Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Sports Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 61 - 90 of 286

Full-Text Articles in Sports Sciences

ผลของการฝึกพิลาทิสบนเสื่อต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ชุติมา วรมนตรี Jan 2022

ผลของการฝึกพิลาทิสบนเสื่อต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ชุติมา วรมนตรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกพิลาทิสบนเสื่อต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด และสมรรถภาพทางกาย ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงวิธีดำเนินการวิจัย ในงานวิจัยนี้มีจำนวนผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับที่ 1 ที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 34 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 17 คน และกลุ่มทดลองที่มีการฝึกออกกำลังกายพิลาทิสบนเสื่อ 60 นาที/ครั้ง 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นจำนวน 36 ครั้งใน 12 สัปดาห์ จำนวน 17 คน โดยทำการทดสอบตัวแปรความดันโลหิต การทำงานของหัวใจและหลอดเลือด และตัวแปรด้านสมรรถภาพทางกายด้วยการทำแบบทดสอบ the Senior Fitness Test ก่อนและหลังการทดลอง จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบเป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) และเปรียบเทียบข้อมูลภายในกลุ่มโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญที่ 0.05ผลการวิจัย หลังการทดลองกลุ่มฝึกพิลาทิสบนเสื่อมีค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว และคลายตัวลดลงและการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้สมรรถภาพทางกายพัฒนาขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05สรุปผลการวิจัย การฝึกพิลาทิสบนเสื่อฝึกเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มสมรรถภาพทางกาย สามารถนำไปเป็นแนวทางในการออกกำลังกายเพื่อการดูแลรักษาความดันโลหิตสูงได้


ผลฉับพลันของการออกกำลังกายที่อุณหภูมิแตกต่างกันต่อการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูกและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, กันต์ภัสสร เกิดแก้ว Jan 2022

ผลฉับพลันของการออกกำลังกายที่อุณหภูมิแตกต่างกันต่อการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูกและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, กันต์ภัสสร เกิดแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของการออกกำลังกายที่อุณหภูมิแตกต่างกันต่อการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูก และอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อายุ 18 - 35 ปี จำนวน 15 คน เพศชาย 10 คน เพศหญิง 5 คน ได้รับการสุ่มในรูปแบบไขว้ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิกความหนักระดับปานกลาง 60 นาที ในอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส และ 34 องศาเซลเซียส ทำการทดสอบตัวแปรด้านการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูก ตัวแปรด้านอาการ ตัวแปรด้านระบบหายใจและไหลเวียนโลหิต นำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลองในแต่ละกลุ่ม ด้วยการทดสอบค่าความแปรปรวนสองทางเมื่อมีการวัดซ้ำ (Two-way repeated measures ANOVA) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปรก่อนการทดลองและหลังทดลองของแต่ละกลุ่มการทดลองโดยใช้วิธีของวิคอลซัน (Wilcoxon Sigh-Rank test) ที่ระดับความีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่โดยใช้วิธีของเฟรนต์แมน (Friedman Method) ที่ระดับความีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยการไหลเวียนของเลือดในโพรงจมูกและอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีค่าลดลง และมีค่าเฉลี่ยปริมาตรการไหลผ่านของอากาศสูงสุดในโพรงจมูก อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว และค่าแรงดันอากาศสูงสุดขณะหายใจออกเพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการออกกำลังกาย ทั้งในการออกกำลังกายที่อุณหภูมิที่ 25 และ 34 องศาเซลเซียส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอุณหภูมิพบว่า การออกกำลังกายที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส พบการลดลงของค่าเฉลี่ยการไหลของเลือดในโพรงจมูก อาการคัดจมูก และอาการจาม แตกต่างกับ 34 องศาเซลเซียส นอกจากนั้น การออกกำลังกายที่อุณหภูมิ 34 องศาเซลเซียส พบการเพิ่มขึ้นของอัตราการเต้นของหัวใจ และสมรรถภาพปอด แตกต่างกับ 25 องศาเซลเซียส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า การออกกำลังกายที่อุณหภูมิแตกต่างกัน มีผลต่อการลดลงของการไหลของเลือดในโพรงจมูกและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยทั้งในการออกกำลังกายที่ 25 และ 34 องศาเซลเซียสสามารถช่วยลดอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิตและหายใจได้


ผลของการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดที่มีต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพทางกายในวัยหนุ่มสาว, แสงอรุณ แก้วฉ่ำ Jan 2022

ผลของการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดที่มีต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพทางกายในวัยหนุ่มสาว, แสงอรุณ แก้วฉ่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดที่มีต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพทางกายในวัยหนุ่มสาว กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลวัยหนุ่มสาว ชมรมเซิร์ฟสเกตบอร์ดจังหวัดเพชรบุรี และบุคคลในวัยหนุ่มสาวที่ไม่มีกิจกรรมการออกกำลังกายใดๆ อายุระหว่าง 18 - 24 ปี จำนวน 22 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ได้รับการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ด เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังทดลองกลุ่มตัวอย่างได้รับการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา ตัวแปรด้านสมรรถภาพทางกาย และตัวแปรด้านคุณภาพชีวิต จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลองโดยกายทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired t-test) และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านสรีรวิทยา ได้แก่ น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ ปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ การการทรงตัว เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น กลุ่มทดลองมีค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ แรงดันการหายใจออกสูงสุด สมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด ความทนทานของกล้ามเนื้อท้อง และความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดมีค่าเฉลี่ยคุณภาพชีวิตโดยรวม เพิ่มขึ้นแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุม จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าโปรแกรมการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เน้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อของร่างกายและการทรงตัว ซึ่งการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ด 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางกายและคุณภาพชีวิตได้


แรงจูงใจในการเล่นกีฬาวู้ดบอลของนักกีฬาวู้ดบอล, อรรถพล ภูดวงจิตร์ Jan 2022

แรงจูงใจในการเล่นกีฬาวู้ดบอลของนักกีฬาวู้ดบอล, อรรถพล ภูดวงจิตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแรงจูงใจในการเล่นกีฬาวู๊ดบอล ได้แก่ ด้านการพบปะผู้คน ด้านความสนุกสนาน ด้านความชำนาญในการเล่นกีฬา ด้านสมรรถนะและภาพลักษณ์ทางร่างกาย และด้านความรู้สึกถึงความสำเร็จ และด้านประสบการณ์การแข่งขันของนักกีฬา ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเล่นกีฬาวู้ดบอลของนักกีฬาวู้ดบอลไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือนักกีฬาวู้ดบอลที่สังกัดการกีฬาแห่งประเทศไทย (2564) จำนวน 444 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการเล่นกีฬาวู้ดบอลของนักกีฬาวู้ดบอลไทย มีค่าเฉลี่ย 4.15 อยู่ในระดับมาก แรงจูงใจในการเล่นกีฬาวู้ดบอลมีค่าเฉลี่ย 4.41 อยู่ในระดับมาก และในการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า แรงจูงใจที่มีผลต่อพฤติกรรมการเล่นวู้ดบอลของนักกีฬาได้แก่ ด้านความสนุกสนาน ด้านสมรรถนะและภาพลักษณ์ทางร่างกาย และด้านความสามารถทางกีฬา ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเล่นวู้ดบอลของนักกีฬาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรส่งเสริมกีฬาวู้ดบอลเป็นกีฬาเพื่อความสนุกสนาน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของนักกีฬาที่หลากหลายส่งเสริมค่านิยมการเล่นกีฬาวู้ดบอลเพื่อสุขภาพ และส่งเสริมความก้าวหน้าของนักกีฬาวู้ดบอล


การศึกษาเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายที่ความหนักระดับสูงสลับเบาและความหนักระดับปานกลางต่อการตอบสนองของระบบหายใจในผู้ที่มีภาวะอ้วน, อรนรี เชาว์นะรัง Jan 2022

การศึกษาเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายที่ความหนักระดับสูงสลับเบาและความหนักระดับปานกลางต่อการตอบสนองของระบบหายใจในผู้ที่มีภาวะอ้วน, อรนรี เชาว์นะรัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เพื่อศึกษาการตอบสนองของระบบหายใจต่อการออกกำลังกายที่ความหนักระดับสูงสลับเบา (HIIE) และความหนักระดับปานกลาง (MICE) ในผู้ที่มีภาวะอ้วน โดยอาสาสมัครจะได้รับการทดสอบออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบข้างต้น คือปั่นจักรยานที่ความหนักสูง 90% peak power output (PPO) 1 นาทีสลับกับความหนักเบา 15% PPO 1 นาที เป็นระยะเวลา 20 นาที (HIIE) และปั่นจักรยานที่ความหนักปานกลาง 50% PPO เป็นระยะเวลา 20 นาที (MICE) วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจก่อนและหลังออกกำลังกายและวัดการตอบสนองของระบบหายใจขณะออกกำลังกาย ผลการศึกษาในอาสาสมัคร 27 ราย พบว่าค่าความแข็งแรงกล้ามเนื้อหายใจเข้า (MIP) และออก (MEP) มีค่าลดลงหลังออกกำลังกาย (p < 0.05) แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ค่า VO2 ของ HIIE ช่วง high intensity มีค่ามากกว่า MICE (p<0.01) ค่า VCO2 ของ HIIE ตลอดการออกกำลังกาย 20 นาทีมีค่ามากกว่า MICE อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ค่า VE มีแนวโน้มสูงขึ้นขณะออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบ โดยใน HIIE มีค่ามากกว่า MICE (p<0.001) และมีความแตกต่างกันหลังเสร็จสิ้นการ cool down (p<0.05) ไม่พบความแตกต่างกันของค่า IC ขณะพักและหลังเสร็จสิ้นการ cool down ในการออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบ แต่เมื่อเทียบภายในกลุ่มพบว่าค่า IC หลังเสร็จสิ้นการ cool down มีค่าสูงกว่าค่าขณะพักอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่าการออกกำลังกายทั้งสองแบบส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ทำให้ความแข็งแรงกล้ามเนื้อหายใจลดลงหลังออกกำลังกาย และการออกกำลังกายแบบ HIIE มี respiratory demand มากกว่าการออกกำลังกายแบบ MICE


ผลของการฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ณรงค์เดช ศรีประสาน Jan 2022

ผลของการฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ณรงค์เดช ศรีประสาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นที่หนึ่ง วิธีดำเนินการวิจัย ในงานวิจัยนี้มีจำนวนผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นที่หนึ่งที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 34 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มควบคุมใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ 17 คนและ กลุ่มทดลองที่มีการฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลอง 60 นาที/ครั้ง 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นจำนวน 36 ครั้งใน 12 สัปดาห์ จำนวน 17 คน ประกอบด้วย กลุ่มทดลอง จำนวน 17 คน (ชาย 2 คน และหญิง 15 คน) และ กลุ่มควบคุม จำนวน 17 คน (ชาย 5 คน และหญิง 12 คน) โดยทำการทดสอบผลก่อนและหลังการทดลอง และทำการเปรียบเทียบผลการทดสอบผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งสองกลุ่ม เมื่อสิ้นสุดการฝึก ผู้วิจัยทำการทดสอบตัวแปรความดันโลหิต การทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ตัวแปรตามด้านสมรรถภาพทางกาย และ องค์ประกอบของร่างกาย จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยใช้การทดสอบ Independent t-test และเปรียบเทียบข้อมูลแบบรายคู่โดยการใช้ Pair t-testผลการวิจัย หลังการทดลองกลุ่มฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองมีค่าความดันโลหิตลดลงและสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น สมรรถภาพทางกายและองค์ประกอบของร่างกายพัฒนาขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05สรุปผลการวิจัย การฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองหลังการฝึกเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มสมรรถภาพทางกายและพัฒนาองค์ประกอบของร่างกายดีขึ้น


A Comparison Of Gender Equality Perception In Workplace Among Different Gender-Type Sport Federations In Indonesia, Risha Intan Rachmawati Jan 2022

A Comparison Of Gender Equality Perception In Workplace Among Different Gender-Type Sport Federations In Indonesia, Risha Intan Rachmawati

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to compare the perception of gender equality between male and female staff across three different sport federations. Sports have been stereotyped with genders for decades. In this thesis, three different sport federations were selected as a representative of different genders where football was a representative of masculine, gymnastic was a representative of feminine, and badminton was a representative of neutral. Not only were these three sport federations stereotyped with genders, these three sports were also very famous among Indonesian population. The study employed a mixed-method research design where a survey and an in-depth interview were used. 390 …


ผลของการออกกำลังกายเพื่อลดภาวะกระดูกสันหลังค่อมแบบหลายมิติต่อมุมส่วนโค้งของกระดูกสันหลังระดับอก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแอ่นหลังและความสามารถการทรงตัวขณะเดิน ในผู้หญิงที่มีภาวะกระดูกสันหลังค่อมจากท่าทางที่ไม่เหมาะสม, ปัญญภรณ์ หมายดี Jan 2022

ผลของการออกกำลังกายเพื่อลดภาวะกระดูกสันหลังค่อมแบบหลายมิติต่อมุมส่วนโค้งของกระดูกสันหลังระดับอก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแอ่นหลังและความสามารถการทรงตัวขณะเดิน ในผู้หญิงที่มีภาวะกระดูกสันหลังค่อมจากท่าทางที่ไม่เหมาะสม, ปัญญภรณ์ หมายดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาการออกกำลังกายเพื่อลดภาวะกระดูกสันหลังค่อมแบบหลายมิติ (MHCE) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงของความยาวกล้ามเนื้อข้อสะโพกที่ต่อเนื่องมาจากการเกิดภาวะกระดูกสันหลังค่อม ส่งผลให้การส่งต่อข้อมูลประสาทรับรู้ความรู้สึกในข้อสะโพกเพื่อควบคุมการทรงตัวบกพร่อง จึงทำให้ผู้ที่มีภาวะกระดูกสันหลังค่อมสูญเสียการทรงตัวได้ง่าย วัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อศึกษาความแตกต่างของผล MHCE และการออกกำลังกายเพื่อลดภาวะกระดูกสันหลังค่อมรูปแบบที่แนะนำในปัจจุบัน (CHCE) เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ต่อการเปลี่ยนแปลงของมุมส่วนโค้งของกระดูกสันหลังระดับอก (TKA) ความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังระดับอก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแอ่นหลัง ความยาวของกล้ามเนื้องอสะโพก (Hip flexor) และกล้ามเนื้อเหยียดข้อสะโพกร่วมกับงอเข่า (Hamstrings) การรับรู้ตำแหน่งของข้อสะโพก (JPS) และการทรงตัวขณะเดินในผู้หญิงที่มีภาวะกระดูกสันหลังค่อมจากท่าทางที่ไม่เหมาะสม ผู้เข้าร่วมวิจัยถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่ม MHCE และกลุ่ม CHCE กลุ่มละ 18 คน ได้รับการตรวจประเมินก่อนและหลังออกกำลังกาย ผลการศึกษาพบว่า ทั้ง 2 กลุ่ม มีค่า TKA ความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังระดับอก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแอ่นหลัง ความยาวของกล้ามเนื้อ Hamstrings และความสามารถการทรงตัวขณะเดินแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก่อนและหลังออกกำลังกาย ส่วนค่า JPS มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะกลุ่ม MHCE (P<.05) และกลุ่ม MHCE มีค่า TKA ลดลงมากกว่ากลุ่ม CHCE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<.05) สรุปว่า MHCE สามารถลดมุมส่วนโค้งของกระดูกสันหลังระดับอกและพัฒนาการรับรู้ตำแหน่งของข้อสะโพกได้ดีกว่า CHCE ส่วนการเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังระดับอก เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแอ่นหลัง เพิ่มความยาวกล้ามเนื้อ Hamstrings และการพัฒนาความสามารถการทรงตัวขณะเดิน การออกกำลังกายทั้ง 2 แบบทำได้ไม่แตกต่างกัน


ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกต่อการทำงานของประสาทกล้ามเนื้อและข้อเข่าในผู้ป่วยผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า, วัชรพล เทพา Jan 2022

ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกต่อการทำงานของประสาทกล้ามเนื้อและข้อเข่าในผู้ป่วยผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า, วัชรพล เทพา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกพลัยโอเมตริกต่อการทำงานของประสาทกล้ามเนื้อและข้อเข่าในผู้ป่วยผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าจำนวน 24 คน โดยทำการแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับการฝึกพลัยโอเมตริกจำนวน 12 คน และกลุ่มที่ได้รับการฝึกแรงต้านจำนวน 12 คน ฝึกจำนวน 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ทั้งหมด 8 สัปดาห์ ผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับการทดสอบก่อนและหลังได้รับการฝึก การทดสอบประกอบด้วย การกระโดดด้วยขาเพียงข้างเดียวระยะทาง 6 เมตร การรับรู้ตำแหน่งของข้อเข่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัวแบบอยู่กับที่และเคลื่อนไหว ความสามารถในการเคลื่อนที่ และการประเมินการทำงานของข้อเข่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ ทั้ง 2 กลุ่มมีการพัฒนาการกระโดดด้วยขาข้างเดียวระยะทาง 6 เมตร และความสามารถในการเคลื่อนที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) แต่มีเพียงกลุ่มที่ได้รับการฝึกพลัยโอเมตริกที่มีค่าดัชนีความสมมาตรของขาทั้ง 2 ข้างเพิ่มขึ้นและมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการฝึกด้วยแรงต้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.004) นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับการฝึกพลัยโอเมตริกมีการพัฒนาการรับรู้ตำแหน่งของข้อเข่าได้มากกว่ากลุ่มได้รับการฝึกด้วยแรงต้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) รวมถึงการทรงตัวแบบอยู่กับที่และเคลื่อนไหวที่พัฒนาขึ้นเพียงกลุ่มที่ได้รับการฝึกพลัยโอเมตริกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยสรุปการการฝึกพลัยโอเมตริกและการฝึกแรงต้านสามารถพัฒนาการทำงานของประสาทกล้ามเนื้อและข้อเข่าได้เช่นเดียวกัน แต่การฝึกพลัยโอเมตริกดูมีแนวโน้มที่จะสามารถพัฒนาการทำงานของประสาทกล้ามเนื้อได้ดีกว่าการฝึกแรงต้าน โดยเฉพาะดัชนีความสมมาตรของการกระโดดด้วยขาเพียงข้างเดียวระยะทาง 6 เมตร และการรับรู้ตำแหน่งของข้อเข่า รวมถึงเป็นการฝึกที่ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสร้างเอ็นไขว้หน้า


การพัฒนาเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยินสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน, ศุภรดา วงศ์วัฒนนาถ Jan 2022

การพัฒนาเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยินสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน, ศุภรดา วงศ์วัฒนนาถ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ และพัฒนาเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยินสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน และเพื่อศึกษาผลของเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยินต่อการเดินติด และตัวแปรการเดินในผู้ป่วยพาร์กินสัน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ทั้งเพศชาย และเพศหญิง จำนวนทั้งสิ้น 11 คน อายุ 40–85 ปี มีระดับ Modified Hoehn and Yahr Scale อยู่ที่ 2 ถึง 3 ทำการจับฉลากเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้เครื่องมือ โดยแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้ ไม่มีตัวชี้นำ (No cue) ตัวชี้นำทางการมองเห็น (Visual cue) ตัวชี้นำทางการได้ยิน (Auditory cue) และตัวชี้นำผสม (Mix cues) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างต้องทำครบทั้ง 4 รูปแบบ จากนั้นกลุ่มตัวอย่างดำเนินการทดสอบโดยใช้เครื่องมือเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยิน (Visual and auditory cue belts) ทำการเก็บข้อมูลการเดินติด (Freezing of gait, FOG) และตัวแปรการเดิน (Gait parameters) ได้แก่ ร้อยละของเวลาในการเกิดการเดินติด (Percent time spent freezing) ความยาวก้าว (Step length) แบ่งเป็น ความยาวก้าวแรก (First step length) และความยาวก้าวที่สอง (Second step length) ความกว้างก้าว (Step width) ความเร็วในการเดิน (Speed) และความถี่ในการเดิน (Cadence) ขณะใช้ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิเคราะห์ความแปรปรวนชนิดวัดซ้ำ (Repeated measure ANOVA) จาก Mauchly's test of Sphericity …


ผลของการรับประทานเจลให้พลังงานจากกล้วยน้ำว้าที่มีต่อสมรรถภาพการวิ่งในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนชาย, ชุตินันท์ สุขสอาด Jan 2022

ผลของการรับประทานเจลให้พลังงานจากกล้วยน้ำว้าที่มีต่อสมรรถภาพการวิ่งในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนชาย, ชุตินันท์ สุขสอาด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กล้วยน้ำว้า เป็นหนึ่งในสายพันธุ์กล้วยที่เก่าแก่และเพาะปลูกมากในประเทศไทย ผลกล้วยนำมาใช้เป็นอาหารและยามาอย่างยาวนาน งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรเจลให้พลังงานจากกล้วยน้ำว้า ศึกษาผลของเจลให้พลังงานจากกล้วยน้ำว้าต่อสมรรถภาพความทนทานในการวิ่งและผลของเจลให้พลังงานจากกล้วยน้ำว้าต่อสมรรถภาพการวิ่งในระยะฮาล์ฟมาราธอน โดยเจลให้พลังงานจากกล้วยน้ำว้ามีปริมาณของน้ำตาลกลูโคส ซูโครส ฟรักโทส โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม โปรตีน ไขมัน เถ้า และปริมาณคาร์โบไฮเดรต ตามลำดับ ดังนี้ 1.20 ± 0.02 กรัม, 8.77 ± 0.08 กรัม, 1.31 ± 0.01 กรัม, 25.67 ± 0.13 มิลลิกรัม, 184.83 ± 0.54 มิลลิกรัม, 14.07 ± 0.09 มิลลิกรัม, 0.43 ± 0.08 กรัม, 0.14 ± 0.02 เปอร์เซ็นต์, 1.23± 0.19 กรัม, 0.55 ± 0.01 กรัม 15.95 ± 0.21 เปอร์เซ็นต์ ต่อตัวอย่าง 100 กรัม พลังงานรวม 66.75 ± 0.84 แคลอรี ต่อตัวอย่าง 100 กรัม ในการทดสอบสมรรถภาพความทนทาน นักวิ่งชายไทยจำนวน 11 คน อายุระหว่าง 27.36 ± 8.89 ปี มีค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด 69.43 ± 12.69 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/นาที เข้าร่วมงานวิจัยนี้ ผลการทดสอบพบว่า กลุ่มที่ทานเจลให้พลังงานจากกล้วยน้ำว้ามีระยะเวลาในการวิ่งยาวนานกว่าเจลให้พลังงานชนิดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (55.23 ± 10.32 นาที และ 46.13 ± 9.87 นาที) และมีปริมาณโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p


ผลการฝึกแบบแอโรบิกในสภาวะออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติที่มีต่อรูปแบบการขยายทรวงอกในนักกีฬารักบี้ฟุตบอล, ธนโชติ เพิ่มเติม Jan 2022

ผลการฝึกแบบแอโรบิกในสภาวะออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติที่มีต่อรูปแบบการขยายทรวงอกในนักกีฬารักบี้ฟุตบอล, ธนโชติ เพิ่มเติม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกในรูปแบบแอโรบิกในสภาวะออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ที่มีต่อรูปแบบการขยายทรวงอกในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลกลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬารักบี้ชาย อายุ 18-25 ปี จาก ชมรมรักบี้ฟุตบอลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 20 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 10 คน โดยผู้วิจัยเป็นผู้คัดกรองกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเองโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purpostive sampling) ในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง และใช้วิธีการการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ค่าสมรรถภาพในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2 max) และตำแหน่งของผู้เล่นในการแบ่งกลุ่มตัวอย่าง โดยให้แต่ละกลุ่มมีจำนวนผู้เล่นในตำแหน่งการเล่น และค่าเฉลี่ยสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุดในแต่ละกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน กลุ่มที่ 1 ฝึกที่ระดับออกซิเจนปกติ (20.93%) และ กลุ่มที่ 2 ฝึกที่ระดับออกซิเจนต่ำ (14.5% - 15%) ที่ความดันบรรยากาศปกติทั้ง 2 กลุ่ม ฝึกโดยการวิ่งบนลู่กลในห้องจำลองสภาวะออกซิเจนต่ำ (ATS-5HKP 750 SYSTEM, Australia) ตามโปรแกรมกำหนด ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ วิเคราะห์รูปแบบการขยายทรวงอกขณะหายใจโดยใช้โปรแกรม Qualisys Track Manager (QTM) จากตำแหน่งมาร์คเกอร์ 30 จุด บนทรวงอก นำคู่ลำดับของตำแหน่งทั้ง 30 จุดมาคำนวณปริมาตรทรวงอกบนพื้นฐานทางเรขาคณิต ได้ปริมาตรทรวงอกขณะหายใจ 4 ส่วนคือ ทรวงอกส่วนบน (UL) ทรวงอกส่วนล่าง (LL) ช่องท้องส่วนบน (UA) และช่องท้องส่วนล่าง (LA) และปริมาตรโดยรวม (TO) โดยแสดงผลเป็นค่า Tidal Volume (TV), Vital Capacity (VC), Inspiratory Capacity (IC), Expiratory Reserve Volume (ERV) และ Total Lung Capacity (TLC) และค่าอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) …


ความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร, ปาริฉัตร ทนันจา Jan 2022

ความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร, ปาริฉัตร ทนันจา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครและเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงจำแนกตามตัวแปรอายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มารับบริการตรวจสภาพรถที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (เขตจตุจักร) จำนวน 468 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงที่พัฒนาขึ้นโดย พชร ชินสีห์ แบบสอบถามมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.68 และผู้วิจัยได้ปรับข้อคำถามในส่วนข้อมูลทั่วไปและในแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพของโรคความดันโลหิตสูงข้อที่ 13 เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มตัวอย่าง แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) จากการคำนวณด้วยวิธีของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (KR-20) เท่ากับ 0.81 และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างอายุและระดับการศึกษาด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) หากพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงทำการทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ส่วนใหญ่ร้อยละ 88.03 มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับต่ำ หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบด้านการดูแลรักษาตนเอง ด้านการป้องกันโรคแทรกซ้อน และด้านการส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับต่ำทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงจำแนกตามตัวแปรอายุและระดับการศึกษาพบว่า ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่มีอายุแตกต่างกันมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. ปวส. อนุปริญญา ปริญญาตรี และระดับสูงกว่าปริญญาตรีมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่มีระดับการศึกษาประถมศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับต่ำและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับต่ำ


ผลของการฝึกด้วยแรงต้านควบคู่กับการเพ่งความตั้งใจในรูปแบบที่แตกต่างกันที่มีต่อขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา, พศวัต ศรีทอง Jan 2022

ผลของการฝึกด้วยแรงต้านควบคู่กับการเพ่งความตั้งใจในรูปแบบที่แตกต่างกันที่มีต่อขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา, พศวัต ศรีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยแรงต้านควบคู่กับการเพ่งความตั้งใจในรูปแบบที่แตกต่างกันที่มีต่อขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา วิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็น นิสิตมหาวิทยาลัยเพศชายที่ไม่ได้ฝึกด้วยแรงต้านอย่างเป็นประจำมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน จำนวน 24 คน อายุระหว่าง 18 – 30 ปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การเพ่งความตั้งใจแบบภายใน กลุ่มที่ 2 การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก กลุ่มที่ 3 ฝึกด้วยรูปแบบปกติ ทั้ง 3 กลุ่มฝึกด้วยท่าแมชชีนเลคเอ็กเทนชั่น ฝึก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนการฝึกและหลังการฝึกทำการทดสอบพื้นที่หน้าตัดของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าแบบเกร็งค้าง ความแข็งแรงสูงสุดเพียงหนึ่งครั้งของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า ช่วงฝึกสัปดาห์ที่ 1 และช่วงฝึกสัปดาห์ที่ 6 ทำการทดสอบคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย : ภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทั้ง 3 กลุ่มมีค่าเฉลี่ยของพื้นที่หน้าตัดของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าแบบเกร็งค้าง ความแข็งแรงสูงสุดเพียงหนึ่งครั้งของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างทั้ง 3 กลุ่ม การทดสอบคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าพบว่ากลุ่มที่ 1 มีค่าเฉลี่ยคลื่นไฟฟ้ามากกว่ากลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย : การฝึกด้วยแรงต้านร่วมกับการเพ่งความตั้งใจแบบภายในสามารถพัฒนาขนาด และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาได้ไม่แตกต่างจากการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก และการฝึกด้วยรูปแบบปกติ สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ สามารถใช้การเพ่งความตั้งใจแบบภายในเพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อมัดที่เฉพาะเจาะจง


ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจด้วยกะบังลมต่อสมรรถภาพปอด และการเลิกบุหรี่ของผู้สูบบุหรี่, รัชนีกร พุ่มฉายา Jan 2022

ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจด้วยกะบังลมต่อสมรรถภาพปอด และการเลิกบุหรี่ของผู้สูบบุหรี่, รัชนีกร พุ่มฉายา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกาย แบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจด้วยกะบังลม และการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียวต่อสมรรถภาพปอด และการเลิกบุหรี่ของผู้สูบบุหรี่ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูบบุหรี่ทั้งเพศชายและเพศหญิงอายุ 18-59 ปี ที่ได้รับคำปรึกษาเพื่อเลิกบุหรี่จากศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ จำนวน 24 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจด้วยกะบังลม และกลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิก เพียงอย่างเดียว เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังการทดลองผู้วิจัยทำการทดสอบสมรรถภาพปอด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ และการเลิกบุหรี่ จากนั้นวิเคราะห์ผลทางสถิติ ด้วยการวิเคราะห์ ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2x3) วิเคราะห์การทดสอบของครัสคาลและวัลลิส และสถิติไค-สแคว์ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มที่ฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับ การหายใจด้วยกะบังลม และกลุ่มที่ฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียว มีค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด และค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด เพิ่มขึ้นแตกต่างจากก่อนการทดลอง และมีคะแนนเฉลี่ยอาการถอนนิโคตินลดลงแตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจ ด้วยกะบังลม และการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียว เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพปอดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ลดอาการถอนนิโคติน และช่วยให้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ


ผลของการเดินแบบนอร์ดิกในน้ำต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, ธวัชชัย พลอยแดง Jan 2022

ผลของการเดินแบบนอร์ดิกในน้ำต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, ธวัชชัย พลอยแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเดินแบบนอร์ดิกในน้ำต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุระหว่าง 60 ถึง 74 ปี จำนวน 33 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการโปรแกรมการฝึก (CON) จำนวน 17 คน และ 2) กลุ่มฝึกด้วยการเดินแบบนอร์ดิกในน้ำ (NWW) จำนวน 16 คน กลุ่ม NWW ได้รับการฝึกแบบต่อเนื่องที่อุณหภูมิของน้ำระหว่าง 34 ถึง 36 องศาเซลเซียส ครั้งละ 40 นาทีที่ความหนัก 40-60 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยในสัปดาห์ที่ 1 ถึง 6 ทำการฝึกที่ความหนัก 40-50 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นของหัวใจสำรอง และสัปดาห์ที่ 7 ถึง 12 ทำการฝึกที่ความหนัก 50-60 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นของหัวใจสำรอง ส่วนกลุ่ม CON ให้ดำเนินกิจวัติประจำวันแบบปกติ ก่อนและหลัง 12 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา หน้าที่การทำงานของหลอดเลือด หน้าที่การทำงานของหลอดเลือดสมอง สุขสมรรถนะ พุทธิปัญญา และสารชีวเคมีในเลือด ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ 2x2 (กลุ่มxเวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบของแอลเอสดี ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่า กลุ่ม NWW มีค่าน้าหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวลไขมัน เปอร์เซ็นต์ไขมันของร่างกาย อัตราการ เต้นของหัวใจขณะพัก และความดันโลหิตขณะพักลดลง (all p<0.05) และมีค่าการทดสอบนั่งเก้าอี แล้วเอื อมแตะปลายเท้า เอื อมแตะหลัง ลุก นั่ง งอแขน การเดินและกลับตัว 3 เมตร เดิน 6 นาที และยกขาซอยเท้าอยู่กับที่ 2 นาที พัฒนามากขึ น (all p<0.05) ในขณะที่กลุ่ม CON ไม่พบ การเปลี่ยนแปลง กลุ่ม NWW มีระดับน้าตาลในเลือดหลังอดอาหาร น้าตาลสะสมในเลือดและภาวะดื อต่ออินซูลินลดลง (all p<0.05) กลุ่ม NWW มีคลื่นความดันชีพจรระหว่างต้นแขนและข้อเท้าลดลง แต่มีการขยายตัวของหลอดเลือดหลังการปิดกั นการไหลเวียนของหลอดเลือดเบล เคียลและความสามารถในการขยายของผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ น และมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุม (all p<0.05) กลุ่ม NWW มีค่าดัชนีความต้านทาน การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดสมองมิดเดิลเซเรบรอลอาร์เทอร์รี่ ในสภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ปกติลดลง และดัชนีความสามารถในการ ไหลของเลือดในหลอดเลือดสมองในสภาวะคาร์บอนไดออกไซด์สูงเพิ่มขึ น และมีคะแนนภาวะพุทธิปัญญาเพิ่มขึ น (all p<0.05) ในขณะที่กลุ่ม CON ไม่มีพบการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี ยังพบว่ามีค่าการเปลี่ยนแปลงของคะแนนการประเมินพุทธิปัญญามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการ เปลี่ยนแปลงของระดับบีดีเอ็นเอฟ (r=0.424, P=0.014) สรุปได้ว่า การฝึกเดินแบบนอร์ดิกในน้ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพทางการพัฒนาการควบคุมน้าตาล หน้าที่การท้างาน ของหลอดเลือด การตอบสนองของหลอดเลือดสมอง สุขสมรรถนะ และพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายโอทาโกประยุกต์ต่อความดันโลหิตและการทำงานของหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, วริศรา เอื้องพูลสวัสดิ์ Jan 2022

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายโอทาโกประยุกต์ต่อความดันโลหิตและการทำงานของหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, วริศรา เอื้องพูลสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายโปรแกรมโอทาโกประยุกต์ที่มีผลต่อความดันโลหิต การทำงานของหลอดเลือด สุขสมรรถนะ การทรงตัว สารชีวเคมีในเลือด และคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นผู้สูงอายุเพศหญิงที่มีภาวะความดันโลหิตสูง อายุ 60-75 ปี จำนวน 24 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุม (n=12) ไม่ได้รับการออกกำลังกาย และกลุ่มโอทาโกประยุกต์ (n=12) ได้รับการออกกำลังกายโปรแกรมโอทาโกที่ถูกประยุกต์ให้เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ด้วยระดับความหนักร้อยละ 50-70 ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ระยะเวลา 70 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทั้งหมด 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรภายในกลุ่ม ด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรระหว่างกลุ่ม ด้วยการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน สำหรับตัวแปรระดับน้ำตาลในเลือด ทำการทดสอบเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปรภายในกลุ่ม ด้วยการทดสอบวิลค็อกซัน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปรระหว่างกลุ่ม ด้วยการทดสอบแมน วิทนีย์ ยู ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึกออกกำลังกาย 12 สัปดาห์ กลุ่มโอทาโกประยุกต์มีการลดลงของความดันโลหิตทั้งซิสโตลิก ความดันไดแอสโตลิก ค่าเฉลี่ยความดันโลหิต และอัตราการเต้นหัวใจขณะพัก รวมถึงพบว่ามีค่าสุขสมรรถนะ ได้แก่ การนั่งและลุกขึ้นยืนใน 30 วินาที การเดิน 6 นาที และการทรงตัวทุกตัวแปรเพิ่มขึ้น แตกต่างทั้งก่อนออกกำลังกายและระหว่างกลุ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อีกทั้งพบว่าการขยายตัวของหลอดเลือดเมื่อถูกปิดกั้นการไหลเวียนเพิ่มขึ้น และความหนาของผนังหลอดเลือดลดลง มีการลดลงของค่าไกลโคซีเลทฮีโมโกบิน รวมถึงมีการเพิ่มขึ้นของคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย ซึ่งแตกต่างกับก่อนออกกำลังกาย และตัวแปรดังกล่าวมีการพัฒนาที่ดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการออกกำลังกายโอทาโกประยุกต์สามารถช่วยลดความดันโลหิต พัฒนาการทำงานของหลอดเลือด การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สุขสมรรถนะ การทรงตัว และการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย ในผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผลของการฝึกรำไทยในน้ำต่อความสามารถการเดินและการทรงตัวในผู้สูงอายุ, ณิชาภา คุ้มพะเนียด Jan 2022

ผลของการฝึกรำไทยในน้ำต่อความสามารถการเดินและการทรงตัวในผู้สูงอายุ, ณิชาภา คุ้มพะเนียด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกรำไทยในน้ำต่อความสามารถการเดินและการทรงตัว สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ภาวะกลัวการล้ม ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน คุณภาพชีวิต และภาวะพุทธิปัญญาของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุเพศชายและหญิง อายุ 60 ถึง 85 ปี จำนวน 42 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 14 คน ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม ไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกาย (CT) 2) กลุ่มฝึกการทรงตัว (BT) ได้รับโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายการทรงตัวโอทาโก 3) กลุ่มฝึกรำไทยในน้ำ (AT) ได้รับการออกกำลังกายในน้ำด้วยรูปแบบรำไทย โดยกลุ่มที่ได้รับการฝึกจะใช้เวลาในการฝึกเท่ากัน คือ 60 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวม 12 สัปดาห์ โดยตลอดการทดลอง มีการทดสอบ 3 ครั้ง คือ ช่วงก่อนการทดลอง (P0) ช่วงหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 6 (P1) และช่วงหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 12 (P2) ทำการทดสอบตัวแปรด้านการทรงตัวแบบหยุดนิ่ง (Static balance) และการทรงตัวแบบเคลื่อนไหว (Dynamic balance) ความสามารถการเดิน สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ภาวะกลัวการล้ม ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน คุณภาพชีวิต และภาวะพุทธิปัญญา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม (Two-Way Mixed-design ANOVA) เพื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยข้อมูล และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่ โดยใช้ วิธีการทดสอบบอนเฟอร์โรนี (Bonferroni) พิจารณาระดับความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่ม AT มีผลการทรงตัวแบบหยุดนิ่งและเคลื่อนไหวดีขึ้น ความเร็วในการเดิน จำนวนก้าวต่อนาที และความยาวการก้าวเท้าดีขึ้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความทนทานของกล้ามเนื้อเหยียดและงอเข่าดีขึ้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกดีขึ้น ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อส่วนล่างมากขึ้น ระยะทางในการเดิน 6 นาทีมากขึ้น ภาวะกลัวล้มที่ลดลง คะแนนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และภาวะพุทธิปัญญาในทุกการทดสอบดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการฝึก นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อพิจารณาที่ช่วง P2 …


การวิเคราะห์ทางคิเนมาติกส์และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของการปีนหน้าผาประเภทความเร็วระยะทาง 15 เมตรในนักกีฬาปีนหน้าผาทีมชาติไทย, ทัตพิชา พงษ์ศิริ Jan 2022

การวิเคราะห์ทางคิเนมาติกส์และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของการปีนหน้าผาประเภทความเร็วระยะทาง 15 เมตรในนักกีฬาปีนหน้าผาทีมชาติไทย, ทัตพิชา พงษ์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ช่วงต้นของการออกตัว เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการปีนหน้าผาประเภทความเร็วที่ความสูง 15 เมตร เนื่องจากเป็นช่วงที่นักกีฬาสามารถทำความเร็วในการปีนหน้าผาได้ 75-100% ของความเร็วสูงสุดที่ใช้ในการปีน ส่งผลให้ความเร็วในช่วงต่อไปเพิ่มมากขึ้น การปีนในช่วงต้นนี้พบได้ 2 รูปแบบคือ การปีนหน้าผาแบบคลาสสิก สตาร์ท และแบบโทโมอะ สคิป อย่างไรก็ตาม ยังขาดข้อมูลทางด้านคิเนมาติกส์และการทำงานของกล้ามเนื้อการปีนทั้ง 2 รูปแบบนี้ ดังนั้น งานวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อมูลทางคิเนมาติกส์ และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของการปีนหน้าผาช่วงต้นของการออกตัวประเภทความเร็วระยะทาง 15 เมตร แบบคลาสสิก สตาร์ท และแบบโทโมอะ สคิป ในนักกีฬาปีนหน้าผาทีมชาติไทย ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักกีฬาปีนหน้าผาประเภทความเร็ว ทีมชาติไทยชุดใหญ่ เพศชาย ที่กำลังเก็บตัวเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ 2021 ครั้งที่ 6 ณ เมืองซานย่า ประเทศจีน อายุระหว่าง 18 – 25 ปี จำนวน 7 คน การเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติถูกบันทึกภาพจากมาร์คเกอร์จำนวน 14 ตำแหน่ง และสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ถูกบันทึกจากกล้ามเนื้อของรยางค์บนและล่าง ข้างซ้ายและข้างขวา จำนวน 14 มัด ในผู้เข้าร่วมวิจัยขณะทำการปีนหน้าผาด้วยความเร็วสูงสุด ทั้งหมด 6 ครั้ง โดยใช้การปีนช่วงต้นแบบคลาสสิก สตาร์ท จำนวน 3 ครั้ง และแบบโทโมอะ สคิป จำนวน 3 ครั้ง แต่ละครั้งเว้นระยะห่าง 5 นาที และพักระหว่างรูปแบบของการปีนเป็นเวลา 10 นาที ข้อมูลจากการปีนครั้งที่มีความเร็วสูงสุดของแต่ละรูปแบบจะถูกนำมาเปรียบเทียบระหว่างการปีน 2 รูปแบบ ความเร็วในการเคลื่อนที่เชิงเส้นและเชิงมุม องศาการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ข้อศอก ข้อสะโพก ข้อเข่า และลำตัว การเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางมวล ค่าการหดตัวของกล้ามเนื้อสูงสุด พื้นที่ใต้กราฟของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อในช่วงขณะที่มีการเคลื่อนไหว เวลาในการเพิ่มความต่างศักย์ถึงค่าสูงสุด และอัตราการเพิ่มความต่างศักย์ของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ถูกเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ ทีรายคู่ (Paired t-test) โดยกำหนดค่านัยสำคัญที่ .05 รวมทั้งนำค่าความต่างศักย์ของกล้ามเนื้อทั้ง …


ผลของการรับประทานไฮลี่บรานช์ไซคลิกเดกซ์ทรินต่อสมรรถภาพในการวิ่ง ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการตอบสนองด้านเมแทบอลิกในนักวิ่งระยะไกลเพศชาย, ธนทัต แซ่เล้า Jan 2022

ผลของการรับประทานไฮลี่บรานช์ไซคลิกเดกซ์ทรินต่อสมรรถภาพในการวิ่ง ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการตอบสนองด้านเมแทบอลิกในนักวิ่งระยะไกลเพศชาย, ธนทัต แซ่เล้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการรับประทานไฮลี่บรานช์ไซคลิกซ์เดกซ์ทริน ต่อตัวแปรที่เกี่ยวข้องด้านสมรรถภาพในการวิ่ง ด้านฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้านสารชีวโมเลกุลในเลือด และด้านอาการแสดงของระบบทางเดินอาหารในนักกีฬาวิ่งมาราธอนเพศชาย การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบไขว้ อำพรางฝ่ายเดียว และสุ่มลำดับ โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นนักวิ่งมาราธอนชายจำนวน 7 คน กลุ่มตัวอย่างจะถูกสุ่มให้เข้าร่วมการทดสอบ 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่หนึ่ง ดื่มเครื่องดื่ม 500 มล. ที่มีส่วนประกอบเป็นไฮลี่บรานช์ไซคลิกซ์เดกซ์ทรินปริมาณ 1.5 ก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. และครั้งที่สอง ดื่มเครื่องดื่ม 500 มล. ที่มีส่วนประกอบมอลโทเดกซ์ทรินปริมาณ 1.5 ก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. กลุ่มตัวอย่างจะต้องดื่มเครื่องดื่มทั้งสองชนิดก่อนเริ่มการทดสอบแรก 30 นาที โดยการทดสอบแรกจะเป็นการวิ่งที่ความเร็ว ณ จุดเปลี่ยนแปลงการหายใจที่ 1 อย่างคงที่บนลู่กลเป็นเวลา 30 นาที ต่อมา กลุ่มตัวอย่างจะต้องเข้ารับการทดสอบที่ 2 โดยเป็นการเริ่มต้นวิ่งที่ความเร็วเดิมจากการทดสอบแรก จากนั้น ความเร็วจะถูกปรับเพิ่มขึ้น 0.5 กม.ต่อชม. ทุก 30 วินาที จนกว่ากลุ่มตัวอย่างจะเหนื่อยหมดแรง การศึกษานี้ทำการเก็บข้อมูลระยะเวลาในการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การตอบสนองด้านเมทาบอลิก และอาการแสดงทางระบบทางเดินอาหารทั้งก่อนและหลังการทดสอบ โดยระยะเวลาในการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรงจะถูกวิเคราะห์ด้วยการทดสอบทีแบบจับคู่ ในขณะที่ ระดับอินซูลินในเลือด ระดับคอร์ติซอลในน้ำลาย ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับแลคเตทในเลือดจะถูกวิเคราะห์ด้วยการทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันสองทาง และระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า ระดับกรดไขมันอิสระในเลือด และอาการแสดงทางระบบทางเดินอาหารจะถูกวิเคราะห์ด้วยการทดสอบของฟรีดแมน โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปร ระหว่างการรับประทานไฮลี่บรานช์ไซคลิกซ์เดกซ์ทรินและมอลโทเดกซ์ทริน ทั้งนี้ การรับประทานไฮลี่บรานช์ไซคลิกซ์เดกซ์ทรินอาจมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการหลั่งอินซูลินน้อยกว่า ซึ่งนำไปสู่ระดับกรดไขมันอิสระในเลือดที่สูงกว่า แม้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะถึงจุดยอดในเวลาเดียวกันก็ตาม สรุปผลวิจัย การรับประทานไฮลี่บรานช์ไซคลิกซ์เดกซ์ทรินในปริมาณ 1.5 ก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ก่อนวิ่งเป็นเวลา 30 นาที ไม่ช่วยพัฒนาสมรรถภาพในการวิ่ง รวมถึงการตอบสนองด้านฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การตอบสนองด้านเมแทบอลิก และอาการแสดงทางระบบทางเดินอาหารในกลุ่มนักกีฬาวิ่งมาราธอนเพศชาย เมื่อเทียบกับการรับประทานมอลโทเดกซ์ทรินในปริมาณ1.5 ก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. …


การรับรู้องค์ประกอบของผู้มีชื่อเสียงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬา, พิพัฒน์พน อิงคนนท์ Jan 2022

การรับรู้องค์ประกอบของผู้มีชื่อเสียงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬา, พิพัฒน์พน อิงคนนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อศึกษาถึงการรับรู้องค์ประกอบของผู้มีชื่อเสียง ได้แก่ ด้านความไว้วางใจ ความชำนาญและเชี่ยวชาญ ความดึงดูดใจ ความน่าเคารพยกย่องและชื่นชม และด้านความเหมือนหรือคล้ายคลึง ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬา โดยมีกลุ่มตัวที่มีคุณสมบัติผ่านการคัดกรองทั้ง 5 ข้อ จำนวนทั้งสิ้น 401 คน ใช้แบบสอบถามออนไลน์ผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ค Go tri Thailand ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างคำถามกับวัตถุประสงค์ IOC เท่ากับ 0.96 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามที่ได้คือ 0.79 วิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ สถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า การรับรู้ด้านความน่าเคารพและการยอมรับ และด้านความเหมือนหรือความคล้ายคลึงส่งผลทิศทางบวก และด้านความดึงดูดใจส่วนผลทิศทางลบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬาของผู้บริโภคที่อาศัย/ทำงานในกรุงเทพมหานคร อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อสินค้าทางไตรกีฬาคือคำแนะนำรีวิวผ่านสื่อออนไลน์ และหากมีการตัดสินใจซื้อสินค้าชนิดนั้นอีกในอนาคตจะมาจากความพึงพอใจจากประสบการณ์ในการบริโภคสินค้าชนิดนั้น สรุปผลการวิจัย การรับรู้องค์ประกอบของผู้มีชื่อเสียงด้านความน่าเคารพและการยอมรับ และด้านความเหมือนหรือความคล้ายคลึงส่งผลทิศทางบวก และด้านความดึงดูดใจส่งผลทิศทางลบ ต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬาของผู้บริโภคที่อาศัย/ทำงานในกรุงเทพมหานคร


ผลของการฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงล่างในพนักงานสำนักงานเพศหญิง, ภานุวัฒน์ ธนาเลิศสมบูรณ์ Jan 2022

ผลของการฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงล่างในพนักงานสำนักงานเพศหญิง, ภานุวัฒน์ ธนาเลิศสมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงล่างในพนักงานสำนักงานเพศหญิง วิธีการดำเนินวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานสำนักงานเพศหญิงอายุ 25-45 ปี จำนวน 29 คน อายุเฉลี่ย 31.9±3.96 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักจำนวน 14 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 15 คน โดยการสุ่มแบบจับทีละคู่ตามช่วงอายุและค่าดัชนีมวลกาย กลุ่มฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักทำการฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมให้ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ ทดสอบตัวแปรสรีรวิทยาทั่วไป ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อของรยางค์ช่วงล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงบนและความยืดหยุ่น ใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรต่างๆ ระหว่างกลุ่มฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักและกลุ่มควบคุม เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังฝึกของแต่ละกลุ่ม ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2x2) และทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีการทดสอบของแอลเอสดีที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักมีความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (1.11±0.31) ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงล่าง (28.76±4.64, 18.43±3.39) ความแข็งแรงของรยางค์ช่วงบน (22.76±2.65) และความยืดหยุ่น (4.29±1.20) เพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลองและมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักสามารถนำมาใช้ออกกำลังกายสำหรับกลุ่มพนักงานสำนักงานเพศหญิง ซึ่งมีกิจกรรมทางกายน้อยหรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกายแบบในแรงต้านได้ มีความปลอดภัยภายใต้การควบคุมของผู้ฝึกสอนและช่วยพัฒนาความแข็งแรงและความทนทานของร่างกายได้หลากหลายส่วนในเวลาเดียวกัน ได้แก่ รยางค์ช่วงบน แกนกลางลำตัวและรยางค์ช่วงล่าง รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกายได้เป็นอย่างดี


ผลของการฝึกเสริมด้วยเทคนิคแอบโดมินอลเบรซซิ่ง ที่มีต่อความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและสมรรถภาพการขว้างในนักกีฬาเทนนิสชาย, ภาวิต ศาสตรศิริภูมิ Jan 2022

ผลของการฝึกเสริมด้วยเทคนิคแอบโดมินอลเบรซซิ่ง ที่มีต่อความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและสมรรถภาพการขว้างในนักกีฬาเทนนิสชาย, ภาวิต ศาสตรศิริภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกเสริมด้วยเทคนิคแอบโดมินอลเบรซซิ่ง ที่มีต่อความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ความสมดุลในการทรงท่า และสมรรถภาพการขว้างในนักกีฬาเทนนิสชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเทนนิสในช่วงอายุ 14 - 18 ปี ที่มีการทำงานแบบไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อ จำนวน 20 คน ปัจจุบันฝึกซ้อมอยู่ที่ Troops tennis academy และศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย จึงได้กลุ่มตัวอย่างจาก Troops tennis academy เป็นกลุ่มที่ 1 (กลุ่มทดลอง) และ กลุ่มตัวอย่างจาก ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี เป็นกลุ่มที่ 2 (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 1 ทำการฝึกเสริมด้วยเทคนิคแอบโดมินอลเบรซซิ่ง 3 ครั้ง/สัปดาห์ ร่วมกับการฝึกปกติ และกลุ่มที่ 2 ทำการฝึกปกติ ใช้ระยะเวลาในการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบสมรรถภาพในการขว้าง ความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และความสมดุลในการทรงท่าก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติ วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรภายในกลุ่มโดยใช้สถิติ Paired t – test /Wilcoxon signed ranks test ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มทดลองมีความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในกลุ่ม Trunk flexor และ Trunk lateral flexor (Rt.) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสมดุลในการทรงท่าในมุม Dorsal view ในส่วนของสะโพกขวา สะโพกซ้าย และข้อเท้าขวาที่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในกลุ่มควบคุมมีสมรรถภาพในการขว้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในกลุ่ม Trunk lateral flexor (Lt.) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสมดุลในการทรงท่าในมุม Dorsal view ในส่วนของ สะโพกขวา …


ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้สนามบาสเกตบอลที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานคร, สิทธินนท์ สงวนทรัพย์ Jan 2022

ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้สนามบาสเกตบอลที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานคร, สิทธินนท์ สงวนทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และเปรียบเทียบความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้สนามบาสเกตบอลที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานคร วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ คนที่มาใช้สนามบาสเกตบอลในการดูแลของสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว-กรุงเทพมหานคร อย่างน้อย 5 ครั้ง/เดือน ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 385 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ผ่านระบบ Google Form เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยส่งลิงค์ทางเพจเฟสบุ๊คศูนย์กีฬาและศูนย์เยาวชน 8 เพจ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ พบว่าค่าที่ได้คือ 0.92 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามที่ได้คือ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ความคาดหวังและความพึงพอใจโดยใช้วิธีหาค่าเฉลี่ยด้วยการสถิติการทดสอบค่า t โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.5 เพื่อเปรียบเทียบและใช้วิธีการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันเพื่อหาค่า r และหาระดับความสัมพันธ์ของความคาดหวังและความพึงพอใจ ผลการวิจัย พบว่า ความคาดหวังด้านผลิตภัณฑ์หลัก ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ด้านการบริการของเจ้าหน้าที่ มีความแตกต่างจากความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานครในทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนความคาดหวังมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานครโดยมีระดับความสัมพันธ์โดยรวมทั้ง 3 ด้านที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีระดับความสัมพันธ์ปานกลาง 1 ด้าน คือ การบริการของเจ้าหน้าที่ และมีระดับความสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ 2 ด้าน คือ ด้านผลิตภัณฑ์หลัก และ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ตามลำดับ สรุปผลการวิจัย ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้สนามบาสเกตบอลที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานคร มีความสัมพันธ์กันในทางบวกและมีระดับความสัมพันธ์โดยรวมที่ค่อนข้างต่ำและเปรียบเทียบโดยรวมและเปรียบเทียบรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทุกด้าน


ผลฉับพลันของการฝึกเอกเซ็นตริกอย่างเดียว คอนเซ็นตริกอย่างเดียว และเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกที่มีต่อความสามารถในการกระโดดและการสปริ๊นท์ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย, ญาดา ศิริไชย Jan 2021

ผลฉับพลันของการฝึกเอกเซ็นตริกอย่างเดียว คอนเซ็นตริกอย่างเดียว และเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกที่มีต่อความสามารถในการกระโดดและการสปริ๊นท์ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย, ญาดา ศิริไชย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลฉับพลันของการฝึกเอกเซ็นตริกอย่างเดียว เอกเซ็นตริกอย่างเดียว และเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกที่มีต่อความสามารถในการกระโดดและการสปริ๊นท์ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักกีฬารักบี้ชาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุ 18-25 ปี (ค่าเฉลี่ยอายุ 22.10±3.17 ปี น้ำหนัก 85.09±15.93 กก. ส่วนสูง 173.70±5.59 ซม. ความแข็งแรงสัมพัทธ์ 1.79±0.14เท่าของน้ำหนักตัว) จำนวน 10 คน ใช้วิธีถ่วงดุลลำดับ ทำการจับสลากแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการกระตุ้นจำนวน 5 ครั้ง 1 เซต ด้วยการฝึกทั้ง 3 รูปแบบ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำการทดสอบพลังสูงสุด ความเร็วของบาร์เบลสูงสุด แรงปฏิกิริยาสูงสุด และความเร็วที่ระยะ 10 และ 20 เมตร ก่อนการทดลองเพื่อเป็นค่าเริ่มต้น และหลังจากได้รับการกระตุ้นการจากฝึก วิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน จากการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ และความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำโดยการจัดคอลัมน์ กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า การฝึกทั้ง 3 รูปแบบ มีค่าพลังสูงสุดและความเร็วของบาร์เบล แตกต่างจากค่าเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 การฝึกเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริก มีค่าพลังสูงสุด ความเร็วบาร์เบลสูงสุด อัตราการพัฒนาแรงที่เวลา 100 และ 250 แตกต่างจากการฝึกอีก 2 รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 การฝึกเอกเซ็นตริกอย่างเดียวและคอนเซ็นตริกอย่างเดียว มีค่าแรงปฏิกริยาสูงสุดแตกต่างจากการฝึกเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 และไม่พบความแตกต่างของความเร็ว ของค่าเริ่มต้นและการฝึกทั้ง 3 รูปแบบ สรุปผลการวิจัย การฝึกเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกพัฒนาพลังสูงสุดและความเร็วบาร์เบลสูงสุดได้ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยพัฒนาอัตราการพัฒนาแรงได้ ดังนั้นการฝึกเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกพัฒนาความสามารถการกระโดดในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลได้


การรับรู้รูปแบบเนื้อหาเชิงการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์และความไว้วางใจต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย, พลอยชมพู นาคสุรพันธุ์ Jan 2021

การรับรู้รูปแบบเนื้อหาเชิงการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์และความไว้วางใจต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย, พลอยชมพู นาคสุรพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้รูปแบบเนื้อหาเชิงการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์และความไว้วางใจต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ คนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่สนใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊ค ทั้งที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ซื้อสินค้า จำนวน 424 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างค่าคำถามกับวัตถุประสงค์ พบว่าค่าที่ได้คือ 0.83 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.87 ผู้วิจัยเก็บแบบสอบถามออนไลน์จาก กลุ่มของเฟซบุ๊คแฟนเพจที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย 5 เพจ โดยผู้วิจัยโพสลงในกลุ่มของเฟซบุ๊ค ได้แก่ 1)เพจชุมชนคนสร้างซิกแพ็ค sixpackclub.net 2)เพจBebe Fit Routine 3)เพจForcejun 4)เพจFitnumgun 5)เพจFit Kab Dao วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ 0.05 ผลการวิจัย เมื่อทดสอบสมมติฐาน พบว่า เนื้อหาเชิงการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์ ด้านเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ ด้านเนื้อหาที่ให้คำแนะนำหรือความรู้ ด้านเนื้อหาที่ให้แนวคิด และด้านเนื้อหาที่สร้างอารมณ์ / บันเทิง เป็นเนื้อหา ภาพการ สื่อสาร ด้วยภาพเสียงที่ต่อเนื่อง ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายของคนไทย และ ความสามารถทำตามที่ตกลงกับลูกค้า มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีและรวดเร็วกับลูกค้า จำนวนผู้ติดตามของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ค สามารถเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน และการมีบริการหลังการขาย ทำให้ท่านเกิดความไว้วางใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และด้านเนื้อหาที่บอกแนวทางแก้ไขปัญหาและการเปิดเผยความคิดเห็นของลูกค้าที่ซื้อไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่ส่งผลต่อ การตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย สรุปผลการวิจัย ด้านเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ ด้านเนื้อหาที่ให้คำแนะนำหรือความรู้ ด้านเนื้อหาที่ให้แนวคิด และด้านเนื้อหาที่สร้างอารมณ์ / บันเทิง เป็นเนื้อหา ภาพการ สื่อสาร ด้วยภาพเสียงที่ต่อเนื่อง และสามารถทำตามที่ตกลงกับลูกค้า ปฏิสัมพันธ์ที่ดีและรวดเร็วกับลูกค้า จำนวนผู้ติดตามของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ค สามารถเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน และการมีบริการหลังการขาย ทำให้ท่านเกิดความไว้วางใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย


ผลของการเพ่งความตั้งใจที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการเล่นลูกพิทช์ในกีฬากอล์ฟ, พัชรี นุตรพิบูลมงคล Jan 2021

ผลของการเพ่งความตั้งใจที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการเล่นลูกพิทช์ในกีฬากอล์ฟ, พัชรี นุตรพิบูลมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการเพ่งความตั้งใจแบบภายในและการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการเล่นลูกพิทช์ ความเร็วของหัวไม้ขณะเข้าปะทะลูกกอล์ฟ สแมชแฟคเตอร์ องศาการทำงานของข้อมือ และระดับการเพ่งความตั้งใจของการทำงานของข้อมือและหัวไม้กอล์ฟในการเล่นลูกพิทช์ในกีฬากอล์ฟ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ได้แก่นักกอล์ฟสมัครเล่นเพศชาย ที่มีแต้มต่ออยู่ระหว่าง 0 – 24 จำนวน 24 คน เข้ารับการทดสอบการพิทช์ลูกกอล์ฟที่ระยะ 50 หลา ในเงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจแบบภายใน (IN) การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (EX) และเงื่อนไขควบคุม (CON) โดยใช้วิธีการถ่วงดุลลำดับ วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติของค่าเฉลี่ยของความแม่นยำ ความเร็วหัวไม้กอล์ฟ สแมชแฟคเตอร์ และองศาข้อมือด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวเมื่อมีการวัดซ้ำ (One way ANOVA with repeated measure) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ระดับความแม่นยำในการตีลูกเข้าหาเป้าหมายที่กำหนดภายใต้การเพ่งความตั้งใจแบบภายในและการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกนั้นมากกว่าเงื่อนไขควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีความแตกต่างกันของระดับความแม่นยำระหว่างการเพ่งความตั้งใจแบบภายในและการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก ในขณะที่ความเร็วของหัวไม้กอล์ฟขณะเข้าปะทะลูกกอล์ฟ สแมชแฟคเตอร์ และองศาการทำงานของข้อมือซ้ายไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทั้ง 3 เงื่อนไข เมื่อเปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างชุดการตี ในเงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจแบบภายในที่ชุดการตีที่ 3 มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นจากชุดการตีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่พบความแตกต่างในการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกและเงื่อนไขควบคุม สรุปผลการวิจัย การกำหนดตำแหน่งให้เพ่งความตั้งใจในขณะทำการพิทช์ที่ระยะ 50 หลา ช่วยเพิ่มระดับความแม่นยำในการตีลูกเข้าหาเป้าหมายได้ โดยลักษณะของคำในคำสั่งที่ใช้ในช่วงก่อนเริ่มต้นการทดสอบส่งผลต่อตำแหน่งของการเพ่งความตั้งใจ และยิ่งผ่านการฝึกซ้อม การเพ่งความตั้งใจแบบภายในมีแนวโน้มที่จะช่วยพัฒนาระดับทักษะให้ดียิ่งขึ้นได้ ดังนั้นทั้งโค้ชและนักกีฬาจึงควรนำเทคนิคการเพ่งความตั้งใจไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม


The Effects Of Service Quality On Customer’S Satisfaction In Low-Cost Fitness Center In Semarang, Indonesia, Suyatman - Jan 2021

The Effects Of Service Quality On Customer’S Satisfaction In Low-Cost Fitness Center In Semarang, Indonesia, Suyatman -

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to analyze the level and the effects of service quality on customer satisfaction. The research was designed as a quantitative study with a quota sampling technique (non-probability sampling). A total of 420 respondents were collected from 14 fitness centers. Data were analyzed by percentage, mean, standard deviation and regression analysis. The results revealed that assurance, empathy, reliability, and responsiveness of perceived service quality had a higher value than expected service quality. On the other hand, tangible was the only dimension fell short of customers’ expectation. The results indicate a positive relationship between service quality and overall satisfaction. …


ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้างที่มีต่อความสามารถในการกระโดดขึ้นฟาดในนักกีฬาเซปักตะกร้อเยาวชนชาย, นุจรินทร์ วาระสิทธิ์ Jan 2021

ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้างที่มีต่อความสามารถในการกระโดดขึ้นฟาดในนักกีฬาเซปักตะกร้อเยาวชนชาย, นุจรินทร์ วาระสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้างต่อความสามารถของการกระโดดขึ้นฟาดในนักกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อ ตำแหน่งตัวฟาดเยาวชน เพศชาย อายุ 16-18 ปี จำนวน 24 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ12 คน กลุ่มที่ 1 ฝึกตามรูปแบบการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้าง และกลุ่มที่ 2 ฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทั้งสองข้าง ทำการฝึก 85% ของความหนักสูงสุด จำนวน 6 ครั้ง 4 ชุด ฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก ทำการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พลังของกล้ามเนื้อ ความสูงในการกระโดดฟาด และการทรงตัว จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแตกต่างภายในกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Pair samples t-test) และความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent sample t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พลังกล้ามเนื้อ และความสูงในการกระโดดฟาดเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มที่ 1 มีการทรงตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบหลังการฝึก 6 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ 1 มีเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงความสูงในการกระโดดในแนวดิ่งด้วยขาคู่ และขาข้างที่ไม่ถนัดเพิ่มขึ้นแตกต่างกับกลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้าง มีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาความสามารถในการกระโดดขึ้นฟาดในนักกีฬาเซปักตะกร้อเยาวชนชายได้


A Decision Making Model For Horse Transportation, Siengsaw Lertratanachai Jan 2021

A Decision Making Model For Horse Transportation, Siengsaw Lertratanachai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study developed a mathematical model to select the most appropriate mode of equestrian horse transportation, which balanced between the costs of transportation and horse welfare. The study was divided into two stages. The first stage compared the stress level of transported horses using cortisol as well as heart rate, while the second stage developed a mathematical model that balanced horse health and transportation cost. This research used six horses that were transported by different types of vehicles, i.e., air-conditioned or non-air-conditioned, with or without space, trucks, and trailers with or without space. The horses were transported for 5 hours, …