Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Microbiology (72)
- Medical Biochemistry (43)
- Medical Specialties (39)
- Sports Medicine (19)
- Sports Sciences (19)
-
- Diseases (14)
- Hematology (8)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (6)
- Other Medical Sciences (6)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (6)
- Chemicals and Drugs (5)
- Medical Pharmacology (5)
- Parasitic Diseases (5)
- Medical Genetics (4)
- Infectious Disease (3)
- Medical Molecular Biology (3)
- Medical Pathology (3)
- Public Health (3)
- Biochemical Phenomena, Metabolism, and Nutrition (2)
- Biological Phenomena, Cell Phenomena, and Immunity (2)
- Chemical and Pharmacologic Phenomena (2)
- Disease Modeling (2)
- Equipment and Supplies (2)
- Laboratory Medicine (2)
- Medical Cell Biology (2)
- Medicinal and Pharmaceutical Chemistry (2)
- Natural Products Chemistry and Pharmacognosy (2)
- Nervous System Diseases (2)
- Keyword
-
- Children (2)
- Staphylococcus aureus (2)
- 3'UTR (1)
- 3D Bioprinting; bioinks; tissue engineering; regenerative medicine; Biomedical; personalized medicine (1)
- ADHD (1)
-
- APRI (1)
- Adolescents (1)
- Aedes (1)
- Albumin (1)
- Anti-inflammatory (1)
- Antibacterial (1)
- Antibiotic susceptibility (1)
- Apoptosis (1)
- Attention-deficit/hyperactivity disorder (1)
- Bovine Mammary Epithelial Cells (1)
- Burn wound healing (1)
- Butchers (1)
- C-Reactive Protein (1)
- CASA analyze (1)
- CCHF (1)
- COVID-19 pandemic. (1)
- Caco-2 (1)
- Calcium oxalate (1)
- Canary bird (1)
- Cerebral amyloid angiopathy (1)
- Chromosomal abnormalities (1)
- Chronic hepatitis B (1)
- Control (1)
- Crystallization (1)
- Dengue (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 121 - 150 of 860
Full-Text Articles in Medical Sciences
The Association Of Mirnas As Biomarkers For Severe Liver Dysfunction In Severe Dengue Infection, Napat Pas-Arj
The Association Of Mirnas As Biomarkers For Severe Liver Dysfunction In Severe Dengue Infection, Napat Pas-Arj
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Identification early biomarkers for severe liver dysfunction in severe dengue patients is essential. Currently, there is no any data on circulating miRNAs to predict this important complication, Therefore, this study aimed to explore the role of circulating miRNAs in severe liver dysfunction in dengue infection. On the initial day of admission, serum samples were gathered from patients with dengue infection. These patients were monitored for 14 days post-admission to ascertain their final diagnosis. Following the WHO 2009 criteria, participants were categorized into severe liver dysfunction and non-severe liver dysfunction group. To conduct a transcriptomic analysis of circulating miRNAs used the …
Gene Expression By Nanostring Rna Profiling Of Monocytic Myeloid-Derived Suppressor Cells In Knee Osteoarthritis, Varote Shotelersuk
Gene Expression By Nanostring Rna Profiling Of Monocytic Myeloid-Derived Suppressor Cells In Knee Osteoarthritis, Varote Shotelersuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Osteoarthritis (OA) is a widespread degenerative joint disease marked by cartilage destruction. This study investigates the role of monocytic myeloid-derived suppressor cells (M-MDSCs) in OA, focusing on their gene expression profiles and their relationship with body mass index (BMI) in knee OA patients. Previous research has shown a positive correlation between M-MDSCs and BMI in OA. We explored the role of M-MDSCs derived from the infrapatellar fat pad (IPFP) in OA patients.Using NanoString technology, we examined the transcriptional profile of M-MDSCs from the IPFP of knee OA patients undergoing total knee replacement surgery, categorized into different BMI groups. Flow cytometry …
Association Between Volunteering, Wellbeing, And Homo-Negativity: An Analysis Of World Values Survey, Amirhossein Khanehpaza
Association Between Volunteering, Wellbeing, And Homo-Negativity: An Analysis Of World Values Survey, Amirhossein Khanehpaza
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objectives: Homonegativity adversely affects the health and well-being of homosexuals in society, making it vital to identify factors associated with it. This study investigates whether active membership in voluntary organizations correlates with homonegativity, examining how this varies by gender and age.Methods: Using the World Values Survey data (2017-2022) from 87,777 participants in 63 countries, we performed binary logistic regression to assess relationships between homonegativity and factors including socioeconomic status, demographics, and voluntary activity participation.Results: Our findings suggest that active membership in certain voluntary organizations correlates with homonegativity levels among both men and women across various age groups. Specifically, active participation …
ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์
ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกความเครียดจากงาน และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบจำเพาะเจาะจง คือ พนักงานฝ่ายปฏิบัติการของโรงเรียนแพทย์ ที่มีสำนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บตัวอย่างพนักงานโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดโดยไม่สุ่ม จำนวน 401 คน ทำการศึกษาระหว่าง เดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2567 แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยทั่วไปส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน ข้อมูลความเครียดจากงาน ประเมิน โดยแบบสอบถามที่เป็นฉบับภาษาไทย Thai Job Content Questionnaire วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ โดยกลุ่มตัวอย่างมีอัตราตอบกลับร้อยละ 55.61 ความชุกความเครียดจากงาน เท่ากับ ร้อยละ 18.45 เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ได้แก่ ดัชนีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ (aOR=2.61, 95% CI: 1.19 - 5.76) การมีหนี้สิน (aOR=2.00,95% CI: 1.08 - 3.73) ตำแหน่งอาชีพพนักงานสำนักงาน (aOR = 4.38, 95% CI: 1.10 - 17.44), การทำงานแบ่งกะ (aOR=2.37,95% CI: 1.01 - 5.54) การเรียกร้องจากงานทางกาย (aOR=2.71,95% CI: 1.18 - 6.20) อันตรายภายในงาน (aOR=3.89,95% CI: 2.05 - 7.41) ดังนั้น จึงควรจัดการแก้ไข และส่งเสริมในการป้องกันความเครียดจากงานไปสู่การป้องกันในเชิงนโยบายต่อไป
อาการวัยหมดระดูและความสัมพันธ์กับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานของพยาบาล ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ภคณาพร จงจิตรไพศาล
อาการวัยหมดระดูและความสัมพันธ์กับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานของพยาบาล ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ภคณาพร จงจิตรไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเข้าสู่วัยหมดระดูเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตของเพศหญิง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความสัมพันธ์ของอาการวัยหมดระดูและการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน ความชุกของการประสบอาการวัยหมดระดูในพยาบาลในกรุงเทพมหานครและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษานี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ ศึกษาในพยาบาลอายุ 45 ถึง 60 ปีทั้งหมด ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลสูตินรีเวช ข้อมูลด้านการทำงาน ข้อมูลอาการวัยหมดระดู และข้อมูลการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานถูกเก็บในรูปแบบของแบบสอบถาม การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกเชิงพหุถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการวัยหมดระดู การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอาการวัยหมดระดูกับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 182 คน ความชุกของอาการวัยหมดระดูอยู่ที่ 74.2% จำนวนและร้อยละของอาการวัยหมดระดูโดยแบ่งกลุ่มตามความรุนแรง ได้แก่ กลุ่มไม่มีอาการ 47 คน (25.8%) กลุ่มรุนแรงเล็กน้อย 38 คน (20.9%) กลุ่มรุนแรงปานกลาง 65 คน (35.7%) และกลุ่มรุนแรงมาก 32 คน (17.6%) จากการศึกษาพบว่าการมีอาการวัยหมดระดูในระดับรุนแรงมากมีความสัมพันธ์กับร้อยละการมาทำงานแต่ไม่ได้งานและการสูญเสียผลิตภาพในงานโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ยและช่วงค่าความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 20.84 (11.10-30.59) และ 20.49 (10.39-30.58) ตามลำดับ พยาบาลที่มีอาการวัยหมดระดูในระดับรุนแรงควรได้รับการวินิจฉัย รักษา หรือช่วยเหลือในด้านต่างๆ จากทั้งแพทย์เฉพาะทาง หัวหน้าแผนก และเพื่อนร่วมงาน เพื่อป้องกันการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการเกษียณอายุงานก่อนเวลา และรักษามาตรฐานการให้บริการของโรงพยาบาลต่อไปในอนาคต
การพัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ในประเทศไทย, ชวลิน อินทร์ทอง
การพัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ในประเทศไทย, ชวลิน อินทร์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทสำคัญในระบบสุขภาพในด้านเป็นแหล่งข้อมูลและช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่มผู้บริโภคไทย แต่ขณะเดียวกันกลับพบการกระทำผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน มีกระบวนการ 3 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาต้นแบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 2 เป็นการทดสอบความไวและความจำเพาะของต้นแบบ และระยะที่ 3 เป็นการศึกษาความเห็นของผู้ใช้งานเป้าหมายต่อการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้งาน ผลการวิจัย ระยะที่ 1 พบความชุกของการกระทำผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่นิยมในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 84.6 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักมีความเห็นในการพัฒนาต้นแบบว่าควรมีการจัดการที่มาของนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ การเชื่อมโยงการทำงานกับผู้ให้บริการ การออกแบบให้สามารถจำแนกความผิดและรวบรวมข้อมูลส่งกลับให้ผู้เกี่ยวข้องได้ เป็นการสร้างรายได้ การสร้างแรงกดดันทางสังคม และการนำเสนอคุณค่า ในระยะที่ 2 การทดสอบต้นแบบปัญญาประดิษฐ์มีค่าความไว ร้อยละ 56.4 และความจำเพาะ ร้อยละ 89.0 ส่วนระยะที่ 3 พบว่าตัวแทนองค์ผู้ใช้เป้าหมายให้ความสนใจปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ตามควรปรับปรุงให้การจำแนกความผิดมีความซับซ้อนลดลงแต่สอดคล้องกับการนำไปใช้งานมากขึ้น กลยุทธ์ที่ควรทำคือ การสื่อสารคุณค่าของปัญญาประดิษฐ์ในส่งเสริมการค้าเชิงสร้างสรรค์ และลดความเสี่ยงทางกฎหมายมากกว่าการบังคับเชิงกฎหมาย ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยสามารถนำไปเป็นแนวทางเพิ่มศักยภาพการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้
A Comparative Study Of Portal Versus Peripheral Circulating Tumor Cells In Patients With Stage I-Iii Pancreatic Cancer, Thaninee Prasoppokakorn
A Comparative Study Of Portal Versus Peripheral Circulating Tumor Cells In Patients With Stage I-Iii Pancreatic Cancer, Thaninee Prasoppokakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Portal venous circulating tumor cells (CTCs) detection may better reflect vascular metastasis and predict micro-metastasis risk in pancreatic ductal adenocarcinoma (PDAC) than peripheral blood. We hypothesize that portal CTCs could better represent micro-metastasis and predict survival in PDAC patients. Methods: We conducted a single-center, prospective interventional cohort study of patients with stage I-III PDAC between January 2020 and September 2021, with followed up until February 2024. Portal venous blood was obtained via endoscopic ultrasound (EUS)-guided sampling, and peripheral blood was collected on the same day. CTCs were detected using EpCAM and mucin1 antibodies and reported as cells/8mL of blood. …
Sugar Composition Of Thai Desserts And Gut Microbiome Profiles In Healthy Volunteers: A Randomized Controlled Trial, Sayamon Senaprom
Sugar Composition Of Thai Desserts And Gut Microbiome Profiles In Healthy Volunteers: A Randomized Controlled Trial, Sayamon Senaprom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The glycemic index (GI) measures the blood glucose-raising potential of carbohydrate-rich foods and is associated with obesity and insulin resistance. In addition, an imbalanced gut microbiota has been linked to elevated postprandial blood glucose levels. However, the relationship between consuming Thai desserts predominantly composed of carbohydrates and gut microbiome profiles remains unclear. This study aimed to evaluate the effects of consuming various Thai desserts with different GI values on the gut microbiomes of healthy volunteers. This open-label, parallel randomized clinical trial involved 30 healthy individuals aged 18 to 45 years. Participants were randomly assigned to one of three groups: Phetchaburi’s …
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการไปรับการรักษาทางทันตกรรมในคนไทยวัยผู้ใหญ่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ภวิกา เสริมศักดิ์
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการไปรับการรักษาทางทันตกรรมในคนไทยวัยผู้ใหญ่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ภวิกา เสริมศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยจะส่งผลต่อการไปรับการรักษาทางทันตกรรมหรือไม่เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจ การศึกษานี้มีวัตถุุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการไปรับการรักษาทางทันตกรรมในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง ทำการเก็บข้อมูลในผู้มารับบริการที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยสถิติ multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่าจากข้อมูลจำนวน 378 คน พบว่าความชุกของการไปรับการรักษาทางทันตกรรมในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ที่ร้อยละ 46.0 (95% CI = 41.0, 51.1) กลุ่มที่ตอบว่าการไปตรวจฟันและขูดหินปูน/ขูดหินน้ำลายมีความสำคัญมีความสัมพันธ์กับการไปรับการรักษาทางทันตกรรมเป็น 2.38 เท่า (95% CI =1.19, 4.73) กลุ่มที่มีความกังวลหรือความกลัวในการไปรับการรักษาทางทันตกรรมมีความสัมพันธ์กับการไปรับการรักษาทางทันตกรรมเป็น 0.52 เท่า (95% CI = 0.29, 0.92) กลุ่มต้องการยกเลิกหรือเลื่อนนัดการรักษาทางทันตกรรมมีความสัมพันธ์กับการไปรับการรักษาทางทันตกรรมเป็น 0.35 เท่า (95% CI = 0.21, 0.60) และกลุ่มมีปัญหาในช่องปากที่คิดว่ามีความจำเป็นต้องไปรับการรักษาทางทันตกรรมมีความสัมพันธ์กับการไปรับการรักษาทางทันตกรรมเป็น 2.70 เท่า (95% CI = 1.66, 4.38) สรุปผลการศึกษาได้ว่า ความชุกของการไปรับการรักษาทางทันตกรรมในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ที่ร้อยละ 46.0 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ ทัศนคติและความรู้ด้านสุขภาพช่องปากและปัญหาในช่องปากที่คิดว่ามีความจำเป็นต้องไปรับการรักษาทางทันตกรรม
Development Of 3d Cell Culture Model For Graves’ Ophthalmopathy, Rajit Chompoowong
Development Of 3d Cell Culture Model For Graves’ Ophthalmopathy, Rajit Chompoowong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Orbital tissue fibrosis and remodeling contribute to the development of exophthalmos, a hallmark symptom of Graves’ ophthalmopathy (GO). The central pathogenesis to this process are orbital fibroblasts (GOF), which express autoantigen, thyroid-stimulating hormone receptor (TSHR). However, there are limitations in preclinical models for studying the pathogenesis and drug discovery of GO, which poses challenges for developing effective treatment options. This study aimed to identify markers of GOF, explore epigenetic alteration, and develop a scaffold-free 3D cell culture model for GO. The novel results from immunohistochemical analysis showed that vimentin was uniquely expressed in GO but absent in control samples. Additionally, …
The Antibacterial And Anti-Inflammatory Properties Of Probiotics Against Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus (Mrsa), Punploy Klawkla
The Antibacterial And Anti-Inflammatory Properties Of Probiotics Against Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus (Mrsa), Punploy Klawkla
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Dysbiosis refers to an imbalance in the types of microorganisms in a person’s natural f lora, associated with several diseases like asthma, type 2 diabetes, and atopic dermatitis (AD). Reports indicate that Staphylococcus aureuscolonizes about 60%-100% of AD skin, causing barrier dysfunction through virulence factors such as superantigens, enzymes, and other proteins. These factors disrupt skin homeostasis by affecting keratinocytes and immune cells. Additionally, dysbiosis in AD skin is marked by a reduction in commensal microbes like Staphylococcus epidermidis and Corynebacterium spp. In recent years, probiotics have been studied in both live bacteria and bacterial lysate forms. Most studies …
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการนอนยกศีรษะสูงโดยใช้หมอนรูปลิ่ม ร่วมไปกับการรักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดมาตรฐาน กับการรักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊ม ขนาดสองเท่าวันละสองเวลา ในการรักษาผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่มีอาการตอนกลางคืน, กัญญา หิรัญรัตนาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนบางราย แม้จะได้รับการรักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดมาตรฐาน ก็ยังมีอาการของกรดไหลย้อนตอนกลางคืน ซึ่งงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการนอนยกศีรษะสูงโดยใช้หมอนรูปลิ่มร่วมไปกับการรักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดมาตรฐาน กับการรักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดสองเท่าวันละสองเวลาในการรักษาผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่มีอาการตอนกลางคืน รวมถึงเพื่อศึกษาความพึงพอใจของการใช้หมอนรูปลิ่ม วิธีการวิจัย: ผู้วิจัยคัดเลือกผู้ป่วยที่ยังมีอาการของกรดไหลย้อนตอนกลางคืนมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ แม้จะได้รับยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดมาตรฐานมาแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ป่วยออกจากโครงการวิจัย เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะอุดกั้นหายใจขณะหลับอย่างรุนแรง โรคอ้วน มีความผิดปกติของโรคของการทำงานของหลอดอาหารที่ผิดปกติรุนแรง หลังจากนั้นจะสุ่มผู้เข้าวิจัยเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่รักษาด้วยการนอนยกศีรษะสูงโดยใช้หมอนรูปลิ่มขนาดความสูง 20 เซนติเมตรร่วมไปกับการรักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดมาตรฐาน (กลุ่ม wedge pillow) กับกลุ่มที่รักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดสองเท่าวันละสองเวลา (กลุ่ม twice-daily PPI) เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เพื่อศึกษาผลของการรักษาต่ออาการกรดไหลย้อนตอนกลางคืน โดยประเมินจากแบบสอบถาม NGSSIQ ที่สัปดาห์ 0, 2 และ 4 รวมทั้งผลของการรักษาต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพการนอนหลับ นอกจากนี้ยังประเมิน parameter จากการวัดค่าความเป็นกรดในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร 24 ชั่วโมงที่สัปดาห์เริ่มต้นและสัปดาห์ที่ 4 โดยใช้ electronic pressure sensor timekeeper ในการตรวจ compliance ของอาสาสมัคร และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของการใช้หมอนรูปลิ่ม ซึ่งจะประเมินจาก GPE scale ผลการศึกษา: ผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการวิจัยมีทั้งหมด 24 ราย (ชาย:หญิง 7:17, อายุเฉลี่ย 57±13 ปี) ผลการศึกษาพบว่าทั้งสองกลุ่มมีระดับคะแนน NGSSIQ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ณ สัปดาห์ที่ 2 และ 4 เมื่อเทียบกับค่าเริ่มต้น (p<0.05) ) แต่ไม่พบความแตกต่างกันของคะแนน NGSSIQ ที่สัปดาห์ที่ 4 ระหว่างสองกลุ่ม เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 4 พบว่า ในกลุ่ม wedge pillow มีประสิทธิภาพในการเพิ่มคุณภาพการนอนหลับและช่วยลดระยะเวลาในการเคลื่อน ลงของอาหารในหลอดอาหาร (bolus contact time) ในเวลากลางคืนได้ดีกว่ากลุ่ม twice-daily PPI อย่างมีนัยสำคัญ และ โดยผู้ป่วยจำนวน 10 จาก 12 รายในกลุ่ม wedge pillow (ร้อยละ 83.3) รู้สึกพึงพอใจต่อหมอนรูปลิ่ม สรุปผล: การรักษาทั้ง 2 วิธีต่างก็มีประสิทธิภาพในการลดอาการกรดไหลย้อนตอนกลางคืนได้อย่างมีนัยสำคัญไม่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการนอนยกศีรษะสูงโดยใช้หมอนรูปลิ่มร่วมไปกับการรักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดมาตรฐานก่อนอาหารเช้า มีประสิทธิภาพในการเพิ่มคุณภาพการ นอนหลับ และการลด bolus contact time ในเวลากลางคืนดีกว่าวิธีการรักษาด้วยยายับยั้งโปรตอนปั๊มขนาดสองเท่าวันละสองเวลา นอกจากนี้อาสาสมัครมี ความพึงพอใจต่อการนอนยกศีรษะสูงโดยใช้หมอนรูปลิ่ม และยินดีที่จะใช้หมอนนี้ในระยะยาว ดังนั้นการนอนยกศีรษะสูงโดยใช้หมอนรูปลิ่มจึงสามารถใช้เป็น ตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่มีอาการตอนกลางคืน
ความไม่เท่าเทียมด้านการใช้บริการสุขภาพและผลลัพธ์สุขภาพของโรคเบาหวาน, วศิน เลาหวินิจ
ความไม่เท่าเทียมด้านการใช้บริการสุขภาพและผลลัพธ์สุขภาพของโรคเบาหวาน, วศิน เลาหวินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านลักษณะประชากรและเศรษฐานะทางสังคมกับการตัดสินใจเข้ารับบริการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวาน การตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโรคเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเกิดภาวะแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบและการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 20 ปีขึ้นไปจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 ที่มีการใช้บริการสาธารณสุขกับสถานพยาบาลที่ส่งข้อมูลให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับการใช้บริการสาธารณสุขและผลลัพธ์สุขภาพของโรคเบาหวานด้วยสถิติ Multilevel mixed-effects logistic regression สำหรับการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด Cox proportional hazards model สำหรับการตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคเบาหวาน และ Multiple logistic regression สำหรับการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิต การศึกษานี้มีกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 11,221 คนแบ่งตามสถานะของโรคเบาหวาน ณ จุดเริ่มต้นการติดตามออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวาน 2. ผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นโรคเบาหวาน และ 3. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวนทั้งสิ้น 9,667 536 และ 1,018 คน ตามลำดับ ระหว่างการติดตามเป็นระยะเวลา 7 ปีในปี พ.ศ. 2556 ถึง 2563 พบว่ามีการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใหม่จำนวน 769 คน คิดเป็นอุบัติการณ์หลังปรับอายุมาตรฐานอยู่ที่ 10.6 (95% CI 9.8-11.3) ต่อ 1 พันประชากร-ปี มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจำนวน 58 คนและโรคเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบรายใหม่จำนวน 73 คน คิดเป็นอุบัติการณ์หลังปรับอายุมาตรฐานอยู่ที่ 64.6 (95% CI 47.8-81.4) และ 85.8 (95% CI 65.4-106.2) ต่อ 1 แสนประชากร-ปี ตามลำดับ และมีผู้เสียชีวิตทุกสาเหตุจำนวน 890 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์หลังปรับอายุมาตรฐานอยู่ที่ 10.0 (95% CI 9.3-10.7) ต่อ 1 พันประชากร-ปี ปัจจัยทางด้านลักษณะทางประชากรและเศรษฐานะทางสังคมมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับบริการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานมากที่สุดโดยมีจำนวนทั้งหมด 6 ปัจจัย ได้แก่ กลุ่มอายุ …
การศึกษาทดลองยาหลอกควบคุมชนิดอำพรางสองฝ่ายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดโพลีโพเดียมลิวโคโตมอสต่อการเกิดผิวคล้ำจากแสงแดด, กิรณา พัฒนาดี
การศึกษาทดลองยาหลอกควบคุมชนิดอำพรางสองฝ่ายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดโพลีโพเดียมลิวโคโตมอสต่อการเกิดผิวคล้ำจากแสงแดด, กิรณา พัฒนาดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: สารสกัดโพลีโพเดียมลิวโคโตมอสเป็นสารสกัดจากต้นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเด่นด้านการป้องกันผลเสียจากแสงแดดเมื่อรับประทานต่อเนื่อง แต่งานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรับประทานเพียงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอ การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการรับประทานสารสกัดนี้ในขนาด 480 มิลลิกรัมต่อการเกิดผิวคล้ำจากแสงแดดที่ระยะเวลาต่าง ๆ วิธีการศึกษา: การศึกษานี้ทดลองยาหลอกควบคุมชนิดอำพรางสองฝ่ายในอาสาสมัครสุขภาพดี 32 คนที่มีประเภทผิว Fitzpatrick III-V โดยอาสาสมัครถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม และมีการฉายแสงแดดเทียมที่ความเข้มแสง 4 และ 6 SED (standard erythema dose) ที่บริเวณที่กำหนดของหลัง สีผิวพื้นฐานก่อนฉายแสงแดดเทียมจะถูกวัดด้วยเครื่องโครมามิเตอร์ก่อนรับประทานยาหลอก และตามด้วยการวัดสีผิวหลังฉายแสงแดดเทียมทันที ที่ 2 ชั่วโมงเพื่อวัดการเกิดผิวคล้ำชนิดเฉียบพลัน ที่ 24 ชั่วโมง เพื่อดูการเกิดผิวคล้ำชนิดคงอยู่และความแดง และชนิดคงอยู่ที่ 7 วัน ตามลำดับ จากนั้นจะทำการวัดเช่นเดิมก่อนจะให้อาสาสมัครรับประทาน PLE 480 มิลลิกรัม แล้วฉายแสงแดดเทียมที่บริเวณหลังอีกข้าง แล้วทำการวัดสีผิวหลังการฉายแสงในระยะเวลาต่าง ๆ เทียบกับยาหลอก ผลการศึกษา: อาสาสมัครทุกคน (n = 32) ได้ผ่านการฉายแสงแดดเทียมและวัดสีผิวที่ระยะเวลาต่าง ๆ เทียบกับก่อนฉายแสงแดดเทียม พบว่าการรับประทานสารสกัดนี้ไม่ได้ช่วยลดการเกิดผิวคล้ำชนิดเฉียบพลันและชนิดคงอยู่ที่ 7 วัน รวมไปถึงการเกิดรอยแดงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามพบว่าการรับประทานสารสกัด PLE ช่วยลดการเกิดผิวคล้ำชนิดคงอยู่ที่ 24 ชั่วโมงอย่างมินัยยะสำคัญทางสถิติ (p-value 0.019) สรุปผล: การศึกษานี้พบว่าเมื่อเทียบกับยาหลอก การรับประทานสารสกัดโพลีโพเดียมลิวโคโตมอสมีผลช่วยลดการเกิดผิวคล้ำชนิดคงอยู่ที่ 24 ชั่วโมงหลังการฉายแดดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีผลช่วยลดการเกิดสีผิวคล้ำเฉียบพลันและการเกิดผิวคล้ำชนิดคงอยู่ รวมถึงรอยแดงจากแสงแดดเมื่อเทียบกับยาหลอก
การรับรู้และเจตคติต่อการใช้ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการตรวจสุขภาพในเขตเมือง, นภาลัย ภูริเริงภูมิ
การรับรู้และเจตคติต่อการใช้ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการตรวจสุขภาพในเขตเมือง, นภาลัย ภูริเริงภูมิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่หรือ mobile health (mHealth) สามารถช่วยให้ผู้รับบริการตรวจสุขภาพเข้าถึงโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ง่าย สะดวก และต่อเนื่อง การรับรู้และเจตคติของผู้รับบริการเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการยอมรับการใช้งาน mHealth ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และเจตคติของผู้รับบริการคลินิกตรวจสุขภาพเกี่ยวกับการใช้ mHealth เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์เนื้อหาโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ มีผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 21 คน ผลการวิจัยพบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีประสบการณ์การใช้ mHealth มาบ้างในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง และทุกคนรู้จัก mHealth อย่างน้อย 1 อย่าง ความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองและส่งผลให้รับรู้ถึงประโยชน์ของ mHealth ความคุ้นเคยต่อการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและความถูกต้องของข้อมูลเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ mHealth การรับรู้ถึงประโยชน์ของ mHealth และความง่ายในการใช้งานเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงและนำไปสู่เจตคติเชิงบวกต่อการใช้ mHealth สอดคล้องกับแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี ส่วนประกอบเพิ่มเติมได้แก่ 1) ความจำเพาะกับบุคคล 2) การรับรู้ความสามารถของตนเอง 3) ความน่าเชื่อถือ และ 4) ความเป็นส่วนตัวของการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับ mHealth ได้แก่ อิทธิพลทางสังคมและความอยากรู้อยากลองสิ่งใหม่ อุปสรรคที่ทำให้ยังไม่ได้ใช้ mHealth หรือเลิกใช้ได้แก่ การขาดแรงจูงใจ อุปสรรคด้านการใช้งาน อุปสรรคส่วนตัวของผู้ใช้ และทางเลือกอื่น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบจำลองการยอมรับการใช้ mHealth สำหรับกลุ่มคนไทย ไปจนถึงการพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยี mHealth เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในอนาคต
การตรวจวัดระดับ Lipoprotein(A) และการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโดยใช้เครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์แบบพกพาในผู้ป่วยไทยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจ, พิทวัส โอวรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยระดับของ Lp(a) ขึ้นกับพันธุกรรมเป็นหลักและพบว่าระดับแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ นอกจากนั้นปัจจุบันมีวิธีการตรวจความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการถ่ายภาพจอตาร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลเกี่ยวกับระดับ Lp(a) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจชาวไทยยังค่อนข้างจำกัด รวมไปถึงยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคตด้วยการใช้ภาพถ่ายจอตาปัญญาประดิษฐ์มาก่อน วัตถุประสงค์: ศึกษาความแตกต่างระหว่างระดับ Lp(a) ในผู้ป่วยชาวไทยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและเพื่อหาค่าเกณฑ์ตัดสินผลบวก (cut-off) ที่ได้จากการใช้เครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถนำมาใช้ทำนายการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ วิธีการศึกษา: คัดเลือกผู้ป่วยที่เข้ารับการสวนหลอดเลือดหัวใจที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึง เมษายน พ.ศ. 2567 ผู้เข้าร่วมวิจัยจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มตามผลการสวนหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกรายจะได้รับการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจระดับ Lp(a) และได้รับการตรวจภาพถ่ายจอตาด้วยเครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์ ผลการวิจัย: ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจจำนวน 120 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 40 รายและผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจจำนวน 80 ราย สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาพบว่าค่ามัธยฐานของระดับ Lp(a) ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหัวใจเท่ากับ 16.6 นาโนโมลต่อลิตร ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 8.5 ถึง 33.7 ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่ามัธยฐานของระดับ Lp(a) เท่ากับ 30.3 นาโนโมลต่อลิตร ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 15.5 ถึง 88 โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value
การศึกษาประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง : การศึกษาแบบสุ่ม, พิมพ์ใจ เดชรุ่งเรือง
การศึกษาประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง : การศึกษาแบบสุ่ม, พิมพ์ใจ เดชรุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: ประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง วิธีการวิจัย: การวิจัยชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมแบบแบ่งครึ่งศีรษะในการทดลอง ในผู้ป่วยโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง ผู้เข้าร่วมวิจัย 25 คน ถูกสุ่มแบ่งครึ่งศีรษะเป็นด้านที่ได้รับการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น และด้านที่ได้รับการฉีดน้ำเกลือความเข้มข้น 0.9% เดือนละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน มีการตรวจติดตามเดือนที่ 1 และ 3 ภายหลังเสร็จสิ้นการทดลอง เพื่อประเมินการอักเสบของเส้นผมและหนังศีรษะโดยอุปกรณ์ส่องดูสภาพผิวหนังกำลังขยายสูง ประเมินความหนาแน่นของเส้นผม ประเมินการถดถอยของแนวไรผม และความพึงพอใจก่อนและหลังรับการรักษา ผลการศึกษา: หลังตรวจติดตามเดือนที่ 1 ภายหลังเสร็จสิ้นการทดลอง พบว่าศีรษะด้านที่ได้รับการการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นมีการอักเสบในแง่ค่าเฉลี่ยระดับความแดงและขุยรอบรูขุมขนที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เท่ากับ 0.2 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = -0.39 ถึง -0.02, P = 0.035) และ 0.32 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = -0.54ถึง -0.11, P = 0.004) ตามลำดับ รวมถึงมีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของเส้นผมและความหนาของเส้นผมเฉลียสะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เท่ากับ 8.14 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = 2.94 ถึง 13.33, P = 0.002) และ 0.32 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = 0.04 ถึง 0.61, P = 0.026) ตามลำดับ เมื่อเทียบกับข้างที่ควบคุม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของระดับความพึงพอใจข้างที่ทดลอง และไม่มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นภายหลังการทดลองทั้งสองข้าง สรุป: การรักษาเสริมด้วยการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในผู้ป่วยโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง อาจสามารถช่วยลดระดับความอักเสบและช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม รวมถึงเพิ่มความหนาแน่นของเส้นผมได้
Correlation Between Air-Trapping And Severity Of Dyspnea In Non-Cystic Fibrosis Bronchiectasis, Saharat Yothinnoratham
Correlation Between Air-Trapping And Severity Of Dyspnea In Non-Cystic Fibrosis Bronchiectasis, Saharat Yothinnoratham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
BACKGROUND: Bronchiectasis is an increasing problem worldwide. Most of bronchiectasis are idiopathic, mainly found in elderly. Patients usually suffer from chronic daily cough and phlegm and breathlessness. FEV1 has been used in many airway diseases such as asthma, COPD, in diagnosis and evaluation of dyspnea severity. However, its correlation with dyspnea in bronchiectasis is controversial. METHODS: Bronchiectasis patients with age more than 18 years old, all diagnosed with CT scan were enrolled. Patients who had history of exacerbation or infection within 4 weeks were excluded. The dyspnea was assessed using 4 symptoms score including mMRC, CAT score, VAS score, and …
The Development Of Novel Chimeric Antigen Receptor T Cell Targeting B7h3 For Common Solid Cancers, Thananya Inthanachai
The Development Of Novel Chimeric Antigen Receptor T Cell Targeting B7h3 For Common Solid Cancers, Thananya Inthanachai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Chimeric antigen receptor (CAR-T cells) have shown a prominent success in hematologic malignancies and are being widely investigated to overcome heterogeneity and immune suppressive environment in solid tumors. B7 homolog 3 (B7H3), an overexpressed antigen across multiple cancers with restricted expression on normal tissues, serves as a potential target for CAR T cells therapy. This study, Gene Expression Profiling Interactive Analysis 2 (GEPIA 2) was used to evaluate CD276 gene upregulation and using flow cytometric staining to investigate an expression of B7H3 across various solid tumors. As a potential antigen targeting cancers, novel B7H3 CAR-T cells were developed from new …
The More Severe Adverse Effect Of Alcohol In Fc Gamma Receptor Iib Deficient (Fcgrllb-/-) Lupus Mice Than In Wild-Type Due To The More Profound Responses Against Alcohol-Induced Leaky Gut, Phatcharapon Yiengwattananon
The More Severe Adverse Effect Of Alcohol In Fc Gamma Receptor Iib Deficient (Fcgrllb-/-) Lupus Mice Than In Wild-Type Due To The More Profound Responses Against Alcohol-Induced Leaky Gut, Phatcharapon Yiengwattananon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Consuming alcoholic beverages is well-known to have a part in causing inflammation and obstructing the function of the digestive system, and it may lead to leaky intestines. However, the relationship between alcohol consumption and Systemic Lupus Erythematosus (SLE) remains a subject of controversy continued. In general, alcohol can promote intestinal bacterial dysbiosis and also result in endotoxin release by Gram-negative bacteria. This stimulates many immune cells to produce inflammatory cytokines in the gut. This study focuses on the inflammatory response effect of FcgRIIb-/- mice upon loss of FcgRIIb receptors in which alcohol-induced leaky gut can occur. In 8-week-old mice lacking …
ผลของการฝึกแอโรบิกแบบหนักสลับเบาต่อการลดลงของไขมันและพังผืดในตับในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินและภาวะอ้วนร่วมกับโรคไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์, ปียานิฐ ธนวนิชนาม
ผลของการฝึกแอโรบิกแบบหนักสลับเบาต่อการลดลงของไขมันและพังผืดในตับในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินและภาวะอ้วนร่วมกับโรคไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์, ปียานิฐ ธนวนิชนาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันโรคไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ไม่มียามาตรฐานในประเทศไทยที่ใช้ในการรักษา จึงมักแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเน้นไปที่การออกกำลังกาย และการควบคุมการรับประทานอาหาร การศึกษาครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกแอโรบิกแบบหนักสลับเบา (HIIT) ต่อการลดลงของไขมันและพังผืดใน ตับในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินและภาวะอ้วนร่วมกับโรคไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ในอาสาสมัครเพศชายและเพศหญิง จำนวน 29 คน อายุ 18-60 ปี มีดัชนีมวลกาย 23-34.9 กิโลกรัมต่อเมตร2 แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 คน (อายุเฉลี่ย 37.87 ± 7.58 ปี) และกลุ่มควบคุม 14 คน (อายุเฉลี่ย 42.29 ± 9.36 ปี) ทั้ง 2 กลุ่มมีข้อมูลพื้นฐานไม่แตกต่าง โดยกลุ่มทดลองฝึกออกกำลังกายแบบ HIIT ด้วยการปั่นจักรยาน 3 วันต่อสัปดาห์ และทั้ง 2 กลุ่มมีการคุมอาหารเหมือนกัน โดยมีนักกำหนดอาหารคอยควบคุม ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มสามารถลดไขมันพอกตับได้ (HIIT; -23.67 ± 31.51 dB/m (p = 0.01) vs. Control; -20.21 ± 32.91 dB/m (p = 0.04)) แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม (p = 0.66) และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของพังผืดตับในแต่ละกลุ่มและระหว่างกลุ่ม ( all p>0.05) มีเพียงกลุ่มทดลองที่สามารถลดมวลไขมัน (–0.74 ± 1.22 kg, p = 0.03) เปอร์เซ็นไขมัน (-0.69 ± 1.10 %, p = 0.03) visceral fat area (–4.41 …
ผลของยาเอ็มพากลิโฟลซินต่ออัลบูมินในปัสสาวะในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, ชัญญานุช รักษ์พิทยานนท์
ผลของยาเอ็มพากลิโฟลซินต่ออัลบูมินในปัสสาวะในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, ชัญญานุช รักษ์พิทยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะหลังปลูกถ่ายไตเป็นสาเหตุที่สำคัญของการสูญเสียไตและการเสียชีวิต แม้จะมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของยาเอ็มพากลิโฟลซินในการลดโปรตีนในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังแต่ข้อมูลการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตยังมีไม่เพียงพอ ระเบียบวิธีวิจัย: เป็นศึกษารูปแบบการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่มีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาเอ็มพากลิโฟลซิน 10 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 6 เดือนเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ได้ยาหลอก ผลของการศึกษาเป็นการเปรียบเทียบระดับโปรตีนในปัสสาวะ อัตราการทำงานของไต ระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตและน้ำหนักตัวระหว่างกลุ่ม ผลการศึกษา: ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่เข้าเกณฑ์การศึกษามีทั้งหมด 42 รายซึ่งได้รับการแบ่งเป็นสองกลุ่มโดยการสุ่ม กลุ่มที่ได้รับยาเอ็มพากลิโฟลซินมีโปรตีนในปัสสาวะลดลงไม่แตกต่างจากกลุ่มยาหลอกด้วยค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนโปรตีนต่อครีเอตินีน (UPCR) -261.48 มิลลิกรัมต่อกรัมครีเอตินีน (95% CI -991.33 ถึง 468.36, P=0.473) โดยที่ค่าการทำงานของไต (eGFR) ไม่แสดงความแตกต่างทางสถิติ (ค่าเฉลี่ย -1.82 มิลลิลิตร/นาที/1.73m², 95% CI -6.6 ถึง 2.95, P=0.445) ผลข้างเคียงเช่นการติดเชื้อหรือการเกิดภาวะเลือดเป็นกรดนั้นไม่มีความแตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม สรุปผลการศึกษา: ผลของยาเอ็มพากลิโฟลซินในการลดระดับโปรตีนในปัสสาวะไม่แตกต่างจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นว่าไม่เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงจากการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ซึ่งยังเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นและต้องการการศึกษาติดตามต่อไปในอนาคต
การศึกษาเปรียบเทียบสรีรวิทยาการกลืนอาหารความหนืดต่างๆกันด้วยการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารชนิดความละเอียดสูง, ณณิชา ศิริวงศ์
การศึกษาเปรียบเทียบสรีรวิทยาการกลืนอาหารความหนืดต่างๆกันด้วยการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารชนิดความละเอียดสูง, ณณิชา ศิริวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: การปรับการหดตัวของหลอดอาหารเพื่อตอบสนองต่ออาหารประเภทต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกลืนอย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาผลของความหนืดของอาหาร รวมถึง ปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุ ท่าทาง ดัชนีมวลกาย และเพศ ต่อสรีรวิทยาการกลืนในอาสาสมัครสุขภาพดี วิธีการวิจัย: อาสาสมัครสุขภาพดีที่ไม่มีภาวะกลืนลำบากจะถูกคัดเลือดเข้าการศึกษา ทำการทดสอบการกลืนโดยการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารชนิดความละเอียดสูง อาสาสมัครที่ตรวจพบความผิดปกติของการบีบตัวหลอดอาหาร อ้างอิงตาม Chicago classification เวอร์ชั่น 4.0 จะถูกคัดออกการวิเคราะห์ อาสาสมัครจะทำการกลืนอาหารความหนืดระดับต่างๆ อ้างอิงตาม International Dysphagia Diet Standardization Initiative (IDDSI) ทั้งหมด 8 ระดับ IDDSI 0 ถึง 7 โดนกลืนอาหาร 3 คำต่อหนึ่งระดับความหนืด การทดสอบทำในทั้งท่านั่งและท่านอน โดยมีการสุ่มลำดับของระดับความหนืดการกลืน หลังการทดสอบการกลืน จะทำการวิเคราะห์ผลโดยใช้โปรแกรม Manoview เวอร์ชั่น 3.0 โดยประเมินพารามิเตอร์การกลืน 6 ประเภท ได้แก่ lower esophageal sphincter (LES), integrated relaxation pressure (IRP), distal latency (DL), contractile front velocity (CFV), distal contractile integral (DCI), bolus transit time (BTT), และ bolus entry time (BET) กำหนดนิยามของ BET คือ เวลาตั้งแต่อาหารเข้าสู่หลอดอาหารจนถึงระดับ 5 เซนติเมตรเหนือหูรูดหลอดอาหารส่วนปลาย ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดย โมเดลเชิงเส้นผสมถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ผลของความหนืด อายุ ดัชนีมวลกาย และเพศต่อสรีรวิทยาการกลืนในท่านั่งและท่านอน ผลวิจัย: อาสาสมัครเข้าร่วมการศึกษา 45 คน คน (ชาย:หญิง 19:26 ราย, อายุ …
ดัชนีน้ำตาลและมวลน้ำตาลของขนมหวานที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัดในประเทศไทย, ณัฐพัชร นามจัด
ดัชนีน้ำตาลและมวลน้ำตาลของขนมหวานที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัดในประเทศไทย, ณัฐพัชร นามจัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาดัชนีน้ำตาลและมวลน้ำตาลในขนมหวานที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัดในประเทศไทย โดยรายชื่อขนมหวานได้รับการคัดเลือกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เป็นขนมหวานประจำจังหวัด 10 ชนิด ได้แก่ โรตีสายไหม ข้ามหลาม เฉาก๊วย ข้าวแต๋นน้ำแตงโม ขนมโมจิ กะละแม ขนมหม้อแกง ขนมปังชีสเชคสับปะรด กะหรี่ปั๊บ และขนมสาลี่ จากร้านค้าผู้ผลิตและจำหน่ายที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวประจำจังหวัด 3 อันดับแรก 10 จังหวัด จำนวน 30 ร้านค้า วิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ ด้วยวิธี High performance liquid chromatography method วิเคราะห์การปนเปื้อน เพื่อตรวจสอบคุณภาพความปลอดภัยของขนมหวานทางกายภาพและจุลชีววิทยา ด้วยวิธี High performance liquid chromatography method, Total plate count และ Yeast and Mold count ตามลำดับ และศึกษาวัดค่าดัชนีน้ำตาลและมวลน้ำตาลในขนมหวาน ด้วยวิธีเก็บตัวอย่างเลือดในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 96 คน สุ่มอาสาสมัครเป็น 8 กลุ่มๆ ล่ะ 12 คน หลังรับประทานขนมหวานที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต 50 กรัม (1 หน่วยบริโภค) เปรียบเทียบกับสารละลายน้ำตาลกลูโคสมาตรฐาน (Baseline) เพื่อหาระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลา 15, 30, 45, 60, 90 และ 120 นาที ผลการศึกษาพบว่า คุณค่าทางโภชนาการของขนมหวานให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลค่อนข้างสูง มีขนมหวานที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพความปลอดภัย จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ โรตีสายไหม ข้าวหลาม ข้าวแต๋นน้ำแตงโม ขนมโมจิ ขนมหม้อแกง ขนมปังชีสเชคสับปะรด กะหรี่ปั๊บ และขนมสาลี่ มีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index; GI) ในขนมหวาน …
Development Of A Latex Agglutination Test Based On Vh Antibody Fragment For Detection Of Streptococcus Suis Serotype 2, Kiratika Chidkoksung
Development Of A Latex Agglutination Test Based On Vh Antibody Fragment For Detection Of Streptococcus Suis Serotype 2, Kiratika Chidkoksung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Streptococcus suis serotype 2 (S. suis 2) is an important porcine pathogen that causes diseases in both swine and humans. For rapid S. suis 2 identification, a novel latex agglutination test (LAT) based on heavy-chain variable domain antibody (VH) was developed. Firstly, the soluble 47B3 VH antibody fragment from a phage display library, in which cysteine residues were engineered at the C-terminus, was expressed in Escherichia coli. The purified protein was then gently reduced to form monomeric soluble 47B3 VH subsequently used to coat with latex beads by means of site-specific conjugation. The detection sensitivity was found to be as …
โครงการศึกษาการพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนังในผู้สูงอายุ, ชินมนัส เลขวัต
โครงการศึกษาการพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนังในผู้สูงอายุ, ชินมนัส เลขวัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประชากรโลกมีอายุสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การพัฒนาการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนังในผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญและมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องและเท่าเทียมกัน การศึกษานี้ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research; PAR) โดยศึกษาองค์ประกอบ, ระบบงาน, เส้นทางการมารับบริการ, ความจำเป็นทางสุขภาพและความคาดหวังของผู้สูงอายุในการมารับบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนัง โดยทำกิจกรรมสนทนากลุ่ม, การสัมภาษณ์เชิงลึก, การสำรวจด้วยแบบสอบถาม แล้วนำผลไปออกแบบแนวทางการพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนัง ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนังควรประกอบด้วย 8 สิ่งสำคัญ คือ 1. การคัดกรองผู้ป่วย 2. การอธิบายการวินิจฉัยรักษาและมียาเพียงพอ 3. การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสาธารณสุข 4. การส่งต่อผู้ป่วย 5. การปรึกษาและเครือข่ายแพทย์ผิวหนัง 6. การนัดหมาย 7. การดูแลตนเองและการดูแลจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 8. สถานที่และอุปกรณ์เพียงพอ จากการสำรวจความเห็นของหน่วยบริการปฐมภูมิ 12 เขตสุขภาพและได้รับการตอบกลับจากโรงพยาบาลอำเภอและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 397 แห่งจาก 576 แห่ง (อัตราการตอบกลับ 68.9%) มีความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ในการทำวิธีการพัฒนาด้วย PAR 71%, มีประโยชน์ 96% และน่าจะทำได้ในระยะเวลา 6-12 เดือน ส่วนรูปแบบการพัฒนาการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนัง มีความเป็นไปได้ 82%, มีประโยชน์ 98% และน่าจะทำได้ในระยะเวลามากกว่า 12 เดือน สรุปผลการศึกษาได้ว่า การพัฒนาการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนังมีความจำเป็นและหน่วยบริการปฐมภูมิส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าการพัฒนาการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านโรคผิวหนังมีความเป็นไปได้และมีประโยชน์
ความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงของปัญญาประดิษฐ์ Application Dmind สำหรับค้นหาภาวะซึมเศร้าในประชากรไทย, โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์
ความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงของปัญญาประดิษฐ์ Application Dmind สำหรับค้นหาภาวะซึมเศร้าในประชากรไทย, โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยและทั่วโลกมีประชากรประสบภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นทุกปี มีจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้จึงเริ่มมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยค้นหาภาวะซึมเศร้าพร้อมแยกระดับความรุนแรง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Application DMIND ประเมินความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรง และความถูกต้องในการคัดกรองภาวะซึมเศร้าในประชากรไทย เป็นการศึกษาแบบ Cross-sectional เป็น Research and development โดย มี 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็น การพัฒนา DMIND Questionnaire ที่เตรียมนำเข้าไปใช้กับแอพลิเคชั่น มีการศึกษาความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรงและความถูกต้องของแบบสอบถาม ระยะที่ 2 เป็นการศึกษาความเที่ยงตรงและความถูกต้องของ Application DMIND เทียบกับ HDRS-17 Thai ระยะที่ 1: ผู้เข้าการศึกษาทั้ง 81คน ถูกประเมินด้วยแบบสอบถาม DMIND ตามด้วยแบบประเมินภาวะซึมเศร้า Hamilton Depression Rating Scale (HDRS-17 Thai) ผลการศึกษาพบว่า แบบสอบถาม DMIND แสดงให้เห็นถึงคะแนนความถูกต้องของเนื้อหาสูง โดยมี I-CVI และ S-CVI ที่ 1.0 เครื่องมือยังแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องภายในที่สูง Cronbach's alpha coefficient = 0.96 การวิเคราะห์ ROC แสดง AUC = 0.88 ซึ่งบ่งบอกถึงความแม่นยำสูงในการคัดกรองภาวะซึมเศร้า คะแนนตัดที่เหมาะสมที่ 11.5 ระยะที่ 2: เป็นการศึกษาความถูกต้องและเที่ยงตรงของ Application DMIND เทียบกับ HDRS-17 Thai โดยมีผู้เข้าร่วมงานวิจัย ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จำนวน 388 ราย ใช้แอปพลิเคชัน DMIND แล้วถูกประเมินต่อด้วย HDRS-17 Thai ผลการศึกษาพบว่า แอปพลิเคชัน DMIND มีระดับความสอดคล้องกับ HDRS-17 Thai สูง 87.53 …
Genetic Heterogeneity Of Glucose 6-Phosphate Dehydrogenase (G6pd) Regulatory Region In G6pd Deficient Patients, Lawrence Billy Vasco Djama
Genetic Heterogeneity Of Glucose 6-Phosphate Dehydrogenase (G6pd) Regulatory Region In G6pd Deficient Patients, Lawrence Billy Vasco Djama
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
G6PD deficiency is a genetic disorder caused by either suboptimal function of the G6PD enzyme or instability of the G6PD gene, resulting in insufficient production of the G6PD protein. This study investigates mutations in the regulatory regions of the G6PD gene using Nanopore MinION sequencing, as mutations outside the coding region can also affect G6PD activity. Blood samples from 89 individuals (73 adults and 16 newborns) with G6PD deficiency or intermediate levels but unidentified coding sequence mutations were analyzed. Genomic DNA was screened for mutations, enriched using degenerate oligonucleotide-primed PCR (DOP-PCR), and sequenced using the Oxford MinION platform. Bioinformatic analyzes …
The Diagnostic Accuracy Of Maxillary Fungal Ball Rhinosinusitis In Paranasal Sinus Computed Tomography Using Deep Learning Models, Pakapoom Sukswai
The Diagnostic Accuracy Of Maxillary Fungal Ball Rhinosinusitis In Paranasal Sinus Computed Tomography Using Deep Learning Models, Pakapoom Sukswai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: This study aimed to assess the accuracy of deep learning models for the diagnosis of maxillary fungal ball rhinosinusitis (MFB) in paranasal sinus computed tomography and to compare the accuracy, sensitivity, specificity, precision, F1-score with thoses of rhinologists. Methods: We collected all adult chronic rhinosinusitis (CRS) patients who underwent paranasal sinus cone-beam computed tomography (CT) in the Department of Otolaryngology, King Chulalongkorn Memorial Hospital (KCMH), Thailand between 2014 and 2021. Cone-beam CT images were constructed and labeled to form the deep learning models from overall dataset consisted of 254 maxillary fungal ball (MFB) cases and 1285 other CRS subtypes …
Inhibition Of Chondrocyte Apoptosis Via Fas/Fasl System In Knee Osteoarthritis Patients, Ousakorn Kamenkit
Inhibition Of Chondrocyte Apoptosis Via Fas/Fasl System In Knee Osteoarthritis Patients, Ousakorn Kamenkit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Osteoarthritis (OA) is a degenerative rheumatic disease characterized by articular cartilage degeneration. This articular cartilage degradation is positively correlated with chondrocyte apoptosis. The Fas/Fas ligand (FasL) system is part of the extrinsic apoptosis pathway that regulates cell death through the binding of Fas on target cells to FasL on effector cells. Although Fas+ chondrocytes have been identified and the Fas/FasL system has been implicated in this apoptotic process, the apoptosis through chondrocyte-to-FasL+ cell interaction remains unclear. Therefore, this study aims to investigate Fas/FasL-mediated chondrocyte apoptosis focusing on cell-to-cell interactions. In our study, we conducted ex vivo experiments using flow cytometry …