Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Sports Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 31 - 60 of 286

Full-Text Articles in Sports Sciences

ผลของการฝึกพลังอดทนต่อการทำงานของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนบนและสมรรถภาพทางกีฬาในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลไทย, ธนวัฒน์ กิจสุขสันต์ Jan 2023

ผลของการฝึกพลังอดทนต่อการทำงานของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนบนและสมรรถภาพทางกีฬาในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลไทย, ธนวัฒน์ กิจสุขสันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลังและพลังอดทนต่อการทำงานของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนบนและสมรรถภาพทางกีฬาในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลทีมชาติไทย ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุเฉลี่ย 28.1 ± 8.1 ปี จำนวนทั้งหมด 24 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มฝึกแรงต้านแบบพลังบริเวณรยางค์ส่วนบนของร่างกาย (PO) จำนวน 14 คน และ 2) กลุ่มฝึกแรงต้านแบบพลังอดทนบริเวณรยางค์ส่วนบนของร่างกาย (PE) จำนวน 10 คน ทั้ง 2 กลุ่มฝึกแรงต้านด้วยน้ำหนัก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่ม PO ฝึกแรงต้านที่ความหนักร้อยละ 70 – 80 ของค่าน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้ 1 ครั้ง จำนวน 5 เซต ฝึกเซตละ 4 ครั้ง ในขณะที่กลุ่ม PE ฝึกแรงต้านที่ความหนักร้อยละ 30 – 40 ของค่าน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้ 1 ครั้ง จำนวน 3 เซต ฝึกเซตละ 24 ครั้ง โดยทั้ง 2 กลุ่มมีการเพิ่มน้ำหนักของการฝึกขึ้นร้อยละ 5 ของค่าน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้ 1 ครั้ง ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา สมรรถภาพทางกีฬา การทำงานของกล้ามเนื้อ และการทำงานของข้อไหล่ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการฝึก และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม 2 (กลุ่ม) x 2 (เวลา) เปรียบเทียบรายคู่โดยใช้สถิติการทดสอบแอลเอสดี และกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ พบว่าทั้ง 2 กลุ่ม …


ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย, พนมพร พวงมะลัย Jan 2023

ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย, พนมพร พวงมะลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย อายุระหว่าง 18-25 ปี ที่มีความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่าแบคสควอทมากกว่าหรือเท่ากับ 1.5 เท่าต่อน้ำหนักตัว จำนวน 26 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 13 คน โดยวิธีจับคู่ ด้วยความแข็งแรงสัมพัทธ์ โดยกลุ่มทดลองฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนัก โดยใส่เสื้อถ่วงน้ำหนักที่ 8% ของน้ำหนักตัว และกลุ่มควบคุมฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบไม่มีน้ำหนัก ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรง ความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยภายในกลุ่มใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ Bonferroni และระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา เวลาวิ่งระยะ 10 และ 20 เมตร พลังกล้ามเนื้อสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด ความคล่องแคล่วว่องไวและความสามารถด้านแอโรบิกได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา พลังกล้ามเนื้อสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาวิ่งระยะ 20 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถด้านแอโรบิกแตกต่างจากก่อนการฝึกและหลังการฝึก 4 สัปดาห์ และเวลาวิ่งระยะ 10 เมตร แตกต่างจากก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา พลังกล้ามเนื้อสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาวิ่งระยะ10 และ …


ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างที่มีต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล, ชุตินันท์ คงสาธิตพร Jan 2023

ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างที่มีต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล, ชุตินันท์ คงสาธิตพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่าง ส่งผลต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 7 คน และกลุ่มควบคุม 8 คน โดยใช้ค่าแรงดันในการหายใจเข้าสูงสุด (MIP) โดยใช้เครื่องมือ TU - Breath Training ในการฝึก ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการฝึกที่ความหนัก 50% MIP และกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกที่ความหนัก 0% MIP ตามโปรแกรมที่กำหนด คือ 15 ครั้ง/ เซต ทั้งหมด 3 เซต 5 วัน/สัปดาห์ เป็นระยะเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังได้ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอด สมรรถภาพการหายใจ และตัวแปรด้านความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิก จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าแบบอิสระ ผลการวิจัยพบว่าหลังการฝึก 4 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มมีการเพิ่มขึ้นของค่าความดันหายใจเข้าสูงสุด (MIP) ค่าการขยายตัวของทรวงอกระดับกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้านนสมรรถภาทางแอโรบิกไม่มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าในกลุ่มทดลองที่ได้รับแรงต้านจากการฝึก การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างช่วยพัฒนาด้านสมรรถภาพของการหายใจ และมีแนวโน้มในการพัฒนาสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลได้


ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความสามารถในการทรงท่าและความแม่นยำในนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลมทีมชาติ, ภัชรีญา เดชศิริ Jan 2023

ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความสามารถในการทรงท่าและความแม่นยำในนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลมทีมชาติ, ภัชรีญา เดชศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่ายิงปืนแบบเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความแม่นยำในการยิงปืนวิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลม อายุตั้งแต่ 20-35 ปี แข่งขันในระดับทีมชาติ จำนวน 5 คน ใช้เวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ แบ่งเป็นฝึกด้วยโปรแกรมที่มีการซ้อมเป็นปกติ 4 สัปดาห์ และฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงอีก 4 สัปดาห์ และฝึกสัปดาห์ละ 2 วัน โดยทำการทดสอบก่อน ระหว่าง และหลังการฝึกด้วยแบบประเมินการทรงตัว ได้แก่ แบบประเมิน Mini-BESTest และ Time Up and Go Test และทำการทดสอบความแม่นยำด้วยการยิงปืน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยทดสอบการแจกแจงข้อมูลแบบโค้งปกติของทุกตัวแปรโดยใช้ Shapiro-Wilk (พบว่าข้อมูลทุกตัวแปรมีการกระจายตัวปกติ) จึงทดสอบความแตกต่างของผลการทดสอบ สัปดาห์ 0 , 4 และ 8 โดยใช้ ANOVA repeated measure และหาคู่ต่างโดยสถิติ Bonferroni test เป็น Post hoc โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ P


ผลของการผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริกที่มีผลต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย, เตชะพงษ์ เพชรประภัสสร Jan 2023

ผลของการผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริกที่มีผลต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย, เตชะพงษ์ เพชรประภัสสร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอมตริกที่ส่งผลต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 21 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จำนวน 11 คน ฝึกแบบผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริก และกลุ่มที่ 2 จำนวน 10 คน ฝึกแบบผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านสองข้างกับการฝึกพลัยโอเมตริก กำหนดความหนักในการฝึกด้วยแรงต้านที่ 85% ของหนึ่งอาร์เอ็ม จำนวน 6 ครั้ง และตามด้วยการฝึกพลัยโอเมตริก จำนวน 12 ครั้ง 3 ชุด ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ดัชนีความแข็งแรงแบบปฏิกิริยาตอบสนองสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด การทรงตัวขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ความเร็วระยะ 10 และ 20 เมตร ความสามารถของการเปลี่ยนทิศทางก่อนการฝึกและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ Paired Samples t-test และ Independent Samples t-test หากข้อมูลมีการกระจายตัวไม่เป็นโค้งปกติวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Wilcoxon Sign Rank test และ Man-Whitney U test หนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มที่ 1 ความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อสองขา ก่อนการฝึกแตกต่างกับหลังการฝึก 6 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และไม่พบความแตกต่างของพลังกล้ามเนื้อขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด การทรงตัวขาไม่ถนัดและขาถนัด ความเร็ว 20 เมตร ขณะที่กลุ่มที่ 2 ความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ก่อนการฝึกแตกต่างกับหลังการฝึก 6 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …


ผลของการใช้กรดอะมิโนร่วมกับการออกกำลังกายแบบแรงต้านต่อองค์ประกอบของร่างกายและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อในบุคคลสุขภาพดี, กสิวัฒน์ เจียรธนะกานนท์ Jan 2023

ผลของการใช้กรดอะมิโนร่วมกับการออกกำลังกายแบบแรงต้านต่อองค์ประกอบของร่างกายและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อในบุคคลสุขภาพดี, กสิวัฒน์ เจียรธนะกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กรดอะมิโนร่วมกับการออกกําลังกายแบบแรงต้าน ต่อองค์ประกอบของร่างกายและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อในบุคคลสุขภาพดีวิธีการดําเนินงานวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลที่มีสุขภาพดีเพศชายและหญิงที่ไม่ได้ออกกําลังกายเป็นประจํา อายุเฉลี่ย27.33±3.45ปี จํานวน 24 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม (CON) ที่ได้รับการฝึกออกกําลังกายแบบแรงต้านเพียงอย่างเดียว และกลุ่มทดลอง (AA+RT) ที่ได้รับการเสริมกรดอะมิโนร่วมกับการฝึกออกกําลังกายแบบแรงต้าน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผู้วิจัยทําการทดสอบตัวแปรด้านองค์ประกอบของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ขนาดของกล้ามเนื้อ ความหนาของกล้ามเนื้อก่อนการฝึก สัปดาห์ที่ 6 ของการฝึก และหลังการฝึก ครบ 12 สัปดาห์ แล้วนํามาเปรียบเทียบทางสถิติด้วยโปรแกรมสําเร็จรูป โดยใช้การทดสอบความแปรปรวนแบบผสม และใช้การทดสอบแบบรายคู่ด้วยสถิติ LSD ที่ระดับความมีนัยสําคัญทางสถิติ เมื่อ p< 0.05ผลการวิจัย หลังการจบโปรแกรม 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับกรดอะมิโน ร่วมกับการฝึกด้วยแรงต้านมีปริมาณไขมันในร่างกาย มวลไขมัน ลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p0.05) อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ทดสอบด้วยน้ำหนักสูงสุดในออกแรงต้าน (1 Repetition Maximum; 1RM) และเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงความหนาของกล้ามเนื้อเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนการทดลอง และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 12 พบว่ากลุ่มทอลองมีค่ามีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกุล่มควบคุมที่ได้รับการฝึกด้วยแรงต้านเพียงอย่างเดียวสรุปผลการวิจัย การใช้กรดอะมิโนร่วมกับการฝึกด้วยแรงต้านเป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลดปริมาณไขมันใต้ผิวหนังในร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความหนาของกล้ามเนื้อในบุคคลสุขภาพดีได้


ผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถการควบคุมความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟของนักกีฬาอีสปอร์ตชาย, เตชิต เลิศเอนกวัฒนา Jan 2023

ผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถการควบคุมความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟของนักกีฬาอีสปอร์ตชาย, เตชิต เลิศเอนกวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความตั้งใจเป็นทักษะที่สำคัญในการเล่นกีฬาอีสปอร์ตโดยส่งผลต่อการตัดสินใจ เวลาปฏิกิริยา และทักษะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนถึงความสามารถในการเล่นเกมโดยรวม จึงเป็นไปได้ว่าการพัฒนาความสามารถด้านความตั้งใจอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเล่นกีฬาอีสปอร์ตได้การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะความสามารถความตั้งใจในกีฬาอีสปอร์ต โดยแบ่งเป็นสองการศึกษา ดังนี้การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถความตั้งใจระหว่างนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพและผู้เล่นอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย โดยทำการทดสอบความสามารถด้านความตั้งใจในนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ 8 คนและผู้เล่นอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย 8 คนจากนักกีฬาอีสปอร์ตประเภทโมบา(MOBA) โดยใช้การทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ ทดสอบการค้นหาด้วยสายตา และการตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยา ผลการทดลองพบว่ากลุ่มนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพมีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ (p = .033) และมีเวลาปฏิกิริยาตอบสนองเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา (p = .002) ในส่วนของการทดสอบตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยาไม่พบว่ามีความแตกต่างกันการศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถด้านความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ โดยทำการทดลองในนักกีฬาอีสปอร์ตที่ผ่านการแข่งขันในรายการ CU Open จำนวน 32 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มฝึกผสมผสานการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญา (Physical-Cognitive Exercise ;PCE) กลุ่มฝึกออกกำลังกาย (Physical Exercise; PE),กลุ่มฝึกพุทธิปัญญา (Cognitive Exercise (CE),และกลุ่มควบคุม (C). โดยทำการฝึก 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทำการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ การค้นหาด้วยสายตา การตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยา และวัดปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ ก่อนการทดลอง หลังการฝึกครั้งแรก และหลังการฝึก 4 สัปดาห์ ผลฉับพลันจากการฝึกพบว่า กลุ่ม PE และ CE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่ากลุ่ม PCE และกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .017, = .020 และ p < .001, < .001 ตามลำดับ) ในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ และกลุ่ม CE มีเวลาปฏิกิริยาในการตอบสนองเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004) ในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่ม PCE PE และ CE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .028, .008, < .001 ตามลำดับ) ในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ และกลุ่ม PCE และ PE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องมากกว่ากลุ่ม CE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .021, .003 ตามลำดับ) ในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา แต่มีเวลาปฏิกิริยาในการตอบสนองที่ช้ากว่ากลุ่ม CE (p = .003, .004) ในส่วนของปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ หลังการฝึกครั้งแรกพบว่ากลุ่ม PE มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004) และหลังการฝึก 4 สัปดาห์พบว่ากลุ่ม PCE และ PE มีปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004, .024 ตามลำดับ)จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพมีความสามารถความตั้งใจที่สูงกว่านักกีฬาอีสปอร์ตในระดับสมัครเล่น โดยการฝึกแบบผสมผสานการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความตั้งใจของนักกีฬาอีสปอร์ตในระดับสมัครเล่นได้ จึงอาจใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความสามารถความตั้งใจ และอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการเล่นและแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตได้ทางหนึ่ง


Effects Of Cordyceps Sinensis Supplementation Combined With Repeated Sprint Training In Hypoxia On Markers Of Oxidative Stress And Physical Performance In Female Soccer, Siraphatthra Thongsawang Jan 2023

Effects Of Cordyceps Sinensis Supplementation Combined With Repeated Sprint Training In Hypoxia On Markers Of Oxidative Stress And Physical Performance In Female Soccer, Siraphatthra Thongsawang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to evaluate the impact of Cordyceps sinensis (C) supplementation on hematological variables, markers of oxidative stress, nitric oxide (NO) production, aerobic performance, and repeated sprint ability induced by repeated sprint (RS) training in hypoxia (RSH) versus in normoxia (RSN) in female soccer players. Thirty-nine female soccer players (mean age 20.82+/-1.65 year; BMI 22.80+/-3.57 kg/m2; VO2max 38.69+/-3.93 ml/min/kg) were randomly allocated to a RSH with either C supplementation (RSH-C, n=11) or placebo (RSH-P, n=11) group and RSN with C supplementation (RSN-C, n=8) or placebo (RSH-P, n=9) groups. While the RSH groups performed a 4-week of RS training (3 …


ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชายหาดชาย, ชัยวัฒน์ ศุจินราธร Jan 2023

ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชายหาดชาย, ชัยวัฒน์ ศุจินราธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างกับการฝึกพลัยโอเมตริกแบบสองขาที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชายหาดชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชายหาดระดับสโมสรสมัครเล่น เพศชาย อายุ 18-35 ปี จำนวน 24 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 ทำการฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้าง กลุ่มทดลองที่ 2 ทำการฝึกพลัยโอเมตริกแบบสองขา โดยทำการฝึกเป็นระยะเวลาทั้งหมด 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ก่อนและหลังการฝึกทำการทดสอบพลังของกล้ามเนื้อ ดัชนีความแข็งแรงแบบปฏิกิริยาตอบสนอง ความสามารถในการทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว และความเร็วระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ทำการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบภายในกลุ่มโดยใช้สถิติ Paired Samples t-test และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent Samples t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 พบว่า กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 มีพลังสูงสุดทั้งแบบสองขา ขาข้างที่ถนัด และขาข้างที่ไม่ถนัด ความสามารถในการทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว และความเร็วระยะ 5 เมตรและ 10 เมตร แตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความเร็วของบาร์เบลสูงสุดของขาข้างเดียวที่ถนัดและข้างไม่ถนัดของกลุ่มทดลองที่ 1 แตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการฝึกของความสูงในการกระโดดแบบขาข้างเดียวที่ไม่ถนัดเฉพาะในกลุ่มทดลองที่ 1 และแรงปฏิกิริยาจากพื้นในแนวดิ่งสูงสุดขาข้างเดียวที่ไม่ถนัดและความสูงในการกระโดดแบบสองขาเฉพาะในกลุ่มทดลองที่ 2 2) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการฝึก พบว่ากลุ่มทดลองที่ 1 มีพลังสูงสุด ขาข้างเดียวที่ถนัด ความเร็วของบาร์เบลสูงสุด ขาข้างเดียวที่ถนัดและข้างไม่ถนัด และความสูงในการกระโดดของขาข้างเดียวที่ถนัดและข้างไม่ถนัด มากกว่ากลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05สรุปได้ว่า การฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างและการฝึกพลัยโอเมตริกแบบฝึกสองขา สามารถพัฒนาพลังของกล้ามเนื้อ การทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการเร่งความเร็วได้ ทั้งนี้การฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างเหมาะสำหรับการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาข้างเดียวโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางการกีฬาที่เน้นการใช้รยางค์เดียวของร่างกายเป็นหลัก ขณะที่หากต้องการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อเมื่อต้องเคลื่อนที่แบบสองขาก็ควรฝึกให้มีความเฉพาะเจาะจงแบบการฝึกทั้งสองข้างพร้อมกัน


ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบขาข้างเดียวที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอลชาย, ดุรงค์กร ธุวพิรุฬห์ Jan 2023

ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบขาข้างเดียวที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอลชาย, ดุรงค์กร ธุวพิรุฬห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระหว่างการฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียวกับการฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาสองข้างที่มีผลต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในกีฬาฟุตซอลชาย วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักกีฬาฟุตซอลเพศชาย อายุระหว่าง 18–25 ปี จำนวน 20 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน คือ กลุ่มที่ 1 ฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียว กลุ่มที่ 2 ฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาสองข้างทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก ทดสอบพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด ดัชนีปฏิกิริยาความแข็งแรง แรงหดตัวสูงสุดกล้ามเนื้อ Knee Extensor แรงหดตัวสูงสุดกล้ามเนื้อ Knee Flexor ความเร็วระยะ 5 และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และการทรงตัว หลังการฝึกนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที (Pair samples t-test) ก่อนและหลังการฝึกภายในกลุ่ม และค่าที (Independent samples t-test) ก่อนและหลังการฝึกระหว่างกลุ่ม กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05ผลการวิจัย หลังการฝึก 6 สัปดาห์ นักกีฬาฟุตซอลทั้งสองกลุ่มมีพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด ดัชนีปฏิกิริยาความแข็งแรง แรงหดตัวสูงสุดกล้ามเนื้อ Knee Extensor แรงหดตัวสูงสุดกล้ามเนื้อ Knee Flexor ความเร็วระยะ 5 และ 10 เมตร และการทรงตัว เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก และยังพบว่ากลุ่มฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียวมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทุกตัวแปรระหว่างกลุ่มภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียวและแบบใช้ขาสองข้างเป็นรูปแบบที่ช่วยพัฒนาความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อ ความเร็ว คล่องแคล่วว่องไว และการทรงตัวได้ใกล้เคียงกันแต่โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียว ช่วยพัฒนาพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด ของกล้ามเนื้อขาข้างที่ไม่ถนัดและความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีกว่า ดังนั้นจึงสามารถนำการฝึกนี้ไปประยุกต์เพื่อพัฒนาสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในกีฬาฟุตซอลได้


ผลของการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกที่มีต่อพลัง ความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไว ในนักกีฬาฟุตบอลชาย, รมัณยา ปัตตะพงศ์ Jan 2023

ผลของการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกที่มีต่อพลัง ความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไว ในนักกีฬาฟุตบอลชาย, รมัณยา ปัตตะพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลจากการเปลี่ยนแปลงของพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไวหลังจากการได้รับการวอร์มอัพด้วยวิธีเน้นความหนักแบบเอกเซนตริก ในนักกีฬาฟุตบอลชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย อายุ 20.42±1.83 ปี จำนวน 12 คน ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนจะได้รับการวอร์มอัพ 3 รูปแบบ คือ 1) การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริก 2) การวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 และ 3) การวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหว ด้วยวิธีถ่วงดุลลำดับ ทำการทดลองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หลังจากได้รับการวอร์มอัพทำการทดสอบพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 และ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไว วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ Bonferroni กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่า พลังสูงสุด (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.84) ความเร็วสูงสุด (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.65) เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 เมตร (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.60) เวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.57) และความคล่องแคล่วว่องไว (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.84) แตกต่างกันระหว่างการวอร์มอัพและค่าเริ่มต้น เมื่อเปรียบเทียบรายคู่พบว่า การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกสามารถพัฒนาพลังสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 การวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหว และค่าเริ่มต้น การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกสามารถพัฒนาความเร็วสูงสุด และเวลาสปริ้นท์ระยะ 10 เมตร ได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวและค่าเริ่มต้น การวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 สามารถพัฒนาพลังสูงสุด และเวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร ได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวและค่าเริ่มต้น และการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวสามารถพัฒนาพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 และ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีกว่าค่าเริ่มต้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ไม่พบความแตกต่างของแรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุดระหว่างการวอร์มอัพ สรุปผลการวิจัย จากผลการวิจัยครั้งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว โดยใช้เทคนิคโพสแอคทิเวชั่น โพเทนทิเอชั่น ในระหว่างการวอร์มอัพ ดังนั้นจึงควรแนะนำให้ผู้ฝึกสอนและนักกีฬานำการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกไปใช้เพื่อเพิ่มพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตบอล


ผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งของนักกีฬาฟุตซอล, ขวัญไท สิทธิพันธุ์ Jan 2023

ผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งของนักกีฬาฟุตซอล, ขวัญไท สิทธิพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยแรงต้าน การฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำและการฝึกเชิงซ้อนด้วยแรงต้านควบคู่กับการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่ส่งผลต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งของนักกีฬาฟุตซอลวิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักกีฬาฟุตซอลเพศชาย อายุระหว่าง 18–25 ปี จำนวน 36 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน คือ กลุ่มที่ 1 ฝึกด้วยแรงต้าน กลุ่มที่ 2 ฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ และกลุ่มที่ 3 ฝึกเชิงซ้อนด้วยแรงต้านควบคู่กับการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ โดยทั้งสามกลุ่มทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนการฝึก และหลังการฝึกที่ 4 และ 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบท่าการทดสอบตัวแปรด้าน สรีรวิทยาทั่วไป ความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว ความเร็วในการวิ่ง และความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างก่อน และหลังการฝึก ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way Repeated ANOVA) กำหนดความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05ผลการวิจัย หลังการฝึก 4 สัปดาห์ นักกีฬาฟุตซอลทั้ง 3 กลุ่ม มีค่าเฉลี่ยความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก และกลุ่มฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำพบค่าเฉลี่ยพลังของกล้ามเนื้อขาเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า ภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กลุ่มฝึกด้วยแรงต้านมีค่าเฉลี่ยความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อขา และความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก กลุ่มฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำมีค่าเฉลี่ยพลังของกล้ามเนื้อขาและความคล่องแคล่วว่องไวเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก กลุ่มฝึกเชิงซ้อนด้วยแรงต้านควบคู่กับการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำมีค่าเฉลี่ยความแข็งแรง พลังของกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนด้วยแรงต้านควบคู่กับการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำเป็นรูปแบบที่ช่วยพัฒนาความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ จึงเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งในนักกีฬาฟุตซอลได้


ผลของการฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้านที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบไม่ใช้ออกซิเจนในนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชน, คงทรัพย์ คงคา Jan 2023

ผลของการฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้านที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบไม่ใช้ออกซิเจนในนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชน, คงทรัพย์ คงคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาผลของการฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้านที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบไม่ใช้ออกซิเจนในนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชน อายุ 14-16 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 10 คน ด้วยวิธีการจับคู่จากความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่า Leg press โดยกลุ่มควบคุมฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทาง และกลุ่มทดลองฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้าน ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังกล้ามเนื้อ ความเร็วระยะ 5 และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว พลังสูงสุดแบบไม่ใช้ออกซิเจน และดัชนีความเมื่อยล้า ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติ Paired sample t-test ระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent sample t-test ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กำหนดระดับความมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยพบว่าหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และเวลาความเร็วระยะ 5 และ 10 เมตร ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสัมพัทธ์ และความคล่องแคล่วว่องไวมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05สรุปผลการวิจัยจากผลการวิจัยการฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้านสามารถช่วยพัฒนาความแข็งแรงสัมพัทธ์ ความคล่องแคล่วว่องไว ความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ และสามารถนำไปประยุกต์ในการฝึกเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชนได้


ผลฉับพลันของการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อรูปแบบดีทูเอ็กซ์เทนด์ การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ และการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง ต่อองศาการเคลื่อนไหวของไหล่และความเร็วในการขว้างบอลในนักกีฬาซอฟต์บอลระดับมหาวิทยาลัย, สโรชา ใจรักดี Jan 2023

ผลฉับพลันของการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อรูปแบบดีทูเอ็กซ์เทนด์ การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ และการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง ต่อองศาการเคลื่อนไหวของไหล่และความเร็วในการขว้างบอลในนักกีฬาซอฟต์บอลระดับมหาวิทยาลัย, สโรชา ใจรักดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อ รูปแบบดีทูเอ็กซ์เทนด์ การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ และการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง ต่อองศาการเคลื่อนไหวของไหล่และความเร็วในการขว้างบอลในนักกีฬาซอฟต์บอลระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาซอฟต์บอลระดับมหาวิทยาลัยเพศชาย อายุระหว่าง 18 – 24 ปี จากชมรมซอฟต์บอลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 15 คน โดยทุกคนได้รับการยืดกล้ามเนื้อ 3 รูปแบบ ได้แก่ การยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ และการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อ ในรูปแบบดีทูเอ็กซ์เทนด์ เว้นระยะระหว่างการยืดแต่ละรูปแบบ 1 สัปดาห์ ซึ่งก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อแต่ละรูปแบบนั้น ผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพในการขว้างบอล ได้แก่ องศาการเคลื่อนไหว ความเร็วเชิงมุม และความเร่งเชิงมุมของรยางค์แขน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อแบบรายคู่ และเปรียบเทียบผลระหว่างรูปแบบการยืดกล้ามเนื้อ กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05ผลการวิจัยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติขององศาการเคลื่อนไหวของไหล่ในทิศทางการหุบแขน และการหมุนแขน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความเร็วเชิงมุมของไหล่ในทิศทางยกแขน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง ขณะที่ความเร่งเชิงมุมไม่มีความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อสรุปผลการวิจัย การยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อสามารถส่งผลต่อองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อมากกว่าการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง และการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ ขณะที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วเชิงมุม และความเร่งเชิงมุมของข้อต่อ ทำให้ยังสามารถขว้างบอล และแสดงทักษะทางการกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบบาร์ต่อความอดทนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและรยางค์ส่วนล่างในพนักงานสำนักงานหญิงที่มีภาวะเนือยนิ่ง, อาภา พหลกาญจน์ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบบาร์ต่อความอดทนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและรยางค์ส่วนล่างในพนักงานสำนักงานหญิงที่มีภาวะเนือยนิ่ง, อาภา พหลกาญจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบบาร์ต่อความอดทนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและรยางค์ส่วนล่างในพนักงานสำนักงานหญิงที่มีภาวะเนือยนิ่งวิธีดำเนินการวิจัย ในงานวิจัยนี้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นพนักงานสำนักงานหญิงของบริษัทเอกชน เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 30 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มควบคุมที่ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติไม่ได้รับการฝึกใดๆจำนวน 15 คน และกลุ่มทดลองที่มีการฝึกออกกำลังแบบบาร์ 60นาที/ครั้ง 3ครั้ง/สัปดาห์ จำนวน 24 ครั้งใน 8 สัปดาห์ จำนวน 15 คน ผู้วิจัยทำการทดสอบตัวแปรด้านความอดทนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ล่างและกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวก่อนและหลังการทดลอง และนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยใช้การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้ค่าทีแบบอิสระและเปรียบเทียบข้อมูลความแตกต่างภายในกลุ่มโดยการใช้การทดสอบค่าทีแบบรายคู่ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ P


ผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน, ธีรา อารีย์ Jan 2023

ผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน, ธีรา อารีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันที่มีต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อและองศาการเคลื่อนไหวของคอจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน กลุ่มตัวอย่างพนักงานสำนักงานทั้งชายและหญิง มีอายุระหว่าง 25-45 ปี ที่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ จากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม จำนวน 64 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 32 คน ได้รับการนวดทุยหนาทั้งหมด 2 เงื่อนไข กลุ่มที่จับฉลากได้รับเงื่อนไขที่ 1 นวดทุยหนา 10 นาที ตามด้วยเงื่อนไขที่ 2 นวดทุยหนา 20 นาที ส่วนกลุ่มที่จับฉลากได้รับเงื่อนไขที่ 2 นวดทุยหนา 20 นาที ตามด้วยเงื่อนไขที่ 1 นวดทุยหนา 10 นาที เป็นการวิจัยแบบไขว้ (Cross-Over Design) พักระหว่างเงื่อนไข 7 วัน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเจ็บปวด (Numerical Rating Scale; NRS) แบบการวัดระดับกั้นความรู้สึกเจ็บปวดด้วยแรงกด (Pressure Pain Threshold; PPT) บริเวณกล้ามเนื้ออัพเพอะทราพิเซียสทั้งซ้ายและขวา และแบบการวัดองศาการเคลื่อนไหวของคอ (Cervical Rang of Motion; CROM) ในท่าก้มคอ เงยคอ หันคอไปด้านซ้าย หันคอไปด้านขวา เอียงคอไปด้านซ้าย และเอียงคอไปด้านขวา นำผลที่ได้มาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อนและหลังแต่ละเงื่อนไข และระหว่างเงื่อนไข โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired sample t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่าผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน เมื่อเปรียบเทียบการนวดทุยหนาก่อนและหลังการทดลองทั้ง 2 เงื่อนไข พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย NRS ลดลง ค่าเฉลี่ย PPT และค่าเฉลี่ย CROM เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ยกเว้นท่าเงยคอที่ใช้การนวดทุยหนา 10 นาที ไม่แตกต่างกัน …


ผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย, ชาว ทิพย์บรรพต Jan 2023

ผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย, ชาว ทิพย์บรรพต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชายและเพื่อเปรียบเทียบผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนในความเข้มข้นที่แตกต่างกันต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไว และทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย เพศชาย ที่มีประสบการณ์การเล่นกีฬาฟุตซอล อายุระหว่าง 24 ถึง 30 ปี จำนวน 8 คน การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบไขว้ อำพรางฝ่ายเดียวและสุ่มลำดับ กลุ่มตัวอย่างจะได้รับการสุ่มรูปแบบการทดลอง ซึ่งมีทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ กลั้วปากด้วยน้ำเปล่า (WAT), กลั้วปากด้วยเครื่องดื่มหลอก (PLA) โดยจะใช้กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน, กลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 2.4% (CAF2.4%) และกลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 3% (CAF3%) กลุ่มตัวอย่างทำการกลั้วปากด้วยสารละลายแต่ละรูปแบบปริมาณ 25 มิลลิลิตร จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วินาที ในช่วงก่อนการทดสอบ 30 นาทีและในช่วงก่อนเริ่มการทดสอบทันที กลุ่มตัวอย่างจะต้องเข้ารับการทดสอบให้ครบทั้ง 4 รูปแบบ หลังจากนั้น กลุ่มตัวอย่างดำเนินการทดสอบปฏิกิริยาตอบสนอง พลังกล้ามเนื้อขา ทักษะเฉพาะกีฬา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถสูงสุดแบบแอนแอโรบิก และการวิ่งซ้ำ วิเคราะห์ผลด้วยด้วยวิธีทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันแบบทางเดียวชนิดวัดซ้ำ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่าการกลั้วปากด้วย CAF 2.4% มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับการกลั้วปากด้วย WAT, PLA และ CAF 3% ในทุกตัวแปรสรุปผลวิจัย การกลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 2.4% ของปริมาณน้ำ 25 มิลลิลิตร 2 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงก่อนการประกอบกิจกรรมทางกาย 30 นาทีและครั้งที่สองในช่วงก่อนเริ่มการประกอบกิจกรรมทางกาย โดยใช้เวลาการกลั้วครั้งละ 10 วินาที สามารถช่วยพัฒนาปฏิกิริยาตอบสนอง พลังกล้ามเนื้อขา ทักษะเฉพาะกีฬา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถสูงสุดแบบแอนแอโรบิกและการวิ่งซ้ำของฟุตซอลได้


ผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย, วิภารัศมิ์ คุณกรคงเกียรติ Jan 2023

ผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย, วิภารัศมิ์ คุณกรคงเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อการสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง โดยคัดเลือกจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัย อายุ 18-25 ปี จำนวน 20 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 10 คน ด้วยวิธีการจับคู่จากค่าความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่าบาร์เบลแบ็คสควอท โดยกลุ่มควบคุมฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และกลุ่มทดลองฝึกพาวเวอร์โยคะ ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการวัดความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลัง พลังอดทน ความอ่อนตัว การทรงตัว ความมั่นคงของแกนกลางลำตัว และความสามารถสูงสุดในการใช้ออกซิเจน ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 และ 8 สัปดาห์ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบภายในกลุ่มโดยใช้สถิติ One-way repeated measures ANOVA ถ้าพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ Bonferroni ระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองและหลังการฝึก 4 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างของความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังสูงสุด แรงสูงสุด ความเร็วสูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง แรงสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความเร็วสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความมั่นคงแกนกลางลำตัว ความอ่อนตัวข้อเท้า ความอ่อนตัวสะโพก ความอ่อนตัวหัวเข่า ระยะทางกระโดด ระยะห่างจากเส้นกระโดด ดัชนีการเซ ดัชนีความมั่นคง และความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบความแตกต่างของความอ่อนตัวสะโพกกับก่อนการทดลอง ของกลุ่มควบคุม และพบความแตกต่างของความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังสูงสุด แรงสูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง แรงสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความเร็วสูงสุดเฉลี่ยการกะโดด 20 ครั้ง ความอ่อนตัวข้อเท้า ความอ่อนตัวสะโพก ความมั่นคงแกนกลางลำตัว …


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต Jan 2023

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตรวมไปถึงปัจจัยใดจะสามารถทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร จำนวน 562 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบไปด้วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) แบบวัดความเครียดกรมสุขภาพจิต (SPST-20) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าความสัมพันธ์ (Pearson's Correlation) และสถิติการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติค (Logistic Regression) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดี คุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์เชิงบวกที่ระดับต่ำกับการวิ่งงานเฉลี่ยรอบต่อวันและเวลาพักระหว่างการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารเฉลี่ยในแต่ละวัน แต่ความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น เวลาในการประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร รายได้เฉลี่ยจากการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร ระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารวันต่อสัปดาห์ และระยะเวลาเฉลี่ยในการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารต่อวันมีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิต ความเครียดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้ กล่าวคือ ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารที่มีความเครียดสูงและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีจะมีคุณภาพชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับดี ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตและสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้


The Effect Of Water Temperature And Carbohydrate Drink On Intestinal Epithelial Injury, Endotoxemia, Splanchnic Perfusion, And Core Temperature, During Running In The Heat, Warot Rangsimahariwong Jan 2023

The Effect Of Water Temperature And Carbohydrate Drink On Intestinal Epithelial Injury, Endotoxemia, Splanchnic Perfusion, And Core Temperature, During Running In The Heat, Warot Rangsimahariwong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Prolonged exercise can result in splanchnic hypoperfusion and elevated core body temperature (Tcore), which can contribute to gastrointestinal injury and endotoxemia. The effects of fluid temperature and carbohydrate consumption during exercise on these variables are less clear. Objectives: The study aimed to determine the effects of the temperature of water and carbohydrate drinks on intestinal epithelial injury, endotoxemia, splanchnic perfusion, and Tcore during 60-minute of moderate-intensity running. Methods: Ten participants completed four 60-minute running trials at 70% VO2max with different types of hydration: no water (NW), ambient temperature water (ATW), cold water (CW), and cold carbohydrate water (CW+CHO). Doppler …


ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, เบญจ์ ป้องกันภัย Jan 2023

ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, เบญจ์ ป้องกันภัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกระหว่างการออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบากับการฝึกการออกกำลังกายที่ระดับปานกลางแบบต่อเนื่องต่อการทำงานของระบบหายใจ อาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซโตไคน์ และภาวะเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จำนวน 36 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม (CON) กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาด้วยอัตราส่วนความหนักต่อเบา 1:2 (HIIT) และกลุ่มฝึกออกกำลังกายระดับปานกลางแบบต่อเนื่อง (MCT) ทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ก่อนและหลังการทดลองทำการวัดตัวแปรด้านสรีรวิทยา สมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ อาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การไหลของเลือดในโพรงจมูก ปริมาตรการไหลผ่านของอากาศสูงสุดในโพรงจมูกขณะหายใจเข้า ไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก ความสามารถทางแอโรบิก และคุณภาพชีวิต นำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม และการทดสอบวิลคอกซันและครัสคาลวัลลิส ที่ระดับความมีนัยสําคัญทางสถิติที่.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึกออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่ม HIIT และกลุ่ม MCT มีค่าเฉลี่ยตัวแปรปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุดและแรงดันการหายใจออกสูงสุด เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยคะแนนอาการทั้งหมดในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยไซโตไคน์อินเตอร์ลิวคินทูเพิ่มขึ้น และอินเตอร์ลิวคินซิกส์ลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น กลุ่ม HIIT ที่พบว่า ค่าไซโตไคน์ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา อินเตอร์ลิวคินไฟฟ์และค่าเฉลี่ยไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออกลดลงแพ้แตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปผลได้ว่า กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาสามารถช่วยเพิ่มความสามารถของสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ลดอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อีกทั้งยังลดค่าเฉลี่ยไซโตไคน์ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา อินเตอร์ลิวคินไฟฟ์และค่าเฉลี่ยไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก แสดงถึงการลดลงของการอักเสบของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ ซึ่งส่งผลดีและช่วยลดอาการในผู้ป่วยจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้


การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน, มนัสชยา จิตต์วิบูลย์ Jan 2023

การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน, มนัสชยา จิตต์วิบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ กลุ่มบุคคลวัยทำงานที่มีสัญชาติไทย ซึ่งอาศัยและทำงานในประเทศไทย และมีความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ทั้งที่มีและไม่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเชิงกีฬา จํานวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในงานนี้คือแบบสอบถาม เมื่อตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาได้ค่าคือ 0.93 และค่าความเชื่อมั่นคือ 0.96 ผู้วิจัยได้ทำการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค แฟนเพจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย คือ เพจแหมทำเป็นฟิต ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล THAILAND ZOCIAL AWARDS 2022 Best Influencer Performance on Social Media สาขาสุขภาพและการออกกำลังกาย งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ Instagram และ Facebook ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ Twitter Line และ Tiktok ไม่ส่งผลต่อการความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน และในส่วนของแรงจูงใจส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงานนั้น แรงจูงใจทางด้านกายภาพ แรงจูงใจทางด้านอารมณ์และความรู้สึก และแรงจูงใจส่วนบุคคล ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม แรงจูงใจทางด้านสถานภาพและเกียรติภูมิ และแรงจูงใจทางด้านการพัฒนาตนเอง ไม่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน สรุปผลการวิจัย การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน ได้แก่ Instagram และ Facebook และในส่วนของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน ได้แก่ แรงจูงใจทางด้านกายภาพ แรงจูงใจทางด้านอารมณ์และความรู้สึก และ แรงจูงใจส่วนบุคคล


ผลของโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานต่อความเหนื่อยล้าของการรู้คิดในศิษย์การบิน, กนกพร ลีลาเทพินทร์ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานต่อความเหนื่อยล้าของการรู้คิดในศิษย์การบิน, กนกพร ลีลาเทพินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานต่อความเหนื่อยล้าของการรู้คิดในศิษย์การบิน กลุ่มตัวอย่างเป็นศิษย์การบินชั้นมัธยมที่ได้รับการฝึกกับเครื่องบินฝึกแบบที่ 19 เพศชาย อายุระหว่าง 24-27 ปี จำนวน 27 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกแบบผสมผสาน (MG) จำนวน 13 คน ทำการฝึกปกติของศิษย์การบินร่วมกับโปรแกรมการฝึกดังนี้ 1)การฝึกแบบสลับช่วงที่ความหนักสูง (HIIT) 1 นาทีที่ความหนักร้อยละ 90-100 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดสลับกับพัก 1 นาที จำนวน 10 รอบ 2)การฝึกการรู้คิดและความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลา 20 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 3)การฝึกแบบมีแรงต้านร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนโลหิต (RT-BFR) ความหนักที่ร้อยละ 20 ของน้ำหนักสูงสุดที่ยกได้ครั้งเดียวร่วมกับการปิดกั้นการไหลเวียนโลหิตที่ร้อยละ 60 ของความดันที่สามารถปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ในขณะพักในท่า Back squat, Dead lift, Bent over row, Bench press และ Calf raise และ 4)การฝึกความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวจำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์และกลุ่มควบคุม (CG) ทำการฝึกปกติของศิษย์การบิน ก่อนและหลังการฝึกทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยาทั่วไป สมรรถภาพทางกายที่เกี่ยวกับสุขภาพ ความเหนื่อยล้าของการรู้คิดและสารชีวเคมีในเลือด ทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนแบบผสมและเปรียบเทียบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบ Bonferroni และการทดสอบที ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่ม MG มีสัดส่วนไขมันในร่างกายลดลงและมีสัดส่วนกล้ามเนื้อในร่างกาย การนั่งงอตัวไปข้างหน้า การเคลื่อนไหวของหลังในการเอียงตัวไปทางด้านขวา ความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่จนสุดและอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนกลุ่ม CG ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสมรรถภาพทางกาย ยกเว้นการเคลื่อนไหวของหลังในท่าแอ่นหลังลดลง กลุ่ม MG มีระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ความถูกต้องของการรู้คิดด้านความจำปฏิบัติการ 2-Back และระดับซีรัมบีดีเอ็นเอฟในสมองเพิ่มขึ้น พบการลดลงของระยะเวลาตอบสนองในขณะทำการรู้คิดด้านสมาธิแบบการเลือกที่จะใส่ใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งและระดับความเหนื่อยล้าของการรู้คิดแบบอัตภิสัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ทั้งกลุ่ม MG และกลุ่ม CG มีระยะเวลาตอบสนองในการทดสอบการรู้คิดด้านสมาธิแบบแบบคงความใส่ใจไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพิ่มขึ่น แต่ไม่พบความแตกต่างของความเหนื่อยล้าของการรู้คิดด้านมิติสัมพันธ์ …


การเปรียบเทียบผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการใช้ขาสองข้างและการใช้ขาข้างเดียวที่ส่งผลต่อสมรรถนะการกระโดดในนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับมหาวิทยาลัย, วรุตม์ บรรดาศักดิ์ Jan 2023

การเปรียบเทียบผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการใช้ขาสองข้างและการใช้ขาข้างเดียวที่ส่งผลต่อสมรรถนะการกระโดดในนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับมหาวิทยาลัย, วรุตม์ บรรดาศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการใช้ขาสอง ข้างและการใช้ขาข้างเดียวที่ส่งผลต่อสมรรถนะการกระโดดในนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับ มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลชาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุ 18-25 ปี ผ่านเกณฑ์การคัดกรองความแข็งแรงด้วยท่า บาร์เบล แบค สควอท ที่ความหนัก 1.5 เท่าของ น้ำหนักตัว จำนวน 20 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน กำหนดกลุ่มด้วยวิธีการสุ่ม กลุ่มที่ 1 ฝึกด้วยขาข้างเดียวและกลุ่มที่ 2 ฝึกด้วยขาสองข้าง ฝึก 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ระยะเวลาฝึกต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ โดยมีการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบผลก่อน-หลังฝึก ทั้งหมด 2 ครั้ง ในหมวดของ สรีรวิทยา ความแข็งแรงสูงสุดและตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยเปรียบเทียบ ระหว่างกลุ่ม ด้วยวิธีการวัดสถิติ Independent T-test และเปรียบเทียบผลก่อน-หลัง ภายในกลุ่ม ด้วยวิธีการวัดสถิติ Paired T-test โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ p<.05 ผลวิจัยพบว่า 1.การฝึกเชิงซ้อนด้วยการใช้ขาสองข้างและขาข้างเดียวสามารถพัฒนา สมรรถนะในการกระโดดได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2.หลังจากฝึกครบ 6 สัปดาห์ กลุ่มฝึกด้วยขาสองข้าง มีกล้ามเนื้อมากกว่ากลุ่มฝึกด้วยขาข้างเดียว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม มีความแข็งแรงสูงสุด ความสูงในการกระโดดและตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ หลังการฝึก 6 สัปดาห์ มากกว่าก่อนฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลโดยสรุปการฝึกเชิงซ้อนด้วยขา ข้างเดียวและขาสองข้าง ด้วยระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่งผลต่อพัฒนาการของความแข็งแรงสูงสุดใน กล้ามเนื้อขาและสมรรถนะการกระโดดได้เท่ากัน


ผลของการฝึกแบบวงจรร่วมกับการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูงที่มีต่อการล้าของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และความสามารถในการวิ่งเทรลในนักวิ่งเทรลสมัครเล่น รุ่นมาสเตอร์, ศิรประภา พานทอง Jan 2023

ผลของการฝึกแบบวงจรร่วมกับการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูงที่มีต่อการล้าของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และความสามารถในการวิ่งเทรลในนักวิ่งเทรลสมัครเล่น รุ่นมาสเตอร์, ศิรประภา พานทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบวงจร การฝึกแบบการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูง และการฝึกแบบวงจรร่วมกับการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูงเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีผลต่อการล้าของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และความสามารถในการวิ่งเทรลในนักวิ่งเทรลสมัครเล่น รุ่นมาสเตอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาวิ่งเทรลสมัครเล่น เพศชาย และหญิง อายุ 35 – 55 ปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) การฝึกแบบวงจร (CT) จำนวน 13 คน 2) การฝึกแบบการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูง (HT) จำนวน 13 คน และ 3) การฝึกแบบวงจรร่วมกับการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูง (CH) จำนวน 14 คน โดยทุกกลุ่มได้รับการฝึก 6 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ แบ่งเป็นการฝึกรูปแบบปกติ 3 วัน ได้แก่ การวิ่งอีซี่ การวิ่งเทมโป้ และการวิ่งยาว ระยะเวลา 60 – 90 นาที ที่ความหนัก 50 – 90 % ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง และการฝึกเสริมตามรูปแบบการฝึกของแต่ละกลุ่มระยะเวลา 60 – 90 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยาทั่วไป สมรรถภาพกล้ามเนื้อ การทรงตัว สมรรถภาพทางแอโรบิก สมรรถภาพทางแอนแอโรบิก ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานขณะวิ่ง การล้าของระบบประสาทกล้ามเนื้อ ความสามารถในการวิ่งเทรล และสารชีวเคมีในเลือด ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่า ทุกกลุ่มการฝึกมีการหดตัวสูงสุดของกล้ามเนื้อ (MVC) ของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า เอ็ม-เวฟ มวลกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เฉพาะกลุ่ม HT และ CH มีความสามารถในการใช้ออกซิเจนขณะวิ่งขึ้นเขาในห้องปฏิบัติการที่ดีขึ้นและใช้เวลาในการวิ่งเทรลบนภูเขาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 เฉพาะกลุ่ม CT …


อิทธิพลของฮอร์โมนบำบัดระยะยาวที่มีต่อสมรรถภาพทางกายและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดในหญิงข้ามเพศ, อธิวัฒน์ สายทอง Jan 2023

อิทธิพลของฮอร์โมนบำบัดระยะยาวที่มีต่อสมรรถภาพทางกายและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดในหญิงข้ามเพศ, อธิวัฒน์ สายทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกาย ความสามารถทางการกีฬา และหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดระหว่างหญิงข้ามเพศ เพศชายโดยกำเนิด และเพศหญิงโดยกำเนิด กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยหญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนบำบัดแต่ไม่ได้ตัดอัณฑะจำนวน ช่วงอายุ 27±4 ปี 15 คน หญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนบำบัดและตัดอัณฑะ ช่วงอายุ 30±4 จำนวน 15 คน ปี เพศชายโดยกำเนิด ช่วงอายุ 28±5 จำนวน 15 คน และเพศหญิงโดยกำเนิด ช่วงอายุ 29±5 จำนวน 15 คน โดยจับคู่ระหว่างกลุ่มให้มีความใกล้เคียงกันด้วยอายุและระดับกิจกรรมทางกาย และทำการวัดตัวแปรด้านสารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกาย สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ และโครงสร้างและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือด ผลการศึกษา พบว่า ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายของหญิงข้ามเพศมากกว่าเพศหญิงโดยกำเนิด แต่น้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 เทสโทสเตอโรนในเลือดมีระดับลดลง ในขณะที่อีตราไดออลมีระดับเพิ่มขึ้นทั้งในหญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิดเมื่อเปรียบเทียบกับเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แรงสูงสุดของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าและงอเข่า รวมถึงความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกายของเพศชายโดยกำเนิดมีค่ามากกว่าหญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิด โดยที่หญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิดมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ความอ่อนตัวที่ทำการทดสอบด้วยท่านั่งงอตัวไปด้านหน้าไม่พบความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม ในการทดสอบสมรรถภาพทางแอนแอโรบิกด้วยวิธีของวินเกต เพศหญิงโดยกำเนิดมีค่าไม่แตกต่างกับหญิงข้ามเพศ แต่มีค่าน้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ในส่วนของเม็ดเลือดแดง ฮีมาโทคริท ฮีโมโกลบิน และไกลโคไซเลทฮีโมโกลบินของเพศหญิงโดยกำเนิดและหญิงข้ามเพศมีระดับต่ำกว่าเพศชายโดยกำเนิด ในขณะที่น้ำตาลกลูโคสในพลาสมาช่วงอดอาหารของเพศหญิงโดยกำเนิดมีระดับต่ำกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ทั้งนี้ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มในการประเมินความหนาของผนังหลอดเลือดแดงแคโรทิด และความเร็วของคลื่นความดันชีพจรระหว่างข้อเท้าและต้นแขนที่เป็นการทดสอบการแข็งตัวของหลอดเลือด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หญิงข้ามเพศที่เปลี่ยนแปลงจากเพศชายไปเป็นเพศหญิงด้วยการใช้ฮอร์โมนบำบัดมีสมรรถภาพทางกายด้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิด แต่ไม่แตกต่างกับเพศหญิงโดยกำเนิด ซึ่งการศึกษาวิจัยแบบภาคตัดขวางครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหญิงข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดระยะยาวไม่ปรากฏข้อได้เปรียบเชิงสมรรถภาพของเพศชายตามเพศกำเนิดของตนแล้ว


การเปรียบเทียบผลการฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล กับที่สถานพยาบาล จากรายงานผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก, พงศ์ธนา โรจนรัตนางกูร Jan 2023

การเปรียบเทียบผลการฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล กับที่สถานพยาบาล จากรายงานผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก, พงศ์ธนา โรจนรัตนางกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อฟื้นฟูหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมสำหรับการลดอาการไม่พึงประสงค์ แต่จำเป็นต้องทำหลายครั้งและต่อเนื่อง ปัจจัยอื่น ๆ รบกวนจนไม่สามารถทำได้ครบจำนวน จึงมีการใช้ระบบการภาพบำบัดทางไกลเข้ามาทดแทน แต่ยังขาดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการ การศึกษาวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลด้านระดับคุณภาพชีวิต ระดับความปวด ระดับความเชื่อในการหลีกเลี่ยงความกลัว ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จากการออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล เปรียบเทียบกับการฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ศึกษาวิจัยในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กที่พักฟื้นมาแล้วอย่างน้อยสี่สัปดาห์ อายุสี่สิบถึงเจ็ดสิบปี จำนวนสามสิบแปดคน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มจำนวนเท่ากัน กลุ่มละสิบเก้าคน ได้แก่กลุ่มที่ออกกำลังกายฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกลหรือกลุ่มทดลอง และกลุ่มออกกำลังฟื้นฟูที่สถานพยาบาลหรือกลุ่มควบคุม ทั้งสองกลุ่มการศึกษาวิจัย จะได้รับการสอนออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สองครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาหกสัปดาห์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวครบสิบสองครั้ง ทั้งกลุ่มใช้ระบบกายภาพบำบัดทางไกลและกลุ่มออกกำลังกายฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ผลจากรายงานผู้เข้าร่วมวิจัยพบว่า ทั้งสองกลุ่มการศึกษาไม่แตกต่างกัน ในด้านระดับคุณภาพชีวิต ระดับความปวด ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สรุปผลการศึกษาวิจัยคือ การออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล มีผลไม่ด้อยไปกว่าการออกกำลังกายฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก


ผลของการฝึกโยคะร่วมกับการฝึกกระตุ้นระบบรับรู้การทรงตัวในหูชั้นในต่อการทรงตัวในผู้สูงอายุเพศหญิง, อาทิตย์ งามชื่น Jan 2022

ผลของการฝึกโยคะร่วมกับการฝึกกระตุ้นระบบรับรู้การทรงตัวในหูชั้นในต่อการทรงตัวในผู้สูงอายุเพศหญิง, อาทิตย์ งามชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการศึกษาที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงแค่การฝึกเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและร่างกายเท่านั้นที่ส่งผลต่อการเพิ่มความสามารถในการทรงตัว แต่ยังพบว่าการฝึกกระตุ้นระบบรับรู้การทรงตัวในหูชั้นในส่งผลต่อความสามารถในการทรงตัวที่เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน เพื่อให้ครอบคลุมถึงกลไกการควบคุมการทรงตัว ผู้วิจัยจึงสนใจการฝึกกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทสั่งการ vestibulo-ocular reflex pathway โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกโยคะร่วมกับการฝึกกระตุ้นระบบรับรู้การทรงตัวในหูชั้นใน (YOGA+VSE) และ การฝึกโยคะเพียงอย่างเดียว (YOGA) ต่อความสามารถในการทรงตัวในผู้สูงอายุเพศหญิง ผู้เข้าร่วมวิจัยจะถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม YOGA+VSE (n=19) และ กลุ่ม YOGA (n=15) ทั้งสองกลุ่มจะได้รับการฝึกออกกำลังกาย 3 วัน/สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ซึ่งผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับการทดสอบ Berg Balance Score, Time Up and Go, การควบคุมจุดศูนย์กลางแรงดันร่างกาย (center of pressure) ขณะยืน และการควบคุมจุดศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงร่างกาย (center of gravity) ขณะเดิน ก่อนเข้าร่วมการฝึก หลังเข้าร่วมการฝึก 4 สัปดาห์ และ 8 สัปดาห์ ผลจากการศึกษา ภายหลังการฝึกออกกำลังกาย 8 สัปดาห์ พบว่าการควบคุมจุดศูนย์กลางแรงดันร่างกายขณะยืนกลุ่มที่ฝึกโยคะร่วมกับการฝึกกระตุ้นระบบรับรู้การทรงตัวในหูชั้นใน (YOGA+VSE) มีค่าความเร็วที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางแรงดันร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ฝึกโยคะเพียงอย่างเดียว (YOGA) และภายหลังการฝึกออกกำลังกาย 8 สัปดาห์ พบว่าการควบคุมจุดศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงร่างกายขณะเดิน 1 gait cycle และขณะเดินในช่วง single limb stance phase ของทั้งสองกลุ่มมีค่าระยะทางการเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผลจากการฝึกออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบช่วยเพิ่มความสามารถในการทรงตัวขณะทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายได้จากค่าคะแนน Berg Balance Score ที่เพิ่มขึ้น และระยะเวลาการทดสอบ Time Up and Go ที่ลดลง สรุปผลการวิจัย กลุ่มที่ฝึกโยคะร่วมกับการฝึกกระตุ้นระบบรับรู้การทรงตัวในหูชั้นในมีค่าความเร็วที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางแรงดันร่างกายขณะยืนลืมตาบนพื้นเรียบดีกว่ากลุ่มที่ฝึกโยคะเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การฝึกออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบให้ผลไม่แตกต่างกันในการฝึกเพื่อเพิ่มความมั่นคงของร่างกายจากการควบคุมการทรงตัวขณะยืนและขณะเคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยส่งเสริมความสามารถในการทรงตัวขณะทำกิจกรรมต่างๆ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาและป้องกันความเสี่ยงจากการหกล้มในผู้สูงอายุเพศหญิงได้


ผลฉับพลันของการออกกำลังกายที่อุณหภูมิแตกต่างกันต่อการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูกและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, กันต์ภัสสร เกิดแก้ว Jan 2022

ผลฉับพลันของการออกกำลังกายที่อุณหภูมิแตกต่างกันต่อการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูกและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, กันต์ภัสสร เกิดแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของการออกกำลังกายที่อุณหภูมิแตกต่างกันต่อการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูก และอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อายุ 18 - 35 ปี จำนวน 15 คน เพศชาย 10 คน เพศหญิง 5 คน ได้รับการสุ่มในรูปแบบไขว้ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิกความหนักระดับปานกลาง 60 นาที ในอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส และ 34 องศาเซลเซียส ทำการทดสอบตัวแปรด้านการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูก ตัวแปรด้านอาการ ตัวแปรด้านระบบหายใจและไหลเวียนโลหิต นำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลองในแต่ละกลุ่ม ด้วยการทดสอบค่าความแปรปรวนสองทางเมื่อมีการวัดซ้ำ (Two-way repeated measures ANOVA) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปรก่อนการทดลองและหลังทดลองของแต่ละกลุ่มการทดลองโดยใช้วิธีของวิคอลซัน (Wilcoxon Sigh-Rank test) ที่ระดับความีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่โดยใช้วิธีของเฟรนต์แมน (Friedman Method) ที่ระดับความีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูกและอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีค่าลดลง และมีค่าเฉลี่ยปริมาตรการไหลผ่านของอากาศสูงสุดในโพรงจมูก อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว และค่าแรงดันอากาศสูงสุดขณะหายใจออกเพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการออกกำลังกาย ทั้งในการออกกำลังกายที่อุณหภูมิที่ 25 และ 34 องศาเซลเซียส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอุณหภูมิพบว่า การออกกำลังกายที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส พบการลดลงของค่าเฉลี่ยการไหลของเลือดในโพรงจมูก อาการคัดจมูก และอาการจาม แตกต่างกับ 34 องศาเซลเซียส นอกจากนั้น การออกกำลังกายที่อุณหภูมิ 34 องศาเซลเซียส พบการเพิ่มขึ้นของอัตราการเต้นของหัวใจ และสมรรถภาพปอด แตกต่างกับ 25 องศาเซลเซียส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า การออกกำลังกายที่อุณหภูมิแตกต่างกัน มีผลต่อการลดลงของการไหลของเลือดในโพรงจมูกและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยทั้งในการออกกำลังกายที่ 25 และ 34 องศาเซลเซียสสามารถช่วยลดอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิตและหายใจได้


การศึกษาเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายที่ความหนักระดับสูงสลับเบาและความหนักระดับปานกลางต่อการตอบสนองของระบบหายใจในผู้ที่มีภาวะอ้วน, อรนรี เชาว์นะรัง Jan 2022

การศึกษาเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายที่ความหนักระดับสูงสลับเบาและความหนักระดับปานกลางต่อการตอบสนองของระบบหายใจในผู้ที่มีภาวะอ้วน, อรนรี เชาว์นะรัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เพื่อศึกษาการตอบสนองของระบบหายใจต่อการออกกำลังกายที่ความหนักระดับสูงสลับเบา (HIIE) และความหนักระดับปานกลาง (MICE) ในผู้ที่มีภาวะอ้วน โดยอาสาสมัครจะได้รับการทดสอบออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบข้างต้น คือปั่นจักรยานที่ความหนักสูง 90% peak power output (PPO) 1 นาทีสลับกับความหนักเบา 15% PPO 1 นาที เป็นระยะเวลา 20 นาที (HIIE) และปั่นจักรยานที่ความหนักปานกลาง 50% PPO เป็นระยะเวลา 20 นาที (MICE) วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจก่อนและหลังออกกำลังกายและวัดการตอบสนองของระบบหายใจขณะออกกำลังกาย ผลการศึกษาในอาสาสมัคร 27 ราย พบว่าค่าความแข็งแรงกล้ามเนื้อหายใจเข้า (MIP) และออก (MEP) มีค่าลดลงหลังออกกำลังกาย (p < 0.05) แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ค่า VO2 ของ HIIE ช่วง high intensity มีค่ามากกว่า MICE (p<0.01) ค่า VCO2 ของ HIIE ตลอดการออกกำลังกาย 20 นาทีมีค่ามากกว่า MICE อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ค่า VE มีแนวโน้มสูงขึ้นขณะออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบ โดยใน HIIE มีค่ามากกว่า MICE (p<0.001) และมีความแตกต่างกันหลังเสร็จสิ้นการ cool down (p<0.05) ไม่พบความแตกต่างกันของค่า IC ขณะพักและหลังเสร็จสิ้นการ cool down ในการออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบ แต่เมื่อเทียบภายในกลุ่มพบว่าค่า IC หลังเสร็จสิ้นการ cool down มีค่าสูงกว่าค่าขณะพักอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่าการออกกำลังกายทั้งสองแบบส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ทำให้ความแข็งแรงกล้ามเนื้อหายใจลดลงหลังออกกำลังกาย และการออกกำลังกายแบบ HIIE มี respiratory demand มากกว่าการออกกำลังกายแบบ MICE