Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 151 - 180 of 2614

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง Jan 2024

การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการประกอบสร้างความมั่นคงของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเริ่มต้นจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยโดยมีเจตนาแอบแฝงทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือเรียกว่า “จีนเทา” ซึ่งมักจะตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์บริเวณเพื่อนบ้านของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการหลอกหลวงคนไปเป็นแรงงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยรูปแบบของอาชญากรรมเหล่านี้มีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์การตอบสนองของหน่วยงานในไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่เปลี่ยแปลงไปจากเดิม หลังจากที่ไทยถูกกระตุ้นโดยตัวแสดงบางตัว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ออกมาตรการพิเศษต่างๆ เพื่อมาบังคับใช้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยเฉพาะในช่วงเวลานั้นๆ ผลการศึกษา พบว่าหน่วยงานของไทยได้มีการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงของประเทศต้นทางและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การจัดการฐานข้อมูล และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์ Jan 2024

พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งพินิจความเชื่อมโยงและความสำคัญของการใช้พุทธศาสนา ผ่านการทูตซอฟต์พาวเวอร์ในช่วงที่นเรนทรา โมดี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2024 โดยเน้นศึกษาลักษณะการทูตซอฟต์พาวเวอร์เชิงพุทธศาสนา และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศของแนวทางดังกล่าว ผ่านแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ของโจเซฟ เอส. ไนน์ จูเนียร์ จากการศึกษาพบว่า แม้ว่าอินเดียจะเป็นรัฐโลกวิสัยที่มีความเป็น พหุวัฒนธรรมสูง และแม้โมดีและพรรคภารตียชนตาจะยึดถือแนวคิดชาตินิยมแบบฮินดู เป็นหลัก แต่ในช่วงปี ค.ศ. 2014 – 2024 พุทธศาสนาก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของ การต่างประเทศในฐานะเครื่องมือทางการทูตที่รัฐบาลวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายปฏิบัติการตะวันออกและยุทธศาสตร์เพื่อนบ้านมาก่อนแบบเชิงรุก โดยมีหน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการร่วมดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติระยะยาว ขยายอิทธิพลในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ของอินเดียในฐานะดินแดนพุทธภูมิที่สำคัญและมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งปูทางไปสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำซีกโลกใต้ในอนาคต


การพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ, ศรายุทธ มีโภคา Jan 2024

การพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ, ศรายุทธ มีโภคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้เป็นการศึกษาการทูตในระดับท้องถิ่น รูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister city) กรณีศึกษาระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสาเหตุ แรงจูงใจที่ญี่ปุ่นส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์ให้เห็นถึงประโยชน์ ปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นของไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพใช้กรอบแนวคิดการทูตคู่ขนาน (paradiplomacy) หรือแนวคิดการทูตระดับหน่วยงานภายใต้รัฐ (sub-national diplomacy) ใช้ในการอธิบายการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่น ว่าเพราะเหตุใดจึงสามารถดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศได้ โดยพบว่าญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอิสระและอำนาจตัดสินใจที่เด็ดขาด รวมทั้งมีการออกกฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ และที่สำคัญมีองค์กรเฉพาะที่คอยสนับสนุนและประสานงานการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ ถึงแม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินกิจกรรมกับต่างประเทศ แต่ผลจากความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ ที่ได้นำประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวมาพัฒนาเมืองของตนเองให้ดียิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการทำความร่วมมือหรือข้อตกลงกับต่างประเทศส่งผลดีต่อการพัฒนาในระดับท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและความเป็นมิตรกับประเทศที่เป็นคู่ความสัมพันธ์อีกด้วย


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้นโยบาย “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (Free and Open Indo-Pacific: FOIP) ของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการคานอำนาจ (Balance of Power) และทฤษฎีการป้องปราม (Deterrence Theory) เป็นฐานวิเคราะห์ เพื่ออธิบายพฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และความไม่แน่นอนในบทบาทของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “เอเชีย-แปซิฟิก” ไปสู่ “อินโด-แปซิฟิก” ซึ่งญี่ปุ่นได้ใช้ FOIP เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเอกภาพ ทางยุทธศาสตร์กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบว่า FOIP ของญี่ปุ่นพัฒนาจากวิสัยทัศน์ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจไปสู่การเป็นยุทธศาสตร์เชิงป้องปรามที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคงทางทะเล เศรษฐกิจ และการทูต โดยญี่ปุ่นได้ประสานความร่วมมือกับประเทศในกรอบ Quad ขยายงบประมาณด้านกลาโหม และเน้นกลไกการป้องปรามแบบขยาย (Extended Deterrence) ที่เน้นการยับยั้งภัยคุกคามจากจีนโดยไม่เผชิญหน้าโดยตรง ทั้งนี้ นโยบาย FOIP ของญี่ปุ่นยังสะท้อนถึงการปรับบทบาทของประเทศในฐานะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเน้นการรักษาเสถียรภาพผ่าน หลักนิติธรรม ความร่วมมือพหุภาคี และการถ่วงดุลอำนาจในระบบระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21


การทูตเชิงกดดันโดยการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสต่อสยามในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ.112, วีร์ ส่งเจริญ Jan 2024

การทูตเชิงกดดันโดยการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสต่อสยามในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ.112, วีร์ ส่งเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสในการเข้าดำเนินการทางการทูตเชิงกดดันต่อไทย ซึ่งประสบผลสำเร็จจนส่งผลให้ไทยต้องยอมปฏิบัติตามสิ่งที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง โดยนำเสนอผ่านแง่มุมการทูตเรือปืนและการทูตเชิงกดดัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเรือปืนในการเป็นเครื่องในการทูตเชิงกดดันในช่วงยุคสมัยดังกล่าวที่ส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการทูตเรือปืน การใช้กำลังทางเรือแบบจำกัดและการทูตเชิงกดดัน โดยผลการศึกษาพบว่า เหตุผลที่ฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการดำเนินการทางการทูตเชิงกดดันต่อไทยโดยใช้กำลังทางเรือเป็นเครื่องมือสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลหลักสามประการ ประกอบด้วย ประการแรกคือลักษณะเฉพาะของไทยซึ่งประกอบด้วยสองข้อย่อยได้แก่ ลักษณะภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการใช้กำลังทางเรือและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ซึ่งรัฐทุกรัฐมีความมุ่งมั่น และต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งเอกราชอธิปไตยของตน ประการที่สองคือกำลังทางเรือนั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่เหมาะสมแก่การใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการทางการทูตซึ่งได้แก่ความยืดหยุ่น ประการสุดท้ายคือการทูตเชิงกดดัน ซึ่งฝรั่งเศสได้สร้างความตระหนักให้ไทยเห็นถึงขีดความสามารถในการสร้างความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นหากข้อเรียกร้องไม่ถูกปฏิบัติตาม แรงจูงใจของตนในการให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องและความเร่งด่วนในการต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง โดยที่ฝรั่งเศสได้สื่อสารให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงข้อเรียกร้องอย่างชัดเจน และไม่ได้เรียกร้องล่วงล้ำผลประโยชน์ที่สำคัญของไทย นั่นคือความเป็นเอกราชอธิปไตยตลอดจนความปลอดภัยขององค์พระประมุข


อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี Jan 2024

อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียกับความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยเน้นการวิเคราะห์ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียและนโยบายต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีซูการ์โนในช่วงกระบวนการสร้างชาติของอินโดนีเซียและภายหลังจากมาเลเซียได้รับเอกราช ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยุคอาณานิคมดัตช์และมีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มทางสังคมเพื่อผลักดันการประกาศเอกราชของอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1945 ซูการ์โนนำเสนอแนวคิดปัญจศีล (Pancasila) เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ รวมถึงการใช้นโยบายเผชิญหน้า (Konfrontasi) กับมาเลเซียเพื่อต่อต้านการจัดตั้งสหพันธ์มาเลเซียซึ่งหมายรวมถึงการต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษผู้อยู่เบื้องหลัง อินโดนีเซียได้ดำเนินการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหารกับมาเลเซีย อีกนัยหนึ่งเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนปัญหาเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซีย และเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการรักษาอำนาจของตนโดยอาศัยอุดมการณ์ชาตินิยมเป็นตัวขับเคลื่อน หลังสิ้นสุดยุคซูการ์โนแม้อินโดนีเซียจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคซูฮาร์โต และใช้นโยบายต่างประเทศแบบประนีประนอมมากขึ้น แต่แนวคิดชาตินิยมยังคงสืบสานต่อและฝังลึกในความรู้สึกความเป็นปฏิปักษ์ต่อมาเลเซีย ซึ่งปรากฏในเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียทั้งในด้านกีฬา เช่น การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในปี ค.ศ. 2011 และ 2017 รวมถึงด้านวัฒนธรรม เช่น นาฏกรรมของชาวบาหลีที่มีชื่อว่าเพนเดท (pendet) และผ้าบาติก เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมถึงการสะท้อนของแนวคิดชาตินิยมต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยในด้านกีฬา และด้านวัฒนธรรม การวิจัยชิ้นนี้จึงใช้แนวคิดชุมชนจินตกรรม (Imagined Community) ของ Benedict Anderson และแนวคิดชาติพันธุ์-สัญลักษณ์นิยม ของ Anthony D. Smith เป็นกรอบการวิเคราะห์


ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์ Jan 2024

ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซียภายหลังจากการผนวกไครเมียว่ามีความสำคัญต่ออำนาจทางทะเลและความมั่นคงของรัสเซียอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำว่าสามารถสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตได้อย่างไร โดยผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดสมุททานุภาพ (sea power) และทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสร้างสำหรับการอธิบายการเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของรัสเซียจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจากการศึกษาพบว่า รัสเซียมีเป้าประสงค์ในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล การขยายอิทธิพลทางทะเล และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อต้านการขยายตัวของนาโต รัสเซียปรับเปลี่ยนแนวคิดการครองทะเล (command of the sea) ของกองเรือทะเลดำที่จากเดิมมีความพยายามในการแผ่ขยายอำนาจทางทะเลออกนอกภูมิภาคเปลี่ยนผ่านสู่การผสมผสานการปฏิบัติการทางทะเลและทางบก และการปฏิบัติการในสงครามอสมมาตรหรือสงครามลูกผสมในภูมิภาค แนวโน้มการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำเริ่มเห็นความสำคัญและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในช่วงหลังจากการผนวกไครเมียเสร็จสมบูรณ์ทางพฤตินัย แนวโน้มดังกล่าวนำมาซึ่งการแสดงอำนาจทางทหารและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและนาโต ผลลัพธ์จากการแข่งขันทางอำนาจที่มีความตึงเครียดสูงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้การคาดการณ์การกระทำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงผิดพลาดและบานปลายอยู่เสมอจนนำมาสู่สภาวะทางแพร่งทางความมั่นคง (security dilemma) ให้เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับนาโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจะมีแนวโน้มเลวร้ายลงจนไม่สามารถสร้างความประนีประนอมต่อกันได้เลย


การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ, อาชว์ สุวรรณพงษ์ Jan 2024

การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ, อาชว์ สุวรรณพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการการท่องเที่ยวของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากในปัจจุบัน และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการสถานที่ท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนในระยะยาว โดยการวิจัยนี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยและเอกสารอื่น ๆ ตลอดจนการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบไปด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ประชาชนในพื้นที่ตำบลเดิมบาง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน รวมถึงบุคคลสำคัญและอดีตข้าราชการระดับสูงของจังหวัดสุพรรณบุรีผลการวิจัยพบว่า การจัดการพื้นที่ของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ จะประสบความสำเร็จต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ การประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัย และการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน การกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวและสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนในบริบทของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่เป็นเอกภาพจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาสามารถบรรลุเป้าหมายของความยั่งยืนในสามมิติหลัก ได้แก่ 1) มิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ 2) มิติด้านสังคม ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และ 3) มิติด้านเศรษฐกิจ โดยการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน


Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw Jan 2024

Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation examines the relationship between legal literacy, empowerment, and protection outcomes among urban refugees and asylum seekers in Thailand, focusing on the 2019 National Screening Mechanism (NSM). Thailand, a non-signatory to the 1951 Refugee Convention and hosting about 5,500 refugees mainly in Bangkok, lacks formal refugee laws. Its recent NSM reflects limited progress in regional protection mechanisms, functioning within a framework that emphasizes state security over human security. The study posits that urban refugees understand the law, like the NSM, but remain powerless because Thailand's approach prioritizes security over protection. This study addresses three interconnected research questions that investigate …


มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์ Jan 2024

มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในกิจการระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคือการเกิดการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาว่าการสร้างประเด็นความมั่นคงจากภายนอกต่อภูมิภาค ประกอบกับพลวัตภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทย ส่งผลอย่างไรต่อการรับรู้ด้านความมั่นคงของผู้นำกองทัพในกองทัพไทย โดยใช้แนวทางแบบองค์รวมซึ่งรวมถึงการวิจัยเอกสาร การสำรวจความคิดเห็นของนายทหารไทย และการสัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่กองทัพไทยในฐานะกลไกการสร้างการรับรู้ และวิเคราะห์ว่าพัฒนาการด้านความมั่นคงทั้งภายนอกและภายในได้ส่งอิทธิพลต่อมุมมองของกองทัพไทยอย่างไร งานวิจัยนี้เสนอข้อค้นพบหลักสามประการ ประการแรก ผู้นำกองทัพไทยมองว่ารัฐมหาอำนาจไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทยมากเท่ากับเมื่อไม่กี่ปีก่อน ประการที่สอง กองทัพไทยยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในและอธิปไตยของชาติ มากกว่าภัยคุกคามจากภายนอก ประการที่สาม การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีความขัดแย้งข้ามพรมแดนในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้การรับรู้ถึงภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านลดลง และเน้นให้เห็นถึงความต้องการเสถียรภาพและความเป็นกลางท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการรับรู้ด้านความมั่นคงของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ประเทศไทยต้องเผชิญในการดำเนินยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยพยายามรักษาความสัมพันธ์อย่างสมดุล ควบคู่ไปกับการธำรงความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ผลการศึกษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการที่สนใจพลวัตด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่กว้างขึ้นจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก


การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ Jan 2024

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการค้ามนุษย์ในกรณีชาวต่างชาติที่ถูกหลอกไปทำงานในเมียนมา วิเคราะห์สภาพปัญหาในการบูรณาการการคุ้มครองผู้เสียหาย และนำเสนอแนวทางพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมให้สอดคล้องกับมาตรการ NRM โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคประชาสังคม รวมทั้งวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการความร่วมมือยังขาดความชัดเจนทั้งด้านโครงสร้างการประสานงาน บทบาทหน้าที่ การแบ่งปันข้อมูล และการตีความสถานะผู้เสียหาย โดยเฉพาะกรณี forced criminality ที่มีลักษณะซับซ้อนและข้ามพรมแดน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแนวทางประเมินที่ครอบคลุม นำไปสู่ความล่าช้า ความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ และความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกปฏิบัติในฐานะผู้กระทำผิด แทนที่จะได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การจัดทำแนวทางคัดแยกผู้เสียหายที่คำนึงถึงบริบท forced criminality โดยเน้นหลักการไม่ลงโทษผู้เสียหาย (non-punishment principle) และการสร้างเครื่องมือประเมินที่ใช้ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อน รวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในทุกระดับ ทั้งนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้เสียหายให้สอดคล้องกับบริบทอาชญากรรมข้ามชาติและหลักสิทธิมนุษยชนสากล


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม Jan 2024

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบวิธีการหลอกลวง สภาพปัญหาในการป้องกันและปราบปราม และแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ปฏิบัติงานและทำคดีอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทดังกล่าว จำนวน 7 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลการศึกษาพบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์มีรูปแบบที่สำคัญ คือ การกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งอาชญากรจะพัฒนากลวิธีและกลอุบายในการหลอกลวงโดยอาศัยความก้าวหน้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีการหลอกลวงอยู่เสมอ แต่ทุกวิธีการหลอกลวงล้วนแล้วอยู่บนพื้นฐานของการฉ้อโกงผ่านช่องทางออนไลน์และไม่มีเจตนาที่จะทำการซื้อขายมาตั้งแต่ต้น โดยสามารถแบ่งวิธีการหลอกลวงเป็น 5 ลักษณะ คือ หลอกลวงขายสินค้าปลอม หลอกลวงขายสินค้าโดยส่งมอบสินค้าที่ผิดประเภทหรือสินค้าอย่างอื่น หลอกลวงขายสินค้าแต่ไม่มีการส่งมอบสินค้า หลอกลวงโดยแอบอ้างว่าเป็นร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่มีอยู่จริง และหลอกลวงขายสินค้าโดยทำตัวเป็นคนกลาง ซึ่งจากการศึกษาพบปัญหาในการป้องกันและปราบปรามอยู่ 4 ประการ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ ได้แก่ บูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริหารจัดการและกำหนดมาตรการสำหรับบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า กำกับดูแลการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากภาครัฐ จัดระเบียบการใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เสริมสร้างศักยภาพในการสืบสวนและติดตามผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในกรณีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ และสามารถลดจำนวนการกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้


การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์ Jan 2024

การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ และแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) คัดเลือกผูู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ นักบินตำรวจ 1 ท่าน สำนักงานการบินพลเรือน (CAAT) 1 ท่าน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 1 ท่าน อัยการ 2 ท่าน และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 1 ท่าน โดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และพรรณนาถึงประเด็นต่างๆ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ปัญหา รูปแบบ และวิธีการของการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่พบในประเทศไทย พบว่าเริ่มมีการกระทำผิด ซึ่งการกระทำผิดนั้นไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยการกระทำผิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งยังไม่สามารถเอาผิดได้ จึงทำให้ทราบเพียงว่ามีการกระทำผิด (2) การรับมือเบื้องต้น ปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Anti Drone ซึ่งอยู่ในการดูแลของทหาร เแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ (3) แนวทางการป้องกันการกระทำผิด พบว่ายังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรมีหน่วยงานควบคุมดูแลอย่างจริงจัง และออกกฎหรือข้อบังคับเป็นแนวทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานหรือศูนย์ที่จะดูแล ออกกฎหมายหรือนโยบาย จัดการและบริหารควบคุมให้มากขึ้น รวมถึงควรมีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน


แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร Jan 2024

แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน


Crisis Migration In Sri Lanka: Analyzing The Governance Of Transnational Actors In The Context Of War And Financial Crisis, Dolewaththa Gamage Niruka Sanjeewani Jan 2024

Crisis Migration In Sri Lanka: Analyzing The Governance Of Transnational Actors In The Context Of War And Financial Crisis, Dolewaththa Gamage Niruka Sanjeewani

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Crisis migration has become a critical issue in Sri Lanka due to the war and ongoing financial crisis. Drawing from this understanding, the research investigates crisis migration in Sri Lanka through five distinct chapters. The first chapter offers an overview of the entire research. The second chapter examines the evolution of classical humanitarianism and its shift towards new humanitarianism in the context of war in Sri Lanka. It focuses primarily on Tamil refugees in India and their repatriations from India to Sri Lanka. The third chapter examines the transnational spaces of the Tamil diaspora. The chapter elaborates on their involvement …


การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน Jan 2024

การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่ชายแดนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนแอ (Vulnerable zone) ที่มักได้รับความเสี่ยงจากภัยคุกคามหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอาศัย “ความเปราะบาง ด้านความมั่นคง” (Security vulnerability) เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และในประเทศอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์อาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของปัญหา รูปแบบ ลักษณะ สาเหตุ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างตระหนักรู้แก่สังคม โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ เอกสาร ข่าวสาร กฎหมาย มาตรการภาครัฐ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่แม่สอดและประเทศเพื่อนบ้าน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนมีความจำเพาะเจาะจงเนื่องด้วยบริบทของพื้นที่ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่อาชญากรรมสำคัญ ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมคอปกขาว การลักลอบเข้าเมืองทั้งคนและสินค้า ยาเสพติด ลักลอบนำพาแรงงาน และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภูมิประเทศ สถานการณ์การเมืองเมียนมา มาตรการและนโยบายภาครัฐ และพบว่าอาชญากรรมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยแบบองค์รวม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างเรื้อรังและรุนแรง


พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง Jan 2024

พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตและพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอำเภอปากพนังตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566 งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการศึกษาโดยการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม อันประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการท้องถิ่น สื่อท้องถิ่น หัวคะแนน และประชาชนในพื้นที่อำเภอปากพนัง ข้อค้นพบคือพลวัตทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงโดยช่วงแรกเป็นช่วงพรรคประชาธิปัตย์ตั้งมั่น (พ.ศ. 2544–2554) ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจในช่วงเวลานี้คือชวน หลีกภัย และความเป็นตัวแทนคนใต้ ต่อมาในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินทางการเมือง (พ.ศ. 2562) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบแต่ได้สส. ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยการตัดสินใจเลือกเกิดขึ้นผ่านบารมีบุคคลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนโยบายประชารัฐ จนถึงการเลือกตั้งช่วงที่ 3 เรียกได้ว่าเป็นช่วงการเมืองปากท้อง (พ.ศ. 2562-2566) กติกาบัตรเลือกตั้งกลับมากลับมาเป็นระบบคู่ขนาน ผสมกันระหว่างระบบเขตกับระบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบอีกครั้ง และครั้งนี้แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคืนที่นั่งอีกครั้ง แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ เเต่เพราะกลไกและเครือข่ายทางการเมืองของตระกูล “เดชเดโช” ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับชัยชนะในคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังเปลี่ยนแปลงจากการที่ตัดสินใจทางการเมืองผ่านอุดมการณ์และตัวบุคคล เป็นให้ความสำคัญกับนโยบาย และชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น กล่าวคือ คนปากพนังต้องการมีนายกคนดีเช่นเดิม หากแต่จะต้องควบคู่ไปกับเรื่องปากท้องโดยจะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้


นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง Jan 2024

นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อภิปรายความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาในรัฐบาลบารัค โอบามา รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลโจ ไบเดน โดยนำกรอบการศึกษาการเมืองเกี่ยวพัน (Linkage Politics) มาใช้สำหรับการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา ปัจจัยภายในประเทศที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยบทบาทของผู้นำและผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจและบทบาทของกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ กอปรกับปัจจัยภายนอก ที่ประกอบด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบระหว่างประเทศ บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของวอชิงตัน การคาดการณ์แนวโน้มในการดำเนินนโยบายและบทบาทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงอธิบายกระบวนการและสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศโลก


ความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน - ใช้ชีวิต: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำงานในองค์การแนวระนาบกับคนทำงานไร้องค์การในกรุงเทพมหานคร, สุรเชษฏ์ คงเสงี่ยมวงศ์ Jan 2024

ความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน - ใช้ชีวิต: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำงานในองค์การแนวระนาบกับคนทำงานไร้องค์การในกรุงเทพมหานคร, สุรเชษฏ์ คงเสงี่ยมวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน-ใช้ชีวิต (Work-Life Balance) ผ่านการเปรียบเทียบประสบการณ์ของคนทำงานในองค์การแนวระนาบ (Heterarchical Organization) และคนทำงานไร้องค์การ (Freelancers) ในกรุงเทพมหานคร งานวิจัยใช้แนวทางชาติพันธุ์วรรณนาเชิงผัสสะ (Sensory Ethnography) และทฤษฎีปฏิบัตินิยมฝรั่งเศส (French Pragmatism) เพื่อวิเคราะห์ว่าผัสสะในสถานที่ทำงานมีส่วนต่อการตระหนักรู้และจัดการตนเองอย่างไร นำไปสู่การสร้าง Work-Life Balance แบบเฉพาะบุคคล ผู้วิจัยเสนอแนวคิด “ผู้ประกอบการเชิงผัสสะ” เพื่ออธิบายรูปแบบของแรงงานที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลกำไร แต่ใช้ความรู้สึก อารมณ์ และสัญชาตญาณในการบริหารชีวิตการทำงาน วิทยานิพนธ์เสนอว่าสภาพแวดล้อมขององค์การและความยืดหยุ่นของฟรีแลนซ์ต่างมีผลต่อรูปแบบการสร้างสมดุลในชีวิตในเชิงวัฒนธรรม ผลการศึกษานี้มีนัยสำคัญต่อการออกแบบนโยบายและสภาพแวดล้อมการทำงานในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ในศตวรรษที่ 21


ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช Jan 2024

ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน


การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ Jan 2024

การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์


แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย Jan 2024

แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน


บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี Jan 2024

บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 (2) เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของสื่อแต่ละสำนักจาก พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาในเชิงคุณภาพ ด้วยแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ประกอบกับการวิเคราะห์เนื้อหาซ่อนเร้น (Latent Content) และการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อจำนวนทั้งสิ้น 7 สำนัก ผลการศึกษาพบว่า สื่อทั้ง 7 สำนักมีความโน้มเอียงทางการเมือง (Political Orientation) เป็นของตนเอง โดยมักนำเสนอข่าวสารไปในทิศทางที่ตอบสนองจุดยืนทางการเมืองของตน ประกอบกับการเติบโตขึ้นของเทคโนโลยี ทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) อันเป็นผลมาจากระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารอาจได้รับข้อมูลเพียงแง่มุมเดียวและอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน นอกจากนั้นสื่อยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกล่อมเกลาทัศนคติ ความเชื่อ และชุดความคิดของปัจเจกบุคคล ผ่านการใช้วิธีการวางกรอบ (Framing) เนื้อหาของข่าวที่จะนำเสนอ และการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda-Setting) ซึ่งแม้ว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร สื่อมีเครื่องมือและวิธีการในการโน้มน้าวให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารเห็นคล้อยตามความโน้มเอียงทางการเมืองของสื่อนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การศึกษาสื่อในฐานะหนึ่งในผู้แสดงทางการเมือง (Political Actor) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย


การก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทย ปี 2563, รัฐภูมิ เลิศไพจิตร Jan 2024

การก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทย ปี 2563, รัฐภูมิ เลิศไพจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และ ผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทยปี 2563 จากการค้นคว้าข้อมูลทั้งในเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์พบว่าปัจจัยที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในไทยเกิดกระบวนการก่อตัวโครงสร้างการ์ดมาจาก 2 ปัจจัย ดังนี้ 1) ความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ อันหมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้ หลักการประชาธิปไตยแบบไทยๆ มักละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงออกผ่านการชุมนุม 2) เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมได้ตามหลักประชาธิปไตย โดยทั้งสองปัจจัยส่งผลทำให้กลุ่มชุมนุมจำเป็นต้องสร้างส่วนงานการ์ดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มประสิทธิภาพรวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมักมีอคติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมจนนำมาสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพและขยายตัวนำมาสู่ความรุนแรงทางกายภาพ นอกจากการแสวงหาคำตอบว่าทำไมการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในไทยจึงจำเป็นต้องมีการ์ดผู้ค้นคว้าได้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และพัฒนาการของกลุ่ม We Volunteer ในฐานะการ์ดผู้ซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน 2563 พบว่า บทบาทของกลุ่ม We Volunteer มีพลวัตมากกว่าการเป็นผู้รักษาความปลอดภัยในพื้นที่การชุมนุม แต่เป็นส่วนงานที่สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน 2563 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ส่วนงานการ์ดมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์สันติวิธีซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของขบวนการเคลื่อนไหว


การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร Jan 2024

การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาที่มาของการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรม หรือนักเรียนช่าง ของไทย ในทางประวัติศาสตร์การเมือง และเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย และที่มาในทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ส่งผลต่อการก่อรูปความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทดังกล่าว จากในระดับไม่รุนแรงจนไปถึงการยกระดับความรุนแรงเป็นการประสงค์ต่อชีวิต โดยใช้การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เพื่อค้นคว้าวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนช่างนับตั้งแต่ช่วงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยในการก่อรูปของความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทของนักเรียนช่าง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การใช้โรงเรียนช่างเป็นพื้นที่ในการสร้างอำนาจ และประลองกำลังกันของชนชั้นนำนับตั้งแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่งผลทำให้โรงเรียนช่างเฉพาะทางตกทอดเป็นมรดกมาสู่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยแบ่งเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้าง และโรงเรียนช่างกล ซึ่งเป็นโรงเรียนคู่แข่งกัน ซึ่งปูทางให้เกิดสถาบันทางความคิดในโรงเรียนเฉพาะทาง 2 แห่งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประการที่สอง การก่อตัวของรุนแรง และการทะเลาะวิวาทระหว่างโรงเรียนช่างเฉพาะทาง 2 แห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามใช้โรงเรียนช่างเฉพาะทางทั้ง 2 แห่งเป็นเครื่องมือในการผลักดันสถาบันทางเศรษฐกิจการเมือง คือ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เพื่อกีดกันชาวจีนออกจากวิชาชีพช่างโดยเฉพาะในวิชาชีพช่างกล และช่างก่อสร้าง จึงมีการสร้างความรัก และสามัคคี ความรักในสถานศึกษา และความรักในวิชาชีพช่างที่สถานศึกษาของตนเองเปิดสอน จนเกิดค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างกลในโรงเรียนช่างกลปทุมวัน และค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างก่อสร้างในโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทในระดับที่ไม่รุนแรงครั้งแรกในปี 2495 ประการที่สาม การทะเลาะวิวาทถูกยกระดับเป็นการประสงค์ต่อชีวิตหลังวิกฤตการณ์ทางการเมือง 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้มีการแยกสลายนักเรียนช่างออกจากขบวนการนักเรียนนักศึกษาโดยชนชั้นนำ และมีการสร้างความหวาดระแวงต่อกัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในหมู่นักเรียนช่าง ประกอบกับค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมที่มีอยู่เดิม จึงเกิดการแก้แค้นกันไปมาจนถึงปัจจุบัน


สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง Jan 2024

สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางการพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) รวบรวมข้อมูลจาก กฎหมาย บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 และใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) และสรุปข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) บนพื้นฐานของทฤษฎีอาชญาวิทยาและแนวคิดการป้องกันความรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึงการแพร่กระจายของอาวุธเถื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและคู่สมรส ปัญหาสุขภาพจิตและการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนค่านิยมและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนกับต่างประเทศ พบว่าประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนน้อย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มีมาตรการทางกฎหมายอาวุธปืนที่เข้มงวด มีระบบคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืนที่ละเอียด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีมาตรการสำคัญที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนิรโทษกรรมและซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชน การจำกัดการถือครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แม้ประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนสูง แต่มีการพัฒนามาตรการที่น่าสนใจ เช่น กฎหมายธงแดง (Red Flag Laws) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลสั่งยึดอาวุธปืนจากบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดก่อนการซื้ออาวุธปืน (Background Checks) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการป้องกันทั้งขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ได้แก่ การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยกย่องการใช้อาวุธปืนผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ในสื่อสาธารณะ การปรับปรุงกฎหมายและระบบการอนุญาต การควบคุมอาวุธปืนอย่างรัดกุม ตลอดจนการพัฒนาแนวทางคัดกรองและติดตามบุคคลที่ครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างยั่งยืน


การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล Jan 2024

การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ


กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ Jan 2024

กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานและทวีความรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2547 ซึ่งได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ผลักดันการกำหนดชะตากรรมตนเองและปราถานาเอกราชปาตานี สู่การก่อตั้งกลุ่ม ปาตานี บา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนรูปแบบจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมสู่กลุ่มการเมืองเชิงสถาบัน และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับพรรคการเมือง ผลการวิจัยชี้ว่า การก่อตั้งกลุ่มปาตานี บารู เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางการเมือง คือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งสวนทางกับโครงสร้างทางการเมืองที่ยังคงปิดกั้นและจำกัดสิทธิในพื้นที่ปาตานี/จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกฎหมายพิเศษ ด้านความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง กลุ่มปาตานี บารู กำหนดเงื่อนไข 4 ประการในการพิจารณาร่วมงาน ได้แก่ การเป็นพรรคประชาธิปไตย ความสามารถในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับปาตานี อำนาจบริหารงานการเมืองในพื้นที่ และการสนับสนุนทรัพยากรในการเลือกตั้ง ทั้งนี้พบว่ากลุ่มปาตานี บารู ได้รับการยอมรับและบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองที่เคยร่วมงานด้วย


การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี Jan 2024

การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท”มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 2) เพื่อศึกษานโยบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาล พญาไท 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 4) เพื่อศึกษาหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยใช้การวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิจัยเชิงสัมภาษณ์ (In-Deph Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง และ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติหลายประการ แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าใจบทบาทของตนเองและพยายามปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ยังขาดเครื่องมือสนับสนุน ความชัดเจนของระบบรางวัล และการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ในด้านนโยบาย พบว่า แนวนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกนำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยเน้นการป้องกันเหตุ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง และการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าการถ่ายทอดนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพยากรและการกำกับติดตาม สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องมือที่จำเป็น การขาดระบบสนับสนุนจากส่วนกลาง และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่ยังไม่คล่องตัวเพียงพอ ส่วนแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพ ควรมีการฝึกอบรมเสริมทักษะด้านภาษาและการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลาดตระเวนและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน


ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ Jan 2024

ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สภาพปัญหาในการดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชัยนาทและผู้อำนวยการด้านพัฒนาพฤตินิสัยที่ดูแลเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 2) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 3) ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 4) ผู้พ้นโทษที่ได้นำเอาความรู้และทักษะจากการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมจากเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท ไปปรับใช้ 5) ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้างานฝึกวิชาชีพ กรมราชทัณฑ์ และ 6) ผู้บริหารระดับสูง (ดูแลด้านพัฒนา พฤตินิสัย) กรมราชทัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราว เขาพลองมุ่งเน้นที่ตัวของผู้ต้องขังเป็นสำคัญตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก มีการพิจารณาภูมิหลัง ทักษะ อาชีพที่เคยประกอบ ตลอดจนความสมัครใจของผู้ต้องขัง โดยรูปแบบของการฝึกเป็นไปในลักษณะของ “ครูพาทำ” และการอบรมจากหน่วยงานภายนอก มีการติดตามผลการอบรมในรูปแบบของการมอบหมายภารกิจ เพื่อวัดความเข้าใจของผู้ต้องขังในเรื่องที่ได้รับการอบรมไป การดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองปรากฏสภาพปัญหาในด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ด้านงบประมาณ ด้านอุปกรณ์ ด้านบุคลากร ด้านหลักสูตรและรูปแบบการฝึก ด้านผู้ต้องขัง ด้านระยะเวลา และด้านการประชาสัมพันธ์ แนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สามารถพัฒนาเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง บุคลากร หลักสูตรการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนผู้ต้องขัง ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป