Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Sociology (801)
- Environmental Studies (777)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- International and Area Studies (465)
- Asian Studies (460)
- Library and Information Science (458)
- Economics (447)
- Demography, Population, and Ecology (429)
- Political Science (421)
- Science and Technology Studies (292)
- Psychology (257)
- International Relations (255)
- Engineering (217)
- Civil and Environmental Engineering (216)
- Environmental Sciences (216)
- Physical Sciences and Mathematics (216)
- Social Justice (147)
- Criminology (144)
- Legal Studies (118)
- Criminology and Criminal Justice (79)
- Linguistics (45)
- Law (40)
- Legal Theory (39)
- International Economics (32)
- Finance (31)
- Health Economics (27)
- Keyword
-
- Thailand (20)
- ห้องสมุดมหาวิทยาลัย (11)
- Water quality (7)
- Heavy metals (5)
- University Libraries (5)
-
- Adsorption (4)
- Climate change (4)
- Lead (4)
- Northern Thailand (4)
- Risk management (4)
- รัฐธรรมนูญ (4)
- Air pollution (3)
- Arsenic (3)
- Bangkok (3)
- Greenhouse gas (3)
- Health (3)
- Human rights (3)
- Indonesia (3)
- Mining (3)
- Nigeria (3)
- PM10 (3)
- Rice husk (3)
- Surfactant (3)
- University libraries (3)
- Vietnam (3)
- Volatile organic compounds (3)
- Vulnerability (3)
- การพัฒนาอย่างยั่งยืน (3)
- ความร่วมมือ (3)
- สื่อสังคม (3)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 2191 - 2220 of 7208
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
ที่มาทางสังคมของนโยบายสาธารณะ : บทสำรวจแนวความคิดและการประยุกต์ใช้, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์
ที่มาทางสังคมของนโยบายสาธารณะ : บทสำรวจแนวความคิดและการประยุกต์ใช้, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้อภิปรายปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อนโยบายสาธารณะ ในเบื้องแรก ความขัดแย้งระหว่างปัจเจกชนและกลุ่มหลากหลายเป็นเหตุปัจจัยของนโยบายสาธารณะที่ช่วยจัดการความขัดแย้งนั้น และความขัดแย้งบางอย่างในสังคมมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งส่งสัญญาณความจำเป็นของนโยบายสาธารณะ กลุ่มที่หลากหลายก็แข่งกันผลักดันสาระของนโยบายสาธารณะตามที่ตนต้องการ สังคมต้องการนโยบายสาธารณะเพื่อตอบสนองการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมและปัญหาของความไม่เท่าเทียมที่มักจะมาจากระบบของการแบ่งแยกชนชั้น และปัญหาสังคมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตัดสินรูปลักษณะของนโยบายสาธารณะ โดยที่ปัญหาสังคมนั้นมีความละเอียดอ่อน หรือไม่คงที่ ซึ่งหมายถึงว่าคนในสังคมมีมุมมองที่แตกต่างหลากหลายเกี่ยวกับปัญหาสังคม ดังนั้นการนิยามปัญหาและประเด็นทางสังคมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวทิศทางและสาระของนโยบาย คุณค่าและแนวความคิดล้วนมีที่ทางอยู่ในมุมมองต่อปัญหาสังคม บางคุณค่าและแนวความคิดครอบงำการนิยามประเด็นปัญหา ซึ่งก็จะกลายเป็นตัวการกำหนดสาระและทิศทางของนโยบายสาธารณะไปโดยปริยาย และสุดท้าย ความความคิดเห็นสาธารณะและผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งมีความหมายในตัวเองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ก็เป็นตัวการกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะอย่างมากได้ทั้งสองอย่าง
Ai กับการบริหารงานบุคคล, ชญานุช จาตุรจินดา
Ai กับการบริหารงานบุคคล, ชญานุช จาตุรจินดา
Journal of Social Sciences
บทความเรื่องนี้กล่าวถึงบทบาทของ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ ในการนำมาใช้ในงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยกล่าวถึงวงจรชีวิตของ AI ในกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์และประเด็นท้าทายในการนำ AI เข้ามาใช้ในแต่ละช่วงของวงจรชีวิตไปจนถึงการนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือทำหน้าที่ช่วยเหลือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในกระบวนการทำงานตั้งแต่การรับสมัครพนักงานและคัดกรองผู้สมัคร การสัมภาษณ์ การจัดการสวัสดิการ การพัฒนาศักยภาพของพนักงาน การจัดทำเงินเดือน ไปจนถึงการประเมินผลการปฏิบัติงาน และการเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงาน อย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดบางประการที่ AI ยังไม่สามารถทำหรือมีเทียบเท่ามนุษย์ได้ เช่น ทักษะทางด้านอารมณ์ (soft skills) แม้ในท้ายที่สุดต้องยอมรับว่ากิจกรรมหรืองานบางอย่าง AI ควรเข้ามาแทนที่มนุษย์ เพื่อความสะดวกและความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามก็ยังมีกิจกรรมหรืองานบางอย่างที่ AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้ แต่กำเนิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเหลือการทำงานของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น
การสำรวจเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในประเทศไทย, ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, ชัยณรงค์ เครือนวน, จิตรา สมบัติรัตนานันท์
การสำรวจเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในประเทศไทย, ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, ชัยณรงค์ เครือนวน, จิตรา สมบัติรัตนานันท์
Journal of Social Sciences
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพและวิพากษ์องค์ความรู้ทางด้านทฤษฎีเกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในปัจจุบัน รวมถึงจะเสนอแนะประเด็นวิจัยและวิธีวิทยาหลักในการขับเคลื่อนการวิจัยในอนาคต ระเบียบวิธีวิจัยที่จะใช้เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงวิพากษ์ ผลการศึกษาพบว่ามีแนวคิดเชิงทฤษฎีดังกล่าวทั้งหมด 5 แนวคิด คือ แนวคิดท้องถิ่นนิยมกระแสหลัก แนวคิดท้องถิ่นนิยมแบบใหม่ แนวคิดท้องถิ่นนิยมทวนกระแส แนวคิดทฤษฎีการเลือกสาธารณะ และแนวคิดระดมมวลชนมีส่วนร่วม เมื่อวิพากษ์ทฤษฎีกระจายอำนาจทั้ง 5 แนวคิด จะพบว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อนด้วยกันทั้งหมด การวิจัยเพื่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในอนาคตควรบูรณาการประเด็นวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบสถาบันทางการปกครอง การสร้างระบบบริหารจัดการงานสาธารณะโดยเครือข่ายชุมชน การเสริมสร้างสมรรถนะของชุมชน การกระจายอำนาจการคลังท้องถิ่น และการพัฒนาระบบบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ส่วนวิธีวิทยาในการวิจัยเพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในอนาคตควรใช้แนวการวิจัยเชิงสหวิทยาการแบบข้ามพ้นสาขา
การศึกษาวิจัยกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่, ศิริรักษ์ สิงหเสม, วสันต์ เหลืองประภัสร์, ภัทรวุฒิ เฉยศิริ
การศึกษาวิจัยกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่, ศิริรักษ์ สิงหเสม, วสันต์ เหลืองประภัสร์, ภัทรวุฒิ เฉยศิริ
Journal of Social Sciences
ความพยายามให้เกิดการบริหารจัดการสาธารณภัยอย่างเป็นระบบเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลวางแนวทางไว้ในการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ. 2545 และนำไปสู่การก่อตั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยมีภารกิจหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บท วางมาตรการ ส่งเสริมสนับสนุน การป้องกัน บรรเทาและฟื้นฟูจากสาธารณภัย บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหากลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่และเสนอตัวแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม จากการวิจัยกรณีศึกษา 8 จังหวัด พบข้อจำกัดของการบริหารจัดการทั้งในแง่ระบบงาน กลไก และโครงสร้าง ผลการศึกษานำมาซึ่งข้อเสนอในการกำหนดกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ และรูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอ โดยรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ตามหลักการบริหารจัดการเป็นรูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ เพราะมีความชัดเจนในโครงสร้างการตอบสนองภารกิจเชิงความเชี่ยวชาญและฐานะของหน่วยงานเชิงอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรูปแบบใดดีที่สุดเพราะการประยุกต์ใช้ยังเกี่ยวพันกับสภาพพื้นที่และการเข้าถึง ลักษณะสาธารณภัย ประชากรและขอบเขตการปกครอง และศักยภาพของเครือข่าย นอกจากนี้การประยุกต์ใช้ยังต้องอาศัยขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติด้วย นำไปสู่ข้อเสนอแนะว่าขีดความสามารถของผู้จัดการสาธารณภัยเป็นเงื่อนไขของการพัฒนาการบริหารจัดการสาธารณภัย
มิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง และเศรษฐกิจของเมียนมา (ค.ศ. 2007-2015), ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร
มิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง และเศรษฐกิจของเมียนมา (ค.ศ. 2007-2015), ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยศึกษามิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจของเมียนมา ใน 3 ด้าน ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบการอภิบาลประชาธิปไตย และกระบวนการสันติภาพและการเจรจาปรองดอง ตลอดจนวิเคราะห์บริบทระหว่างประเทศและตัวแสดงภายนอก ได้แก่ รัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ว่ามีบทบาทและอิทธิพลต่อกระบวนการประชาธิปไตยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 ถึง ค.ศ. 2015 หรือไม่ อย่างไร โดยอาศัยการศึกษาเรื่องกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) และการสถาปนาความมั่นคงสถาพรของระบอบประชาธิปไตย (democratic consolidation) เป็นกรอบความคิดสำคัญ การเปลี่ยนผ่านและกระบวนการประชาธิปไตยของเมียนมาถูกริเริ่ม ขับเคลื่อน และยังคงครอบงำโดยรัฐบาลทหารและกองทัพ อีกทั้งการพัฒนาประชาธิปไตยเข้มแข็ง จะยังคงขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์และความจริงจังของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพ และความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นตัวแสดงภายนอกจึงมีอิทธิพลอย่างจำกัดในการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของเมียนมา อย่างไรก็ดี งานวิจัยพบว่าตัวแสดงภายนอกยังสามารถสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปประเทศที่สำคัญและจำเป็นต่อการวางรากฐานเพื่อการมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในเมียนมาได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาเชิงสถาบันและการพัฒนาท้องถิ่น
ความเชื่อในวิทยาศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ในความเชื่อ : ความเป็นไปของสภาพอากาศกับการปะทะกันของอำนาจในคำพยากรณ์, วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
ความเชื่อในวิทยาศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ในความเชื่อ : ความเป็นไปของสภาพอากาศกับการปะทะกันของอำนาจในคำพยากรณ์, วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
Journal of Social Sciences
แม้ว่าการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตสมัยใหม่ของผู้คนทั่วไปจะมีคำพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยากำกับแนวเป็นทาง ทว่า เหตุใดเหล่าพ่อค้าแม่ขายในตลาดนัดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครกลับปฏิเสธคำพยากรณ์ดังกล่าวของทางการและหันไปเชื่อถือปากคำของเจ้าเข้าทรงคนหนึ่งซึ่งช่วยบอกพวกเขาว่าสภาพอากาศในแต่ละวันจะเป็นอย่างไรแทน บทความพยายามตอบคำถามนี้ผ่านการแกะรอยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและให้ข้อเสนอว่าการหันไปเชื่อถือคำพยากรณ์อากาศของเจ้าเข้าทรงเป็นหนทางที่ผู้ค้าในตลาดนัดเข้าถึงอำนาจในอีกวิถีหนึ่งสำหรับต่อสู้ดิ้นรนกับกรงขังของความรู้ อันถูกสร้างขึ้นจากปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และสิทธิอำนาจของหน่วยงานทางการ อีกทั้งยังครอบทับความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพวกเขา นอกจากนี้บทความยังอภิปรายมุมมองเชิงแนวคิดและทฤษฎีผ่านการทำงานภาคสนามและการทบทวนวรรณกรรมเพื่อชี้ให้เห็นถึงรูปลักษณ์อันผสมผเสของสิ่งต่าง ๆ อันนำไปสู่คำพยากรณ์อากาศทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงความเชื่อเหมือน ๆ กัน
Fear Appeals For Increasing Intentions To Have Colorectal Cancer Screening Among High-Risk Adults: Moderating Role Of Tripartite Self-Construal, Suprapa Sa-Ngasri
Fear Appeals For Increasing Intentions To Have Colorectal Cancer Screening Among High-Risk Adults: Moderating Role Of Tripartite Self-Construal, Suprapa Sa-Ngasri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Colorectal cancer (CRC) is considered a threat to life. Early detection is key to effective treatment. Fear appeal is one of the most famous techniques to persuade people to uptake CRC screening. This current study attempted to replicate the congruent effect of cultural orientation at an individual level and fear message types. A 3 (self-construal) x 2 (self-threatened versus family-threatened) factorial research design was employed to examine the effect of tripartite self-construal and the types of fear message on the perceived threat, feelings of fear, attitude and intention toward CRC screening among Thais. One hundred and thirty-three adults aged between …
Storytelling Techniques, Social Media Strategies, And Tourism Destination Images Of Thailand By Chinese Douyin Content Creators, Xuanrui Xiao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the storytelling techniques, social media strategies, and tourism destination images of Thailand by ten famous Chinese Douyin content creators. Two qualitative approaches conduct to obtain data. A narrative analysis examines the storytelling techniques of Douyin content creators, and the tourism destination images of Thailand portrayed by them. An in-depth interview is conducted to examine the social media strategies of Chinese Doyin content creators and tourism destination images of Thailand held in their minds. As a result, fifty vlogs are collected and analyzed to obtain 20 attributes under three categories of storytelling techniques and 8 attributes of tourism …
แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านแรงงานฝีมือทักษะสูง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, นรเศรษฐ์ คำบำรุง
แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านแรงงานฝีมือทักษะสูง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, นรเศรษฐ์ คำบำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านแรงงานทักษะฝีมือสูง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความท้าทายด้านการพัฒนาแรงงานทักษะฝีมือสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2) เพื่อหาแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนาแรงงานทักษะฝีมือสูงให้มีความรวดเร็วและได้จำนวนเพียงพอต่อความต้องการ การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านแรงงานฝีมือทักษะสูงโดยตรง จำนวนทั้งสิ้น 17 คน แบ่งเป็น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจ้าง/ใช้แรงงานฝีมือทักษะสูง (4 คน) กลุ่มผู้พัฒนาแรงงานฝีมือทักษะสูง (7 คน) กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ (6 คน) ผลการศึกษาพบว่า 1) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ต้องการแรงงานฝีมือทักษะสูงด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน การออกแบบสร้างสรรค์และปรับปรุงกระบวนการทำงาน และทักษะเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติสมัยใหม่ ซึ่งแรงงานในส่วนนี้ยังไม่ได้รับตอบสนองด้านการพัฒนาทักษะฝีมือได้อย่างรวดเร็วทันท่วงทีตามความต้องการของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 2) การพัฒนาแรงงานฝีมือทักษะสูงยังคงมีความท้าทายในหลายด้าน ซึ่งส่งผลต่อจำนวน คุณภาพ และความรวดเร็วในการพัฒนาที่ส่งผลต่อความสามารถด้านการแข่งขันขององค์กร โดยมีอุปสรรคจากการจัดสรรงบประมาณและการสนับสนุนที่ไม่ทั่วถึง ทำให้ระยะเวลาและจำนวนแรงงานที่ได้รับการพัฒนาทักษะขั้นสูงไม่ตรงตามจำนวนความต้องการของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
กระบวนการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยของกรมการท่องเที่ยว กรณีศึกษา โฮมสเตย์ในจังหวัดเชียงใหม่, จรัญญา เมืองถ้ำ
กระบวนการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยของกรมการท่องเที่ยว กรณีศึกษา โฮมสเตย์ในจังหวัดเชียงใหม่, จรัญญา เมืองถ้ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมแนวทางการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยและปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการสมัครเข้าร่วมการตรวจประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย เพื่อเสนอแนวทางพัฒนากระบวนการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้ตอบสนองการท่องเที่ยวในยุควิถีใหม่ พื้นที่ศึกษาของงานวิจัยนี้คือจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกรมการท่องเที่ยว ผู้บริหารจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกกลุ่มโฮมสเตย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน สมาชิกโฮมสเตย์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เคยเข้าพักโฮมสเตย์ที่ได้รับการรับรองและนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าพักโฮมสเตย์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน เนื่องจากการมีส่วนร่วมของชุมชนมีส่วนทำให้เกิดมาตรฐานในการดำเนินการ และเมื่อโฮมสเตย์เข้าสู่มาตรฐานเป็นการยกระดับโฮมสเตย์ให้มีคุณภาพในการให้บริการ ในขณะเดียวกันมีการดำเนินการการมีส่วนร่วม ในการดำเนินการท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ของชุมชนอยู่แล้ว และภาครัฐได้เข้าไปช่วยสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพ สร้างทักษะให้กับชุมชนในการให้บริการหรือสร้างจุดขายของโฮมสเตย์ ซึ่งพบว่ามีแนวทางที่เหมาะสม แต่ยังต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อ สร้างการรับรู้ถึงมาตรฐานโฮมสเตย์ และเผยแพร่สร้างความเข้าใจให้แก่นักท่องเที่ยวและโฮมสเตย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงพัฒนาด้านองค์ความรู้ของบุคลากรในการเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทั้งโฮมสเตย์ในการเข้าสู่มาตรฐานและนักท่องเที่ยวในการเลือกเดินทางท่องเที่ยวในโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานซึ่งจะเป็นสิ่งการันตีถึงการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและถูกสุขอนามัย ในยุคการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal)
การแก้ไขปัญหาโจรสลัดในช่องแคบมะละกา: สิงคโปร์กับรัฐที่อยู่นอกกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อความปลอดภัยของการเดินเรือ ค.ศ. 1988, ภูภัฎ โรจน์ตระกูล
การแก้ไขปัญหาโจรสลัดในช่องแคบมะละกา: สิงคโปร์กับรัฐที่อยู่นอกกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อความปลอดภัยของการเดินเรือ ค.ศ. 1988, ภูภัฎ โรจน์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินการและความร่วมมือในการจัดการปัญหาโจรสลัดและการปล้นเรือของสิงคโปร์ร่วมกับรัฐชายฝั่งในช่องแคบมะละกา จากการศึกษาด้วยการวิเคราะห์เอกสารและใช้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับระบอบระหว่างประเทศในฐานะที่เป็นจุดประสานความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย ถึงผลประโยชน์ร่วมกันของรัฐ และงานวิจัยได้ข้อค้นพบดังนี้ ประการที่หนึ่ง ปัญหาโจรสลัดเป็นปัญหาที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่อาจแก้ไขให้สำเร็จได้ถ้าหากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศอื่น ๆ เพราะโจรสลัดและการปล้นเรือใช้ทะเลที่เป็นน่านน้ำระหว่างประเทศเป็นเส้นทางปฏิบัติการต่อเป้าหมาย ระบอบระหว่างประเทศที่เรียกว่า อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อความปลอดภัยของการเดินเรือ ค.ศ. 1988 (SUA Convention) จึงได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อวางกรอบประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสำหรับแก้ไขปัญหาดังกล่าว และประการที่สอง ประเทศที่ตั้งอยู่ในช่องแคบมะละกา มีเพียงสิงคโปร์ที่เป็นภาคีอนุสัญญาฯ ในขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย มิได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของระบอบระหว่างประเทศดังกล่าว เพราะกังวลว่าอาจกระทบต่ออธิปไตยและอัตตาณัติในการดำเนินนโยบายของตน แต่สิงคโปร์สามารถประสานความร่วมมือกับรัฐชายฝั่งเหล่านี้ได้ ในรูปแบบข้อตกลงระดับทวิภาคี และระหว่างหน่วยงานฝ่ายปฏิบัติของสิงคโปร์กับของรัฐชายฝั่งแต่ละประเทศ ประการที่สาม แม้ระบอบระหว่างประเทศจะไม่ได้มีผลบังคับต่อประเทศที่มิได้เป็นสมาชิก แต่ประเทศที่เป็นสมาชิกสามารถปรับหลักการ บรรทัดฐาน และมาตรการดำเนินการหลายอย่างที่ระบอบระหว่างประเทศวางไว้เป็นกรอบอันเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มาเป็นแนวทางประสานความร่วมมือกับประเทศที่มิได้เป็นสมาชิก ดังเช่นที่สิงคโปร์สามารถประสานความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
The Impact Of Different Provincial Economic Activities On Local Government's Revenue: The Case Of Provincial Administrative Organizations (Paos) In Thailand, Tanut Puangnuam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Fiscal decentralization is a tool for government to delegate the authority to local government organizations (LAOs) in order to reduce the income gaps across regions. The government has responsibility to transfer funds to LAOs and reshape local revenue arrangements. The Provincial Administrative Organizations (PAOs) are the higher tier of LAOs at the provincial level. The majority of PAOs’ revenue comes from locally levied revenue, surcharge and shared revenue and intergovernmental transfer. Among the change of the development of Thailand’s provincial economy in Thailand, the revenue of the PAOs is significantly linked to economic growth in each province, which comes from …
กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์การภาครัฐเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา กระทรวงมหาดไทย, นิรุต หัตถะผะสุ
กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์การภาครัฐเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา กระทรวงมหาดไทย, นิรุต หัตถะผะสุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษากลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์การภาครัฐเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) กรณีศึกษา กระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงานและวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทย ในเป้าหมายด้านการกำจัดความยากจนและเป้าหมายด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ และเพื่อศึกษาถึงปัจจัยและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน วิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหา ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทย โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยผู้ให้สัมภาษณ์ประกอบด้วย ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ส่วนกลางสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ส่วนกลางระดับกรมที่เกี่ยวข้องสังกัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัด ซึ่งจะใช้กรอบแนวคิดในการศึกษาที่ศึกษาผ่านปัจจัยความสำเร็จในการนำนโยบายไปปฏิบัติ และการดำเนินงานร่วมกันระหว่างองค์กร (Cooperation) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยความสำเร็จในการนำนโยบายด้านการกำจัดความยากจนและด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติไปปฏิบัติ ได้แก่ นโยบายมีความชัดเจนและสอดคล้องกับแผนระดับชาติ นโยบายได้รับความสำคัญจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหาร การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม มีความเพียงพอของทรัพยากร หน่วยงานมีความพร้อมและมีการมอบหมายงานที่ชัดเจน บุคลากรมีทัศนคติที่ดีต่องาน แต่ยังขาดความรู้เรื่องความยั่งยืน และการใช้กลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นหลัก รวมทั้งพบว่า การดำเนินการร่วมกันระหว่างองค์กร (Cooperation) ด้วยการมีกระบวนการประสานการดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่ดีผ่านเครื่องมือคณะกรรมการ หนังสือราชการ และสื่อออนไลน์ และบุคลากรส่วนใหญ่มีความเข้าใจและเข้าถึงประชาชนเป็นอย่างดี ส่งผลดีต่อพฤติกรรมการดำเนินงานร่วมกัน นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้สร้างกลไกต่าง ๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยเฉพาะการจัดทำแผนการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Roadmap) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทยได้
การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในสภาวะวิกฤตภัยแล้ง : กรณีศึกษาจังหวัดระยอง, ปิยนุช สถาวร
การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในสภาวะวิกฤตภัยแล้ง : กรณีศึกษาจังหวัดระยอง, ปิยนุช สถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยเกิดภัยพิบัติด้านน้ำบ่อยครั้ง อันมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและจากฝีมือมนุษย์ สร้างความเสียหายต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงอาจจะต้องคำนวณจากความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำต้นทุน (Supply) และปริมาณความต้องการใช้น้ำ (Demand) กรมชลประทานได้ชี้ว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 มีสาเหตุจากปรากฎการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 - 2562 ทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีอยู่ที่ร้อยละ 16 ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศลดน้อยลง โดยมีความรุนแรงมากเป็นอันดับสองในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 จนถึงปัจจุบัน สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งรวมถึงพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมีระดับความรุนแรงสูงสุดในรอบ 14 ปี ในจังหวัดระยองมีอ่างเก็บน้ำที่สำคัญจำนวน 5 อ่างฯ ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2562 ปริมาณน้ำคงเหลือทั้ง 5 อ่างฯ มีปริมาณคงเหลือเฉลี่ยร้อยละ 50 นับว่าเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ และหากฤดูฝนในปี 2563 ล่าช้าออกไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จะให้เกิดการขาดแคลนน้ำอย่างหนักจนกระทบต่อหลายพื้นที่ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะหรือรูปแบบการดำเนินการของภาครัฐและผู้ใช้น้ำในสถานการณ์วิกฤต ศึกษาระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ใช้น้ำในสถานการณ์วิกฤต อีกทั้งเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์วิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตภัยแล้ง ร่วมกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารภาครัฐและผู้ใช้น้ำที่เกี่ยวข้อง โดยผลการศึกษามาตรการในการบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตภัยแล้ง จังหวัดระยอง มีลักษณะความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ใช้น้ำ ตั้งแต่ระยะก่อนเกิดภาวะวิกฤต ระยะเกิดภาวะวิกฤต และระยะหลังเกิดภาวะวิกฤต ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา ด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำระหว่างภาครัฐและตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคอุปโภคบริโภค และตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม มีการร่วมกันพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันผู้ใช้น้ำภาคเกษตรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานยังมีบทบาทน้อยเกินไป การแก้ปัญหาด้านการจัดการน้ำแบบบูรณาการที่แท้จริง ต้องประกอบไปด้วยผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่มีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย เข้าร่วมทุกองค์ประกอบของกิจกรรม อันจะนำมาซึ่งความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน
การศึกษาทัศนคติของบุคลากรและปัจจัยองค์กรเพื่อพัฒนาสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ กรณีศึกษา ผู้บริหารระดับต้นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), กฤตยา อินทรวิเชียร
การศึกษาทัศนคติของบุคลากรและปัจจัยองค์กรเพื่อพัฒนาสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ กรณีศึกษา ผู้บริหารระดับต้นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), กฤตยา อินทรวิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายใต้สถานการณ์ Digital Disruption การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้มีส่วนทำให้องค์กรอยู่รอดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นตัวอย่างรัฐวิสาหกิจไทยที่ต้องปรับตัว โดยทัศนคติของผู้บริหารระดับต้นถือมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ตามหลักวินัย 5 ประการของPeter Senge ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณ พบว่าผู้บริหารระดับต้นของ รฟม. มีทัศนคติต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในระดับที่สูงมาก ปัจจัยองค์กร ได้แก่ ผู้นำองค์กร วัฒนธรรมองค์กร การจัดการความรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่ามีความสัมพันธ์ต่อระดับทัศนคติของผู้บริหารระดับต้นของ รฟม. ต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ผลการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ได้สะท้อนว่าผู้นำมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ จากการวิเคราะห์ TOWS Matrix ได้พบกลยุทธ์แนวทางการพัฒนา รฟม. ไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ 8 ข้อ ได้แก่ (1) ส่งเสริมทักษะทางด้านเทคโนโลยีแก่บุคลากร (2) ส่งเสริมการถ่ายทอดและถ่ายโอนงานด้านวิศวกรรมระบบรางจากภาคเอกชน (3) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรองรับความเสี่ยงในการทำงาน (4) ผู้บริหารองค์กรต้องสื่อสารและสร้างความเข้าใจทิศทางการพัฒนาขององค์กร (5) ส่งเสริมการทำงานเชิงบูรณาการ (6) พัฒนาระบบการจัดการความรู้ขององค์กร (7) การทำงานเป็น Agile Organization และ (8) จัดตั้ง Intelligent Unit ด้านพัฒนาธุรกิจและด้านวิศวกรรมระบบราง
การรับมือของภาครัฐกับการก่อการร้ายทางไซเบอร์ในประเทศไทย, นัทธมน เพชรกล้า
การรับมือของภาครัฐกับการก่อการร้ายทางไซเบอร์ในประเทศไทย, นัทธมน เพชรกล้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นับตั้งแต่อินเทอร์เน็ตถูกคิดค้นขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในโลกไซเบอร์ ปัญหาสำคัญที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือการเพิ่มขึ้นของการโจมตีทางไซเบอร์ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายทางไซเบอร์ แต่ละประเทศในโลกกำลังเริ่มที่จะจัดการกับข้อกังวลของการก่อการร้ายทางอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นวิธีการใหม่ในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ประเทศไทยเป็นหนึ่งที่กำลังตื่นตระหนกและให้ความสนใจในประเด็นนี้ แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ ประการจึงทำให้ความก้าวหน้าในการจัดการกับประเด็นนี้มีไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การก่อการร้ายทางไซเบอร์ในประเทศไทยและสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในอนาคต วิจัยนี้จะทบทวนคำจำกัดความของคำว่าการก่อการร้ายทางไซเบอร์เพื่อกำหนดทิศทางการทำนโยบาย และแผนการเตรียมการของหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงของการก่อการร้ายทางไซเบอร์ไปในทางที่ถูกต้อง โดยการใช้เครื่องมือวิจัยในการศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้ายไซเบอร์ของแต่ละองค์กร เพื่ออธิบายสถานการณ์การก่อการร้ายทางไซเบอร์และวิธีจัดการกับมันในอนาคต ผลการศึกษาพบว่าสถานการณ์การก่อการร้ายไซเบอร์ในประเทศไทยนั้นเป็นเพียงแค่ภัยคุกคามทางไซเบอร์เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามหน่วยงานภาครัฐของไทยก็มีศักยภาพในเรื่องของการออกกฎหมาย การใช้งบประมาณ และการเข้าถึงทางเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยสำหรับประชาชน หากพิจารณาไปยังจุดอ่อนพบว่าประเทศไทยยังต้องมีการปรับปรุงในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ข้อบกพร่องทางเทคโนโลยี และจำนวนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อลดจุดอ่อนที่กล่าวมา รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการกระทำความผิดทางไซเบอร์ สร้างช่องทางทางอินเทอร์เน็ตใหม่ โดยที่รัฐสามารถควบคุมช่องทางทางไซเบอร์ได้ เพิ่มหลักสูตรความมั่นคงไซเบอร์ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย สร้างเครือข่ายสำรองกับประเทศอื่น ๆ หรือกับภาคเอกชนอื่น ๆ เพื่อรองรับการโจมตี
Collocation-Based Retokenization Methods For Latent Dirichlet Allocation Topic Models, Jin Cheevaprawatdomrong
Collocation-Based Retokenization Methods For Latent Dirichlet Allocation Topic Models, Jin Cheevaprawatdomrong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Latent Dirichlet Allocation (LDA) discovers hidden themes in documents by using words as input. Past studies show that merging the words into collocation improves topic coherence in English. However, there are still questions about the best merging strategies, especially in the languages without clear word boundaries, such as Thai and Chinese. We compare chi-squared measure, t-statistics, and raw frequency strategies, and show that merging input tokens with appropriate strategies can improve the goodness of fit and topic coherence of the model.
การเล่าเรื่องและการสื่อสารค่านิยมในละครแนววิชาชีพของเกาหลีใต้, ชนาพร ธราวรรณ
การเล่าเรื่องและการสื่อสารค่านิยมในละครแนววิชาชีพของเกาหลีใต้, ชนาพร ธราวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเล่าเรื่องและการสื่อสารค่านิยมในละครแนววิชาชีพของเกาหลีใต้ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนางานสร้างสรรค์งานละครโทรทัศน์ประเทศไทยและเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับค่านิยมและวัฒนธรรมในละครโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ ผ่านการศึกษาตัวบทประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกจากตัวแทนของผู้ชมหรือผู้เขียนรีวิวละครเกาหลีใต้และนักวิชาการด้านเกาหลีศึกษาเพื่อเพิ่มมุมมองในการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ ผลการวิจัยพบว่าละครแนววิชาชีพของเกาหลีใต้การเล่าเรื่องมีการผสมผสานการเล่าเรื่องในรูปแบบที่หลากหลาย นอกเหนือจากการนำเสนอแนววิชาชีพเพียงอย่างเดียว มีการใช้ตัวละครนำที่เป็นเพศตรงกันข้ามเป็นหลักในการเผชิญกับปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องมีความรักแบบชายหญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีการใช้สัญญะมาช่วยเข้าในสร้างตัวละคร รวมถึงใช้เรื่องราวภูมิหลังของตัวละครมาเป็นความสามารถในการปฏิบัติวิชาชีพ ในส่วนของการสื่อสารค่านิยมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านปัจเจกและกลุ่ม ด้านครอบครัว ด้านเพศ และด้านการทำงาน พบว่ามีการสื่อสารผ่านกลวิธีการเล่าเรื่องผ่านบทสนทนาและตัวละครเป็นหลัก แต่มีการใช้กลวิธีการสื่อสารอื่นเข้ามาเพิ่มมิติในการสื่อสารคุณลักษณะของค่านิยม และคุณลักษณะของค่านิยมภายในละครส่วนมากยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อดั้งเดิมจากลัทธิของขงจื๊อ แต่ได้นำเสนอมุมมองการเปลี่ยนแปลงผ่านยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงผ่านการสร้างสิทธิและทางเลือกให้กับตัวละคร โดยใช้วิชาชีพของตัวละครหลักเข้ามามีส่วนช่วยเพื่อชี้ให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยมีความคล่องตัวของพนักงานเป็นตัวแปรกำกับ, รุ้งรัชนี ลีวงศ์เจริญ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยมีความคล่องตัวของพนักงานเป็นตัวแปรกำกับ, รุ้งรัชนี ลีวงศ์เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาวิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยมีความคล่องตัวของพนักงานเป็นตัวแปรกำกับ ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้คือ พนักงานปฎิบัติงานในกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของไทยสาขาต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครทั้งหมด 5 องค์การ โดยมีผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสิ้น 306 คน เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และทำการวิเคราะห์สมมติฐานด้วยการทดสอบตัวแปรกำกับ ผ่านการวิเคราะห์การถดถอยพหุเชิงชั้นในโปรแกรม SPSS ซึ่งผลการวิจัยในครั้งนี้พบว่า บรรยากาศองค์การด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านระบบเปิดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในบางด้าน ในขณะที่ด้านกระบวนการภายในมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การบางด้าน ส่วนด้านการกำหนดเป้าหมายอย่างมีเหตุผลพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การแต่อย่างใด นอกจากนี้สำหรับบทบาทการเป็นตัวแปรกำกับของความคล่องตัวของพนักงานพบว่า ความสามารถเชิงรุกเป็นตัวแปรกำกับทางบวกในความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การด้านมนุษยสัมพันธ์และความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในบางด้าน ส่วนความยืดหยุ่นเป็นตัวแปรกำกับทางบวกในความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การด้านระบบเปิดและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในบางด้าน และความคล่องตัวของพนักงานทั้งด้านความสามารถเชิงรุก การปรับตัว และความยืดหยุ่นก็ยังเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ทางลบระหว่างบรรยากาศองค์การด้านกระบวนการภายในและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในบางด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอีกด้วย กล่าวคือพนักงานที่มีความคล่องตัวในระดับสูง มีแนวโน้มที่จะมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การสูงกว่าพนักงานที่มีความคล่องตัวในระดับต่ำ ดังนั้นความคล่องตัวของพนักงานจึงถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การเช่นกัน
สวัสดิการทางเศรษฐกิจและผลกระทบภายนอกของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ณิชนันทน์ ขันกสิกรรม
สวัสดิการทางเศรษฐกิจและผลกระทบภายนอกของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ณิชนันทน์ ขันกสิกรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ว่า สัดส่วนของผู้รับผลประโยชน์ของนโยบายนี้ (ผู้ถือบัตร) เป็นคนไม่จนเกือบร้อยละ 90 ของผู้รับผลประโยชน์ทั้งหมด สะท้อนว่า นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความคลาดเคลื่อนในการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายจริง คือ คนจนไม่จริงได้รับประโยชน์ ในขณะที่คนจนจริงกลับไม่ได้รับประโยชน์ รวมถึง ยังไม่มีการติดตามและประเมินผลของนโยบายเชิงลึกในแง่ของพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำกับการใช้จ่ายเพื่อบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น และห้ามใช้จ่ายเพื่อบริโภคสินค้าให้โทษหรือสินค้าฟุ่มเฟือย การศึกษานี้จึงศึกษามาตรการการแจกเงินภายใต้นโยบายดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์อุปสงค์การบริโภคและคำนวณสวัสดิการเศรษฐกิจของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงศึกษาสวัสดิการเศรษฐกิจกรณีดำเนินนโยบายแบบจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษเทียบกับต้นทุนด้านสุขภาพจากการบริโภคสินค้าให้โทษ ผ่านแบบจำลอง LES (Linear Expenditure System) โดยใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2562 ทั่วราชอาณาจักร จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้บริโภคสินค้าให้โทษจากข้อมูลการสำรวจภาคสนาม โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาชี้ว่า นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเพิ่มสวัสดิการเศรษฐกิจสูงขึ้น เนื่องจากได้รับเงินช่วยเหลือผ่านบัตร การบริโภคจึงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษทำให้สวัสดิการทางเศรษฐกิจของผู้ถือบัตรสูญหายไปบางส่วน ซึ่งชดเชยได้ด้วยความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง แม้โดยรวม ความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง (275.01 ล้านบาทต่อปี) มีมูลค่าน้อยกว่าสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่สูญหาย (389.38 ล้านบาทต่อปี) แต่มูลค่าสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่สูญหายของกลุ่มบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ (40.52 ล้านบาทต่อปี) น้อยกว่าความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง (58.38 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้บริโภคสินค้าให้โทษทั้ง 2 ประเภทที่ถือบัตรมีพฤติกรรมสลับกระเป๋าเงินอย่างชัดเจน คือ บริโภคทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบเพิ่มขึ้น แสดงว่า การจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษมิอาจควบคุมการบริโภคสินค้าให้โทษได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่เสพติดสินค้าให้โทษ หรือบริโภคสินค้าให้โทษเป็นประจำ
อิทธิพลของความหลากหลายทางการรู้คิดต่อพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ โดยมีความขัดแย้งในเรื่องงานและความขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน และมีงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นตัวแปรกำกับ, ชนาพร ประพันธ์กาญจน์
อิทธิพลของความหลากหลายทางการรู้คิดต่อพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ โดยมีความขัดแย้งในเรื่องงานและความขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน และมีงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นตัวแปรกำกับ, ชนาพร ประพันธ์กาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ เป็นพฤติกรรมสำคัญที่นำมาสู่การเพิ่มความสามารถในการแก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในงาน ซึ่งเกิดประโยชน์โดยตรงต่อองค์การในการอาศัยศักยภาพของความรู้จากบุคลากรมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะในบริบทของการทำงานปัจจุบันที่ผู้คนมีความหลากหลายทางความคิดที่เพิ่มสูงขึ้น งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางการรู้คิดและพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ โดยมีความขัดแย้งในเรื่องงานและความขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่านในเส้นทางคู่ขนาน (dual-pathway) และมีงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นตัวแปรกำกับ จากการศึกษาบุคลากรที่ปฏิบัติงานเป็นทีมในองค์การเอกชนในประเทศไทย จำนวน 224 คน ด้วยการทดสอบการเป็นตัวแปรส่งผ่านอย่างมีเงื่อนไข (moderated mediation) ผ่านโปรแกรมเสริม PROCESS ใน SPSS ผลการวิจัยพบว่า ความหลากหลายทางการรู้คิดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ โดยมีความขัดแย้งทั้งสองรูปแบบเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ (full mediation) กล่าวคือ ความขัดแย้งในเรื่องงานเป็นตัวแปรส่งผ่านความสัมพันธ์ทางบวก ในขณะที่ความขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่านความสัมพันธ์ทางลบ แต่ไม่พบอิทธิพลทางอ้อมเชิงเงื่อนไขของงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันในความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางการรู้คิดและพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งในเรื่องงานเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้บุคลากรที่มีการรับรู้ถึงความแตกต่างทางการรู้คิดภายในทีมระดับสูงมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ขึ้น ซึ่งองค์การควรตระหนักถึงความสำคัญของแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาในงานและการบริหารทีมทำงานเพื่อสนับสนุนการแบ่งปันความรู้ให้เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกันของบุคลากรที่มีความหลากหลายในองค์การ
The Determinants Of Export Performance And The Perspective To Improve International Competitiveness For Thai Fisheries Sector., Phatcharaphorn Kantasen
The Determinants Of Export Performance And The Perspective To Improve International Competitiveness For Thai Fisheries Sector., Phatcharaphorn Kantasen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand has been one of the major exporters in the global fish market. As globalization and economic integrations continue to increase, the Thai fisheries industry is facing increasingly tough competition from other competitors. Understanding Thailand's global competitiveness is important for the fisheries industry there to compete successfully. The study seeks to determine whether significant indicators have a significant relationship to export value and to explore ways to improve Thai fisheries sector export competitiveness. This study of export performance as the competitiveness in the fisheries sector is obtained through Porter’s diamond model and multiple regression method. The results clarify the determinants …
The Application Of Marketing Analysis : A Case Study Of Starbucks In The Us, Norke Lama Sherpa
The Application Of Marketing Analysis : A Case Study Of Starbucks In The Us, Norke Lama Sherpa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Starbucks Corporation is an American multinational with coffee stores all across the world and is the leading market share in a retail coffee stores. In this Individual Study I will be assessing the marketing strategy of Starbucks in the USA by applying SWOT analysis, Marketing Mix 4ps, and Porter's 5 forces. A qualitative Literature Review of previous studies was used as a methodology to assess the marketing strategies of Starbucks. Furthermore, in order to find which marketing strategy Starbucks can implement to increase its market share, I used the Quantitative Strategic Planning Matrix (QSPM), and External and Internal Factor Evaluation …
A Case Study Of Brunch Time Co.Ltd On Marketing Analysis Toward Diamond Grain Product, Kodchakorn Trangkasan
A Case Study Of Brunch Time Co.Ltd On Marketing Analysis Toward Diamond Grain Product, Kodchakorn Trangkasan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Brunch time Company Limited has been in the granola products industry since 2012. The company value contributed to 167 million baht within three years, during 2014 to 2017. This paper mainly focuses on marketing analysis of Diamond Grains Granola products. It observes the decision in which Diamond Grains has made to launch ready-to-eat products in Thailand. SWOT analysis is used to analyze the company’s strengths, weaknesses, opportunities, and threats. The results of the analysis explain how the company has come to this business decision. The study found that Diamond Grains has a strong and first brand in the Thai’s granola …
ความท้าทายในการวางแผนบริหารการจัดการศึกษาในยุคปกติใหม่: สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย, มนธีร์จุฑา ศักดิ์เมือง
ความท้าทายในการวางแผนบริหารการจัดการศึกษาในยุคปกติใหม่: สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย, มนธีร์จุฑา ศักดิ์เมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาภายในสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย และเพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นภายหลังการบริหารจัดการศึกษาของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัวโควิด-19 ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ส่งผลให้ 1) สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์มีการปรับแนวทางการบริหารจัดการเรียนการสอนจากการเรียนในห้องเรียนจริงเป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมดในระยะแรกของการแพร่ระบาด ซึ่งสามารถตอบรับการสถานการณ์ได้เหมาะสมในรายวิชาทฤษฎี แต่มีข้อจำกัดในรายวิชาปฏิบัติ 2) เกิดการปรับตัวของอาจารย์ นักศึกษา บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องต่อรูปแบบการบริการจัดการศึกษารูปแบบใหม่และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้ มีนักศึกษาบางกลุ่มที่รู้สึกพอใจกับการเรียนในห้องเรียนจริงมากกว่า 3) มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอนที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ พบข้อจำกัดคือยังไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อความต้องการได้ และได้มีการแก้ไขโดยการให้ผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์มาใช้งานในสถาบัน 4) มีการปรับเปลี่ยนวิธีการวัดและประเมินผลการศึกษาให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน คณะผู้สอนมีอิสระในการกำหนดการวัดและประเมินผลการศึกษาให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ภายใต้บริบทของรายวิชาและหลักสูตร 5) ผู้บริหารร่วมกับอาจารย์มีการวางแผนจัดการบริหารความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าและปรับแก้ตามสถานการณ์ได้
การรับรู้ของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเกี่ยวกับการคำนวณและขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ: กรณีศึกษา เทศบาลนครรังสิต, เจริญรัตน์ แท่นทอง
การรับรู้ของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเกี่ยวกับการคำนวณและขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ: กรณีศึกษา เทศบาลนครรังสิต, เจริญรัตน์ แท่นทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยมติคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศให้ประเด็นเรื่องสังคมสูงอายุเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ซึ่งประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมในเรื่องการจัดสรรสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุคือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเกี่ยวกับการคำนวณวันที่ยื่นลงทะเบียน วันที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (2) เพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในบริบทของงานวิจัยนี้ผู้ให้ข้อมูล คือประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 55 - 58 ปี มีคุณสมบัติที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 15 คน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการรับยื่นลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครรังสิต จำนวน 1 คน ผลการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมาตรา 16 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 และแก้ไขเพิ่มเติม และแนวปฏิบัติที่กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือแจ้งเวียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์ว่าการรับรู้ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญสอดคล้องกับระเบียบและหลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนดหรือไม่อย่างไร โดยในภาพรวมพบว่า ผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมีการรับรู้พื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับสถานที่ยื่นลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพ ช่องทางการรับรู้ข่าวสารการประชาสัมพันธ์ และความหมายของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ยังขาดการรับรู้ความเข้าใจในรายละเอียดสำคัญ ๆ ที่จะทำให้ยื่นตรงเวลา ได้รับสิทธิ์ตามที่ควรจะเป็น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง ตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี, จีรนันท์ ทูลธรรมวรคุณ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง ตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี, จีรนันท์ ทูลธรรมวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี 2) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการพัฒนาการบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่ อายุ 2) ปัจจัยด้านความสามารถในการเข้าถึงบริการที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่ สิทธิการรักษาพยาบาล 3) ความเห็นของผู้ป่วยทั่วไปที่มีต่อคุณภาพการให้บริการ ประกอบด้วย 4 ด้าน โดยผลการศึกษา พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบุคลากร รองลงมา คือ ด้านขั้นตอนกระบวนการให้บริการ ด้านความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ รพ.สต. กับประชาชนในตำบล และด้านความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์การแพทย์ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการรักษาพยาบาล รพ.สต. บ้านห้วยท่าช้าง ควรจัดหาบุคลากรเพิ่มในรูปแบบของอาสาสมัครควรแสวงหาแหล่งงบประมาณสนับสนุนจากภายนอก รวมถึงสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
การวิเคราะห์ปัญหาและการพัฒนาประสิทธิภาพระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วรเมธ ประดิษฐ์อาชีพ
การวิเคราะห์ปัญหาและการพัฒนาประสิทธิภาพระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วรเมธ ประดิษฐ์อาชีพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของหน่วยงานดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา(ได้แก่ นายอำเภอพระนครศรีอยุธยา, ปลัดอาวุโสอำเภอพระนครศรีอยุธยา, ปลัดอำเภอพระนครศรีอยุธยา, พนักงานราชการผู้ปฏิบัติงานศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา, และข้าราชการผู้ปฏิบัติงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) รวมถึงประชาชนผู้ที่เคยใช้บริการศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา เมื่อพิจารณาถึงผลการศึกษาเกี่ยวกับสภาพปัญหาระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยานั้น การศึกษาครั้งนี้พบว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานประจำศูนย์มีจำนวนไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่ยังขาดความเชี่ยวชาญและทักษะการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ รวมทั้งขาดผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน อีกทั้งพบว่าวัสดุอุปกรณ์งบประมาณยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน และลักษณะห้องดำเนินงานของศูนย์ยังไม่มีความเหมาะสมเท่าที่ควร ในขณะเดียวกันก็พบว่านโยบาย ระเบียบ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของศูนย์ยังไม่สามารถตอบสนองหรือเอื้ออำนวยให้การปฏิบัติหน้าที่ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์จึงประกอบด้วย 1) การพัฒนาและปรับปรุงระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2) การปรับลดขั้นตอนการดำเนินงานให้มีความสะดวกรวดเร็ว 3) การจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน 4) การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาและส่งเสริมให้ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทุกแห่งเป็นการให้บริการแบบ One stop service และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
ประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่สายตรวจผ่านการใช้งานระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์: กรณีศึกษา เขตพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง, เสฎฐวุฒิ คำนามะ
ประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่สายตรวจผ่านการใช้งานระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์: กรณีศึกษา เขตพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง, เสฎฐวุฒิ คำนามะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
“ตู้แดง” ถือเป็นเครื่องมือช่วยสำคัญของเจ้าหน้าที่สายตรวจเพื่อใช้ในการดำเนินงานเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หน้าที่หลักคือการวางจุดตรวจตู้แดงบริเวณพื้นที่เสี่ยงและสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อลดการเกิดอาชญากรรม ทั้งนี้หน่วยงานต่างๆ ได้มีความพยายาม ในการพัฒนาขีดความสามารถของตู้แดงและระบบที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคมในยุคต่างๆ ด้วยเหตุนี้ “ระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์” (Red Box QR Code) จึงได้รับการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางถือเป็นสถานีตำรวจนำร่องตัวอย่างที่มีการใช้งานระบบ ตู้แดงรหัสคิวอาร์มาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1.) เพื่อศึกษาถึงลักษณะความเหมือนและ ความแตกต่างของตู้แดงแบบปกติในอดีตกับตู้แดงรหัสคิวอาร์ในปัจจุบัน 2.) เพื่อศึกษาถึงผลกระทบและประโยชน์ของระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์ที่มีต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่สายตรวจในเขตพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ผลการวิจัยพบว่า “ระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์” สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่สายตรวจจากสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางได้ดีกว่าการใช้งานตู้แดงในอดีต โดยเฉพาะด้านความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่สายตรวจในการใช้งานระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์ อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาถึงระบบอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ทุกระบบสามารถทำงานร่วมกันและช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมให้มีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น
การพัฒนาและปรับปรุงช่องว่างขีดความสามารถ (Competency Gap) ของหัวหน้าเวรและพยาบาลวิชาชีพ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต กรณีศึกษา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ปภาวดี คณะสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาสมรรถนะการทำงาน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ให้บุคคลากรพร้อมต่อการเข้าสู่ตำแหน่งในอนาคต และปฏิบัติงานได้บรรลุผลตามเป้าประสงค์ขององค์การ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนากรอบสมรรถนะพยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (2) เพื่อศึกษาการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่ตำแหน่ง และช่องว่างขีดความสามารถ (Competency gap) ที่พยาบาลหัวหน้าเวร และพยาบาลวิชาชีพควรพัฒนาเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งพยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต ในบริบทของงานวิจัยนี้ ผู้ให้ข้อมูลคือพยายาบาลหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จำนวน 9 คน ได้แก่ หัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 1 ราย หัวหน้าเวร จำนวน 6 ราย และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 2 ราย โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยการเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้วพยาบาลหัวหน้าเวรและพยาบาลวิชาชีพทั้ง 9 คน มีความพร้อมที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต โดยได้รับสมรรถนะทั้ง 5 หมวด อยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญ (Expert) แต่ยังมีรายละเอียดบางประการที่ต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ สมรรถนะด้านการวิจัยและการสื่อสารกับผู้ร่วมงานและสหวิชาชีพในการปฏิบัติงานร่วมกันให้เป็นไปตามหลักการเพื่อการให้บริการทางการพยาบาลเป็นไปตามหลักวิธีที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังพบข้อเสนอแนะ การพัฒนาระดับบุคลากรควรมีการพัฒนาเกณฑ์ด้านสมรรถนะในการเข้าสู่ตำแหน่งเพิ่มขึ้น อาทิ ด้านการบริหารจัดการ และการพัฒนาระดับโรงพยาบาลให้มีความสามารถของหอผู้ป่วยวิกฤตที่สอดคล้องต่อบริบทความต้องการของพื้นที่ เป็นต้น