Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 286
Full-Text Articles in Sports Sciences
Effects Of Beetroot Gummy Jelly Ingestion On Running Performance In Simulated Hypoxia In Recreational Runners, Jun Ma
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examined the effects of seven days of beetroot gummy jelly (BGJ) supplementation on physiological, metabolic, and endurance performance responses under sea-level and simulated hypoxic conditions. Eleven male recreational runners (age 22.3 ± 1.8 years; BMI 21.4 ± 2.0; VO2 max 54.2 ± 4.6 mL·kg-¹·min-¹) completed four randomized, double-blind, placebo-controlled trials: BGJ–sea level, BGJ–hypoxia, placebo–sea level, and placebo–hypoxia. Participants consumed BGJ or placebo daily for seven days before each trial. Physiological measurements included serum nitrate/nitrite, blood glucose, lactate, heart rate (HR), arterial oxygen saturation (SpO2), perceived exertion (RPE), muscle oxygenation (ΔTSI), and a 10-km time-trial performance test.BGJ supplementation significantly …
การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง, เจษฎา คงสมของ
การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง, เจษฎา คงสมของ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักกีฬาวอลเลย์บอล ตำแหน่งตัวตบหัวเสา ทีมชายและหญิง อายุ 20-30 ปี เป็นนักกีฬาทีมสโมสร เป็นเพศชายจำนวน 6 คน และเพศหญิง 5 คน ซึ่งมาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) นักกีฬาวอลเลย์บอลในตำแหน่งตัวตบหัวเสาทั้งหัวเสา โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความสูงในการกระโดด และความอดทนของกล้ามเนื้อ และ 2. ได้แก่การทดสอบความสม่ำเสมอดูจากมุมของข้อต่อเพื่อนำไปวิเคราะห์ 2 มุม คือมุมของหัวเข่าและมุมของหัวไหล่ โดยจะมีการติดจุดมาร์คเกอร์จำนวน 5 จุด ได้แก่ ข้อศอก หัวไหล่ สะโพก หัวเข่า และข้อเท้า เพื่อนำมาเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ความแปรปรวนและพิสัยของมุมข้อต่อ การวิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) โดยการวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบค่าทีแบบ Independent t-test โดยมีระดับนัยสำคัญที่ p < .05 และการหาความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาด้วยการวิเคราะห์การถดถอย ผลการวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอจากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ความแปรปรวน และพิสัยของมุมหัวไหล่พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 บ่งชี้ว่ามุมการเคลื่อนไหวหัวเข่าและหัวไหล่ของทั้งเพศชายและหญิงไม่มีความแตกต่างกัน ตัวแปรนี้ให้ผล t-test ที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ p = .024 ความสูงในการกระโดด p = .001 และความอดทนของกล้ามเนื้อ p = .009 ในส่วนของประสบการณ์การแข่งขันของนักกีฬาพบว่าไม่มีเพศหญิงและชายไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
ผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, อาทิตยา พันตะเภา
ผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, อาทิตยา พันตะเภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อ โครงสร้างและการทำงานของหลอดเลือด สมรรถภาพทางกาย และความหนาแน่นของมวลกระดูกในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อายุเฉลี่ย 55.74 ± 0.52 ปี จำนวน 27 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ (CON, n=14) และกลุ่มฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (SA-BFR, n=13) ที่ร้อยละ 40 ของความดันในการปิดกั้นการไหลเวียนเลือดแดง (40 % of arterial occlusion pressure; AOP) เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยกลุ่ม SA-BFR ออกกำลังกายที่ความหนักร้อยละ 60 - 89 ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง (60 – 89 % of heart rate reserve; HRR) เป็นเวลา 45 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ โดยความเข้มข้นของการฝึกถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 4 สัปดาห์ โดยการปรับทั้งความเร็วของจังหวะเพลงและช่วงเป้าหมายของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ผู้วิจัยทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยาทั่วไป โครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อ โครงสร้างและการทำงานของหลอดเลือด และสมรรถภาพทางกายในช่วงก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลองในสัปดาห์ที่ 8 และหลังการทดลองครบ 12 สัปดาห์ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรก่อน ระหว่าง และหลังการทดลองด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสาน (2 กลุ่ม x 3 เวลา) (Two–way mixed ANOVA: 2 Groups x 3 Times) และใช้การทดสอบแบบรายคู่ด้วยสถิติ LSD ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05ระหว่างฝึกในสัปดาห์ที่ 8 และหลังฝึกครบ 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่ม SA-BFR มีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย (ก่อน = …
ผลของการฝึกการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง, เอนด้า อลีนา ปรียอซูซีลอ
ผลของการฝึกการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง, เอนด้า อลีนา ปรียอซูซีลอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทดลองฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของ การเพ่งความตั้งใจแบบภายใน (internal focus) และการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (external focus) ที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง (Side-step cutting: SSC) ตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (cutting Movement Assessment Score: CMAS) ในกลุ่มนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง จำนวน 13 คน อายุระหว่าง 18–24 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมทำการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางด้วยขาข้างถนัดและขาข้างที่ไม่ถนัด ภายใต้เงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจแบบภายใน การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก และเงื่อนไขควบคุม ใช้รูปแบบการถ่วงดุลลำดับ (counterbalance design) เพื่อกำหนดลำดับเงื่อนไขการทดสอบ โดยเว้นระยะห่าง 7 วันระหว่างแต่ละครั้ง วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติของค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางชีวกลศาสตร์การเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทาง และความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า ด้วยสถิติ paired-sample t-test และ one-way ANOVA with repeated measures ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยสามารถเพ่งความตั้งใจไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของระยะทาง ความเร็ว และตัวแปรทาง ชีวกลศาสตร์ภายใต้เงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจที่ต่างกัน ส่วนคะแนน CMAS ของขาข้างที่ไม่ถนัดภายใต้การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (3.25±1.15) มีค่าต่ำที่สุด (p = 0.07) แสดงถึงคุณภาพการเคลื่อนไหวที่ดีและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ลดลงสรุปผลการวิจัย การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกแม้ไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ด้านความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางและตัวแปรทางชีวกลศาสตร์โดยรวม แต่แสดงแนวโน้มที่ช่วยให้คุณภาพการเคลื่อนไหวของขาข้างที่ไม่ถนัดดีขึ้น โดยสะท้อนผ่านคะแนน CMAS ที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเงื่อนไขอื่น ชี้ให้เห็นว่าคำชี้แจงการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกอาจมีศักยภาพในการพัฒนารูปแบบการเคลื่อนไหวในขาข้างที่ไม่ถนัด ทั้งนี้ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยการเพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่างและศึกษาผลของการเพ่งความตั้งใจในระยะยาวเพื่อยืนยันผลลัพธ์ของการใช้คำชี้แจงการเพ่งความตั้งใจ
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถทางกีฬาฟันดาบสากลในนักกีฬาฟันดาบมือสมัครเล่น, นวินทร์ สุนทรเกตุ
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถทางกีฬาฟันดาบสากลในนักกีฬาฟันดาบมือสมัครเล่น, นวินทร์ สุนทรเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริก และการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด ที่มีต่อสมรรถภาพทางกีฬาฟันดาบสากล พลังกล้ามเนื้อ ความสามารถในการใช้พลังงานแบบแอโรบิกและแอนแอโรบิก รวมถึงการทรงตัวในนักกีฬาฟันดาบสากลสมัครเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟันดาบสากลอายุเฉลี่ย 21.3 ± 3 ปี จำนวน 46 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม (CON) จำนวน 14 คน 2) กลุ่มฝึกพลัยโอเมตริก (PLY) จำนวน 16 คน และ 3) กลุ่มฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (PLY+BFR) จำนวน 16 คน ทั้งสามกลุ่มได้รับการฝึกฟันดาบ 3 วันต่อสัปดาห์ โดยมีการควบคุมปริมาณการฝึกฟันดาบแบ่งเป็นการฝึกการเคลื่อนไหว การฝึกทักษะ และการฝึกแข่งขัน รวมระยะเวลาการฝึกฟันดาบ 1.5 - 2 ชั่วโมงต่อวัน กลุ่ม PLY และ PLY+BFR มีการฝึกเสริมด้วยการฝึกพลัยโอเมตริก 2 วันต่อสัปดาห์ ฝึก 4 ท่าในแต่ละวัน ซึ่งเป็นท่าฝึกที่เน้นการเคลื่อนไหวในแนวนอน (horizontal motion) เพื่อจำลองการเคลื่อนไหวในกีฬาฟันดาบ ในขณะฝึกพลัยโอเมตริกกลุ่ม PLY+BFR จะใส่อุปกรณ์เพื่อจำกัดการไหลเวียนเลือดแดงบริเวณส่วนต้นของรยางค์ล่างทั้ง 2 ข้าง และใช้แรงดันในการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ 60 เปอร์เซ็นต์ของแรงดันที่หลอดเลือดแดงถูกปิดกั้น (arterial occlusion pressure) ก่อนและหลังการฝึก ทุกกลุ่มได้รับการประเมินตัวแปรด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ประกอบด้วย ข้อมูลสรีรวิทยาทั่วไปและองค์ประกอบร่างกาย สมรรถภาพทางแอโรบิก สมรรถภาพทางกีฬาฟันดาบ พลังกล้ามเนื้อเชิงทักษะ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระบบประสาทกล้ามเนื้อ และการทรงตัว การวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบใช้การทดสอบความแปรปรวนแบบผสม 2x3 (กลุ่ม x เวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้วิธีการทดสอบของแอลเอสดี (LSD) ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า ทั้งกลุ่ม PLY และ PLY+BFR มีการพัฒนาพลังกล้ามเนื้อเชิงทักษะ ความแข็งแรง …
ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ
ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต สมรรถภาพทางกาย ตัวบ่งชี้ทางชีวเคมีในเลือด และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน อายุระหว่าง 60-75 ปี ถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึก (CON) จำนวน 19 คน และ 2) กลุ่มฝึกรำไทยสมาธิ (TDM) จำนวน 17 คน ที่ได้รับการฝึกรำไทยสมาธิ ที่ความหนัก 40-60 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ครั้งละ 50 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา สารชีวเคมีในเลือด สมรรถภาพทางกาย การทำงานของหลอดเลือด ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ความเครียดและคุณภาพชีวิต ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2 กลุ่ม x 2 เวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบแอลเอสดี ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มรำไทยสมาธิมีน้ำหนักตัว ไขมันในช่องท้อง ความดันโลหิตช่วงหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระดับไกลโคซิเลทฮีโมโกลบิน ยูเรียไนโตรเจน มาลอนไดอัลดีไฮด์ ทูเมอร์ เนโครซิส แฟกเตอร์-อัลฟา และ อินเตอร์ลิวคิน-6 ลดลง ในขณะที่ค่าอัตราการกรองของไต ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส และไนตริก ออกไซด์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ค่าการขยายตัวของหลอดเลือดหลังการปิดกั้นการไหลเวียน ซึ่งเป็นการวัดการขยายตัวของหลอดเลือดที่ขึ้นอยู่กับเอนโดทีเลียมเพิ่มขึ้น ความแข็งของหลอดเลือดแดงและดัชนีความต้านทานของไตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งกลุ่มรำไทยสมาธิยังมีค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูงเพิ่มขึ้น ระดับความเครียดและความวิตกกังวลลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การฝึกรำไทยสมาธิมีประโยชน์หลากหลายด้านต่อผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน อันได้แก่ส่งเสริมการทำงานของไตและหลอดเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และลดสารอนุมูลอิสระ ความเครียด และความวิตกกังวล
ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล
ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหืด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดที่มาใช้บริการ ณ หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย อายุ 18– 65 ปี จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม จำนวน 10 คน ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายใดๆ 2) กลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการฝึกหายใจจำนวน 4 ท่า ท่าละ 3 เซต พักระหว่างท่าๆ ละ 1 นาทีและพักระหว่างเซต ๆ ละ 2 นาที เป็นเวลาประมาณ 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ และกลุ่มนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการนวดแบบสวีดิชในเทคนิค ลูบ คลึง และเคาะ บริเวณกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นทำการฝึกหายใจในรูปแบบเดียวกับกลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร โดยก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ และหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ทำการวัดตัวแปรทางสรีรวิทยา ตัวแปรการทำงานของระบบหายใจ ตัวแปรด้านกล้ามเนื้อ ตัวแปรด้านการควบคุมโรค แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี สำหรับตัวแปรสารชีวเคมีในเลือดทำการวัดก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มการฝึกหายใจแบบวงจรและกลุ่มการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร มีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุด ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าเฉลี่ยของอัตราการไหลของอากาศในช่วงกลางของความจุร้อยละ 25 – 75 % ค่าปริมาตรของอากาศที่เป่าออกอย่างเร็วและแรงในวินาทีที่ …
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและสารชีวเคมีในเลือด ในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน, อรทัย กัลยาวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองและการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียวที่มีต่อการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองกับการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเพศชายและหญิงอายุ 60-75 ปี ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน จำนวน 40 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม สุ่มเข้ากลุ่มแบบแบ่งชั้นและแบบง่าย กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง จำนวน 22 คนและกลุ่มที่ 2 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียว จำนวน 18 คน โดยทั้งสองกลุ่มได้รับโปรแกรมออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มความหนักทุก 2 สัปดาห์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองที่นำมาใช้ประกอบด้วย 1) ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ 2) การใช้ตัวแบบ 3) การชักจูงด้วยคำพูด และ 4) การกระตุ้นอารมณ์ โดยมีการทดสอบตัวแปรด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย องค์ประกอบของร่างกาย และการรับรู้ความสามารถของตนเอง ก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง ส่วนการทดสอบสารชีวเคมีในเลือดดำเนินการก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-way mixed ANOVA) หากพบความแตกต่างทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยสถิติ LSD กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มที่ 1 มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ กลุ่มที่ 1 มีความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความคาดหวังในผลลัพธ์ของการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ภายในทั้งสองกลุ่มมีตัวแปรส่วนใหญ่ด้านองค์ประกอบของร่างกายและการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ กลุ่มที่ 1 ที่ฝึกออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) และไฮเซนซิติวิตี ซี รีแอคทิฟโปรตีน (hs-CRP) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในขณะที่กลุ่มที่ 2 …
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ใหญ่วัยกลางคนเป็นวัยที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพแต่จากปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและปัญหาการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่วัยกลางคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 40-59 ปี จำนวน 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน กลุ่มควบคุมออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เต้นรำ เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิก เดินเร็วครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา 1 นาที การทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ลุก-เดิน-นั่ง-ไปกลับ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง การทดสอบงอแขนยกน้ำหนัก 30 วินาที และการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 30 วินาทีลุก-นั่งบนเก้าอี้ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลในผู้ใหญ่วัยกลางคน สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะอยู่กับที่และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเพื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานที่มีอายุ 18-55 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จำนวน 430 คน โดยคัดเลือกจากอุตสาหกรรมการผลิตหลัก 5 ประเภท โรงงานละ 4-5 คน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Google Form ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) จากนั้นทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษาพบว่า พนักงานเพศชายในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 18-30 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 31-43 ปี และอายุ 44-55 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง
คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ
คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้านของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายปฏิบัติการที่ปฏิบัติงานอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเขตปทุมวัน ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 – 60 ปี และมีตำแหน่งงานระดับ P3 – P8 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามคุณภาพชีวิต WHOQOL–BREF–THAI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent – Sample T Test เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลตามตัวแปรเพศ One-way ANOVA เพื่อเปรียบข้อมูลตามตัวแปรอายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หากพบว่ามีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย จึงค่อยไปทำการเปรียบเทียบรายคู่ (Multiple comparison) ด้วยวิธีของ Scheffé โดยกำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย ด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่แตกต่างกัน พบว่า มีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรระดับการศึกษา สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง
ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง
ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาเป็นรูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพความทนทานของร่างกายในนักกีฬาประเภททนทาน อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดยังมีจำนวนจำกัด ดังนั้นงานวิจัยเรื่องนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดในนักกีฬาเรือกรรเชียงเยาวชนต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร การศึกษาที่1 มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแรงดันที่ใช้จำกัดการไหลเวียนเลือดที่เหมาะสมสำหรับใช้ร่วมกับการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบา นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 14 คน เวียนเข้ารับการดึงกรรเชียงบก 4 รูปแบบ ได้แก่ การดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาและการดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ระดับ 40%, 50% และ 60% ของการปิดกั้นของหลอดเลือด (AOP) โดยเว้นระยะห่างแต่ละรูปแบบ 1 สัปดาห์ ทำการวัดระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ, การทำงานของระบบหัวใจไหลเวียนเลือด, ระดับความรู้สึกเหนื่อย, ระดับความเจ็บปวดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบก โดยพบว่า ระดับแรงดันที่ 50%AOP มีประสิทธิภาพที่สุดที่ทำให้ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อลดลงต่ำที่สุดในขณะออกกำลังกาย ขณะที่ไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบกแตกต่างจากระดับแรงดันอื่น การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 16 คน ได้รับการสุ่มด้วยวิธีการจับคู่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการฝึกด้วยความหนักสูงสลับเบาอย่างเดียว (HIIT) ประกอบด้วยการฝึก 4 เซทๆละ 2 นาที ที่ระดับความหนัก 90% ของพลังสูงสุด พักระหว่างเซท 2 นาที และ กลุ่มการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (HIIT+BFR) ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการวัดองค์ประกอบร่างกาย, ความแข็งแรงสูงสุดของรยางค์แขนและขา (1RM), ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max), จุดวิกฤตการหายใจ (VT1 และ VT2) พลังวิกฤต (CP) ความสามารถในการทำงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน (AWC) จลนพลศาสตร์การใช้ออกซิเจน (Oxygen kinetic), ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ (SmO2) และเวลาในการพายเรือ 2,000 เมตร จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสานและทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี …
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน และเพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายก่อนและหลังการทำกิจกรรมด้วยโปรแกรมการออกมาเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอายุ 10–11 ปี จำนวน 61 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกมาเล่น 60 นาทีต่อวัน จำนวน 16 ครั้ง รวม 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจวัตรตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านสมรรถภาพทางแอโรบิก ความอดทนของกล้ามเนื้อ และระดับคะแนนรวม ยกเว้นความสามารถทางกลไกในทักษะการกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขาของกลุ่มทดลองที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายในกลุ่มทดลอง พบว่าด้านความสามารถทางกลไกและระดับคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ กลุ่มทดลองมีทักษะการก้าวสลับขา กระโดดขาเดียว และการเตะ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงทักษะการก้าวสลับขาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการออกมาเล่นสามารถส่งเสริมความสามารถทางกลไกในทักษะพื้นฐานบางด้าน เช่น การกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขา สำหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ดีขึ้น
ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ
ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของนมถั่วลูกไก่ที่มีผลต่อสมรรถภาพความอดทนในการวิ่งของนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอนหญิง และเปรียบเทียบผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่และนมถั่วเหลืองที่ส่งผลต่อการตอบสนองสารชีวเคมีในร่างกายและสมรรถภาพความอดทนของนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง อายุระหว่าง 25 – 35 ปี จำนวน 14 คน ทำการทดลองในลักษณะแบบไขว้ สุ่มลำดับ และอำพรางสองฝ่าย เพื่อสุ่มลำดับการรับประทานเครื่องดื่ม ได้แก่ ครั้งที่ 1 นมถั่วลูกไก่ ครั้งที่ 2 นมถั่วเหลือง และครั้งที่ 3 สารหลอก ตัวแปรที่ทำการศึกษา ได้แก่ น้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ และครีเอทีนไคเนส อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มและพัก 30 นาที แล้วขึ้นวิ่งบนลู่วิ่งกล อาสาสมัครได้รับการทดสอบอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (VO2max) เพื่อกำหนดความเร็ว 60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT1) วิ่งเป็นเวลา 60 นาที และปรับความเร็วเป็น 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT2) วิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ระหว่างการวิ่ง มีการเก็บผลน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และ อัตราการเต้นของหัวใจ เมื่ออาสาสมัครวิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ทำการคลายความหนัก 5 นาทีและพัก 5 นาที ก่อนเก็บตัวอย่างเลือด หลังการทดสอบนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันสองทาง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05ผลการวิจัย ผลของการดื่มเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิด ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในน้ำตาลในเลือด ระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลือง และสารหลอกสรุปผลการวิจัย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง ในระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลืองและสารหลอก แต่ภายในกลุ่มนมถั่วลูกไก่ มีแนวโน้มที่ดีในระดับน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระและครีเอทีนไคเนส ดังนั้น …
ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์
ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอลต้องอาศัยอาศัยการประมวล การตัดสินใจ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และรวมถึงความสามรถในการยับยั้งการ ตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งความสามารถในการควบคุมยับยั้งนั้นสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมที่ยืดหยุ่น (flexible behavior) จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารูปแบบเดิมไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป จึงจำเป็นจะต้องมีความสามารถการควบคุมยับยั้งให้มากขึ้นเพื่อจะส่งผลต่อความสามารถในการรับลูกตบที่มีผล ต่อกีฬาวอลเลย์บอล การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลและการฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล โดยแบ่งออกเป็นสองการศึกษา ดังนี้ การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพและนักกีฬามือสมัครเล่น โดยทำการทดสอบความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพ 13 คนและนักกีฬาวอลเลย์บอลมือสมัครเล่น 13 คน ซึ่งใช้การทดสอบการควบคุมยับยั้งด้วย Spatial Stroop test ชุดทดสอบ Flanker task ชุดทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ และชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่า ผลทางด้านลักษณะทางกายภาพของกลุ่มตัวอย่าง ความถี่ในการฝึกซ้อมกลุ่มนักกีฬามืออาชีพมีค่าเฉลี่ยมากกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ(p =<.001) ผลการทดสอบชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล กลุ่มนักกีฬาอาชีพมีการตอบสนองเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองสอดคล้องกับเวลาปฏิกิริยาสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองไม่สอดคล้องกัน ผลของคะแนนรับลูกตบ จำนวนครั้งที่รับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกัน และร้อยละของความถูกต้องในการตอบสนองนักกีฬามืออาชีพที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =.001, p =.002, p =.005, p =.008, p =.019 ตามลำดับ) การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังจากการฝึกควบคุมยับยั้ง กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลระดับอุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 14 คน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมจำนวน 1 คน จึงถูก คัดออกจากการศึกษาในครั้งนี้ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น คือ 13 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกควบคุมยับยั้ง จำนวน 7 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 6 คน พบว่า ภายหลังฝึกควบคุมยับยั้งต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ผลการทดสอบ Flanker task ภายในกลุ่มทดลองความเร็วในการตอบสนองในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกันมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.016) หลังฝึกควบคุมยับยั้งผลการทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ ผลของเวลาการตอบสนองและการทดสอบด้วยการรับลูกตบด้วย งาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่าผลจำนวนครั้งในการรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกับร้อยละความถูกต้องของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยที่มากกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.031, p =.002, p =.003 ตามลำดับ) ภายหลังการฝึกพบว่าในกลุ่มทดลองมีเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกัน (S-R con) กับ เวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกัน (S-R incon) เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.039, p =.013 ตามล าดับ) และภายหลังการฝึกควบคุมยับยั้งระหว่างกลุ่ม ทดลอง กลุ่มควบคุมและนักกีฬามืออาชีพ พบว่าเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกันและไม่สอดคล้องกัน คะแนนการรับลูก จำนวนครั้งรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้อง กัน และร้อยละความถูกต้อง ระหว่างกลุ่มนักกีฬามืออาชีพเทียบกับกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p = .005, p = .033, p = .005, p = .027, p =. 019 ตามลำดับ) จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพมีความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งที่สูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นในการรับข้อมูลและประมวลผลไปยังการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ทั้งในด้านการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปแบบอัตโนมัติและการเคลื่อนไหวที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของเกม ซึ่งการฝึกควบคุม ยับยั้งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการควบคุมยับยั้งและส่งผลต่อการพัฒนาการรับลูกตบในนักกีฬาวอลเลย์บอล
ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีต่อตัวแปรด้านสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย อายุ 60-79 ปี จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ที่ได้รับฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ครั้งละ 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ โดยการและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ นำมาเปรียบเทียบระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองของแต่ละกลุ่ม และระหว่างกลุ่มการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ หากพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบแบบรายคู่ โดยใช้สถิติแอลเอชดี ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5ผลการทดลองพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรทางสรีรวิทยา ได้แก่ ค่าของน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 และมีการพัฒนาของตัวแปรด้านสุขสมรรถนะ จากการทดสอบการนั่งเก้าอี้แล้วเอื้อมแตะปลายเท้า ระยะการเอื้อมแตะหลัง การลุกนั่งใน 30 วินาที การงอแขนใน 30 วินาที การยกขาซอยเท้าอยู่กับที่ 2 นาที และระยะทางในการเดิน 6 นาที การเดินและกลับตัว 3 เมตร ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 กลุ่มทดลองยังมีการเพิ่มขึ้นของตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด ค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด รวมไปถึงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 …
ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร
ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬาแฮนด์บอลระดับเยาวชนเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 18 ปี จากทีมแฮนด์บอลโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จำนวน 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matched pair) จากผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของอิลลินอยส์ อยู่ในช่วง 17 - 19 วินาที กลุ่มทดลองทำการฝึกผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มควบคุมทำการฝึกพลัยโอเมตริกและการฝึกเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบด้านสรีรวิทยา ได้แก่ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อ และทดสอบทางด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ พลังสูงสุด เวลาในการสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถแบบแอนแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way ANOVA with repeated measures) และเมื่อพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Bonferroni และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเวลาสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความสามารถแบบแอนแอโรบิกและดัชนีความล้าแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพลังสูงสุดและพลังแบบแอนแอโรบิกระหว่างกลุ่ม หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยพลังสูงสุด …
การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง
การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันของนักกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬายูยิตสู ประเภทต่อสู้ชาย จำนวน 8 คน อายุ 18 – 24 ปี ที่มีสายสีน้ำตาลขึ้นไป จากอันดับ 1 – 8 ของสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการแข่งขัน 2 วัน ในวันแข่งขันได้ทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดและระดับออกซิเจนในเลือด ทั้งก่อนและหลังการแข่งขันแต่ละครั้ง วิเคราะห์กิจกรรมในการแข่งขัน ได้แก่ ทักษะที่ใช้ เวลาในการแข่งขัน และวิธีการชนะจากวิดีโอบันทึกการแข่งขันจำนวน 16 วิดีโอ หลังจากนั้นนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์เชิงสถิติ การวิเคราะห์สถิติภายในกลุ่มใช้สถิติ Paired sample T – test และการวิเคราะห์สถิติระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent sample T - test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า หลังการแข่งขันอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ในกลุ่มผู้ชนะทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในกลุ่มผู้แพ้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการตอบสนองทางสรีรวิทยา สำหรับวิธีการชนะที่พบมากที่สุดคือการชนะด้วยการทำคะแนนหลังหมดเวลา (ร้อยละ 50) โดยมีอัตราส่วนการทำงานต่อการพักอยู่ที่ 4:1 ในส่วนของทักษะส่วนที่ 1 (การชก การเตะและการตั้งรับ) พบว่า หมัดตรงและท่าเตะเหวี่ยงเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดแต่มีประสิทธิผลต่ำ ขณะที่การตั้งรับที่ใช้มากที่สุดคือการปัดป้องด้านล่าง ทักษะส่วนที่ 2 (การทุ่ม) พบว่า การทุ่มด้วยไหล่และสะโพกเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดและมีประสิทธิผลสูง ส่วนทักษะที่มีประสิทธิผลต่ำคือการเกี่ยวขาด้านในและการทุ่มแบบนอนตะแคง ทักษะส่วนที่ 3 (การล็อค รัด หักหรือบิดข้อ) พบว่า การรัดคอด้วยลำตัวเป็นท่าที่มีประสิทธิผล ส่วนการรัดคอรูปสามเหลี่ยมและการล็อคข้อศอกหักแขนถึงแม้จะใช้มากแต่มีประสิทธิผลต่ำ กลุ่มผู้ชนะสามารถใช้ทักษะที่หลากหลายรูปแบบและแม่นยำพร้อมทั้งมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีกว่า ขณะที่ผู้แพ้ใช้ทักษะซ้ำ ๆ และมีประสิทธิผลต่ำ สรุปได้ว่ากีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ เป็นกีฬาที่ต้องการการตอบสนองทางสรีรวิทยาสูงและความหลากหลายทางทักษะ แม้การตอบสนองทางสรีรวิทยาระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้จะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่รูปแบบที่หลากหลาย ประสิทธิผลของทักษะ และสมรรถภาพทางกายที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ
การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว
การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมล็ดกัญชงอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถช่วยลดการอักเสบและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ การวิจัยในครั้งนี้จึงต้องการพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงและศึกษาผลการนำไปใช้ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการในผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง และความชื่นชอบผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ พบว่าผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่พัฒนาได้ปริมาณ 1 หน่วยบริโภค (40 กรัม) ประกอบด้วยโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ร้อยละ 83 – 93 มอลโทเด็กซ์ทริน ร้อยละ 5 – 15 ซูคราโลส น้อยกว่าร้อยละ 1 และวัตถุเจือปนอาหาร (สารแต่งกลิ่นรส, สารแต่งสี) น้อยกว่าร้อยละ 1 และนำส่งตรวจคุณค่าทางโภชนาการพบว่ามีโปรตีน 20.03 กรัม กรดอะมิโนแบบโซ่กิ่ง 3.26 กรัม และไขมันทั้งหมด 5.16 กรัม จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ อายุระหว่าง 20 - 30 ปี ที่รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทโปรตีนเป็นปกติ จำนวน 30 คน ให้คะแนนความชอบแบบ 9-Point Hedonic Scale พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 5.00-7.99 แปลผลได้ว่ากลุ่มตัวอย่างรู้สึกเฉยๆ สามารถยอมรับผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงได้ ขั้นตอนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่มีต่อการอักเสบของกล้ามเนื้อ และเพื่อเปรียบเทียบผลในช่วง 8 สัปดาห์ ระหว่างผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และผงชงดื่มจากเวย์โปรตีนที่มีต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายและการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ประกอบไปด้วย 3 ระยะ แบ่งกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ได้แก่ กลุ่ม A บริโภคผงชงบริโภคโปรตีนจากเมล็ดกัญชง กลุ่ม B บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และ กลุ่ม C บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากเวย์โปรตีน ทดสอบผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีน (ระยะที่ 1) ที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดและแรงหดตัวสูงสุดของกล้ามเนื้อ โดยทดสอบก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที หลังการทดลอง 24 และ 48 …
ผลของการฝึกเสริมด้วยซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขณะวิ่งในนักกีฬาหลังได้รับการผ่าตัดรักษาเอ็นไขว้หน้า, ชนุตร พิศิฏฐศักดิ์
ผลของการฝึกเสริมด้วยซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขณะวิ่งในนักกีฬาหลังได้รับการผ่าตัดรักษาเอ็นไขว้หน้า, ชนุตร พิศิฏฐศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบาดเจ็บของข้อเข่าในนักกีฬาที่พบได้บ่อยคือการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า และหากได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด (Anterior Cruciate Ligament Reconstruction: ACLR) ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพให้กลับเข้าสู่ระดับก่อนได้รับบาดเจ็บ โปรแกรมการฟื้นฟูที่เพิ่มการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อแฮมสตริงน่าจะช่วยลดความไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าได้ วัตถุประสงค์: ศึกษาผลของการเพิ่มการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมตริงบริดจ์ (Single-Leg Hamstring Bridge: SLHB) เข้าในโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพมาตรฐานหลังการทำการผ่าตัดฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้า ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแฮมสตริงและชีวกลศาสตร์ของข้อเข่าในระหว่างการวิ่ง วิธีการวิจัย: นักกีฬาชาย 8 คนที่ได้รับการผ่าตัดฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้าโดยใช้เนื้อเยื่อเอ็นกล้ามเนื้อแฮมสตริงของตนเอง เข้าร่วมการทดลองระยะเวลา 6 สัปดาห์ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ทำโปรแกรมฟื้นฟูมาตรฐาน และกลุ่มทดลองที่เพิ่มท่าการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์แบบเพิ่มความต้านทานแบบก้าวหน้า แบ่งกลุ่มละ 4 คน โดยการสุ่ม ผลการศึกษา: กลุ่มทดลองมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญของค่าแรงบิดสูงสุดในการงอเข่าของขาข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ (p = 0.016) หลังการทดลอง และมุมข้อเข่าในจังหวะเท้าสัมผัสพื้นของขาที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ (p = 0.037) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม สรุปผลการวิจัย: ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในมุมเข่าเมื่อเท้ากระทบพื้น แสดงให้เห็นว่าการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ช่วยเพิ่มความมั่นคงของเข่าขณะเคลื่อนไหว นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของมุมการงอ/เหยียดเข่าสูงสุดขณะสัมผัสพื้น และแรงบิดสูงสุดของขาข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ แสดงว่าการออกกำลังกายแบบซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์อาจช่วยเสริมผลของการฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้า โดยการพัฒนาความสมดุลของข้างปกติเพื่อเพิ่มการช่วยเหลือขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บผ่านการควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง แต่ทั้งนี้การพบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะขาข้างปกติอาจยังยืนยันผลต่อขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บได้ไม่ชัดเจน จึงควรวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์โดยตรงสำหรับขาข้างที่ได้รับการผ่าตัดและผลลัพธ์ในระยะยาวของการกลับไปเล่นกีฬา
ผลของการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอลบาร์ด้วยเก้าอี้ต่อคิเนมาติกส์ขณะวิ่งและระดับความทนต่อแรงกดปวดในนักวิ่งระยะไกลเพศหญิงที่มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าทางด้านนอก, อรวรรณ ใจหาญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอลบาร์ด้วยเก้าอี้ต่อคิเนมาติกส์ขณะวิ่งและระดับความทนต่อแรงกดปวดในนักวิ่งระยะไกลที่มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าทางด้านนอก กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครนักวิ่งระยะไกล เพศหญิง ที่มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าทางด้านนอกแบบเรื้อรัง อายุระหว่าง 20-45 ปี ที่มีประสบการณ์การแข่งขันในรายการวิ่งมินิมาราธอนหรือฮาฟมาราธอน ก่อนเข้าร่วมงานวิจัย มีรายงานระดับอาการปวดขณะวิ่งอย่างน้อย 3 จาก 10 คะแนน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง (15 คน) และกลุ่มควบคุม (12 คน) รวมทั้งสิ้น 27 คน โดยผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ตัวแปรทางคิเนมาติกส์ขณะวิ่ง อาการปวดและระดับความสามารถในการทนต่อแรงกดปวด ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ ความสามารถในการทรงตัวและลักษณะสัณฐานวิทยาของโครงสร้างอิลิโอทิเบียลแบนด์ (Iliotibial band; ITB) และกล้ามเนื้อกลูเตียสมีเดียส (Gluteus medius muscle; GMed) โดยทำการทดสอบก่อนและหลังการทดลองเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบผสม (Two-way mixed design ANOVA) เพื่อหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยภายในกลุ่มและเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการทดสอบแอลเอสดี (LSD) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลจากการวิจัย พบว่า ภายหลังจากการออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่งผลต่อลักษณะทางชีวกลศาสตร์การเคลื่อนไหวของกระดูกเชิงกราน ข้อสะโพกและข้อเข่า เมื่อเข้าสู่ช่วงที่เท้าสัมผัสพื้นเต็มที่ในขณะวิ่ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยลักษณะการเกิดมุมการเอียงลง (Pelvic drop) ในขาข้างปกติมีค่าน้อยกว่ากลุ่มควบคุม มีมุมของการเกิดการเหยียดออกของข้อสะโพก (Hip extension) มุมกางของข้อสะโพก (Hip abduction) มุมการเกิดการหมุนออกของข้อสะโพก (Hip external rotation) และมุมงอเข่า (Knee flexion) ในขาข้างที่บาดเจ็บ ITBS มีค่าเพิ่มขึ้น รายงานค่าคะแนนความปวดที่เกิดขึ้นในขณะวิ่งมีค่าลดลง มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของขนาดความหนาของโครงสร้าง ITB ลดลง ในขณะที่ขนาดของกล้ามเนื้อมีค่าเพิ่มขึ้นและค่าความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ แตกต่างจากก่อนทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่อย่างไรก็ตาม ผลจากการวิจัยไม่พบค่าความแตกต่างของความสามารถในการทนต่อแรงกดปวดและค่าความสามารถในการทรงตัวทั้งในขณะอยู่นิ่งและแบบไดนามิก สรุปผลการวิจัย การฝึกออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอลบาร์ด้วยเก้าอี้ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านลักษณะชีวกลศาสตร์ขณะวิ่ง คะแนนความปวด …
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวและขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย, สถาพร พื้นดอนเค็ง
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวและขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย, สถาพร พื้นดอนเค็ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างนักกีฬาแฮนด์บอลระดับมหาวิทยาลัย เพศชาย อายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 24 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มที่ 1 ฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มที่ 2 ฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึกการกระโดดและตามด้วยการวิ่งเร็วเปลี่ยนทิศทาง จำนวน 6-10 ชุด ทำการฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก ทำการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ความสามารถในการกระโดดสูง ความคล่องแคล่วว่องไว การความสามารถด้านการทรงตัว และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความแตกต่างภายในกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่และความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ กำหนดความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิจัย หลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีความคล่องแคล่วว่องไว การความสามารถในการทรงตัวในขาข้างที่ถนัด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มที่ 1 มีความสามารถในการกระโดดสูง ความสามารถในการทรงตัวในขาข้างที่ไม่ถนัด และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบหลังการฝึกระหว่างกลุ่ม พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปร สรุปผลการวิจัย การฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางช่วยพัฒนา พลังกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการทรงตัว และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ จึงเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพร่างกายให้แก่นักกีฬาแฮนด์บอลเป็นอย่างได้ดี
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง
การเปรียบเทียบผลการฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล กับที่สถานพยาบาล จากรายงานผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก, พงศ์ธนา โรจนรัตนางกูร
การเปรียบเทียบผลการฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล กับที่สถานพยาบาล จากรายงานผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก, พงศ์ธนา โรจนรัตนางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อฟื้นฟูหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมสำหรับการลดอาการไม่พึงประสงค์ แต่จำเป็นต้องทำหลายครั้งและต่อเนื่อง ปัจจัยอื่น ๆ รบกวนจนไม่สามารถทำได้ครบจำนวน จึงมีการใช้ระบบการภาพบำบัดทางไกลเข้ามาทดแทน แต่ยังขาดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการ การศึกษาวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลด้านระดับคุณภาพชีวิต ระดับความปวด ระดับความเชื่อในการหลีกเลี่ยงความกลัว ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จากการออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล เปรียบเทียบกับการฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ศึกษาวิจัยในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กที่พักฟื้นมาแล้วอย่างน้อยสี่สัปดาห์ อายุสี่สิบถึงเจ็ดสิบปี จำนวนสามสิบแปดคน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มจำนวนเท่ากัน กลุ่มละสิบเก้าคน ได้แก่กลุ่มที่ออกกำลังกายฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกลหรือกลุ่มทดลอง และกลุ่มออกกำลังฟื้นฟูที่สถานพยาบาลหรือกลุ่มควบคุม ทั้งสองกลุ่มการศึกษาวิจัย จะได้รับการสอนออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สองครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาหกสัปดาห์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวครบสิบสองครั้ง ทั้งกลุ่มใช้ระบบกายภาพบำบัดทางไกลและกลุ่มออกกำลังกายฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ผลจากรายงานผู้เข้าร่วมวิจัยพบว่า ทั้งสองกลุ่มการศึกษาไม่แตกต่างกัน ในด้านระดับคุณภาพชีวิต ระดับความปวด ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สรุปผลการศึกษาวิจัยคือ การออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล มีผลไม่ด้อยไปกว่าการออกกำลังกายฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, เบญจ์ ป้องกันภัย
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, เบญจ์ ป้องกันภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกระหว่างการออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบากับการฝึกการออกกำลังกายที่ระดับปานกลางแบบต่อเนื่องต่อการทำงานของระบบหายใจ อาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซโตไคน์ และภาวะเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จำนวน 36 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม (CON) กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาด้วยอัตราส่วนความหนักต่อเบา 1:2 (HIIT) และกลุ่มฝึกออกกำลังกายระดับปานกลางแบบต่อเนื่อง (MCT) ทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ก่อนและหลังการทดลองทำการวัดตัวแปรด้านสรีรวิทยา สมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ อาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การไหลของเลือดในโพรงจมูก ปริมาตรการไหลผ่านของอากาศสูงสุดในโพรงจมูกขณะหายใจเข้า ไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก ความสามารถทางแอโรบิก และคุณภาพชีวิต นำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม และการทดสอบวิลคอกซันและครัสคาลวัลลิส ที่ระดับความมีนัยสําคัญทางสถิติที่.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึกออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่ม HIIT และกลุ่ม MCT มีค่าเฉลี่ยตัวแปรปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุดและแรงดันการหายใจออกสูงสุด เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยคะแนนอาการทั้งหมดในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยไซโตไคน์อินเตอร์ลิวคินทูเพิ่มขึ้น และอินเตอร์ลิวคินซิกส์ลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น กลุ่ม HIIT ที่พบว่า ค่าไซโตไคน์ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา อินเตอร์ลิวคินไฟฟ์และค่าเฉลี่ยไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออกลดลงแพ้แตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปผลได้ว่า กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาสามารถช่วยเพิ่มความสามารถของสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ลดอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อีกทั้งยังลดค่าเฉลี่ยไซโตไคน์ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา อินเตอร์ลิวคินไฟฟ์และค่าเฉลี่ยไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก แสดงถึงการลดลงของการอักเสบของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ ซึ่งส่งผลดีและช่วยลดอาการในผู้ป่วยจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้
ผลของโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานต่อความเหนื่อยล้าของการรู้คิดในศิษย์การบิน, กนกพร ลีลาเทพินทร์
ผลของโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานต่อความเหนื่อยล้าของการรู้คิดในศิษย์การบิน, กนกพร ลีลาเทพินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานต่อความเหนื่อยล้าของการรู้คิดในศิษย์การบิน กลุ่มตัวอย่างเป็นศิษย์การบินชั้นมัธยมที่ได้รับการฝึกกับเครื่องบินฝึกแบบที่ 19 เพศชาย อายุระหว่าง 24-27 ปี จำนวน 27 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกแบบผสมผสาน (MG) จำนวน 13 คน ทำการฝึกปกติของศิษย์การบินร่วมกับโปรแกรมการฝึกดังนี้ 1)การฝึกแบบสลับช่วงที่ความหนักสูง (HIIT) 1 นาทีที่ความหนักร้อยละ 90-100 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดสลับกับพัก 1 นาที จำนวน 10 รอบ 2)การฝึกการรู้คิดและความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลา 20 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 3)การฝึกแบบมีแรงต้านร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนโลหิต (RT-BFR) ความหนักที่ร้อยละ 20 ของน้ำหนักสูงสุดที่ยกได้ครั้งเดียวร่วมกับการปิดกั้นการไหลเวียนโลหิตที่ร้อยละ 60 ของความดันที่สามารถปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ในขณะพักในท่า Back squat, Dead lift, Bent over row, Bench press และ Calf raise และ 4)การฝึกความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวจำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์และกลุ่มควบคุม (CG) ทำการฝึกปกติของศิษย์การบิน ก่อนและหลังการฝึกทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยาทั่วไป สมรรถภาพทางกายที่เกี่ยวกับสุขภาพ ความเหนื่อยล้าของการรู้คิดและสารชีวเคมีในเลือด ทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนแบบผสมและเปรียบเทียบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบ Bonferroni และการทดสอบที ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่ม MG มีสัดส่วนไขมันในร่างกายลดลงและมีสัดส่วนกล้ามเนื้อในร่างกาย การนั่งงอตัวไปข้างหน้า การเคลื่อนไหวของหลังในการเอียงตัวไปทางด้านขวา ความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่จนสุดและอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนกลุ่ม CG ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสมรรถภาพทางกาย ยกเว้นการเคลื่อนไหวของหลังในท่าแอ่นหลังลดลง กลุ่ม MG มีระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ความถูกต้องของการรู้คิดด้านความจำปฏิบัติการ 2-Back และระดับซีรัมบีดีเอ็นเอฟในสมองเพิ่มขึ้น พบการลดลงของระยะเวลาตอบสนองในขณะทำการรู้คิดด้านสมาธิแบบการเลือกที่จะใส่ใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งและระดับความเหนื่อยล้าของการรู้คิดแบบอัตภิสัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ทั้งกลุ่ม MG และกลุ่ม CG มีระยะเวลาตอบสนองในการทดสอบการรู้คิดด้านสมาธิแบบแบบคงความใส่ใจไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพิ่มขึ่น แต่ไม่พบความแตกต่างของความเหนื่อยล้าของการรู้คิดด้านมิติสัมพันธ์ …
การเปรียบเทียบผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการใช้ขาสองข้างและการใช้ขาข้างเดียวที่ส่งผลต่อสมรรถนะการกระโดดในนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับมหาวิทยาลัย, วรุตม์ บรรดาศักดิ์
การเปรียบเทียบผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการใช้ขาสองข้างและการใช้ขาข้างเดียวที่ส่งผลต่อสมรรถนะการกระโดดในนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับมหาวิทยาลัย, วรุตม์ บรรดาศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการใช้ขาสอง ข้างและการใช้ขาข้างเดียวที่ส่งผลต่อสมรรถนะการกระโดดในนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับ มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลชาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุ 18-25 ปี ผ่านเกณฑ์การคัดกรองความแข็งแรงด้วยท่า บาร์เบล แบค สควอท ที่ความหนัก 1.5 เท่าของ น้ำหนักตัว จำนวน 20 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน กำหนดกลุ่มด้วยวิธีการสุ่ม กลุ่มที่ 1 ฝึกด้วยขาข้างเดียวและกลุ่มที่ 2 ฝึกด้วยขาสองข้าง ฝึก 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ระยะเวลาฝึกต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ โดยมีการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบผลก่อน-หลังฝึก ทั้งหมด 2 ครั้ง ในหมวดของ สรีรวิทยา ความแข็งแรงสูงสุดและตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยเปรียบเทียบ ระหว่างกลุ่ม ด้วยวิธีการวัดสถิติ Independent T-test และเปรียบเทียบผลก่อน-หลัง ภายในกลุ่ม ด้วยวิธีการวัดสถิติ Paired T-test โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ p<.05 ผลวิจัยพบว่า 1.การฝึกเชิงซ้อนด้วยการใช้ขาสองข้างและขาข้างเดียวสามารถพัฒนา สมรรถนะในการกระโดดได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2.หลังจากฝึกครบ 6 สัปดาห์ กลุ่มฝึกด้วยขาสองข้าง มีกล้ามเนื้อมากกว่ากลุ่มฝึกด้วยขาข้างเดียว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม มีความแข็งแรงสูงสุด ความสูงในการกระโดดและตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ หลังการฝึก 6 สัปดาห์ มากกว่าก่อนฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลโดยสรุปการฝึกเชิงซ้อนด้วยขา ข้างเดียวและขาสองข้าง ด้วยระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่งผลต่อพัฒนาการของความแข็งแรงสูงสุดใน กล้ามเนื้อขาและสมรรถนะการกระโดดได้เท่ากัน
ผลของรูปแบบการออกกำลังกายที่แตกต่างกันต่อดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วและภาวะเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, ศุภวิชญ์ อิทธินิรันดร
ผลของรูปแบบการออกกำลังกายที่แตกต่างกันต่อดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วและภาวะเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, ศุภวิชญ์ อิทธินิรันดร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน (การฝึกออกกำลังกายที่ระดับความหนักปาน กลางต่อเนื่อง การฝึกออกกำลังกายแบบหนักสลับช่วง และการฝึกกล้ามเนื้อหายใจ) ที่มีต่อดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วและภาวะเครียดออกซิเดชันใน ผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น อายุ 20-50 ปี เพศชายและหญิง จำนวน 39 คน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกออกกำลังกายที่ระดับความหนักปานกลางต่อเนื่อง (MICT) จำนวน 9 คน กลุ่มที่ 2 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหนักสลับ ช่วง (HIIT) จำนวน 10 คน กลุ่มที่ 3 ได้รับการฝึกกล้ามเนื้อหายใจ (IMT) 10 คน และกลุ่มที่ 4 กลุ่มควบคุม (CON) จำนวน 10 คน ทำการฝึก 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์สำหรับกลุ่ม MICT และ HIIT ส่วนกลุ่ม IMT ทำการฝึก 5 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ก่อนและหลังการทดลองทำการทดสอบ ข้อมูลทางสรีรวิทยา ตัวแปรด้านการหลับ ตัวแปรด้านภาวะเครียดออกซิเดชัน ตัวแปรด้านไซโตไคน์ ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอด ตัวแปรด้านความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อหายใจ ตัวแปรด้านการอักเสบภายในทางเดินหายใจ ตัวแปรด้านความสามารถทางแอโรบิก และตัวแปรด้านคุณภาพชีวิต จากนั้นนำผลมาวิเคราะห์ สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสมที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่ม HIIT มีค่าเฉลี่ยมวลไขมัน เปอร์เซ็นต์ไขมัน ความโลหิตขณะหัวใจบีบตัว ระยะ หลับที่ไม่มีตากระตุกขั้นที่ 2 ดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว ดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วระยะหลับที่ไม่มีตากระตุก ดัชนีการหยุดหายใจและ หายใจแผ่วระยะหลับที่มีตากระตุก ดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วขณะนอนหงาย ดัชนีการหายใจแผ่ว มาลอนไดอัลดีไฮด์ อินเตอร์เฟอรอนอินดิวซ์โปรตีน เท็น สัดส่วนของไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก คะแนนแบบสอบถาม ESS, PSQI …
ผลของการฝึกแบบวงจรร่วมกับการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูงที่มีต่อการล้าของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และความสามารถในการวิ่งเทรลในนักวิ่งเทรลสมัครเล่น รุ่นมาสเตอร์, ศิรประภา พานทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบวงจร การฝึกแบบการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูง และการฝึกแบบวงจรร่วมกับการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูงเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีผลต่อการล้าของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และความสามารถในการวิ่งเทรลในนักวิ่งเทรลสมัครเล่น รุ่นมาสเตอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาวิ่งเทรลสมัครเล่น เพศชาย และหญิง อายุ 35 – 55 ปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) การฝึกแบบวงจร (CT) จำนวน 13 คน 2) การฝึกแบบการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูง (HT) จำนวน 13 คน และ 3) การฝึกแบบวงจรร่วมกับการวิ่งขึ้นเขาสลับช่วงที่ความหนักสูง (CH) จำนวน 14 คน โดยทุกกลุ่มได้รับการฝึก 6 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ แบ่งเป็นการฝึกรูปแบบปกติ 3 วัน ได้แก่ การวิ่งอีซี่ การวิ่งเทมโป้ และการวิ่งยาว ระยะเวลา 60 – 90 นาที ที่ความหนัก 50 – 90 % ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง และการฝึกเสริมตามรูปแบบการฝึกของแต่ละกลุ่มระยะเวลา 60 – 90 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยาทั่วไป สมรรถภาพกล้ามเนื้อ การทรงตัว สมรรถภาพทางแอโรบิก สมรรถภาพทางแอนแอโรบิก ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานขณะวิ่ง การล้าของระบบประสาทกล้ามเนื้อ ความสามารถในการวิ่งเทรล และสารชีวเคมีในเลือด ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่า ทุกกลุ่มการฝึกมีการหดตัวสูงสุดของกล้ามเนื้อ (MVC) ของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า เอ็ม-เวฟ มวลกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เฉพาะกลุ่ม HT และ CH มีความสามารถในการใช้ออกซิเจนขณะวิ่งขึ้นเขาในห้องปฏิบัติการที่ดีขึ้นและใช้เวลาในการวิ่งเทรลบนภูเขาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 เฉพาะกลุ่ม CT …
อิทธิพลของฮอร์โมนบำบัดระยะยาวที่มีต่อสมรรถภาพทางกายและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดในหญิงข้ามเพศ, อธิวัฒน์ สายทอง
อิทธิพลของฮอร์โมนบำบัดระยะยาวที่มีต่อสมรรถภาพทางกายและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดในหญิงข้ามเพศ, อธิวัฒน์ สายทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกาย ความสามารถทางการกีฬา และหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดระหว่างหญิงข้ามเพศ เพศชายโดยกำเนิด และเพศหญิงโดยกำเนิด กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยหญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนบำบัดแต่ไม่ได้ตัดอัณฑะจำนวน ช่วงอายุ 27±4 ปี 15 คน หญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนบำบัดและตัดอัณฑะ ช่วงอายุ 30±4 จำนวน 15 คน ปี เพศชายโดยกำเนิด ช่วงอายุ 28±5 จำนวน 15 คน และเพศหญิงโดยกำเนิด ช่วงอายุ 29±5 จำนวน 15 คน โดยจับคู่ระหว่างกลุ่มให้มีความใกล้เคียงกันด้วยอายุและระดับกิจกรรมทางกาย และทำการวัดตัวแปรด้านสารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกาย สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ และโครงสร้างและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือด ผลการศึกษา พบว่า ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายของหญิงข้ามเพศมากกว่าเพศหญิงโดยกำเนิด แต่น้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 เทสโทสเตอโรนในเลือดมีระดับลดลง ในขณะที่อีตราไดออลมีระดับเพิ่มขึ้นทั้งในหญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิดเมื่อเปรียบเทียบกับเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แรงสูงสุดของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าและงอเข่า รวมถึงความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกายของเพศชายโดยกำเนิดมีค่ามากกว่าหญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิด โดยที่หญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิดมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ความอ่อนตัวที่ทำการทดสอบด้วยท่านั่งงอตัวไปด้านหน้าไม่พบความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม ในการทดสอบสมรรถภาพทางแอนแอโรบิกด้วยวิธีของวินเกต เพศหญิงโดยกำเนิดมีค่าไม่แตกต่างกับหญิงข้ามเพศ แต่มีค่าน้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ในส่วนของเม็ดเลือดแดง ฮีมาโทคริท ฮีโมโกลบิน และไกลโคไซเลทฮีโมโกลบินของเพศหญิงโดยกำเนิดและหญิงข้ามเพศมีระดับต่ำกว่าเพศชายโดยกำเนิด ในขณะที่น้ำตาลกลูโคสในพลาสมาช่วงอดอาหารของเพศหญิงโดยกำเนิดมีระดับต่ำกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ทั้งนี้ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มในการประเมินความหนาของผนังหลอดเลือดแดงแคโรทิด และความเร็วของคลื่นความดันชีพจรระหว่างข้อเท้าและต้นแขนที่เป็นการทดสอบการแข็งตัวของหลอดเลือด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หญิงข้ามเพศที่เปลี่ยนแปลงจากเพศชายไปเป็นเพศหญิงด้วยการใช้ฮอร์โมนบำบัดมีสมรรถภาพทางกายด้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิด แต่ไม่แตกต่างกับเพศหญิงโดยกำเนิด ซึ่งการศึกษาวิจัยแบบภาคตัดขวางครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหญิงข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดระยะยาวไม่ปรากฏข้อได้เปรียบเชิงสมรรถภาพของเพศชายตามเพศกำเนิดของตนแล้ว