Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Microbiology (72)
- Medical Biochemistry (43)
- Medical Specialties (39)
- Sports Medicine (19)
- Sports Sciences (19)
-
- Diseases (14)
- Hematology (8)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (6)
- Other Medical Sciences (6)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (6)
- Chemicals and Drugs (5)
- Medical Pharmacology (5)
- Parasitic Diseases (5)
- Medical Genetics (4)
- Infectious Disease (3)
- Medical Molecular Biology (3)
- Medical Pathology (3)
- Public Health (3)
- Biochemical Phenomena, Metabolism, and Nutrition (2)
- Biological Phenomena, Cell Phenomena, and Immunity (2)
- Chemical and Pharmacologic Phenomena (2)
- Disease Modeling (2)
- Equipment and Supplies (2)
- Laboratory Medicine (2)
- Medical Cell Biology (2)
- Medicinal and Pharmaceutical Chemistry (2)
- Natural Products Chemistry and Pharmacognosy (2)
- Nervous System Diseases (2)
- Keyword
-
- Children (2)
- Staphylococcus aureus (2)
- 3'UTR (1)
- 3D Bioprinting; bioinks; tissue engineering; regenerative medicine; Biomedical; personalized medicine (1)
- ADHD (1)
-
- APRI (1)
- Adolescents (1)
- Aedes (1)
- Albumin (1)
- Anti-inflammatory (1)
- Antibacterial (1)
- Antibiotic susceptibility (1)
- Apoptosis (1)
- Attention-deficit/hyperactivity disorder (1)
- Bovine Mammary Epithelial Cells (1)
- Burn wound healing (1)
- Butchers (1)
- C-Reactive Protein (1)
- CASA analyze (1)
- CCHF (1)
- COVID-19 pandemic. (1)
- Caco-2 (1)
- Calcium oxalate (1)
- Canary bird (1)
- Cerebral amyloid angiopathy (1)
- Chromosomal abnormalities (1)
- Chronic hepatitis B (1)
- Control (1)
- Crystallization (1)
- Dengue (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 841 - 860 of 860
Full-Text Articles in Medical Sciences
การวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์การตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดแบบครอบจักรวาลและการตรวจคัดกรองเฉพาะทารกกลุ่มเสี่ยงในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช, สาธนี งามสง่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเป็นมา : การได้ยินบกพร่องในทารกแรกเกิดเป็นภาวะพิการลำดับที่ 3 ของโลก การศึกษานี้ วัตถุประสงค์หลักเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนต่อประสิทธิผลในการตรวจแต่ละประเภท เพื่อเลือกการตรวจที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด วัตถุประสงค์รองเพื่อศึกษาสัดส่วนของทารกการได้ยินบกพร่องและหาความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การได้ยินในทารกผิดปกติ วิธีการศึกษา : เป็น Retroprospective Descriptive Study Design แบบ Cross-sectional Analogue ประเมินความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Evaluation) ของการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด เก็บข้อมูลหลัก 2 ส่วน คือ ต้นทุนจากการตรวจแต่ละโปรแกรม และผลที่ได้จากการตรวจคัดกรองและการตรวจการยืนยันการวินิจฉัย ข้อมูลทั่วไปและปัจจัยเสี่ยง ผลการศึกษา : ทารกกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการตรวจการได้ยินจำนวน 1,134 คน ความชุกของภาวะสูญเสียการได้ยินในทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงร้อยละ 6.60 และทารกทั้งหมดในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชร้อยละ 4.50 ทารกที่ตรวจการได้ยินพบภาวะการได้ยินผิดปกติแบบรุนแรงและถาวรที่หูทั้งสองข้างมีจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 0.53 ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์ ได้แก่ มารดาติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ ศีรษะและใบหน้าผิดปกติ และน้ำหนักแรกคลอดน้อย ตรวจวัดเสียงสะท้อนจากเซลล์ขนในหูชั้นใน (Target OAE) เฉพาะทารกกลุ่มเสี่ยงมีต้นทุน 53,689.83 บาทเมื่อเทียบกับ 1 จำนวนปีที่มีการปรับคุณภาพชีวิต ต้นทุนอรรถประโยชน์ น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้น จัดเป็นเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด สรุป : ความชุกของภาวะสูญเสียการได้ยินในทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงร้อยละ 6.60 ทารกที่ตรวจการได้ยินพบภาวะการได้ยินผิดปกติแบบรุนแรงและถาวรที่หูทั้งสองข้างคิดเป็นร้อยละ 0.53 ความเสี่ยงที่สัมพันธ์ ได้แก่ การติดเชื้อ ศีรษะและใบหน้าผิดปกติ น้ำหนักน้อย การตรวจคัดกรองที่คุ้มค่าที่สุดคือตรวจการได้ยินเฉพาะทารกกลุ่มเสี่ยงโดยการตรวจเสียงสะท้อนจากเซลล์ขนในหูชั้นใน
ความรู้และการปฏิบัติตนด้านความปลอดภัยจากรังสีในบุคลากรห้องปฏิบัติการสวนหัวใจของโรงพยาบาลรัฐบาลในประเทศไทย, อภิเดช ชีวะประเสริฐ
ความรู้และการปฏิบัติตนด้านความปลอดภัยจากรังสีในบุคลากรห้องปฏิบัติการสวนหัวใจของโรงพยาบาลรัฐบาลในประเทศไทย, อภิเดช ชีวะประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางเพื่อศึกษาระดับของความรู้และการปฏิบัติตนด้านความปลอดภัยจากรังสีในบุคลากรห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ในแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วย นักรังสีเทคนิค นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก จำนวน 404 คนที่ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจของโรงพยาบาลรัฐบาลจำนวน 28 แห่งทั่วประเทศไทย โดยการใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเองเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ระดับความรู้และการปฏิบัติตนด้านการป้องกันอันตรายจากรังสี ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแควร์ สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่าบุคลากรร้อยละ 88.4 มีระดับคะแนนความรู้ไม่เพียงพอ และร้อยละ 35.9 มีระดับคะแนนการปฏิบัติไม่เพียงพอ พบว่ามีการใช้อุปกรณ์ป้องกันรังสีน้อยและสาเหตุหลักเกิดจากความไม่พร้อมของอุปกรณ์ นอกจากนี้พบว่าคะแนนความรู้กับคะแนนการปฏิบัติมีความสัมพันธ์กันในระดับต่ำ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าบุคลากรที่ปฏิบัติงานในห้องสวนหัวใจส่วนใหญ่มีระดับความรู้และการปฏิบัติตนด้านความปลอดภัยจากรังสีไม่เพียงพอ รวมทั้งห้องสวนหัวใจส่วนใหญ่มีความไม่พร้อมของอุปกรณ์ป้องกันรังสี ควรมีการส่งเสริมหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการถึงพฤติกรรมการป้องกันรังสีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอาชีพ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยเหลือผู้ป่วย ตลอดจนควรมีการตรวจสอบถึงความเพียงพอของอุปกรณ์ป้องกันรังสีและตรวจสอบความสมบูรณ์อย่างสม่ำเสมอ
การจำแนกเพศโดยการวัดมือและเท้าในประชากรไทย, เมทินี ร่มโพธิ์ทอง
การจำแนกเพศโดยการวัดมือและเท้าในประชากรไทย, เมทินี ร่มโพธิ์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การระบุเพศ เป็นหนึ่งในกระบวนการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลทางนิติมานุษยวิทยา แม้ในปัจจุบันจะมีการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลอยู่หลายวิธี แต่ในกรณีที่สภาพศพได้รับความเสียหายอย่างมาก หรือพบเป็นเพียงชิ้นส่วนของศพ อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยสารพันธุกรรม การระบุเพศจะเป็นการจำกัดวงแคบลงเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและภายหลังการเสียชีวิต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาค่าการวัดของขนาดของมือและเท้าเพื่อใช้ในการระบุเพศในประชากรไทย ทำการวิจัยโดยเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครคนไทย จำนวน 400 คน (ชาย 200 คน หญิง 200 คน) อายุระหว่าง 20 - 60 ปี ทำการวัดขนาดของมือทั้งหมด 8 ตัวแปร และขนาดของเท้า ทั้งหมด 3 ตัวแปร ด้วยดิจิตอลคาลิเปอร์และบอร์ดวัดกระดูก ในหน่วยเซนติเมตรโดยให้ค่าความถูกต้องในระดับ 3 ทศนิยม คำนวณค่าทางสถิติเชิงพรรณนา พร้อมทั้งการวิเคราะห์การจำแนกเพศโดยใช้ค่า Cut-off point สถิติ Logistic regression analysis และคำนวณความถูกต้องในการจำแนกเพศด้วยโปรแกรม SPSS version 22 ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของมือและเท้าทุกตัวแปรในเพศชายมีขนาดใหญ่กว่าเพศหญิง และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.01) การวิเคราะห์การจำแนกเพศโดยการวัดขนาดของมือและเท้าในประชากรไทยด้วยค่า Cut-off point มีค่าความถูกต้องของการจำแนกเพศอยู่ในช่วงร้อยละ 76.25 - 93.5 และ 79.5 - 93.75 ตามลำดับ และเมื่อนำค่า Cut-off point ไปใช้ในการจำแนกเพศในกลุ่มทดสอบที่เป็นผู้เสียชีวิต จำนวน 100 ราย พบว่าสามารถจำแนกเพศได้โดยมีค่าความถูกต้องเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 74 - 94 และ 63 -75 ตามลำดับ ส่วนการสร้างสมการถดถอยโลจิสติคจากขนาดของมือและเท้าจากตำแหน่งอ้างอิงต่างๆ มีค่าความถูกต้องของการจำแนกเพศโดยใช้ขนาดของมือและเท้าอยู่ในช่วงร้อยละ 92 - 93.5 และ 94 - 96 ตามลำดับ และเมื่อนำสมการไปใช้ในกลุ่มทดสอบ พบว่าสามารถจำแนกเพศได้โดยมีความถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 82 - 94 และ 84 ตามลำดับ การศึกษาในครั้งนี้พบว่า ขนาดของมือและเท้าสามารถใช้ในการจำแนกเพศในประชากรไทยและมีค่าความถูกต้องที่เชื่อถือได้ โดยวิธีการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติคมีค่าความถูกต้องของการจำแนกเพศสูงกว่าการใช้ค่า Cut-off point จึงควรนำสมการถดถอยโลจิสติคที่ได้ไปใช้ในการจำแนกเพศในประชากรไทย
การกดการสร้าง E7 Rna ในมะเร็งปากมดลูกด้วยโปรตีน Argonaute1, กันต์ฤทัย ศิริภาพ
การกดการสร้าง E7 Rna ในมะเร็งปากมดลูกด้วยโปรตีน Argonaute1, กันต์ฤทัย ศิริภาพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมการทำงานของยีน โดยการกดการทำงานของการสร้าง RNA ได้ โปรตีนที่สำคัญที่น่าจะนำมาใช้ได้คือโปรตีน Argonaute1 เพราะสามารถสร้างโครมาตินให้จับตัวกันอย่างหนาแน่นในบริเวณที่โปรตีน Argonaute1 ไปจับ ซึ่งการศึกษานี้ทดสอบการใช้โปรตีน Argonaute1 เพื่อยับยั้งยีนมะเร็ง เพื่อหวังผลพัฒนาวิธีการรักษาในอนาคต ยีน E7 เป็นยีนมะเร็งที่สำคัญ ที่สร้างจาก E7 HPV ในมะเร็งปากมดลูก และการยับยั้งไม่ให้ E7 สามารถสร้าง RNA ซึ่งเป็น oncogene ที่ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวจากระยะ G1 เข้าสู่ระยะ S phase ได้นั้น น่าจะทำให้เซลล์มะเร็งมีการหยุดการแบ่งตัวในวัฏจักรเซลล์ (Cell cycle) ในการศึกษานี้จึงสนใจศึกษาในยีน E7 ซึ่งเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ที่มีคุณสมบัติเป็น oncogene และ encode ได้ oncoprotein ออกมา วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อพิสูจน์ว่า CPPs-AGO1+E7sgRNA complex สามารถส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของยีน ทำให้ยีนเป้าหมายเกิดการลดการแสดงออกของยีนได้ (down-regulated gene) และสามารถลดความเป็นมะเร็งลงได้ โดยการออกแบบ Construction โปรตีน Argonaute1 จับกับ E7 single guide strand RNA (E7sgRNA) ได้เป็น complex และนำเข้าสู่เซลล์มะเร็งปากมดลูก (cell line) ได้แก่ HeLa และ C-33 A จากนั้นนำมาสกัด RNA และทำการสังเคราะห์ cDNA เพื่อนำไปตรวจสอบการแสดงออกของยีน E7 และนำไปวัดตรวจวัดค่า metabolic activity ด้วยเทคนิค MTT assay พบว่า CPPs-AGO1+E7sgRNA สามารถยับยั้งการทำงานของยีน E7 ได้ การแสดงออกของยีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเซลล์มะเร็ง HeLa แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับการแสดงออกของยีน E7 ในเซลล์ C-33 A และเมื่อนำมาตรวจสอบการเจริญของเซลล์ (Cell …
ความผันแปรทางกายวิภาคของหลอดเลือดแดงโคโรนารี่: การศึกษาในร่างอาจารย์ใหญ่ชาวไทย, ณทัชชา ขวัญสังข์
ความผันแปรทางกายวิภาคของหลอดเลือดแดงโคโรนารี่: การศึกษาในร่างอาจารย์ใหญ่ชาวไทย, ณทัชชา ขวัญสังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการเสียชีวิตของประชากรโลกเช่นเดียวกับในประเทศไทย ซึ่งการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจนอกจากการประเมินเบื้องต้นแล้ว ยังต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูกายวิภาคศาสตร์ของหลอดเลือดหัวใจ ด้วยเหตุนี้ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ของหลอดเลือดหัวใจในรูปแบบปกติ, ความแปรผันและความผิดปกติ มีความสำคัญทางคลินิกเพื่อประกอบการประเมินวินิจฉัยรวมทั้งการรักษา จึงเป็นที่มาของงานวิจัยในครั้งนี้ เพื่อศึกษาจำนวนและตำแหน่งของรูเปิด, ขนาด,ความแปรผัน, ความผิดปกติของ coronary artery, ความแตกต่างในระหว่างเพศรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลอดเลือด โดยศึกษาร่างอาจารย์ใหญ่จำนวน 95 ร่าง พบจำนวนรูเปิดใน right และ left aortic cusp อย่างละ 1 รู มากที่สุด 68.42% ในระนาบ axial plane พบว่ารูเปิด left coronary artery (LCA) และ right coronary artery (RCA) อยู่ในตำแหน่ง middle third 61.05% และ posterior third 45.16% มากที่สุด การอ้างอิงแนว sinotubular junction พบว่ารูเปิดทั้ง LCA และ RCA อยู่ใต้ระดับคิดเป็น 92.63% และ 97.58% ตามลำดับ การอ้างอิง bottom of aortic sinus ถึงรูเปิด LCA และ RCA มีระยะเฉลี่ย 11.59±1.91 และ 11.73±2.43 มม. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ LCA และ RCA มีขนาด 5.52±0.95 และ 4.75±1.05 มม. left main trunk มีความยาวเฉลี่ย 12.36±4.21 มม. มีการแตกแขนงแบบ trifurcation มากที่สุด แขนง anterior interventricular artery (AIA) สิ้นสุดเลยจาก apex …
การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ได้รับสัญญาณจากเซลล์มะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว, นัทธมน สนธิ
การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ได้รับสัญญาณจากเซลล์มะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว, นัทธมน สนธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สัญญาณพาราไครน์ (paracrine signal) เป็นการสื่อสารระหว่างเซลล์ 2 เซลล์ที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ได้รับสัญญาณได้ มีการศึกษาก่อนหน้าพบว่า เซลล์มะเร็งเต้านมมีการส่งสัญญาณไปยังเซลล์เม็ดเลือดขาวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุล ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาวิธีการตรวจโรคจากการตรวจเลือด และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการประยุกต์ใช้กับโรคมะเร็งชนิดต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งรังไข่ที่มีความหลากหลายของเซลล์ และวิธีการตรวจคัดกรองยังมีประสิทธิภาพไม่มากพอ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ โดยการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนในเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติที่เลี้ยงร่วมกับเซลล์มะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว 2 ประเภท เปรียบเทียบกับเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติกลุ่มควบคุม ผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค RNA-sequencing (RNA-seq) พบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มทดลองมีการแสดงออกของยีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อนำผล RNA-seq มาคัดเลือกยีนที่สนใจร่วมกับการทดลอง expression array (GSE31682) พบว่า ยีน CDKN1B GIMAP8 และ SNN มีการแสดงออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผลการตรวจสอบการแสดงออกของยีนที่สนใจในเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวเปรียบเทียบกับคนปกติ ด้วยเทคนิค quantitative reverse transcription polymerase chain reaction (RT-qPCR) พบว่า ยีน GIMAP8 มีการแสดงออกเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.0001 การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวมีการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกในระดับโมเลกุลเมื่อได้สัญญาณจากเซลล์มะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว ซึ่งการแสดงออกของยีน GIMAP8 ที่เพิ่มขึ้นในเซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถนำไปใช้ตรวจโรคมะเร็งรังไข่ได้ นอกจากนี้ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ยังเป็นพื้นฐานที่สามารถศึกษาต่อยอดเพื่อการพัฒนาวิธีการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัยและการรักษาโรคมะเร็งในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ได้รับสัญญาณจากเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ปภัสสร บุญส่งเสริม
การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ได้รับสัญญาณจากเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ปภัสสร บุญส่งเสริม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและยังทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงเสียชีวิตได้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าสารพาราไครน์ที่หลั่งมาจากเซลล์มะเร็งเต้านมสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สภาวะเหนือพันธุกรรมในเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติได้ จึงนำมาสู่การศึกษาในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยมีสมมติฐานที่ว่าเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถหลั่งสารพาราไครน์ออกมาและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนซัยต์ได้เช่นกันผ่านเทคนิคการจำลองสภาวะการอยู่ร่วมกันระหว่างเซลล์มะเร็งและเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนซัยต์ของคนปกติ และเมื่อนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนซัยต์ที่ได้จากการทดลองมาตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงระดับหมู่เมทิลที่บริเวณไลน์วันพบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับหมู่เมทิลที่บริเวณไลน์วันทั้งแบบเพิ่มขึ้นและลดลงในเซลล์มะเร็งลำไส้แต่ละชนิด จนนำไปสู่การทดลองโดยใช้เทคนิคไมโครแอเรย์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับหมู่เมทิลของยีนทั่วทั้งจีโนมจากการจำลองสภาวะการอยู่ร่วมกันระหว่างเซลล์นำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลการเปลี่ยนแปลงในระดับการแสดงออกของยีนจากเลือดของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยโปรแกรม CU-DREAM และข้อมูลยีนที่ได้มาวิเคราะห์ต่อร่วมกับการแสดงออกในระดับโปรตีน จากการวิเคราะห์พบว่าที่ยีน MMP9 และยีน PLOD1 มีการเปลี่ยนแปลงระดับหมู่เมทิลเพิ่มขึ้นในตัวอย่างเลือดและมีการแสดงออกในระดับโปรตีนเพิ่มขึ้นในตัวอย่างชิ้นเนื้อและต่อมน้ำเหลืองของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงสรุปได้ว่าเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถหลั่งสารพาราไครน์ออกมาได้และสารนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สภาวะเหนือพันธุกรรมและการเปลี่ยนแปลงในระดับโปรตีนของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้ ซึ่งผลที่ได้จากงานวิจัยในครั้งนี้อาจนำไปสู่งานวิจัยอื่นๆ เพื่อใช้ค้นหาตัวบ่งชี้มะเร็งและสามารถใช้ในการคัดกรองผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต
พยาธิกำเนิดระดับโมเลกุลของการลดระดับการแสดงออกของ G6pd ในเซลล์มะเร็งปอด, พรชัย อนันตสมบูรณ์
พยาธิกำเนิดระดับโมเลกุลของการลดระดับการแสดงออกของ G6pd ในเซลล์มะเร็งปอด, พรชัย อนันตสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของเซลล์มะเร็ง คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงานและเมตาบอลิซึม ซึ่งวิถีเพนโตสฟอสเฟตเป็นวิถีที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ โดยมีเอนไซม์กลูโคส 6 ฟอสเฟตดีไฮโดรจีเนส (G6PD) เป็นกุญแจสำคัญในปฏิกิริยา จากการศึกษาก่อนหน้าพบว่า G6PD มีการแสดงออกมากขึ้นในเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่นเซลล์มะเร็งตับ อีกทั้งจากการทดสอบระดับการแสดงออกของยีนเทียบกับเซลล์ปกติโดยใช้โปรแกรม CU-DREAM (Connection Up- and Down-Regulation Expression Analysis of Microarrays) พบว่า G6PD มีการแสดงออกเพิ่มมากขึ้นในเซลล์มะเร็งตับ และมะเร็งปอด โดยมะเร็งปอดสามารถพบได้เป็นอันดับ 2 ของผู้ป่วยมะเร็ง อีกทั้งอัตราการรอดชีวิตภายหลังการตรวจพบโรคมะเร็งปอดนั้นต่ำ ปัจจุบันพบว่ายังมีผู้ป่วยมะเร็งปอดบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อยาและวิธีการรักษาแบบอื่น งานวิจัยนี้จึงศึกษาระดับการแสดงออกและบทบาทของ G6PD ต่อมะเร็งปอดทั้งในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยมะเร็งปอดและเซลล์เพาะเลี้ยง ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ได้ทำการย้อมตัวอย่างชิ้นเนื้อจากผู้ป่วยมะเร็งปอดชาวไทย 64 รายพบการย้อมติด G6PD ในส่วนของเซลล์มะเร็งทั้งหมดเมื่อเทียบกับเซลล์ปกติข้างเคียง อีกทั้งพบการย้อมติด G6PD ใน non-small cell (NSCLC) ร้อยละ 81.8 (36/44 ราย) และ small cell ร้อยละ 10 (2/20) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า G6PD มีความสำคัญต่อมะเร็งปอดโดยเฉพาะชนิด NSCLC อีกทั้งผลการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ G6PD โดยใช้ DHEA และการลดระดับการแสดงออกของ G6PD โดย siRNA สามารถยับยั้งระดับการเพิ่มจำนวนเซลล์, migration และ colony formation ใน NCI-H1975 และ NCI-H292 ได้ โดยการยับยั้งเอนไซม์ G6PD ไปรบกวนการแสดงออกของโปรตีนต่างๆ ที่ควบคุม DNA methylation และ apoptosis โดยไปเพิ่มขึ้นการแสดงออกของยีน DNMT3a และ Bax/Bcl-2 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะส่งผลให้วัฏจักรของเซลล์หยุดลง ระดับ apoptosis เพิ่มขึ้น และ ระดับ methylation ของ genome …
การศึกษาระดับโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน Ccna1 กับความสัมพันธ์ของการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร และไวรัสเอ็บสไตบาร์ ในรอยโรคระยะต่างๆ ของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร, พิชญา ฐิติวณิชภิวงศ์
การศึกษาระดับโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน Ccna1 กับความสัมพันธ์ของการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร และไวรัสเอ็บสไตบาร์ ในรอยโรคระยะต่างๆ ของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร, พิชญา ฐิติวณิชภิวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันมะเร็งกระเพาะอาหารเป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในประชากรโลกรวมถึงในประเทศไทย กระบวนการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารเริ่มต้นจากเซลล์ปกติได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ ส่งผลให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับขั้นโดยเริ่มจากเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารปกติจนกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารในที่สุด การศึกษาในต่างประเทศพบว่าปัจจัยการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารมีอยู่หลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการบริโภคอาหารบางชนิด รวมไปถึงการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร และไวรัสเอ็บสไตบาร์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงระดับเมทิลเลชันบริเวณโปรโมเตอร์ของยีน CCNA1 ในเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยในเนื้อเยื่อมะเร็งกระเพาะอาหารมีระดับโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน CCNA1 สูงกว่าในกระเพาะอาหารปกติอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับในประเทศไทยมีการศึกษาการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ในกระบวนการก่อมะเร็งกระเพาะอาหารไม่มากนัก นอกจากนี้ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการเกิดโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน CCNA1 และการติดเชื้อไวรัสเอ็บสไตบาร์ในกระบวนการก่อมะเร็งกระเพาะอาหาร งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน CCNA1 ในกระบวนการก่อมะเร็งกระเพาะอาหาร รวมทั้งหาความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน CCNA1 กับการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร และไวรัสเอ็บสไตบาร์ในรอยโรคระยะต่างๆ ของกระบวนการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยทำการตรวจสอบการเกิดโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน CCNA1 การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร และการติดเชื้อไวรัสเอ็บสไตบาร์ จากตัวอย่างชิ้นเนื้อกระเพาะอาหารในพาราฟินบล็อกด้วยเทคนิค real-time PCR การย้อม giemsa และปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส ตามลำดับ ผลการตรวจสอบพบว่าการเกิดโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน CCNA1 สามารถจำแนกกระเพาะอาหารที่มีความผิดปกติในระยะก่อนเป็นมะเร็ง และมะเร็งกระเพาะอาหารออกจากกระเพาะอาหารปกติได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน CCNA1 กับการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร และไวรัสเอ็บสไตบาร์ในทุกระยะของรอยโรค จากการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Pearson's chi-square test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยสรุปโปรโมเตอร์เมทิลเลชันของยีน CCNA1 สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการคัดแยกผู้ป่วยที่กระเพาะอาหารมีความผิดปกติในระยะก่อนเป็นมะเร็ง และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารออกจากคนปกติได้ แต่ในส่วนของกลไก และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องยังคงต้องมีการศึกษาต่อไป
รูปแบบลำดับสารพันธุกรรมของ Exon บนยีน Scn5a ในกลุ่มการเสียชีวิตชนิดใหลตายในประชากรไทย, รัชติพรรณ ปิติวรารมย์
รูปแบบลำดับสารพันธุกรรมของ Exon บนยีน Scn5a ในกลุ่มการเสียชีวิตชนิดใหลตายในประชากรไทย, รัชติพรรณ ปิติวรารมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มอาการ sudden unexplained nocturnal death syndrome (SUNDS) หรือใหลตายเป็นการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุพบมากในประชากรชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้เสียชีวิตมักเป็นเพศชาย อายุระหว่าง 20 - 49 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่มีประวัติโรคประจำตัว ในการศึกษาก่อนหน้าพบว่าลักษณะทางระบาดวิทยาและอาการของกลุ่มอาการ SUNDS มีความใกล้เคียงกับกลุ่มอาการ Brugada syndrome (BrS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของยีน SCN5A นอกจากนี้ ยังพบว่ายีน SCN5A มีการแปรผันทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละประชากร วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษารูปแบบข้อมูลลำดับสารพันธุกรรมของ exon บนยีน SCN5A ในประชากรไทยที่เสียชีวิตจากกลุ่มอาการ SUNDS ด้วยวิธี Next-Generation sequencing (NGS)
ตัวอย่างเลือดของผู้เสียชีวิตจากกลุ่มอาการ SUNDS จำนวน 43 รายถูกนำมาวิเคราะห์ลำดับเบสของ exon บนยีน SCN5A ด้วยวิธี Next-Generation sequencing (NGS) เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ความแปรผันทางพันธุกรรมที่มีค่า MAF < 0.01 จาก ExAC และค่าผลกระทบต่อโปรตีนระดับสูงหรือปานกลางจาก SnpEff จะถูกคัดเลือกเพื่อนำมาทำนายความสามารถในการก่อโรค โดย missense variant จะวิเคราะห์ด้วย Polyphen-2 ส่วน frameshift variant หรือ stop gained variant จะวิเคราะห์ด้วย Mutationtaster และคัดด้วย CADD ซึ่งรวมผลที่ได้จากการทำนายที่ค่า < 20 ออก จากนั้น เปรียบเทียบผลกับ ClinVar และงานวิจัยก่อนหน้า ข้อมูลพื้นฐานของผู้เสียชีวิตจากกลุ่มอาการ SUNDS จะนำมาวิเคราะห์ทางสถิติเชิงพรรณนาด้วยโปรแกรม Microsoft Excel 2013 และ IBM SPSS statistic version 22.0.
การวิจัยนี้สามารถวิเคราะห์หารูปแบบของลำดับสารพันธุกรรมของ exon บนยีน SCN5A ของผู้เสียชีวิตจากกลุ่มอาการ SUNDS จำนวน 43 ราย โดยพบความแปรผันทางพันธุกรรมของยีน SCN5A ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของ sodium channel จำนวน 7 ตำแหน่ง จากตัวอย่างของผู้เสียชีวิตจากกลุ่มอาการ SUNDS จำนวน 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.28 แบ่งเป็น frameshift variant จำนวน 3 ตำแหน่ง และ stop gained variant จำนวน 4 ตำแหน่ง โดยมีเพียง W301X ซึ่งเคยพบในการศึกษาก่อนหน้านี้ ส่วน 6 ตำแหน่งที่เหลือ ได้แก่ A22fs, C906X, …
การตรวจหาภาวะขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลันหลังการเสียชีวิต โดยใช้ Mir-155 Mir-210 และ Mir-373, รุ่งทิพย์ มาดี
การตรวจหาภาวะขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลันหลังการเสียชีวิต โดยใช้ Mir-155 Mir-210 และ Mir-373, รุ่งทิพย์ มาดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเสียชีวิตจากการขาดอากาศแบบเฉียบพลันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตพบได้ทั่วไปในทางนิติเวชศาสตร์ แต่บางกรณีจะไม่พบร่องรอยการเสียชีวิตทำให้ยากในการวินิจฉัยหาสาเหตุการเสียชีวิต จุดประสงค์ของงานวิจัยเพื่อศึกษาการแสดงออกของ miR-155 miR-210 และ miR-373 เพื่อนำมาใช้เป็นตัวกําหนดชีวภาพช่วยวินิจฉัยหาสาเหตุการเสียชีวิตจากการขาดอากาศแบบเฉียบพลัน โดยศึกษาในกลุ่มผู้เสียเสียชีวิตจากการขาดอากาศแบบเฉียบพลันและกลุ่มควบคุมเป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี โดยใช้เทคนิค Real-time qPCR พบว่ามีการแสดงออกของ miR-155 แตกกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มเสียเสียชีวิตจากการขาดอากาศแบบเฉียบพลันสูงเป็น 2.27 เท่า (p<0.05) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ขณะที่พบการแสดงออกของ miR-373 น้อยมากทั้งในกลุ่มเสียเสียชีวิตจากการขาดอากาศแบบเฉียบพลันและกลุ่มควบคุม และ miR-210 ต้องใช้ขนาดตัวอย่างจำนวนมาก ผู้วิจัยคาดว่าการแสดงออกของ miR-210 ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการศึกษา miR-155 ที่สามารถนำไปใช้เป็นตัวกําหนดชีวภาพสำหรับการวินิจฉัยการเสียเสียชีวิตจากการขาดอากาศแบบเฉียบพลัน miR-210 และ miR-373 ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นตัวกําหนดชีวภาพสำหรับการวินิจฉัยการเสียเสียชีวิตในกรณีดังกล่าว
การประเมินเครื่องตรวจวิเคราะห์ฮีโมโกลบินเอวันซี อย่างง่าย ณ จุดดูแลผู้ป่วย เปรียบเทียบกับเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติในห้องปฏิบัติการกลาง, ลาวัณย์ ปิยะสุวรรณยิ่ง
การประเมินเครื่องตรวจวิเคราะห์ฮีโมโกลบินเอวันซี อย่างง่าย ณ จุดดูแลผู้ป่วย เปรียบเทียบกับเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติในห้องปฏิบัติการกลาง, ลาวัณย์ ปิยะสุวรรณยิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันเครื่องตรวจวิเคราะห์อย่างง่าย ณ จุดดูแลผู้ป่วย หรือ เครื่องตรวจวิเคราะห์อย่างง่ายแบบ POC (Point of Care testing; POCT) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการตรวจวัดค่าฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) อย่างไรก็ตาม ค่า HbA1c ที่วัดได้อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่องวิเคราะห์ หลักการตรวจวิเคราะห์ และ การรบกวนของความผิดปกติของฮีโมโกลบินชนิดต่างๆ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเครื่องตรวจวิเคราะห์แบบ POC ที่ใช้หลักการ Immunoassay (เครื่อง DCA Vantage และ เครื่อง Cobas b101) และ หลักการ boronate affinity (เครื่อง Quo-Test) โดยเปรียบเทียบกับเครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติในห้องปฏิบัติการกลางที่ใช้หลักการ enzymatic assay (เครื่อง Architect c8000) ผลการทดสอบพบว่าเครื่องวิเคราะห์แบบPOC ทั้งสามเครื่องผ่านการประเมินการทดสอบความแม่นยำ การทดสอบลิเนียลิตี้ และการทดสอบความถูกต้องตามเกณฑ์ของโครงการ NGSP เมื่อเปรียบเทียบค่าHbA1c ที่วัดได้ระหว่างเครื่องตรวจวิเคราะห์ POC กับ เครื่อง Architect c8000 พบว่าเครื่อง DCA Vantage ให้ค่า HbA1cที่สอดคล้องและใกล้เคียงกับเครื่อง Architect c8000 มากที่สุด โดยมีค่า r เท่ากับ r = 0.991 และ Mean relative bias เท่ากับ 0.63% นอกจากนี้ในการศึกษาครั้งนี้ยังได้ทดสอบผลกระทบของฮีโมโกลบินผิดปกติชนิดต่างๆต่อการวัดค่า HbA1c ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยไม่เป็นโรคเบาหวานและกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผลการศึกษาพบว่าค่า HbA1c ที่วัดได้จากเครื่อง Cobas b101 มีค่าสูงปลอมในกลุ่มผู้ป่วยที่มี Homozygous Hb E สำหรับความผิดปกติของฮีโมโกลบินชนิด Beta thalassemia/ Hb E จะรบกวนการวัดค่า HbA1c ด้วยเครื่อง Architect c8000 และ DCA Vantage …
การปรับปรุงการเพิ่มจำนวน Cytokine-Induced Killer (Ciks) Cell โดยใช้วิธีเพาะเลี้ยงแบบ Gas-Permeable เพื่อนำมาใช้ในการรักษาด้วยเซลล์บำบัด, สุภารัตน์ ทัดสำราญ
การปรับปรุงการเพิ่มจำนวน Cytokine-Induced Killer (Ciks) Cell โดยใช้วิธีเพาะเลี้ยงแบบ Gas-Permeable เพื่อนำมาใช้ในการรักษาด้วยเซลล์บำบัด, สุภารัตน์ ทัดสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรักษามะเร็งด้วยเซลล์บำบัด (Adoptive cellular therapy) เป็นวิธีการรักษามะเร็งทางเลือกหนึ่ง โดยอาศัยความสามารถของเซลล์ภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์มะเร็งที่กำลังมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิดที่ไม่ตอบสนองหรือกลับมาเป็นซ้ำจากการรักษามาตรฐาน โดยมีรายงานวิจัยและการศึกษาทางคลินิกแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษาด้วยวิธีนี้โดยใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด Cytokine-induced killer cells (CIK cells) ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งชนิดที่เป็นก้อน ซึ่ง CIK cells สามารถกระตุ้นและเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการจาก Peripheral blood mononuclear cells (PBMCs) ด้วยส่วนผสมของไซโตไคน์ชนิดต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามการใช้เซลล์บำบัดทางคลินิกนั้นจำเป็นต้องใช้ปริมาณของ CIK cells เป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง ในงานวิจัยนี้ทางคณะผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการปรับปรุงการเพิ่มจำนวนของ CIK cells โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงแบบ Gas-permeable ซึ่งจากการทดลองพบว่าการเพิ่มจำนวนของ CIK cell โดยวิธี Gas-permeable มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีมาตรฐาน โดยมีอัตราการเพิ่มจำนวนเฉลี่ยของ CIK cells อยู่ที่ประมาณ 110(±9.38) เท่า ในขณะที่อัตราเพิ่มจำนวนเฉลี่ยของวิธีมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 73.8(±10.92) เท่า นอกจากนี้การเพาะเลี้ยง CIK cells โดยใช้วิธี Gas-permeable ยังคงประสิทธิภาพการเกิด Cytotoxicity กับเซลล์มะเร็ง และการแสดงออก Activating marker ไม่แตกต่างจากวิธีมาตรฐาน และสามารถเพิ่มจำนวน CIK cells ทางคลินิกได้สูงถึง 5.13(±1.45) x 109 เซลล์ ด้วยผลการทดลองข้างต้นนี้สามารถสรุปได้ว่า การเพาะเลี้ยงเซลล์โดยใช้วิธี Gas-permeable สามารถช่วยปรับปรุงการเพิ่มจำนวนเซลล์ของ CIK cells ได้ และมีศักยภาพที่จะนำไปใช้เป็นวิธีผลิตเซลล์ เพื่อใช้ในการรักษามะเร็งด้วยเซลล์บำบัดซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เซลล์ในปริมาณมาก แต่ทั้งนี้การเพาะเลี้ยง CIK cells โดยใช้วิธี Gas permeable ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเซลล์ในระดับที่มากขึ้นต่อไป
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ได้รับสัญญาณจากเซลล์มะเร็งศีรษะและลำคอชนิดสความัสเซลล์, อารียา อารยะทวีกุล
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ได้รับสัญญาณจากเซลล์มะเร็งศีรษะและลำคอชนิดสความัสเซลล์, อารียา อารยะทวีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มะเร็งศีรษะและลำคอ (Head and Neck cancer) เป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตในประเทศไทย และมักตรวจพบได้ในระยะท้ายของโรคแล้ว อีกทั้งวิธีการตรวจในปัจจุบันยังมีความไวไม่เพียงพอที่จะใช้ตรวจการเป็นมะเร็งตั้งแต่ในระยะแรกได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการตรวจกรองมะเร็งศีรษะและลำคอ โดยการตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของโมเลกุลทั้งในสภาวะเหนือพันธุกรรมและในระดับการแสดงออกของยีนที่เซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมะเร็งเปรียบเทียบกับเซลล์เม็ดเลือดขาวของคนปกติด้วยเทคนิค Combine Bisulfite Restriction Analysis (COBRA) ที่ไลน์วัน (LINE-1s) พบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวของคนปกติมีระดับหมู่เมททิลที่ไลน์วันลดลงเมื่อเลี้ยงร่วมกับเซลล์มะเร็ง ซึ่งสอดคล้องกับผลที่ได้จากเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วย จากนั้นทำการศึกษาหายีนที่มีอิทธิพล (candidate gene) ต่อโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ จากการวิเคราะห์ข้อมูลชีวสารสนเทศน์ร่วมกับข้อมูลลำดับอาร์เอนเอของเซลล์เม็ดเลือดขาวหลังจากเลี้ยงร่วมกับเซลล์ไลน์มะเร็งด้วยโปรแกรม Connection Up- and Down- Regulation Expression Analysis of Microarray Extension (CU-DREAMX) และทำการทดสอบการแสดงออกของยีนที่มีอิทธิพลด้วยเทคนิค Real-Time Polymerase Chain Reaction (RT-PCR) เปรียบเทียบระหว่างเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมะเร็งกับเซลล์เม็ดเลือดขาวของคนปกติ พบว่าการแสดงออกของยีน ZCCHC6 ซึ่งเป็นยีนที่มีอิทธิพลต่อโรคมะเร็งศีรษะและลำคอในเลือดของผู้ป่วยมีมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเลือดของคนปกติ โดยในอนาคตสามารถนำวิธีนี้ไปพัฒนาเพื่อใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) สำหรับคัดกรองการเป็นมะเร็งศีรษะและลำคอในระยะแรกได้
ผลของการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านกะโหลกศีรษะร่วมกับการฝึกการทรงตัวในผู้สูงอายุที่มีประวัติล้ม, ณิชาภา คุ้มพะเนียด
ผลของการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านกะโหลกศีรษะร่วมกับการฝึกการทรงตัวในผู้สูงอายุที่มีประวัติล้ม, ณิชาภา คุ้มพะเนียด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางด้านประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการเข้าสู่อาชีพ พริตตี้ และกระบวนการรับและปรับใช้วัฒนธรรมของพริตตี้เพื่อให้ตนดำรงอยู่ในกลุ่มอาชีพและสังคมได้ โดยใช้แนวคิดเรื่องฮาบิทัส และทุน ของปิแอร์ บูร์ดิเยอร์ การศึกษานี้ ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลที่ศึกษาแบบเจาะลึก (In-depth interview) และมีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยมีพริตตี้ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นกรณีศึกษา จำนวน 11 คน ผลการศึกษาพบว่า ประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อแนวจริตของพริตตี้ เกิดจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะการให้อิสระ และฝึกฝนการเอาตัวรอดให้อยู่ด้วยตนเองได้ รวมถึงการเติบโตท่ามกลางการแสดงออกในเวทีสาธารณะตั้งแต่อายุยังน้อย พริตตี้จึงมีลักษณะเด่นคือ มีความคุ้นชินกับพื้นที่สาธารณะ มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีความช่างสังเกต และมีการวางท่วงท่าในการตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม เหล่านี้คือฮาบิทัส ที่ได้พัฒนากลายไปเป็นทักษะหรือทุนวัฒนธรรมประเภทที่มีอยู่ในตัวบุคคล (Embodied form) ซึ่งสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทุนเศรษฐกิจ ทุนสังคม และทุนสัญลักษณ์ ต่อไป เมื่อเข้าสู่อาชีพพริตตี้แล้ว แนวจริตดังกล่าว จะเข้าไปมีผลตั้งแต่การเลือกรับงาน การเลือกลูกค้า โดยในระหว่างการทำงาน พริตตี้จะให้ความสำคัญกับการวางตัวให้เหมาะสมกับลูกค้ามากที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกค้าสามารถเพิ่มระดับความเข้มข้นของรูปแบบงานที่ตนไม่ได้เลือกรับได้ โดยมีความสวยงามของรูปร่างหน้าตาและการพูด เป็นทักษะรองลงมา ความมั่นใจและความกล้าแสดงออก เป็นอันดับสุดท้าย นอกจากนี้ ฮาบิทัสยังส่งผลต่อการเลือกคู่รักของพริตตี้ ที่จะต้องให้อิสระและมีทักษะในการพึ่งตนเองได้เช่นเดียวกับตน รวมถึงการประกอบอาชีพในอนาคตหลังจากเลิกอาชีพพริตตี้แล้ว พริตตี้จะยังคงไว้ซึ่งกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น เปิดร้านค้า หรือทำธุรกิจส่วนตัว ต่อไป
การทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกและความสูงจากพื้นของเท้าขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทางในคนที่มีและไม่มีภาวะความไม่มั่นคงของข้อเท้าเรื้อรัง, วรพงษ์ คงทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะความไม่มั่นคงของข้อเท้าเรื้อรัง (CAI) เป็นผลมาจากการเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำ และคนที่มีภาวะ CAI ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำได้อีก การระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณรอบข้อสะโพกร่วมกับการระบุตำแหน่งของเท้าในคนที่มีภาวะ CAI ขณะมีการเคลื่อนไหว จะเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูคนที่มีภาวะ CAI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นในการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาการทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก (hip muscle activities) และความสูงจากพื้นของเท้า (foot clearance) ในช่วง terminal swing phase ขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทางในคนที่มีและไม่มีภาวะ CAI โดยมีผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักกีฬาที่มีภาวะ CAI 22 คน และนักกีฬาที่ไม่มีภาวะ CAI 22 คน ทุกคนจะได้รับการติด surface electrode EMG ที่กล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกข้างที่มีภาวะ CAI ในกลุ่ม CAI และข้างถนัดในกลุ่ม control เพื่อบันทึกข้อมูล muscle activity และติด reflective marker ที่ขาท่อนล่างและเท้าทั้งสองข้าง เพื่อบันทึกความสูงจากพื้นของเท้า จากนั้นผู้เข้าร่วมวิจัยวิ่งเปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็ว 3.5 - 5 เมตรต่อวินาที ผลการศึกษาพบว่า percent change of muscle activation ของกล้ามเนื้อ Adductor Magnus กล้ามเนื้อ Gluteus Medius และกล้ามเนื้อ Tensor Fascia Latae มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ระหว่างกลุ่ม CAI และกลุ่ม control และค่าความสูงจากพื้นของเท้าในกลุ่ม CAI มีค่าน้อยกว่ากลุ่ม control อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ผลการศึกษาทำให้ทราบว่า คนที่มีภาวะ CAI มีความสูงจากพื้นของเท้าต่ำกว่าคนที่ไม่มีภาวะ CAI ขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชยภาวะดังกล่าว และเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำ ดังนั้นในโปรแกรมการฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะ CAI จึงควรให้ความสำคัญกับการฝึกกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก รวมถึงการให้ความสำคัญกับตำแหน่งของเท้าในขณะเคลื่อนไหวด้วย
ผลของการออกกำลังกายต่อการไหลเวียนเลือดที่แขนในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังรับประทานอาหารในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติซึ่งเป็นทายาทของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง, วิไลวรรณ จุฑาภักดีกุล
ผลของการออกกำลังกายต่อการไหลเวียนเลือดที่แขนในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังรับประทานอาหารในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติซึ่งเป็นทายาทของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง, วิไลวรรณ จุฑาภักดีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายที่ระดับความหนักสูงสลับกับปานกลาง ต่อการไหลเวียนเลือดที่แขนในชายสุขภาพดีที่มีความดันโลหิตปกติและเป็นทายาทของผู้ที่มีความดันโลหิตปกติ (ONT) (n=13) เปรียบเทียบกับชายสุขภาพดีที่มีความดันโลหิตปกติและเป็นทายาทของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง (OHT) (n=13) ซึ่งการวิจัยเป็นเชิงทดลองแบบสุ่มข้ามกลุ่ม โดยสุ่มแยกอาสาสมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 แบบ โดยแบบที่ 1 ออกกำลังกายก่อนรับประทานน้ำตาล จากนั้นอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ตามด้วยการรับประทานน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งการทดสอบแบบที่ 2 ทำสลับกับแบบที่ 1 โดยอาสาสมัครทั้งหมดได้รับการวัดระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขน ก่อนและภายหลังการรับประทานน้ำตาลทุกๆ 30 นาทีจนครบ 4 ชั่วโมงพบว่า หลังการรับประทานน้ำตาลอย่างเดียว ระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่ม OHT (23.82±1.39 ml/100ml/min เป็น 20.61±1.75 ml/100ml/min, p<0.01) และในกลุ่ม ONT (26.84±2.47 ml/100ml/min เป็น 24.29±2.58 ml/100ml/min, p<0.01) และการออกกำลังกายก่อนรับประทานน้ำตาลพบว่า ระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่ม OHT (23.72±1.68 ml/100ml/min เป็น 27.25±1.91 ml/100ml/min, p<0.01) และในกลุ่ม ONT (26.74±2.86 ml/100ml/min เป็น 34.07±2.14 ml/100ml/min, p<0.01) ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่าเมื่อกลุ่ม OHT มีค่าระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขนเพิ่มขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม ONT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) จึงสรุปได้ว่าการออกกำลังกายที่ระดับความหนักสูงสลับกับปานกลาง สามารถเพิ่มระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขนในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังรับประทานน้ำตาล ในคนที่มีความดันโลหิตปกติทั้งที่มีและไม่มีประวัติความดันโลหิตในครอบครัว
การเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานสองชนิดต่อระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำ การทำงานของกล้ามเนื้อและจลนศาสตร์การเคลื่อนไหวบริเวณลำตัวส่วนบนในพนักงานออฟฟิศเพศหญิงที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด, อาทิตา ก่อการรวด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานสองชนิดเป็นเวลา 12 สัปดาห์ต่อระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำ การทำงานของกล้ามเนื้อ และจลนศาสตร์บริเวณลำตัวส่วนบนในพนักงานออฟฟิศเพศหญิงที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด อายุเฉลี่ย 29.5?4.09ปี สุ่มแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม (ยืดกล้ามเนื้อ) กลุ่มปั่นจักรยาน A (นั่งหลังตรงบนจักรยานอยู่กับที่) และกลุ่มปั่นจักรยาน B (นั่งก้มตัวไปด้านหน้าบนจักรยานไฮบริดจ์) อาสาสมัครจะได้รับการวัดระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำและระดับความรุนแรงของอาการปวด หลังทดสอบพิมพ์งานหรือปั่นจักรยาน รวมถึงวัดการทำงานของกล้ามเนื้อและจลนศาสตร์การเคลื่อนไหวขณะพิมพ์งานหรือปั่นจักรยาน โดยทดสอบในวันแรกหลัง 6 สัปดาห์ 12 สัปดาห์ และติดตามผล 2 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมจะได้รับโปรแกรมการยืดกล้ามเนื้อ ขณะที่กลุ่มปั่นจักรยานจะออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนัก 30นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำทั้ง 3 กลุ่มเพิ่มขึ้น และระดับความรุนแรงของอาการปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนการทำงานของกล้ามเนื้อ พบว่าขณะพิมพ์งานและปั่นจักรยาน กล้ามเนื้อ cervical erector spinae ทำงานมากกว่ากล้ามเนื้อ upper trapezius และ lower trapezius อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และพบว่าในกลุ่มปั่นจักรยาน A มีมุมศีรษะและลำตัวมากกว่ากลุ่มปั่นจักรยาน B แต่มีมุมช่วงไหล่น้อยกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ซึ่งสัมพันธ์กับท่าทางในการปั่นจักรยานแต่ละชนิด จึงสรุปได้ว่า การปั่นจักรยานทั้งสองชนิดที่ระดับความหนักปานกลางถึงหนัก (50-70%HRR) เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถเพิ่มระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำ และลดระดับความรุนแรงของอาการปวดได้เช่นเดียวกับการยืดกล้ามเนื้อซึ่งเป็นการรักษาพื้นฐานในพนักงานออฟฟิศเพศหญิงที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด
การพัฒนาการเตรียมตัวอย่างแบบง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยวิธี High-Throughput Sequencing, อุกฤษฏ์ ทองภูมิ
การพัฒนาการเตรียมตัวอย่างแบบง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยวิธี High-Throughput Sequencing, อุกฤษฏ์ ทองภูมิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาในกลุ่ม high risk genotype แต่สามารถพบการติดเชื้อในกลุ่ม low risk genotype ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกด้วย ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบได้ ในขณะที่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง high-throughput sequencing สามารถตรวจพบสายพันธุ์ของไวรัสได้คลอบคลุมมากกว่าแต่มีข้อเสียในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวอย่างนั้นค่อนข้างสูง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยเทคนิค high throughput sequencing ที่ง่ายและใช้ต้นทุนต่ำกว่าการเตรียมตัวอย่างแบบเดิมรวมถึงเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์บนยีน L1 โดยใช้เทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้น ในการศึกษาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมานั้นจะใช้ความแตกต่างบนยีน L1 ในการจำแนกสายพันธุ์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ปรับแต่ง primer MY09/11 ให้มีโครงสร้างของ sequencing primer, index และ adapter ที่จำเป็นสำหรับการศึกษาด้วยเทคนิค high-throughput sequencing ผลการศึกษาพบว่าเทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้นนั้นมีความสามารถในการตรวจพบสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาได้ทั้งสองกลุ่มโดยปริมาณสารพันธุกรรมน้อยที่สุดที่เทคนิคนี้สามารถตรวจพบคือ 100 copies/µl มีความไวเท่ากับ 100% และความจำเพาะเท่ากับ 87.23% โดยสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ที่พบในทุกระยะคือสายพันธุ์ 16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอุบัติการณ์สูงในประเทศไทย นอกจากนี้สามารถตรวจพบการกลายพันธุ์บนยีน L1 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนขึ้นและอาจส่งผลให้เชื้อไวรัสสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันได้ โดยสรุปเทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้นนี้นอกจากจะมีความสามารถในการตรวจพบสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาทุกสายพันธุ์และตรวจพบการกลายพันธุ์บนยีน L1 แล้วยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจหาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาลงได้อีกด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมบริเวณยีน Pnpla3 และยีน Ncan กับการเกิดมะเร็งตับ, มณีรัตน์ รักษายศ
ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมบริเวณยีน Pnpla3 และยีน Ncan กับการเกิดมะเร็งตับ, มณีรัตน์ รักษายศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มะเร็งตับมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นในประเทศไทย เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชายไทย และเป็นอันดับสามในผู้หญิงไทย การสะสมไขมันในตับเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยจากไขมันสะสมในตับเพิ่มขึ้น ปัจจุบันเชื่อว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนต่างๆ ส่งผลต่อการสะสมไขมันในตับ การวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน PNPLA3 ตำแหน่ง rs738409 และยีน NCAN ตำแหน่ง rs2228603 ในผู้ป่วยมะเร็งตับ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาประกอบด้วยกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี จำนวน 302 ราย กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซี จำนวน 153 ราย กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH จำนวน 116 ราย และกลุ่มควบคุมสุขภาพดี จำนวน 200 ราย งานวิจัยนี้ใช้เทคนิค TaqMan probe real-time PCR หาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ความถี่จีโนไทป์ GG ของยีน PNPLA3 ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบีเป็น 32 (10.6%) กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซีเป็น 17 (11.1%) กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH เป็น 23 (19.8%) และกลุ่มควบคุมสุขภาพดี เป็น 22 (11.0%) โดยจีโนไทป์ GG ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH สูงกว่ากลุ่มควบคุมสุขภาพดี (OR (95%CI) = 2.24 (1.12-4.47), P=0.022) นอกจากนั้นจีโนไทป์ GG ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี และกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซี พบว่ามีค่าสูงกว่า (OR (95%CI) = 0.45(0.24-0.86) P= 0.015 และ OR (95%CI) = 0.43(0.21-0.9), P= 0.025 ตามลำดับ) ส่วนยีน NCAN ความถี่จีโนไทป์ CC, CT และ TT ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบีเป็น 282 …