Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Physical Sciences and Mathematics Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 481 - 510 of 1876

Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics

Content And Community Based Hybrid Tag Recommendation, Umaporn Padungkiatwattana Jan 2022

Content And Community Based Hybrid Tag Recommendation, Umaporn Padungkiatwattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Personalized hashtag recommendations can provide relevant hashtags for a microblog. Despite performance improvement, three challenges remain unexplored. First, previous works construct user and hashtag representations based on relations from themselves. We argue that users and hashtags are influenced not only by their own relations (i.e., first-order relations) but also by the relations of a distant user/hashtag that is indirectly connected in multiple communities (i.e., high-order relations). Second, prior works perform personalization at the microblog level while ignoring the user aspects presented for each word in the microblog. Third, past studies capture correlations among hashtags in the same microblog by considering …


Random Forest Algorithm Using Quartile-Patternbootstrapping For Class Imbalanced Problem, Worawit Jitpakdeebodin Jan 2022

Random Forest Algorithm Using Quartile-Patternbootstrapping For Class Imbalanced Problem, Worawit Jitpakdeebodin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Nowadays, classification in machine learning serves as a valuable tool for extracting and analyzing real-world datasets. However, an important issue in classification is the problem of class imbalance, which significantly impacts the performance of classifiers. In 2019, a novel approach for a decision tree induction was introduced to address This problem—the Minority Condensation Entropy (MCE) measure that can effectively handle imbalanced datasets. Subsequently, in 2021, a new outlier factor called the Mass ratio - variance Outlier Factor (MOF) was presented that can rank instances based on the dataset density. This thesis proposes a random forest algorithm using quartile-pattern Bootstrapping that …


การนำกลับแมงกานีสจากแบตเตอรี่ปฐมภูมิที่ใช้งานแล้วโดยการตกตะกอนทางเคมีและเคมีไฟฟ้า, กัญญาณัฐ ก้อนเกตุ Jan 2022

การนำกลับแมงกานีสจากแบตเตอรี่ปฐมภูมิที่ใช้งานแล้วโดยการตกตะกอนทางเคมีและเคมีไฟฟ้า, กัญญาณัฐ ก้อนเกตุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันมีการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อย่างแพร่หลายที่ใช้แบตเตอรี่แบบใช้งานได้ครั้งเดียวหรือไม่สามารถอัดประจุซ้ำได้ (Non-chargeable batteries) ซึ่งการกำจัดขยะแบตเตอรี่ในหลายพื้นที่ของประเทศนิยมทำด้วยวิธีการฝังกลบดิน (Landfill) ผสมกับขยะประเภทอื่น ๆ เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแต่วิธีการนี้ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมตามมา การนำแบตเตอรี่ที่ใช้งานแล้วกลับมาผ่านกระบวนการเพื่อนำวัสดุภายในกลับใช้ใหม่จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า อีกทั้งเป็นการหมุนเวียนการใช้วัสดุให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ด้วยเหตุนี้งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การนำผงสารประกอบออกไซด์ของแมงกานีสจากขั้วบวกของทั้งแบตเตอรี่แอลคาไลน์และสังกะสี-คาร์บอนที่ใช้งานแล้ว ซึ่งอยู่ในรูปของผสมของสารประกอบหลายชนิดได้แก่ แมงกานีส (III) ออกไซด์ (Mn2O3) และ สังกะสี-แมงกานีส (III) ออกไซด์ (ZnMn2O4) มาผ่านกระบวนการสัณฐานโลหวิทยาความร้อนสูงและสารละลายเพื่อให้ได้เป็นสารประกอบใหม่คือ แมงกานีส (II) ออกไซด์ (MnO) แมงกานีส (II) ซัลเฟต (MnSO4) และแมงกานีสไดออกไซด์ (MnO2) ผลทดสอบโครงสร้างผลึกของสารด้วยเทคนิค X-ray diffraction (XRD) พบว่า MnO2 ที่ได้เป็นเฟสผสมของ แอลฟ่า เบต้า และแกรมม่า โดยมีร้อยละผลผลิตมากกว่า 95 เมื่อนำ MnO2 มาใช้เป็นผงขั้วบวกในแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออน ได้ทำการทดสอบสมรรถนะทางเคมีไฟฟ้าด้วยเทคนิค Galvanostatic charge-discharge (GCD) ความหนาแน่นกระแสต่างกันได้แก่ 5 10 20 50 100 และ 200 มิลลิแอมแปร์ต่อกรัม พบว่าค่าความจุจำเพาะที่ได้ของ MnO2 ที่เตรียมได้จากผงแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ใช้งานแล้วมีค่ามากกว่ากรณีที่เตรียมได้จากผงแบตเตอรี่สังกะสี-คาร์บอน โดยค่าความจุจำเพาะสูงสุดที่ได้มีค่าประมาณ 105.26 มิลลิแอมแปร์-ชั่วโมงต่อกรัม (รอบที่ 5) ที่ความหนาแน่นกระแส 5 มิลลิแอมแปร์ต่อกรัม


ดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะของเหลวไอออนิก, ดวงกมล เตียรถ์ภัทรดิลก Jan 2022

ดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะของเหลวไอออนิก, ดวงกมล เตียรถ์ภัทรดิลก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การลดลงของทรัพยากรปิโตรเลียมและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้พลังงานมากเกินไปกระตุ้นให้เกิดการค้นหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น แนวทางแก้ปัญหาหนึ่งคือชีวมวลที่สามารถพบได้ทั่วไปในซากพืชและสัตว์ กรดไขมันเป็นส่วนประกอบของชีวมวลที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในฐานะแหล่งพลังงานหมุนเวียนเนื่องจากสามารถเปลี่ยนโครงสร้างให้กลายเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนสายยาวได้ผ่านปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชัน อย่างไรก็ตาม ดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันไปเป็นแอลเคนต้องใช้พลังงานสูง และมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและความเลือกจำเพาะต่ำ ในงานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมร่วมกับของเหลวไอออนิก (Pd/IL) โดยได้ศึกษาการเปลี่ยนกรดสเตียริกไปเป็นเอ็น-เฮปตะเดคเคนที่เร่งด้วยแพลเลเดียมในกรณีที่ไม่มีหรือมีของเหลวไอออนิก โดยใช้อัตราส่วนของ กรดสเตียริก:แพลเลเดียม:ของเหลวไอออนิก เท่ากับ 100:1:100 โดยมวลเป็นแบบจำลอง พบว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมในรูปแบบต่างๆ เพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชันได้ไม่ดีที่อุณหภูมิ 300 °C ผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคแก๊สโครมาโตกราฟี-เฟลมไอออไนซ์เซชันแสดงให้เห็นว่าตัวเร่งปฏิกิริยา Pd(OAc)2 สามารถเปลี่ยนกรดสเตียริกได้เพียง 68.3% และให้ความเลือกจำเพาะต่อการเกิดเฮปตะเดเคนเพียง 2.3% และเมื่อมีของเหลวไอออนิก [BMIM]PF6 อยู่ด้วย โดยค่าการเปลี่ยนเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 92.7% อีกทั้งความเลือกจำเพาะเพิ่มเป็น 89.5% ภายใต้ภาวะที่เหมาะสม การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมในรูปอื่น ๆ ร่วมกับของเหลวไอออนิก [BMIM]PF6 หรือการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา Pd(OAc)2 ร่วมกับของเหลวไอออนิกชนิดอื่นๆ พบว่ายังให้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ในทุกกรณีก็ยังจะให้ค่าการเปลี่ยนและความเลือกจำเพาะที่ดีกว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมเพียงอย่างเดียว ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องทำภายใต้บรรยากาศไฮโดรเจนหรือใช้ตัวทำละลายอื่น ดังนั้นตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมร่วมกับของเหลวไอออนิกจึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับการทำปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันที่มีประสิทธิภาพสูง


ผลของชนิดอิเล็กโทรไลต์และสารเติมแต่งต่อขั้วสังกะสีในแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออนโดยใช้การหาลักษณะเฉพาะแบบอิน-ซิทู, พรนภา ภุมมารี Jan 2022

ผลของชนิดอิเล็กโทรไลต์และสารเติมแต่งต่อขั้วสังกะสีในแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออนโดยใช้การหาลักษณะเฉพาะแบบอิน-ซิทู, พรนภา ภุมมารี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โลหะสังกะสีมักถูกนำมาใช้เป็นวัสดุในแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออน เนื่องจากราคาถูก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีข้อจำกัดจากการเกิดเดนไดรต์ การกัดกร่อน และการเกิดปฏิกิริยาข้างเคียงที่ผันกลับไม่ได้ส่งผลให้แบตเตอรี่มีเสื่อมสภาพ ในปัจจุบันเทคนิคอิน-ซิทูได้รับความสนใจอย่างมากในการศึกษา เพราะสามารถศึกษาได้โดยไม่ต้องแยกส่วนแบตเตอรี่ และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ณ เวลาจริงได้ โดยในงานวิจัยนี้ใช้การวิเคราะห์แบบอิ-ซิทูกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงเพื่ออธิบายสัณฐานวิทยาที่ขั้วสังกะสีโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างเดนไดรต์ขที่บริเวนส่วนต่อระหว่างสารละลายอิเล็กโทรไลต์กับขั้วสังกะสีในเซลล์สมมาตรของขั้วสังกะสี (Zn/Zn) ในระหว่างที่เกิดการละลาย/พอกพูนของสังกะสี ตัวแปรที่ได้ทำการศึกษาคือ ชนิดของเกลือในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ชนิดของสารเติมแต่ง และความเข้มข้นของสารเติมแต่ง ชนิดของเกลือได้แก่ ZnSO4 และ Zn(CF3SO3 โดยกำหนดให้ความเข้มข้นของเกลืออยู่ที่ 1 โมลาร์ในน้ำซึ่งเป็นตัวทำละลายของสารละลายอิเล็กโทรไลต์และสารเติมแต่งคือ MnSO4 SiO2 และ PEG นำมาใช้แค่ในระบบสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ZnSO4 ความเข้มข้น 1 โมลาร์ ความหนาแน่นกระแสที่ใช้คือ 0.5 1.0 2.0 และ 4.0 มิลลิแอแปร์ต่อตารางเซนติเมตร และความจุ 2 มิลลิแอแปร์-ชั่วโมงต่อตารางเซนติเมตร และจำนวนรอบของการอัดและจ่ายประจุคือ 10 25 50 100 และ 200 รอบ โดยที่ความหนาแน่นกระแสสูง 4.0 มิลลิแอแปร์ต่อตารางเซนติเมตร จะเกิดเดนไดรต์อย่างรุนแรงจนสามารถทะลุแผ่นกั้นส่งผลให้เกิดการลัดวงจรอ้างอิงจากผลทางเคมีไฟฟ้า การถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง และการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์เรย์ซินโครตรอน จากผลวิจัยพบว่าการเติมซิลิกาปริมาณ 0.5 % โดยมวลต่อปริมตารช่วยยับยั้งการเกิดเดนไดรต์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังลดการเกิดการกัดกร่อนและการเกิดปฏิกิริยาข้างเคียงที่ผันกลับไม่ได้บนผิวขั้วสังกะสีได้อีกด้วย สอดคล้องกับผลทางเคมีไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูงและจากภาพถ่ายกล้องจุลทรรศน์ที่พื้นผิวของขั้วสังกะสีนั้นไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม และจากผลของรามานสเปกโตสโกปีพบว่าพื้นผิวของขั้วสังกะสีนั้นไม่มี ZnO, Zn(OH)2 และ Zn4SO4(OH)6


สารทำเครื่องหมายสำหรับน้ำมันปิโตรเลียมที่วิเคราะห์โดยการวัดสีและวัดการเรืองแสงจากคาร์ดานอลที่เติมไฮโดรเจน, พิมพ์ใจ รัตนมุณี Jan 2022

สารทำเครื่องหมายสำหรับน้ำมันปิโตรเลียมที่วิเคราะห์โดยการวัดสีและวัดการเรืองแสงจากคาร์ดานอลที่เติมไฮโดรเจน, พิมพ์ใจ รัตนมุณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการเตรียมสีย้อมขึ้นมาใหม่สี่ชนิด ได้แก่ AzoHC, diAzoHC, AFHC และ NPHC เพื่อใช้เป็นสารทำเครื่องหมายสำหรับน้ำมันปิโตรเลียม โดยสีย้อมทั้งหมดมีไฮโดรจีเนเตดคาร์ดานอล (HC) เป็นหมู่แทนที่ ซึ่งได้มาจากของเสียในอุตสาหกรรมอาหารทำให้ราคาไม่แพง โดยสามารถแบ่งสีย้อมได้เป็นสองประเภท คือ สีย้อมที่วิเคราะห์โดยการวัดสี และสีย้อมที่วิเคราะห์โดยวัดการเรืองแสง โดยสีย้อมที่วิเคราะห์โดยการวัดสี ได้แก่ AzoHC และ diAzoHC ประกอบด้วยหมู่ไดเอโซหนึ่งและสองหมู่ ตามลำดับ และมีหมู่ไฮโดรเจนคาร์ดานอลที่ไม่ชอบน้ำ สำหรับการเตรียม AzoHC เตรียมจาก 4-ไนโตรอะนิลีนที่มีจำหน่ายทั่วไป (NTAL, ผลิตภัณฑ์ 62 เปอร์เซนต์) ในขณะที่ diAzoHC ได้จากออร์โธ-อะมิโนโทลูอีน (AMT, ผลิตภัณฑ์ 60 เปอร์เซนต์) ผ่านไดอะโซไทเซชันด้วยไฮโดรจีเนเตดคาร์ดานอล ในขณะที่สีย้อมแบบฟลูออโรจีนิกอีกสองชนิด ได้แก่ ฟลูออเรสซีน AFHC และแนพทาลีไมด์ NPHC ถูกเตรียมจากพทาลิกแอนไฮไดรด์ (PA) และ 4-โบรโม-เอ็น-ฟีนิล-1,8-แนพทาลีไมด์ (BrNP) ซึ่งราคาไม่แพง ตามลำดับ โดยให้ผลผลิตที่ดี และโครงสร้างของสีย้อมที่เตรียมทั้งหมดได้รับการยืนยันเอกลักษณ์ด้วย NMR spectroscopy, IR spectroscopy และ Mass spectrometry โดยสีย้อม AzoHC, diAzoHC และ AFHC มีความสามารถในการละลายในน้ำมันดีเซลได้ดีที่ความเข้มข้นมากกว่า 15,625 ppm ในขณะที่สีย้อม NPHC ไม่สามารถละลายในตัวอย่างน้ำมัน ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เป็นสารทำเครื่องหมายสำหรับน้ำมันปิโตรเลียมได้ น้ำมันดีเซลที่ทำเครื่องหมายด้วย AzoHC หรือ diAzoHC ที่ความเข้มข้น 1-40 ppm ให้การเปลี่ยนแปลงของสีที่ชัดเจน ในขณะที่สีย้อม AFHC ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงสัญญาณการเรืองแสงสูงขึ้นเมื่อเติมสารทำให้เกิดสีที่เหมาะสมการเติมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ในไอโซโพรพานอล (IPA, 1 M) เป็นสารทำให้เกิดสีในน้ำมันดีเซลที่มี AzoHC หรือ diAzoHC ทำให้เกิดเป็นสารละลายเนื้อเดียวกันพร้อมทั้งเกิดการเปลี่ยนสีที่ชัดเจนจากสีเหลืองเป็นสีแดงหรือสีแดงอมส้ม ตามลำดับ ผลการศึกษาเหล่านี้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของค่าสูงสุดในการดูดกลืนแสงที่ 528 นาโนเมตรเมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องยูวี-วิสิเบิล สเปกโทรโฟโตมิเตอร์ ผู้วิจัยพบว่าลิมิตของการตรวจวัด (LOD) …


การพัฒนาขั้วคาร์บอนจากชีวมวลท้องถิ่นสำหรับตัวเก็บประจุยิ่งยวดไอออนสังกะสีแบบไฮบริด, ภานุวัฒน์ ธรฤทธิ์ Jan 2022

การพัฒนาขั้วคาร์บอนจากชีวมวลท้องถิ่นสำหรับตัวเก็บประจุยิ่งยวดไอออนสังกะสีแบบไฮบริด, ภานุวัฒน์ ธรฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเปลือกหมากซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากหมากอันเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ โดยจะนำมาสังเคราะห์ถ่านกัมมันต์เพื่อใช้ในตัวเก็บประจุยิ่งยวดแบบไฮบริด กระบวนการในการสังเคราะห์เริ่มจากการกระตุ้นทางเคมีด้วยซิงก์คลอไรด์ต่อวัตถุดิบที่อัตราส่วน 2:1 3:1 และ 4:1 โดยมวล ผ่านกระบวนการเผา ที่ใช้อุณหภูมิในช่วง 500 600 700 และ 800 องศาเซลเซียส ผลปรากฏว่าที่อัตราส่วน 3:1 และอุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส สามารถให้ค่าพื้นที่ผิวจำเพาะสูงถึง 1346.72 ตารางเมตรต่อกรัม มีชนิดรูพรุนขนาดเล็กเป็นหลักซึ่งสอดคล้องกับสมบัติตัวเก็บประจุที่ดี การศึกษาคุณสมบัติทางเคมีไฟฟ้าในรูปแบบตัวเก็บประจุยิ่งยวดแบบสองชั้นในอิเล็กโทรไลต์ฐานน้ำ (1 M H2SO4) สามารถให้ค่าเก็บประจุสูงถึง 144.48 ฟารัดต่อกรัม ที่กระแสไฟฟ้าเป็น 1 แอมแปร์ต่อกรัม ในการทดสอบแบบสามขั้ว ค่าความจุจำเพาะเริ่มต้นที่ 48.46 ฟารัดต่อกรัม ที่กระแสไฟฟ้าเป็น 10 แอมแปร์ต่อกรัม ในการทดสอบแบบสองขั้ว ความเสถียรของค่าความจุอยู่ที่ร้อยละ 98 หลังจากการอัด-คายประจุอย่างต่อเนื่องมากกว่า 50,000 รอบ กรณีตัวเก็บประจุสังกะสี-ไอออนแบบไฮบริดในอิเล็กโทรไลต์ฐานน้ำ (1 M ZnSO4) เมื่อนำถ่านกัมมันต์ข้างต้นผสมกับพอลิอะนิลีน โดยอาศัยพฤติกรรมความเป็นตัวเก็บประจุยิ่งยวดแบบเทียมที่เกิดปฏิกิริยารีดอกซ์ขึ้น วัสดุผสมถ่านกัมมันต์ต่อพอลิอะนิลีนที่ใช้มีอัตราส่วน 1:6 โดยมวล สามารถให้ค่าเก็บประจุสูงสุดถึง 79.15 มิลลิแอมแปร์ ชั่วโมงต่อกรัม ที่กระแสไฟฟ้า 0.05 แอมแปร์ต่อกรัม และสามารถให้ค่าความจุจำเพาะเริ่มต้นที่ 48.04 มิลลิแอมแปร์ ชั่วโมงต่อกรัม ที่กระแสไฟฟ้าเป็น 0.5 แอมแปร์ต่อกรัม ความเสถียรของค่าความจุอยู่ที่ร้อยละ 79.60 หลังการอัด-คายประจุต่อเนื่องจำนวน 100 รอบวัฏจักร


Simultaneous Extraction And Colorimetric Detection Of Ions Using Gel Electromembrane, Ali Sahragard Jan 2022

Simultaneous Extraction And Colorimetric Detection Of Ions Using Gel Electromembrane, Ali Sahragard

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A total integrated electrocolorimetric sensing approach consisting of gel-based electromembrane extraction and colorimetric detection in one-step process was developed. This system was designed using colorimetric reagents preadded to the agarose gel for the determination of the following two model analytes: iodide for negative ions and nickel for positive ions. In this system, when a voltage was applied, the analytes were extracted and transferred from the sample solution (donor phase) to the gel (acceptor phase). The analytes then simultaneously reacted with the colorimetric reagents inside the gel, yielding blue and pink colors for iodide and nickel ions, respectively. These colors were …


Fluorescent Chemosensors From Hydrazide Derivatives Of Julolidine, Warakorn Akarasareenon Jan 2022

Fluorescent Chemosensors From Hydrazide Derivatives Of Julolidine, Warakorn Akarasareenon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Three derivatives of N-acylhydrazone julolidine are synthesized and comparatively investigated for their selectivities as metal ion fluorescent sensors. The compound derived from picolinohydrazide is found to be a "turn-on" fluorescent sensor for Cu2+ in aqueous DMSO media. The mechanistic investigation suggests that Cu2+ promotes the hydrolysis reaction of picolinohydrazide moiety to generate a highly fluorescent compound julolidine-9-carboxaldehyde which has a maximum emission signal at 420 nm. This probe shows an extraordinary selectivity for Cu2+ over other metal ions with a detection limit of 0.1 ppm. Under optimal conditions, the determinations of Cu2+ in real water samples are successfully executed. In …


Service Placement Optimization For Location-Based Service, Karnkitti Kittikamron Jan 2022

Service Placement Optimization For Location-Based Service, Karnkitti Kittikamron

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Location-based service (LBS) is necessary and useful for several applications including navigation and games. These real-time applications require high accuracy and low delay. In general, the complexity of indoor localization algorithms used in LBS depends on the size of fingerprint data. This can lead to long delays when operating in large-scale areas. In this paper, we propose a novel optimization framework for edge service placement, aiming at minimizing the overall cost of edge computing deployment and service response time. Our placement strategy is used to solve the formulated edge node placement problems. The simulated annealing approach is then used in …


Machine Learning For Wavelet-Based Valve Stiction Detection, Kris Prasopsanti Jan 2022

Machine Learning For Wavelet-Based Valve Stiction Detection, Kris Prasopsanti

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Valve stiction presents challenges in industrial process control, leading to oscillations and hindering the regulation of fluid flow. This thesis addresses the detection of valve stiction by exploring the limitations of current methods and proposes a novel approach that combines wavelet reconstruction and convolutional neural networks (CNN) to enhance stiction detection performance. The proposed method utilizes preprocessed process variable versus controller output (PV(OP)) plots as input to the CNN model, capitalizing on the distinctive characteristics of stiction. Training and evaluation employ both simulated and real-world data from the International Stiction Data Base (ISDB), with the F1 score serving as the …


การปรับปรุงความสามารถในการพยากรณ์แบบไบนารี่โดยใช้การเรียนรู้เมตาแบบถ่วงน้ำหนักแบบปรับสำหรับการจำแนกความยากจนระดับครัวเรือนในประเทศไทย, ธารินทร์ สุขเนาว์ Jan 2022

การปรับปรุงความสามารถในการพยากรณ์แบบไบนารี่โดยใช้การเรียนรู้เมตาแบบถ่วงน้ำหนักแบบปรับสำหรับการจำแนกความยากจนระดับครัวเรือนในประเทศไทย, ธารินทร์ สุขเนาว์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความยากจนในระดับครัวเรือนและเสนอวิธีการเปรียบเทียบและปรับปรุงความสามารถในการพยากรณ์แบบไบนารี่โดยใช้การเรียนรู้เมตาแบบถ่วงน้ำหนักแบบปรับจากการคำนวนค่าถ่วงน้ำหนักวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการจำแนกความยากจนระดับครัวเรือนในประเทศไทย โดยนำเสนอวิธีการสองขั้นตอน คือนำตัววัดประสิทธิภาพการทำนายมาใช้ในการคำนวณค่าถ่วงน้ำหนักแบบปรับ ซึ่งนำมาใช้เสมือนเป็นค่าถ่วงน้ำหนักเริ่มต้นที่ให้กับแต่ละตัวแบบ จากนั้นจึงทำนายผลด้วยวิธีการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกอีกขั้นตอนหนึ่ง งานวิจัยนี้ศึกษาการคำนวณค่าถ่วงน้ำหนักแบบปรับจากตัววัดประสิทธิภาพการทำนายใน 3 กรณี ได้แก่ 1. การใช้ค่า AUC 2. การใช้ค่า F1-Score โดยพิจารณาจุดตัด 0.5 และ 3. การใช้ค่า F1-Score โดยพิจารณาค่าจุดตัดที่เหมาะสมที่สุดจากดัชนีโยเดนที่สูงสุด นอกจากนี้ เนื่องจากชุดข้อมูลสำรวจประชากรรายครัวเรือนในระดับพื้นที่มีความไม่สมดุลของระดับความยากจน จึงใช้เทคนิค SMOTE ในการจัดการกับข้อมูลที่ไม่สมดุล ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการเปรียบเทียบผลลัพธ์จากชุดข้อมูลก่อนและหลังใช้เทคนิค SMOTE ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความยากจนในระดับครัวเรือนสูงมีหลายปัจจัย อาทิ อายุของหัวหน้าครัวเรือน จำนวนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในครัวเรือน,ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในครัวเรือน เป็นต้น และวิธีการคำนวณค่าถ่วงน้ำหนักแบบปรับจากตัววัดประสิทธิภาพ F1-Score ที่จุดตัด 0.5 มีประสิทธิภาพสูงสุดจากการพิจารณาด้วยค่าความแม่นยำในชุดข้อมูลตั้งต้นก่อนใช้เทคนิค SMOTE อย่างไรก็ตาม จากการทดสอบในชุดข้อมูลที่มีการจัดการกับข้อมูลที่ไม่สมดุลด้วยวิธี SMOTE พบว่า ประสิทธิภาพในการทำนายไม่ปรากฏว่าวิธีการคำนวณค่าถ่วงน้ำหนักแบบปรับจากตัววัดประสิทธิภาพแบบใดแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างชัดเจน


การหาภาวะเหมาะที่สุดในการะบวนการผลิตยางรีเคลมสำหรับขยะยางที่ประกอบด้วยยางธรรมชาติและยางอีพีดีเอ็ม, ภัสรา สุวรรณสิงห์ Jan 2022

การหาภาวะเหมาะที่สุดในการะบวนการผลิตยางรีเคลมสำหรับขยะยางที่ประกอบด้วยยางธรรมชาติและยางอีพีดีเอ็ม, ภัสรา สุวรรณสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาภาวะที่เหมาะสมของเครื่องอัดรีดแบบสกรูคู่สำหรับเตรียมยางรีเคลมจากขยะยาง 2 ชนิด ประกอบด้วยขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักและขยะยางอีพีดีเอ็ม ผลการวิเคราะห์การสลายตัวด้วยความร้อนโดยเทคนิคเทอร์โมกราวิเมทริกแอนนาไลซิส พบว่าขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักและขยะยางอีพีดีเอ็มมีสัดส่วนของเนื้อยางอยู่ที่ร้อยละ 53.5 และ 56.0 ตามลำดับ สำหรับการเตรียมยางรีเคลมจากขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักภาวะของเครื่องอัดรีดแบบสกรูคู่ที่ได้ทำการศึกษาคือ ความเร็วรอบในการหมุนของสกรูที่ 150, 200 และ 250 rpm โดยแต่ละความเร็วรอบจะใช้อุณหภูมิโซนผสมที่ 200, 225 และ 250 องศาเซลเซียส ในขณะที่การเตรียมยางรีเคลมจากขยะยางอีพีดีเอ็มจะใช้ความเร็วรอบในการหมุนของสกรูเหมือนกับกรณีแรก แต่อุณหภูมิโซนผสมจะอยู่ที่ 250, 275 และ 300 องศาเซลเซียส ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มความเร็วรอบในการหมุนของสกรูและอุณหภูมิโซนผสมส่งผลทำให้ยางรีเคลมทั้งสองชนิดมีความหนืดมูนีลดลง เมื่อนำยางรีเคลมที่ได้ไปขึ้นรูปตามมาตรฐาน ISO/TS 16095:2021 และทดสอบสมบัติเชิงกล พบว่ายางรีเคลมจากขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักที่เตรียมที่ภาวะความเร็วรอบในการหมุนของสกรูที่ 250 rpm และอุณหภูมิโซนผสมที่ 200 องศาเซลเซียส และขยะยางอีพีดีเอ็มที่เตรียมที่ภาวะความเร็วรอบในการหมุนของสกรูที่ 150 rpm และอุณหภูมิโซนผสมที่ 275 องศาเซลเซียส จะมีความต้านทานต่อแรงดึงและระยะยืด ณ จุดขาด สูงที่สุด ทั้งนี้เป็นผลมาจากยางรีเคลมทั้ง 2 ชนิด ที่ได้จากภาวะข้างต้นมีร้อยละการดีวัลคาไนซ์สูงที่สูด ทำให้มีสภาพเป็นเทอร์โมพลาสติกสูงที่สุด เมื่อนำไปขึ้นรูปซ้ำจึงให้สมบัติเชิงกลดีที่สุด เมื่อนำภาวะข้างต้นไปศึกษาอิทธิพลของชนิดและปริมาณสารรีเคลมประเภทเททระเบนซิลไทยูแรมไดซัลไฟด์และเททระไอโซบิวทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ พบว่ายางรีเคลมคงรูปจากขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักและยางรีเคลมคงรูปจากขยะยางอีพีดีเอ็มที่เติมสารรีเคลมชนิดเททระไอโซบิวทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ 1 และ 3 ส่วนในร้อยส่วนของยางจะมีความต้านทานต่อแรงดึงและระยะยืด ณ จุดขาด สูงที่สุดทั้งสองชนิดที่เติม ทั้งนี้เป็นผลมาจากยางรีเคลมดังกล่าวมีร้อยละการดีวัลคาไนซ์สูงที่สูด เมื่อนำยางรีเคลมทั้ง 2 ชนิดที่ไปใช้ทดแทนยางบริสุทธิ์ตามสูตรที่กำหนด พบว่าเมื่อเพิ่มปริมาณยางรีเคลมเป็นผลให้สมบัติเชิงกลของยางคงรูปลดลงตามลำดับ อย่างไรก็ตามพบว่าที่มีการใช้ยางรีเคลมทดแทนยางบริสุทธิ์จะได้ยางคงรูปมีความต้านทานต่อการเสื่อมสภาพเนื่องจากความร้อนสูงที่ขึ้น


การจำแนกประเภทแบบหลายฉลากของบทความในฐานข้อมูลวารสารวิชาการไทยจากบทคัดย่อ, จินตรัย พุทธิพรชัย Jan 2022

การจำแนกประเภทแบบหลายฉลากของบทความในฐานข้อมูลวารสารวิชาการไทยจากบทคัดย่อ, จินตรัย พุทธิพรชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความวิจัยของไทยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทำให้การจัดหมวดหมู่เป็นหมวดหมู่ย่อยเป็นเรื่องที่ท้าทาย ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและต้องใช้เวลามากในการจัดประเภทบทความประเภทต่าง ๆ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงนำเสนอวิธีการและเทคนิคในการจำแนกบทความวิทยาการคอมพิวเตอร์แบบหลายฉลากในวารสารไทยและนำเสนอการเปรียบเทียบวิธีการต่าง ๆ สำหรับการจำแนกประเภทหลายฉลาก คือ Binary Relevance (BR), Classifier Chains (CC) และ Label Power-set (LP) ด้วยวิธีการตัดคำที่ใช้ตัวแยกประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน พบว่าวิธีการ CC-SVM-RBF kernel ร่วมกับวิธีการตัดคำภาษาไทย pythainlp และ TF-IDF ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการเลือกตอบตามตัวอย่าง และ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจำแนกประเภทหลายฉลาก โดยมี ML-accuracy = 0.578, Subset accuracy = 0.300, ค่าเรียกคืน = 0.670 และ ค่าเฉลี่ยไมโครสำหรับค่าเรียกคืน = 0.670 อย่างไรก็ตามวิธีการ BR-SVM-RBF kernel ร่วมกับวิธีการตัดคำภาษาไทย pythainlp ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการเลือกตอบตามตัวอย่าง และ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจำแนกประเภทหลายฉลาก คือ Hamming loss = 0.106, ค่าแม่นยำ = 0.735, ตัววัด F1 = 0.665, ค่าเฉลี่ยไมโครสำหรับค่าแม่นยำ = 0.586 และ ค่าเฉลี่ยไมโครสำหรับตัววัด F1 = 0.715 งานในอนาคตควรปรับปรุง Subset accuracy สำหรับแบบจำลองการจำแนกประเภทหลายฉลากในภาษาไทย


โมเดลการเรียนรู้ด้วยเครื่องเพื่อทำนายความต้องการในการอัดประจุรถยนต์พลังงานไฟฟ้า, ปรัชญา อุดมปริฉัตร Jan 2022

โมเดลการเรียนรู้ด้วยเครื่องเพื่อทำนายความต้องการในการอัดประจุรถยนต์พลังงานไฟฟ้า, ปรัชญา อุดมปริฉัตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การควบคุมการอัดประจุรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Charging) เป็นวิธีการจัดกำหนดการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้อย่างเหมาะสม ทำให้สถานีอัดประจุสาธารณะทำกำไรได้มากขึ้น ผลกำไรดังกล่าวนี้มักมาจากการลดค่าใช้จ่ายของค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดโดยที่ยังคงสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ สถานีอัดประจุสาธารณะที่มีการใช้ Smart charging ส่วนใหญ่จะให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นผู้กำหนดความต้องการของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตามผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอาจจะป้อนข้อมูลความต้องการที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลให้ผลกำไรของสถานีอัดประจุสาธารณะลดลงได้ ในงานวิจัยนี้ผู้ทำจิจัยได้ทำการนำเสนอ End-to-end framework ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างกำไรสูงสุดแก่สถานีอัดประจุสาธารณะโดยที่ยังคงตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดย framework จะประกอบด้วยโมดูลหลักสองอย่าง ได้แก่ โมดูลการพยากรณ์ความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอันได้แก่ระยะเวลาในการเชื่อมต่อและความต้องการพลังงานไฟฟ้า ที่ใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ต่างๆ เช่น XGBoost, Random Forest (RF), และ TabNet กับโมดูลการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดในการจัดกำหนดการอัดประจุของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีพื้นฐานจากเทคนิค Model predictive control (MPC) ซึ่งโมดูลการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดนี้ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากการป้อนกลับและพฤติกรรมของการดึงกระแสของรถยนต์ไฟฟ้าที่เรียกว่า Constant Current Constant Voltage (CC-CV) การทดลองได้ทำกับข้อมูลธุรกรรมการอัดประจุจริงจากกับสี่สถานีอัดประจุ จากผลการทดลองพบว่า framework นั้นสามารถทำให้สถานีอัดประจุได้รับกำไรที่มากขึ้น


อิทธิพลของลักษณะเชิงปริมาณของรากแสมขาวต่อการตกตะกอนในแปลงปลูกป่าชายเลน จังหวัดสมุทรปราการ, ศราวรรณ หงษ์วิเศษ Jan 2022

อิทธิพลของลักษณะเชิงปริมาณของรากแสมขาวต่อการตกตะกอนในแปลงปลูกป่าชายเลน จังหวัดสมุทรปราการ, ศราวรรณ หงษ์วิเศษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบนิเวศป่าชายเลนนอกจากมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ยังช่วยรักษาเสถียรภาพของพื้นที่ชายฝั่งผ่านกระบวนการตกตะกอน การฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งด้วยการปลูกป่าชายเลนจึงมีส่วนช่วยบรรเทาการ กัดเซาะชายฝั่ง โครงสร้างพืชพรรณโดยเฉพาะส่วนของรากมีบทบาทต่อการตกตะกอนในป่าชายเลน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของลักษณะเชิงปริมาณของรากแสมขาว (Avicennia alba) ต่อการตกตะกอนตามระยะห่างจากชายฝั่งในแปลงปลูกป่าชายเลนบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2563 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ผลการศึกษาพบว่าลักษณะเชิงปริมาณของรากหายใจแบบ pneumatophore ของแสมขาวมีความผันแปรตามระยะห่างจากชายฝั่ง โดยความสูง ความหนาแน่น พื้นที่หน้าตัดรวม ปริมาตรรวม และพื้นที่ผิวรวมของรากหายใจมีค่าลดลงเมื่อระยะห่างจากชายฝั่งมากขึ้น ขณะที่พื้นที่หน้าตัดของลำต้นและความหนาแน่นของกล้าไม้มีแนวโน้มมากขึ้นเมื่อระยะห่างจากชายฝั่งเพิ่มขึ้น ผลการศึกษาอัตราการตกตะกอนพบว่าบริเวณแปลงปลูกป่าชายเลนมีค่ามากกว่าบริเวณหาดโคลนที่ไม่มีพืชปกคลุม และมีค่ามากที่ระยะ 50 และ 70 เมตรจากชายฝั่งทะเล (0.1231±0.02 และ 0.1114±0.04 กรัมต่อเซนติเมตรต่อวัน ตามลำดับ) นอกจากนี้พบว่าลักษณะเชิงปริมาณของรากหายใจแบบ pneumatophore (ได้แก่ ความสูง พื้นที่ผิวรวม และปริมาตรรวม) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการตกตะกอน กล่าวได้ว่าโครงสร้างพืชพรรณส่วนเหนือดินเพิ่มความปั่นป่วนของมวลน้ำ ทำให้ตะกอนขนาดเล็กแขวนลอยนานขึ้นและถูกพัดพาไปด้านในของแปลงปลูก ส่วนรากใต้ดินโดยเฉพาะรากฝอยมีความหนาแน่นมากในบริเวณที่ห่างจากชายฝั่งและมีสหสัมพันธ์เชิงบวกกับสัดส่วนโคลน (อนุภาคดินเหนียวรวมกับทรายแป้ง) แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการยึดจับตะกอนของรากฝอย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงของพื้นที่สุทธิในแปลงปลูกที่มีค่าเป็นบวกและผันแปรอยู่ในช่วงแคบกว่าบริเวณหาดโคลน นั่นคือมีการสะสมของตะกอนในพื้นที่แปลงปลูก แต่เกิดการกัดเซาะบริเวณหาดโคลนเนื่องจากมีค่าสุทธิเป็นลบ จึงสรุปได้ว่าลักษณะเชิงปริมาณของรากหายใจแบบ pneumatophore และรากใต้ดินของ แสมขาวมีอิทธิพลต่อการตกตะกอนในแปลงปลูกป่าชายเลนบางปู โดยทำหน้าที่ร่วมกับลำต้นและกล้าไม้ช่วยส่งเสริมการสะสมของตะกอน เกิดเสถียรภาพของตะกอนให้คงอยู่ในพื้นที่ป่า แปลงปลูกป่าชายเลนจึงช่วยบรรเทาการกัดเซาะชายฝั่ง ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งความสามารถในการสะสมตะกอนนี้ยังใช้เป็นดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของการปลูกฟื้นฟู ป่าชายเลนในแง่ของนิเวศบริการได้อีกด้วย


กระบวนการและแบบจำลองสำหรับการคัดกรองเพื่อการจัดการคุณภาพข้อมูลในคราวด์ซอร์สซิงแพลตฟอร์ม, กฤตย์ กังวาลพงศ์พันธุ์ Jan 2022

กระบวนการและแบบจำลองสำหรับการคัดกรองเพื่อการจัดการคุณภาพข้อมูลในคราวด์ซอร์สซิงแพลตฟอร์ม, กฤตย์ กังวาลพงศ์พันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยคราวด์ซอร์สซิงเป็นวิธีที่โดยทั่วไปมีความเร็วมากกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า และมีความหลากหลายมากกว่าวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม คราวด์ซอร์สซิงอาจเผชิญกับปัญหาคุณภาพ เช่น การติดป้ายกำกับผิดหรือการนำมาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น กระบวนการควบคุมคุณภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับแพลตฟอร์มคราวด์ซอร์สซิง วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาค้นคว้าอุปสรรคและวิธีการแก้ไขที่เป็นไปได้ในการจัดการคุณภาพของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มคราวด์ซอร์สซิง ส่วนแรกเน้นวิธีการเพิ่มกระบวนการในคราวด์ซอร์สซิง โดยศึกษา 3 วิธี ได้แก่ 1. งานที่จำเป็นต้องทำก่อน 2. คำถามมาตรฐานแบบทองคำ และ 3. การทำซ้ำของข้อมูล พบว่างานที่จำเป็นต้องทำก่อนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อคัดกรองให้ได้ผู้ปฏิบัติงานที่มีคุณภาพสูง โดยควรเน้นไปที่ลักษณะเฉพาะและรายละเอียดของงาน คำถามที่ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างงานดีกว่าคำถามแบบชัดเจนในการตรวจสอบด้วยคำถามมาตรฐานทองคำ ผู้ตรวจสอบข้อมูลคนเดียวอาจนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพข้อมูลได้มากที่สุด ส่วนที่สองคือ การใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้ข้อมูลพฤติกรรมในการทำนายคุณภาพของข้อมูล ซึ่งวิธีนี้ยังช่วยคัดกรองข้อมูลคุณภาพต่ำออกไปได้โดยไม่เสียทรัพยากรเพิ่มเติม


แบบจำลองคุณภาพซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซเพื่อการวัดคุณภาพอย่างอัตโนมัติ, อัรกอม มะแดเฮาะ Jan 2022

แบบจำลองคุณภาพซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซเพื่อการวัดคุณภาพอย่างอัตโนมัติ, อัรกอม มะแดเฮาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันได้มีการนำเสนอแบบจำลองคุณภาพซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซหลายแบบจำลองเพื่อใช้ในการประเมินคุณภาพของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซ แต่แบบจำลองเหล่านั้นมีข้อจำกัดเนื่องจากเป็นการประเมินตามความคิดส่วนตัวซึ่งต้องอาศัยผู้ใช้ในการประเมิน และแบบจำลองดังกล่าวต้องการข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง เพื่อเสริมการประเมินคุณภาพซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซที่เป็นอยู่ให้ทำได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น วิทยานิพนธ์นี้จึงได้นำเสนอแบบจำลองคุณภาพซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซใหม่ที่ชื่อว่าโอเอสเอส-เอคิวเอ็ม โดยมีเป้าหมายเพื่อการวัดคุณภาพซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซอย่างอัตโนมัติ แบบจำลองโอเอสเอส-เอคิวเอ็มได้นำเสนอตัววัดคุณภาพและเครื่องมืออัตโนมัติที่สามารถดึงข้อมูลเกี่ยวกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซจากกิตฮับ ซอร์ซโค้ด โซนาร์คิวบ์ และสแต็กเอกซ์เชนจ์ ทำให้สามารถกำหนดคะแนนคุณภาพของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซได้ โอเอสเอส-เอคิวเอ็มได้รับการตรวจสอบจากวิศวกรซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ในการเลือกใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซ นอกจากนี้การจัดลำดับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซโดยเครื่องมือโอเอสเอส-เอคิวเอ็มยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับการจัดลำดับด้วยวิธีอื่น และพบว่าการจัดลำดับของโอเอสเอส-เอคิวเอ็มมีสหสัมพันธ์ระดับต่ำมากถึงปานกลางในทิศทางตรงกันข้ามกับวิธีจัดลำดับอื่น ๆ ตามความคิดเห็นและความนิยมของผู้ใช้ และมีสหสัมพันธ์ระดับปานกลางในทิศทางเดียวกันกับวิธีการจัดลำดับอื่นที่เน้นการตรวจสอบความมั่นคงที่ซอฟต์แวร์โดยตรง ทั้งนี้เนื่องจากโอเอสเอส-เอคิวเอ็มครอบคลุมปัจจัยคุณภาพหลายอย่างที่ไม่ได้ถูกพิจารณาโดยวิธีการจัดลำดับอื่น ๆ ดังกล่าว โอเอสเอส-เอคิวเอ็มจึงให้ข้อมูลด้านคุณภาพของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซในเชิงลึกที่ดีกว่า


คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจให้เช่าคลังสินค้าและโรงงาน, นิธิศักดิ์ กฤตติกากุล Jan 2022

คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจให้เช่าคลังสินค้าและโรงงาน, นิธิศักดิ์ กฤตติกากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้มีอุตสาหกรรมบางประเภทเกิดการหยุดชะงัก (Disruption) อย่างไรก็ตามจากวิกฤตินี้ก็ยังทำให้อุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีมีโอกาสในการเติบโตมากขึ้น และยังมีผลให้ผู้ประกอบการหลาย ๆ แห่งเริ่มหันมาสนใจช่องทางการขายสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้เกิดความต้องการในการหาพื้นที่สำหรับจัดเก็บสินค้า ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้กับธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าได้ ดังนั้นธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานสำหรับให้เช่าจึงต้องเริ่มมองหาเครื่องมือเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจเพื่อให้การดำเนินธุรกิจในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น โดยสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ และสามารถมองหาโอกาสจากสถานการณ์นั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว โครงการ “คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานสำหรับให้เช่า” นี้ประกอบด้วย 5 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบวิเคราะห์รายได้ค่าเช่าและบริการ และกำไรขั้นต้น ระบบวิเคราะห์อัตราเช่าใช้พื้นที่ ระบบวิเคราะห์ต้นทุนการเช่าและบริการ ระบบวิเคราะห์ผู้เช่า และระบบวิเคราะห์ต้นทุนการก่อสร้าง โดยแต่ละระบบถูกพัฒนาขึ้นบนระบบจัดการฐานข้อมูล Microsoft SQL Server 2019 และใช้เครื่องมือ Tableau Desktop 2020.4 ในการจัดทำแดชบอร์ดการวิเคราะห์ ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะช่วยให้ผู้บริหาร และผู้จัดการแผนกต่าง ๆ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในหลายมุมมอง ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อใช้สนับสนุนการวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล รวมถึงการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ


การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ, ปภาดา บุบผาสวรรค์ Jan 2022

การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ, ปภาดา บุบผาสวรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาความต้องการด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ และเพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับพัฒนาสมรรถนะบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยนี้ คือ ผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีประสบการณ์ทำงานในด้านการบริหารเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี และมีส่วนรับผิดชอบการจัดการความเสี่ยงในองค์กร จากบริษัทเอกชนขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมทั้งสิ้น 6 ราย ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ การจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ ทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ คุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ ความกระตือรือร้น วิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล ความรอบคอบ การมีเหตุมีผล ความรู้สึกถึงความเร่งด่วน ความฉลาดทางอารมณ์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ การมีมนุษยสัมพันธ์ ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และความช่างสังเกต ซึ่งใช้ข้อมูลความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ โดยจะเป็นแนวทางสำหรับสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากรวัยทำงานต่อไป


คุณสมบัติและทักษะที่จำเป็นสำหรับสกรัมมาสเตอร์ในความคาดหวังของผู้ร่วมทีมสกรัม, อริณชาดา อัศวรัตนมนตรี Jan 2022

คุณสมบัติและทักษะที่จำเป็นสำหรับสกรัมมาสเตอร์ในความคาดหวังของผู้ร่วมทีมสกรัม, อริณชาดา อัศวรัตนมนตรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิธีการทำงานแบบสกรัม (Scrum Methodology) เป็นหนึ่งในวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile Software Development) ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสกรัม เป็นทีมที่สามารถจัดการตนเองได้ กล่าวคือ สมาชิกของทีมรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองและทํางานแบบ “ข้ามฟังก์ชันงาน” (Cross-Functional) ไม่มีการกำหนดหน้าที่ หรือตําแหน่งงานภายในทีมกันอย่างชัดเจนตายตัว มีเพียงแค่การกําหนดบทบาทหลักๆ ไว้ 3 บทบาทเท่านั้น คือ ทีมนักพัฒนา (Development Team) สกรัมมาสเตอร์ (Scrum Master) และเจ้าของผลิตภัณฑ์ (Product Owner) ส่งผลให้ผู้ร่วมทีมสกรัมต้องทํางานที่หลากหลาย ทั้งที่ตนเองถนัดและไม่ถนัด ดังนั้นสกรัมมาสเตอร์จําเป็นต้องมีทักษะที่เพียงพอ เพื่อช่วยให้ผู้ร่วมทีมสกรัมสามารถทํางานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ร่วมกันได้ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ใช้การเก็บข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามออนไลน์และการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จากบริษัทที่ใช้วิธีการทำงานแบบสกรัมพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทย ใช้เวลาในการเก็บข้อมูล 3 เดือน ผลการวิจัย พบว่าทักษะที่จำเป็นสำหรับสกรัมมาสเตอร์จากมุมมองผู้ร่วมทีมสกรัมของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทย (1) สกรัมมาสเตอร์มองว่า วิธีการทำงานแบบสกรัม (Scrum Process) สำคัญที่สุดสำหรับทักษะด้านเทคนิค เช่นเดียวกับมุมมองของเจ้าของผลิตภัณฑ์ และทักษะการทำความเข้าใจ (Understanding Skills) สำคัญที่สุดสำหรับจรณทักษะ (2) เจ้าของผลิตภัณฑ์มองว่า ความมุ่งมั่น (Commitment, Responsibility) สำคัญที่สุดสำหรับจรณทักษะ (3) ทีมนักพัฒนามองว่า เครื่องมือรวบรวมโค้ด (code) ที่ได้รับการพัฒนาจากสมาชิกเเต่ละคนในทีมให้เป็นชิ้นเดียว (Continuous Integration Tools) สำคัญที่สุดสำหรับทักษะด้านเทคนิค และการทำงานเป็นทีม (Teamwork) สำคัญที่สุดสำหรับจรณทักษะ โดยรวมแล้วผู้ร่วมทีมสกรัมให้ความสำคัญกับทักษะด้านเทคนิค และจรณทักษะไม่แตกต่างกัน งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้กับการพิจารณาคุณสมบัติของสกรัมมาสเตอร์


Job-Candidate Classifying And Ranking System With Machine Learning Method, Thapanee Boonchob Jan 2022

Job-Candidate Classifying And Ranking System With Machine Learning Method, Thapanee Boonchob

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Finding suitable candidates for an open job position could be a repetitive and time-consuming task, especially from a large pool of candidates. Besides, this task could truly make fair screening and shortlisting tedious. Losing the opportunity to hire top talent candidates due to the slow screening process or the wrong selection by human error is unacceptable. This paper presented a method for human resources to categorize and select the top candidates for job opening they applied for. The proposed system directed to alter a machine learning algorithm to classify the candidate into groups i) shortlist and ii) not-suitable. The productive …


Multi-Level Perspective Analysis Ofthe Automobility Regime: Opportunity For New Mobility Concepts, Chattraporn Yingsom Jan 2022

Multi-Level Perspective Analysis Ofthe Automobility Regime: Opportunity For New Mobility Concepts, Chattraporn Yingsom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The car-dominated transport system, known as automobility, poses significant sustainability challenges. Shifting from car ownership to access-based services, such as Mobility as a Service (MaaS), is crucial. However, in developing countries like Thailand where car dominance prevails, achieving widespread adoption of new mobility concepts requires substantial changes in socio-technical regimes. This study addressed these gaps by analyzing the automobility regime and adoption of new mobility concepts in the Bangkok Metropolitan Region (BMR). An exploratory research designs using qualitative approach were adopted. A comprehensive review of related literature and secondary data analysis, combined with in-depth interviews of stakeholders (N = 31), …


Applications Of Remote Sensing And Geographic Information System On Salinity Assessment: A Case Study On Bang Pakong River, Thailand, Min Thura Mon Jan 2022

Applications Of Remote Sensing And Geographic Information System On Salinity Assessment: A Case Study On Bang Pakong River, Thailand, Min Thura Mon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Bang Pakong River (BPK) has an annual salinity issue. The river is an important source of freshwater supply in the Eastern Economic Corridor (EEC) of Thailand, which has major agricultural and industrial activities. This research aims to understand and assess the past and future salinity distribution in the BPK River by using remote sensing and time series forecasting through water quality and Landsat image time series data. Regarding to remote sensing, this research employs four machine learning algorithms—multilinear regression, decision trees, random forest, and artificial neural networks—by applying reflectance bands of satellite images and measured salinity values. Random forest …


Persistence Of Height Fluctuation In Molecular-Beam Epitaxy Model, Pipitton Sanseeha Jan 2022

Persistence Of Height Fluctuation In Molecular-Beam Epitaxy Model, Pipitton Sanseeha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Persistence probability is an interesting quantity in stochastic process which is the dynamics of surface growth in this study. Persistence probability of height f luctuation is the probability that the height fluctuation does not return to its initial value throughout a time interval. In this work, we use a numerical simulation approach to investigate the persistence probability in Molecular-Beam Epitaxy (MBE) model which is associated with Molecular-Beam Epitaxy technique. First half, we study the effects of temperature and deposition rate on the growth exponent () and persistence exponent (). For the temperature corresponds to 1 diffusion length, we get 017 …


Random Walks On Quasi-1d Infinite Structures, Srawut Sasom Jan 2022

Random Walks On Quasi-1d Infinite Structures, Srawut Sasom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the present thesis a random walk on quasi-1d lattices as a model for transport processes on quasi-1d materials is analytically investigated. The scope of the present work is to shed light on the asymptotic behavior of basic statistical properties of the random walk on such structures including the first and the second moments of the walker location along the structure axis, the probability of return to the starting site, the probability of ever reach a given site, the conditional mean first-passage time to a given site and the expected number of distinct sites visited. The first part of the …


การผลิตวานิลลินจากเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชันโดยโอโซโนไลซิส, ภัทรวดี รุ่งศรีทอง Jan 2022

การผลิตวานิลลินจากเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชันโดยโอโซโนไลซิส, ภัทรวดี รุ่งศรีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการสังเคราะห์วานิลลินใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ซึ่งวานิลลินสังเคราะห์นี้ ใช้สำหรับเป็นสารแต่งกลิ่นวานิลลากันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร อย่างไรก็ตาม การใช้วัตถุดิบตั้งต้นที่สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ตามธรรมชาตินั้น เป็นแนวทางที่มีความยั่งยืนมากกว่า ตามหลักการไบโอรีไฟเนอรี ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยสนใจศึกษาการผลิตวานิลลินด้วยปฏิกิริยาโอโซโนไลซิส โดยใช้เคอร์คูมินอยด์ที่อยู่ในขมิ้นชันเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ขมิ้นชันเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกมากในประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเคอร์คูมินอยด์นั้นจะประกอบไปด้วย เคอร์คูมิน (curcumin), ดีเมทอกซีเคอร์คูมิน (demethoxycurcumin), และบิสดีเมทอกซีเคอร์คูมิน (bisdemethoxycurcumin) ผู้วิจัยเริ่มจากการสกัดเคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชันผงน้ำหนักประมาณ 45 กรัม ด้วยเทคนิคซอกเลท (Soxhlet extraction) โดยใช้เฮกเซนในการกำจัดน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน จากนั้นใช้เมทานอลสำหรับสกัดเคอร์คูมินอยด์ และได้ของผสมเคอร์คูมินอยด์ปริมาณ 9.2% (โดยน้ำหนัก) จากการวิเคราะห์เคอร์คูมินอยด์ที่สกัดได้ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (high-perfomance liquid chromatography) พบว่าประกอบไปด้วย เคอร์คูมิน ดีเมทอกซีเคอร์คูมิน และบิสดีเมทอกซีเคอร์คูมิน ในปริมาณ 46%, 22%, และ 32% ตามลำดับ นำของผสมเคอร์คูมินอยด์ดังกล่าวมาทำปฏิกิริยาโอโซโนไลซิสในตัวทำละลายเมทานอลที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสและรีดิวซ์ด้วยไดเมทิลซัลไฟด์ (dimethyl sulfide) ได้ผลิตภัณฑ์เป็นของผสมระหว่างวานิลลินและ 4-ไฮดรอกซีเบนซาลดีไฮด์ (4-hydroxybenzaldehyde) ทำบริสุทธิ์ของผสมที่ได้ด้วยเทคนิคคอลัมน์โครมาโทกราฟี โดยใช้ซิลิกาเจลเป็นวัฏภาคนิ่งและใช้ตัวทำละลายผสมไดคลอโรเมเทน/เมทานอล/กรดแอซีติก (98.5:1.0:0.5 โดยปริมาตร) เป็นวัฏภาคเคลื่อนที่ สามารถแยกสารบริสุทธิ์วานิลลิน 63% และ 4-ไฮดรอกซีเบนซาลดีไฮด์ 97% ผู้วิจัยยังได้ศึกษาการตกผลึกเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการทำบริสุทธิ์ต้นทุนต่ำสำหรับของผสมหลังผ่านปฏิกิริยาโอโซโนไลซิส พบว่าสามารถตกผลึก 4-ไฮดรอกซีเบนซาลดีไฮด์ให้บริสุทธิ์ในปริมาณ 62% ด้วยตัวทำละลายผสมคลอโรฟอร์ม/เฮกเซน (1:1 โดยปริมาตร) อย่างไรก็ตาม ยังมีวานิลลินและ 4-ไฮดรอกซีเบนซาลดีไฮด์ เหลืออยู่ในสารละลายหลังตกผลึก (mother liquor) ในปริมาณ 58% และ 32% ตามลำดับ โดยสรุปผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการผลิตวานิลลินและ 4-ไฮดรอกซีเบนซาลดีไฮด์จากขมิ้นชันซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ ผ่านปฏิกิริยาโอโซโนไลซิส นับเป็นแนวทางเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรราคาถูกให้เป็นสารเคมีที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามหลักการไบโอรีไฟเนอรี


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเทียนหอม, อิทธิวัฒน์ อินทร์จันทร์ Jan 2022

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเทียนหอม, อิทธิวัฒน์ อินทร์จันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันธุรกิจเทียนหอมและธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องหอมเริ่มมีการแข่งขันการมากขึ้น ทำให้แต่ละธุรกิจต่างพัฒนาช่องทางการขายของตนเองเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่การซื้อขายสินค้าและบริการในช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ต้องการความสะดวกสบายและสามารถเข้าถึงช่องทางต่างๆ และข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ถือเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี จะทำให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลและสินค้าได้ตลอดเวลาตามที่ลูกค้าต้องการ จากการเติบโตของการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ หลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดทำสื่อและทำเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่าง เนื่องจากการแข่งขันทางธุรกิจในช่องทางออนไลน์นั้นสูงมากขึ้น และเป็นสินค้าที่คล้ายกัน ทดแทนกันได้และยังแข่งขันกันด้วยราคา จึงต้องมีการสร้างความแตกต่างและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ด้วยการสร้างเว็บไซต์เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการขายและยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและแสดงถึงภาพลักษณ์ขององค์กรอีกด้วย สำหรับธุรกิจนี้ยังไม่มีระบบหรือเว็บไซต์ของตนเอง ทำให้ลูกค้าเข้าถึงการซื้อขาย และเข้าใจรายละเอียดของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของธุรกิจได้ยาก ขยายฐานกลุ่มลูกค้าได้ช้า ดังนั้นจึงนําหลักการคิดเชิงออกแบบมาใช้ในการจัดทำโครงการนี้ ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาของโครงการนี้ ช่วยให้การดำเนินงานของธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเทียนหอมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการปรับภาพลักษณ์ให้ดูน่าสนใจ มีความทันสมัย และน่าเชื่อถือ จนสามารถที่จะแข่งขันกับคู่แข่งได้ รวมถึงสามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการผู้ใช้งานอย่าง แท้จริง


Using Graph Evolutionary To Retrieve Related Tweets, Patta Yovithaya Jan 2022

Using Graph Evolutionary To Retrieve Related Tweets, Patta Yovithaya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Due to its popularity and daily active users, social media has become powerful and influential in the last decade. With the nature of a micro-blogging platform, instant messages and the latest short posts are sent throughout the network on Twitter. Therefore, most users utilize Twitter to update breaking news or the latest events. Since a huge volume of tweet messages have been published on Twitter, event evolution has also rapidly developed into related events within similar topics. In this study, we present a novel method to retrieve tweets that relate to a given query term. Not only perfectly matched tweets, …


Valorization Of Furfural To Fuel Additives By Aluminophosphate And Metal-Organic Framework Catalysts, Janejira Ratthiwal Jan 2022

Valorization Of Furfural To Fuel Additives By Aluminophosphate And Metal-Organic Framework Catalysts, Janejira Ratthiwal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this research, aluminophosphate (APAl) catalysts and metal oxide catalysts from calcined metal-organic frameworks (C-MOFs) were successfully synthesized. APAl-A catalysts were obtained from the FQM-383 laboratory group of Prof. Dr. Rafael Luque. The catalysts were named APAl-X/Y-A-Z which X/Y was the ratio of P/Al ratio and Z was the calcination temperature. Both factors were varied to study their effects on the catalyst properties of surface area and active acid sites on catalyst surface. The MOFs (MIL-101(Fe) and MIL-125(Ti)) were prepared by the solvothermal method. The calcination of MOFs (C-MIL-101(Fe) and C-MIL-125(Ti)) provided metal oxide catalysts. The APAl catalysts and C-MOFs …