Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 421 - 450 of 2614

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกของกรมการปกครอง (ระดับก้าวหน้า), กรรภิรมย์ ภัทราคม Jan 2024

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกของกรมการปกครอง (ระดับก้าวหน้า), กรรภิรมย์ ภัทราคม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานของที่ทำการปกครองอำเภอให้เป็นไปตามมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ในระดับก้าวหน้า และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาและยกระดับการให้บริการของที่ทำการปกครองอำเภอให้สอดคล้องกับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ในระดับก้าวหน้า ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และกรรมการผู้ตรวจประเมินฯ คิดเป็นจำนวนทั้งหมด 12 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากที่ทำการปกครองอำเภอที่ผ่าน 4 แห่งและที่ทำการปกครองอำเภอที่ไม่ผ่าน 2 แห่ง ผลการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ ได้แก่ ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร อาทิ การขาดการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากผู้บริหาร ปัญหาด้านภารกิจที่หลากหลายในบริบทของพื้นที่ และปัญหาด้านการตีความเกณฑ์มาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกที่มีความไม่ชัดเจนและขาดมาตรฐานกลางสำหรับที่ทำการปกครองอำเภอเอง นอกจากนี้ยังพบปัจจัยหลายประการที่เกื้อหนุนให้ที่ทำการปกครองอำเภอได้รับการรับรองในระดับก้าวหน้า อาทิเช่น ทัศนคติเชิงบวก การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสะท้อนถึงประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินงานของที่ทำการปกครองอำเภอ เป็นต้น


ความรู้ความเข้าใจและความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุนของข้าราชการคนรุ่นใหม่: กรณีศึกษา ข้าราชการภายในส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง, กุลภรณ์ ประพฤกษ์ศัย Jan 2024

ความรู้ความเข้าใจและความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุนของข้าราชการคนรุ่นใหม่: กรณีศึกษา ข้าราชการภายในส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง, กุลภรณ์ ประพฤกษ์ศัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้ต้องการศึกษาความรู้ความเข้าใจ และความสนใจ เกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุน ใน กลุ่มข้าราชการกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยใช้กรณีของข้าราชการที่ปฏิบัติราชการส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง ที่เกิดในช่วงหลังปี พ.ศ. 2522 เป็นกรณีศึกษา การศึกษาอาศัยวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods) โดยมีการสำรวจแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 262 คน เพื่อนำมาประมวลผลด้วยกระบวนการทางสถิติ และมีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล 5 คน เพื่อค้นหาเหตุผลสนับสนุนผลลัพธ์ของการสำรวจแบบสอบถาม และให้ข้อเสนอแนะแก่งานศึกษางานวิจัยนี้พบว่า กลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ของหน่วยงานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกลุ่มการออมและการลงทุน ในระดับค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม ความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีของกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่กลุ่มดังกล่าวอยู่ในระดับสูง โดยเมื่อพิจารณาระดับความสนใจรายมาตรการ พบว่า เบี้ยประกันชีวิต ประกันแบบสะสมทรัพย์ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้รับคะแนนความสนใจมากที่สุด ตามลำดับ ทั้งนี้ ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ตัวมาตรการ รวมถึงระดับความรู้ความเข้าใจมาตรการที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อระดับความสนใจในมาตรการลดหย่อนภาษีแต่อย่างใดผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์พบว่า มาตรการที่เป็นที่สนใจของกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 1) มาตรการลดหย่อนภาษีที่สามารถนำเงินออม หรือเงินลงทุนที่มีลักษณะเป็นการออมเงินระยะยาว นำมาคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษี 2) การเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพ 3) การเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนประเภทการออมภาคบังคับ นอกจากนั้น ควรมีนโยบายส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการวางแผนในการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุในกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ด้วย


บทบาทการส่งเสริมและดำเนินการขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน), กันตพงศ์ มาศจุฑาเศรณี Jan 2024

บทบาทการส่งเสริมและดำเนินการขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน), กันตพงศ์ มาศจุฑาเศรณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทการส่งเสริมและขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของ SMEs ในประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 10 ราย ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของสถาบัน โดยการศึกษามุ่งเน้นการสำรวจมุมมองและความคาดหวังของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีต่อสถาบัน งานศึกษาพบว่าผู้ประกอบการเห็นว่าสถาบันมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และสร้างโอกาสทางการค้า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคาดหวังให้สถาบันมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม พร้อมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิตและการส่งออก เพื่อสอดคล้องกับบริบททางการค้าและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการ SMEs ให้คำแนะนำต่อสถาบันในการสร้างการรับรู้ต่อบทบาทและความสำคัญของสถาบันให้มีความชัดเจนและขยายการรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของผู้ประกอบการต่อการให้บริการและการสนับสนุนของสถาบันที่มีอยู่ เพื่อยกระดับ SMEs ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล


คุณภาพชีวิตการทำงานมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, คมกฤษณ์ เดชเดชะสุเมธ Jan 2024

คุณภาพชีวิตการทำงานมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, คมกฤษณ์ เดชเดชะสุเมธ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความมีคุณภาพชีวิตการทำงาน ระดับของประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมถึงอิทธิพลของคุณภาพชีวิตการทำงานต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 201 คน เป็นข้าราชการกรมศุลกากรจากสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แบ่งเป็นเพศหญิง 105 คน เพศชาย 93 คน ไม่ระบุเพศ 3 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ พบว่าระดับคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก คุณภาพการชีวิตการทำงานด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ การมีส่วนร่วมในการทำงานและความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รองลงมาคือด้านความสัมพันธ์กับสังคมของงานและองค์กร ตามลำดับ จัดอยู่ในระดับมีมากที่สุด สูงกว่าสมมุติฐาน และคุณภาพชีวิตการทำงานด้านความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด จัดอยู่ในระดับมาก ตรงตามสมมุติฐาน ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมมีค่าเฉลี่ยจัดอยู่ในระดับมากที่สุด โดยประสิทธิภาพในด้านเวลาที่ใช้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด จัดอยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าสมมุติฐาน และประสิทธิภาพด้านค่าใช้จ่ายหรือความคุ้มค่ามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด จัดอยู่ในระดับมาก ตรงตามสมมุติฐาน ข้อมูลส่วนบุคคล เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ทำงานในกรมศุลกากร และรายได้ต่อเดือน ที่ต่างกัน ไม่มีผลทำให้ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานแตกต่างกัน ตำแหน่งต่างกันมีผลทำให้คุณภาพชีวิตการทำงานด้านโอกาสและการพัฒนาความสามารถ ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ ด้านความสัมพันธ์กับสังคมของงานและองค์กร แตกต่างกัน รูปแบบเวลาการเข้างานต่างกันมีผลทำให้ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและปลอดภัย แตกต่างกัน


ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เกษราภรณ์ เกียรติเฉลิมลาภ Jan 2024

ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เกษราภรณ์ เกียรติเฉลิมลาภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัย ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความท้าทายและข้อจำกัดและเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการวิจัย แบบผสมผสาน (Mixed Method) ระหว่างการใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรของสำนักงานที่ดิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สถิติ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการศึกษา พบว่า ข้อจำกัดและปัญหาของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ คือ 1) จำนวนบุคลากรไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน 2) บุคลากรขาดความเชี่ยวชาญในการใช้งานระบบ 3) ระบบปฏิบัติการขาดความเสถียร เกิดความขัดข้องอยู่บ่อยครั้ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ปฏิบัติการไม่ทันสมัย ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน 4) ระบบฐานขอมูลของสำนักงานที่ดินแต่ละสาขาขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ฐานข้อมูลของสำนักงานที่ดินในระบบออนไลน์ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และข้อมูลบางส่วนยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง 5) ปัญหาของระบบการนัดหมายล่วงหน้าในการการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงาน 6) ความล่าช้าในการรอสำนักงานอีกฝั่งในการอนุมัติให้ดำเนินการ นิติกรรมแบบออนไลน์ได้ และ 7) ระบบไม่สามารถให้บริการของสำนักงานที่ดินได้ครบถ้วน และมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา คือ 1) ปรับปรุงระบบการให้บริการ ควรยกเลิกระบบการนัดหมายล่วงหน้าที่สร้างความยุ่งยากให้กับประชาชน โดยปรับเปลี่ยนเป็นระบบที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ทันทีที่สำนักงานที่ดิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น 2) พัฒนาความเชี่ยวชาญ ควรจัดให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับระบบออนไลน์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสำนักงาน นอกจากนี้ควรจัดระบบ พี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้จากผู้เชี่ยวชาญสู่เจ้าหน้าที่ใหม่ โดยมีการประเมินทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคลากรเป็นระยะเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง 3) ปรับปรุงระบบปฏิบัติการและระบบจัดเก็บข้อมูลให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล จัดหาระบบสำรองข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง และติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองที่เพียงพอ เพื่อป้องกัน การหยุดชะงักของระบบ 4) ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการให้สามารถรองรับ การทำงานพร้อมกันจำนวนมาก เพิ่มความเร็วในการประมวลผล ปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มี ความเสถียร และพัฒนาระบบสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล


ปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร, จุฑารัตน์ สวัสดิ์พูน Jan 2024

ปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร, จุฑารัตน์ สวัสดิ์พูน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นช่องทางในการดำเนินการทางทะเบียนกรมศุลกากรที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนเมื่อปี พ.ศ 2564 เป็นต้นมา และเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปลายปี พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นความพยายามในการขจัดข้อบกพร่องของการดำเนินการทางทะเบียนของ 2 ช่องทางเดิม ได้แก่ หน่วยบริการรับลงทะเบียนของกรมศุลกากร และระบบ Online Customs Registration ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพระบบที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร และเพื่อทราบแนวทางในการพัฒนาความพึงพอใจของผู้รับบริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ที่จะนำมาสู่การพัฒนาและปรับปรุงระบบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยด้านคุณภาพระบบที่นำมาศึกษาคือ ปัจจัยคุณภาพระบบทั้ง 5 มิติ ของ DeLone และ McLean (2003) ได้แก่ ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use) ความปลอดภัยในการใช้งาน (Security) ความมีเสถียรภาพ (Reliability) ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Response Times) และความง่ายในการเข้าถึง (Convenience of Access) ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ซึ่งหากระบบสามารถตอบสนองความต้องการในแต่ละมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้บริการจะมีระดับความพึงพอใจสูงและมีแนวโน้มที่จะใช้งานระบบอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากระบบมีข้อบกพร่องในด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกไม่พึงพอใจ และอาจส่งผลให้ผู้ใช้ลดการใช้งานหรือเลือกที่จะไม่ใช้บริการอีกต่อไป ซึ่งนำมาสู่แนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงระบบในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้ดียิ่งขึ้น


วิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ กรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี, จิรเมธ หมู่คำ Jan 2024

วิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ กรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี, จิรเมธ หมู่คำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอกรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพภายใต้แนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านกฎมายที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอแบบบูรณาการ และค้นหาแนวทางต้นแบบในการบริหารจัดการปัญหาเชิงพื้นที่ โดยหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ ผ่านกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อไป การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาผ่านการค้นคว้าเอกสารและสื่อสารสนเทศออนไลน์ การสังเกตการณ์ในพื้นที่การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า การนำแนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์อันเนื่องมาจากการเข้าเป็นกิจการภายใต้กฎหมายดังกล่าว โดยที่นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปใช้เพื่อสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวคิดของวิสาหกิจเพื่อสังคม และการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคมีส่วนที่เกี่ยวข้องนั้น และมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเกื้อกูลด้วยแนวนโยบายและข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่สามารถทำให้ทั้งสองภารกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ อีกทั้งยังมีความสอดคล้องกับภารกิจหลักของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานของราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีโอกาสในการพัฒนาไปสู่นโยบายสำคัญของกรมการปกครองได้ในอนาคต


แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชัญญกร ถนอมพันธุ์ Jan 2024

แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชัญญกร ถนอมพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาความสัมพันธ์ของแรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีเชิงสำรวจ โดยการเก็บข้อมูลทางแบบสอบถาม ทั้งหมดจำนวน 400 คน ด้วยสถิติเชิงพรรณนา จากการศึกษาพบว่าแรงจูงใจมีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะใกล้ที่พักมากที่สุด พบว่าความคาดหวังมีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะใกล้ที่พักมากที่สุด และพบว่าผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ของแรงจูงใจ ความคาดหวัง และการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่ามากกว่า 0.50


การปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล กรณีศึกษา ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (แอปพลิเคชัน Thaid) ของกรมการปกครอง, ชนิตา ชนะพล Jan 2024

การปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล กรณีศึกษา ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (แอปพลิเคชัน Thaid) ของกรมการปกครอง, ชนิตา ชนะพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มุ่งศึกษาการปรับเปลี่ยนองค์กรภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลโดยใช้กรณีศึกษาแอปพลิเคชัน ThaID ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่สำคัญ ในการให้บริการประชาชน ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากการศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 14 ท่าน ประกอบด้วยบุคลากรสังกัดกรมการปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค บุคลากรจากหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และประชาชนผู้รับบริการ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาได้ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้กรอบแนวคิด 3 ประการ ได้แก่ (1) การประเมินคุณภาพการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service Quality) (2) การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) และ (3) การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digital Transformation) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แอปพลิเคชัน ThaID สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นที่ความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยซึ่งสอดคล้องกับหลักการประเมินคุณภาพการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการนำแอปพลิเคชัน ThaID มาใช้ ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร การจัดสรรทรัพยากร อย่างเพียงพอ และการพัฒนาทักษะของบุคลากร อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ เช่น ข้อจำกัดด้านงบประมาณ กฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวย และทัศนคติของบุคลากรบางส่วนที่ยังไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจะพบว่าความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนองค์กรภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการที่สัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ทั้งประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ปัจจัยภายในองค์กรและสภาพแวดล้อมภายนอกที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งเสริมให้ThaID เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนกรมการปกครองสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงเสนอแนะแนวทางในการดำเนินงานต่อไป ได้แก่การจัดตั้ง "ศูนย์บริการสาธารณะดิจิทัล" การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในหมู่บุคลากร การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน


บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์ Jan 2024

บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ รวมถึงนำเสนอแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุในพื้นที่ และบุคลากรผู้ปฎิบัติงานร่วมกับเทศบาลตำบลธัญบุรี เพื่อทำความเข้าใจบทบาทขององค์กรในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคที่พบในกระบวนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานของเทศบาลครอบคลุมด้านการจัดสรรบริการด้านสุขภาพ การพัฒนาทักษะผู้สูงอายุ และการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่ขาดความพร้อมทางเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ประกอบด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี มีความสุข และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต


การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด, ณพัฒน์ สุขสวัสดิ์ Jan 2024

การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด, ณพัฒน์ สุขสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เพื่อรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะ ด้านต่าง ๆ โดยศึกษาการดำเนินกิจกรรมที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร มีประสิทธิผลอย่างไรในเชิงลึก โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหาร ผู้จัดการและพนักงานในบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ต่างบทบาทกันในเรื่องกากำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินกิจกรรม การรับนโยบายจากผู้บริหารถ่ายทอดกิจกรรมและการดำเนินการกิจกรรม รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมและนำกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในกรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม ความภาคภูมิใจ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การวางแผน การสื่อสาร อย่างไรก็ตาม การประเมินผลยังคงเป็นจุดที่ควรปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเปลี่ยนแปลงและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ยังพบข้อจำกัดในด้านการออกแบบกิจกรรมที่ไม่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของพนักงานและขาดการเชื่อมโยงกับบริบทภายนอก และต้องการปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์ จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์เชิงบวกและสร้างความยั่งยืนในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรได้ในระยะยาว


ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงในระดับจังหวัดและอำเภอ ผู้ปฏิบัติงานหลัก ผู้ปฏิบัติงานลำดับรอง และผู้สนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 11 ท่าน ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM พบว่า การทำงานของปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองพันธกิจของกรมการปกครอง และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน ที่ส่งผลต่อให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ อาทิเช่น ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ความสำเร็จในการปฏิบัติงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะของงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ความมั่นคงในงาน ค่าจ้างและผลตอบแทน นอกจากนี้ การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังเป็นไปตามลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM โดยพบว่ามีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมาใช้ในการปฏิบัติงานและให้บริการแก่ประชาชน มีการทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังพบว่ามีปัญหา อุปสรรคในด้านความเพียงพอของบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งหากได้รับปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานตามแนวทาง ข้อเสนอแนะโดยการออกระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือเพื่อลดขั้นตอนและภาระงานแก่ผู้ปฏิบัติงาน มีการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุน ส่งเสริมให้การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป


แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี, ณัฐกฤตา นันตา Jan 2024

แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี, ณัฐกฤตา นันตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการสังกัด กรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจและระดับความผูกพันต่อองค์กร ของข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี และ 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อ ความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี โดยมีข้าราชการระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับปฏิบัติการ และระดับชำนาญการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี ประกอบด้วย ข้าราชการอำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอบางกรวย อำเภอไทรน้อย และที่ทำการปกครองจังหวัดนนทบุรี รวมจำนวน 170 คน เป็นประชากรกลุ่มตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทาง Google form และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละที่ใช้ได้ ค่าเฉลี่ย ค่ามากสุด ค่าน้อยสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในภาพรวมทั้ง 2 ปัจจัย อยู่ในระดับ สูงที่สุด โดยแรงจูงใจของปัจจัยจูงใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 4.37 (S.D.= 0.393) 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กร อยู่ในระดับสูงที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 (S.D. = 0.4117) และ 3) แรงจูงใจที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร คือ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน ซึ่งมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยแรงจูงใจของปัจจัยค้ำจุนมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคงของชีวิต ด้านเงินเดือนและสิ่งตอบแทน และด้านนโยบายการบริหารงาน ของหน่วยงาน ด้วยค่าอิทธิพล 0.296, 0.196 และ 0.176 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยค้ำจุนทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 46.6 และแรงจูงใจของปัจจัยจูงใจมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร 1 ด้าน คือด้านลักษณะของงานที่ได้รับผิดชอบ ด้วยค่าอิทธิพล 0.257 ซึ่งปัจจัยจูงใจ ทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 37.5


ทัศนคติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานระยะไกลและภาพลักษณ์ในอุดมคติของบุคลากรในสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเป็นหน่วยงานนำร่องระบบราชการดิจิทัล: กรณีศึกษา กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญา และกลุ่มนโยบายการบริหารงานบุคคลอุดมศึกษาและทุนทางปัญญา, ณัฐชวาล สัตยวินิจ Jan 2024

ทัศนคติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานระยะไกลและภาพลักษณ์ในอุดมคติของบุคลากรในสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเป็นหน่วยงานนำร่องระบบราชการดิจิทัล: กรณีศึกษา กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญา และกลุ่มนโยบายการบริหารงานบุคคลอุดมศึกษาและทุนทางปัญญา, ณัฐชวาล สัตยวินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานนำร่องสำหรับการดำเนินงานในรูปแบบการทำงานระยะไกล ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบราชการดิจิทัล งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับศึกษาประสิทธิภาพ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานรูปแบบให ม่นี้ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกและเทคนิคการสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานระยะไกลส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรหลายประการ เช่น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานจากการเลือกสถานที่ปฏิบัติงานที่พึงพอใจที่สุดได้ ลดปัญหาด้านสุขภาพกายและจิตใจ ลดความตึงเครียดหรือความกดดันจากที่ทำงาน รวมถึงสนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวร่วมกับสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพงานให้ดียิ่งขึ้น ปริมาณงานที่บุคลากรสามารถดำเนินการได้มากขึ้นในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงลดเวลาในการเดินทางเพิ่มเวลาในการทำงาน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานระยะไกลยังเผชิญปัญหา เช่น ความไม่เชื่อมั่นของผู้บริหารต่อผู้ปฏิบัติงาน การขาดระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียมกันในกลุ่มบุคลากรต่างวัย ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการทำงานระยะไกล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของระบบราชการดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผล


การพัฒนาบุคลากรสายงานข้าราชการธุรการเจนเนอเรชั่นวายในระบบราชการ 4.0 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด, เดชาวุฒิ ทองพาศน์ Jan 2024

การพัฒนาบุคลากรสายงานข้าราชการธุรการเจนเนอเรชั่นวายในระบบราชการ 4.0 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด, เดชาวุฒิ ทองพาศน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายในการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 ภายใต้ระบบราชการ 4.0 ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายในการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีความเหมาะสมกับบริบทระบบราชการ 4.0 นั้น จำเป็นต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถบุคลากร ให้สอดคล้องกับรูปแบบการปฏิบัติงานในปัจจุบัน โดยจากการศึกษาพบว่า ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะอื่นที่จำเป็น ดังนี้ 1.) ทักษะด้านดิจิทัล ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่สำนักงานอัยการสูงสุดนำมาใช้ในการปฏิรูปการทำงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นไปตามแนวทางของระบบราชการ 4.0 2.) ทักษะการปรับตัวและเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3.) ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเขียน การพูดและการนำเสนอ การทำงานร่วมกับทีม มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในองค์กรและระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ 4.ความคิดสร้างสรรค์ การเสนอแนวคิดใหม่สามารถคิดค้นและเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการพัฒนางานหรือบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน 5.ความมุ่งมั่นต่อการบริการประชาชน การให้บริการที่มีคุณภาพ มีแนวคิดในการให้บริการที่มุ่งเน้นความพึงพอใจของประชาชนเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 6.จริยธรรมและความรับผิดชอบจริยธรรมในการทำงานโดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการให้บริการ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ 7.ความเป็นผู้นำและการสร้างเครือข่าย สามารถเป็นผู้นำในการปฏิบัติงานหรือโครงการต่าง ๆ โดยมีการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนผู้อื่นในการปฏิบัติงาน สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ8.ความยืดหยุ่นและการปรับตัวการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสภาพแวดล้อมการทำงานได้ดี และ 9.ทักษะการบริหารจัดการเวลาการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญ สามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง, ณัฐพงษ์ รุกชาติ Jan 2024

สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง, ณัฐพงษ์ รุกชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง “สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง” มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของสมรรถนะ (Competency) ข้าราชการตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ในกองการเจ้าหน้าที่ สังกัดกรมการปกครอง และเสนอแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคลให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อองค์กร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณโดยการใช้วิธีเชิงสำรวจจากแบบสอบถาม เพื่อนำมาอธิบายความรู้ ความเข้าใจ และความคาดหวังต่อสมรรถนะของข้าราชการตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์รายบุคคลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญผลการศึกษาพบว่าระดับสมรรถนะของนักทรัพยากรบุคคลที่เป็นจริงในปัจจุบันทั้งด้านทักษะการปฏิบัติงาน และด้านอารมณ์และพฤติกรรมอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.7143 และ 3.8929 ตามลำดับ แต่ยังต่ำกว่าสมรรถนะที่คาดหวัง ในด้านทักษะการปฏิบัติงานค่าเฉลี่ยที่ 4.1771 และด้านอารมณ์และพฤติกรรม 4.2643 โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้อธิบายปัญหาเกี่ยวกับสมรรถนะของนักทรัพยากรบุคคลว่า ยังขาดองค์ความรู้พื้นฐานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี รวมถึงการประเมินผลและติดตามการปฏิบัติงานและพัฒนาตนเองยังไม่ชัดเจน ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาตนเอง ดังนั้น ได้เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การพัฒนาฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล เน้นการสร้างองค์ความรู้การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ตลอดจนการปลูกฝังทัศนคติที่เหมาะสม 2.ปรับปรุงการประเมินผล กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนและกำหนดแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) 3.ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ สนับสนุนการศึกษาต่อและการฝึกอบรมที่จำเป็น 4.การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน เพิ่มการใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น AI, HRIS ในกระบวนการบริหารจัดการ 5.การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (On the job training) รวมถึงการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศเพื่อเปิดโอกาสในการศึกษาเทคนิคใหม่ ๆ จากต่างประเทศ


การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากร ตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธราดล กมุทา Jan 2024

การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากร ตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธราดล กมุทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท และเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 ท่าน คือ ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ระบบสารสนเทศของกรมศุลกากร ไม่ว่าจะเป็นระบบการออกใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร (กศก. 122) ที่ยังมิสามารถออกใบเสร็จแยกรายผู้นำเข้าได้ ระบบผ่านพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับของเร่งด่วน (e-Express) ซึ่งหน่วงและขาดเสถียรภาพ ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ของกรมศุลกากรที่ยังบกพร่องและไม่ครอบคลุม ผู้นำเข้าและประชาชนจำนวนมากไม่ทราบถึงการมีอยู่ของมาตรการการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับของที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นว่าในการพัฒนาการปฏิบัติงาน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา แก้ไข และปรับปรุงระบบสารสนเทศของ กรมศุลกากร ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การปฏิบัติงาน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า อำนวยความสะดวกในการดำเนินพิธีการศุลกากรต่อผู้ประกอบการและประชาชน


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกพยาบาลจักษุกรรม (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเครียดและความผูกพันในองค์กรของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม (3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม วิธีวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 31 ราย คือ พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ผลการวิจัยพบว่าพยาบาลเกิดความเครียดในการทำงาน เนื่องจากปัจจัยด้าน อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน สถานภาพสมรส ภาระงานและความเหนื่อยล้า ค่าตอบแทน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในอาชีพ และสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลถึงความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงาน แม้ยังมีความผูกพันต่อองค์กรจากสวัสดิการที่ได้รับ อย่างไรก็ตามพยาบาลยังคงทำงานในองค์กรต่อเนื่องจากการมีค่านิยมในการรับราชการ การให้คุณค่าของตำแหน่งและความภาคภูมิใจในการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (1) ปรับภาระงานให้เหมาะสม โดยมีจำนวนพยาบาลที่เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย (2) หน่วยงานควรจัดอบรมการจัดการความเครียดและให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา (3) ส่งเสริมการพัฒนาองค์กร โดยให้พยาบาลมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบงานและกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและเพิ่มความผูกพันในองค์กร


แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง กรณีศึกษาสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง, นิติศักดิ์ ปานปรุง Jan 2024

แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง กรณีศึกษาสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง, นิติศักดิ์ ปานปรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศึกษาความคิดเห็นของเจ้าพนักงานปกครองเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจในการทำงานและแรงจูงใจในการบริการสาธารณะที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน กรณีศึกษา สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง และแรงจูงใจที่ส่งผลประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง ตลอดจนเสนอแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจที่ ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานให้กับเจ้าพนักงานปกครอง สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครองในสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนอย่างมีนัยสำคัญ แบ่งเป็น ปัจจัยจูงใจในการทำงาน ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ลักษณะงาน และความรับผิดชอบ ส่วนแรงจูงใจในการบริการสาธารณะ ได้แก่ ความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อผลประโยชน์สาธารณะ ความเห็นอกเห็นใจ และความเสียสละ ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะควรให้หน่วยงานมีแนวทางในการปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานของผู้บังคับบัญชาให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น เปิดโอกาสการรับฟังความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างการสื่อสารที่มีความชัดเจน ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับเจ้าพนักงานปกครอง และส่งผลไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน


การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น Pm2.5 กรณีศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน, นนทพัทธ์ เผือกพูลผล Jan 2024

การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น Pm2.5 กรณีศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน, นนทพัทธ์ เผือกพูลผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น PM2.5 กรณีศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน 1) ผู้บริหารจังหวัดแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการระดับผู้ปฏิบัติงาน ผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ และ NGO ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ ได้แก่ 1) ประชาชนหรือเกษตรกรยังไม่ค่อยมีความสนใจในการปูลกพืชเศรษฐกิจ 2) งบประมาณในการดำเนินแผนงานโครงการที่สนับสนุนป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า รวมถึงโครงการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเกษตรแบบยั่งยืน ยังมีไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุม 3) ทรัพยากรบุคคลไม่เพียงพอในการดำเนินงาน เนื่องจากพื้นที่ป่ามีขนาดใหญ่ และเป็นภูเขาที่มีความลาดชัน 4) ระบบการสั่งการยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน และการปฏิบัติในระดับท้องที่จริงทำได้ยาก โดยแนวทางในการพัฒนาและยกระดับแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย 1) การเร่งรัดการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับประชาชน 2) ส่งเสริมและสนับสนุนงบประมาณในส่วนของการทำเกษตรที่ยั่งยืนให้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นสาเหตุของการเผาพื้นที่ 3) การจัดสรรงบประมาณภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันเพื่อลดฝุ่นละออง PM2.5 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 4) เชิญชวนทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบทรัพยากรป่าไม้ร่วมกัน 5) รัฐบาลควรมีการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว


หัวข้อวิจัย : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity And Transparency Assessment : Ita)กรณีศึกษา : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity And Transparency Assessment : Oit), นิธิศ พงษ์ชุติสรา Jan 2024

หัวข้อวิจัย : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity And Transparency Assessment : Ita)กรณีศึกษา : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity And Transparency Assessment : Oit), นิธิศ พงษ์ชุติสรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเพื่อศึกษาทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA ต่อการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT) รวมทั้งศึกษาค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงาน ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำไปสู่แนวทางพัฒนาการดำเนินการและการกำหนดมาตรการป้องกัน การทุจริตภายในหน่วยงาน เพื่อยกระดับการดำเนินการด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือการประเมิน ITA ของหน่วยงานในปีงบประมาณถัดไป ให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้านความรู้และทัศนคติ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้บริหารและบุคลากรศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 5 คน และเก็บข้อมูลด้านค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยวิธีการสัมภาษณ์ทั่วไป (General Interview) กับบุคลากรสังกัดสำนัก/กอง ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก/ร่วม ในการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 17 คน ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (Knowledge Attitude and Practice Theory : KAP) รูปแบบที่ 3 ของ Singh โดยความรู้ (K) และ ทัศนคติ (A) ต่างทำให้เกิดการปฏิบัติ (P) โดยที่ความรู้และทัศนคติไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน พบว่า ความรู้ ทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อน การประเมิน ITA รวมถึงค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย คือ ดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA โดยศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงาน (สำนัก/กอง) ร่วมดำเนินการตามเเบบวัด OIT จนทำให้คะเเนนการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีข้อค้นพบที่สำคัญ …


การศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์การสร้าง Soft Power ระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทยผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์, ปภาวินท์ นนทวงค์ Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์การสร้าง Soft Power ระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทยผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์, ปภาวินท์ นนทวงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์การสร้าง Soft Power ระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทยผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่ออธิบายแนวคิดการสร้าง Soft Power แนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และแนวคิดกลยุทธ์ และเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกลยุทธ์การสร้าง Soft Power ระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทยผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า รัฐบาลเกาหลีมีนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยการยกเลิกระบบการควบคุมเนื้อหา กลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่สำคัญคือ Korean Film Council (KOFIC) โดย KOFIC ได้มีกลยุทธ์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ การสนับสนุนเงินลงทุนในการสร้างภาพยนตร์ และการสร้างระบบนิเวศเพื่อการเติบโตของภาพยนตร์ สำหรับประเทศไทย เริ่มให้ความสำคัญและสนับสนุน Soft Power เมื่อไม่นานมานี้ โดยมีการกลยุทธ์การส่งเสริมภาพยนตร์ในหลายด้าน ซึ่งกลยุทธ์ไม่ต่างจากเกาหลีมากนัก แต่ภาครัฐไทยยังคงจำกัดเสรีภาพในการเผยแพร่ภาพยนตร์ ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ถูกปิดกั้นไม่มีพื้นที่ให้ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ผู้สร้างภาพยนตร์ไม่กล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ แตกต่างจากเกาหลีที่สามารถสร้างสรรค์ภาพยนตร์ที่สามารถดึงดูดใจผู้ชมได้อยู่เสมอ


การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เบญญาภา รักท้วม Jan 2024

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เบญญาภา รักท้วม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการสำรวจความคิดเห็นและใช้การจัดเก็บข้อมูลจากแบบสอบ จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) จากประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้ครบตามจำนวนที่กำหนด จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และใช้การวิเคราะห์ สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าสูงสุด (Maximum) ค่าต่ำสุด (Minimum) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) อีกทั้งในกรณีวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน (Inference Statistics) ได้เลือกใช้เทคนิค One Way ANOVA เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่าง และ Pearson’s Correlation เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถาม มีความคิดเห็นต่อปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยว เมื่อวิเคราะห์แยกรายตัวพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ ด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมาก และน้อยที่สุด คือ ด้านสังคมอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ ความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคลต่อปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยวพบว่า เพศ สถานภาพ รายได้ส่วนบุคคล ต่อเดือน (ก่อนหักภาษี) อาชีพ และการศึกษาที่แตกต่างกัน มีปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน แต่จำนวนคนในครอบครัวไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยว


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน, ปริพัตร์ วงศ์กาฬสินธุ์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน, ปริพัตร์ วงศ์กาฬสินธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยทำการสำรวจความคิดเห็นและการใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 191 คน ที่มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) จากข้าราชการกรมท่าอากาศยานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จากนั้นนำข้อมูลมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ (Statistical Package for the Social Science : SPSS) โดยใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณา ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาณ ได้เลือกใช้เทคนิคการทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน ผลการศึกษา พบว่า ระดับภาวะความเครียดจากการทำงานของข้าราชการกรมท่าอากาศยานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และระดับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยานโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ภาวะความเครียดจากการทำงานด้านลักษณะงาน ด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และด้านโครงสร้างนโยบายและบรรยากาศขององค์การ มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก ซึ่งหากนำมาพิจารณารายด้านทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านลักษณะงานมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ และด้านโครงสร้างนโยบายและบรรยากาศ และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟน้อยที่สุด อยู่ในระดับต่ำ


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายทบทวนหลังการตรวจปล่อยประจำสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง, ปริญญา นันทวัน ณ อยุธยา Jan 2024

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายทบทวนหลังการตรวจปล่อยประจำสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง, ปริญญา นันทวัน ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขั้นตอนกระบวนการทำงานของฝ่ายทบทวนหลังการตรวจปล่อยในบริบทของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานและเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายทบทวนหลังการตรวจปล่อยประจำสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบังให้ดียิ่งขึ้น โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการเก็บข้อมูลโดยการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 10 คน ซึ่งครอบคลุมข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายทบทวนหลังการตรวจปล่อยและฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับชำนาญการ รวมถึงตัวแทนออกของหรือชิปปิ้งในฐานะผู้รับบริการจากการศึกษาการทำงานของฝ่ายทบทวนหลังการตรวจปล่อยในบริบทของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบังนั้น พบปัญหาดังนี้ 1) ปัญหาด้านบุคลากร เจ้าหน้าที่ใหม่ในฝ่ายยังขาดความรู้และประสบการณ์ในการทำงานทบทวนหลังการตรวจปล่อย 2) ปัญหาด้านโครงสร้างและนโยบายการทำงาน การแบ่งโครงสร้างหน้าที่ในฝ่ายอย่างชัดเจนโดยพึ่งพาความสามารถส่วนบุคคลเป็นหลัก ทำให้เจ้าหน้าที่ในฝ่ายไม่สามารถทำงานแทนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งนโยบายการทำงานของฝ่ายในลักษณะผ่อนคลาย ทำให้ไม่ได้มีการติดตามขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบ 3) ปัญหาด้านการสื่อสาร การสื่อสารในระดับส่วนไม่ได้ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันข้อมูลการทำงานกันระหว่างฝ่าย ซึ่งจากการใช้กรอบแนวคิด 7s Model ของ McKinsey มาเป็นกรอบ ผู้วิจัยได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายทบทวนหลังการตรวจปล่อย ดังนี้ 1) ปรับโครงสร้างการทำงานแบบแนวราบ เน้นความคล่องตัวในการทำงาน เจ้าหน้าที่ในฝ่ายสามารถปฏิบัติงานแทนกันได้ 2) กำหนดเป้าหมายการทำงานของฝ่ายให้ชัดเจน มีเป้าหมายย่อยรายเดือนเพื่อให้กำหนดกลยุทธ์การทำงานในแต่ละช่วงเวลาได้ 3) ปรับระบบงานและข้อมูลต่าง ๆ ให้เป็นระบบดิจิทัล เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามงาน 4) ปรับค่านิยมร่วมและกลยุทธ์การทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 5) เน้นภาวะผู้นำในระดับหัวหน้าฝ่ายเพื่อเร่งรัดการติดตามงาน 6) ส่งเสริมการอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อสั่งสมประสบการณ์และทักษะที่จำเป็น 7) ส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้หรือ (Knowledge Management) เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ให้เข้าถึงและส่งต่อได้ง่าย 8) เปิดโอกาสและให้เวลาผู้นำเข้าในการชี้แจงข้อทักท้วงอย่างเป็นธรรมเพื่อสร้างความพึงพอใจของผู้นำเข้าในฐานะผู้รับบริการ


การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ Jan 2024

การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อศึกษาวิเคราะห์ระบบของการบริหาร การจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท และเพื่อศึกษาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงเอกสารและวิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 7 คน ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดีที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท ได้แก่ 1) บุคลากร 2) งบประมาณ 3) เทคโนโลยี 4) นโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ 5) การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) 6) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ 7) การจัดการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผ่านกระบวนการตามหลักของทฤษฎีระบบ (System Theory) โดยวิเคราะห์สิ่งที่ใช้เป็นทรัพยากรหรือข้อมูลตั้งต้นที่เป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ซึ่งได้แก่ บุคลากร งบประมาณ เทคโนโลยี และนโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ และใช้ปัจจัยนำเข้ากำหนดกระบวนการ (Process) ในการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ และการจัดการเรียนการสอน ได้ส่งผลให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภทในบริบทของโรงเรียนประชาบดีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของการจัดการศึกษาพิเศษที่มีคุณภาพ


การสำรวจความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรมสัมมนาร่วมกัน ”หลักสูตรต้นกล้าข้าราชการ“ กรมการปกครอง, พัชรพล ธีรานุกูลชัย Jan 2024

การสำรวจความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรมสัมมนาร่วมกัน ”หลักสูตรต้นกล้าข้าราชการ“ กรมการปกครอง, พัชรพล ธีรานุกูลชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารและความผูกพันองค์กร กรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ภัสรานันท์ ทองประสาร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารและความผูกพันองค์กร กรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ภัสรานันท์ ทองประสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารกับความผูกพันองค์กรของบุคลากรในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบของแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานภายในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมจำนวน 174 คน มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานภายในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 1 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าระดับความผูกพันองค์กรของกลุ่มตัวอย่าง ในภาพรวมและรายด้าน (จำนวน 3 ด้าน) อยู่ในระดับมาก และระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมและรายด้าน (จำนวน 6 ด้าน) อยู่ในระดับมาก ในส่วนของปัจจัย ส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง (เพศ กลุ่มอายุ กลุ่มระดับตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน) พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้พบว่า ปัจจัยภาวะผู้นำภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภาวะผู้นำรายด้านกับความผูกพันองค์กรรายด้าน พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยภาวะผู้นำด้านการเสริมสร้างจิตสำนึกต่อสังคม มีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรในทุกมิติมาเป็นลำดับที่ 1 ดังนั้น ผู้บริหารควรกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลในองค์กร จัดกิจกรรมอันจะส่งผลให้เกิดการเสียสละเพื่อส่วนรวมและสังคม อาทิ การเพิ่มจำนวนครั้งในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม “จิตอาสา สำนักงาน ก.ค.ศ.” อย่างต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ


ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือภัยพิบัติ: กรณีศึกษาการพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการรับมือกับอุทกภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคา จังหวัดลพบุรี, รชาดา พงศ์พีรเดช Jan 2024

ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือภัยพิบัติ: กรณีศึกษาการพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการรับมือกับอุทกภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคา จังหวัดลพบุรี, รชาดา พงศ์พีรเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือต่อภัยพิบัติ ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือต่อภัยพิบัติ และเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการทำงานและกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Methodology) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสัมภาษณ์ร่วมแบบกลุ่ม (Focus Group Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 คนจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคาต่อการรับมือต่ออุทกภัยทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การวางแผน การบริหารจัดการองค์การ ภาวะผู้นำ การควบคุมการดำเนินการตามขั้นตอน และเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมภาครัฐ ล้วนมีส่วนสนับสนุนในการทำให้เกิดความร่วมมือของประชาชนและ ภาคส่วนต่าง ๆ ในการรับมือกับภัยพิบัติ โดยความร่วมมือดังกล่าวยังเกิดครอบคลุมระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่ การให้ข้อมูลข่าวสาร การรับฟังความคิดเห็น การให้ความเกี่ยวข้อง การสร้างความร่วมมือ และการเสริมอำนาจของประชาชน และวัฏจักรการเกิดภัยพิบัติทั้ง 3 ระยะ คือ ระยะเกิดเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย ซึ่งจากการศึกษาได้พบปัญหาและอุปสรรคของการสร้างความร่วมมือตามปัจจัยในแต่ละด้านที่นำไปสู่การเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น


ความท้าทายของชุมชนในการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ, ภิชญทิพย์ โภคา Jan 2024

ความท้าทายของชุมชนในการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ, ภิชญทิพย์ โภคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาและเติบโตของเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครทำให้ชุมชนเกิดผลกระทบจากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การจะอนุรักษ์เอกลักษณ์และคุณค่าทางภูมิปัญญาไว้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายของชุมชน การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยความท้าทายที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ (2) เพื่อศึกษาแนวทางในการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ ในบริบทของงานวิจัยนี้ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ประชาชนในชุมชนประชานฤมิตร จำนวน 10 คน ได้แก่ คณะกรรมการชุมชน จำนวน 2 คน ผู้ประกอบการ จำนวน 5 คน ช่างไม้ จำนวน 2 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 1 คน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยใช้การวินิจฉัยระบบองค์การของ Cumming & Worley (2015) ปัจจัยจำนวน 7 ด้าน เป็นกรอบในการศึกษา ซึ่งผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพมากที่สุด 4 ด้านตามลำดับ คือ 1. ด้านวัฒนธรรมองค์การ 2. ด้านกลยุทธ์ 3. ด้านระบบทรัพยากรบุคคล และ 4. ด้านสภาพแวดล้อม ซึ่งแนวทางในการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ คือ การส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และการมีจิตสาธารณะจะส่งผลให้การจัดการชุมชนประสบความสำเร็จมากที่สุด อีกทั้งการสร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชน จะทำให้การอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพเป็นไปอย่างยั่งยืน