Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Microbiology (72)
- Medical Biochemistry (43)
- Medical Specialties (39)
- Sports Medicine (19)
- Sports Sciences (19)
-
- Diseases (14)
- Hematology (8)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (6)
- Other Medical Sciences (6)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (6)
- Chemicals and Drugs (5)
- Medical Pharmacology (5)
- Parasitic Diseases (5)
- Medical Genetics (4)
- Infectious Disease (3)
- Medical Molecular Biology (3)
- Medical Pathology (3)
- Public Health (3)
- Biochemical Phenomena, Metabolism, and Nutrition (2)
- Biological Phenomena, Cell Phenomena, and Immunity (2)
- Chemical and Pharmacologic Phenomena (2)
- Disease Modeling (2)
- Equipment and Supplies (2)
- Laboratory Medicine (2)
- Medical Cell Biology (2)
- Medicinal and Pharmaceutical Chemistry (2)
- Natural Products Chemistry and Pharmacognosy (2)
- Nervous System Diseases (2)
- Keyword
-
- Children (2)
- Staphylococcus aureus (2)
- 3'UTR (1)
- 3D Bioprinting; bioinks; tissue engineering; regenerative medicine; Biomedical; personalized medicine (1)
- ADHD (1)
-
- APRI (1)
- Adolescents (1)
- Aedes (1)
- Albumin (1)
- Anti-inflammatory (1)
- Antibacterial (1)
- Antibiotic susceptibility (1)
- Apoptosis (1)
- Attention-deficit/hyperactivity disorder (1)
- Bovine Mammary Epithelial Cells (1)
- Burn wound healing (1)
- Butchers (1)
- C-Reactive Protein (1)
- CASA analyze (1)
- CCHF (1)
- COVID-19 pandemic. (1)
- Caco-2 (1)
- Calcium oxalate (1)
- Canary bird (1)
- Cerebral amyloid angiopathy (1)
- Chromosomal abnormalities (1)
- Chronic hepatitis B (1)
- Control (1)
- Crystallization (1)
- Dengue (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 151 - 180 of 860
Full-Text Articles in Medical Sciences
Metagenomic Analysis Using Oxford Nanopore For Fungal Identification In Hemoculture Sample, Nattapong Langsiri
Metagenomic Analysis Using Oxford Nanopore For Fungal Identification In Hemoculture Sample, Nattapong Langsiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Currently, with advancements in medical technology, the mortality rate from fungal infections has also increased, particularly since the late 20th century. The incidence of invasive fungal infections, especially bloodstream fungal infections, is rising. However, laboratory diagnosis of fungi from clinical specimens still faces significant limitations. Diagnosing fungi based on morphological characteristics to identify species level can take weeks, which is not aligned with the severity of the disease. Current molecular biology techniques also have limitations, such as PCR success rates and mixed infections. With significant advancements in sequencing technology leading to third-generation sequencing, there are notable benefits. Third-generation sequencing, or …
Correlation Of The Malassezia Spp. Prevalence And Inflamed Seborrheic Keratosis, Nirin Seatamanoch
Correlation Of The Malassezia Spp. Prevalence And Inflamed Seborrheic Keratosis, Nirin Seatamanoch
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Seborrheic keratosis (SK) is a common benign skin tumor. Patients often seek medical assistance due to cosmetic concerns and irritation. From pathological examination, yeasts are commonly found in the stratum corneum layer. Malassezia spp. is a commensal fungus on human skin. It is associated with various inflammatory skin diseases. Objectives: This study aimed to determine links between inflammation in SK and Malassezia spp. presence as well as other different features of SK pathological findings that may be associated with inflammation. Materials and Methods: Two hundred sixty-one hematoxylin and eosin histology SK slides were recruited in our study. Patients with …
การเปลี่ยนแปลงของไขมันในเลือดหลังจากเปลี่ยนเป็นสูตรยาที่มียาโดลูเทกราเวียร์เป็นยาหลักแทน ยายับยั้งเอนไซม์โปรติเอสในผู้ป่วยเอชไอวีที่ใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรที่สอง, ณัฐพล เกียรติกังวานชน
การเปลี่ยนแปลงของไขมันในเลือดหลังจากเปลี่ยนเป็นสูตรยาที่มียาโดลูเทกราเวียร์เป็นยาหลักแทน ยายับยั้งเอนไซม์โปรติเอสในผู้ป่วยเอชไอวีที่ใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรที่สอง, ณัฐพล เกียรติกังวานชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: การรักษาผู้ป่วยเอชไอวีด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีด้วยยายับยั้งเอนไซม์โปรติเอสมีประสิทธิภาพในการกดปริมาณเชื้อไวรัสได้ดี แต่ก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบการเผาพลาญในร่างกาย เช่น ความผิดปกติของระดับไขมันในเลือดและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนยาต้านไวรัสไปเป็นสูตรยาโดลูเทกราเวียร์เป็นยาหลัก อาจช่วยให้ลดปัญหาดังกล่าวได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับไขมันในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด วิธีการวิจัย: ทำการวิจัยแบบเก็บข้อมูลไปข้างหน้าในผู้ป่วยเอชไอวีที่ใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรที่สองเป็นยายับยั้งเอนไซม์โปรติเอส เพื่อประเมินระดับไขมันในเลือด และระบบการเผาพลาญในร่างกายอื่นๆ หลังจากเปลี่ยนเป็นยาโดลูเทกราเวียร์เป็นยาหลักแทน เป็นเวลา 48 สัปดาห์ ผลการศึกษา: มีผู้เข้าร่วมวิจัย 144 ราย การเปลี่ยนไปใช้ยาโดลูเทกราเวียร์เป็นยาหลักแทนยายับยั้งเอนไซม์โปรติเอสที่ 48 สัปดาห์ ทำให้ระดับไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ลดลง และไขมันชนิดความหนาแน่นสูงเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001, p = 0.004 ตามลำดับ) ในขณะที่ไขมันชนิดความหนาแน่นต่ำและคอเลสเตอรอลยังคงที่ และพบว่าทำให้ดัชนีมวลกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) อย่างไรก็ตามยังมีประสิทธิภาพในการกดไวรัสได้ดีไม่แตกต่างกัน สรุปผล: การเปลี่ยนไปใช้สูตรยาโดลูเทกราเวียร์เป็นยาหลักในผู้ป่วยเอชไอวีทำให้ไขมันในเลือดของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากขณะที่ใช้ยายับยั้งเอนไซม์โปรติเอส และสามารถลดความซับซ้อนจากรักษาเอชไอวีได้เป็นอย่างดี
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคข้ออักเสบติดเชื้อซัลโมเนลลาเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อแบคทีเรียอื่น: การศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง, กรัณย์ ประสพสันติ
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคข้ออักเสบติดเชื้อซัลโมเนลลาเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อแบคทีเรียอื่น: การศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง, กรัณย์ ประสพสันติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและปัญหาของงานวิจัย โรคข้ออักเสบติดเชื้อซัลโมเนลลาพบได้บ่อยในประชากรที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกที่เปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยง อาการและอาการแสดง ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และแนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบติดเชื้อซัลโมเนลลาเมื่อเปรียบเทียบกับข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ระเบียบวิธีการวิจัย ศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรียในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2556 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 แบ่งเป็นกลุ่มข้ออักเสบติดเชื้อซัลโมเนลลา 30 ราย และกลุ่มข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรียอื่น 120 ราย เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงและข้อมูลอื่น ๆ ข้างต้นระหว่างทั้งสองกลุ่ม ผลการศึกษา ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบติดเชื้อซัลโมเนลลามีอายุที่น้อยกว่า (ค่ามัธยฐานคือ 54 ปีและ 63 ปีตามลำดับ; p<0.001) การติดเชื้อซัลโมเนลลา พบมากที่สุดที่ข้อสะโพก ร้อยละ 36.67 แตกต่างจากเชื้อแบคทีเรียอื่นซึ่งพบเพียงร้อยละ 7.50 (p<0.001) สรุป โรคข้ออักเสบติดเชื้อซัลโมเนลลาเมื่อเทียบกับเชื้อแบคทีเรียอื่นมีปัจจัยเสี่ยงคืออายุน้อยและการใช้ยาคอติโคสเตียรอยด์มีระยะเวลาก่อนมาโรงพยาบาลที่นานกว่าและข้ออักเสบที่พบบ่อยคือข้อสะโพก
Molecular Survey Of Enterocytozoon Bieneusi In Bat Feces Collected From Various Areas Of Thailand, Chatuthanai Savigamin
Molecular Survey Of Enterocytozoon Bieneusi In Bat Feces Collected From Various Areas Of Thailand, Chatuthanai Savigamin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Enterocytozoon bieneusi is a microsporidian pathogen that can cause gastrointestinal diseases such as chronic diarrhea, abdominal pain, and nausea in humans, particularly in immunocompromised individuals. This pathogen has been found in the feces of various animals, from wildlife to domestic animals, but there have been no reports of its detection in bats in Thailand. Given that bat feces are widely used as fertilizers in agriculture and that bat-infested caves are tourist destinations where people may encounter bat feces, there is a need to study the presence of Enterocytozoon bieneusi in bat feces in these areas. In this study, 16 out …
Hospital-Prepared: Autologous Platelet Rich Fibrin (Prf) Membrane For Corneal Epithelial Defect, Sarisa Tangkhunchaisaeng
Hospital-Prepared: Autologous Platelet Rich Fibrin (Prf) Membrane For Corneal Epithelial Defect, Sarisa Tangkhunchaisaeng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
An autologous platelet rich fibrin (PRF) membrane, a new generation of platelet concentrate known to have an effect on enhancing corneal epithelial wound healing by supersaturating the wound with epitheliotropic growth factors and being a scaffold for cellular proliferation and migration. However, there is no standard protocol for ophthalmologic use. This study aims to compare the characteristics of hospital prepared PRF membrane in four different protocols. We propose the super low centrifugation technic to yield the higher platelet cells and epitheliotropic growth factors. Blood samples were collected in 3 healthy volunteers with 4 different centrifugation protocols (100 g/5min, 200g force/5 …
ความหลากหลายทางพันธุกรรมของโรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวีและโรคมะเร็งตับ, กมลชนก มูลลิสาร
ความหลากหลายทางพันธุกรรมของโรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวีและโรคมะเร็งตับ, กมลชนก มูลลิสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคไขมันพอกตับเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคตับอักเสบเรื้อรังที่สามารถดำเนินโรคไปสู่โรคมะเร็งตับได้ ความชุกของโรคไขมันพอกตับในประเทศไทยพบประมาณร้อยละ 20-30 สาเหตุของการเกิดไขมันพอกตับที่พบบ่อยได้แก่โรคอ้วน เบาหวาน กลุ่มโรคเมตาบอลิกและปัจจัยทางพันธุกรรม การศึกษาที่ผ่านมาพบว่ามียีนหลายตำแหน่งที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับกลไกการเกิดโรค ที่สำคัญได้แก่ PNPLA3, TM6SF2 และ HSD17B13 งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ของความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนดังกล่าวกับการเกิดโรคไขมันพอกตับในคนไทย โดยศึกษาจีโนไทป์ของทั้งสามยีนด้วยเทคนิค TaqMan Real-time PCR จากตัวอย่างเลือด 900 ตัวอย่างของ 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับที่มีและไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี และกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับ ผลการศึกษาพบว่าจีโนไทป์ GG ของยีน PNPLA3 rs738409 เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันพอกตับในทุกกลุ่มที่ศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ดังนี้ กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี [odds ratio (OR)=6.52, 95% confidence interval (CI) 2.64-16.08, P<0.001] กลุ่มผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเอชไอวี(OR=2.76, 95% CI 1.09-7.00, P=0.03) และกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับ (OR=9.96, 95% CI 4.06-24.44, P<0.001) อย่างไรก็ตามไม่ พบความสัมพันธ์ของยีน TM6SF2 rs58542926 และ HSD17B13 rs6834314 กับการเกิดโรคของ กลุ่มตัวอย่างต่างๆ จากการวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงอิสระด้วยสมการถดถอยพบว่า ค่าดัชนีมวลกาย ที่สูง โรคเบาหวาน ระดับเอนไซม์ALT ที่สูงและการไม่ติดเชื้อเอชไอวีเป็นปัจจัยเสี่ยงในการทำให้ เกิดความรุนแรงในการสะสมไขมันในตับ โดยสรุปผลการวิจัยนี้พบว่าความหลากหลายทาง พันธุกรรมของ PNPLA3 มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคไขมันพอกตับและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็งตับในประชากรไทย แต่ไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าวสำหรับยีน TM6SF2 และ HSD17B13
การมีส่วนร่วมของปัจจัยทางพันธุกรรมต่อการสร้างซีซีซีดีเอ็นเอของไวรัสตับอักเสบบี, กัลยกร สิงห์สังข์
การมีส่วนร่วมของปัจจัยทางพันธุกรรมต่อการสร้างซีซีซีดีเอ็นเอของไวรัสตับอักเสบบี, กัลยกร สิงห์สังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus infection; HBV) เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก เนื่องจากผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถพัฒนาความรุนแรงไปเป็นโรคตับแข็ง (cirrhosis) และมะเร็งตับ (hepatocellular carcinoma: HCC) ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด ถึงแม้ว่าในปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัส อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากการคงอยู่ของ covalently closed circular DNA (cccDNA) ซึ่งเป็น DNA สายคู่แบบวงปิดคล้ายโครโมโซมขนาดเล็กภายในนิวเคลียสของเซลล์ตับ ขบวนการสร้าง cccDNA จำเป็นต้องอาศัยการทำงานของปัจจัยทางพันธุกรรมของเซลล์เจ้าบ้าน (host factors) หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง DNA damage binding protein 2 (DDB2) และ DNA polymerase δ (DNA pol δ) อย่างไรก็ตามการศึกษายังไม่พบการศึกษาการแสดงออกของ host factors ดังกล่าวต่อการสร้าง cccDNA ในเซลล์ตับของผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีแบบแอบแฝง (occult HBV infection หรือ OBI) รวมทั้งยังไม่มีวิธีมาตรฐานในการตรวจวัดระดับของ cccDNA ในเซลล์ตับ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความสัมพันธ์ของระดับของ cccDNA และ host factors ในเซลล์ตับของผู้ป่วยมะเร็งตับที่เกิดจากจากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV-related HCC) และไวรัสตับอักเสบบีแบบแอบแฝง (occult HBV (OBI)-related HCC) ด้วยการทำdroplet digital PCR (ddPCR) และ Western blot ตามลำดับ จากเนื้อเยื่อบริเวณ non-tumor หรือ adjacent tissues ผลการศึกษาระดับการแสดงออกของ intrahepatic HBV DNA และ cccDNA ในเซลล์ตับ ของผู้ป่วย พบว่าผู้ป่วยกลุ่ม HBV-related HCC มีการแสดงออกของ intrahepatic HBV …
The Association Between Medication Adherence, Belief About Medicine, And Other Factors Among Patients With Gout In A Tertiary Hospital In Bangkok, Ratanapha Phuan-Udom
The Association Between Medication Adherence, Belief About Medicine, And Other Factors Among Patients With Gout In A Tertiary Hospital In Bangkok, Ratanapha Phuan-Udom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: For the effective treatment of gout, medication adherence is essential, as the primary goal is to maintain serum uric acid levels below 6 mg/dL. Various factors, including clinical, psychological, and socioeconomic factors, can influence patients' adherence to treatment and subsequently affect gout control. This study aimed to assess the relationship between medication beliefs and adherence to urate-lowering therapy in patients with gout and explore the associated factors. Materials and Methods: In this cross-sectional study, patients with gout aged 20–80 years receiving urate-lowering therapy at a tertiary hospital were enrolled. Medical adherence was assessed using the 8-item Morisky Medication Adherence …
Predictive Factors For The Outcome Of Lumbar Epidural Steroid Injection In Low Back Pain: A Prospective Analytic Study, Pornpan Chalermkitpanit
Predictive Factors For The Outcome Of Lumbar Epidural Steroid Injection In Low Back Pain: A Prospective Analytic Study, Pornpan Chalermkitpanit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: This prospective analytic study aimed to investigate predictive factors for favorable outcomes in patients with lumbosacral radicular pain following epidural steroid injection (ESI). Methods: 120 patients diagnosed with lumbosacral radiculopathy underwent blood collection at two-time points (before and after ESI). At the 2-week follow-up, a favorable response to ESI was defined as a reduction in pain of at least 50.0%. Predictive factors such as pain manifestation, magnetic resonance imaging (MRI), and inflammatory cytokines were investigated. Results: A favorable response was observed in 60.8% of patients. The mean differences in serum inflammatory cytokines post-TFESI showed no significant variation between the …
การแนะนำรายการตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคลโดยอิงผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในอดีตผ่านระบบการเรียนรู้ของเครื่อง, ศรัณยา ทองแสวง
การแนะนำรายการตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคลโดยอิงผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในอดีตผ่านระบบการเรียนรู้ของเครื่อง, ศรัณยา ทองแสวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นด้วยการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นกระบวนการป้องกันโรคที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน แต่ผู้รับบริการส่วนใหญ่ได้รับการตรวจสุขภาพเป็นแพคเกจตามที่สถานพยาบาลกำหนดรูปแบบเดียวกันและอาจเหมือนเดิมทุกปี แม้การตรวจบางรายการพบความผิดปกติได้น้อย ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ในการศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองแนะนำรายการตรวจสุขภาพที่เฉพาะบุคคล โดยทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์อภิมาณ เพื่อหาความชุกของผลตรวจผิดปกติของแต่ละรายการตรวจที่ใช้ในการตรวจสุขภาพประจำปี ร่วมกับใช้ข้อมูลผลการตรวจสุขภาพของผู้รับบริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่สำหรับสถานประกอบกิจการกับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ ปี 2559 ถึง ปี 2565 และผลตรวจที่ผิดปกติจริงในปีล่าสุด ประยุตก์ใช้เทคนิคของ Machine learning คำนวนผลออกมาในรูปแบบคะแนน IHLS (Individual historical laboratory score) และคะแนนมาจัดเรียงเป็นลำดับรายการตรวจสุขภาพที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล แสดงผลและสาธิตการใช้งานในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน ผู้วิจัยได้ทดสอบประสิทธิภาพของแบบจำลอง พบว่า การเลือกตรวจสุขภาพตามแบบจำลอง IHLS (AUC = 0.82) มีประสิทธิภาพมากกว่า การเลือกตามความชุกของผลผิดปกติของแต่ละรายการตรวจอย่างเดียว (AUC = 0.77) และการสุ่มเลือกรายการตรวจสุขภาพ (AUC = 0.5) ช่วยให้ผู้รับบริการทั้งระดับบุคคลและระดับสถานประกอบกิจการเลือกรายการตรวจที่เหมาะกับตนเอง และจัดสรรงบประมาณได้
ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงตามแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจผ่านทางเทเลเฮลท์ ในผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, อารมย์ ทองสันติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงตามแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจผ่านทางเทเลเฮลท์ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (โปรแกรม TMT) ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม มีผู้เข้าร่วมวิจัยที่ตรงตามเกณฑ์ทั้งหมด 80 คน ได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน ด้วยวิธีสุ่มแบบชั้นภูมิร่วมกับการใช้บล็อก โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม TMT เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งได้รับการดูแลแบบปกติตามมาตรฐานการรักษาในศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Linear regression เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรและสถิติ Fisher’s exact test เพื่อเปรียบเทียบตัวแปรเชิงกลุ่มระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 24 สัปดาห์ ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Intention to treat พบว่าระดับฟอสเฟตในเลือดของกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างค่าเฉลี่ย = -1.03, 95% CI = -1.77, -0.29) พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของฟอสฟอรัสในกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุม (ผลต่างค่าเฉลี่ย = 37.76, 95% CI = 23.54, 51.98) ระดับความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความเชื่อมั่นในการรับประทานยาจับฟอสเฟตและพฤติกรรมการรับประทานยาจับฟอสเฟตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value < 0.001, 0.025 และ 0.001 ตามลำดับ แม้ว่าความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและจัดการภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (ผลต่างค่าเฉลี่ย = 3.86, 95% CI = -0.57, 8.29) จากผลของการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโปรแกรม TMT สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลดระดับฟอสเฟตในเลือดให้กับผู้ป่วยได้
การศึกษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของโมเดลไดนามิกส์ ของการแพร่เชื้อวัณโรคในเรือนจำความมั่นคงสูงของประเทศไทย, นิธินันท์ มหาวรรณ
การศึกษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของโมเดลไดนามิกส์ ของการแพร่เชื้อวัณโรคในเรือนจำความมั่นคงสูงของประเทศไทย, นิธินันท์ มหาวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบติดตามไปข้างหน้า มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของโมเดลไดนามิกส์ของการแพร่เชื้อวัณโรค ซึ่งประกอบด้วย 1) the Wells-Riley equation 2) Rudnick & Milton model 2 รูปแบบ 3) the Applied SEIR models และ 4) Issarow et al model ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง คือ ห้องขังของเรือนจำความมั่นคงสูง 3 แห่ง จำนวน 985 ห้อง ใช้สถิติ Poisson regression ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่าความน่าจะเป็นของการแพร่เชื้อวัณโรคและอัตราเสี่ยงของการเกิดวัณโรคปอด วิเคราะห์ค่าความสอดคล้องด้วยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น วิเคราะห์ความเหมาะสมของโมเดลด้วยเกณฑ์ของอาไคเคะและเกณฑ์ของเบส์ วิเคราะห์ความตรงเชิงพยากรณ์ และหาค่าพื้นที่ใต้กราฟ ผลพบว่า มีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยวัณโรคปอดในผู้ต้องขังอย่างน้อย 1 คน ในห้องขัง 138 ห้อง จากห้องขัง 985 ห้อง (ร้อยละ 14.01) ค่าความน่าจะเป็นของการแพร่เชื้อวัณโรคที่ได้จากโมเดลไดนามิกส์ทั้ง 5 รูปแบบ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับอัตราอุบัติการณ์ของวัณโรคปอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการประเมินความเหมาะสมของโมเดลไดนามิกส์ทั้งในแง่ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ พบว่า the Wells-Riley equation และ Issarow et al model มีความเหมาะสมในการประเมินความเสี่ยงของการเกิดวัณโรคปอด นอกจากนี้ยังพบว่า ค่าอัตราการระบายอากาศแบบรอบต่อชั่วโมง จำนวนผู้ป่วยวัณโรคในห้องขังและค่าความชุกของผู้ป่วยเสมหะบวกที่หนาแน่นในแดนส่งผลต่ออุบัติการณ์ของการเกิดวัณโรคปอด สรุปผลการศึกษานี้ แสดงข้อมูลเชิงประจักษ์ที่พบว่าโมเดลไดนามิกส์ทั้ง 5 รูปแบบสามารถทำนายความเสี่ยงของการเกิดวัณโรคปอดได้อย่างถูกต้องและปัจจัยด้านการระบายอากาศและการมีผู้ป่วยวัณโรคในห้องขังเป็นปัจจัยที่สำคัญในการควบคุมวัณโรคในบริบทของเรือนจำ
ปัจจัยบริบทแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของอัตราคลอดในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ในประเทศไทย, ธัชณัท พันตรา
ปัจจัยบริบทแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของอัตราคลอดในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ในประเทศไทย, ธัชณัท พันตรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ เป็นการศึกษาแบบ Ecological study ที่ผสมผสานระหว่าง Multiple-group กับ Time-trend design โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่ออธิบายอัตราคลอดในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ระดับอำเภอในประเทศไทยทางภูมิศาสตร์ วัตถุประสงค์เฉพาะ: (ก) เพื่อระบุจุดร้อน จุดเย็น และค่าผิดปกติเชิงพื้นที่ (ข) ระบุความสัมพันธ์ระหว่างอัตราคลอดในวัยรุ่นฯ และปัจจัยบริบทเชิงพื้นที่ และ (ค) ตรวจสอบว่าความสัมพันธ์ที่ระบุแตกต่างกันไปตามพื้นที่และเวลาหรือไม่ ดำเนินการศึกษาใน 878 อำเภอทั่วประเทศ ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร และระยะเวลาการศึกษาคือช่วง 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2552-2561 ใช้ซอฟต์แวร์ Arc GIS Pro 3.0 เพื่อวิเคราะห์และสร้างแผนที่อัตราคลอดในวัยรุ่นฯ และตรวจสอบรูปแบบเชิงพื้น จุดร้อน จุดเย็น และค่าความผิดปกติ ใช้ Ordinary Least Squares (OLS) regression and Geographically Weighted Regression (GWR) เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างอัตราคลอดในวัยรุ่นและปัจจัยบริบทแวดล้อม การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงปี 2552-2554 และช่วงปี 2556-2561 ผลการศึกษาพบว่า อัตราคลอดในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ระดับอำเภอในประเทศไทย ทั้งสองช่วงเวลามีรูปแบบกระจายแบบไม่เป็นระเบียบหรือกระจายแบบไม่มีทิศทาง (random) และพบกลุ่มอำเภอเล็ก ๆ ที่มีนัยสำคัญของอัตราคลอดในวัยรุ่นสูง (จุดร้อน) หรือต่ำ (จุดเย็น) ในปี พ.ศ. 2552-2554 และปี พ.ศ. 2556-2561 โมเดล GWR อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยบริบทเชิงพื้นที่และอัตราคลอดในวัยรุ่น ได้ดีกว่าโมเดล OLS ช่วงปี 2552-2554 โมเดล GWR อธิบายความแปรผันของอัตราคลอดในวัยรุ่นระดับอำเภอได้ร้อยละ 23.6 พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีตัวแปรอิสระทำนายอัตราคลอดในวัยรุ่นที่แข็งแกร่งและอ่อนแอในประเทศไทย ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อเดือน วัยรุ่นได้รับการศึกษาภาคบังคับ …
Development Of Sensors For Bacteria And Wound Environment Monitoring, Pannawich Thirabowonkitphithan
Development Of Sensors For Bacteria And Wound Environment Monitoring, Pannawich Thirabowonkitphithan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Diabetes mellitus (DM) is a leading cause of death and reduces life expectancy. Complications from diabetes have wreaked havoc not only on patients' quality of life, but also on the global burdens of public health and socioeconomic development. The most frequent complication among patients with diabetes mellitus is diabetic wounds, particularly diabetic foot ulcers because of the damage to sensory nerves and blood vessel issues brought on by elevated blood glucose levels. As a result, chronic wounds eventually develop and are prone to infection. In this study, several novel analytical devices for the detection of wound infections and the wound …
Mycobacterium Spp. Identification By Nanopore Technology, Samitanan Sunantawanit
Mycobacterium Spp. Identification By Nanopore Technology, Samitanan Sunantawanit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Tuberculosis is caused by infection with Mycobacterium tuberculosis (MTB). Although TB and non-tuberculous mycobacteria (NTM) infection exhibit similar symptoms, their treatments differ significantly. NTM strains need a specific drug regimen and some NTM strains are resistant to anti-TB drugs. Hence, mycobacterial identification is crucial. At present, the culture-based technique is the gold standard in mycobacterium detection, but it is time-consuming (3-6 weeks). Here, this study aimed to develop mycobacterial amplicon-based nanopore sequencing (Myco-ANS) assay for the differentiation of eight reference strains of mycobacteria, as well as to assess the diagnostic accuracy of Myco-ANS compared with reference line probe assay for …
Gardenia Jasminoides Fruit Extract Alleviates Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drug–Induced Gastropathy In Rats, Rinrada Worapongpaiboon
Gardenia Jasminoides Fruit Extract Alleviates Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drug–Induced Gastropathy In Rats, Rinrada Worapongpaiboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Non-steroidal anti-inflammatory drug (NSAID)-induced gastropathy is a health burden that requires effective treatment. Gardenia jasminoides fruit extract (GJE) protects the gastrointestinal tract by reducing inflammation with wide safety margins, but the underlying mechanisms are still indeterminate. Therefore, this thesis aimed to explore the effects of GJE pretreatment on NSAID-induced gastric injury in rats based on the hypothesis that GJE could attenuate the injury. Twenty-four male Sprague Dawley rats were assigned to 3 groups (n=8/group). The control group received a vehicle (7.5% NaHCO3). The NSAIDs group received indomethacin 200 mg/kg twice a day (4 hours apart) for 2 consecutive days. The …
The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long
The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to delineate the relationship between clinical symptoms of aMCI and affective symptoms in older adults without major depression (MDD) or dysfunctions in activities of daily living (ADL), and to assess the cytokine network in aMCI after excluding patients with MDD, examining the immune profiles of quantitative aMCI (qMCI) and distress symptoms of old age (DSOA) scores. This case-control study recruited 61 participants with aMCI (diagnosed using Petersen’s criteria) and 59 older adults without aMCI, excluding subjects with MDD and ADL dysfunctions. Three distinct dimensions were uncovered: Distress Symptoms of Old Age (DSOA), comprising affective symptoms, perceived stress, …
การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของผลรวมภาวะไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก การศึกษาย้อนหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ตั้งแต่ปี 2555-2566, เมธัส ปัญญาวงศ์ขันติ
การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของผลรวมภาวะไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก การศึกษาย้อนหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ตั้งแต่ปี 2555-2566, เมธัส ปัญญาวงศ์ขันติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มา : ในปัจจุบันการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายนั้นได้รับการยอมรับถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในผู้ป่วยหัวใจห้องบนเต้นระริก อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้ป่วยจะใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายแล้วก็ยังเกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดได้ตามที่ต่างๆ มีการพยายามศึกษาหาความเสี่ยงต่างๆที่อาจส่งผลทำให้เกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่ได้ใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งปัจจัยที่เคยได้ถูกศึกษาและพิสูจน์ว่าส่งผลในแง่ส่งเสริมให้เกิดลิ่มเลือดมากขึ้นได้แก่ การรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย และ การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งในงานวิจัยฉบับนี้ จะรวมเอาปัจจัยทั้งสามปัจจัยข้างต้นเป็นปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด วัตถุประสงค์ : การศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือดและอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่ได้ใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย และเพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษาชิ้นนี้ได้รวบรวมข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2566 โดยรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยก่อนทำหัตถการ ข้อมูลขณะทำหัตถการ การประเมินผู้ป่วยหลังจากใส่อุปกรณ์ การตรวจติดตามและประเมินอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือด จากนั้นจึงได้นำวิธีการทางสถิติเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด และอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดหลังใส่อุปกรณ์ รวมถึงประเมินความเสี่ยงของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด ผลการศึกษา : การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยทั้งสิ้น 90 ราย โดนอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 74 ปี (พิสัย 54-93 ปี) ค่าเฉลี่ยของคะแนน CHA2DS2-VASc อยู่ที่ 5 คะแนน และ HAS-BLED อยู่ที่ 3 คะแนน มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 20 รายที่เกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดหลังใส่อุปกรณ์ คิดเป็นอุบัติการณ์ 0.04 รายต่อปี อุบัติการณ์การเกิดการรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด อยู่ที่ 11%, 14%, 25%, และ 42% ตามลำดับ และพบว่าปัจจัยสามปัจจัย (การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด) มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดภายหลังจากใส่อุปกรณ์อย่างมีความสำคัญทางนัยสถิติ (ค่า p
การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3ที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน, รณวิทย์ ตั้งเหล่าวัฒนชัย
การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3ที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน, รณวิทย์ ตั้งเหล่าวัฒนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ ปัจจุบันการรักษาเสริมในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ได้รับการผ่าตัดและพบว่าเป็นมะเร็ง ระยะที่ 3 คือ การให้ยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน ผลข้างเคียงของยาออกซาลิพลาตินทำให้เกิด การบาดเจ็บของท่อไซนูซอยด์ เกิดภาวะม้ามโตและเกล็ดเลือดต่ำตามมาได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อแผนการ รักษาและการรอดชีพของผู้ป่วย ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่5 ปี ของ ผู้ป่วยที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รับการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาจากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลังในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 ซึ่งได้รับการผ่าตัดและรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน ในโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ตั้งแต่พ.ศ. 2551 – 2560 เก็บข้อมูลการให้ยาเคมีบำบัด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และ วัดความเปลี่ยนแปลงของขนาดม้ามก่อนและหลังให้ยาเคมีบำบัด คำนวณปริมาตรม้ามจากภาพ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง ติดตามอัตราการรอดชีพและอัตราการรอดชีพแบบปลอดโรคที่ 5 ปี ผลการวิจัย จากการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 300 คนที่ได้รับการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตร ออกซาลิพลาติน มีผู้ป่วยที่เกิดภาวะม้ามโต 134 คน (ร้อยละ44.7) ไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่พยากรณ์การ เกิดภาวะม้ามโตหลังได้รับยาเคมีบำบัดในงานวิจัยนี้ พบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้าม โต ร้อยละ 82.1และในกลุ่มไม่มีภาวะม้ามโต ร้อยละ 84.3 ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ(P=0.604) อัตราการรอดชีพแบบปลอดโรคที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 64.2และ ในกลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 71.1 ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P= 0.202) จากการทดสอบข้อมูลภายหลังโดยกำหนดเกณฑ์ม้ามโตร่วมกันระหว่างขนาดม้าม(volumetric threshold criteria) และสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของขนาดม้ามเทียบกับก่อนให้ยาเคมีบำบัด (percentage change criteria) พบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 68.2 และในกลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 84.5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.048) ผู้ป่วยที่ มีภาวะม้ามโตเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำรุนแรงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโต อย่างไรก็ตามอัตราการลด และอัตราการเลื่อนยาเคมีบำบัดไม่แตกต่างกันในทั้ง 2 กลุ่ม
การศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินเพื่อป้องกันการเกิดไข้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน, มุทิตา สุรกิจบวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลักการและเหตุผล: การเกิดไข้ในภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน (R-CHOP) โดยประโยชน์ของการให้ยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับ G-CSF ร่วมด้วย จึงยังไม่มีคำแนะนำมาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันการเกิดไข้ตามหลังการให้เคมีบำบัดสูตร R-CHOP ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ได้รับเคมีบำบัดสูตร R-CHOP ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2566 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยแบ่งกลุ่มการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม ให้ยาลีโวฟลอกซาซินขนาด 500 mg หรือยาหลอก รับประทานวันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 7 วัน เริ่มหลังให้เคมีบำบัด 1 วัน ผู้ป่วยทุกรายได้รับ G-CSF โดยประเมินผลการศึกษาหลัก คือการเกิดไข้ ในระยะเวลาทั้งสิ้น 120 วันนับตั้งแต่เริ่มเคมีบำบัด และ ผลการศึกษารอง ได้แก่การเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ การเสียชีวิตจากการติดเชื้อ การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ การลดขนาดยาเคมีบำบัด ระยะเวลาการเริ่มเกิดไข้ครั้งแรก และ ผลลัพธ์รวม ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 29 คน อายุเฉลี่ย 61 ปี อัตราการเกิดไข้ร้อยละ 10.3 และ ร้อยละ 37.9 ในกลุ่มที่ได้ยาลีโวฟลอกซาซิน และ ในกลุ่มที่ได้ยาหลอกตามลำดับ (P = 0.014) ยาลีโวฟลอกซาซินลดอัตราการเกิดภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำ (ร้อยละ 3.4 เทียบกับ ร้อยละ 24.1, P = 0.022), การลดขนาดยาเคมีบำบัด (ร้อยละ 0 เทียบกับ ร้อยละ 17, P …
การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและห้องบนซ้ายเพื่อการทำนายความสำเร็จในการถอนเครื่องพยุงหัวใจและปอดในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ, ชนินทร์ วโรดมวนิชกุล
การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและห้องบนซ้ายเพื่อการทำนายความสำเร็จในการถอนเครื่องพยุงหัวใจและปอดในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ, ชนินทร์ วโรดมวนิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: ปัจจุบันมีการนำเครื่องพยุงหัวใจและปอด (VA-ECMO) มาใช้มากขึ้นในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ (cardiogenic shock) การประเมินผู้ป่วยเพื่อทำการถอดเครื่อง VA-ECMO เป็นสิ่งสำคัญ ในอดีตมีการศึกษาเกี่ยวกับการนำอัลตราซาวด์สเตรนของหัวใจมาใช้ในการประเมินการถอดเครื่อง VA-ECMO น้อยมาก วัตถุประสงค์การวิจัย: เราต้องการที่จะศึกษาว่าค่าสเตรนของหัวใจที่ทำขณะผู้ป่วยกำลังถอยเครื่อง VA-ECMO จะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO ได้หรือไม่ ระเบียบวิธีวิจัย: ทำการศึกษาทั้งทบทวนย้อนหลังควบคู่ไปกับเก็บข้อมูลไปข้างหน้าในผู้ป่วยที่ใส่เครื่อง VA-ECMO จากภาวะ cardiogenic shock ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปี 2566 ข้อมูลอัลตราซาวด์หัวใจของผู้ป่วยจะถูกวิเคราะห์ และประมวลผลหาค่าสเตรนของหัวใจห้องล่างซ้าย ห้องล่างขวา และห้องบนซ้าย ข้อมูลจะถูกนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในการถอดเครื่อง VA-ECMO ผลการวิจัย: มีผู้ป่วย cardiogenic shock ที่ได้รับการรักษาด้วย VA-ECMO เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 101 คน อายุเฉลี่ย 52±17 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 41 มีผู้ป่วย 81 คน (ร้อยละ 80) ที่ประสบความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO จากการวิเคราะห์แบบ multivariate analysis พบว่าค่าสเตรนหัวใจห้องล่างซ้าย (LV GLS-4ch) และค่าสเตรนหัวใจห้องบนซ้าย (LA reservoir strain) มีความสามารถในการพยากรณ์ความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO ได้ โดย aOR = 0.81, 95% CI = 0.70-0.93, p = 0.002 สำหรับ LV GLS-4ch และ aOR = 1.25, 95% CI = 1.08-1.44, p = 0.003 สำหรับ LArS เมื่อประเมินประสิทธิภาพของพารามิเตอร์อัลตราซาวด์หัวใจในการพยากรณ์โดยใช้เส้นโค้ง ROC พบว่า LArS มีค่าพื้นที่ใต้กราฟ …
การศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรฟอกไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก ร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด, ประสิทธิพร ตั้งจิตอารีย์
การศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรฟอกไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก ร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด, ประสิทธิพร ตั้งจิตอารีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ อุบัติการณ์ของภาวะไตวายเฉียบพลันที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง (Continuous renal replacement therapy: CRRT) ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด (Extracorporeal membrane oxygenation: ECMO) พบประมาณ 50% ซึ่งในปัจจุบันการเชื่อมต่อวงจรการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด ที่นิยมมีอยู่สองวิธีได้แก่ การเชื่อมต่อวงจรแบบรวม (integration) และการเชื่อมต่อแบบแยก (separation) โดยที่ยังไม่มีวิธีใดที่ถือว่าเป็นการเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง ระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยกร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาทดลองแบบสุ่มตัวอย่างแบบเปิด มีกลุ่มควบคุม และพหุสถาบัน ทำการศึกษาผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอดที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและมีข้อบ่งชี้ได้รับการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง โดยดำเนินการศึกษา ตั้งแต่ พฤษภาคม 2564 ถึง ธันวาคม 2566 โดยผลลัพธ์หลักคืออายุการทำงานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง ผลการศึกษา ผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาที่ได้รับการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มการเชื่อมต่อแบบรวม 31 คน และการเชื่อมต่อแบบแยก 29 คน พบว่าค่าเฉลี่ยของอายุวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก (71 ± 31 และ 63 ± 26 ชั่วโมง, ค่าความแตกต่างค่าเฉลี่ย 7.3 ชั่วโมง, ความเชื่อมั่น 95% [-7.6, 22.3], p=0.33) อัตราการเสียชีวิตที่ 28 วันระหว่างทั้งสองกลุ่มก็ไม่มีความแตกต่างกัน(26% และ 31%, p=0.65) และไม่มีความแตกต่างกันของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ชนิดร้ายแรงรวมถึงภาวะลมอุดกั้น ส่วนค่าแรงดันระหว่างเมมเบรนและค่าแจ้งเตือนของเครื่องบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องก็ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการศึกษา การเชื่อมต่อวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยกในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของอายุการใช้งานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ชนิดร้ายแรง
Analysis Of Plasma Extracellular Vesicle-Derived Micrornas From Patients With Nonalcoholic Fatty Liver Disease And Hepatocellular Carcinoma, Bootsakorn Boonkaew
Analysis Of Plasma Extracellular Vesicle-Derived Micrornas From Patients With Nonalcoholic Fatty Liver Disease And Hepatocellular Carcinoma, Bootsakorn Boonkaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Extracellular vesicle-derived microRNAs (EV-miRNAs) are promising circulating biomarkers for chronic liver disease. In this study, we explored the potential significance of plasma EV-miRNAs in non-hepatitis B-, non-hepatitis C-related HCC (NBNC-HCC). We compared plasma EV-miRNA profiles between NBNC-HCC and control groups including non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD) and healthy controls using NanoString method. The differentially expressed EV-miRNAs were validated in another set of plasma samples by qRT-PCR. Five plasma EV-miRNAs were significantly elevated in HCC, which included miR-19-3p, miR-16-5p, miR-223-3p, miR-30d-5p, and miR-451a. Among them, EV-miR-19-3p exhibited the best diagnostic performance and displayed a high sensitivity for detecting AFP-negative HCC and …
Enhancement Of A Decellularized Tracheal Scaffold For Tracheal Tissue Engineering, Pensuda Sompunga
Enhancement Of A Decellularized Tracheal Scaffold For Tracheal Tissue Engineering, Pensuda Sompunga
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Development of tracheal substitutions currently lacks a standard protocol due to the complexity of trachea structure and function. Tissue-based treatments using patient's cells grown on an extracellular matrix (ECM) from donor tissue are promising approach in tissue engineering. The aim of this study was to develop canine dECM-based tissue engineered tracheal constructs, which serve as tissue model to develop decellularization process and cell carriers. Canine tracheas were performed vacuum-assisted decellularization (VAD) to create dual cell carrier systems, which are a decellularized tracheal scaffold (dTracheal scaffold) and a dECM hydrogel. The results from histology and biochemistry assay found that dTracheal scaffolds …
การวิเคราะห์ต้นทุนการรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อมด้วยวิธีการแพทย์ทางไกลกับการรับบริการตามมาตรฐาน ณ หน่วยบริการระดับตติยภูมิ, พิชญศักดิ์ พิชัย
การวิเคราะห์ต้นทุนการรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อมด้วยวิธีการแพทย์ทางไกลกับการรับบริการตามมาตรฐาน ณ หน่วยบริการระดับตติยภูมิ, พิชญศักดิ์ พิชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภูมิหลัง: โรคผมร่วงเป็นหย่อม เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายต่อมรากผมจนทำให้ผมร่วง ส่งผลโดยตรงต่อสภาพจิตใจ อารมณ์ และคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันโรคผิวหนังเป็นหน่วยบริการระดับตติยภูมิ มีการให้บริการตรวจรักษาโดยใช้การแพทย์ทางไกลรักษาผู้ป่วยที่เคยตรวจรักษาที่สถาบันโรคผิวหนังเพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาต้นทุนการแพทย์ทางไกล (telemedicine) และการรักษาที่โรงพยาบาล ในผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม กลุ่มงานเส้นผมและเล็บ สถาบันโรคผิวหนัง ในมุมมองผู้ให้บริการ วิธีการ: เป็นการศึกษาย้อนหลังจากข้อมูลเวชระเบียน ข้อมูลด้านการเงิน ข้อมูลด้านพัสดุ ข้อมูลทางเภสัชกรรม โดยทำการศึกษาการวิเคราะห์ต้นทุนการแพทย์ทางไกล และการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยโรคผมร่วงในปี 2564 ผล: ต้นทุนรวมทั้งหมดวิธีการแพทย์ทางไกลมีค่าเท่ากับ 84,209.09 บาท และมีต้นทุนต่อครั้ง มีค่าเท่ากับ 1,026.94 บาท/ครั้ง โดยสัดส่วนต้นทุนทางตรง ค่าแรง 27.21% ค่าลงทุน 47.22% และค่าวัสดุ 25.57% ในขณะที่ วิธีการรักษามาตรฐานต้นทุนรวมทั้งหมดมีค่าเท่ากับ 143,947.55 บาท และมีต้นทุนต่อครั้ง มีค่าเท่ากับ 778.09 บาท/ครั้ง โดยสัดส่วนต้นทุนทางตรง เป็น ค่าแรง ค่าลงทุน และค่าวัสดุ เท่ากับ 44.55% 27.65% และ27.80% ตามลำดับ ผลที่ได้เกิดจากปริมาณการใช้บริการการแพทย์ทางไกลที่ยังมีจำนวนน้อยในขณะที่ต้นทุนค่าลงทุนที่สูงทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อรายของการแพทย์ทางไกลสูงกว่า หากมีการเพิ่มปริมาณผู้ป่วยจะช่วยลดต้นทุนค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ต่อรายทำให้การบริการการแพทย์ทางไกลมีต้นทุนเฉลี่ยต่อรายถูกลงได้ สรุป: การให้บริการตรวจรักษาโดยใช้การแพทย์ทางไกลรักษาผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมมีต้นทุนการให้บริการต่อรายในมุมมองผู้ให้บริการมากกว่าวิธีการรักษามาตรฐาน
Immunogenicity And Allergenicity Of A Major Shrimp Allergen Displayed On The Surface Of Virus-Like Particles (Vlps), Supapich Chanasit
Immunogenicity And Allergenicity Of A Major Shrimp Allergen Displayed On The Surface Of Virus-Like Particles (Vlps), Supapich Chanasit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Frequencies of shrimp-induced anaphylaxis are particularly important in Asia; Asian countries consume more than 60% of the global seafood production. Currently, approved allergen-specific immunotherapy (AIT) for shrimp allergy is lacking. Shrimp sensitizations are only managed by strict avoidance and treatment with adrenaline. Clinical studies showed that oral immunotherapy (OIT), oral administrations of increasing amounts of food allergen extracts, can be now recognized as an alternative active treatment to strict food avoidance in certain patients with IgE-mediated food allergy. Up to now, the only FDA-approved OIT is for desensitization of peanut-allergic patients. Recently, sustained unresponsiveness to peanuts by OIT was shown …
การศึกษาลักษณะกลายพันธุ์ของยีนที่ถอดรหัสเป็นโปรตีนในเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติ, จารุวรรณ ปานาราช
การศึกษาลักษณะกลายพันธุ์ของยีนที่ถอดรหัสเป็นโปรตีนในเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติ, จารุวรรณ ปานาราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติเป็นโรคโลหิตจางตั้งแต่กำเนิดเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่กำหนดการสร้างโปรตีนไซโทสเกเลตอนซึ่งเป็นโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นและรักษารูปร่างได้โดยยีนที่เกี่ยวข้องได้แก่ ANK1, SPTA1, SPTB, EPB42 และ SLC4A1 งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการกลายพันธุ์โดยใช้ Whole exome sequence (WES) และตรวจยืนยันผลด้วยเทคนิค Sanger sequencing ซึ่งงานวิจัยนี้พบการกลายพันธุ์ตำแหน่งใหม่ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเม็ดเลือดแดงป่องพันธุกรรมจำนวน 3 ตำแหน่งและพบการกลายพันธุ์ในผู้ป่วย hereditary pyropoikilocytosis (HPP) 1 ตำแหน่ง การกลายพันธุ์ตำแหน่งใหม่ประกอบด้วยการกลายพันธุ์ในยีน SPTB ตำแหน่ง c.5692C>T และ c.3823delG และในยีน ANK1 c.1994C>A ผลการศึกษาผลของการกลายพันธุ์ในระดับอาร์เอ็นเอพบว่าการกลายพันธุ์ตำแหน่ง c.5692C>T และ c.3823delG ในยีน SPTB และ c.1994C>A ในยีน ANK1 ส่งผลให้เกิด premature stop codon และพบว่าการกลายพันธุ์ตำแหน่ง c.5692C>T และ c.3823delG ในยีน SPTB ส่งผลให้ระดับการแสดงออกของยีนลดลงเมื่อเทียบกับคนปกติซึ่งอาจเกิดจากกระบวนการ nonsense-mediated mRNA degradation ทำให้ mRNA ที่ผิดปกติถูกทำลาย ผลจากการเพาะเลี้ยงเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อนพบว่าผู้ป่วยเม็ดเลือดแดงป่องพันธุกรรมมีอัตราการเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงตัวอ่อนมากกว่าคนปกติ แต่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาช้ากว่าคนปกติ จากการวัดปริมาณไมโครพาติเคิลด้วยเทคนิคโฟลไซโทเมทรีพบว่าในผู้ป่วยกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติมีปริมาณไมโครพาติเคิลที่สูงกว่าคนปกติ องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ทำให้ทราบกลไกการเกิดความผิดที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน SPTB และ ANK1 ในเซลล์เม็ดเลือดแดงผู้ป่วยกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติเพิ่มขึ้น
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The gold standard for measuring anti-SARS-CoV-2 neutralizing antibody is a live-virus neutralization test (VNT). However, VNT is rather complex and must be performed in a biosafety level 3 facility. Therefore, a gene-encoding spike protein of the original SARS-CoV-2 variant was designed to develop a lentivirus-based SARS-CoV-2 pseudotype in this study to replace the live virus, which can be conducted in a biosafety level 2 facility. The 2nd generation lentiviral pseudotype with green fluorescent protein (GFP) and the 3rd generation lentiviral pseudotype with luciferase as a reporter system, respectively, provided a sufficient titer (TCID50/mL) for a neutralization test. However, the 3rd …
Measurement Of Precipitated Calcium Citrate In Urine By Murexide-Based Indicator Displacement Assay And Its Clinical Utility In Calcium Oxalate Urolithiasis, Chaiyadol Tantasith
Measurement Of Precipitated Calcium Citrate In Urine By Murexide-Based Indicator Displacement Assay And Its Clinical Utility In Calcium Oxalate Urolithiasis, Chaiyadol Tantasith
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urinary stone, mainly composed of calcium oxalate (CaOx), is a longstanding urologic condition with high prevalence and recurrence rates. Dietary habits, specifically increased consumption of high oxalate diet and low intake of citrate-containing foods, lead to hyperoxaluria and hypocitraturia that directly contribute to CaOx stone formation. Measurements of urinary oxalate and citrate are essential to estimate the risk of CaOx stone formation. Currently, high-performance liquid chromatography is used for urinary citrate measurement, but it is complicated and requires well-trained technicians. We hypothesized that instead of directly measuring citrate in urine, measurement of calcium citrate (CalCit) precipitated in urine challenging with …