Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Sociology (809)
- Environmental Studies (777)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- International and Area Studies (465)
- Asian Studies (460)
- Library and Information Science (458)
- Economics (447)
- Demography, Population, and Ecology (429)
- Political Science (429)
- Science and Technology Studies (292)
- Psychology (257)
- International Relations (255)
- Engineering (217)
- Civil and Environmental Engineering (216)
- Environmental Sciences (216)
- Physical Sciences and Mathematics (216)
- Social Justice (147)
- Criminology (144)
- Legal Studies (134)
- Criminology and Criminal Justice (87)
- Law (48)
- Legal Theory (47)
- Linguistics (45)
- International Economics (32)
- Finance (31)
- Health Economics (27)
- Keyword
-
- Thailand (20)
- ห้องสมุดมหาวิทยาลัย (11)
- Water quality (7)
- Heavy metals (5)
- University Libraries (5)
-
- Adsorption (4)
- Climate change (4)
- Lead (4)
- Northern Thailand (4)
- Risk management (4)
- รัฐธรรมนูญ (4)
- ไม่มี (4)
- Air pollution (3)
- Arsenic (3)
- Bangkok (3)
- Greenhouse gas (3)
- Health (3)
- Human rights (3)
- Indonesia (3)
- Mining (3)
- Nigeria (3)
- PM10 (3)
- Rice husk (3)
- Surfactant (3)
- University libraries (3)
- Vietnam (3)
- Volatile organic compounds (3)
- Vulnerability (3)
- กฎหมายแข่งขันทางการค้า (3)
- การพัฒนาที่ยั่งยืน (3)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 2761 - 2790 of 7224
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
การให้ความหมายเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของข้าราชการตำรวจ กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศศิล คำนึง
การให้ความหมายเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของข้าราชการตำรวจ กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศศิล คำนึง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของการให้ความหมายเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของข้าราชการตำรวจกองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการศึกษาเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณผสานกับเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการตำรวจกองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 100 คน ใช้วิธีเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนการศึกษาเชิงคุณภาพได้ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยใช้วิธีสุ่มแบบไม่มีโครงสร้าง จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Performant) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31-40 ปี สถานภาพโสด นับถือศาสนาพุทธ มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร การศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 20,000 บาท ระดับชั้นยศชั้นสัญญาบัตร และมีอายุราชการน้อยกว่า 10 ปี อีกทั้งยังเคยเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆเพิ่มเติมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย พบว่าภาพรวมด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานมีผลต่อการให้ความหมายของการประสบความสำเร็จอยู่ในระดับปานกลาง และ ภาพรวมด้านแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ในการปฏิบัติงานมีผลต่อการให้ความหมายของการประสบความสำเร็จอยู่ในระดับมาก ส่วนผลของการให้ความหมายเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในด้านที่มีความคิดเห็นในระดับความเห็นมากที่สุด ได้แก่ 1) ด้านคุณภาพชีวิตในการทำงาน 2) ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน
A Case Study On Marketing And Business Strategy For Sunsweet Public Company Limited Towards Ready-To-Eat Products, Nattawadee Wangcharoenpaisan
A Case Study On Marketing And Business Strategy For Sunsweet Public Company Limited Towards Ready-To-Eat Products, Nattawadee Wangcharoenpaisan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Sunsweet Public Company Limited has been in sweet corn and agricultural products export industry since 1997. Sweet corn export value of Sunsweet is contributed to 6,760.49 million baht or 23.66% of sweet corn export value of Thailand to overseas. This paper mainly focuses on marketing analysis of Sunsweet. It observes the decision in which Sunsweet has made to launch ready-to-eat products in Thailand. SWOT analysis is used to analyze the company’s strengths, weaknesses, opportunities, and threats. The results of this analysis, subsequently, explain how the company has come to this business decision. The research then proceeds to define Sunsweet’s current …
The Impact Of Transportation Infrastructure On Regional Economic Development-----Based On The Circumstance Of Yangtze River Delta Area, Xiaoyu Lian
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this article is to analyze the impact of transportation infrastructure investment on regional economic development in Yangtze River Delta Area, including three provinces and one city. To study the interrelationship between transport infrastructure and economic growth, we collected time series data for four regions from 2000 to 2019. Although there are some existing studies have explored the same topic, this paper has its own contribution because: ○1 it used different data and indicators for transportation and economy, ○2 it used different empirical approaches which are Granger Causality model, including panel unit root test and cointegration test. The …
ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ชัยทัตน์ พุทธเดช
ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ชัยทัตน์ พุทธเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีวัตถุประสงค์สามประการ นั่นคือ ประการแรก คือ เพื่อวิเคราะห์ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทย ประการที่สอง คือ เพื่อสรุปประเด็นกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นว่าควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ชาติต่อไป และประการสุดท้าย คือ เพื่อวิเคราะห์ระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงชาวไทยต่อการบรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างประชาชนชาวไทยที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจำนวน 403 คน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงประชาชนไทยที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติในการเป็นกรอบกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในระดับเห็นด้วยมาก และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้ง 6 ด้าน ในระดับเห็นด้วยน้อย โดยประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ผู้ยากจน และผู้ด้อยโอกาส และประเด็นเรื่องการปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ เป็นประเด็นที่กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงมีความคิดเห็นว่าควรได้รับการปรับปรุงมากที่สุด จากการทดสอบอิทธิพลของปัจจัยด้านภูมิหลังทางประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อระดับความเชื่อมั่นพบว่า ปัจจัยด้านอายุมีผลโดยตรงต่อระดับความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการทดสอบอิทธิพลของความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมความพอใจการทำงานของรัฐที่มีต่อระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียง พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมความพอใจการทำงานของรัฐมีผลโดยตรงต่อระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ความคิดเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์: กรณีศึกษา บริษัท ทรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด., สุพิชชา สิมาพันธ์
ความคิดเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์: กรณีศึกษา บริษัท ทรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด., สุพิชชา สิมาพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการเข้าถึงการสมัครงานผ่านแบบฟอร์มสมัครงานออนไลน์ : กรณีศึกษา ความเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์ของบริษัททรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด โดยกำหนดรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างประชากรทั้งหมด 180 คน ในรูปแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS ซึ่งวิธีการทางสถิติที่ผู้วิจัยหยิบมาใช้ได้แก่ วิธีการเชิงพรรณนา เช่น ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าความพึงพอใจด้านข้อมูลที่ประชาสัมพันธ์มีความเพียงพอไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ ความพึงพอใจด้านข้อมูลภาษาที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์เข้าใจได้ง่ายไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ และความพึงพอใจด้านข้อมูลที่ใช้ในประชาสัมพันธ์มีความน่าเชื่อถือไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
ความคุ้มค่าของการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรรัฐวิสาหกิจ: ศึกษากรณีโครงการนำร่องการจัดจ้างผู้สูงอายุช่วยปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Senior Ambassador - Asa), กล่าวขวัญ อดทน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษาความคุ้มค่าของโครงการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรรัฐวิสาหกิจ โดยใช้โครงการนำร่องการจัดจ้างผู้สูงอายุช่วยปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Senior Ambassador - ASA) ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นกรณีศึกษา งานวิจัยเสนอว่า ผู้ที่สนใจประเด็นความคุ้มค่าของโครงการจ้างงานผู้สูงอายุแบ่งการศึกษาเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ความคุ้มค่าต่อองค์กรและความคุ้มค่าต่อผู้สูงอายุ โดยผู้วิจัยใช้แนวคิดมูลค่าเพิ่ม (value added) และความคุ้มค่าด้านงบประมาณ ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าต่อองค์กร และแนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าต่อผู้สูงอายุ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานร่วมกับผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการ ข้อค้นพบจากงานวิจัยชิ้นนี้คือ การจ้างงานผู้สูงอายุในด้านองค์กรนั้นมีความคุ้มค่าเนื่องจากสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่งานบริการจากความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้สูงอายุ แต่ก็มีความไม่คุ้มค่าต่อองค์กรด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย ด้านการเรียนรู้ และด้านความอาวุโส ซึ่งความไม่คุ้มค่าเหล่านี้อาจบรรเทาได้ด้วยการวางคนให้เหมาะสมกับประเภทของงาน ในด้านของความคุ้มค่าของผู้สูงอายุ พบว่าการปฏิบัติงานของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการสร้างความคุ้มค่าทางด้านจิตใจจากการใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม และยังได้รับค่าตอบแทนเป็นรายได้และสวัสดิการ แต่อย่างไรก็ดีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ได้รับอาจไม่ถือได้ว่ามีความคุ้มค่าต่อสุขภาพของผู้สูงอายุเท่าที่ควร ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการจ้างงานผู้สูงอายุควรจัดสรรหน้าที่ให้เหมาะสมความสามารถและสมรรถภาพของผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อองค์กรและผู้สูงอายุ และเพื่อพัฒนาการจ้างงานผู้สูงอายุในระยะยาวองค์กรควรมีการพัฒนาระบบการจ้างงานและจัดสรรสวัสดิการให้เหมาะสมเพื่อรองรับการจ้างงานผู้สูงอายุที่จะมีมากขึ้นในปัจจุบัน
ความพึงพอใจของพนักงานภายในองค์การต่อนโยบายขององค์การสายการบินในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, อุไรพรรณ สถานานนท์
ความพึงพอใจของพนักงานภายในองค์การต่อนโยบายขององค์การสายการบินในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, อุไรพรรณ สถานานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษานโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทราบถึงความพึงพอใจของพนักงานที่มีต่อนโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 และศึกษาแนวทางการพัฒนานโยบายขององค์การสายการบิน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานภายใน บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีความพึงพอใจต่อนโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 โดยรวมอยู่ในระดับมาก พบว่าด้านลักษณะงาน มีความพึงพอใจต่อการมีโอกาสร่วมแสดงความคิดเพื่อแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 ด้านนโยบาย มีความพึงพอใจต่อการบริหารงานตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ของผู้บังคับบัญชาอยู่ในระดับมาก แต่ความพึงพอใจต่อนโยบายการลดค่าตอบแทน/ค่าเบี้ยขยันรายเดือนอยู่ในระดับน้อย ด้านค่าจ้างและสวัสดิการ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านสภาพแวดล้อม มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ในการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติงาน การใช้เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัยและถุงมือ กับการจัดสภาพแวดล้อมของหน่วยงานที่เอื้อต่อการทํางาน การส่งเสริมอาชีวอนามัยสุขภาพและความปลอดภัย อาทิ การเช็ดทำความสะอาดจุดสัมผัส การอบฆ่าเชื้อห้องโดยสาร ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน มีความพึงพอใจต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานอยู่ในระดับมาก รวมถึงความพึงพอใจที่มีต่อการสนับสนุนให้บุคลากรได้นำความรู้มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพงานที่รับผิดชอบ การทำกิจกรรมกลุ่มประจำสัปดาห์ การใช้ทักษะในการทำงานใหม่ๆอยู่เสมอ และด้านพฤติกรรมในการทำงาน มีความพึงพอใจทุกข้ออยู่ในระดับมาก
ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนกรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (Icao), เดชดิลก อัครพงษ์ภาคภูมิ
ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนกรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (Icao), เดชดิลก อัครพงษ์ภาคภูมิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือน กรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (ICAO) ชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามว่า การแก้ไขปัญหาด้านการกำกับดูแลการบินพลเรือนของไทยที่สืบเนื่องจากการถูกติดธงแดงในปี พ.ศ. 2558 เป็นไปอย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยใช้แนวคิดความล้มเหลวภาครัฐ ธรรมาภิบาลภาครัฐ และหลักนิรภัยการบิน ในการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวม 9 คน งานวิจัยชิ้นนี้ มีข้อค้นพบ คือ 1. ปัญหาหลักที่นำไปสู่การติดธงแดงโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) คือการที่หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) หรือกรมการบินพลเรือนในขณะนั้น ไม่แยกออกจากการเป็นผู้ให้บริการ (Operator) อย่างชัดเจน รวมทั้งกระบวนการออกใบอนุญาตยังประสบกับปัญหาความล้มเหลวภาครัฐและปัญหาธรรมาภิบาล เช่น การแสวงหาค่าเช่า (Rent-seeking) และความล่าช้าจากระบบราชการ (Red tape) 2. การแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนมีทิศทางที่เป็นไปอย่างยั่งยืนเนื่องจากเกิดการปฏิรูปหน่วยงานกำกับดูแลในระดับโครงสร้างองค์กร ทำให้ประเทศไทยมีหน่วยกำกับดูแลที่แยกเป็นอิสระจากหน่วยให้บริการ การปรับโครงสร้างดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนการออกใบอนุญาตที่รวดเร็วและตรวจสอบได้มากขึ้น และมีการจัดทำฐานข้อมูลที่เป็นระบบและอยู่ในรูปดิจิทัล อย่างไรก็ดี งานวิจัยพบว่า การปฏิรูประบบการกำกับดูแลกิจการการบินพลเรือนอาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อนิรภัยการบิน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ในตลาดการบินพลเรือนนอกเหนือจากระบบการกำกับดูแลของภาครัฐ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในด้านการจัดการด้านข้อมูล (Data) ในอนาคตที่จะมีจำนวนมากและที่ผ่านมามีการโจมตีจากภายนอกอยู่บ่อยครั้งจากการโจรกรรมทางไซเบอร์ อาจจะต้องมีการป้องกันและสำรองข้อมูลให้เหมาะสม และปัญหาการแสวงหาค่าเช่า (Rent-seeking) เนื่องจาก บุคลากรของสำนักการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยมีจำนวนมากจึงอาจจะเกิดช่องว่างในการแสวงหาค่าเช่าได้
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะที่ 1กรณีศึกษา : ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลบ้านปงและชุมชนบ้านปง 3 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, เกรียงไกร เตชะวรางกุล
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะที่ 1กรณีศึกษา : ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลบ้านปงและชุมชนบ้านปง 3 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, เกรียงไกร เตชะวรางกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับของความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลบ้านปงและชุมชนบ้านปง 3 ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะที่ 1 2) เพื่อศึกษารูปแบบ การก่อตัวและกระบวนการของความร่วมมือระหว่าง รพ.สต.และชุมชน 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับความร่วมมือ ได้แก่ ปัจจัยการรับรู้ปัญหาร่วมกัน ปัจจัยศักยภาพองค์การ ปัจจัยการสนับสนุนจากบุคคลหรือองค์การ ปัจจัยผู้นำชุมชน และปัจจัยความสัมพันธ์ที่มีมาแต่เดิม 2) การก่อตัวของความร่วมมือเกิดจากการรับรู้ปัญหาร่วมกันว่าโรคโควิด-19 เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน แต่ศักยภาพของ รพ.สต.และชุมชนไม่เพียงพอจึงต้องร่วมมือกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้นำชุมชน บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ บนพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีที่มีมานาน นอกจากนี้ยังพบว่าความไว้วางใจและความสัมพันธ์แบบเครือญาติยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความร่วมมือ 3) กระบวนการความร่วมมือ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) การเจรจา (2) การสร้างข้อตกลง (3) การดำเนินการ (4) การประเมินผล และ (5) การเสริมแรง ซึ่งการเสริมแรงเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่การศึกษานี้ได้ค้นพบ 4) รูปแบบความร่วมมือ เป็นความร่วมมือแบบภาครัฐและประชาชนร่วมกันดำเนินการ 5) ปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือ ได้แก่ ขาดแคลนทรัพยากรในการป้องกันโรค สมาชิกชุมชนขาดความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรคทำให้เกิดความตื่นตระหนก และผู้นำชุมชนขาดอำนาจตามกฎหมายในการรับมือกับโรคระบาด
ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในที่ทำงานกับความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, ณัฐณิชา ขยายแย้ม
ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในที่ทำงานกับความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, ณัฐณิชา ขยายแย้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับความเครียด และระดับความผูกพันต่อองค์กร รวมถึงเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเครียดในที่ทำงานและความผูกพันธ์ต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างข้าราชการตำรวจสังกัด สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 108 นาย สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพผู้วิจัยดำเนินการสัมภาษณ์โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 5 นาย จาก 5 กองกำกับการ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ช่วงอายุ 18 – 30 ปี จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ระยะเวลาในการทำงานที่สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติต่ำกว่า 5 ปี สถานภาพโสด รายได้ต่อเดือนอยู่ในช่วง 10,001 - 20,000 บาท 2) ข้าราชการตำรวจมีความเห็นเกี่ยวกับความเครียดในที่ทำงานด้านลักษณะงานอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก รวมถึงมีความเห็นเกี่ยวกับความเครียดในที่ทำงานอีก 4 ด้านได้แก่ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร ด้านโครงสร้างและบรรยากาศองค์กร ด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพ และด้านบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ ในระดับความเห็นด้วยน้อย 3) ข้าราชการตำรวจมีความเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กรในด้านการคงไว้ซึ่งสมาชิกภาพอยู่ในระดับเห็นด้วยน้อย ในส่วนของความเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กรอีก 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำงานเพื่อองค์กร และด้านการยอมรับเป้าหมายองค์กร มีระดับความเห็นด้วยมาก 4) ปัจจัยด้านเพศ อายุ ระยะเวลาในการทำงานที่สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ และรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กรที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับความเครียดในที่ทำงานในด้านลักษณะงาน และด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร มีอิทธิพลต่อระดับความผูกพันองค์กร
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้วัฒนธรรมองค์การกับทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์กรแห่งความสุขกรณีศึกษาสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, กรวรรณ ฟักสุบรรณ์
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้วัฒนธรรมองค์การกับทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์กรแห่งความสุขกรณีศึกษาสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, กรวรรณ ฟักสุบรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้วัฒนธรรมองค์การและทัศนคติเกี่ยวกับองค์กรแห่งความสุข รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้วัฒนธรรมองค์การกับทัศนคติเกี่ยวกับองค์กรแห่งความสุขของข้าราชการตำรวจในสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ การวิจัยในครั้งนี้เป็นเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการตำรวจทั้งหมดที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ (จำนวน 110 คน) ในขณะเดียวกันสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยดำเนินการสัมภาษณ์ โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากข้าราชการตำรวจที่เป็นตัวแทนของแต่ละตำแหน่งตั้งแต่ตำแหน่งผู้บังคับการจนถึงผู้บังคับหมู่จำนวน 6 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร เพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-30 ปี โดยมีรายได้อยู่ที่ 10,001-20,000 บาทต่อเดือน ปฏิบัติงานอยู่ในฝ่ายอำนวยการ และมีประสบการณ์ปฏิบัติงาน 12 ปีขึ้นไป 2) ข้าราชการตำรวจมีการรับรู้วัฒนธรรมองค์การในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และมีการรับรู้วัฒนธรรมองค์การแบบเครือญาติมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3) ข้าราชการตำรวจมีทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์กรแห่งความสุขในภาพรวมระดับปานกลางและมีทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์กรแห่งความสุขในด้านคุณธรรมและความกตัญญู (Happy Soul) มากที่สุด 4) การรับรู้วัฒนธรรมองค์การแบบปรับตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติเกี่ยวกับองค์กรแห่งความสุขในภาพรวมมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการรับรู้วัฒนธรรมองค์การด้านอื่นๆ
The Relationship Between Foreign Exchange Rates (Usd/Thb) And Financial Market Variables, Chitchanok Lertmongkol
The Relationship Between Foreign Exchange Rates (Usd/Thb) And Financial Market Variables, Chitchanok Lertmongkol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research was conducted to study the relationship between the USD/THB exchange rate and financial market variables. Which such variables are Thai Stock Exchange Index (SET), Dow Jones Industrial Index (DJI), Gold Spot Price and the central bank of the United States balance sheet (Federal Balance Sheet) using time series secondary data. From January 2009 to December 2019, the Ordinary Least Square (OLS) method was studied and the long-term equilibrium relationship was studied. (Cointegration) and short-term adaptation model (Error Correction Model: ECM). The results of the study showed that when using the least squares method to find the correlation of …
ที่มาและพลวัตของนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545, อนุวัตร จินตกสิกรรม
ที่มาและพลวัตของนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545, อนุวัตร จินตกสิกรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่องนี้มุ่งตอบคำถามที่ว่านโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545 มีกระบวนการก่อตัวและพัฒนาการของการดำเนินนโยบายในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร โดยใช้แนวคิดทฤษฎีการระบุปัญหาและการก่อตัวของนโยบาย และแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นแนวคิดหลักในการตอบคำถามวิจัยครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วยการเก็บข้อมูลจาก 2 ส่วน ได้แก่ การศึกษาวิจัยเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย จำนวน 11 คน ผลการศึกษา พบว่า ที่มาของนโยบายเกิดขึ้นมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานทหารกับประชาชนในพื้นที่สงวนหวงห้ามของทหารจังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงปี พ.ศ. 2532 ที่นำไปสู่การชูประเด็นปัญหาการบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินของรัฐเหนือปัญหาสิทธิในที่ดินของประชาชน และปัญหาการสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้การเกิดขึ้นของกลไก กบร. ยังเป็นการดึงอำนาจการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของประชาชนจากกลไกรัฐอื่น ๆ ที่มีอยู่เดิม มาอยู่ภายใต้กลไกของส่วนกลางที่ กบร. กำหนดขึ้น ในส่วนพลวัตของนโยบาย พบว่า การเปลี่ยนแปลงของนโยบายมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับรายละเอียดของเนื้อหาและขั้นตอนการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ของนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกลไกการพิสูจน์สิทธิในที่ดินซึ่งเป็นกลไกหลักของการแก้ไขปัญหา และเป็นกระบวนการที่มีปัญหาจำนวนมากในระดับปฏิบัติ ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายควรใช้โอกาสในการโอนย้ายหน่วยงานไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ทบทวนกระบวนทัศน์ในการดำเนินนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ที่ไม่ควรจำกัดอยู่แค่เพียงกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินเท่านั้น รวมถึงควรปรับปรุงแก้ไขมาตรการและแนวทางในการดำเนินงานที่ยังมีปัญหาอุปสรรคและความล่าช้าอยู่ในปัจจุบัน ให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันมากยิ่งขึ้น
นโยบายส่งเสริมการมีบุตร : กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์, ชุติมน สุขสวัสดิ์
นโยบายส่งเสริมการมีบุตร : กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์, ชุติมน สุขสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมา ลักษณะ และรูปแบบการดำเนินการของนโยบายส่งเสริมการมีบุตร ของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ 2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างของนโยบายทั้งสองประเทศ และ 3) เพื่อหาแนวทางปรับปรุงนโยบายที่เหมาะสมต่อบริบทประเทศไทยโดยใช้นโยบายจากประเทศสิงคโปร์เป็นต้นแบบ งานวิจัยนี้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยทางเอกสาร จากผลการศึกษาพบว่านโยบายของทั้งสองประเทศมีที่มา เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน โดยทั้งสองประเทศต่างต้องการเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ในกลุ่มพ่อแม่ที่มีความพร้อมในการมีบุตรซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของประชากร นอกจากนั้นทั้งสองประเทศยังได้เลือกวิธีและเครื่องมือเชิงนโยบายที่คล้ายคลึงกัน ผ่านการใช้มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร การส่งเสริมให้มีสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ปรับปรุงกฎหมายแรงงานเรื่องสิทธิการลาของพ่อและแม่ อย่างไรก็ตามทั้งสองประเทศมีแนวทางการดำเนินกิจกรรมที่แตกต่างกัน โดยกิจกรรมของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อสร้างและปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์จะมุ่งเน้นการจูงใจและให้ความช่วยเหลือในการเข้าถึงสวัสดิการที่มีอยู่แล้วแทน นอกจากนั้นจากการศึกษาพบว่านโยบายของประเทศสิงคโปร์มีความเป็นรูปธรรม ครอบคลุม คล่องตัว และมีการบูรณาการที่มากกว่านโยบายของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงสถาบันที่มีความได้เปรียบมากกว่า อาทิ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างไรก็ตามประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์มีปัจจัยเชิงแนวคิดที่คล้ายคลึงกันหลายประการ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยสามารถนำนโยบายส่งเสริมการมีบุตรจากประเทศสิงคโปร์มาเป็นต้นแบบในการปรับปรุงนโยบายให้เข้ากับบริบทของประเทศได้
ประสิทธิผลในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยได้รับทุนวิจัยจากหน่วยทุนวิจัย กรณีศึกษา : การส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัย โดยสำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โทน เวชชะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้นักวิจัยได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม และเพื่อนำผลการศึกษาไปพัฒนาแนวทางการดำเนินงานของสำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยให้ได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และคัดเลือกผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผู้ให้สัมภาษณ์ได้แก่อาจารย์หรือนักวิจัย สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์และพันธกิจแหล่งทุน สำนักบริหารวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากแหล่งทุน ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ได้ถูกวิเคราะห์และนำเสนอในรูปแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยได้รับทุนวิจัยจากหน่วยทุนวิจัย ได้แก่ 1. ปัจจัยด้านลักษณะขององค์การ 2. ปัจจัยด้านลักษณะของสภาพแวดล้อมภายนอกและสภาพแวดล้อมภายใน 3. ปัจจัยด้านนโยบายการบริหารและการปฏิบัติงาน และ 4. ปัจจัยด้านหลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอโครงการของแหล่งทุน โดยปัจจัยที่ 1 – 3 จะส่งผลต่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์หรือนักวิจัยสามารถที่จะเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับสนับสนุนทุนจากหน่วยทุนวิจัย ส่วนปัจจัยที่ 4 จะเป็นกรอบให้อาจารย์หรือนักวิจัยเขียนข้อเสนอโครงการให้ครบถ้วนตามที่แหล่งทุนกำหนด
ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข, ธัญจิรา เพ็ญสิริกุล
ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข, ธัญจิรา เพ็ญสิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาการดำเนินการ และเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนา ปรับปรุงการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการ โดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยวิจัยศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) ในเขตพื้นที่นำร่อง เขตสุขภาพที่ 6 (จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว สมุทรปราการ) และดำเนินการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ในมุมมองของผู้บริหารส่วนกลางที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางแผนและยุทธศาสตร์แบบ Top-down และผู้บริหารและผู้ปฏิบัติส่วนภูมิภาคที่เกี่ยวข้องในการวางแผนและยุทธศาสตร์แบบ bottom-up จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าสำหรับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข ผู้ให้สัมภาษณ์มีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพในระดับปานกลางหรือพอใจในระดับนึง เนื่องจากการมีจุดแข็งของเขตสุขภาพเป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายบริการให้ไร้รอยต่อมากขึ้น นำไปสู่การตอบสนองความต้องการในพื้นที่ได้รวดเร็วมากขึ้น มีการปรับปรุงกระบวนการของการผลิตอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการตามบริบทพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม มีการปรับเกลี่ยกำลังคนเกิดความคล่องตัวขึ้น ทิศทางระบบบริหารจัดการตอบสนองการพัฒนาบริการในพื้นที่เกิดความต่อเนื่องและเกิดความก้าวหน้าด้านบริการที่มีมากกว่าเดิม อย่างไรก็ดี ยังมีจุดอ่อนของความล่าช้าในระบบราชการ กฎระเบียบที่ไม่ทันสมัย และการกระจายอำนาจที่ยังไม่เบ็ดเสร็จแท้จริง กรอบกำลังคนไม่สัมพันธ์กับภาระงานจริง และข้อมูลที่มียังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงสรุปได้ว่ามีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งทั้งในมิติมีความเท่าเทียม รวดเร็วทันเวลา เพียงพอเหมาะสม เกิดความต่อเนื่อง แต่ยังมีความก้าวหน้าที่ยังต้องพัฒนาให้เกิดความเหมาะสมต่อการตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการเชิงพื้นที่ในประเด็นจุดอ่อนที่กล่าวถึงนี้ต่อไป
ประสิทธิภาพและความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ: กรณีศึกษา แอพพลิเคชั่น Rama App ของโรงพยาบาลรามาธิบดี, ปารมี จารุพันธ์
ประสิทธิภาพและความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ: กรณีศึกษา แอพพลิเคชั่น Rama App ของโรงพยาบาลรามาธิบดี, ปารมี จารุพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การ ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 370 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 5 คน สำหรับผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่นมีความคิดเห็นว่าการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การสามารถลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน และทำให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงปริมาณงาน รวมถึงช่วยลดภาระงานของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจน สามารถลดระยะเวลาในการใช้บริการที่โรงพยาบาล อีกทั้งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2) กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี มีความพึงพอใจทุกฟังก์ชั่นของแอพพลิเคชั่น Rama App ในระดับมาก โดยพบว่ามีความพึงพอใจฟังก์ชั่น “คัดกรอง COVID-19” มากที่สุด และมีความพึงพอใจฟังก์ชั่น “แผนที่” น้อยที่สุด
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), พิชาพัทธ์ ปิยเรืองวิทย์
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), พิชาพัทธ์ ปิยเรืองวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้านที่มีปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่บ้าน และ 4) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ประจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่ปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) จำนวน 320 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน อยู่ในระดับมาก 2) เพศ อายุ ระดับการศึกษา ลักษณะงาน สภาพความเป็นอยู่ และสถานที่ปฏิบัติงานในระหว่าง WFH แตกต่างกันมีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน คือ ปัจจัยด้านความสุขในการปฏิบัติงานที่บ้าน ปัจจัยด้านการสนับสนุน ปัจจัยด้านการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ และปัจจัยด้านความง่ายในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่บ้าน ทั้ง 4 ปัจจัยมีความเชื่อมโยงกับ 3 องค์ประกอบในการปฏิบัติงานที่บ้าน ได้แก่ 1. ด้านองค์กร ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการสนับสนุน และปัจจัยด้านความง่ายในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่บ้าน 2. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ โดยระดับการกระจายอำนาจขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันความไว้วางใจที่หัวหน้างานมีให้แก่ลูกน้องถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จ 3. ด้านตัวบุคคล โดยความสุขในการปฏิบัติงานที่บ้านมีผลต่อประสิทธิภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของบ้านและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
The Relationship Between Social Media Influencers And Travel Intention Of Thai People During Covid-19, Teeraporn Rotjanasiripong
The Relationship Between Social Media Influencers And Travel Intention Of Thai People During Covid-19, Teeraporn Rotjanasiripong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The coronavirus pandemic has decreased the number of traveler of Thai people. As a part of marketing to help tourism industry, social media influencers become an important marketing tools on tourism segment to raise brand awareness and increase the number of people to travel. This research would like to study the relationship on social media influencers and other variable that relate to the travel intention of Thai people during the Covid-19 The survey collects 322 respondents from four generations of Thai people who intend to travel within Thailand. The method of research uses quantitative research collecting primary data by using …
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ Work From Home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, ประภาสี โพธิปักขิย์
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ Work From Home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, ประภาสี โพธิปักขิย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19” มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ และแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ 2) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ และ 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ ประชากร คือ พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Samples T-Test และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่อยู่ในระดับมาก และ ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่อยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เท่ากับระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ 3) ปัจจัยด้านความเชื่อใจไว้วางใจ ปัจจัยด้านความคาดหวังในความพยายาม และ ปัจจัยด้านอิทธิพลทางสังคม มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่
ปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลเเละบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านเเหลม จังหวัดเพชรบุรี, ทียารัชต์ นิลนัครา
ปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลเเละบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านเเหลม จังหวัดเพชรบุรี, ทียารัชต์ นิลนัครา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาว่าปัจจัยใดที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง 2) ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลนำไปใช้ในการพัฒนานักงานส่วนตำบลและบุคลากรในสังกัดให้รู้จักพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 80 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ส่วนสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) คือ สถิติการการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) การทดสอบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Independent Samples) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way Anova) พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความต้องการในการพัฒนาตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับมากและมีแรงจูงใจอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากด้วย การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงาน การสอบเข้ารับราชการและระดับการศึกษามีผลต่อความต้องการในการพัฒนาตนเองของพนักงานส่วนตำบลและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีส่วนตำบลและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05
ปัจจัยที่พัฒนาเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี, สโรชินี เตียวธนโชติ
ปัจจัยที่พัฒนาเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี, สโรชินี เตียวธนโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่พัฒนาการเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยสองประเด็น ประเด็นแรกเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรมประเด็นที่สองเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรม ผลการศึกษาพบว่า คือ กลุ่มเกษตรกรได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดี มีความเห็นว่าปัจจัยการตลาดเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดและในยุคปัจจุบันเทคโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้กับการเกษตรถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ปัจจัยรองลงมาคือปัจจัยเรื่องการบริหารงานส่งเสริมการเกษตรให้ภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมีการบูรณาการร่วมกันในการส่งสริม ปัจจัยที่มีผลน้อยที่สุดคือปัจจัยส่วยบุคคล กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดี แต่ได้รางวัลรับรองมาตราฐานอื่นๆนั้นมีมุมมองความคิดที่ต่างจากกลุ่มเกษตรกรได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดีโดยให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารงานส่งเสริมของภาครัฐมากกว่าเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม คณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จังหวัดราชบุรี มองว่าภาคการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการและช่วยกันการส่งเสริมพัฒนาโดยต้องช่วยเกษตรกรในเรื่องการตลาดและเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเกษตรกรได้มากในการพัฒนาการเกษตรเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ข้อเสนอแนะจากการวิจัย การบริหารงานส่งเสริมการเกษตรให้เกิดการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรมนั้นภาครัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการตลาดมากขึ้นเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกษตรกรให้ความสำคัญและยังมองว่าปัจจุบันยังคงเป็นปัญหา
ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ กรณีศึกษา งานสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร, สโรชา สาตร์บำรุง
ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ กรณีศึกษา งานสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร, สโรชา สาตร์บำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ซี่งกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือผู้ใช้งานระบบ จำนวน 567 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ด้วยสถิติหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ T-Test สถิติ One-Way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพคือผู้ใช้งานระบบ จำนวน 8 คน ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและแปรผลโดยการวิเคราะห์จากเนื้อหา จากนั้นจะนำผลของทั้งสองวิธีมาเปรียบเทียบกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการยอมรับของผู้ใช้งานอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การใช้ระบบ ที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ใช้งานมีระดับการยอมรับระบบที่แตกต่างกัน แต่สำหรับสถานภาพในการทำงาน ในการวิจัยเชิงปริมาณพบว่าไม่มีผล แต่การวิจัยเชิงคุณภาพพบว่ามีผล 3) ปัจจัยหลัก ได้แก่ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือของระบบ และการสนับสนุนจากองค์กร เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับของผู้ใช้งาน ส่วนการรับรู้ประโยชน์ของการใช้งาน ในเชิงปริมาณพบว่าไม่มีผล แต่ในเชิงคุณภาพพบว่ามีผล 4) ในการพัฒนาระบบ ต้องคำนึงถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ให้ข้อมูลวิธีใช้งานอย่างง่ายและข้อมูลด้านความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ ประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของระบบ ตลอดจนผลักดันให้องค์กรของผู้ใช้สนับสนุนระบบ
ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว, ทิพย์ชนก เสนผดุง
ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว, ทิพย์ชนก เสนผดุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านองค์กรกับความผูกพันต่อองค์กรและการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการข้าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรกรมการข้าวส่วนกลาง จำนวน 186 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติโดยวิธีหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยสถิติ t-test สถิติ F-test และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลใดที่มีผลต่อความผูกพันมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ประสบการณ์ในการทำงาน รองลงมาคือ เพศ และระดับการศึกษา ตามลำดับ (2) ข้อมูลความคิดเห็นของปัจจัยด้านองค์กร ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ด้านความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ด้านการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน ด้านการได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถผู้ปฏิบัติงาน ด้านการกระจายอำนาจ และด้านสวัสดิการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากได้แก่ ด้านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ด้านการทุ่มเทในการปฏิบัติงาน และด้านความต้องการในการทำงานอย่างยาวนานโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากเช่นกัน (3) ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันที่ประกอบไปด้วย เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานนั้น ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 (4) ปัจจัยทางด้านองค์กร เช่น ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน การมีส่วนร่วมในการบริหารงาน การได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถผู้ปฏิบัติงาน การกระจายอำนาจ และสวัสดิการ มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กร ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05
ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันธ์ในองค์การของบุคลากร: กรณีศึกษาสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, คนธรัตน์ อ้นขวัญเมือง
ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันธ์ในองค์การของบุคลากร: กรณีศึกษาสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, คนธรัตน์ อ้นขวัญเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในองค์การของบุคลากร กรณีศึกษา : สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษาถึงระดับความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร และปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร โดยกลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ พนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยในสายงานด้านความปลอดภัยทางการบินพลเรือน ด้านการรักษาความปลอดภัย การกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการบิน จำนวน 157 คน และใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีความเป็นอิสระต่อกัน (Independent Sample T-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) และการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และช่วงอายุอยู่ส่วนใหญ่ ได้แก่ กลุ่มคนช่วงอายุ 31 – 40 ปี สถานภาพส่วนใหญ่แล้วมีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีอายุงานส่วนใหญ่อยู่ที่ 3 ปี ในส่วนของการวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์การของบุคลากร สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พบว่ามีระดับความผูกพันต่อองค์การอยู่ในระดับมาก และการพิจารณาถึงปัจจัยที่ทำให้บุคลากรมีความรู้สึกผูกพันต่อองค์การ ได้แก่ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ เป็นปัจจัยที่บุคลากรให้ความสำคัญมาก ในส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การที่มีความสัมพันธ์กับผลของความผูกพันต่อองค์การของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้แก่ ได้แก่ ปัจจัยวัฒนธรรมหรือจุดมุ่งหมายขององค์การ ลักษณะงานที่ปฏิบัติ ค่าตอบแทน และคุณภาพชีวิต
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการ: กรณีศึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ณัฐชา สังข์แป้น
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการ: กรณีศึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ณัฐชา สังข์แป้น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่อิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเพื่อศึกษาแนวโน้มการตัดสินใจโอนออกจากส่วนราชการของข้าราชการสังกัด สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 155 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และ การสัมภาษณ์ข้าราชการที่เคยสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 คน และนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ โดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ โดยผลการศึกษา พบว่า 1) ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีระดับคุณภาพชีวิตการทำงาน โดยรวมอยู่ในระดับดี 2) ปัจจัยคุณภาพชีวิตการทำงาน ด้านค่าตอบแทนที่มีความเป็นธรรมและเพียงพอ ด้านลักษณะงานที่ตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรม และด้านความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานโดยส่วนรวม มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ภูมิลำเนา รายได้ต่อเดือน รายจ่ายต่อเดือน สำนัก/กองที่สังกัด และระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), พิณนภา เพชรศิริ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), พิณนภา เพชรศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาระดับการรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้วิจัยได้เลือกใช้การวิจัยเชิงสำรวจด้วยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษากับพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จำนวน 288 คน และใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วยการบรรยายในลักษณะค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ด้วยการใช้ T-test และการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่าการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้แก่ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร คือ ด้าน Accountability และปัจจัยด้านสื่อ คือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวะกรรม : กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย, วรินทร การเดิม
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวะกรรม : กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย, วรินทร การเดิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม ของหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม ของหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสายงานวิศวกรรมที่ลาออกจากหน่วยงาน และพนักงานสายงานวิศวกรรมที่ลาออกจากหน่วยงาน ผลการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จากการสัมภาษณ์ พบว่าสาเหตุของการลาออกของผู้บริหารสายงานวิศวกรรมและพนักงานสายวิศวกรรม มีประเด็นหลัก 5 ประเด็น คือ 1. ด้านความน่าสนใจในงาน/ด้านลักษณะงานในการบริหารงาน 2. ด้านความสัมพันธ์ต่อผู้บังคับบัญชา 3. ด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ 4. ด้านนโยบายและการบริหารงาน 5. ด้านโอกาสและความก้าวหน้าในสายงาน จากผลการศึกษาในครั้งนี้ หน่วยงานสามารถนำผลการศึกษามาเป็นแนวทางในการวางแผนและปรับปรุงแผนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรักษาพนักงานสายงานวิศวกรรมให้คงอยู่ในหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
The Relationship Of Agricultural Growth, Price, Wages And Poverty Reduction Of Thai Rice Farmers, Pitcha Pongpanstaporn
The Relationship Of Agricultural Growth, Price, Wages And Poverty Reduction Of Thai Rice Farmers, Pitcha Pongpanstaporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years Thai population has increased year by year, this would also increase the demand for food as well. The sources of those foods come from agriculture. Agricultural production has been a great interest to economists studying the process of development and growth. There are many types of agricultural productivity which are interesting, I would like to focus specifically on rice which is the major economic crop in Thailand and have the largest farm area. The objective of this study is to study the relationship of agricultural growth by considering the relationship between productivity with price, wage and poverty …
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) กรณีศึกษา : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), พิชชาพร สงวนศักดิ์โยธิน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) กรณีศึกษา : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), พิชชาพร สงวนศักดิ์โยธิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้ออนไลน์ กฟผ. หรือ EGAT Learning Space (ELS) 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาบุคลากรผ่านระบบ ELS ผู้วิจัยใช้การดำเนินการวิจัย 2 รูปแบบ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงาน กฟผ. ที่ผ่านการฝึกอบรมในระบบ ELS จำนวน 409 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ย 1 กลุ่มตัวอย่างกับค่าทดสอบ การทดสอบค่าเฉลี่ยของ 2 กลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวเพื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในประชากร 3 กลุ่มขึ้นไป และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เครื่องมือในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงาน กฟผ. ที่มีประสบการณ์การฝึกอบรมในระบบ ELS จำนวน 10 คน และวิเคราะห์เนื้อหาพร้อมเขียนสรุปผลในเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้ออนไลน์ กฟผ. หรือ EGAT Learning Space (ELS) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS ไม่แตกต่างกัน 3) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้เข้าอบรมมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS 4) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS