Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 1681 - 1710 of 7208

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย, รฐนนท์ กาญจนภาคย์ Jan 2022

ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย, รฐนนท์ กาญจนภาคย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย ผู้ศึกษาสนใจในขั้นตอนการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการดำเนินโครงการให้เป็นรูปธรรม โดยผู้ปฏิบัติงานต้องพิจารณา จัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ความเหมาะสมในด้านต่างๆ ของโครงการ ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย เศรษฐกิจ นโยบาย การเวนคืนที่ดิน สิ่งแวดล้อม และมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ผู้ศึกษาต้องการที่จะบันทึกปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ขั้นตอนนี้ล่าช้าในปัจจุบัน และส่งผลกระทบต่อการเริ่มต้นดำเนินโครงการ รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอื่นๆ ในอนาคต และเสนอข้อเสนอแนะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานและผลักดันการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนทางราง โดยจากการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว ประกอบด้วย ความล่าช้าของระบบราชการ ความไม่ชัดเจนของผู้มีอำนาจตัดสินใจ ปัญหาในการประสานงานกันระหว่างผู้ปฏิบัติ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอยู่เป็นจำนวนมากและมีข้อกำหนดที่ซ้ำซ้อนกัน การเวนคืนที่ดินที่ใช้ระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาพิจารณาด้านการออกแบบโครงการ ภาวะเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ และการฟ้องร้องของประชาชน งานศึกษานี้จึงเสนอให้ เร่งผลักดันพระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อกำหนดนโยบายและกำกับดูแล แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อพิจารณาในด้านต่างๆ ร่วมกัน และจัดทำแผนการติดตามการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการในลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคต


ความสัมพันธ์ระหว่างตราบาปเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, กิตติชัย สายรุ้ง Jan 2022

ความสัมพันธ์ระหว่างตราบาปเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, กิตติชัย สายรุ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลมีการแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยผ่านการพูดคุยสื่อสารเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือในลักษณะต่าง ๆ การแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยานี้ได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยภายในตนเองเช่นมุมมองและเจตคติที่บุคคลมีต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา และปัจจัยภายนอกเช่นมุมมองจากบุคคลใกล้ชิดหรือสังคม อย่างไรก็ตาม ยังมีงานวิจัยไม่มากนักที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างตราบาปเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างตราบาปเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ในการร่วมกันทำนายเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา ในกลุ่มนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลจากนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 221 คน มีอายุเฉลี่ย 20.29 ปี (SD = 1.59) ผลการวิจัยพบว่า 1) ตราบาปจากสังคมมีสหสัมพันธ์ทางลบต่อเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา 2) ตราบาปจากบุคคลใกล้ชิดมีสหสัมพันธ์ทางลบต่อเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา 3) ตราบาปจากตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกต่อเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา 4) ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกต่อเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา และ 5) ตราบาปจากสังคม ตราบาปจากบุคคลใกล้ชิด ตราบาปจากตนเอง และความเมตตากรุณาต่อตนเอง สามารถร่วมกันทำนายระดับเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ adjusted R2 = .449 ผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ องค์ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประกอบการออกแบบ วางแผนกระบวนการเพื่อส่งเสริมเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาในกลุ่มนิสิตนักศึกษาต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ โดยมีความเชื่อแบบเติบโตในความสามารถทางคณิตศาสตร์เป็นตัวแปรกำกับ, ชีรนุช สมบูรณ์กุลวุฒิ Jan 2022

ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ โดยมีความเชื่อแบบเติบโตในความสามารถทางคณิตศาสตร์เป็นตัวแปรกำกับ, ชีรนุช สมบูรณ์กุลวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่ผ่านมายังไม่เคยมีงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์โดยมีความเชื่อแบบเติบโตในความสามารถทางคณิตศาสตร์เป็นตัวแปรกำกับ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์นี้โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน 226 คน ผลการวิจัยพบว่า ความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์ทางลบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ (r = –.21, p < .01) ความเชื่อแบบเติบโตในความสามารถทางคณิตศาสตร์มีอิทธิพลกำกับในความสัมพันธ์ของความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ (b = –.78, p < .05) ในบุคคลที่มีความเชื่อแบบเติบโตในความสามารถทางคณิตศาสตร์ระดับต่ำ ยิ่งมีความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์สูงจะยิ่งมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูง (b = .66, p < .05) แต่ในบุคคลที่มีความเชื่อแบบเติบโตในความสามารถทางคณิตศาสตร์ระดับปานกลาง (b = .22, p = .37) และสูง (b = –.23, p = .43) ความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์ไม่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าในบุคคลที่มีความเชื่อแบบเติบโตในความสามารถทางคณิตศาสตร์ในระดับต่ำ การมีความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์สูงแต่ไม่สูงจนเกินไปจะเป็นแรงผลักดันให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงขึ้น และการมีความเชื่อแบบเติบโตในความสามารถทางคณิตศาสตร์ระดับปานกลางและสูง น่าจะส่งผลให้ความวิตกกังวลในคณิตศาสตร์ไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้หญิง, ตะวันนา โกเมนธรรมโสภณ Jan 2022

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้หญิง, ตะวันนา โกเมนธรรมโสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สามารถทำนายความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้หญิงแต่งงานแล้ว ผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นผู้หญิง จำนวน 160 คน ที่มีอายุ 40–60 ปี มีสถานะแต่งงานแล้วหรือมีการใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์สามีภรรยาเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประเมินการมีลูก รูปแบบความผูกพันแบบวิตกกังวล รูปแบบความผูกพันแบบหลีกหนี บทบาททางเพศ ความใกล้ชิดทางอารมณ์ ระยะเวลาในการใช้ชีวิตสมรส ประเภทของครอบครัว การรับรู้การตอบสนองของคู่สัมพันธ์ และความพึงพอใจในชีวิตสมรส จากผลการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ พบว่า ร้อยละ 39.10 (R2 = 0.391) ของความพึงพอใจในชีวิตสมรสสามารถอธิบายได้ด้วย การรับรู้การตอบสนองของคู่สัมพันธ์ (B = 2.179) และรูปแบบความผูกพันแบบหลีกหนี (B = -1.095) จากการศึกษา สามารถอธิบายได้ว่า ความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้หญิงมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการรับรู้ของผู้หญิงที่มีต่อการตอบสนองของคู่สัมพันธ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีความสัมพันธ์เชิงลบกับรูปแบบความผูกพันแบบหลีกหนีของผู้หญิง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001


ความสัมพันธ์ระหว่างการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกกับความไว้วางใจ โดยมีการเล่นพรรคเล่นพวกของหัวหน้างานเป็นตัวแปรกำกับ, ธนานุตม์ จุลกระเศียร Jan 2022

ความสัมพันธ์ระหว่างการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกกับความไว้วางใจ โดยมีการเล่นพรรคเล่นพวกของหัวหน้างานเป็นตัวแปรกำกับ, ธนานุตม์ จุลกระเศียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกต่อความไว้วางใจ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเล่นพรรคเล่นพวกของหัวหน้างานต่อความไว้วางใจ และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลกำกับการเล่นพรรคเล่นพวกของหัวหน้างานต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกกับความไว้วางใจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นพนักงานที่มีหัวหน้างาน ที่มีอายุงานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ปฏิบัติงานกับหัวหน้างานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในบริษัทเอกชนในประเทศไทย โดยไม่ได้มีการระบุอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 200 คน โดยสามารถสรุปผลการวิจัย พบว่า การรับรู้การแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกมีความสัมพันธ์ทางบวกต่อความไว้วางใจด้านความรู้ความเข้าใจที่ขนาด (β = .57, p < .01) และทางด้านอารมณ์ (β = .76, p < .01) การรับรู้การเล่นพรรคเล่นของหัวหน้างานมีความสัมพันธ์ทางบวกต่อความไว้วางใจด้านความรู้ความเข้าใจที่อิทธิพลขนาดเล็ก (β = .27, p < .01) ในขณะที่การรับรู้การเล่นพรรคเล่นของหัวหน้างานไม่มีความสัมพันธ์ต่อความไว้วางใจด้านอารมณ์ อีกทั้งการรับรู้การเล่นพรรคเล่นพวกของหัวหน้างานไม่ได้เป็นตัวแปรกำกับต่อความสัมพันธ์ระหว่างการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกกับความไว้วางใจด้านความรู้ความเข้าใจและทางด้านอารมณ์ ดังนั้น การแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกควรตระหนักในเรื่องของคุณภาพการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้อยู่ในลักษณะของการเปิดกว้าง สนับสนุนให้สมาชิกใช้ประโยชน์จากคุณภาพของการแลกเปลี่ยนอย่างเกิดประโยชน์และนำไปสู่ความไว้วางใจที่มีต่อหัวหน้างาน


การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของตราสินค้าที่มีเนื้อหาความหลากหลายทางเพศการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค, ฆฤณา มหกิจเดชาชัย Jan 2022

การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของตราสินค้าที่มีเนื้อหาความหลากหลายทางเพศการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค, ฆฤณา มหกิจเดชาชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการใช้สื่อและเนื้อหาในการสื่อสารการตลาดที่มีเนื้อหาความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย (2) ศึกษาการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าและบริการที่มีเนื้อหาความหลากลายทางเพศ (3) ศึกษาความแตกต่างกันในการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่มีเพศสภาพแตกต่างกัน ต่อสินค้าและบริการที่มีเนื้อหาความหลากหลายทางเพศ และ (4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค โดยเก็บข้อมูลกับกลุ่มผู้บริโภคตัวอย่างทั้งเพศชาย เพศหญิง และเพศวิถีอื่น ๆ (LGBTQIA+) ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 430 คน ในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2566 ผลการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า ตราสินค้ามีการใช้ลักษณะเนื้อหาการสื่อสารการตลาดบนสื่อออนไลน์ที่ปรากฎมากที่สุด คือ เนื้อหาที่มีคำแสดงถึงความหลากหลายทางเพศโดยอ้อม ส่วนลักษณะเนื้อหาการสื่อสารการตลาดบนสื่อออนไลน์ที่ปรากฎน้อยที่สุด คือ เนื้อหาที่สัญลักษณ์สีรุ้ง และช่องทางที่ตราสินค้าใช้ในการสื่อสารที่ปรากฎมากที่สุด คือ เฟซบุ๊ก ส่วนช่องทางที่ใช้ในการสื่อสารที่ปรากฎน้อยที่สุด คือ เว็บไซต์ต่าง ๆ นอกจากนี้ผลการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณพบว่า กลุ่มผู้บริโภคตัวอย่างโดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 18-26 ปี สถานภาพโสด มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 25,001-35,000 บาทมากที่สุดนั้น มีการรับเปิดสื่อสารการตลาดเนื้อหาความหลากหลายทางเพศอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีการเปิดรับสูงบนช่องทางสื่อเฟซบุ๊ก และสื่อสารการตลาดในรูปแบบสื่อที่พรีเซนเตอร์ผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นผู้แสดงหรือนำเสนอสินค้าในระดับสูง ส่วนทัศนคติต่อการสื่อสารการตลาดเนื้อหาความหลากหลายทางเพศนั้นอยู่ในระดับสูง โดยเห็นว่าเป็นเนื้อหาที่มีความทันสมัย ส่วนพฤติกรรมการซื้อต่อการสื่อสารการตลาดเนื้อหาความหลากหลายทางเพศโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง อีกทั้งผู้บริโภคที่มีเพศสภาพแตกต่างกันจะมีการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อต่อสินค้าและบริการที่มีเนื้อหาความหลากหลายทางเพศแตกต่างกัน และการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อนั้นมีความสัมพันธ์กัน


Digital Nomadism In Southeast Asia: Its Cultural Identities And The New Labor Model, Wenjue Zhong Jan 2022

Digital Nomadism In Southeast Asia: Its Cultural Identities And The New Labor Model, Wenjue Zhong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the cultural identity of digital nomads in Southeast Asia and its impact on their evolving labor model. Employing qualitative interviews and document research, the study investigates the lifestyles of these contemporary nomads. The research reveals a finding: despite roaming abroad, digital nomads maintain a strong connection to their national identity. This intriguing phenomenon demonstrates the persistence of cultural heritage in shaping their self-identity. Unlike traditional global nomads, digital nomads display a more utility-oriented approach, where their nomadic lifestyle is deeply interwoven with their work status. Consequently, digital nomadism emerges as a unique labor model, reflecting the transformative …


Glocalization Of Bronze Drums In Southeast Asia: The Case Of Bronze Drums In State Ceremonies Of Thailand, Taixing Li Jan 2022

Glocalization Of Bronze Drums In Southeast Asia: The Case Of Bronze Drums In State Ceremonies Of Thailand, Taixing Li

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Bronze Drum is a living specimen of Southeast Asian culture and a testimony to the development of Southeast Asian societies for more than 2,000 years. The Bronze Drum has been inherited dynamically hitherto, and the Thai state ceremonies still adopt it. However, current scholarship on Bronze Drums is confined chiefly to static studies, which caused the omission of the essence of glocalization. This thesis adopts the theory of glocalization, namely that the Bronze Drum is the result of the interpenetration of the global and the local, resulting in unique outcomes in a specific geographic location, and then applies an …


เสถียรภาพของภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงภายใต้ความเสี่ยงด้านต่ำและด้านสูงของราคาบ้าน, พงศ์ภัค ศรีสิงหสงคราม Jan 2022

เสถียรภาพของภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงภายใต้ความเสี่ยงด้านต่ำและด้านสูงของราคาบ้าน, พงศ์ภัค ศรีสิงหสงคราม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบและปัจจัยสำคัญทางด้านภาคเศรษฐกิจจริงและปัจจัยทางด้านภาคการเงินต่อราคาบ้านเมื่อเกิดสภาวะความเสี่ยงด้านสูงและความเสี่ยงด้านต่ำสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในการศึกษานี้ได้มีการแบ่งกลุ่มของข้อมูลเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มปัจจัยในภาพรวม และกลุ่มปัจจัยย่อย ทั้งนี้เพื่อตอบวัตถุประสงค์ผู้วิจัยได้มีการนำเทคนิค Feature Importance ด้วยการใช้อัลกอริทึม Random Forest และเสริมด้วยแบบจำลอง Semi-parametric Quantile Regression ซึ่งจะช่วยให้แบบจำลองเหมาะสมกับการวิเคราะห์การแจกแจงการกระจายข้อมูลที่ไม่ปกติ ผลการศึกษาแบ่งตามลักษณะกลุ่มประเทศดังนี้ สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วพบว่าปัจจัยทางด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในการกำหนดราคาบ้านทั้งในช่วงความเสี่ยงด้านสูงและด้านต่ำอีกทั้งเมื่อปัจจัยดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อราคาบ้านให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับทุกควอนไทล์ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะในปัจจัยย่อยของกลุ่มตัวแปรต่างๆ ที่มีความสำคัญที่สุดและส่งผลต่อราคาบ้านในแต่ละกลุ่มจะพบว่าปัจจัยที่ควรสังเกตุและมีความสำคัญมากเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาบ้านได้แก่ ปัจจัยด้านรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของรัฐบาล, ปัจจัยด้านดัชนีราคาด้านสินค้าและบริการเบ็ดเตล็ด, ปัจจัยด้านดัชนีราคาด้านการนันทนาการและวัฒนธรรม, ปัจจัยด้านการลงทุนแบบพอร์ตโฟลิโอผ่านตราสารทุน, ปัจจัยด้านสัดส่วนสินเชื่อภาคครัวเรือนเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และปัจจัยด้านดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง เป็นต้น สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่พบว่าตัวแปรทางด้านดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงและสัดส่วนสินเชื่อต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมีสัดส่วนสูงที่สุดรวมกันอยู่ที่ประมาณสัดส่วนร้อยละ 60 ถึง 70 ของตัวแปรทั้งหมดในแบบจำลองในการกำหนดราคาบ้าน ทั้งนี้สำหรับประเทศพัฒนาแล้วอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงเมื่อเกิดการแข็งค่าขึ้นจะส่งผลต่อราคาบ้านในทิศทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับทุกควอไทล์ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะในปัจจัยย่อยของกลุ่มตัวแปรต่างๆ ที่มีความสำคัญที่สุดและส่งผลต่อราคาบ้านในแต่ละกลุ่มจะพบว่าปัจจัยที่ควรสังเกตุและมีความสำคัญมากเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาบ้านได้แก่ ปัจจัยด้านรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน, ปัจจัยด้านการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น, ปัจจัยด้านดัชนีราคาด้านสินค้าและบริการเบ็ดเตล็ด, ปัจจัยด้านการลงทุนแบบพอร์ตโฟลิโอผ่านตราสารหนี้, ปัจจัยด้านสัดส่วนสินเชื่อภาคเอกชนเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ, ปัจจัยด้านเครื่องมือ Loan-to-Value และ ปัจจัยด้านปริมาณเงินตามความหมายกว้าง เป็นต้น ดังนั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจึงนั้น ผู้ออกนโยบายควรที่จะมุ่งไปที่ปัจจัยที่มีความสำคัญและส่งผลต่อราคาบ้านให้เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่มประเทศและพิจารณาการกับกำดูแลผ่านนโยบายเสถียรภาพด้านราคาบ้านตามสถานการณ์ให้เหมาะสม


ผู้ก่อการร้ายหญิง : ปัญหาและแนวทางการแก้ไข, พิมพ์ชนก จันทบูรณ์ Jan 2022

ผู้ก่อการร้ายหญิง : ปัญหาและแนวทางการแก้ไข, พิมพ์ชนก จันทบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง ผู้ก่อการร้ายหญิง : ปัญหาและแนวทางการแก้ไข เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลเหตุ จูงใจ บทบาท และกระบวนการในการที่ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในการก่อการร้าย ตลอดจนแสวงหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ผลจากการวิจัยพบว่า มูลเหตุจูงใจในการก่อการร้ายของผู้หญิงสามารถแบ่งเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่เป็นปัจจัยดึงดูด อันเป็นปัจจัยจากฝั่งกลุ่มก่อการร้าย ได้แก่ กระบวนการชักชวนและจัดหาที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับความมีบารมีและความดึงดูดของผู้นำกลุ่มก่อการร้ายและส่วนที่เป็นปัจจัยผลักดัน อันเป็นปัจจัยที่มาจากแรงกระตุ้นของฝั่งผู้หญิงเอง ได้แก่ อารมณ์ส่วนตัว ศาสนา และการเมือง จนนำไปสู่การเข้าสู่กระบวนการโดยสมัครใจเพื่อไปมีส่วนร่วมในการก่อการร้าย โดยในต่างประเทศผู้หญิงมีทั้งบทบาทหลักในการก่อเหตุ และบทบาทสนับสนุน อาทิ การทำหน้าที่เป็นแม่ ภรรยา และจัดหาสมาชิก เป็นต้น ซึ่งมักถูกชักจูงผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ขณะที่บางส่วนที่ไม่สมัครใจก็จะตกเป็นเหยื่อเพื่อแสวงประโยชน์ของกลุ่มก่อการร้าย ในส่วนของประเทศไทยนั้น การก่อการร้ายถูกชี้นำไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผู้หญิงจะมีบทบาทในการสนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบ อาทิ การทำหน้าที่ปฐมพยาบาล และการหารายได้ เป็นต้น โดยถูกชักจูงจากคนในครอบครัวและคนใกล้ตัว ประกอบกับการซึมซับข้อมูลและเรื่องเล่าต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์จากการอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานาน และเนื่องจากผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในการก่อการร้ายในบทบาทต่าง ๆ อันเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้เกิดการก่อการร้ายในหลายพื้นที่ทั่วโลก ประชาคมระหว่างประเทศรวมทั้งประเทศไทยจึงได้มีการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องในการต่อต้านการก่อการร้ายทั้งในภาพรวมและในมิติของผู้หญิงในการก่อการร้ายเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดี ยังพบว่าหลายประเทศทั่วโลกยังคงเผชิญกับภัยคุกคามจากการก่อการร้ายจวบจนปัจจุบัน เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาหลายทศวรรษ ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงนโยบาย การเพิ่มมาตรการป้องกันในระดับปฏิบัติ ตลอดจนการนำทฤษฎีทางอาชญาวิทยาและแนวทางการป้องกันจากต่างประเทศที่ได้ศึกษาไว้ มาเป็นกรอบในการจัดทำแนวทางในการป้องกันและแก้ไขทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการที่สอดคล้องกับบริบทของไทย


การฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, วนัสนันท์ กันทะวงศ์ Jan 2022

การฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, วนัสนันท์ กันทะวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ศึกษาความสัมพันธ์ของการฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และศึกษาทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับการฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method) การวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม โดยวิธีการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ตราด และสุราษฎร์ธานี และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร 10 ปีย้อนหลัง พ.ศ. 2556 - 2566 และใช้เทคนิคการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิต นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ องค์กรไม่แสวงหากำไร ผลการศึกษาพบว่า การซื้อขายคาร์บอนเครดิตสามารถบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การลงทุนรูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตไม่ได้เป็นอาชญากรรมในตัวเอง หากแต่มีการใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิดและนำไปสู่การฟอกเขียว การฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ 1) ผู้กระทำ 2) กิจกรรมการฟอกเขียว 3) ฟอกเขียวด้วยกลไกคาร์บอน 4) เป้าหมาย 5) ผลกระทบ 6) กระทำด้วยเจตนา โดยผู้กระทำการฟอกเขียว ประกอบด้วย 1) บุคคลธรรมดา มีลักษณะอาชญากรคอปกขาว 2) นิติบุคคล มีลักษณะอาชญากรรมที่กระทำโดยบริษัทหรือธุรกิจองค์กร 3) รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุจากความประมาทจากการประกาศนโยบายของรัฐ หรือการดำเนินการผิดพลาดที่นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน การฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสามารถเกิดใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การใช้ช่องโหว่ของกระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต การพึ่งพาการชดเชยมากเกินไป และการใช้กลไกการทำธุรกรรมของกลไกคาร์บอน ความสัมพันธ์ของการฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต จำแนกเป็น 2 ลักษณะคือ การซื้อขายคาร์บอนเครดิตช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตนำไปสู่ปัญหาสังคม 2 ลักษณะ ได้แก่ เป็นเครื่องมือการฟอกเขียว และ ก่อให้เกิดอาชญากรรมรูปแบบใหม่ในลักษณะห่วงโซ่อาชญากรรม ได้แก่ การฉ้อโกงประชาชน อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม อาชญากรรมคอปกขาว อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ อาชญากรรมไซเบอร์ การฉ้อโกงภาษี และการฟอกเงิน จากการศึกษาทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับการฟอกเขียวด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตปรากฎว่า มีความสัมพันธ์กับการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม และการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับน้อย มีความสัมพันธ์กับไม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก …


Poverty And Elderly Labor Supply In Thailand, Ruoshan Zhao Jan 2022

Poverty And Elderly Labor Supply In Thailand, Ruoshan Zhao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The aim of this study was to estimate the impact of poverty on elderly labor force participation and investigate the relationship between poverty and the intensity of work (i.e., working days). Labor supply by the elderly is increasingly one of the most concerning issues in developing countries. Based on studies on the elderly, researchers have made significant findings regarding the labor participation rates of older adults. However, there is a lack of research on the relationship between the labor force participation rate and poverty among the elderly in Thailand. This study used the probit regression model and Tobit regression model …


พลวัตการประท้วง : ศึกษากรณีขบวนการต่อต้านโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, วรรธนพร ภัทรธรรมกุล Jan 2022

พลวัตการประท้วง : ศึกษากรณีขบวนการต่อต้านโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, วรรธนพร ภัทรธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การเกิดขึ้นและพัฒนาการของขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และสถานการณ์และแนวโน้มของขบวนการต่อต้านโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีการระดมทรัพยากร (Resources Mobilization Theory) ผลการศึกษาพบว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เกิดขึ้นในปี 2559 ภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ในการก่อกำเนิดและดำเนินโครงการ จึงนำมาสู่การกำเนิดขึ้นของ “ขบวนการต่อต้านโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” โดยมีข้อเรียกร้องคือให้ยุติหรือชะลอโครงการดังกล่าว ทั้งนี้การเคลื่อนไหวอยู่ภายบริบททางการเมืองที่แบ่งได้เป็น 2 ยุค คือ อำนาจนิยมเต็มรูปแบบ ในปี 2559 – 2561 และอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2562 ซึ่งปัจจัยโครงสร้างโอกาสทางการเมืองมีผลอย่างมากต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวและทิศทางการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะในยุคอำนาจนิยมที่มีการจำกัดสิทธิในการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม แม้ภายหลังการเลือกตั้งทำให้มีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวมากขึ้น แต่รัฐยังคงรวมศูนย์การตัดสินใจจนได้ดำเนินโครงการจนหวนกลับไม่ได้แล้ว ดังนั้น จึงนำมาสู่การลดทอนข้อเรียกร้องของขบวนการ จนในที่สุดขบวนการได้รับความสำเร็จจากการสร้างผลสะเทือนต่อรัฐ จนเกิดการเร่งทบทวนผังเมืองใหม่ 30 อำเภอ โดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็น อย่างไรก็ตาม หลังจากการเคลื่อนไหวในปี 2563 การเคลื่อนไหวก็คลายตัวลงแต่การเคลื่อนไหวยังไม่สิ้นสุดเพราะแต่ละพื้นที่ยังคงแยกกันเคลื่อนไหวตามผลกระทบที่ได้รับซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็ได้รับความสำเร็จ/ล้มเหลวแตกต่างกันไป


ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. : เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า, เวียงรัฐ เนติโพธิ์ Jan 2022

ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. : เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า, เวียงรัฐ เนติโพธิ์

Journal of Social Sciences

งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการสำรวจความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ (clientelism) ภายใต้ระบอบ คสช. (ปี พ.ศ. 2557-2562) เป็นการศึกษาเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ ระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ทางการเมือง โดยใช้กรอบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์กับระบอบการเมือง คำถามหลักของงานวิจัยนี้วางไว้ในระดับรัฐกับประชาชน เพื่อดูว่าเครือข่ายระหว่างผู้มีอำนาจรัฐกับประชาชน และเครือข่ายระหว่างนักการเมืองกับประชาชนนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในระบอบ คสช. ความสัมพันธ์ในด้านนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในการระดมคะแนนเสียงเท่านั้น แต่มันคือตัวกำหนดแบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแสดงต่าง ๆ ทางการเมือง กำหนดความเป็นองค์กรของพรรคการเมือง และแบบแผนการปฏิบัติที่ส่งผลต่อพลวัตทางการเมือง ผู้วิจัยได้ใช้ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ พบว่าภายใต้ระบอบนี้ได้ใช้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อทำลายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงสถาบันที่สำคัญอันหนึ่ง การเมืองเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการกลับคืนสู่การเมืองแบบเก่าที่ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลและการพึ่งพาระบบราชการ อันทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ยากยิ่งขึ้น


ห้องแห่งเสียงสะท้อนออนไลน์กับผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562, พิรงรอง รามสูต, พิมลพรรณ ไชยนันท์, วิโรจน์ สุทธิสีมา Jan 2022

ห้องแห่งเสียงสะท้อนออนไลน์กับผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562, พิรงรอง รามสูต, พิมลพรรณ ไชยนันท์, วิโรจน์ สุทธิสีมา

Journal of Social Sciences

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สำรวจภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนจากการสื่อสารทางการเมืองในพื้นที่ออนไลน์ของผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก ในช่วงของการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2562 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะของห้องแห่งเสียงสะท้อนในพื้นที่ออนไลน์กับทัศนคติทางการเมือง 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อน โดยใช้พหุวิธีวิจัย การศึกษาพบว่าองค์ประกอบหนึ่งของห้องแห่งเสียงสะท้อนในแง่ข้อมูลหรือชุดความคิดหลักหนึ่ง ๆ ได้รับการตอกย้ำและกระจายออกไปผ่านการทำซ้ำและการสนับสนุนในกลุ่มแบ่งขั้ว ส่วนลักษณะการกลั่นกรองและคัดสรรข้อมูลโดยระบบอัลกอริทึมพบในบางวิธีศึกษา ขณะเดียวกัน ภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนมีความสัมพันธ์กับทัศนคติทางการเมืองของบุคคล ซึ่งสร้างภูมิทัศน์ทางความคิดรายรอบแต่ละบุคคลเอาไว้ เมื่อผนวกกับประเด็นเรื่องปัจจัยทางเทคโนโลยีและการรวมกลุ่มสังคมจะทำให้เกิดการสร้าง “พื้นที่ทางความคิด” ขึ้นมา สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนในการวิจัยนี้ ได้แก่ 1) อัลกอริทึมสร้างภาวะฟองสบู่ตัวกรอง 2) แนวทางในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของผู้ใช้ออนไลน์ 3) ทัศนคติทางการเมืองและบริบท/สถานการณ์แวดล้อมทางการเมือง และ 4) รูปแบบเครือข่ายทางการสื่อสารที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ออนไลน์


เงื่อนไขไตรลักษณ์ของความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย : ศึกษาเทียบเคียงกรณีโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมากับกรณีมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย, อันวาร์ กอมะ, เอกรินทร์ ต่วนศิริ Jan 2022

เงื่อนไขไตรลักษณ์ของความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย : ศึกษาเทียบเคียงกรณีโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมากับกรณีมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย, อันวาร์ กอมะ, เอกรินทร์ ต่วนศิริ

Journal of Social Sciences

งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาความแตกต่างของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศเมียนมาและไทย โดยใช้กรณีของโรฮีนจาในรัฐยะไข่เทียบเคียงกับกรณีของมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ แม้ว่าเมียนมาและไทยเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นชนส่วนใหญ่ แต่ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและมุสลิมชนกลุ่มน้อยของทั้งสองประเทศก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในกรณีของโรฮีนจาปรากฏความรุนแรงสุดโต่ง ส่วนในกรณีของมลายูมุสลิมเกิดความรุนแรงต่ำที่กระทำโดยรัฐ นัยยะของการเทียบเคียงของทั้งสองกรณีคือการค้นหาปัจจัยที่ทำให้เกิดและไม่เกิดความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิม ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งสองกรณีแตกต่างกันคือ ‘เงื่อนไขไตรลักษณ์’ ซึ่งประกอบด้วยมุมมองของรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย อิทธิพลของขบวนการพุทธชาตินิยม และความอ่อนแอของมุสลิมชนกลุ่มน้อย ฉะนั้น เมื่อรัฐมีมุมมองที่ปิดกั้นต่อชนกลุ่มน้อยประกอบกับขบวนการพุทธชาตินิยมมีอิทธิพลสูงและสถานะของมุสลิมชนกลุ่มน้อยมีความอ่อนแอแล้ว โอกาสที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงสุดโต่งก็มีสูงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยเสนอว่าการปรากฏหรือไม่ปรากฏของเงื่อนไขไตรลักษณ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังการใช้ความรุนแรงสุดโต่งที่กระทำโดยรัฐต่อมลายูมุสลิมในประเทศไทย และต่อชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


การสร้างรัฐเสนานุภาพของไทยจากรัฐประหาร 2490 ถึงรัฐประหาร 2557, พวงทอง ภวัครพันธุ์ Jan 2022

การสร้างรัฐเสนานุภาพของไทยจากรัฐประหาร 2490 ถึงรัฐประหาร 2557, พวงทอง ภวัครพันธุ์

Journal of Social Sciences

บทความนี้ต้องการวิเคราะห์อำนาจทางการเมืองของทหารไทยนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490 จนถึง 2557 ด้วยมโนทัศน์รัฐเสนานุภาพ (praetorianism) โดยพิจารณาการพยายามสถาปนาอำนาจของทหารผ่านระบบกฎหมาย การใช้อำนาจบริหารประเทศ และอำนาจเหนือกิจการความมั่นคงภายใน โดยอำนาจของกองทัพในแต่ละยุคสมัยมีระดับที่แตกต่างกัน การปกป้องสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญสูงสุดสำหรับรัฐเสนานุภาพไทย ทั้งในแง่ที่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เป็นทั้งอุดมการณ์ พันธกิจ และเป็นแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพ การสร้างรัฐเสนานุภาพไทยเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างกองทัพกับพันธมิตรในเครือข่ายรอยัลลิสต์ รัฐเสนานุภาพไทยสามารถผลักดันนโยบายการพัฒนาไปในทิศทางที่ต้องการ ขยายอำนาจหน้าที่ของทหารในปัญหาความมั่นคงภายในออกไปอย่างกว้างขวาง จำกัดอำนาจพลเรือนเหนือกิจการภายในของกองทัพ พร้อม ๆ กับทำให้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอ่อนแอลง ประการสำคัญ นับตั้งแต่การรัฐประหาร พ.ศ. 2490 กลไกอำนาจของกองทัพได้ถูกสถาปนาลงสู่โครงสร้างส่วนบนของอำนาจ  ทำให้กองทัพสามารถบ่อนเซาะเสถียรภาพของรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลพลเรือนหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549


ตัวแสดงในเศรษฐกิจการเมืองญี่ปุ่นกับการกำหนดแนวทางการพัฒนาการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : ทบทวนกรอบคิดสามเหลี่ยมเหล็ก, นรุตม์ เจริญศรี Jan 2022

ตัวแสดงในเศรษฐกิจการเมืองญี่ปุ่นกับการกำหนดแนวทางการพัฒนาการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : ทบทวนกรอบคิดสามเหลี่ยมเหล็ก, นรุตม์ เจริญศรี

Journal of Social Sciences

วัตถุประสงค์ของบทความนี้คือเพื่อศึกษาวิเคราะห์กรอบความคิดสามเหลี่ยมเหล็กที่ถูกมักใช้อธิบายพลวัตเศรษฐกิจการเมืองของญี่ปุ่น แต่ยังขาดการผนวกมาวิเคราะห์ร่วมกับกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่น บทความนี้เลือกเอานโยบายต่างประเทศญี่ปุ่นที่มีต่อการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้านการขนส่งระหว่างประเทศมาเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนจากบริษัทเอกชนญี่ปุ่นอยู่จำนวนมาก หน่วยงานราชการและเอกชนของญี่ปุ่นได้แสดงความต้องการการพัฒนาการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงไปยังกลไกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายวิธีการ ดังนั้นการศึกษาการแสดงความต้องการ และความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (LDP) หน่วยงานราชการ และหน่วยงานธุรกิจจะช่วยทบทวนกรอบความคิดสามเหลี่ยมเหล็กว่ายังมีความสามารถในการอธิบายพลวัตทางเศรษฐกิจการเมืองญี่ปุ่นได้อย่างไร และเป็นการผนวกเอาการวิเคราะห์สามเหลี่ยมเหล็กและการกำหนดนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นพหุนิยม (pluralism) ของการกำหนดนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่น


การใช้ภาพเล่าเรื่องซึ่งเป็นการสะท้อนเสียงของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ดินในอุทยานแห่งชาติทับลาน, จุฬารัต ผดุงชีวิต, อาแว มะแส Jan 2022

การใช้ภาพเล่าเรื่องซึ่งเป็นการสะท้อนเสียงของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ดินในอุทยานแห่งชาติทับลาน, จุฬารัต ผดุงชีวิต, อาแว มะแส

Journal of Social Sciences

วัตถุประสงค์หลักของบทความวิจัยมุ่งอภิปรายการใช้ภาพเล่าเรื่องเพื่อเป็นเสียงสะท้อนผ่านการสื่อสารที่สามารถมองเห็นในชุมชนท้องถิ่นโดยคนในชุมชนเป็นผู้เล่าและสะท้อนเสียงส่วนลึกที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่ดินในอุทยานแห่งชาติทับลาน อนึ่ง ผู้เข้าร่วมในการศึกษามีจำนวน 6  คน จาก18 คนในงานวิจัยเพื่อร่วมในการวิจัยภาพถ่ายเล่าเรื่อง ได้แก่ ชาวบ้าน เอ็นจีโอ และพระนักพัฒนาในตำบลไทยสามัคคี ซึ่งประโยชน์จากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องจะช่วยบันทึกเรื่องราว สะท้อนแง่มุม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถือเป็นประจักษ์พยานในการศึกษาปัญหาที่ดิน อีกทั้งช่วยพัฒนาความสามารถของพลเมืองในการถกแถลงสาธารณะโดยใช้ภาพถ่าย ดังนั้นการศึกษานี้นำมาสู่การจุดประกายให้เห็นถึงบทบาทของการใช้ภาพเล่าเรื่องว่าเป็นวิธีการในการเข้าถึงแก่นแท้ในความรู้สึกเชิงศีลธรรมของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือผ่านมุมมองของประชาชนในการพัฒนาชุมชนร่วมกันและเข้าถึงผู้กำหนดนโยบาย ทั้งนี้การนำผลงานวิจัยไปใช้เน้นเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะและการเติมเต็มการศึกษาประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือในการจัดการปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน


การเปลี่ยนรูปแบบของอาชญากรรมในศตวรรษที่ 21 : ปัญหาอาชญากรรมลูกผสมในสังคมไทย, ดิเรกฤทธิ์ บุษยธนากรณ์, สุมนทิพย์ จิตสว่าง Jan 2022

การเปลี่ยนรูปแบบของอาชญากรรมในศตวรรษที่ 21 : ปัญหาอาชญากรรมลูกผสมในสังคมไทย, ดิเรกฤทธิ์ บุษยธนากรณ์, สุมนทิพย์ จิตสว่าง

Journal of Social Sciences

บทความเรื่องนี้ศึกษาปัญหาอาชญากรรมลูกผสมที่เป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทย โดยวิเคราะห์ปัญหาจากการสังเคราะห์เอกสาร พบว่าปัญหาอาชญากรรมในสังคมไทยในศตวรรษที่ 21 ถูกปรับเปลี่ยนจากการเป็นรูปแบบเดี่ยวมาเป็น “อาชญากรรมลูกผสม” ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ทั้งอาชญากรรมรูปแบบเดิม อาชญากรรมรูปแบบใหม่ อาชญากรรมรูปแบบอื่น ๆ และที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เป็นอาชญากรรมแบบเบ็ดเสร็จ มีความซับซ้อน เชื่อมโยงสาเหตุจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยเทคโนโลยี ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางสังคมในระดับมหภาค ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางสังคมในระดับจุลภาค ปัจจัยด้านกายภาพ/ชีวภาพ และปัจจัยด้านจิตวิทยา ที่ประสานสอดคล้องกับวิธีการก่ออาชญากรรม ทำให้ไม่สามารถเข้าใจรูปแบบที่แท้จริงของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย นอกจากนี้แล้วอาชญากรรมลูกผสมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาชญากรผู้วางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการก่ออาชญากรรมนั้น โดยมีลักษณะสำคัญ ได้แก่ ผู้กระทำผิดหรืออาชญากรมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย/องค์กรมากขึ้น กระทำการข้ามรัฐ/ไร้พรมแดน พึ่งพาเทคโนโลยี และใช้วิธีการที่หลากหลายซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่จำกัดช่วงเวลาและสถานที่ สร้างการเลียนแบบ เข้าถึงเป้าหมายได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเป้าหมาย คุ้มค่ามากที่สุดในการก่อเหตุต่อครั้ง เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน ติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ยาก ทำให้ต้องใช้บุคลากรและงบประมาณจำนวนมากในการปราบปราม ป้องกันและแก้ไข


ระบบดิจิทัลภาครัฐเพื่อการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ : การประเมินผลเชิงคุณภาพในกรณีประเทศไทย, ธนาพร เต็งรัตนประเสริฐ, ติญทรรศน์ ประทีปพรณรงค์ Jan 2022

ระบบดิจิทัลภาครัฐเพื่อการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ : การประเมินผลเชิงคุณภาพในกรณีประเทศไทย, ธนาพร เต็งรัตนประเสริฐ, ติญทรรศน์ ประทีปพรณรงค์

Journal of Social Sciences

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านในทางเศรษฐกิจและสังคม และการจัดสรรผลประโยชน์จากเทคโนโลยีได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล แต่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลที่เท่าเทียมกันยังคงเป็นความท้าทาย งานวิจัยนี้ใช้แนวทางเชิงคุณภาพ ศึกษาการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของภาครัฐในปัจจุบัน ผ่านระบบการให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และระบบให้บริการรับคำร้องขอหนังสือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ระบบการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบบพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ กรมศุลกากร และระบบการชำระค่าธรรมเนียมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานประกันสังคม รวมทั้งศึกษาองค์ประกอบความสำเร็จการใช้งานระบบดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบความสำเร็จของการปรับใช้ภาครัฐดิจิทัลอยู่ที่การลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล การส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัล และการออกแบบสถาปัตยกรรมของภาครัฐเพื่อให้ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น


ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยไทย, จิตรสุดา ลิมเกรียงไกร Jan 2022

ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยไทย, จิตรสุดา ลิมเกรียงไกร

Journal of Social Sciences

การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัย ใช้รูปแบบของการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศผู้ประกอบการสังคมทั้งในเชิงนโยบายและในเชิงปฏิบัติ และปัจจัยแวดล้อมเกื้อหนุน ผลการวิจัยพบว่าระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยไทย คือการเชื่อมโยงกันของห่วงโซ่ทางคุณค่าที่มีความสลับซับซ้อนเช่นเดียวกันกับระบบนิเวศทางธรรมชาติ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ที่มีหน้าที่แตกต่างกันแต่มีการพึ่งพาอาศัยกันเป็นเรื่องสำคัญ โดยองค์ประกอบและปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ จำเป็นจะต้องมีควบคู่กันไปอย่างสมดุล ได้แก่ การบูรณาการประเด็นการประกอบการทางสังคมเข้าสู่การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย การสร้างงานวิจัยเพื่อส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคม การสร้างเครือข่ายวิจัยเป็นกลไกเชื่อมต่อการสร้างผลกระทบทางสังคมผ่านกลุ่มผู้ประกอบการสังคม การให้คำปรึกษาและระบบพี่เลี้ยง การเชื่อมต่อความช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุน และการสร้างพื้นที่การทำงานร่วมกันสำหรับส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคม และองค์ประกอบหลักที่เป็นหัวใจของระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยไทย คือทรัพยากรบุคคลในฐานะผู้ขับเคลื่อน ผู้ให้กำเนิด และผลักดันส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยให้ประสบความสำเร็จ


ความคิดทางการเมืองของจอห์น สจ๊วต มิลล์ : ว่าด้วยแนวทางการป้องกันทรราชของเสียงข้างมาก, ศักดิ์สิทธิ์ ฆารเลิศ, พิศาล มุกดารัศมี, วรารัก เฉลิมพันธุศักดิ์ Jan 2022

ความคิดทางการเมืองของจอห์น สจ๊วต มิลล์ : ว่าด้วยแนวทางการป้องกันทรราชของเสียงข้างมาก, ศักดิ์สิทธิ์ ฆารเลิศ, พิศาล มุกดารัศมี, วรารัก เฉลิมพันธุศักดิ์

Journal of Social Sciences

บทความเรื่องนี้ได้นำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองของ John Stuart Mill ว่าด้วยแนวทางการป้องกันทรราชของเสียงข้างมาก โดยใช้วิธีการศึกษาแบบปรัชญาการเมือง ผ่านการวิเคราะห์ตีความตัวบทอย่างละเอียด ผลการศึกษาพบว่าทรราชของเสียงข้างมาก ในทัศนะของ Mill คือ สภาวะที่คนฝ่ายเสียงข้างมากในสังคมกดขี่หรือละเมิดเสรีภาพของคนฝ่ายเสียงข้างน้อยในสังคม ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ (1) ทรราชของเสียงข้างมากโดยกฎหมาย (2) ทรราชของเสียงข้างมากโดยสังคม หรือทรราชของเสียงข้างมากโดยมติความคิดเห็นและอารมณ์ความรู้สึกที่แพร่หลายของคนส่วนใหญ่ในสังคม Mill หวาดกลัวทรราชของเสียงข้างมาก และถือว่ามันเป็นความชั่วร้ายประการหนึ่งในสังคมประชาธิปไตย ดังนั้นเพื่อป้องกันทรราชของเสียงข้างมาก Mill จึงเสนอว่าปัจเจกบุคคล สังคม และรัฐ ต้องมีหลักการสำคัญอันเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งได้แก่ (1) หลักแห่งอรรถประโยชน์ (2) หลักแห่งเสรีภาพของปัจเจกบุคคล (3) หลักแห่งขันติธรรม (4) หลักแห่งความเป็นภัยอันตรายแก่ผู้อื่น (5) หลักแห่งการมีส่วนร่วม (6) หลักแห่งการปกครองแบบมีตัวแทน และ (7) หลักแห่งการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น


การวิเคราะห์เชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยในประเทศไทย : กรณีศึกษา อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ. 2562 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ธวัฒชัย ปาละคะมาน Jan 2022

การวิเคราะห์เชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยในประเทศไทย : กรณีศึกษา อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ. 2562 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ธวัฒชัย ปาละคะมาน

Journal of Social Sciences

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนบริบทและแนวคิดระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยที่มีในประเทศไทยและต่างประเทศ 2) ศึกษาการบริหารจัดการของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยของประเทศไทยในเหตุการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึกในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการเสริมสมรรถนะกลไกเชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยของประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งมีการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิธีเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 1) ประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อดำเนินการด้านการเตือนภัยจำนวนมาก แต่มีการดำเนินการเตือนภัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยเฉพาะในหน่วยงานระดับส่วนกลาง 2) ภาพรวมของเครือข่ายการเตือนภัยล่วงหน้าอยู่ในลักษณะการผสมผสานระหว่างเครือข่ายตารางแบบบางส่วนกับเครือข่ายที่เข้าถึงได้หลายช่องทางที่ไม่สมบูรณ์ บ่งชี้ว่า 2.1) เครือข่ายขาดการกำหนดบทบาทหน้าที่และทิศทางอย่างเป็นทางการจึงทำให้สมาชิกในเครือข่ายมีปฏิสัมพันธ์กันในระดับต่ำ 2.2) สมาชิกในเครือข่ายไม่มีการดำเนินกิจกรรมด้านการเตือนภัยล่วงหน้าเป็นการเฉพาะพอที่จะก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ส่งผลให้เครือข่ายขาดความเหนียวแน่น และ 2.3) เครือข่ายในระดับท้องถิ่นขาดการเชื่อมโยงกับกลไกการเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ 3) เสนอให้มีการกำหนดให้มียุทธศาสตร์การเตือนภัยล่วงหน้าเป็นการเฉพาะที่กำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างเป็นทางการของหน่วยงานต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน ตลอดจนกำหนดกลไกการติดตาม การประเมินผล และการพิจารณางบประมาณด้านการเตือนภัยที่มีเอกภาพทั้งประเทศ ตลอดจนกำหนดกลไกและการเตรียมพร้อมด้านการเตือนภัยในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในแผนการจัดการภัยพิบัติท้องถิ่น และจัดให้มือคู่มือมาตรฐานปฏิบัติการด้านการเตือนภัย


การมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ไม่มีส่วนร่วม? : มุมมองต่อการจัดการน้ำหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554, เผ่าไทย สินอำพล Jan 2022

การมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ไม่มีส่วนร่วม? : มุมมองต่อการจัดการน้ำหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554, เผ่าไทย สินอำพล

Journal of Social Sciences

การปฏิรูปโครงสร้างการอภิบาลน้ำของไทยเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 เพื่อลดความเสี่ยงอุทกภัยและสร้างความมั่นคงในภาคการผลิต มีผลต่อสมดุลอำนาจทั้งในการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติตั้งแต่ในระดับชาติจนถึงท้องถิ่น บทความปริทัศน์ชิ้นนี้สะท้อนความก้าวหน้าและความท้าทายในการจัดการน้ำของประเทศไทยภายใต้กรอบแนวคิดการอภิบาลน้ำแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่าการจัดการน้ำในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญต่อวิถีชีวิตผ่านการใช้พื้นที่รับน้ำนองและโครงการจัดการน้ำชุมชนด้วยข้อมูลสารสนเทศ แต่มิได้ทำให้เกิด “จุดเปลี่ยนแห่งความร่วมมือ” อย่างแท้จริง เนื่องจากการเปลี่ยนศูนย์อำนาจการจัดการน้ำไปสู่ระบอบรัฐราชการอย่างเข้มข้น ทำให้ชาวชนบทที่รองรับน้ำท่วมให้ภาครัฐมีวิถีชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน และยังเปิดโอกาสให้ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น และภาคส่วนอื่น ๆ ในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายน้อยเกินไป จึงขาดการบูรณาการความรู้ที่หลากหลาย และการกำหนดสิทธิในการจัดการน้ำร่วมกันอย่างเสรี การต่อรองระบอบอภิบาลน้ำควรต้องดำเนินต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของสังคม


การบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) : กรณีศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา, วรัชยา เชื้อจันทึก Jan 2022

การบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) : กรณีศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา, วรัชยา เชื้อจันทึก

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม (questionnaire) กับ 1) บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือตัวแทน ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จำนวน 104 คน 2) บุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน จำนวน 60 คน 3) ตัวแทนชุมชน จำนวน 140 คน รวมทั้งสิ้น 304 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (  = 4.06, S.D. = 0.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การพัฒนาศักยภาพระบบการเตรียมพร้อม (  = 4.15, S.D. = 0.54) รองลงมาคือ การเสริมสร้างความร่วมมือการเตรียมพร้อมรับมือ ( = 4.06, S.D. = 0.60) การบริหารจัดการแผนแบบบูรณาการ ( = 4.02, S.D. = 0.66) และการเสริมสร้างศักยภาพของทุกภาคส่วน ( = 3.89, S.D. = 0.43) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) ได้แก่ การเสริมสร้างศักยภาพของทุกภาคส่วน ประกอบด้วยการเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเสริมสร้างศักยภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน การเสริมสร้างศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชน


อินเดียกับการจัดการจลาจลในกรณีแคชเมียร์, สุรัตน์ โหราชัยกุล, สิริกร ธารีรัตนาวิบูลย์ Jan 2022

อินเดียกับการจัดการจลาจลในกรณีแคชเมียร์, สุรัตน์ โหราชัยกุล, สิริกร ธารีรัตนาวิบูลย์

Journal of Social Sciences

นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 อินเดียก็เผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงมาโดยตลอด ในบรรดาความท้าทายเหล่านั้น การก่อจลาจลในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแคชเมียร์หรือในแคชเมียร์ ปัญจาบ ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนักซาไลต์ เป็นภัยคุกคามที่บั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติของอินเดียมากที่สุด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพียงข้อเดียวคือ เพื่อตอบคำถามวิจัยว่าอินเดียมีวิธีจัดการกับปัญหาจลาจลในแคชเมียร์อย่างไร ในขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งสำคัญสองประการ คือ (1) การก่อจลาจลในแคชเมียร์มีปัจจัยภายนอกมาเกี่ยวข้องอย่างสำคัญยิ่ง ทำให้รัฐบาลอินเดียแก้ปัญหาได้ยากลำบาก และ (2) การแก้ปัญหาแคชเมียร์ของอินเดียมีหลักคิดและวิธีตรงกับกรอบความมั่นคงแบบดั้งเดิมและกรอบความมั่นคงของมนุษย์ผสมผสานกัน ต่างจากโลกวิชาการที่มักจะมองกรอบทั้งสองแยกจากกันสิ้นเชิง บทความแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกบรรยายพัฒนาการประเด็นปัญหาการจลาจลในแคชเมียร์ ส่วนที่สองอธิบายการจัดการจลาจลแคชเมียร์ของอินเดีย และส่วนสุดท้ายสรุปเนื้อหาใจความของบทความพร้อมทิ้งท้ายด้วยข้อคิดบางประการ


วัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมองค์การระดับโลก : ศึกษากรณี วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย, ชนิดา จิตตรุทธะ Jan 2022

วัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมองค์การระดับโลก : ศึกษากรณี วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย, ชนิดา จิตตรุทธะ

Journal of Social Sciences

วัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาซึ่งเป็นองค์การที่มีศักยภาพในการทำหน้าที่ของสมองซีกขวาในการผลิตจินตนาการนั้น เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างนวัตกรรมองค์การระดับโลก อาทิ มหาวิหาร ซากราดา ฟามิเลีย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการบริหารวัฒนธรรมองค์การ ของวัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ว่าได้อาศัยวัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาหรือไม่ อย่างไร ในการสร้างนวัตกรรมองค์การ และศึกษามาตรการเพื่อส่งเสริมและประยุกต์ใช้กับองค์การภาครัฐ โดยอาศัยการบูรณาการข้ามศาสตร์ ด้วยวิธีวิจัยแบบผสม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ที่ปฎิบัติงานในวัดร่องขุ่น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ และกลุ่มสาธารณชน ข้อค้นพบคือ (1) การบริหารวัฒนธรรมองค์การของวัดร่องขุ่น ได้อาศัยวัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาทุกมิติ ข้อมูลจากแบบสอบถามแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้วัฒนธรรมสร้างสรรค์ ลักษณะองค์การสมองซีกขวา และการสร้างนวัตกรรมของวัดร่องขุ่น อยู่ในระดับสูงที่สุด สอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์และข้อเสนอทางทฤษฎี (2) มาตรการส่งเสริมและประยุกต์ใช้การบริหารด้วยแนวทางวัฒนธรรมสร้างสรรรค์ขององค์การสมองซีกขวา เพื่อสร้างนวัตกรรมขององค์การภาครัฐ ได้แก่ การส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงรุกและวัฒนธรรมมืออาชีพ การขจัดวัฒนธรรมความกลัวและวัฒนธรรมการลอกเลียนแบบ


การโหยหาอดีตและการประกอบสร้างความทรงจำร่วมในแนวเพลงซินธ์ป๊อปของโพลีแคท และ วรันธร เปานิล, สุพิชญา คำเขียน Jan 2022

การโหยหาอดีตและการประกอบสร้างความทรงจำร่วมในแนวเพลงซินธ์ป๊อปของโพลีแคท และ วรันธร เปานิล, สุพิชญา คำเขียน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการนำเสนอการโหยหาอดีต และ วิเคราะห์การประกอบสร้างความทรงจำร่วมจากแนวเพลงซินธ์ป๊อปของศิลปินโพลีแคท และ วรันธร เปานิล ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์ตัวบทจาก ผลงานเพลงของทั้งสองศิลปินจากแพลตฟอร์มออนไลน์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสรรค์ ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ประพันธ์เพลง แฟนเพลง และผู้เชี่ยวชาญที่ให้มุมมองวิชาการในด้านดนตรีศึกษากับมิติเชิงสังคม รวมทั้งสิ้น 23 คน ผลการวิจัยพบว่า การโหยหาอดีตในแนวเพลงซินธ์ป๊อปของทั้งสองศิลปิน มีกลวิธีในการนำเสนอผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ของเพลง ได้แก่ เนื้อเพลง (Lyrics) คีตประพันธ์ (Form) จังหวะ (Tempo) และ สีสันของเสียง (Tone color) โดยภาพรวมของผลงานเพลงทั้งหมด มุ่งถ่ายทอดเนื้อหาผ่าน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ มุมมองเกี่ยวกับเรื่องความรัก และ ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต แฟนเพลงสามารถเชื่อมโยงการโหยหาอดีตที่เกิดขึ้นในระดับปัจเจกบุคคล ได้จากตัวแปรสำคัญ คือ ประสบการณ์การใช้ชีวิต (Live experience) ซึ่งสัมพันธ์กับอารมณ์และความรู้สึก (Emotional and feeling) ที่เกิดขึ้นระหว่างการฟังเพลงนั้นในอดีตเป็นหลัก สำหรับองค์ประกอบของคีตประพันธ์พบว่า โครงสร้างของเพลงแบบ ABC ที่มีการวนซ้ำในตำแหน่งครอรัสของเพลง เป็นแบบแผนที่เสริมให้เพลงซินธ์ป๊อปเกิดท่อนที่จดจำ และแฟนเพลงสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาผ่านเพลงกับเรื่องราวของอดีตของตนเองได้ ในส่วนของสีสันของเสียง พบว่า ซินธิไซเซอร์ เป็นเครื่องดนตรีหลักที่ส่งเสริมอัตลักษณ์ (Identity) ของแนวเพลงเป็นซินธ์ป๊อปให้แฟนเพลงสามารถเชื่อมโยงกับเสน่ห์ในยุค 80s อาทิ สภาพสังคมความเป็นอยู่ หรือ แฟชั่นเครื่องแต่งกาย ที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น และองค์ประกอบส่วนของจังหวะ เป็นตัวแปรสำคัญในการส่งเสริมอารมณ์เพลง ให้ผู้ฟังสามารถเลือกเชื่อมโยงความรู้สึกจากประสบการณ์อดีตที่เกิดขึ้นได้แตกต่างกันตามบุคคล เมื่อพิจารณาการสื่อสารเนื้อหาเกี่ยวกับการโหยหาอดีตผ่านเพลง กล่าวโดยสรุปได้ว่า ในมุมของศิลปิน อาศัยกระบวนการในการการถ่ายทอดแรงบันดาลใจร่วมกับ การนำเสนอเอกลักษณ์ของความเก่าคลาสสิค แบบ 80s ที่สะท้อนผ่านตัวตนของตนเอง ในขณะเดียวกับแฟนเพลงสามารถรับรู้และเชื่อมโยงเอกลักษณ์นั้น ร่วมกับประสบการณ์ส่วนตัวอันนำไปสู่การโหยหาอดีตจากแนวเพลงซินธ์ป๊อปได้ และสำหรับการประกอบสร้างความทรงจำร่วม ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ตัวบทผ่านสื่อคอนเสิร์ต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ (Event) ที่มีร่วมกันระหว่างศิลปินและแฟนเพลง พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความทรงจำร่วมผ่านเพลงซินธ์ป๊อปของโพลีแคท และ วรันธร เปานิล ประกอบไปด้วย 1) ประสบการณ์ส่วนตัว 2) รสนิยมในการฟังเพลง (Personal …


การออกแบบนิทรรศการด้วยแนวคิดการเล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดียเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์, วิชญ์ธนา ธารจินดาวงศ์ Jan 2022

การออกแบบนิทรรศการด้วยแนวคิดการเล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดียเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์, วิชญ์ธนา ธารจินดาวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การศึกษาแนวคิดจากกรณีตัวอย่างนิทรรศการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และนิทรรศการที่ประยุกต์ใช้ทรานส์มีเดียจากคลังข้อมูลของศูนย์ออกแบบงานสร้างสรรค์ (Creative Economic Agency) รวมถึงการสัมภาษณ์เพื่อสอบถามถึงเบื้องหลังในการออกแบบนิทรรศการเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 2.การออกแบบนิทรรศการเชิงทดลอง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยเฉพาะบริบทดนตรีทางเลือก โดยประยุกต์ใช้แนวคิดทรานส์มีเดียในการเล่าเรื่อง 3.การทดสอบประสิทธิภาพของการออกแบบโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มผู้เข้าชมนิทรรศการ และการสัมภาษณ์รายบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญในด้านสื่อและนิทรรศการ โดยวิเคราะห์ เชื่อมโยง และสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า นิทรรศการที่เล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดีย อาศัยคุณลักษณะสองประการ ได้แก่ การปฏิสัมพันธ์ (interactive) และ ความดื่มด่ำ (immersive) เพื่อนำผู้ชมนำไปสู่การสร้างพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วม ในด้านการรับรู้เนื้อหาที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมดนตรีนอกกระแส พบว่า ผู้ชมส่วนใหญ่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่เกี่ยวกับดนตรีนอกกระแส โดยให้ความสนใจกับเนื้อหาที่สร้างสรรค์โดยผู้ชมคนอื่น โดยนอกจากการสื่อสารจะนำไปสู่การรับรู้ความหลากหลายของดนตรีนอกกระแสแล้ว เรื่องเล่าที่ประกฎในนิทรรศการยังนำไปสู่ข้อถกเถียงทางสังคม (public discussion) ที่เปิดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงในเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมดนตรีในบริบทของไทย