Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Physical Sciences and Mathematics Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Chemistry (670)
- Computer Sciences (618)
- Engineering (246)
- Computer Engineering (234)
- Polymer Chemistry (203)
-
- Environmental Sciences (200)
- Mathematics (161)
- Statistics and Probability (99)
- Earth Sciences (80)
- Physics (72)
- Geology (40)
- Biotechnology (24)
- Life Sciences (24)
- Education (12)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (12)
- Artificial Intelligence and Robotics (11)
- Chemical Engineering (8)
- Databases and Information Systems (6)
- Catalysis and Reaction Engineering (3)
- Risk Analysis (3)
- Analytical Chemistry (2)
- Business (2)
- Petroleum Engineering (2)
- Intellectual Property Law (1)
- Law (1)
- Management Information Systems (1)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (1)
- Programming Languages and Compilers (1)
- Real Estate (1)
Articles 1861 - 1876 of 1876
Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics
การวิเคราะห์ความเสี่ยงสุขภาพจากหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์, บวร มิตรมาก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนจากการรับสัมผัสฝุ่นละออง PM10 คาร์บอนมอนอกไซด์ โอโซน และเบนซีนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2558 ทำการเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละออง PM10 คาร์บอนมอนอกไซด์ และโอโซน ในช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควันและไม่เกิดปัญหาหมอกควัน พบว่าในช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควันมีปริมาณมลพิษอากาศสูงกว่าช่วงที่ไม่เกิดหมอกควันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ...
พอลิเมอร์ผสมของพอลิแล็กทิกแอซิดและเซลลูโลสแอซีเทตจากผักตบชวา, กรองกาญจน์ อมตาริยกุล
พอลิเมอร์ผสมของพอลิแล็กทิกแอซิดและเซลลูโลสแอซีเทตจากผักตบชวา, กรองกาญจน์ อมตาริยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เซลลูโลสอะซิเทดถูกสังเคราะห์โดยใช้เซลลูโลสผักตบชวาเป็นวัตถุดิบ ซึ่งส่วนที่ใช้จะเป็นส่วนของก้านขั้นตอนแรกนำเส้นใยผักตบชวาไปกำจัดสิ่งสกปรกก้านแห้งและตามมาด้วยการฟอกสีไฮโปคลอไรเซลลูโลสให้เป็นสีขาวสีขาวแล้ว หลังจากนั้นเตรียมเซลลูโลสเจลโดยใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ / ยูเรีย / น้ำ (7:12:81 โดยน้ำหนัก) จากนั้นนำมาผสม ปริมาณของไวนิลอะซิเตทโดยมีอัตราส่วนต่างกันคือ 3.0, 5.0, 7.0, 9.0, 11.0% โดยน้ำหนักของเซลลูโลส หลังจากนั้นส่วนผสมที่ถูกเก็บไว้ในตู้แช่แข็งเป็นเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาแอซิทิเลชันสมบูรณ์ เซลลูโลสอะซิเตทมีความสามารถในการปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิดโดยการเปลี่ยนเป็นผลึกที่สมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อน จุดมุ่งหมายของการศึกษาครั้งนี้คือการสังเคราะห์ เซลลูโลสแอซิเทดจากผักตบชวาโดยใช้พอลิไวนิลอะซิเตตสารช่วยเพิมความเข้ากันได้ (Compatiblizer) จากนั้นพอลิแล็กทิกแอซิด / เซลลูโลสอะซิเทดนำไปผสมกันโดยใช้เครื่องอัดรีดเกลียว หลังจากนั้นนำไปวิเคราะผล ดังนี้ วิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันโดยใช้ฟูเรียทรานสฟอร์มสเปกโตรสโคปี (FTIR) วิเคราห์ความเป็นผลึกด้วยเครื่องเอกซ์เรย์ดิฟแฟรกโทรมิเตอร์(XRD) และ วิเคราะห์สัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด(SEM) พบว่าพอลิแล็กทิกแอซิด / เซลลูโลสอะซิเตทโดยความเข้มข้นที่เหมาะสมที่สุดของเซลลูโลสอะซิเตทสำหรับการผสมกับพอลิแล็กทิกแอซิด เป็น 11% โดยน้ำหนักและสัดส่วนของพอลิแล็กทิกแอซิด/เซลลูโลสแอซิเทดคือ 95 : 5
Screening And Characterization Of Polyhydroxyalkanoates (Phas) From Cyanobacteria Utilizing Organic Carbon, Somchai Tarawat
Screening And Characterization Of Polyhydroxyalkanoates (Phas) From Cyanobacteria Utilizing Organic Carbon, Somchai Tarawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Polyhydroxyalkanoates (PHAs) are a group of biodegradable plastic. These biopolymers are environmentally friendly because they can be decomposed by microorganisms. PHAs production is also renewable and sustainable. There are many types of PHAs. This thesis aimed to screen for Thailand-isolated cyanobacterial strains that can produce two types of PHAs: the homopolymer poly(3-hydroxybutyrate) (PHB) and the heteropolymer poly(3-hydroxybutyrate-co-3-hydroxyvalerate) (PHBV). Cells were cultured under the heterotrophic condition (nitrogen deprivation with 0.4% w/v acetate supply in the dark). PHB contents in cyanobacteria were determined using high performance liquid chromatography. From 135 strains accounting for 26 genera, 9 strains accumulated PHB at the levels …
การประเมินรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก, ชมพูนุท รุ่งทอง
การประเมินรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก, ชมพูนุท รุ่งทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมที่ทำการผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศไทย ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง (high density polyethylene : HDPE) พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (low density polyethylene : LDPE) พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (linear low density polyethylene : LLDPE) พอลิไวนิลคลอไรด์ (polyvinyl chloride : PVC) พอลิพรอพิลีน (polypropylene : PP) พอลิสไตรีน (polystyrene : PS) และพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (polyethylene terephthalate : PET) โดยใช้ข้อมูลในปี พ.ศ. 2556 ในการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบรอยเท้าคาร์บอนขององค์กร และอ้างอิงวิธีการคำนวณตามวิธีมาตรฐานของ ISO14064-1:2006 และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยพิจารณาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขอบเขตที่ 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ประกอบไปด้วย การใช้สารทำความเย็น การใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตและยานพาหนะ และการรั่วไหลจากการเผาทิ้ง และขอบเขตที่ 2 การใช้ไฟฟ้าและไอน้ำเท่านั้น เพื่อนำไปสู่การระบุแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญพร้อมทั้งสามารถนำข้อมูลในงานวิจัยนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายกลุ่มพลาสติกได้ จากการศึกษาพบว่า ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำมากที่สุดโดยอยู่ในช่วงร้อยละ 39-99 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด ความเข้มก๊าซเรือนกระจกอยู่ในช่วง 0.153-0.473 tonCO2eq./ton product โดย LDPE มีความเข้มก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.473 tonCO2eq./ton product และความเข้มพลังงานอยู่ในช่วง 1.238-3.508 GJ/ton product จากผลการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2013 ถึง 2050 ในลักษณะการดำเนินการปกติ (Business as usual) โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2020 2030 และ 2050 มีค่าเท่ากับ 2,117, …
การใช้แบคทีเรียบนใบพืชสำหรับกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์, จิรารัตน์ พินทอง
การใช้แบคทีเรียบนใบพืชสำหรับกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์, จิรารัตน์ พินทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ในปัจจุบันการบำบัดฟอร์มาลดีไฮด์ด้วยพืชกำลังได้รับความสนใจ เพราะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และราคาถูก โดยใบพืชเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียหลากหลายชนิด ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจศึกษาประสิทธิภาพของแบคทีเรียบนใบพืชในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ โดยศึกษาใบพืชทั้งพืชคลุมดิน และไม้พุ่ม จากบริเวณรอบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าใบพลูด่างมีจำนวนแบคทีเรียทั้งหมด และแบคทีเรียที่ใช้ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นแหล่งคาร์บอนมากที่สุดถึง 7.99±0.2 และ 6.37±0.23 Log CFU/กรัมใบไม้ ตามลำดับ พบว่า Microbacterium paroxydans JP13 มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ นอกจากนั้นศึกษาประสิทธิภาพต้นพลูด่างและแบคทีเรียบนใบในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศ ที่ความเข้มข้นเริ่มต้น 0.04 ppmV ในแบบจำลองตู้กระจกขนาด 40×40×60 ลูกบาศก์เซนติเมตร ทำการทดลอง 4 ชุดการทดลอง โดยทั้ง 4 ชุดการทดลองจะเปรียบเทียบกับชุดควบคุมซึ่งเป็นตู้กระจกที่ไม่มีพืช ดังนี้ 1) ต้นพลูด่างตามธรรมชาติ 2) ต้นพลูด่างที่ผ่านการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวใบ 3) ต้นพลูด่างที่พ่นสารอาหารที่ผิวใบ และ 4) ต้นพลูด่างที่พ่นด้วยแบคทีเรีย M. paroxydans JP13 พบว่าสามารถกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ได้ถึง 87%, 79%, 94% และ 100% ตามลำดับ เมื่อระยะเวลาผ่านไป 96 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าต้นพลูด่างสามารถกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ด้วยกลไกการดูดซับของใบ เมตาบอลิซึมของใบ และการย่อยสลายฟอร์มาลดีไฮด์ของจุลินทรีย์บนใบ อย่างไรก็ดีการพ่นแบคทีเรียย่อยสลายฟอร์มาลดีไฮด์ชนิด M. paroxydans JP13 ลงบนใบพลูด่าง ทำให้มีการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์สูงกว่าในชุดการทดลองอื่นๆ การจัดจำแนกชนิดของแบคทีเรียที่คัดแยกจากใบต้นพลูด่างหลังการบำบัด พบว่าแบคทีเรียเด่นที่พบอยู่ในจีนัส Microbacterium แสดงให้เห็นว่า M. paroxydans JP13 ที่เติมบนใบสามารถเจริญเติบโตได้ งานวิจัยนี้จึงเป็นงานวิจัยที่พบว่าการเติมแบคทีเรียบนใบสามารถเสริมประสิทธิภาพของพืชในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศต่อไป
Development Of Platinum-Based Catalysts On Polyimide Films For Alcohol Electro-Oxidation, Rungnahpa Ruangsariyanon
Development Of Platinum-Based Catalysts On Polyimide Films For Alcohol Electro-Oxidation, Rungnahpa Ruangsariyanon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research studied the preparation of highly dispersed platinum nanoparticles on polyimide films or Pt/PI by surface modification method. Firstly, polyimide film was hydrolyzed in basic solution, followed by being immersed in platinum-ion solution to allow ion exchange process. Platinum ions on the film were subsequently reduced using proper reducing agent to give Pt/PI. After that, morphological and other information of the Pt/PI was investigated by X-ray diffraction analysis, scanning electron microscopy-energy dispersive X-ray spectroscopy, transmission electron microscopy, and inductively coupled plasma-optical emission spectroscopy. Electrochemical performance of the Pt/PI for the electro-oxidation of alcohols was investigated by means of cyclic …
Development Of Dual-Bacterial Culture For Benzene Degradation And Biofilm Formation, Aiyarucht Techajindamanee
Development Of Dual-Bacterial Culture For Benzene Degradation And Biofilm Formation, Aiyarucht Techajindamanee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Dual bacterial culture is the technique using the different characteristic of two bacteria for support the bacterial culture ability. This study developed the dual culture of benzene-degrading bacteria and biofilm-forming bacteria, and optimized the culture conditions promoting their benzene degradation and biofilm formation for increasing benzene-removal efficiency and bacterial stability in benzene treatment systems. Acinetobacter sp. B36 was a benzene-degrading and biofilm-forming bacterium isolated from petroleum wastewater. The bacterial biofilm was promoted by dual-culturing with Pseudomonas sp. BF6 isolated from the same source. The optimum culture conditions were studied focused on co-carbon source, nitrogen source, oxygen and metal ion. The …
ประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบของกลุ่มแบคทีเรียที่คัดแยกจากดินตะกอนอ่าวไทย, ปิยะนุช อยู่คล้ำ
ประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบของกลุ่มแบคทีเรียที่คัดแยกจากดินตะกอนอ่าวไทย, ปิยะนุช อยู่คล้ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อ่าวไทยจัดเป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ จึงมีแนวโน้มในการปนเปื้อนของปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแยกกลุ่มแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบจากตัวอย่างดินตะกอนบริเวณอ่าวไทย ทดสอบประสิทธิภาพของกลุ่มแบคทีเรียในการย่อยสลายน้ำมันในสภาวะแวดล้อมต่างๆ และศึกษาบทบาทของแบคทีเรียในกลุ่ม โดยจาก 45 สถานีตัวอย่าง ตรวจนับจำนวนแบคทีเรียย่อยสลายน้ำมันดิบได้มีค่าอยู่ในช่วง 2.3x105 - 1.10x107MPN /g น้ำหนักเปียก และแบ่งตัวอย่างตามลักษณะพื้นที่และลักษณะทางกายภาพได้เป็น 14 กลุ่มตัวอย่าง คือ G1-G14 ผลการทดลองพบว่าสามารถเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ย่อยสลายน้ำมันดิบได้จากทั้ง 14 กลุ่มตัวอย่างด้วยเทคนิคเอนริชเมนท์ โดยกลุ่มแบคทีเรีย G11 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบได้สูงที่สุด สามารถย่อยสลายน้ำมันดิบ 0.5% (v/v) ได้ 80 % ภายในระยะเวลา 5 วัน นอกจากนี้พบว่า G11 มีเปอร์เซ็นต์ความไม่ชอบน้ำของเซลล์สูงที่สุดประมาณ 74% และยังตรวจพบยีนที่เกี่ยวข้องในการย่อยสลายน้ำมันดิบได้หลากหลาย และการทดสอบประสิทธิภาพของ G11 ที่สภาวะต่างๆ พบว่า G11 สามารถย่อยสลายน้ำมันประเภทต่างๆ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ดีเซลกึ่งสังเคราะห์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์เบนซินสังเคราะห์ น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 91 (E91) น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 (E95) ที่ความเข้มข้น 4,000 มิลลิกรัม/ลิตรได้ดี สามารถย่อยสลายน้ำมันดิบในช่วงความเข้มข้น 4-32 กรัม/ลิตรได้เกือบ 100% ระยะเวลา 12 วัน โดยมีอัตราการกำจัดน้ำมันดิบได้สูงสุด 6.75 กรัม/ลิตร/กรัมเซลล์/วัน ที่ความเข้มข้นน้ำมันดิบ 24 กรัม/ลิตร สามารถย่อยสลายเตตระเดกเคน เฮกซะเดกเคน และ PAHs ผสม ซึ่งได้แก่ แอนทราซีน ฟีแนนทรีน ฟลูออแรนทีน และไพรีนได้ นอกจากนี้ยังพบว่า G11 ยังสามารถย่อยสลายน้ำมันดิบ 0.5 % (v/v) ได้ดีในสภาวะที่มีการแปรผันค่าความเค็มในช่วง 20 - >100 ppt ช่วงพีเอชตั้งแต่ 3-9 และอุณหภูมิ 30-37 oซ ซึ่งจากการวิเคราะห์ประชาคมแบคทีเรียโดยการเพาะเลี้ยงและการไม่เพาะเลี้ยงพบว่าในทุกช่วงการย่อยสลายในทุกสภาวะ มี …
Development Of Phthalocyanine-Based Electrocatalytic Systems For Reduction Of Carbon Dioxide, Kattarinya Jaisabuy
Development Of Phthalocyanine-Based Electrocatalytic Systems For Reduction Of Carbon Dioxide, Kattarinya Jaisabuy
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on method development for utilizing and evaluating metal phthalocyanine-based complexes as electrocatalysts for carbon dioxide reduction. Metal phthalocyanine-based complexes containing iron, cobalt, nickel, copper, and zinc ions as central metal ions were successfully synthesized, characterized, and applied as homogeneous electrocatalysts for the electro-reduction of carbon dioxide in non-aqueous media. The efficiency of phthalocyanine-based electrocatalysts as well as the effects of phthalocyanine structures and the central metal ion were discussed. Cobalt(II) phthalocyanine derivative showed the best electrocatalytic efficiency for the electro-reduction of carbon dioxide with the highest percentage of current enhancement (299.98%) Hence, the effect of light on …
การพัฒนาโปรแกรมพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณสำหรับการไหลภายในท่อขนส่งน้ำมันดิบ, วันวิสา รักทอง
การพัฒนาโปรแกรมพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณสำหรับการไหลภายในท่อขนส่งน้ำมันดิบ, วันวิสา รักทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อเป็นกระบวนการที่พบเห็นได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม น้ำมันดิบส่วนใหญ่มีความหนืดสูง อีกทั้งโดยปกติแล้วอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมภายนอกท่อนั้นมักจะต่ำกว่าอุณหภูมิของน้ำมันดิบภายในท่อ น้ำมันดิบจึงเกิดการสูญเสียความร้อน อุณหภูมิจะลดลงเรื่อยๆ ตามระยะทางและเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่ออุณหภูมิของน้ำมันดิบลดลงจนถึงจุดขุ่น (Cloud point) น้ำมันดิบบางส่วนจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นไข (Wax) และเมื่ออุณหภูมิลดลงต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดไหลเท (Pour point) ไขจะมีการสะสมตัวจนทำให้ท่ออุดตัน น้ำมันดิบจะไม่สามารถไหลได้ ดังนั้น การขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อจะไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงจากการสูญเสียประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจากไขภายในท่อขนส่ง งานวิจัยนี้จึงทำการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการสร้างแบบจำลองการไหลภายในท่อขนส่งน้ำมันดิบเพื่อศึกษาพฤติกรรมการไหลที่มีความซับซ้อน และทำนายการเกิดไขในระบบท่อ ความรู้ทางพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (Computational fluid dynamics) ถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาการไหลสำหรับงานวิจัยนี้ สำหรับการพัฒนาโปรแกรมพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ แบบจำลองที่นำมาใช้มีลักษณะเป็นท่อตรงยาว และทำการแบ่งกริดในรูปแบบของกริดแบบเยื้องกัน เกิดเป็นปริมาณควบคุม ซึ่งจะเป็นตัวเก็บตัวแปรที่ต้องการคำนวณหาคำตอบ ได้แก่ ความเร็ว ความดัน อุณหภูมิ เป็นต้น โดยใช้ระเบียบวิธี ไฟไนต์วอลุมแปลงสมการเชิงอนุพันธ์ย่อยให้อยู่ในรูปสมการพีชคณิตเพื่อความสะดวกในการแก้ปัญหา ส่วนการหาคำตอบจากสมการพีชคณิตจะใช้ขั้นตอนวิธีเมทริกซ์สามแนวเฉียง ซึ่งวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนวิธี Semi-Implicit Method for Pressure-Linked Equation ที่เป็นวิธีคำนวณซ้ำเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่แม่นยำที่สุด ผลที่ได้พบว่า โปรแกรมจำลองมีความน่าเชื่อถือ โดยมีการเปรียบเทียบความถูกต้องกับการทดลองจริงและโปรแกรมสำเร็จรูป ANSYS FLUENT โปรแกรมที่ได้สามารถใช้ทำนายพฤติกรรมการไหลของน้ำมันดิบ รวมถึงการเกิดไขภายในระบบท่อได้อย่างแม่นยำ และสามารถประยุกต์ใช้กับระบบการไหลของของไหลประเภทอื่นได้อีกด้วย
Mechanical And Thermal Properties Of Polylactide/Polymeric Plasticizers, Wanlapha Apising
Mechanical And Thermal Properties Of Polylactide/Polymeric Plasticizers, Wanlapha Apising
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The current study focused on flexibility improvement of polylactide by using three new types of plasticizers: diethyl succinate, glycerol ethoxylate, poly(di(ethylene glycol)adipate). The plasticizer concentrations were varied depending on each type. Mechanical property of the plasticized polymers was investigated. It was found that elongation at break of the plasticized polymers was increased, whereas tensile strength and Young’s modulus were decreased. The plasticized polymer with diethyl succinate exhibited the highest elongation at break. Thermal property of the plasticized polymers containing glycerol ethoxylate yielded the lowest Tg and Tc. When the plasticizers were added, thermal property was reduced, in which the plasticized …
Dry Reforming Of Methane In Palladium-Silver-Copper Alloy Membrane Reactor, Sarocha Sumrunronnasak
Dry Reforming Of Methane In Palladium-Silver-Copper Alloy Membrane Reactor, Sarocha Sumrunronnasak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
PdAgCu ternary alloy membranes were prepared by the sequential electroless plating of Pd following by electroplating of Ag and Cu onto stainless steel support. The metal composition of the membrane was varied by changing the metal deposition times. The fabricated membranes were then annealed at various temperatures from 500 °C to 600 °C under argon atmosphere in order to form the alloys for 20 to 120 hrs. The Energy Dispersive X-ray spectroscopy (EDX) and X-Ray Diffraction (XRD) were employed to investigate the element distribution in the membrane which provided the insight of the alloying formation. Complete formation of the alloy …
Preparation Of Polylactide/ Polycaprolactone/Hydroxyapatite Particles, Walaiporn Nguantanom
Preparation Of Polylactide/ Polycaprolactone/Hydroxyapatite Particles, Walaiporn Nguantanom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focused on preparation of polylactide/polycaprolactone/hydroxyapatite particles by using the solvent evaporation method. The effects of HA loadings varied in a range of 10-40 wt% and blending ratios between PLA and PCL on the size distribution, morphology, and thermal properties of the composite films were investigated. The results showed that the size distributions of the composite particles were composed of both small and large particles, depending on the HA concentration and blending ratio of PLA/PCL. The addition of HA at 10 wt% exhibited a strong influence on the size distribution of microspheres, while the PLA/PCL blend tended to produce …
Synthesis Of Poly(N-Isopropylacrylamide)-Based Nanogels Via Differential Microemulsion Polymerization For Drug Delivery Systems, Meshaya Pruettiphap
Synthesis Of Poly(N-Isopropylacrylamide)-Based Nanogels Via Differential Microemulsion Polymerization For Drug Delivery Systems, Meshaya Pruettiphap
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis is to study the synthesis of poly(N-isopropylacrylamide-co-protic acid) nanogels and their performance to be used as drug delivery carriers. The objective is to achieve thermal/pH-responsive nanogels with a lower critical solution temperature (LCST) close to human body temperature. Differential microemulsion polymerization (DMP) technique, which has been considered the best one to produce nanoparticles of a high solid content with a low surfactant amount, was applied. Specifically, one-step DMP was used for synthesizing poly(N-isopropylacrylamide) (PNIPAM) preparation while two-step DMP was adopted to synthesize poly[N-isopropylacrylamide-co-(acrylic acid)] (poly(NIPAM-co-AA)) and poly[N-isopropylacrylamide-co-(itaconic acid)] (poly(NIPAM-co-IA)) nanogels, in which sodium dodecyl sulphate (SDS) was used …
การเปรียบเทียบสถิติเดอร์บินวัตสัน สถิติวอลลิส กับตัวสถิติบูทสแตรปสำหรับการตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ของความคลาดเคลื่อนในตัวแบบถดถอยเชิงเส้น, กิตติพงษ์ ไตรทิพย์พานิชย์
การเปรียบเทียบสถิติเดอร์บินวัตสัน สถิติวอลลิส กับตัวสถิติบูทสแตรปสำหรับการตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ของความคลาดเคลื่อนในตัวแบบถดถอยเชิงเส้น, กิตติพงษ์ ไตรทิพย์พานิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ ต้องการศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 และอำนาจการทดสอบของตัวสถิติที่ใช้ตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ ของความคลาดเคลื่อนในสถานการณ์ดังต่อไปนี้ 1) เปรียบเทียบสถิติ 3 วิธี คือ ตัวสถิติเดอร์บินวัตสัน บูทสแตรปเดอร์บินวัตสัน และ บูทสแตรปโรล ในการตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ตำแหน่งที่ 1 2) เปรียบเทียบสถิติ 3 วิธี คือ ตัวสถิติวอลลิส บูทสแตรปวอลลิส และบูทสแตรปโรล และในการตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ตำแหน่งที่ 4 เมื่อจำนวนตัวแปรอิสระเท่ากับ 1, 2 และ 5 และกำหนดขนาดตัวอย่างที่ทำการศึกษา คือ 15, 20, 50, 60, 90 และ 100 สำหรับในแต่ละสถานการณ์ ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยนี้ได้จากการทดลองด้วยเทคนิคมอนติคาร์โล โดยจำลองการทดลองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ 1000 ครั้ง สำหรับแต่ละสถานการณ์ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ความสามารถในการควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 เมื่อมีอัตตสหสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ 1 ตัวสถิติบูทสแตรปเดอร์บินวัตสัน และ บูทสแตรปโรล สามารถควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ได้ในทุกกรณี และเมื่อมีอัตตสหสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ 4 ตัวสถิติบูทสแตรปวอลลิส และ บูทสแตรปโรล สามารถควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ได้ในทุกกรณี 2. อำนาจการทดสอบ เมื่อมีอัตตสหสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ 1 โดยทั่วไปตัวสถิติบูทสแตรปเดอร์บินวัตสันให้อำนาจการทดสอบสูงที่สุด และเมื่อมีอัตตสหสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ 4 ตัวสถิติบูทสแตรปวอลลิส จะให้ค่าอำนาจการทดสอบที่สูงสุด
การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตัวแบบล็อกการิทึมเชิงเส้นที่มีการแจกแจงพหุนาม, ประกาศิต สิงคะตีระ
การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตัวแบบล็อกการิทึมเชิงเส้นที่มีการแจกแจงพหุนาม, ประกาศิต สิงคะตีระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบวิธีการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตัวแปรเชิงกลุ่ม 3 ตัวแปร ในตารางการณ์จร 3 ทาง ขนาด 2x2x2 และศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำวิธีการมอนติคาร์โลมาใช้แทนวิธีการทดสอบด้วยตัวสถิติอัตราส่วนภาวะน่าจะเป็น วิธีการทดสอบที่นำมาศึกษาเปรียบเทียบมี 3 วิธี ได้แก่ วิธีการทดสอบด้วยตัวสถิติอัตราส่วนภาวะน่าจะเป็น วิธีการทดสอบด้วยตัวสถิติของเซลเทอร์แมนและวิธีมอนติคาร์โล โดยวิธีการมอนติคาร์โลเป็นวิธีการทดสอบสมมติฐานที่ไม่อาศัยค่าวิกฤติของตัวสถิติทดสอบ แต่จะทำการเปรียบเทียบค่าสถิติที่คำนวณได้จากข้อมูลตัวอย่างที่ต้องการศึกษากับค่าสถิติที่คำนวณได้จากข้อมูลเทียมแต่ละชุดที่จำลองขึ้นโดยการสุ่มตัวอย่างซ้ำภายใต้ข้อกำหนดตามสมมติฐานว่าง เพื่อนำไปสู่การหาค่า P-value ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในแต่ละตัวแบบที่เป็นไปได้และเป็นตัวแบบที่มีรูปแบบปิดของค่าความถี่คาดหวัง เพื่อให้สามารถจำลองข้อมูลได้ถูกต้อง ซึ่งตัวแบบต่างๆ ประกอบด้วยตัวแบบที่เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ตัวแบบความเป็นอิสระร่วม และตัวแบบความเป็นอิสระอย่างมีเงื่อนไข และได้กำหนดระดับความสัมพันธ์ให้กับตัวแปรร่วมที่มีความสัมพันธ์ร่วมกัน จากน้อยไปหามากคือ 0.25, 0.50 และ 0.75 ขนาดตัวอย่างที่ใช้คือ 40, 60, 80, 120, 160, 200 และ 240 และระดับนัยสำคัญที่ใช้คือ 0.05 และ 0.01 เกณฑ์ที่ใช้ในการเปรียบเทียบคือการพิจารณาความสามารถในการควบคุมความน่าจะเป็นของความผิดพลาดประเภทที่ 1 และ ค่าอำนาจการทดสอบ การวิจัยครั้งนี้ได้จำลองข้อมูลโดยกระทำซ้ำแบบเทคนิคมอนติคาร์โล (Monte Carlo simulation technique) จำนวน 500 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะกระทำซ้ำแบบมอนติคาร์โลอีก 500 ครั้ง เพื่อสร้างชุดข้อมูล 500 ชุด เพื่อคำนวณค่า P-value ของวิธีการทดสอบแบบมอนติคาร์โล ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ วิธีการทดสอบทั้ง 3 วิธีสามารถควบคุมความน่าจะเป็นของความผิดพลาดประเภทที่ 1 ได้ในทุกสถานการณ์ วิธีการมอนติคาร์โลมีแนวโน้มที่จะให้ค่าอำนาจการทดสอบสูงที่สุด รองลงมาคือวิธีการทดสอบด้วยตัวสถิติอัตราส่วนภาวะน่าจะเป็น และวิธีการสอบด้วยตัวสถิติของเซลเทอร์แมน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีตัวอย่างขนาดเล็ก วิธีการมอนติคาร์โลจะมีค่าอำนาจการทดสอบสูงกว่าวิธีการอื่นอย่างชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากแนวคิดของวิธีการมอนติคาร์โลที่มีการจำลองข้อมูลเทียมหลายชุดภายใต้สมมติฐานว่างขึ้นมาพิจารณานั้นเสมือนเป็นการสร้างขอบเขตที่เป็นไปได้ของข้อมูลตามข้อกำหนดในสมมติฐานว่าง เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลตัวอย่างที่ศึกษา จึงมีความถูกต้องมากกว่าการทดสอบสมมติฐานโดยทั่วไปซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างค่าสถิติที่คำนวณได้กับค่าวิกฤติเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ยังพบว่าค่าอำนาจการทดสอบของวิธีการทดสอบทั้ง 3 วิธีแปรผันตามขนาดตัวอย่าง ระดับความสัมพันธ์ของตัวแปรร่วม และระดับนัยสำคัญ โดยสรุป ผู้วิจัยพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำเอาการทดสอบสมมติฐานด้วยวิธีการมอนติคาร์โลมาใช้ทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตัวแบบล็อกการิทึมเชิงเส้น แทนการทดสอบทั้งสองวิธีดังกล่าวใน 3 ตัวแบบข้างต้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีตัวอย่างขนาดเล็ก