Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Economics (441)
-
- Sociology (373)
- Political Science (342)
- International Relations (255)
- Psychology (255)
- Criminology (144)
- Social Justice (144)
- International and Area Studies (105)
- Asian Studies (100)
- Demography, Population, and Ecology (84)
- Linguistics (45)
- International Economics (32)
- Finance (31)
- Sociology of Culture (26)
- Health Economics (25)
- Geography (20)
- Anthropology (19)
- Library and Information Science (17)
- Arts and Humanities (8)
- Digital Humanities (6)
- Other Economics (2)
- Agricultural and Resource Economics (1)
- Architecture (1)
- Chinese Studies (1)
- Collection Development and Management (1)
Articles 391 - 420 of 2614
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
การประมวลสแลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Into The Borderland” ด้วยวิธีการทางศาสตร์การทำพจนานุกรม, ธรรมพร คำเคน
การประมวลสแลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Into The Borderland” ด้วยวิธีการทางศาสตร์การทำพจนานุกรม, ธรรมพร คำเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาสแลงในปัจจุบันเมื่อเทียบกับอดีตพบว่ามีจำนวนการศึกษาลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านการบันทึก และปัญหาในการนิยามสแลง นอกจากนี้ การศึกษาสแลงที่มีอยู่ในภาษาไทยมักไม่ยึดระเบียบวิธีของพจนานุกรมศาสตร์ งานวิจัยนี้มุ่งประมวลสแลงที่ใช้ในกลุ่ม “INTO THE BORDERLAN” ซึ่งเป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวในปริภูมิดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีของพจนานุกรมศาสตร์ ประกอบด้วย การนิยามสแลง การเก็บข้อมูลผ่านการสังเกต การสร้างรายการคำ และการจัดเรียงตามลำดับตัวอักษร เพื่อศึกษาความท้าทายในการประมวลสแลงที่ใช้ในกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายที่เกิดขึ้นในการประมวลสแลงในกลุ่มประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติของสแลง การสร้างรายการคำของสแลง และการจัดการจริยธรรมในการเก็บข้อมูลและการเขียนรายการคำ
The Implications Of The Visa Exemption For Sino-Thai Relations, Kaiting Liang
The Implications Of The Visa Exemption For Sino-Thai Relations, Kaiting Liang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นโยบายยกเว้นวีซ่าระหว่างไทยและจีนซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยนโยบายนี้ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน เพิ่มพูนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจด้วยการอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันสำหรับพลเมืองของทั้งสองประเทศ โครงการนี้มุ่งหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังการระบาดใหญ่ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนไทยถึง 8 ล้านคนในปี 2567 การวิจัยนี้สำรวจผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของนโยบาย รวมถึงผลต่อการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แม้ว่าจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ก็มีความท้าทาย เช่น ความกังวลด้านความปลอดภัย การท่องเที่ยวเกินขีดจำกัด และการพึ่งพาตลาดเดียว โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงนโยบายอย่างยั่งยืน เช่น การกระจายตลาดการท่องเที่ยว การพัฒนาสาธารณูปโภค และการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี การศึกษานี้มีส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจว่านโยบายวีซ่าสามารถเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อย่างไร
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ตระหนักว่าตนเองมีการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ข้อมูลที่ใช้มาจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพประชากรปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยวิธีถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค (Binary Logistic Regression) เพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพทางเศรษฐกิจ และพื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ดี และอาศัยในเขตเมือง มีแนวโน้มที่จะตั้งใจออกกำลังกายมากกว่า นอกจากนี้ การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและชมรมสุขภาพ ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่เพิ่มความตั้งใจในการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุที่มีบริการให้คำแนะนำเฉพาะทาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยโครงการออกกำลังกายชุมชน เพิ่มโอกาสในการออกกำลังกายตามระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายแบบกลุ่มในชุมชนเมืองและชนบท และสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อสนับสนุนการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะทางวิชาการควรมุ่งศึกษารูปแบบการออกกำลังกายเฉพาะกลุ่ม วิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่มีผลต่อการออกกำลังกาย และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความตั้งใจในการออกกำลังกายตามช่วงเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพ
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีผู้ดูแลในการใช้ชีวิตประจำวัน จำนวน 3,406 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานคือ การถดถอยโลจิสติกทวิภาคผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีเพียงร้อยละ 7.09 ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และมีเพียงร้อยละ 45.53 ที่กินผัก/ผลไม้เป็นประจำ และผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วหรือมากกว่าเป็นประจำ มีเพียงร้อยละ 36.84 ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ไม่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่ สูงถึงร้อยละ 96.96 และ 97.08 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมสุขภาพที่ยังคงต้องส่งเสริมให้มีเพิ่มมากขึ้นคือ การออกกำลังกาย การกินผัก/ผลไม้ และการดื่มน้ำสะอาด เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด รูปแบบการอยู่อาศัย การลาออกจากงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน การฝึกอบรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ระยะเวลาที่ใช้ในการดูแลต่อสัปดาห์ (ชม.) และทัศนคติที่มีต่อการดูแลผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้สูงอายุ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุในทุกด้าน
Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi
Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation examines the impact of hidden violent punishment within diverse parenting styles in Thai society, focusing on preschool children aged 3 to 4 years (36 to 59 months). Utilizing the Thailand Multiple Indicator Cluster Survey 2019 (MICS6/2019) national dataset (N=5,345), the study addresses three primary research objectives:1) examine the key factors and parenting styles influencing child behavioral problems, 2) investigate the associations between socioeconomic characteristics and parenting styles, and 3) generate a model for enhancing parenting factors that mitigate behavior problems in preschoolers. The study employs advanced statistical methodologies, including probit regression to analyze factors which influence behavior problems …
ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย, ปิยะวัฒน์ เจริญศักดิ์
ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย, ปิยะวัฒน์ เจริญศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง "ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย" ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้ชุดข้อมูลจากการสํารวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 จำนวน 33,934 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบการประมาณค่าแบบสองขั้นตอน (Heckman selection model) ในรูปแบบของแบบจำลองโพรบิต และ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 30 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการศึกษา มีดังต่อไปนี้ (1) แรงงานสูงอายุที่ต้องการทำงาน มีความสุขมากกว่าแรงงานสูงอายุที่ไม่ต้องการทำงาน (2) แรงงานสูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานตั้งแต่ 50 ชั่วโมงขึ้นไปมีความสุขมากกว่าแรงงานสูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่า 29 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (3) แรงงานสูงอายุไทยมีการนิยามความสุขในชีวิต ได้แก่ รายได้และสินทรัพย์ ทัศนคติ ศาสนา ครอบครัว การเป็นตัวของตัวเอง การทำงาน การรู้จักให้ สุขภาพ และการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และ (4) ตัวแบบ HAPPINESS หรือ ตัวแบบ 9 สุขสูงวัย ประกอบด้วย Health (สุขจากการมีสุขภาพกายและจิตที่ดี) Attitude (สุขจากการมีทัศนคติเชิงบวก) Participation (สุขจากการมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม) Planning (สุขจากการวางแผนชีวิต) Income (สุขจากการมีรายได้ที่เพียงพอ) Networking (สุขจากการมีเครือข่ายที่ดี) Employment (สุขจากการมีงานทำ) Social-Welfare (สุขจากการได้รับสวัสดิการเพื่อการดำรงชีวิต) Self-Value (สุขจากการรู้คุณค่าในตนเอง)
Women's Role In Sustainable Development Project In Rural Indonesia: A Case Study Of Access Project, United Nations Development Programme, Elizabeth Gabriela
Women's Role In Sustainable Development Project In Rural Indonesia: A Case Study Of Access Project, United Nations Development Programme, Elizabeth Gabriela
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on the role of women participants in sustainable development projects in rural Indonesia, analyzing intricacies through Ecofeminism and intersectionality. More specifically, it examines the ACCESS Project implemented by UNDP in four provinces, aiming to address women’s engagement in the energy sector. ACCESS is a case study exploring empowerment within an institutionally gendered landscape—bounded by state quotas—for employment. Employing qualitative methods such as document analysis and semi-structured interviews with eight participants, the study draws from Ecofeminism and intersectionality to understand its central arguments. The findings depict progress toward gender inclusion in technical management for leadership roles, allowing women …
Public Authority And Legitimacy In Land And Forest Resources Governance In The Salween Peace Park, Saw Zaw Win Htoo
Public Authority And Legitimacy In Land And Forest Resources Governance In The Salween Peace Park, Saw Zaw Win Htoo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the governance of land and forest resources in the Salween Peace Park (SPP), located in Kawthoolei (Karen State), Burma. The thesis specifically focuses on a village, referred to as P’ Saw Lu village, by conceptualizing “public authority.” It explores the production of public authority and legitimacy from the two coexisting governing systems within the SPP: the Karen National Union (KNU) as a state-like actor and the customary Kaw. The data analysis of this thesis is based on data collected in P’ Saw Lu village through four in-depth interviews with key informants, six individual interviews with villagers, two …
สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์
สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการศึกษาพลวัตการใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ โดยศึกษาผ่านมุมมองการกระจายความเสี่ยง (Hedging) ตามทัศนะของ Kuik (2008) เพื่อตอบคำถามที่ว่า ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกอย่างไร โดยเสนอว่า สิทธิการป้องกันตนเองร่วมดำเนินพลวัตเป็นตัวสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการเป็นผู้สร้างสันติภาพเชิงรุกในเวทีโลก เราจึงได้เห็นญี่ปุ่นรุกเข้าเสริมสร้างระบบพันธมิตรเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันยังขยับขยายไปสู่พันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายทางความมั่นคงซึ่งจะประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศญี่ปุ่นในอนาคต จากการศึกษาพบว่านายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะให้เหตุผลการยอมรับสิทธิการป้องกันตนเองร่วม (collective self-defense: CSD) ว่า ภัยคุกคามต่อญี่ปุ่นกำลังทวีความรุนแรงรอบด้าน ทั้งการสั่งสมขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ ข้อพิพาททางดินแดน รวมไปถึงการขยายอิทธิพลของจีนที่อาจเข้าแทนที่สหรัฐอเมริกาในภูมิภาค หากสถานะเดิม (status quo) เปลี่ยนไป ญี่ปุ่นภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพจะไม่อาจต่อสู้ได้เพียงลำพัง งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พลวัตนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่มีความเปลี่ยนแปลงในแนวทางและจุดมุ่งหมายของการเข้าหาพันธมิตรนับตั้งแต่การยอมรับให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ในปี 2014 ไปจนถึงการลงจากอำนาจของชินโซ อาเบะ ในปี 2020
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม และสถานะทางอัตลักษณ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี โดยมีสมมติฐานการวิจัยที่ว่า ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่ม จำนวน 315 คน ที่เป็นนิสิต นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในจากมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน หรือและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำตัวแปรอัตลักษณ์มาวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยเทคนิคการวิเคราะห์กลุ่ม สามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ทั้งสิ้น 5 รูปแบบกลุ่ม ได้แก่ สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวเองอีกครั้ง, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและกังวลเล็กน้อย และ สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและเป็นกังวล จากนั้นทำการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (MANOVA) ประกอบด้วย ตัวแปรต้น สถานะทางอัตลักษณ์ 1 ตัวแปร 5 ระดับ และตัวแปรตาม 6 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และตัวแปรการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมที่แบ่งเป็น 4 ตัวแปรย่อย ได้แก่ เชิงกว้าง, เชิงลึก, เชิงบวก และความจริงแท้ ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานบางส่วน โดยพบความแตกต่างระหว่างสถานะทางอัตลักษณ์ทั้ง 5 แบบ ในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมในมิติเชิงกว้าง มิติเชิงลึก มิติเชิงบวก และมิติความจริงแท้ ขณะที่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สถานะทางอัตลักษณ์ของบุคคลที่แตกต่างกันมีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเข้าใจอัตลักษณ์ของผู้ใหญ่วัยเริ่ม
มาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีนในช่วง ปี ค.ศ.2016 - 2024, ณัฐวุฒิ สัจจะมโน
มาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีนในช่วง ปี ค.ศ.2016 - 2024, ณัฐวุฒิ สัจจะมโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลังนางไช่อิงเหวินชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปี ค.ศ.2016 จีนกลับมาเพ่งเล็งการดำเนินนโยบายของไต้หวัน และใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวต่าง ๆ ต่อไต้หวันส่งผลให้ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบระหว่างไต้หวันและจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ไต้หวันต้องดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อรับมือกับท่าทีอันแข็งกร้าวของจีนมาตลอดห้วงเวลา 8 ปีในตำแหน่งของเธอ แต่ยังสามารถรักษาสถานะเดิม (status quo) เอาไว้ได้ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีน ในช่วงระหว่าง ปี ค.ศ.2016 – 2024 มีแนวทางการดำเนินนโยบายอย่างไรในการ “รับมือ” ท่าทีแข็งกร้าวของจีน จนสามารถสามารถรักษาสถานะเดิมเอาไว้ได้ตามความมุ่งหมายซึ่งผลการศึกษาพบว่าไต้หวันรับมือความแข็งกร้าวของจีนโดยการการถ่วงดุลอำนาจจากภายนอกด้วยการแสวงหาขีดความสามารถเพิ่มจาก“ชาติที่มีอุดมการณ์เดียวกัน” (like-minded nations) เพื่อให้จีนเกิดความยับยั้งชั่งใจหรือต้องคิดคำนวนความคุ้มค่าในการใช้กำลังต่อไต้หวันเพิ่มขึ้นอันเป็นไปตามแนวคิดการป้องปรามโดยการปฏิเสธ
ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างจีน เมียนมาร์ในห้วงปี 2011-2021, ญาณิศา เทพวุฒิสถาพร
ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างจีน เมียนมาร์ในห้วงปี 2011-2021, ญาณิศา เทพวุฒิสถาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่องนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาที่จีนดำเนินนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) อย่างเข้มข้น การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างจีนและเมียนมาร์ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเมียนมาร์ในช่วงปี 2011-2021 เป็นความสัมพันธ์ที่มีความพึ่งพาอาศัยกันทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง จีนได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญผ่านเมียนมาร์ ในขณะที่เมียนมาร์ได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากจีน ความร่วมมือนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่เมียนมาร์ต้องเผชิญ เช่น การพึ่งพาจีนมากเกินไปและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดจากโครงการลงทุนของจีน ข้อสรุปของงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเมียนมาร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทฤษฎีความพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependence Theory) ซึ่งทั้งสองประเทศต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือกัน แม้ว่าจะมีความไม่สมดุลในแง่ของผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยจีนมีบทบาทสำคัญในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ในขณะที่เมียนมาร์ได้รับการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเติบโต อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลและความยั่งยืนของความสัมพันธ์นี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ทุนนิยมกับปัญหาสังคมในเกาหลีใต้: กรณีศึกษานรกโชซอนกับวัฒนธรรมหาชน, ต่อกมล วิเศษสุมน
ทุนนิยมกับปัญหาสังคมในเกาหลีใต้: กรณีศึกษานรกโชซอนกับวัฒนธรรมหาชน, ต่อกมล วิเศษสุมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของทุนนิยมต่อปัญหาทางสังคมในเกาหลีใต้ โดยมุ่งเน้นที่แนวคิด "นรกโชซอน" และการแสดงออกในวัฒนธรรมมหาชน "นรกโชซอน" สะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวเกาหลีใต้ต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมภายใต้ระบบทุนนิยม งานวิจัยนี้สำรวจว่านโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปฏิรูปเสรีนิยมใหม่ ได้เพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและก่อให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างอย่างไร ปรากฏการณ์นี้ถูกวิเคราะห์อย่างวิพากษ์ผ่านเลนส์ของสื่อบันเทิง ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง "ชนชั้นปรสิต" (Parasite) (2019) และซีรีส์ "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" (Squid Game) (2021) และ "มัธยมซอมบี้" (All of Us Are Dead) (2022) สื่อเหล่านี้เน้นย้ำถึงความลำบากและการวิพากษ์สังคมทุนนิยมที่มีความไม่เท่าเทียมทางการเงินและสังคม งานวิจัยนี้มุ่งหวังที่จะให้ความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างทุนนิยมและความท้าทายทางสังคมในเกาหลีใต้ร่วมสมัย
กองทัพอากาศและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย, ธนรัตน์ ไพจิตร
กองทัพอากาศและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย, ธนรัตน์ ไพจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ศึกษาภาพรวมความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภาพรวม รวมถึงการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับ 4 ประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางตามคำนิยามของธนาคารโลก ได้แก่ สาธารณรัฐตุรกี สาธารณรัฐบราซิล สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีผลงานในการผลิตอากาศยานที่ใช้ในทางทหาร โดยอาศัยเนื้อหาจากการค้นคว้าวิจัยทางเอกสารที่สามารถสืบค้นได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ และการวิจัยภาคสนามผ่านบทสัมภาษณ์เชิงลึกจากข้าราชการทหารอากาศและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากการวิจัย พบว่ากองทัพอากาศมีแนวทางและโครงการที่สอดคล้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในหลายประเด็น ทั้งโครงการในอดีตที่ผ่านมาแล้ว และแนวทางการดำเนินโครงการต่อไปในอนาคต ล้วนเป็นความตั้งใจให้เกิดการพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น แต่ในอดีตอาจพบปัญหาอยู่บ้าง เช่น การพัฒนาโครงการที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้หลายโครงการไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ในเมื่อมีสมุดปกขาวฉบับใหม่ที่ระบุรายละเอียดโครงการต่าง ๆ อย่างชัดเจนขึ้นแล้ว จึงต้องรอดูในอนาคตว่าสามารถปฏิบัติได้ตามแผนหรือไม่ และจะมีการปรับเปลี่ยนตามผู้บริหารหน่วยงานหรื่อไม่เช่นกัน
การศึกษาประสิทธิภาพของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการนำนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การปฏิบัติ, จตุพร วิไลศิริ
การศึกษาประสิทธิภาพของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการนำนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การปฏิบัติ, จตุพร วิไลศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายและนำผลการศึกษาไปจัดทำเป็นข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สำหรับงานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการศึกษาข้อมูลทางเอกสารและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 คน ประกอบด้วย ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจากกระทรวงกลาโหม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และผู้แทนจากบริษัทร่วมทุน โดยผู้วิจัยได้นำแนวคิดทฤษฎีการวัดผลการดำเนินงานแบบดุลยภาพ (Balanced Scorecard หรือ BSC) มาใช้เป็นกรอบแนวความคิดเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจากมุมมองการวัดผลประสิทธิภาพทั้ง 4 มิติ ตามแนวคิด BSC พบว่าในมิติด้านการบรรลุเป้าหมายองค์กรมีประสิทธิภาพดีเป็นไปตามตัวชี้วัดของ ก.พ.ร. และค่าเป้าหมายขององค์กร ส่วนมิติด้านคุณภาพการให้บริการประสิทธิภาพด้านผลสำเร็จของงานดี แต่ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้บริการเนื่องจากมีกระบวนการขั้นตอนให้บริการที่มีความล่าช้าและยึดติดรูปแบบระบบการทำงานแบบราชการซึ่งขัดกับรูปแบบการดำเนินงานขององค์การมหาชน โดยต้องลดกระบวนงานขั้นตอน ปรับกฏหมายให้เอื้อประโยชน์ให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เกิดการเสียประโยชน์ทางด้านธุรกิจจากกระบวนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ที่ต้องใช้เวลานาน ส่วนมิติด้านกระบวนการภายในองค์กรและมิติด้านการพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศพบว่าประสิทธิภาพด้านการพัฒนาองค์กรดี แต่ควรปรับปรุงด้านกระบวนการทำงานและพัฒนาทักษะของบุคลากรรวมถึงต้องปรับสภาพแวดล้อมของการทำงานการสร้างความตระหนักรับรู้และสร้างความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศให้มีความเข้าใจในวิสัยทัศน์ขององค์กร และมีการเปิดกว้างในการทำงานร่วมกันเป็นทีมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศพบว่า กฏหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ ไม่รองรับกับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระเบียบของหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนไม่มีการทำงานประสานกันทั้งระบบ รวมถึงความไม่ชัดเจนในมาตรการการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนกองทัพไม่ให้การสนับสนุนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ และการถูกจำกัดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อินเดียกับการตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดนจากปากีสถาน, กนกนก โพธิ์หอม
อินเดียกับการตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดนจากปากีสถาน, กนกนก โพธิ์หอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อินเดียเผชิญกับความท้าทายเกี่ยวกับปัญหาการก่อการร้ายข้ามพรมแดนจากปากีสถาน ความท้าทายดังกล่าวสั่นคลอนความมั่นคงแห่งชาติของอินเดีย และเสถียรภาพภายในภูมิภาค เอเชียใต้ ประวัติศาสตร์ของความท้าทายนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 เมื่ออนุทวีปอินเดีย แบ่งแยกออกเป็นสองประเทศ คือ อินเดียกับปากีสถาน ภาวะตึงเครียดระหว่างทั้งสองทำให้มี กลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดนเข้ามาโจมตีอินเดีย การกระทำของกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวรวมถึง การโจมตีรัฐสภาอินเดียในปี ค.ศ. 2001 และการโจมตีนครมุมไบในปี ค.ศ. 2008 การโจมตีจาก กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ทำให้อินเดียต้องปรับวิถีด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการเสริมสร้าง ขีดความสามารถการจัดการปัญหาการก่อการร้าย การพัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรอง การพัฒนาความสามารถทางการทหาร การพัฒนาการรักษาความมั่นคงชายแดน และการเปิดปฏิบัติการโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มก่อการร้ายสำคัญ นอกจากนี้ ยังปรากฏอย่างชัดเจนด้วยว่า อินเดียใช้เวทีระหว่างประเทศในการจัดการเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว โดยพยายาม สร้างพันธมิตรกับประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และใช้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี ตัวอย่างที่ชัดเจนอันเป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการการก่อการร้ายข้ามพรมแดนข้างต้น คือ การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง การฝึกร่วม ทางการทหาร และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ความพยายามทั้งหมด ที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากการก่อการร้ายลักษณะดังกล่าวจะมีความซับซ้อนแล้ว ยังจำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อให้อินเดียตอบโต้กลุ่มก่อการร้าย ข้ามพรมแดนจากปากีสถานได้อย่างมีประสิทธิผล
การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา
การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ: กรณีศึกษา โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล จังหวัดอุดรธานี” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบุกรุก ที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ อด.1816 (บางส่วน) ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อวิเคราะห์นโยบายในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและ การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย และราษฎรผู้ถือครองที่ดินราชพัสดุในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการบุกรุกที่ราชพัสดุเกิดจาก 1) ปัญหาการขาดแคลนที่ดินของราษฎรเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 2) หน่วยงาน ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดการบุกรุกและไม่มี การดำเนินการแก้ไขปัญหาจนเกิดเป็นชุมชนในพื้นที่ นโยบายในการแก้ไขปัญหาของกรมธนารักษ์ คือ การทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม (กองทัพบก) ภายใต้โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” นโยบายดังกล่าวได้จัดให้ราษฎรผู้ถือครองที่ราชพัสดุเช่า เพื่ออยู่อาศัยและประกอบการเกษตร การจัดทำนโยบายดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ ปัญหาด้านการให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ในเรื่องสถานะที่ดิน และค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นและปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงกลุ่มราษฎรเป้าหมายให้เข้าร่วมโครงการ ข้อเสนอแนะ คือ 1) กรมธนารักษ์ควรใช้นโยบายป้องกันการบุกรุกที่ราชพัสดุ และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น 2) การให้ข้อมูล ที่ชัดเจนครบถ้วนกำหนดเงื่อนไขเรื่องการโอนสิทธิให้ถึงมือราษฎรอย่างชัดเจน และ 3) มีมาตรการดูแล กำกับติดตาม ขยายผล กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการและไม่เข้าร่วมโครงการ
การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ
การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (DigitalHR) มาใช้ในการสรรหาบุคลากรตำแหน่งวิศวกรโยธาซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)เก็บข้อมูลเป็นการสัมภาษณ์ (interview) และนำเสนอผ่านวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากการศึกษาพบว่าเมื่อมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาประยุกต์ใช้โดยตำแหน่งสายงานวิศวกรที่องค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมต้องทำการสรรหาคัดเลือกบ่อยที่สุดตำแหน่งวิศวกรโยธาเป็นผู้ถูกสรรหาและคัดเลือกบ่อยที่สุดและเป็นจำนวนมากที่สุดในองค์กรและกระบวนการสรรหาที่นิยมใช้มากที่สุด คือ การสรรหาบุคลากรภายนอกองค์กร (External Recruitment) การพัฒนาและการนําเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีแนวโน้มในการปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น (Digital HR) ซึ่งเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความสามารถที่มีประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจเข้ามามีบทบาทในการทํางานร่วมกันหรือแทนที่ในบางตําแหน่งงานของมนุษย์ ตลอดจนการนําเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย (Social) เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytic) และคลาวด์ (Cloud) หรือ SMAC มาบูรณาการให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ในช่องทางการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัลป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นช่องทางในการประกาศรับสมัครงานในปัจจุบัน อีกทั้งการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาผู้สมัครงาน การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมได้แก่ เว็บไซต์สมัครงานของทางองค์กร แพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์สมัครงาน ซึ่งช่องทางนี้ผู้สมัครสามารถเห็นการประกาศได้ทันทีแบบเรียลไทม์ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานอย่างเต็มที่ในการสรรหาบุคลากร ออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบของสื่อความสะดวกและความง่ายในการใช้งานสื่อสังคมและเครือข่ายสังคมเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการนำเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร การประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆรวมไปถึงเป็นช่องทางในการเปิดรับสมัครงานกันอย่างแพร่หลายในงานสรรหา เพื่อเสริมประสิทธิภาพของระบบการสรรหาออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วและตอบสนองให้ทันกับความต้องการขององค์กรสมัยใหม่ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถสรรหาบุคลากรได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายมากขึ้น จากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะในการบริหารองค์กร ให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาปรับใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหาบุคลากรในองค์กรต่อไป
การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์
การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นศึกษาในพื้นที่เทศบาลตำบลปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางภาษีของผู้ประกอบการจากการเข้าร่วมนโยบายคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และศึกษาข้อดีและข้อเสียจากผลกระทบจากมาตรการทางภาษีภายใต้นโยบายคนละครึ่ง รวมทั้งหาแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากผลกระทบมาตรการทางภาษีของโครงการคนละครึ่ง และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะให้เป็นแนวทางดำเนินนโยบายของภาครัฐต่อไป ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาแบบเชิงคุณภาพ ผ่านการรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งโดยตรง ในขณะเดียวกันได้มีการรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่อโครงการคนละครึ่ง ผลการศึกษาพบว่า เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้บริโภคที่มีความสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ จนไปถึงการนำเงินอุดหนุนของหน่วยงานภาครัฐไปชำระสินค้าและบริการ นอกจากนี้การโดนมาตรการทางภาษีย้อนหลังของผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐบาลได้ถ้าหากในอนาคตรัฐบาลกำหนดมาตรการออกนโยบายช่วยเหลือสถานประกอบการหรือผู้บริโภคในอนาคตออกมาอีกครั้ง นอกจากนี้สถานประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรการชำระภาษี รวมทั้งปัญหาเรื่องเสถียรภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากแอพพลิเคชั่นที่ใช้คือแอพพลิเคชั่นของกระเป๋าตังเพียงแอพเดียว ทำให้เกิดปัญหาเรืองระบบการใช้แอพพลิเคชั่นในช่วงการนำโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 ไปปฏิบัติจริง สำหรับข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผลกระทบมาตรการเก็บภาษีและพัฒนาโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 จัดตั้งองค์กรในการสนับสนุนและช่วยเหลือเรื่ององค์ความรู้ในการชำระภาษีของผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ผ่านการติดต่อสายด่วน หรือการสนับสนุนส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษีให้การช่วยเหลือเรื่องการชำระภาษีแก่สถานประกอบการ นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐควรกำหนดมาตรการชำระภาษีของสถานประกอบการที่ไม่ยุ่งยากและความซับซ้อนจนเกินไป รวมทั้งหากหน่วยงานภาครัฐมีการนำระบบฐานข้อมูลของผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งหรือโครงการช่วยเหลือให้เงินอุดหนุนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนอกจากเพื่อวัตถุประสงค์การกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษี จะต้องมีการประกาศแจ้งให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการรับทราบล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งในมุมของผู้บริโภคและสถานประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมในการรับความเสี่ยงจากผลกระทบทางด้านการชำระภาษีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับการกำหนดนโยบาย: กรณีศึกษา นโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย, ดลพร นิจสาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทและวิธีการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด และ 3) เพื่อให้ข้อเสนอแนะด้านการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด ต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) นี้ใช้เทคนิคการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยทบทวนวรรณกรรม เช่น เอกสารของรัฐ ข่าว และข้อมูลบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานที่สอดคล้องกับแนวคิดด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของ 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรสวีเดน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สหพันธ์สาธรณรัฐเยอรมนี สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศญี่ปุ่น โดยแสดงให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างในการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย นำมาซึ่งองค์ความรู้และความเข้าใจในการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมสำหรับการกำหนดนโยบาย เพื่อเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า ประการแรก ประเทศกลุ่มตัวอย่างสามารถแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Primary Stakeholders) มักประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ เทศบาล และภาคอุตสาหกรรม ที่มีอำนาจและความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายโดยตรง และมีการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และ 2) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอง (Secondary Stakeholders) มักประกอบด้วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกำหนดนโยบาย องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และสถาบันการวิจัยที่มีส่วนในการวิจัยและพัฒนา และประการที่สอง ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มประเทศตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ 1) การสนับสนุนจากภาครัฐที่ช่วยสร้างทิศทางและความมั่นใจในการปฏิบัติตามนโยบาย 2) ความสอดคล้องกับกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานสากลที่สร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจน 3) ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีและการวิจัยใหม่ ๆ 4) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาโซลูชั่นที่ทันสมัย และ 5) การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของสาธารณชนที่โปร่งใส ซึ่งช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและสังคม ผู้วิจัยจึงเสนอว่า ภาครัฐของประเทศไทยควรทบทวนกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตามประเด็นทั้งสองที่ได้กล่าวมา
การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแนวทางหรือการดำเนินงานเพื่อการสื่อสารและการสร้างความตระหนักรู้ถึงกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงานของบริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และศึกษาถึงประสิทธิผลของการสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้ถึงกลยุทธด้านความยั่งยืนขององค์กร และศึกษาถึงแนวทางในการปรับปรุงการสื่อสารและการตระหนักรู้ถึงกลยุทธของพนักงานภายในองค์กร ให้เกิดการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ 2) เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาแก่ผู้บริหารการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและประเมินการทำงานล่วงเวลา และผู้ปฏิบัติงาน ในหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ สามารถสรุปเป็นประเด็นใหญ่ๆ 3 หมวดคือ 1) การเปลี่ยนแปลงระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้เกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาที่เกิด จากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด (Covid-19) 2) การบังคับใช้นำระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้ภายในองค์การเภสัชกรรมที่ไม่เป็นมาตรฐานและมีความเป็นเอกเทศในการบริหารของหน่วยงานต่างๆ 3) วัฒนธรรมองค์กรของผู้ปฏิบัติงานภายในองค์การเภสัชกรรมที่มองว่าการทำงานล่วงเวลาเป็นช่องทางที่ดีในการเพิ่มรายได้ และสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม 1) การปรับใช้เทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน 2) การสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา 3) การบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 4) การเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา แนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาที่จะนำเสนอแก่ผู้บริหาร คือการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ 1) โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน เป้าหมาย คือ ลดเวลาที่ใช้ในการทำงาน และเพิ่มความสามารถในการจัดการงานให้เป็นระบบ 2) โครงการสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ให้ข้อมูลที่ชัดเจนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา และ ลดปริมาณการทำงานล่วงเวลา 3) โครงการนำร่องบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายคือ สร้างมาตรฐานในการทำงานล่วงเวลาที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับพนักงานทุกคน 4) โครงการเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ลดความจำเป็นในการทำงานล่วงเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในเวลางานปกติ
บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ
บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของภาครัฐโดยกองส่งเสริมและพัฒนาพลังงานภูมิภาคและบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมอย่างไร ที่มีต่อรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืนในพื้นที่ไฟฟ้า เข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูล ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และนำเสนอผ่านการวิเคราะห์ความสอดสอดคล้องกับแนวคิด การบริการสาธารณะแนวใหม่และแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน จากการศึกษาพบว่า บทบาทของภาครัฐมีดังต่อไปนี้1.) ดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจ และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย 2.) จัดทำข้อเสนอแนะ เพื่อใช้พิจารณาในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบไฟฟ้าสำหรับเกาะและพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน 3.) ปฏิบัติงานตามโครงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 4.) ออกแบบวิธีการสร้างการมีส่วนร่วม ให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ โดยลงไปศึกษาในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5.) เป็นที่ปรึกษาในการบริหารงานกลุ่และให้ความรู้ในการปฏิบัติ ในส่วนของบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมมีดังนี้ 1.) ศึกษาข้อมูลความรู้ จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่เข้ามาร่วมมือช่วยแก้ไขปัญหา 2.) มีส่วนร่วมในการคิด เสนอความต้องการ ของกลุ่ม ออกกฎระเบียบบริหารกลุ่ม 3.) มีส่วนร่วมในการดูแลระบบไฟฟ้าที่กลุ่มดำเนินการติดตั้งให้มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ผลจากการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสามารถนำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5 ก. ไปปรับใช้ในภารกิจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ประสบผลสำเร็จ ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และเกิดความความยั่งยืนในการบริหารจัดการจากการมีส่วนร่วมของประชาชน
บทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานการทูตเพื่อการพัฒนา, ปฐวี ปริญญารักษ์
บทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานการทูตเพื่อการพัฒนา, ปฐวี ปริญญารักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงบทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการทูตเพื่อการพัฒนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศในยุคโลภาภิวัตน์ ผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง การทูตเพื่อการพัฒนา (Development Diplomacy) ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตผ่านรูปแบบการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ สารนิพนธ์ฉบับนี้จะอธิบายถึงความสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจของหลักการดำเนินงานด้านการทูตเพื่อการพัฒนาของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่เริ่มต้นจากการเป็นประเทศรับความช่วยเหลือ (Recipient Country)ผ่านหน่วยงานอย่างกรมวิเทศสหการ จนสามารถปรับเปลี่ยนบริบทตนเองมาสู่การเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ (Donor Country) และยกระดับตนเองผ่านการนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีของประเทศไทยส่งเสริมให้มีบทบาทในเวทีนานาชาติโดยการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ผ่านรูปแบบความร่วมมือแบบ ใต้-ใต้ (South – South Cooperation) โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV และขยายขอบเขตความร่วมมือออกไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาค ตลอดจนการนำองค์ความรู้ที่เป็น Home Growth Approach ของไทยอย่างการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SEP for SDGs)
การจัดการผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาของกองทัพบกในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึง 2019, ปราชญา รังษีบุตร
การจัดการผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาของกองทัพบกในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึง 2019, ปราชญา รังษีบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาของกองทัพบกในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1998 ถึง 2019 ในการศึกษาครั้งนี้ มุ่งศึกษาและวิเคราะห์นโยบายของผู้หนีภัยการสู้รบภายใต้ความตึงเครียดระหว่างการให้ความคุ้มครองผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาตามหลักสิทธิมนุษยชนกับการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติ โดยพิจารณาในมุมมองของกองทัพบกไทยซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแล จัดระเบียบ รักษาความปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ตลอดจนประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่อผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมา เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1998 ถึง 2019 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการจัดการผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาของกองทัพบก ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยเทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ (Traffy Fondue) กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร, มนัสยา ชูสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาทางเท้าถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้กรุงเทพมหานครสามารถเข้าถึงและจัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ เทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ หรือ Traffy Fondue การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร (2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานครจากผู้เกี่ยวข้อง (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในกระบวนการแก้ไขปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร ด้วยระบบ Traffy Fondue ในบริบทของงานวิจัยนี้มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการปลัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 5 คน และประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่หนึ่งเขตที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ผู้ใช้ระบบ Traffy Fondue เกี่ยวกับปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน ผลการศึกษาพบว่า จากกรอบในการวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สภาพแวดล้อม กลยุทธ์ เทคโนโลยี โครงสร้าง ระบบการวัดผล ทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมองค์การ อยู่ในระดับน่าพึงพอใจ อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าทั้ง 7 ปัจจัย ยังมีโอกาสในการพัฒนาทั้งหมดในระดับที่แตกต่างกันไป
การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์
การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กรและ ลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3)เพื่อศึกษาสาเหตุการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4)เพื่อเสนอแนวทางการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 422คน ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปี พ.ศ. 2567และผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบไคสแควร์และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิต ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20คนผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการสอบสวน ชั้นยศ รายได้ต่อเดือน จำนวนคดีที่รับผิดชอบโดยเฉลี่ยต่อปี และการได้รับการพิจารณาความดีความชอบเกินกว่า 1ขั้น ปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงานการโอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก่ลักษณะงานและความรับผิดชอบ,ความก้าวหน้าในอาชีพ,กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรและหน่วยงานอื่นๆอย่างไรก็ตาม ปัจจัยแรงจูงใจ ด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงานของพนักงานสอบสวนสาเหตุที่สำคัญที่สุด 3อันดับแรกในการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกจากราชการของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของงานสอบสวน 2)ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ และ 3)เงินเดือนและค่าตอบแทน ข้อเสนอแนะในการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจำแนกตามความสำคัญของสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการตำรวจย้ายออกจากสายงาน โอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ปรับปรุงลักษณะงานและความรับผิดชอบ 2)ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ3)ปรับปรุงเงินเดือนและค่าตอบแทน4)ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและ 5)ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานอื่น ๆ
ผลกระทบจากการพัฒนาระบบประชุมวีดีทัศน์ทางไกล (Vcs) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่าง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ, สุธน เขียวกอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดทำสารนิพนธ์ เรื่อง ผลกระทบการจากพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯ ในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการจัดทำสารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาผลกระทบและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยส่วนภูมิภาคจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ในปัจจุบัน (2) เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ข้าราชการ และพนักงานราชการทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบและทัศนคติจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของ ปภ.ที่มีต่อองค์กรและผู้ประสานงานระบบฯ เป็นด้านบวก แม้มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มข้าราชการกับพนักงานราชการด้านความก้าวหน้าแต่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าของผู้ประสานงานระบบฯ และการพัฒนาระบบดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาระบบดิจิทัลอื่น ๆ ต่อไป
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจและเปรียบเทียบการรับรู้คุณลักษณะของเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ที่กำลังทำงานร่วมกันในปัจจุบัน ทั้งนี้ได้รับผลตอบกลับจากกลุ่มตัวอย่าง เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด อย่างละ 200 ตัวอย่าง เท่า ๆ กัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างแต่ละเจนเนอเรชั่นมีมุมมองในหลายปัจจัยระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานแตกต่างกัน ซึ่งสื่อให้เห็นถึงช่องว่างในการรับรู้ที่แตกต่างกัน ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน พบว่า เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซดให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมแล้วไม่แตกต่างกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เจนเนอเรชั่นวายมีความพึงพอใจรายด้านที่มากกว่าเจนเนอเรชั่นแซดในทุก ๆ ด้านระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน ผลการวิจัยยืนยันถึงความพึงพอใจระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์เพื่อการเสริมสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ตลอดจนความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชั่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการองค์การและการบริหารทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับยุคสมัยต่อไป
การจัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว, อิสริยา ธนกิจบวรกูล
การจัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว, อิสริยา ธนกิจบวรกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การจัดสวัสดิการทางสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว” การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการจัดสวัสดิการสังคม ของภาครัฐสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว (2) วิเคราะห์แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับครอบครัวข้ามรุ่น (3) จัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมและ จัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่น วิธีการวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 3 กลุ่ม ประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มสมาชิกครอบครัวข้ามรุ่น กลุ่มบุคลากรจากหน่วยงานราชการส่วนกลาง และกลุ่มบุคลากรจากหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่า สมาชิกครอบครัวข้ามรุ่นได้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานจากภาครัฐแต่ยังคงไม่เพียงพอ ข้อค้นพบบ่งชี้ว่าสภาพปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อนของครอบครัวข้ามรุ่น ได้แก่ ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุส่งผลให้เป็นอุปสรรคต่อการหารายได้ ปัญหาการใช้เทคโนโลยีอันเป็นความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และปัญหาความไม่สมดุลของโครงสร้างประชากรเนื่องจาก การอพยพย้ายถิ่นและการหย่าร้างของวัยแรงงาน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการจัดสวัสดิการสังคมที่สำคัญ คือ (1) ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอให้แต่ละพื้นที่มีการจัดสวัสดิการสังคมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน (2) การออกแบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมและคำนึงสภาพปัญหาของผู้รับบริการ (3) ให้การสนับสนุนบริการสาธารณะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (4) ภาครัฐและภาคีเครือข่ายมีการทำงานเชิงรุกร่วมกันอย่างบูรณาการ (5) มีการสำรวจข้อมูลและสภาพปัญหาของประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปจัดทำเป็นระบบฐานข้อมูลกลาง (Big Data) และ (6) มีการจัดเรียงลำดับฐานข้อมูลครอบครัวที่ต้องการได้รับการจัดสวัสดิการสังคมอย่างเร่งด่วนในทุกมิติปัญหา เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเสมอภาค