Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 181 - 210 of 2614

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม


การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร Jan 2024

การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะร่วมของชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยศึกษาการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการควบคุม ทางสังคมของชุมชนที่ช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 หมู่บ้าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 16 คน ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน 3 คน และสมาชิกชุมชน 1 คน ต่อหมู่บ้าน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกต (Observation) สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน จากนั้นจึงวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะร่วมของชุมชนที่ส่งผลดีต่อการป้องกันยาเสพติด ได้แก่ ความสามัคคี ความไว้วางใจในผู้นำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ชุมชนใช้พลังของเครือญาติ ความใกล้ชิดระหว่างครอบครัว และกิจกรรมทางศาสนาในการดูแลกลุ่มเสี่ยง สำหรับการควบคุมทางสังคม ชุมชนใช้ความเชื่อผ่านพิธีปฏิญาณตนต่อศาลพ่อปู่ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของสมาชิก เสมือนเป็นกลไกควบคุมพฤติกรรมอย่างไม่เป็นทางการ ร่วมกับการตั้งกติกาและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้างระบบป้องกันยาเสพติดที่เข้มแข็งจากภายใน โดยอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนร่วมกับการใช้ความเชื่อในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม อีกทั้ง การส่งเสริมระบบฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคม การบูรณาการพลังศรัทธาเข้ากับมาตรการทางสังคม และการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถต่อยอด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดได้


เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์ Jan 2024

เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม


Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha Jan 2024

Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand remains a major destination for migrant workers from neighboring countries and hosts a large population of Myanmar migrants, including many women. Despite their contributions to local economic development, female migrant workers face persistent barriers to accessing reproductive healthcare. This study analyzes the structural, personal, and social dimensions of reproductive health access among Myanmar migrant women in Samut Sakhon province. Using the 4A framework, Availability, Accessibility, Acceptability, and Adaptability together with intersectionality, the study draws on 12 semi-structured interviews to explore how structural, personal, and social factors affect their reproductive healthcare access. Multiple dimensions of identity were also explored to …


The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha Jan 2024

The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the socio-economic impacts and the challenges to equitable growth posed by sport tourism-led development in Buriram Province, Thailand. Over the past decade, Buriram has gained both national and international visibility by branding itself as a sport tourism destination, anchored by infrastructure such as the Chang Arena football stadium and the Buriram International Circuit. However, significant contradictions remain. According to the Thailand People Map (TPMAP), in 2022 Buriram had the highest number of people living in poverty in the northeastern region, totaling 45,356 individuals. Notably, the highest concentration of poverty is found in Mueang District, the same area …


รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง Jan 2024

รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง


ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ Jan 2024

ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ในทางปรัชญาการเมือง โดยเน้นศึกษาแนวคิดของ Montesquieu และ Alexis de Tocqueville วิทยานิพนธ์นี้เริ่มต้นจากปมปัญหาทรราชย์ที่พัฒนาจากทรราชที่เป็นตัวบุคคลในปรัชญาการเมืองคลาสสิก ไปสู่ทรราชย์ในเชิงสถาบันในปรัชญาการเมืองสมัยใหม่กลุ่มสัญญาประชาคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ใช้อำนาจแบบทรราชย์มิได้เป็นแต่เฉพาะผู้ปกครองที่เป็นตัวบุคคลแต่เป็นเรื่องของระบอบหรือรูปแบบการปกครองโดยตัวมันเอง ประเด็นสำคัญก็คือว่า ถึงแม้นักปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมจะพยายามนิยามความหมายของทรราชย์ขึ้นมา ทว่าเมื่อพิเคราะห์รากฐานทางความคิดของปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมเอง กลับพบว่ารากฐานความคิดดังกล่าวอาจนำไปสู่การเกิดทรราชย์อีกชนิดหนึ่งโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอ Montesquieu และ Tocqueville ในฐานะนักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ซึ่งมีรากฐานทางความคิดที่แตกต่างไปจากปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมและสามารถตอบปัญหาคั่งค้างที่บรรดาปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมทิ้งเอาไว้โดยเฉพาะประเด็นการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์และมีวิธีการยับยั้งทรราชย์ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์คือ นักปรัชญาการเมืองทั้งสองมิได้วางรากฐานปรัชญาการเมืองจากการทดลองทางความคิด แต่ให้ความสำคัญกับลักษณะเฉพาะของสังคม เช่น กรณีของ Montesquieu กล่าวถึงจิตวิญญาณแห่งกฎหมาย และ Tocqueville กล่าวถึงความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคม Montesquieu มองว่าทรราชย์เกิดจากความเสื่อมจากความไม่สมดุลทางการเมืองอันเนื่องมาแต่สภาพเงื่อนไขทางสังคมโดยตัวมันเอง ทั้งนี้ เนื่องจากมหาชนรัฐสมัยใหม่มีเป้าหมายคือเสรีภาพของพลเมืองภายในรัฐ เขาจึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาทรราชย์ผ่านการจัดโครงสร้างสถาบันการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจเพื่อพิทักษ์เสรีภาพ แต่ในขณะที่ Montesquieu เน้นมาตรการเชิงสถาบันที่เป็นทางการ Tocqueville ได้ขยายการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ไปสู่มิติทางสังคมและจิตวิทยาของผู้คน เขาสังเกตเห็นความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคมอันเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยในอเมริกา และมีความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ทรราชย์ของเสียงข้างมากหรือเผด็จการควบคุมความคิดจิตใจ ซึ่งมิได้ใช้การบังคับทางกายภาพ แต่ครอบงำความคิดและจิตใจของผู้คนผ่านความเห็นสาธารณะ สำหรับการแก้ปัญหาทรราชย์ดังกล่าวจึงต้องอาศัยศาสตร์ทางการเมืองใหม่ซึ่งมุ่งบ่มเพาะผลประโยชน์ส่วนตนที่เข้าใจกันอย่างถูกต้องโดยผ่านสถาบันทางสังคมที่ไม่เป็นทางการ


Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi Jan 2024

Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the policy process of the Ao Ang–Laem Rio Landbridge project, with a focus on Ranong Province, to explore the institutional and power dynamics underpinning the formulation of infrastructure development policy in Thailand. The study draws upon the frameworks of institutional and power-centered political economy, environmental justice, and place-based development to analyze the relationships among the state, capital interests, political actors, and local communities. The findings reveal that the promotion of the Landbridge project operates within a centralized policy structure that prioritizes macroeconomic and corporate interests over local capacities and community needs. Although the state has framed the …


The Implications Of Legal Pluralism To Understanding Mining Conflicts: A Socio-Legal Study Of Thailand’S Chatree Gold Mine, Sara Kimberly Phillips Jan 2024

The Implications Of Legal Pluralism To Understanding Mining Conflicts: A Socio-Legal Study Of Thailand’S Chatree Gold Mine, Sara Kimberly Phillips

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis explores the conflict surrounding Thailand’s Chatree gold mine through a socio-legal analysis grounded in the conceptual framework of legal pluralism. As mineral extraction becomes increasingly central to global sustainability agendas, including the clean energy transition and the United Nations Sustainable Development Goals, this research critically examines how competing normative orderings shape actor relations, conflict dynamics, and perceptions of justice in contested mining contexts. Drawing on qualitative fieldwork, including interviews and focus groups, the study investigates how various actor groups engage with, navigate, and seek to reshape largely interconnected normative systems. These systems include formal legal mechanisms, customary and …


โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ Jan 2024

โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน และสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามทางออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่มจำนวน 249 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล ผลการวิจัยพบว่าการมีสติ (r = .295, p < .01) และการกำกับตนเอง (r = .451, p < .01) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันมีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = –.260, p < .01) สำหรับการวิเคราะห์เส้นทาง พบว่าการกำกับตนเองและพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันเป็นตัวแปรส่งผ่านในโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างสติและสุขภาวะทางการเงิน โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังค่าดัชนีต่อไปนี้ χ2 (36, N = 249) = 64.682, p = .002; CFI = .978; TLI = .960 และ RMSEA = .057 และโมเดลเชิงประจักษ์สามารถร่วมกันทำนายสุขภาวะทางการเงินได้ร้อยละ 17.4 จากการศึกษานี้อาจบ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติและการกำกับตนเองสามารถเอื้อต่อการลดพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและเอื้อต่อการมีความมั่นคงทางการเงินได้ โดยผลการวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางการเงิน และมีผลที่สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 1, 3, 10 และ 16


อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง Jan 2024

อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความวิตกกังวลส่งผลทั้งในทางบวกและลบต่อพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ แม้ว่า “ทฤษฎีการจัดการความหวาดกลัว” (Terror management theory) จะชี้ให้เห็นว่าผู้คนมักหลีกเลี่ยงการคิดเกี่ยวกับภัยพิบัติเพื่อลดความวิตกกังวล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในผู้ใหญ่ชาวไทย นอกจากนี้ยังศึกษาบทบาทของลักษณะบุคลิกภาพตามกรอบแนวคิดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ (Power to Live with Disaster) ได้แก่ ความเป็นผู้นำ ทักษะการแก้ไขปัญหา ความเห็นแก่ผู้อื่น ความยืนหยัดไม่ย่อท้อ การยึดมั่นในขนบธรรมเนียม การควบคุมอารมณ์ การก้าวพ้นตนเอง และสุขภาวะเชิงรุก ในฐานะตัวแปรกำกับ โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวน 700 คน อายุระหว่าง 18–59 ปี (M = 25.3, SD = 7.8) ซึ่งทั้งหมดเคยมีประสบการณ์เผชิญภัยพิบัติมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยมาตรวัดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติฉบับภาษาไทย แบบวัดความวิตกกังวลทั่วไป 7 ข้อ และแบบสอบถามการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล องค์ประกอบแต่ละด้านของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ และพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้รับการวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบมีตัวแปรกำกับ ผลการวิเคราะห์พบว่า ความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ (r = .150, p<.001) ความเห็นแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติมีบทบาทเป็นตัวแปรกํากับที่มีนัยสําคัญใน ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อม (β = .099, p < .05) กล่าวคือ ผู้ที่มีความวิตกกังวล และระดับความเห็นแก่ผู้อื่นสูงมักมีแนวโน้มที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ข้อค้นพบนี้เน้น ยํ้าถึงความสําคัญของกลยุทธ์ที่อิงจากบุคลิกภาพในการส่งเสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในประเทศไทย


ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น Jan 2024

ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมนี้ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ CSP จำนวน 8 ครั้งต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 66 คน ถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (n=32) และกลุ่มควบคุม (n=34) โดยใช้แบบประเมินการรู้คิด ได้แก่ MMSE, CERAD, Color Trails Test และ Digit Span รวมทั้งแบบประเมินคุณภาพชีวิต QOL-AD มีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (PCA) เพื่อรวบคะแนนแบบทดสอบการรู้คิดจำแนกตามโดเมลการรู้คิด ข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐานเปรียบเทียบด้วยการทดสอบไคสแควร์และ t-test และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์หลักด้านการรู้คิดและผลลัพธ์รองด้านคุณภาพชีวิต ผลการวิจัย: หลังการให้โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด กลุ่มทดลองแสดงคะแนนการรู้คิดและคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ ANCOVA พบว่าตัวแปรกลุ่ม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และคะแนนก่อนการทดลอง เป็นปัจจัยทำนายการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มทดลองมีคะแนนการรู้คิดเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 4.75, p = .033, ηp² = .076) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 6.05, p = .017, ηp² = .094) อย่างมีนัยสำคัญ สรุป: โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด (CSP) จำนวน 8 ครั้ง ช่วยส่งเสริมการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะ MCI ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยใช้เครื่องมือประเมินทางประสาทจิตวิทยาและแบบประเมิน QOL-AD ที่ครอบคลุม


Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai Jan 2024

Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In response to growing concerns about youth depression in Thailand, positive psychology has emerged as a promising field for nurturing inner strengths and well-being. Guided by the concept of Covitality, efforts have been made to enhance positive psychological resources; however, comprehensive assessments in this area remain limited. This study aimed to develop and validate the Thai version of the Social and Emotional Health Survey-Secondary (SEHS-S) by examining its psychometric properties. Participants included 502 high school students in Bangkok, with 337 males and 165 females between the ages of 15 and 18. A Structural Equation Modeling (SEM) was employed to test …


การกล่าวโทษเหยื่อ : อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม โดยมีอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน, บุณยาพร อนะมาน Jan 2024

การกล่าวโทษเหยื่อ : อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม โดยมีอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน, บุณยาพร อนะมาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมที่มีต่อการกล่าวโทษเหยื่อในอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นกับหญิงข้ามเพศ โดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในกลุ่มตัวอย่างเพศชายอายุ 18 - 55 ปี จำนวน 186 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 5 เครื่องมือ คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, แบบสอบถามความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม, แบบสอบถามอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศ, แบบสอบถามการยอมรับมายาคติเกี่ยวกับการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ และแบบสอบถามการกล่าวโทษเหยื่อ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมไม่ส่งผลโดยตรงต่อการกล่าวโทษเหยื่อ (β = -.04, p = .55) ทว่าพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .05, p < .05) และพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .19, p < .01) จึงอาจสรุปได้ว่า อคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ มีความสามารถในการเป็นตัวแปรส่งผ่านสมบูรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมและการกล่าวโทษเหยื่อในกลุ่มตัวอย่างเพศชาย


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ และศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการทหารจำนวน 126 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ตราบาป มาตรวัดการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม มาตรวัดเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ตราบาปของข้าราชการทหาร มีความสัมพันธ์สัมพันธ์ทางลบกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ (r = -0.328) ที่นัยสำคัญทางสถิติ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมของข้าราชการทหารมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ได้ร้อยละ 10.8 (R²=0.108, p<0.001) โดยมีเพียงการรับรู้ตราบาปเท่านั้นที่พบนัยสำคัญทางสถิติ


Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn Jan 2024

Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study was to examine the effects of a mindfulness-based program on executive function (EF) and attention flexibility in preschool children. This study employed a quasi-experimental pretest-posttest control group design. Executive function was assessed using the Thai version of the Head-Toes-Knees-Shoulders (Thai HTKS) task, while attention flexibility was measured using the Early Years Toolbox (EYT). The participants were 48 children in Kindergarten Year 2. Children were paired based on similar EF scores and randomly assigned to either the experimental or control group, one pair at a time. The experimental group participated in a mindfulness-based program for 12 …


อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง Jan 2024

อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลอิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยคือนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระดับปริญญาบัณฑิตที่กำลังอยู่ในระหว่างการลงทะเบียนเรียนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการสอน และมีกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติการสอนอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา จำนวน 262 คน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามรูปแบบกระดาษและแบบสอบถามออนไลน์โดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดทักษะทางสังคมและอารมณ์ (α = .93) 3) มาตรวัดการฟื้นพลัง (α = .87) 4) มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (α = .90) 5) มาตรวัดความเครียด (α = .79) และ 6) มาตรวัดสุขภาวะทางจิต (α = .77) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เส้นทาง (Path analysis) ผลการวิจัยสนับสนุนโมเดลสมมติฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องของโมเดลโดยรวมแสดงถึงความสอดคล้องระหว่างโมเดลสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ 2 (20, N = 262) = 51.86, p<.001, χ 2/df = 2.593, CFI = .973, TLI = .951, RMSEA = .078) โดยการฟื้นพลังและการ รับรู้ความสามารถของตนเองมีบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในโมเดลอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติผลจากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะทางสังคมและ อารมณ์การฟื้นพลัง และการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อเป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมสุขภาวะทาง จิตและลดความเสี่ยงต่อความเครียดให้แก่นิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ (self-acceptance of sexuality) สุขภาวะทางจิต (psychological well-being) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (workplace climate) ในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศที่ทำงานประจำในองค์กรในประเทศไทย จำนวน 147 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบบเจาะจง และเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ มาตรวัดการยอมรับตนเองทางเพศ (α = .89) มาตรวัดบรรยากาศภายในที่ทำงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (α = .91) และมาตรวัดสุขภาวะทางจิตตามแนวคิดของความสุขจากภายในตนเอง (α = .86) โดยผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า การยอมรับตนเองทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางจิต (r = .42, p < .001) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (r = .32, p < .001) ขณะที่สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบรรยากาศภายในที่ทำงานเช่นกัน (r = .21, p = .011) อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์การกำกับอย่างง่ายด้วย PROCESS Model 1 พบว่า บรรยากาศภายในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลกำกับที่มีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศกับสุขภาวะทางจิต (β = -.023, p = .752) ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมการยอมรับตนเองทางเพศอาจมีส่วนช่วยพัฒนาสุขภาวะจิตของบุคลากร LGBTQ+ ได้ ขณะที่บทบาทของบรรยากาศภายในที่ทำงานควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในบริบทที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนานโยบายและสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนความหลากหลายทางเพศในองค์กรอย่างยั่งยืน


ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์ Jan 2024

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักกีฬาคนพิการจำนวน 6 รายโดยคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (snowball sampling) และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายที่ผู้พิการต้องเผชิญ ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ความท้าทายทางด้านร่างกาย ความท้าทายทางจิตใจ และความท้าทายในฐานะนักกีฬาผู้พิการ 2) ปัจจัยเกื้อหนุนจากรอบข้างภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ประกอบไปด้วย 2 ประเด็นย่อย คือ ได้รับการสนับสนุนในการเป็นนักกีฬาอาชีพ และ การมีสังคมรอบข้างที่ดี 3) การมองเห็นสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ขาด ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ มองความพิการอย่างเข้มแข็ง มองเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง และยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น


ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร Jan 2024

ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของการนำโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ระดับปริญญาบัณฑิต เพื่อลดความวิตกกังวลและเพิ่มความสามารถในการฟื้นพลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาบัณฑิต อายุระหว่าง 18 - 25 ปี และมีค่าคะแนนความวิตกกังวลอยู่ในระดับตั้งแต่ปานกลางขึ้นไปจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 11 คน กลุ่มควบคุม active 14 คน และกลุ่มควบคุม passive 15 คน วัสดุและวิธีการ ประกอบด้วย (1) โปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก (2) มาตรวัดความวิตกกังวล จากแบบสำรวจความกดดัน ความกังวล ความเครียดของตนเอง หรือ DASS-42 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .84 และ (3) แบบวัดความเข้มแข็งสร้างสรรค์ หรือ CD-RISC-25 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .85 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเข้าร่วม และมีคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p .05 ในส่วนของคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p < .001 สรุปข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้โดยนักจิตวิทยาที่สนใจนำการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพจิตที่ดีได้ และสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลจิตใจให้กับผู้ที่จะนำไปปรับใช้ต่อไป


Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat Jan 2024

Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Challenges in retaining employees within Thailand's technology industries, where adaptability to global changes is essential, have intensified, leading to higher turnover intentions. This study examines how organizational readiness for change, transformational leadership, and flexible work arrangements influence turnover intention, with organizational commitment as a mediating factor. Using a survey of 229 employees in Thailand’s technology sector and mediation analysis through the PROCESS tool in SPSS, the study revealed distinct patterns of influence. Transformational leadership showed both a direct negative effect on turnover intention (b = -0.5768, p < .01) and an indirect effect through organizational commitment (b = -0.1573, 95% CI [-0.2478, -0.0842]), indicating partial mediation. Organizational readiness had a direct negative effect on turnover intention (b = -0.2988, p < .05) without a mediating role. Flexible work arrangements did not have a direct effect on turnover intention (b = 0.0506, p = .4576) but exhibited a significant indirect effect through reduced organizational commitment (b = 0.0394, 95% CI [-0.0781, -0.0107]), indicating full mediation. These findings provide strategic insights into how leadership practices, organizational preparedness, and flexible work design each play a distinct role in influencing employee commitment and retention. The results offer valuable guidance for human resource professionals seeking to strengthen leadership capability, improve change communication, and implement flexible work policies that support employee engagement and reduce turnover intention.


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนกับระดับความพึงพอใจในชีวิตของนักเรียนวัยรุ่น โดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี จำนวนทั้งสิ้น 358 คน ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน 3) มาตรวัดความพึงพอใจในชีวิต 4) มาตรวัดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิด และ 5) มาตรวัดการมีสติ การวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไข ผลการวิจัยพบว่าภาวะหมดไฟในการเรียนมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -0.369, p < .05) อย่างไรก็ตาม การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิต (β = 0.026, p = .62) ในขณะที่การมีสติสามารถกำกับอิทธิพลทางอ้อมระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตโดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านภายใต้เงื่อนไขการมีสติในระดับต่ำ (β = -0.200, p < .05) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติในระดับต่ำอาจทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดกลายเป็นกลไกระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟและลดความพึงพอใจในชีวิต อย่างไรก็ตามไม่พบกลไกดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขการมีสติระดับปานกลางและระดับสูง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการมีสติในการลดผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดต่อความพึงพอใจในชีวิต และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการมีสติในกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นตอนต้นเพื่อลดผลกระทบด้านลบของพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดได้


ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ Jan 2024

ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสอดคล้องถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพเชิงบำบัดและประสิทธิภาพของกระบวนการให้คำปรึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสบการณ์ความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดยังมีจำกัด โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดเกี่ยวกับความสอดคล้องในการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดการปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักจิตวิทยาฝึกหัดจำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยประกอบด้วย 4 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ 1) ความไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองก่อให้เกิดความไม่สอดคล้อง 2) การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขสำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง 3) ความตระหนักรู้สำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง และ 4) ความสอดคล้องต้องอาศัยการบ่มเพาะ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการภายในของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในการพัฒนาความสอดคล้อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการฝึกอบรมและนิเทศเพื่อส่งเสริมความสอดคล้องในวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษา


Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew Jan 2024

Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to examine the relationships among workload, perceived shared mental model, and team performance of air traffic controllers at Suvarnabhumi Air Traffic Control Tower, Thailand, focusing on how workload related to team performance and the mediating role of perceived shared mental model. Data were collected from 126 air traffic controllers using actual air traffic operational records at Suvarnabhumi Airport, and data analysis was conducted using SPSS and the PROCESS Macro for mediation analysis. The key finding indicated that Workload on Team Performance is fully mediated by the Perceived Shared Mental Model. Consequently, this research highlighted …


ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 15 คน โดยที่ทั้งสองกลุ่มจะตอบแบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมและแบบประเมินความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม ในช่วงก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มทดลอง โดยที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์เป็นระยะเวลา 10 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุมใช้ชีวิตตามปกติ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนแบบผสมสองทาง (Two-way mixed ANOVA) เพื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลองจากผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสองกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า (1) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และไม่พบความแตกต่างกันของคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ในช่วงหลังการทดลองของผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม และ (2) พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และพบว่าคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นและสูงกว่ากลุ่มควบคุม แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนั้นยังไม่สามารถช่วยพัฒนาในด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมได้เท่าที่ควรนัก แต่ช่วยเสริมสร้างความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของผู้เข้าร่วมโปรแกรมได้เป็นอย่างดี


ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์ Jan 2024

ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

​​นักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่มักเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นนักวิชาชีพเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในการเผชิญและรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในบริบทของประเทศไทยยังไม่ได้รับการศึกษาในเชิงลึก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ความท้าทายและการเผชิญกับความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่ (ที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 5 ปี) โดยใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผ่านกรณีศึกษาของนักจิตวิทยาจำนวน 6 ราย ผลการวิจัยพบ 4 ใจความหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายในการเป็นมือใหม่ที่ต้องทำงานหลากหลาย 2) การดูแลตนเอง 3) ความสำคัญของแหล่งสนับสนุน และ 4) การเห็นคุณค่าของวิชาชีพ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นสภาวะความท้าทายที่นักจิตวิทยามือใหม่ประสบและวิธีการรับมือกับความท้าทายของพวกเขา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาแนวทางการสนับสนุนอย่างเหมาะสมในด้านการนิเทศ การส่งเสริมสุขภาวะ และการออกแบบระบบดูแลทางวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย ​


อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์ Jan 2024

อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยพิจารณาการรับรู้ความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมกับการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน แบ่งเป็นกลุ่มในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เท่า ๆ กัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย PROCESS Macro (Model 21) ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายส่งผลลบต่อความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001) ) โดยเฉพาะในกลุ่มนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ส่วนการสนับสนุนทางสังคมส่ง ผลบวกต่อความพึงพอใจในชีวิตในกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ (p < .05) ขณะที่การรับรู้ความเครียดไม่ เป็นตัวแปรส่งผ่าน และไม่พบว่าอัตลักษณ์ทางสังคมหรือการสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับอย่างมี นัยสำคัญ ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทสำคัญต่อความพึงพอใจในชีวิตของประชาชนใน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางสังคมในพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันควรมี มาตรการเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่นอกสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อลดผลกระทบจาก ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายซึ่งอาจกระทบต่อความพึงพอใจในชีวิต


ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายของพนักงานขายอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเพื่อศึกษาบทบาทของบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน ในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพนักงานขายจำนวน 141 คน จากองค์กรอสังหาริมทรัพย์หลากหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 1 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลประชากร (เพศ อายุ อายุงาน ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน) (2) ความกดดันในการปฏิบัติงาน (3) พฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การมีความรู้ทางเทคนิค การขายแบบประยุกต์ และการวางแผนการขาย (4) ความยึดมั่นผูกพันในงาน และ (5) บุคลิกภาพเชิงรุก ผลการวิจัยพบว่า บุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงานไม่มีอิทธิพลกำกับอย่างมีนัยสำคัญ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (β = −.044, p = .595 และ β = −.092, p = .216 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม ความกดดันในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .27, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .44, p < .01) นอกจากนี้ บุคลิกภาพเชิงรุกมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับความกดดันในการปฏิบัติงาน (r = .30, p < .01) กับ พฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (r = .51, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงาน (r = .45, p < .01) ผลการวิจัยครั้งนี้สำหรับการบริหารงานขายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ องค์กรควรออกแบบรูปแบบของการบริหารงานขายภายใต้ความกดดันในการปฏิบัติงานให้เหมาะสม ควรส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายภายใต้สภาวะความกดดันในการปฏิบัติงานในทิศทางบวก ไม่ทำลายสุขภาวะจิต ทั้งในรูปแบบของกลยุทธ์ กิจกรรม และโปรแกรมฝึกอบรมที่สนับสนุนลักษณะบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน สนับสนุนความสามารถของพนักงานขายทางด้านพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับผลการปฏิบัติงานและอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์


Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang Jan 2024

Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Infant attention serves as a crucial foundation for learning; however, studies examining attention from birth to two years of age have been limited. This research aimed to conduct a multi-time point study to investigate the relationship between visual attention in three attention networks (alerting, orienting, and executive control networks) at ages 5 weeks, 4 months, 7 months, and 12 months, and emerging executive function (emerging EF) at 24 months, with anger reactivity at 12 months as a moderating variable. The study involved 322 mothers engaged in agriculture and their infants in Chiang Mai Province. Data were gathered through observations of …


ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตระดับปริญญาตรี, ตะวัน ศิริคุรุรัตน์ Jan 2024

ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตระดับปริญญาตรี, ตะวัน ศิริคุรุรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัยและมีคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวสูงกว่าหรือเท่ากับ 42 ทั้งในมิติการตั้งมาตรฐานสูง และความไม่สอดคล้อง จำนวน 48 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน และกลุ่มควบคุม 23 คน กลุ่มทดลองได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มจิตวิทยาการปรึกษาแนวเมตตากรุณาต่อตนเองแบบเจริญสติแบบสั้น 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง 30 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างทุกคนได้ตอบแบบสอบถามใน 3 ช่วง ได้แก่ระยะก่อนทดลอง และหลังทดลอง รวมถึงระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ ผ่านมาตรวัดมิติความไม่สอดคล้องจากมาตรประเมินลักษณะยึดติดความสมบูรณ์ และแบบวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (Repeated-measure MANOVAs) และวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบระหว่างกลุ่ม (Between-groups MANOVAs) ผลการวิจัยแสดงว่า 1) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม และในระยะติดตามผล กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม และในระยะติดตาม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ