยธรรมชาติ ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงมนุษย์ การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ กลไกการจัดการ และบทบาทของกองทัพเรือผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีสถาบันเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal Institutionalism) ที่เน้นความร่วมมือระหว่างรัฐและบทบาทของสถาบันระหว่างประเทศในการสร้างระเบียบและข้อตกลงร่วม งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและแหล่งข้อมูลต่างประเทศและในประเทศ ผลการวิจัยพบว่า กองทัพเรือไทยได้พัฒนากลไกการจัดการ เช่น ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ และเข้าร่วมการฝึกร่วมระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น การฝึก Cobra Gold, Blue Strike และ Pacific Partnership ตลอดจนมีการส่งกำลังช่วยเหลือในเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สึนามิปี พ.ศ.2547 และภารกิจในประเทศอินโดนีเซีย การศึกษาชี้ให้เห็นว่ากองทัพเรือไทยไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อภารกิจความมั่นคงในรูปแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในความมั่นคงยุคใหม่ ที่เน้นความร่วมมือระดับภูมิภาคและสากล เพื่อรองรับภัยคุกคามที่ซับซ้อนและขยายตัวมากขึ้น
นโยบายต่างประเทศของไทย: บทบาทและผลกระทบของนโยบายฟรีวีซ่าต่อความมั่นคงของไทย, ณภัทร ชีวาภิสัณห์
นโยบายต่างประเทศของไทย: บทบาทและผลกระทบของนโยบายฟรีวีซ่าต่อความมั่นคงของไทย, ณภัทร ชีวาภิสัณห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หัวข้อวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาผลกระทบของนโยบายฟรีวีซ่าต่อความมั่นคงของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่ความเสี่ยงเชิงความมั่นคงที่เกิดขึ้นควบคู่กับความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว ในปี พ.ศ.2557 จนถึงปัจจุบันที่ประเทศไทยดำเนินนโยบายฟรีวีซ่ากับหลายประเทศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว การศึกษานี้เริ่มต้นจากการสำรวจพัฒนาการของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวตั้งแต่แคมเปญ Amazing Thailand จนถึงนโยบายฟรีวีซ่าล่าสุด โดยมุ่งวิเคราะห์ความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาความมั่นคงของรัฐพร้อมทั้งเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่เคยประสบปัญหาความมั่นคงจากการเปิดพรมแดนแบบไร้เงื่อนไขจากการศึกษา พบว่าแม้การใช้ฟรีวีซ่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ในระยะสั้น แต่หากไม่มีโครงสร้างรองรับที่เพียงพอ เช่น ระบบประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ฐานข้อมูลร่วม หรือกลไกติดตามหลังการเข้าเมือง ก็อาจกลายเป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้เกิดอาชญากรรมข้ามชาติการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้วีซ่าผิดประเภท หรือการตั้งถิ่นฐานแบบผิดกฎ ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายใหม่ในมิติความมั่นคง ผลการวิจัยชี้ว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบายฟรีวีซ่า แต่เกิดจากความไม่สอดคล้องกันของหน่วยงานภาครัฐและข้อจำกัดด้านศักยภาพของกลไกสนับสนุนภายในประเทศ ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือการพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น ระบบข้อมูลร่วม ระบบติดตามที่มีประสิทธิภาพ และการวัดคุณภาพนักท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับประเทศต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงและเสริมความยั่งยืนให้นโยบายฟรีวีซ่าในบริบทของประเทศไทย
ผลของการเปิดบ้านรูปแบบจักรวาลนฤมิตและรูปแบบออนไลน์ ที่มีต่อความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ชัญญา ม่วงหุ้มทรัพย์
ผลของการเปิดบ้านรูปแบบจักรวาลนฤมิตและรูปแบบออนไลน์ ที่มีต่อความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ชัญญา ม่วงหุ้มทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่อกิจกรรมเปิดบ้านคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างรูปแบบวิดีทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กับรูปแบบจักรวาลนฤมิต (Metaverse) โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองกับนักเรียน 61 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบจักรวาลนฤมิตมีความพึงพอใจสูงกว่ารูปแบบวิดีทัศน์ในทุกด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านรูปภาพและเทคนิคการนำเสนอ และภาพรวมกิจกรรม โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ในด้านการรับรู้คุณค่าตราสินค้า พบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทุกมิติ ได้แก่ การรู้จักชื่อตราสินค้า การรับรู้ตราสินค้า ความสัมพันธ์ และความภักดีต่อตราสินค้า ผลการวิจัยสรุปว่า รูปแบบจักรวาลนฤมิตสามารถเพิ่มความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าได้ดีกว่ารูปแบบวิดีทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การกำหนดวาระ กรอบ และแนวทางในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์และหวยของสื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ, วิจิตรา วัชนะประพันธ์
การกำหนดวาระ กรอบ และแนวทางในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์และหวยของสื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ, วิจิตรา วัชนะประพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจการกำหนดวาระข่าวสาร กรอบเนื้อหาการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ และเพื่อหาแนวทางในการนำเสนอข่าวเรื่องความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยของสื่อมวลชนในบริบทปัจจุบัน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อศึกษาประเด็นข่าวที่เกี่ยวกับความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวย บนเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กสำนักข่าวออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสามอันดับแรกในปี พ.ศ. 2566 ได้แก่ สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ สำนักข่าวข่าวสดออนไลน์ และสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึก 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กองบรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และนักมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยมีความหนาแน่นที่สุดในวันประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยแต่ละสำนักข่าวมีแนวโน้มการรายงานที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ เว็บไซต์ข่าวมีแนวโน้มการนำเสนอผ่านข้อความและภาพประกอบ ขณะที่เพจเฟซบุ๊กใช้รูปแบบที่หลากหลาย เช่น การโพสต์ลิงก์ ไลฟ์สด และคลิปวิดีโอ เพื่อดึงดูดผู้ชม การนำเสนอข่าวมักให้ความสำคัญกับกรอบความสนใจของผู้คนในสังคม เช่น เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข การเสี่ยงโชค พิธีกรรม และการทำนายดวงชะตา การปฏิสัมพันธ์ของผู้รับสารประเด็นที่มีปฏิสัมพันธ์สูงสุดคือเรื่องความเชื่อ รองลงมาคือเรื่องตัวเลข และพิธีกรรม ความเห็นของผู้ชมสะท้อนถึงความสนใจในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและโชคลาภอย่างชัดเจน ทั้งนี้พบข้อบกพร่องด้านจริยธรรมในข่าวที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เช่น การขาดคำอธิบายที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ งานวิจัยได้เสนอแนวทางปรับปรุงเพื่อยกระดับการนำเสนอข่าวในมิติที่สอดคล้องกับจริยธรรมสื่อสารมวลชนโดยการสร้างกรอบแนวปฏิบัติที่ใช้งานได้จริงในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยต้องสร้างภายใต้บริบทปัจจุบันของสังคมเป็นสำคัญ คำนึงถึงหลักจริยธรรมของการนำเสนอข่าว คุณค่าข่าวประโยชน์สาธารณะ และความอยู่รอดของสื่อ โดยต้องคิดแนวปฏิบัติอย่างครอบคลุมภายใต้ข้อจำกัดในมิติต่าง ๆ ดังนี้ มิติด้านวัฒนธรรม มิติด้านเทคโนโลยี มิติด้านเศรษฐกิจ และมิติด้านสังคมการเมือง
Does Fdi Affect The Hotel Room Rates In Yangon?, Khine Thu Thu
Does Fdi Affect The Hotel Room Rates In Yangon?, Khine Thu Thu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Using the hedonic pricing theory, this study investigates the relationship between Foreign Direct Investment (FDI) and hotel room rates in Yangon, Myanmar. Using a dataset of 168 hotels from Yangon, we examined how FDI influences hotel room rates for weekdays and weekends. Our analysis employs the Log-Linear OLS regression model, by using affiliation to a chain, size of hotels, hotel stars rating, service provided by the hotels, location of the hotels, presence of the online, and online customer review ratings on Agoda, Booking.com, Trip.com, and Expedia. We find that FDI has a positive correlation with hotel room rates in Yangon. …
อวัตถุศึกษาของแรงงานมัคคุเทศก์กับการสะสมทุนร่วมสมัย, นัสรอน สะอีดี
อวัตถุศึกษาของแรงงานมัคคุเทศก์กับการสะสมทุนร่วมสมัย, นัสรอน สะอีดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเป็นอวัตถุของแรงงานมัคคุเทศก์ และแรงงานเสี่ยงของมัคคุเทศก์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยชี้ให้เห็นถึงการสะสมทุนในศตวรรษที่ 21ที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานมัคคุเทศก์กลุ่มนี้ ผ่านการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษา จากการสำรวจเอกสาร และการลงพื้นที่เก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้างจาก ผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็นแรงงานมัคคุเทศก์ทั้งหมดจำนวน 10 คน ผลการศึกษา พบว่า แรงงานมัคคุเทศก์เป็นแรงงานอวัตถุ เนื่องจากต้องใช้ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกในการสร้างมูลค่าให้กับผลงานผ่านการเล่าเรื่องราว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้สร้างอารมณ์และความรู้สึกที่น่าจดจำให้กับนักท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้พยายามอธิบายว่ามัคคุเทศก์เป็นแรงงานอวัตถุที่ใช้ทักษะประเภทหนึ่ง ในการทำงานมากกว่าอาชีพอื่นเป็นพิเศษ คือการใช้อารมณ์ในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นกระบวนการในการจัดการอารมณ์และการแสดงออกเพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของงานนำเที่ยว นอกจากนี้ ค้นพบว่าแรงงานมัคคุเทศก์ต้องเผชิญกับสถานะแรงงานเสี่ยงเช่นเดียวกัน โดยศึกษาจากลักษณะของการทำงานนำเที่ยว ทั้งในด้านของงานที่มีลักษณะชั่วคราว งานที่ไม่มีความแน่นอน งานที่ขาดความมั่นคงและขาดสวัสดิการ จากการศึกษาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงวิถีการทำงาน การจ้างงาน และผลกระทบของแรงงานมัคคุเทศก์ท่ามกลางการสะสมทุนร่วมสมัย ทำให้มัคคุเทศก์อยู่ในสภาวะงานเสี่ยงที่ไม่สามารถ มีความมั่นคง และมองเห็นอนาคตตนเอง อันจะเป็นความเสี่ยงในเชิงการยกระดับมาตรฐาน ในคุณภาพชีวิตและการดำรงชีวิตของมัคคุเทศก์
ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ต่อพฤติกรรมการเล่นพนันในกลุ่มนักพนันชาวไทย, สุรางคนางค์ อยู่เย็น
ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ต่อพฤติกรรมการเล่นพนันในกลุ่มนักพนันชาวไทย, สุรางคนางค์ อยู่เย็น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเล่นพนันของนักพนันชาวไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเป็นนักพนันที่มีปัญหา ตลอดจนศึกษาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการเป็นนักพนันที่มีปัญหาของนักพนันชาวไทยด้วย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจของโครงการศึกษาสถานการณ์ และผลกระทบการพนันในประเทศไทยประจำปี พ.ศ. 2562 และปี พ.ศ. 2564 ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ข้อมูลที่แสดงถึงความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระดับจังหวัดจากประกาศคำสั่งการกำหนดเขตพื้นที่ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงใช้ข้อมูลจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และข้อมูลจำนวนสถานีตำรวจของแต่ละจังหวัดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ Logistic Regression Model ร่วมกับเทคนิค Difference in Differences (DID) ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการเล่นพนันของนักพนันชาวไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งในแง่ของความถี่ในการเล่น จำนวนเงินวางเดิมพัน ประเภทของการพนันซึ่งการพนันที่นิยมเล่น คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล และนักพนันส่วนใหญ่ถูกประเมินว่าเป็นนักพนันที่มีความเสี่ยงปานกลางที่จะเป็นนักพนันที่มีปัญหา สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ เขตที่พักอาศัย จังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และจำนวนสถานีตำรวจ นอกจากนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลให้ความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาลดลงในระดับประเทศ แต่เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่า นักพนันที่อยู่ในจังหวัดที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่ามีความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาสูงกว่านักพนันที่อยู่ในจังหวัดที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 น้อย อาจเนื่องมาจากนักพนันเหล่านั้นมักได้รับผลกระทบที่ทำให้มีปัญหาจากการเล่นพนันที่สูงกว่า เช่น เกิดความเครียด มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และประสบปัญหาทางด้านการเงินจากการเล่นพนันที่มากกว่าด้วย ซึ่งปัญหาในกลุ่มของนักพนันที่มีปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่ออกนโยบายเพื่อควบคุมหรือบรรเทาปัญหาในกลุ่มนักพนันที่มีปัญหา เช่น จัดตั้งหน่วยงานบำบัดผู้เป็นนักพนันที่มีปัญหาหรือทำการออกนโยบายควบคุมการเข้าถึงการเล่นพนันในสังคม
The Kathina Robe Offering Festival In Myanmar: Unveiling Social Dynamics And Cultural Identity, May Zin Nyunt
The Kathina Robe Offering Festival In Myanmar: Unveiling Social Dynamics And Cultural Identity, May Zin Nyunt
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research paper examines the Kathina Robe Offering Festival in Myanmar, a major cultural and religious event that has plays an important role in building social cohesion, preserving cultural identity, and perpetuating Buddhist beliefs. Anchored in the Theravada Buddhist practices of generosity (dana), merit-making, and rejoicing, the Kathina Festival is a significant expression of communal and religious values in Myanmar's diverse society. This study aims to identify the multi-faceted role played by the Kathina festival in urban and regional perspectives, and it explains how it is used to create community cohesiveness in Yangon, or how local cultural nuances differ from …
การวิเคราะห์เขตบริการของโรงเรียนและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน, กฤติน ไคลมี
การวิเคราะห์เขตบริการของโรงเรียนและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน, กฤติน ไคลมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรงเรียนเป็นพื้นที่ทดลองทางสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่โลกภายนอก ผู้ปกครองจึงเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ในสังคมกรุงเทพมหานครที่ซับซ้อน ความหลากหลายของโรงเรียนส่งผลให้โรงเรียนมีความสามารถดึงดูดนักเรียนแตกต่างกัน ประกอบกับประชากรวัยเรียนที่ลดลง โรงเรียนต้องปรับตัวเพื่อดึงดูดให้ผู้ปกครองเลือกโรงเรียนนั้น ๆ ซึ่งการตัดสินใจของผู้ปกครองยังส่งผลต่อชีวิตประจำวันของนักเรียนที่ต้องใช้ชีวิตและเติบโตในนิเวศของโรงเรียนที่ผู้ปกครองได้เลือกสรรไว้ให้ งานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1 ) ศึกษาเขตบริการของโรงเรียนรัฐบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในซึ่งเกิดจากแบบรูปการกระจายของนักเรียน 2 ) ศึกษาปัจจัยและวิธีการเลือกโรงเรียนของผู้ปกครอง 3 ) ศึกษาผลกระทบจากการเลือกโรงเรียนที่ส่งผลต่อโรงเรียนและนักเรียน โดยใช้เครื่องมือวิจัยคือกระบวนการสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการอภิปรายกลุ่ม ผลการศึกษา พบว่า เขตบริการของโรงเรียนไม่สอดคล้องกับเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน แต่ละโรงเรียนมีขนาดเขตบริการที่ต่างกันอย่างมาก ซึ่งสัมพันธ์กับลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันของแต่ละครอบครัว ส่งผลให้ผู้ปกครองมีวิธีการตัดสินใจ ให้ความสำคัญแก่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในระดับต่างกัน โดยเฉพาะจากข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อตัวเลือกโรงเรียนที่ผู้ปกครองสามารถเลือก ปรากฏการณ์การเลือกโรงเรียนที่เกิดขึ้น สะท้อนผลกระทบจากการเลือกโรงเรียนของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียน การบริหารจัดการโรงเรียน และนักเรียน โดยตัวแปรที่มีบทบาทสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบเหล่านี้ คือ จำนวนนักเรียน และลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังพบว่าความสัมพันธ์ของปัจจัยการเลือกโรงเรียนของผู้ปกครอง โรงเรียน และนักเรียนนั้นยังเชื่อมโยงกับพื้นที่ละแวกโรงเรียนและพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างบ้านและโรงเรียนที่นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ร่วมด้วย
ความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, อุษา เพียรทวีกิจ
ความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, อุษา เพียรทวีกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed Method) ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสุ่มแบบโควต้า (Quota Sampling) จำนวน 400 ราย โดยแบ่งเป็นชาวพุทธ 200 ราย ชาวอิสลาม 120 ราย ชาวคริสต์ 60 ราย และผู้ไม่นับถือศาสนา 20 ราย และจากวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) จำนวน 20 ราย โดยแบ่งเป็น ชาวพุทธ 8 ราย ชาวอิสลาม 6 ราย ชาวคริสต์ 3 ราย และผู้ไม่นับถือศาสนา 3 ราย จากประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยข้อมูลเชิงปริมาณได้นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-Square) และนำข้อมูลเชิงคุณภาพมาวิเคราะห์ร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการในการจัดการหลังความตายส่วนใหญ่ในด้านของการจัดการร่าง (ศพ) คือ ต้องการจัดการในรูปแบบประเพณีนิยมที่เป็นในลักษณะของการฝังหรือการเผา รองลงมาคือ การบริจาคร่างกายเพื่อเป็นประโยชน์ทางการแพทย์ ต่อมาในส่วนของการจัดการเกี่ยวกับพิธีกรรมศพ พบว่า ความต้องการของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คือ ต้องการจัดการตามแบบศาสนาทุกขั้นตอน รองลงมาคือ ต้องการทำตามแบบทางศาสนาแต่ไม่ต้องการปฏิบัติตามทุกขั้นตอน และในส่วนของการจัดการเกี่ยวกับร่องรอยที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการให้ปล่อยบัญชีของตนเองไว้ตามปกติหากจากไปแล้ว ไม่ต้องมีการจัดการใด ๆ รองลงมาคือ ต้องการจัดการด้วยการฝากฝังบุคคลอื่นให้ช่วยดำเนินการปิดบัญชีให้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครคือ ปัจจัยส่วนบุคคลในด้านของ อาชีพและ ระดับการศึกษา ต่อมาคือ ปัจจัยทางศาสนาหรือความเชื่อ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสังคมเมืองในด้านของสิ่งที่ต้องการหรือคาดหวังมากที่สุดเมื่อได้จากโลกนี้ไปแล้ว
Diasporic Identity And Integration In Transnational Marriages Between Thai And Foreign Spouses, Caspar Darling
Diasporic Identity And Integration In Transnational Marriages Between Thai And Foreign Spouses, Caspar Darling
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this study is to gain a better understanding of transnational Thai marriages in Thailand and what implications they have on the host society. The research objectives involved analyzing the social practices, level of integration, and social, economic, and political dimensions of this phenomenon. The methodology involved using census data and in-depth qualitative data based on 10 semi-structured interviews with foreign spouses in transnational Thai marriages based in Thailand. My findings revealed four key themes related to the research objectives. They were cultural awareness, the importance of communication, strength of relationship with the in-laws, and raising children. It …
The Challenges Of Job-Hopping Motives: A Generation Z Perspective, Anne Marie Tan
The Challenges Of Job-Hopping Motives: A Generation Z Perspective, Anne Marie Tan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Job-hopping is growing at a phenomenal rate amongst the newest cohort to enter the workforce and it comes with great consequences for organisations all over the world. The purpose of this study was to examine the relationships between flexibility and autonomy at work, organizational commitment, psychological safety, and job-hopping motives in a sample population of Generation Z and first jobbers in Bangkok, Thailand. This study uses a cross-sectional correlational design to investigate these relationships and to find significance in their interactions. Data was collected through online surveys and was analysed through regression and sequential mediation analysis. Results reveal that flexibility …
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณีธนาคารออมสิน โดยศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์แบบเชิงลึกจากบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับงานพัสดุ ธนาคารออมสิน เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาและความท้าทาย ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาของการบริหารงานพัสดุของธนาคารออมสินจากการศึกษาพบว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ธนาคารออมสินต้องพิจารณาชะลอหรือยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว การดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ระเบียบ เป็นไปได้ยาก เนื่องจากในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความจำเป็นจะต้องมีการประชุมหารือร่วมกันในรูปแบบคณะกรรมการต่างๆ และยังไม่สามารถประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะกฎหมาย และระเบียบ ในขณะนั้น ยังไม่รับรองให้สามารถปฏิบัติได้ ประกอบกับการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างจากก่อนมีสถานการณ์โควิด-19 เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ธนาคารออมสินมีการปรับลดอัตรากำลังโดยไม่ทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุ ส่งผลให้การปฏิบัติงานเกิดความล่าช้า รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากจะต้องมีการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจรับพัสดุ เช่น การกำหนดรายละเอียดขอบเขตของงาน (Term of Reference : TOR) การกำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำจัดสัญญาและการตรวจรับงาน ตลอดจนการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุปกรณ์หรือเครื่องมือไม่สอดคล้องกับมาตรการลดงานเอกสารขององค์กรอย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ในการปฏิบัติงาน หน่วยงานควรกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สามารถจัดทำและนำเสนองานให้ผู้บริหารอนุมัติในรูปแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบระบบออนไลน์ ทั้งนี้แม้ว่าภายหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ยุติลง องค์กรควรที่จะถอดบทเรียนจากสถานการณ์ดังกล่าวมาใช้ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการยอมรับเรื่องการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาหรือขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปเป็นอย่างรวดเร็วและกระชับเวลาได้มากยิ่งขึ้น
แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์
แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานและการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมภาครัฐ และ มีประสบการณ์ในการส่งเสริมคุณธรรม ของกรมการพัฒนาชุมชน จำนวนรวม 8 คน โดยมีข้อค้นพบ จากงานวิจัยฉบับนี้ ผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม คือ 1) กิจกรรม โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมองค์กรคุณธรรม 2) การมีส่วนร่วม ความสามัคคีของบุคลากร 3) พฤติกรรม หรืออุปนิสัยของบุคลากร 4) วัฒนธรรมองค์กร 5) ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ ในส่วนของผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม 1) ผลผลิต (Outputs) รูปเล่มเอกสารสรุปและรายงานผลการดำเนินงาน และวิดีทัศน์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของการดำเนินงาน 2) ผลลัพธ์ (Outcomes) การจัดการความรู้ และ ความเข้าใจการถ่ายทอดองค์ความรู้ 3) ความคุ้มค่า คือการดำเนินงานด้าน การส่งเสริมองค์กรคุณธรรมไม่ได้มีการจัดทำงบประมาณ เพิ่มเติม โดยพบว่า การดำเนินงานตามแผน การขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน ส่งผลให้องค์กรมีแนวทางการปฏิบัติที่มีคุณธรรมก่อให้เกิดโครงการ กิจกรรมใหม่ๆ ที่สร้างคุณธรรมให้กับบุคลากรในองค์กร โดยเน้นการมีส่วนร่วม ของทุกฝ่ายในแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นและ ร่วมดำเนินการโครงการ กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่มีคุณธรรม ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามภารกิจหน้าที่ของบุคลากร และได้เกิดผลสัมฤทธิ์การส่งเสริมองค์กรคุณธรรม ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานตามเป้าหมายของแผนการขับเคลื่อน องค์กรคุณธรรมในองค์กร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัล และปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จากหน่วยงานภายในสังกัดส่วนกลางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมจำนวน 256 คน และประมวลผลข้อมูลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลระดับมาก เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในส่วนของปัจจัยทางด้านภูมิหลังของประชากร พบว่าตำแหน่งงานนิติกรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าตำแหน่งงานเจ้าพนักงานธุรการ และในส่วนของปัจจัยจูงใจ พบว่าปัจจัยด้านการสื่อสารนโยบายและการปฏิบัติ และปัจจัยด้านระบบการดำเนินงาน ส่งผลต่อระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร ไม่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นกรมจึงควรมุ่งพัฒนาการสื่อสารนโยบายและการมีคู่มือการปฏิบัติงาน รวมถึงการพัฒนาระบบการดำเนินงานให้มีความง่ายในการใช้งาน และอาจมีการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการจัดอบรมให้ความรู้ เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารนโยบาย และเพื่อทำให้บุคลากรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น
การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์
การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
-
การศึกษาองค์การที่แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ กรณีศึกษา บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.), ศศิภา ดิษฐกุล
การศึกษาองค์การที่แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ กรณีศึกษา บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.), ศศิภา ดิษฐกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์การที่ผ่านกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มีบทบาทในการบริหารจัดการท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย งานวิจัยนี้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านโครงสร้างองค์การ การบริหารจัดการ และประสิทธิภาพการดำเนินงาน หลังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นองค์การมหาชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้กรอบการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านการเงิน การให้บริการ กระบวนการภายใน และการเรียนรู้และพัฒนา เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบในเชิงลึกและประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องวิธีการศึกษาใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารและบุคลากรของ ทอท. รวมถึงการสังเกตการณ์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเชิงโครงสร้างองค์กร ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การแปรรูปยังช่วยให้การดำเนินงานของ ทอท. มีความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันยังคงมีความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาประสิทธิภาพในระยะยาวผลการศึกษานี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการและผลลัพธ์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในกรณีของ ทอท. เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนานโยบายและแนวทางการบริหารจัดการองค์กรภาครัฐอื่น ๆ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการในอนาคต
The Influence Of Youtube Advertising Value On Consumer Responses, Ratanak Sophal
The Influence Of Youtube Advertising Value On Consumer Responses, Ratanak Sophal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this research are to explore the values of YouTube advertising—namely entertainment, informativeness, credibility, and irritation—and their influence on consumer responses, including perceived advertising value, attitude towards YouTube advertising, and shopping intention. Additionally, the study examines the relationships between perceived advertising value, attitude towards YouTube advertising, and shopping intention. Data were collected via an online survey from 291 Thai respondents, aged 18–55 years, who had been exposed to YouTube advertisements. The results show that YouTube advertisements were perceived as neither highly entertaining (M = 2.75), informative (M = 2.99), nor credible (M = 2.89), and were viewed as …
User Generated Content (Ugc) On Douyin And The Great Wall Cannon Branding Strategy, Runzhi Shi
User Generated Content (Ugc) On Douyin And The Great Wall Cannon Branding Strategy, Runzhi Shi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of User-Generated Content (UGC) on brand communication, focusing on the viral "Great Wall Cannon" case on Douyin, a leading short-video platform in China. Existing research predominantly emphasizes Western platforms and lacks in-depth analysis of UGC's role within China's unique cultural and regulatory framework, leaving a gap in understanding its potential for brand marketing. Using qualitative methods, including content analysis, semi-structured interviews, and secondary data review, this research examines how UGC enhances brand visibility, shapes consumer perceptions, and builds emotional connections. The proposed approach highlights the strengths of leveraging Douyin's algorithm-driven content dissemination and authentic user …
บทบาทของเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Tans) ในการสนับสนุนสิทธิสตรีเกาหลีใต้ ในสมัยประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022-2025), ปิยนุช ชัยสมพร
บทบาทของเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Tans) ในการสนับสนุนสิทธิสตรีเกาหลีใต้ ในสมัยประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022-2025), ปิยนุช ชัยสมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของสหพันธ์สมาคมสตรีเกาหลีใต้ (Korean Women’s Association United – KWAU) ในการร่วมมือกับเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Transnational Advocacy Networks – TANs) เพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิสตรีในช่วงรัฐบาลของประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022–2025) โดยใช้กรอบแนวคิด Boomerang Effect ของ Keck และ Sikkink (1998) ในการวิเคราะห์กลไกการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมเมื่อรัฐเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน ผลการวิจัยพบว่าแม้ TANs จะเคยเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในอดีต แต่ในบริบทร่วมสมัยของเกาหลีใต้กลับเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งจากกระแสต่อต้านเฟมินิสม์ภายในประเทศ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การลดบทบาทของรัฐผ่านการยุบกระทรวงความเท่าเทียมทางเพศ และการโจมตีองค์กรสิทธิมนุษยชนว่าเป็นกลุ่มแทรกแซงจากต่างชาติ อย่างไรก็ตาม KWAU และพันธมิตรยังสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยหันมาใช้สื่อสร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวเชิงวัฒนธรรม และการสื่อสารที่ลดระดับการเผชิญหน้าเพื่อสร้างการยอมรับในระดับรากหญ้า งานวิจัยนี้เสนอให้เสริมพลังกลยุทธ์ Sandwich Effect ซึ่งผสานแรงกดดันจากภายในและภายนอก พร้อมทั้งเสนอให้รัฐ ภาคเอกชน และองค์กรวิชาการมีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมสิทธิสตรีท่ามกลางกระแสอนุรักษนิยมร่วมสมัย
Technological Advancements In China's Automation Industry: Economic Opportunities And Challenges, Jichen Tan
Technological Advancements In China's Automation Industry: Economic Opportunities And Challenges, Jichen Tan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the transformative impact of automation technology on China's manufacturing sector within the framework of the Fourth Industrial Revolution. It systematically examines the dual forces of opportunity and challenge through a SWOT (Strengths, Weaknesses, Opportunities, Threats) analytical lens. The findings indicate that automation has significantly accelerated China's industrial upgrading, enhanced productivity, and positioned the country as a global leader in sectors such as new energy vehicles and photovoltaics. However, the study also identifies persistent dependencies on foreign core technologies, fragmented industrial ecosystems, and social disruptions due to skill mismatches and labor displacement. To address these issues, the paper …
ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบสินค้าเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว: กรณีศึกษาฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง, ณัฐกร โชติช่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการตรวจสอบสินค้าเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษาฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง โดยเน้นวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลให้กระบวนการดังกล่าวเกิดความล่าช้า อันนำมาซึ่งข้อร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน และแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อการศึกษาที่ครอบคลุมและชัดเจนผู้เขียนได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านกฎระเบียบ และด้านเทคโนโลยี งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ จุดบริการ VAT Refund หัวหน้าฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 และผู้อำนวยการฝ่ายบริการผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ ผลการวิจัยพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ ความล่าช้าจากกระบวนการตรวจสอบเอกสารและสินค้าซึ่งเกิดจากการขาดการจัดเตรียมข้อมูลล่วงหน้าของผู้รับบริการ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่มีความสอดคล้องกัน ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนและมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง รวมถึงการขาดการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้แก่นักท่องเที่ยว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับขั้นตอนและข้อกำหนดในการคืนภาษี
The Demand For Thai Language Skills In Thai-Chinese Economic And Trade Relations: A Case Study Of Yunnan Province, Yunheng Yuan
The Demand For Thai Language Skills In Thai-Chinese Economic And Trade Relations: A Case Study Of Yunnan Province, Yunheng Yuan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to analyze the demand for Thai language skills in economic and trade cooperation between Thailand and Yunnan Province, examine the current status of Thai language training programs in universities and colleges in Yunnan Province, and evaluate whether these programs adequately meet the demand for Thai language skills in the development of economic and trade cooperation. Through research methods like field observation, questionnaires, interviews, and document research, it was found that the economic and trade relations between Thailand and Yunnan Province continue to improve. Meanwhile, the demand for Thai language skills in Yunnan Province significantly increases. However, there …
แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง, ศิริธร สมสุวรรณ
แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง, ศิริธร สมสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง”มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงในกรุงเทพมหานคร สาเหตุของปัญหาในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง และแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง เป็นการวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร (อายุ 20 – 59 ปี) จำนวน 400 คน ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรม องค์กรสาธารณะประโยชน์ด้านความปลอดภัยของผู้หญิง และผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร รวม 13 คนผลการศึกษา พบว่า ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมีผู้เคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมโดยตรง 3 ประเภท ได้แก่ อาชญากรรมทางเพศ อาชญากรรมต่อทรัพย์สิน และอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกาย ส่วนใหญ่มีการแจ้งความที่สถานีตำรวจ โดยสถานที่ที่พบอาชญากรรมมากที่สุด คือ ตรอก ซอย ถนน รองลงมาคือที่อยู่อาศัย และรถโดยสารสาธารณะ ส่วนใหญ่ได้รับแจ้งข่าวเหตุอาชญากรรมทาง Social media ซึ่งผู้หญิงต้องการให้แก้ไขปัญหาด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิดและไฟฟ้าส่องสว่างให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพิ่มกำลังตำรวจในการตรวจตรา และแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรง โดยสาเหตุของปัญหาในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงเกิดจากอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครมีจำกัด ศักยภาพและผู้ปฏิบัติไม่เพียงพอ การเติบโตของเมืองที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการ การบูรณาการระหว่างหน่วยงานไม่เข้มแข็ง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สังคมขาดการสร้างความตระหนักรู้ถึงความปลอดภัยจากอาชญากรรม นโยบายรัฐด้านการดูแลความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงไม่ชัดเจน และทัศนคติทางสังคมมองว่าผู้หญิงถูกล่วงละเมิดเป็นเรื่องน่าอาย โดยมีแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง 6 แนวทาง เรียกว่า “IT-4E” ประกอบด้วย การบูรณาการการทำงานร่วมกัน (Integration) การนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการพัฒนาเมืองให้ปลอดภัย (Technology) การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ (Enforcement) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย (Environment) การให้การศึกษาและความตระหนักรู้ด้านภัยอาชญากรรม (Education) และการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน (Engagement) ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงประสบความสำเร็จ