Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
Articles 61 - 90 of 274
Full-Text Articles in Civil Engineering
Effect Of Temperature On Performance Of Crack Repair Materials On Rendered Walls, Pattharadej Sansara
Effect Of Temperature On Performance Of Crack Repair Materials On Rendered Walls, Pattharadej Sansara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cracking on wall surfaces, especially exterior rendered walls, is frequently found. Hence, whenever cracks initiate, it is unavoidable to repair such crack even though it may not be attributed to structural issues, but it may be the ingress of water to infiltrate into the wall. However, even though these fine cracks are sealed with some repair materials, re-cracking still occurs. One factor that causes such failure is temperature. Therefore, this thesis focuses on how temperature influences the performance of crack repair materials since temperature can cause the crack movement and make the repair materials fail subsequently. Moreover, crack movement has …
Impact Of Drainage Problem On Dynamic Behavior Of Ballasted Track-Bridge Structure, Ratabhat Wangtawesap
Impact Of Drainage Problem On Dynamic Behavior Of Ballasted Track-Bridge Structure, Ratabhat Wangtawesap
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Recently, the railway industry has favored expanding its network through the widespread use of ballasted tracks due to their cost-effectiveness and ease of construction. However, rising global temperatures have led to more unpredictable weather and increased rainfall, causing drainage issues in Thai railway bridges. The dynamic properties of ballast significantly influence the safety and performance of these railway systems. By conducting experiments on submerged ballast layers and integrating this data as a variable parameter in an optimization process, the research identifies diverse ballast properties under varying drainage conditions and use these properties to develops a numerical model for train-ballasted track-bridge …
การประยุกต์ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมเพื่อประเมินค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจร, จินตสิทธิ์ ภู่พิชิต
การประยุกต์ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมเพื่อประเมินค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจร, จินตสิทธิ์ ภู่พิชิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการประยุกต์ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมเพื่อประเมินค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจรโดยมีวัตุประสงค์ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจรที่ตรวจวัดจากเครื่องมือวัดค่าการสะท้อนแสงของสีตีเส้นกับข้อมูลภาพถ่ายสายทางด้วยกล้องมัลติสเปกตรัมที่ประกอบไปด้วย 5 ช่วงความยาวคลื่น ซึ่งพื้นที่ศึกษาคัดเลือกจากโครงการที่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานการบำรุงและงานอำนวยความปลอดภัย (พ.ศ. 2564 – 2565) ของกรมทางหลวง โดยได้มีการออกแบบการเก็บข้อมูลสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับร่วมกับกล้องมัลติสเปกตรัม ที่ปัจจัยต่างกัน ได้แก่ ด้านเวลา ด้านความสูง และมุมกล้องในการถ่ายภาพ เพื่อหาเทคนิคและวิธีการที่ทำให้ภาพถ่ายมีคุณภาพสูงที่สุด และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวิเคราะห์ผลต่อไป ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉดสีที่ได้จากการเก็บข้อมูลภาพถ่ายสายทางด้วยกล้องมัลติสเปกตรัม มีความสัมพันธ์กับค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจร ที่เก็บด้วยเครื่องมือวัดค่าการสะท้อนแสงของสีตีเส้น ทั้งค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงแบบย้อนกลับ (RL) และค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงจากแหล่งกำเนิดทุกทิศทาง (Qd) ทั้งเส้นจราจรสีขาวและสีเหลือง โดยค่าเฉดสีที่มีความสัมพันธ์กับค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจรมากที่สุด คือ ค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงจากแหล่งกำเนิดทุกทิศทาง (Qd) บนเส้นจราจรสีเหลือง ซึ่งผลที่ได้จากการวิจัย สามารถเสนอการประยุกต์ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมในการตรวจวัดค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจร เพื่อประเมินค่าการสะท้อนแสงเบื้องต้น และใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการซ่อมบำรุงเส้นจราจรในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป
การศึกษาพฤติกรรมการรับแรงของท่อคอนกรีตเสริมแรงด้วยวัสดุพอลิเมอร์เสริมเส้นใยแก้วแบบเส้นภายใต้การทดสอบแบบสามแกน, นุฮ์ เหร่าหมัด
การศึกษาพฤติกรรมการรับแรงของท่อคอนกรีตเสริมแรงด้วยวัสดุพอลิเมอร์เสริมเส้นใยแก้วแบบเส้นภายใต้การทดสอบแบบสามแกน, นุฮ์ เหร่าหมัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของท่อคอนกรีตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 600 มิลลิเมตร โดยเสริมแรงด้วยวัสดุพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้น (GFRP bar) 3 ท่อ โดยใช้วิธีการออกแบบทางตรง (Direct Design Method ) ซึ่งจะมีปริมาณเสริมวัสดุพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้น เท่ากับ 168.00 ตารางมิลลิเมตร (GFRP1P) 576.00 ตารางมิลลิเมตร (GFRP2P) และ 276 ตารางมิลลิเมตร (GFRP3P) โดยใช้วิธีการทดสอบแบบสามแกน (Three-Edge Bearing ) เพื่อหากำลังความต้านแรงอัดแตก และกำลังรับแรงกดสูงสุด อีกทั้งยังสังเกตรอยร้าว และลักษณะการวิบัติของท่อคอนกรีตเสริมวัสดุพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้น โดยจากผลการทดสอบพบว่า ท่อ GFRP1P GFRP2P และ GFRP3P มีค่าความต้านแรงอัดแตกเท่ากับ 42.70 66.72 และ 47.07 กิโลนิวตัน/เมตร และมีกำลังรับแรงกดสูงสุดเท่ากับ 47.26 79.43 และ 52.00 กิโลนิวตัน/เมตร ตามลำดับ โดยค่ากำลังรับแรงกดสูงสุดของท่อ GFRP1P และ GFRP3P น้อยกว่าท่อ RCP เท่ากับ 32.69 % และ 25.9 % ตามลำดับ ในส่วนของท่อ GFRP2P มากกว่าท่อ RCP 13.13 % ซึ่งลักษณะการวิบัติของท่อคอนกรีตเสริมจะเป็นลักษณะการวิบัติแบบเปราะ โดยท่อ GFRP1P และ GFRP3P จะวิบัติจากการแตกหักของวัสดุเสริมพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้น (FRP rupture) ที่ผิวด้านนอกบริเวณด้านข้างของท่อ (Spring line) และท่อGFRP2P จะวิบัติจากสูญเสียแรงยึดเหนี่ยวของคอนกรีตบริเวณด้านบนของท่อ (Concrete Cushing) โดยจากการเจาะสำรวจพบว่าเกิดการเคลื่อนตัวของวัสดุเสริมพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้นจากกระบวนการหล่อท่อ โดยท่อ GFRP1P และ GFRP3P จะเคลื่อนไปอยู่ในพื้นที่รับแรงอัด (Compression zone) แต่สำหรับท่อ GFRP2P เนื่องด้วยมีการเคลื่อนตัวเล็กน้อยทำให้วัสดุเสริมยังอยู่ในพื้นที่รับแรงดึง (Tension zone) โดยเมื่อนำผลที่ได้ไปเปรียบกับ …
การประยุกต์ใช้คอนกรีตมวลเบาเป็นผนังรับแรงในโครงสร้างที่พักอาศัย, ธนายุต กฤษฎากมล
การประยุกต์ใช้คอนกรีตมวลเบาเป็นผนังรับแรงในโครงสร้างที่พักอาศัย, ธนายุต กฤษฎากมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการก่อสร้างที่พักอาศัยมีความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารให้มากขึ้น ปัจจัยหลักที่ทำให้บ้านสูญเสียพลังงานเกิดจากคุณสมบัติของผนังที่มีความเป็นฉนวนความร้อนที่ต่ำ ทำให้ตัวบ้านเกิดความร้อนสะสมจากแสงอาทิตย์ จึงต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการทำความเย็น เพื่อลดการใช้พลังงานดังกล่าว วัสดุคอนกรีตมวลเบาจึงถูกนำมาผลิตเป็นอิฐก้อนเพื่อใช้ก่อผนังทดแทนอิฐประเภทเดิม อย่างไรก็ตามคอนกรีตมวลเบานั้นนอกจากคุณสมบัติการเป็นฉนวนความร้อนที่ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติเชิงกลที่สามารถแบกทานแรงอัดได้ในระดับหนึ่งด้วย งานวิจัยนี้จึงศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ผนังคอนกรีตมวลเบาเป็นผนังรับแรง (Bearing wall) เพื่อใช้วัสดุผนังให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุนการก่อสร้างได้อย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาพิจารณารูปแบบโครงสร้างบ้าน 2 ชั้น ก่อสร้างด้วยผนังคอนกรีตมวลเบาชนิดหล่อในที่ (Cast-in-place lightweight concrete) เพื่อให้ได้คุณสมบัติเชิงกลที่สม่ำเสมอ แล้วทำการวิเคราะห์ออกแบบโครงสร้างผนังตามมาตรฐาน ACI 530/530.1-13 ด้วยโปรแกรม ETABs โดยกำหนดให้ผนังบ้านมีความหนา 20 เซนติเมตร ผลการศึกษาพบว่าผนังคอนกรีตมวลเบาสามารถใช้เป็นผนังรับแรงได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐาน ACI และจากการศึกษาพบว่าข้อจำกัดของผนังชนิดนี้คือต้องเสริมเหล็กในส่วนผนังที่อยู่เหนือช่องเปิด เนื่องจากผนังไม่สามารถต้านทานแรงดัดที่เกิดขึ้นได้
Numerical Modeling Of Reinforced Concrete Columns With Expanded Metal Mesh Ferrocement Under Constant Axial Load And Cyclic Lateral Loading, Khin Khin Moe
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research develops the numerical models of the unstrengthened and strengthened columns with an expanded metal mesh ferrocement jacket under constant axial load and cyclic lateral loading. The experimental data from two control and six strengthened columns validate the numerical model using nonlinear finite element analysis in OpenSees. The primary objective of this research is to model the seismic behavior of unstrengthened and ferrocement-strengthened reinforced concrete columns in OpenSees, considering two longitudinal steel ratios, two ferrocement jacket thicknesses, and the presence of two sizes of externally anchored longitudinal steel. The fiber-based displacement beam-column element was used. Each fiber section discretizes …
Numerical Modeling Of Reinforced Concrete Columns Strengthened By External Steel Collars And Steel Bars, Thin Zar Win
Numerical Modeling Of Reinforced Concrete Columns Strengthened By External Steel Collars And Steel Bars, Thin Zar Win
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated numerical modeling for reinforced concrete columns strengthened by external hollow structural section (HSS) steel collars and external steel bars. The main objective of this study is to numerically assess the seismic performance of columns strengthened by external steel collars and external steel bars. The experimental test data of two control columns, four steel-collar-strengthened RC columns with external steel bars, performed by Panyakapo et.al. (2024), were taken as benchmarks for the validation of numerical analysis. The implementation of finite element models for RC columns was performed in the OpenSees program. The fiber-based displacement nonlinear beam-column element was used …
พฤติกรรมของเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอก, วรวุฒิ ริดมัด
พฤติกรรมของเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอก, วรวุฒิ ริดมัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาพฤติกรรมการเสริมกำลังเสาคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับการเสริมเหล็กตามยาวภายนอก และเปรียบเทียบกำลังการรับแรงจากผลการทดลองกับการวิเคราะห์หน้าตัดอย่างง่ายด้วยโปรแกรม Response2000 และ ETABS ในการทดลองนี้ได้ทำการเสริมกำลังเสาคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 250มม.x250มม.มีความสูงเท่ากับ 1,600 มม.โดยการหุ้มด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกขนาด XS-33 จำนวน 2 ชั้น ร่วมกับการเสริมเหล็กตามยาวภายนอกโดยมีขนาดหน้าตัดหลังการเสริมกำลังเท่ากับ 350x350 มม. โดยแบ่งเสาออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) เสา C1 เสริมเหล็กตามยาว 4-DB16 2). เสา C2 เสริมเหล็กตามยาว 8-DB16 ในการทดลองมีการเปลี่ยนแปลงขนาดเหล็กเสริมตามยาวภายนอกระหว่างเหล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มม. และ 12 มม. ในการทดลองมีการให้แรงกระทำต่อเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ทิศทางคือ แรงกระทำคงที่ในแนวดิ่ง ร่วมกับ แรงกระทำด้านข้างแบบวัฏจักร ผลการศึกษาพบว่าตัวอย่างเสาคอนกรีต C1 ที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มม. สามารถเพิ่มกำลังรับแรงทางด้านข้างและค่าความเหนี่ยวได้เท่ากับ 61% และ 26% ของเสาควบคุมตามลำดับและเสา C1 ที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มม. สามารถเพิ่มกำลังรับแรงทางด้านข้างและค่าความเหนี่ยวได้เท่ากับ 84% และ 26% ของเสาควบคุมตามลำดับ และตัวอย่างเสา C2 ที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถเพิ่มกำลังรับแรงทางด้านข้างและค่าความเหนี่ยวได้เท่ากับ 7% และ 79% ของเสาควบคุมตามลำดับ และเสา C2 ที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มม.สามารถเพิ่มกำลังรับแรงทางด้านข้างและค่าความเหนี่ยวได้เท่ากับ 72% และ 25% ของเสาควบคุมตามลำดับ ค่ากำลังรับแรงดัดที่วิเคราะห์ได้จากโปรแกรม Response2000 และ ETABS จากการวิเคราะห์หน้าตัดอย่างง่ายพบว่ามีค่าใกล้เคียงกับผลการทดลองจริงแต่มีค่าสติฟเนสสูงกว่าผลการทดลอง เพราะไม่ได้พิจารณาการครากของเหล็กเสริมเข้าไปในฐานราก
Sustainable Brick Comprising Recycled Granite Particle Waste And Hemp Shiv, Wai Lin Phyo
Sustainable Brick Comprising Recycled Granite Particle Waste And Hemp Shiv, Wai Lin Phyo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Products are responsible to fabricate using few natural resources and regenerating less waste in manufacturing according to eco-efficient concept reported by the World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) in 1991. As a consequence, reutilization of wastes from other production chains has been substantially increasing in brick production to contribute a more sustainable construction product. This study investigates the brick samples made the mixtures of recycled granite particle wastes and potential replacement of hemp shivs (10%, 20% and 30%), together with a few amounts of cement (around 11% by mass) by using clean energy production technique. Two brick specimens of …
การวิเคราะห์และเปรียบเทียบรอยแตกร้าวเนื่องจากความล้าในคานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้นและภาพถ่ายทางอากาศจากอากาศยานไร้คนขับ, วีรวัฒน์ นิลประพันธุ์
การวิเคราะห์และเปรียบเทียบรอยแตกร้าวเนื่องจากความล้าในคานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้นและภาพถ่ายทางอากาศจากอากาศยานไร้คนขับ, วีรวัฒน์ นิลประพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันจำนวนของสะพานที่มีอายุการใช้งานยาวนานในประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคตจะมีปริมาณสะพานที่มีอายุการใช้งานยาวนานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปริมาณของสะพานในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่สัญจรผ่านสะพาน จึงต้องมีการตรวจสอบความเสียหายของสะพานเพื่อหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาความเสียหายของสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ปัจจุบันสะพานดังกล่าวมีอายุการใช้งานรวมกว่า 73 ปี และงานวิจัยนี้จะทำการศึกษาความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณคานตัวนอกของสะพาน ซึ่งจากการสำรวจความเสียหายด้วยสายตา (Visual Inspection) พบว่ามีรอยร้าวเนื่องจากแรงดัด (Flexural Cracks) เกิดขึ้นบริเวณกึ่งกลางคานสะพาน และรอยร้าวผสมผสานระหว่างแรงดัดและแรงเฉือน (Flexural-Shear Cracks) เกิดขึ้นบริเวณใกล้จุดรองรับของคานสะพาน และจากข้อสันนิษฐานคาดว่าสาเหตุของรอยร้าวดังกล่าวเกิดจากกำลังรับแรงดัดที่มากกว่าความสามารถการรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้างคานสะพาน (Structural Capacity) หรืออาจเกิดจากแรงกระทำเนื่องจากความล้า (Fatigue Loading) ที่เกิดขึ้นเมื่อมีน้ำหนักบรรทุกกระทำซ้ำไปมา (Cyclic Loading) เป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการตรวจสอบความเสียหายในคานสะพานจึงได้มีการประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) ร่วมกับระเบียบวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้น (Nonlinear Finite Element Analysis : NLFEA) ด้วยน้ำหนักรถบรรทุกที่มีความแตกต่างกันในการระบุประเภทและระยะห่างของรอยร้าวที่ปรากฏบนคานสะพาน
การจำแนกและประเมินความเสียหายแบบอัตโนมัติสำหรับการตรวจสอบพื้นผิวทางสะพานด้วยข้อมูลจากอากาศยานไร้คนขับ, สหัสวรรษ เชื่อมชัยตระกูล
การจำแนกและประเมินความเสียหายแบบอัตโนมัติสำหรับการตรวจสอบพื้นผิวทางสะพานด้วยข้อมูลจากอากาศยานไร้คนขับ, สหัสวรรษ เชื่อมชัยตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การตรวจสอบและการประเมินสุขภาพของโครงสร้างสะพานเป็นสิ่งสำคัญที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของโครงสร้างสะพาน โดยส่วนที่มีผลกระทบต่อผู้ใช้สะพานมากที่สุดคือพื้นผิวทางสะพาน เนื่องด้วยพื้นผิวทางสะพานเป็นส่วนที่ใช้เพื่อการสัญจรและได้รับความเสียหายเป็นอันดับแรกสุดจากน้ำหนักบรรทุก การตรวจสอบด้วยตาเปล่า (Visual Inspection) เป็นขั้นตอนแรกในการตรวจสอบความเสียหายสะพาน ซึ่งในการตรวจสอบนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความเข้าใจโครงสร้างสะพาน การได้รับการฝึกอบรม และมีประสบการณ์ในการตรวจสอบ รวมถึงการปิดช่องทางการจราจรเพื่อทำการตรวจสอบซึ่งอาจทำให้การจราจรติดขัดได้ และมีการใช้ผู้ปฏิบัติงานเพื่อดูแลรักษาด้านความปลอดภัยมาก นอกจากนี้การเก็บข้อมูลด้านความเสียหายนั้นใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายที่สูง งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการตรวจสอบความเสียหายของพื้นผิวทางสะพานด้วยข้อมูลภาพถ่ายจากอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles :UAV) ที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความแม่นยำสำหรับการตรวจสอบความเสียหายเนื่องด้วยการนำข้อมูลภาพถ่ายความเสียหายที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับมาประมวลผลภาพสำหรับการสร้างภาพออร์โธโมเสค (Orthomosaic image) ซึ่งมีความละเอียดสูงเหมาะแก่การใช้ตรวจสอบความเสียหาย และระบุความเสียหายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ด้วยกระบวนการ การตรวจจับและการคำนวณขนาดเชิงปริมาณของความเสียหาย รวมไปถึงการจำแนกประเภทของความเสียหายที่สนใจแบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก (Deep learning) และนำเสนอการประเมินสุขภาพของพื้นผิวทางสะพานเพื่อนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญสำหรับการบำรุงรักษาพื้นสะพานในอนาคต
พฤติกรรมการยึดเหนี่ยวระหว่างกรอบแบบคานที่ทำการพิมพ์ 3 มิติ กับคอนกรีตหล่อทีหลัง, อธิพัฒน์ ทองญวน
พฤติกรรมการยึดเหนี่ยวระหว่างกรอบแบบคานที่ทำการพิมพ์ 3 มิติ กับคอนกรีตหล่อทีหลัง, อธิพัฒน์ ทองญวน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในงานด้านวิศวกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการก่อสร้างที่มีการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมที่มีความซับซ้อนและมีรูปแบบที่หลากหลาย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้างได้ เช่น การพิมพ์กรอบแบบคานที่มีรูปแบบอิสระ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการยึดเหนี่ยวของกรอบแบบคานที่มีการหล่อทีหลังจากที่ทำการขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ ซึ่งกรอบแบบคานดังกล่าวจะใช้วิธีการพิมพ์แบบระบบบฉีดเนื้อวัสดุเป็นแบบเส้นกลม (Fused Deposition Modeling, FDM) พิมพ์เนื้อคอนกรีตซ้อนทับกันไปจนได้เป็นกรอบแบบ โดยมีการศึกษาพฤติกรรมของรูปแบบพื้นผิวที่มีลักษณะแตกต่างกันและปัจจัยด้านอายุของกรอบแบบหล่อที่มีอายุต่างกันต่อประสิทธิภาพการยึดเหนี่ยวกับคอนกรีตที่ทำการหล่อในภายหลังจากนั้นผลการทดสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลเพื่อหาประสิทธิภาพการยึดเหนี่ยวระหว่างพื้นผิวซึ่งประสิทธิภาพการยึดเหนี่ยวระหว่างพื้นผิวกับคอนกรีตหล่อทีหลังช่วงเวลาที่ดีสุดอยู่ในช่วงระยะเวลา 7 วันจากการทดสอบ
Exploring Job Burnout And Engagement Amongst Construction Managers In Thailand: A Cross-Sectional Study Using Structural Equation Modelling, Thinley Lhendup
Exploring Job Burnout And Engagement Amongst Construction Managers In Thailand: A Cross-Sectional Study Using Structural Equation Modelling, Thinley Lhendup
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Studies of job burnout have gained appreciable momentum within the construction industry in the past few decades, however literature incorporating the Maslach Burnout Inventory (MBI) is still sparse. Furthermore, a single piece of literature can be traced that utilized the six Areas of Worklife Survey (AWS) as an independent variable influencing burnout among construction professionals. This study proposed a hypothetical model in which Areas of Worklife potentially contribute to Job Burnout/Engagement among construction professionals in Thailand and explored the consequential relationships between perceived Job Performance and Turnover Intentions. Cross-Sectional data was explored using an online questionnaire survey, and Structural Equation …
การวิเคราะห์แรงเฉือนสำหรับการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวของกำแพงโครงสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเมื่อพิจารณาผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับชั้นดินในเขตกรุงเทพมหานคร, สาริน กาญจนพันธุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการพิจารณาความเหมาะสมของวิธีการคำนวณแรงเฉือนสำหรับออกแบบกำแพงโครงสร้างเมื่อพิจารณาผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับชั้นดิน (soil-structure interaction, SSI) ในเขตกรุงเทพฯ โดยมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวของประเทศไทยฉบับล่าสุดได้มีการเสนอวิธีคำนวณแรงเฉือนด้วยวิธีที่เรียกว่า Modified Response Spectrum Analysis (MRSA) การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของวิธี MRSA เมื่อมีการพิจารณาผลของ SSI และเปรียบเทียบกับการคำนวณด้วยวิธีต่างๆ โดยศึกษาอาคารทั้งหมด 3 หลังประกอบไปด้วยอาคารสูง 8, 15 และ 39 ชั้น โดยจำลองฐานรองรับแบบยึดแน่น (fixed-base model, FB) เพื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์กับการจำลองฐานรองรับที่คำนึงถึงความอ่อนตัวของชั้นดิน (compliant-base model, CB) โดยจะพิจารณาผลตอบสนองของอาคาร เช่น ค่าแรงเฉือน ค่าโมเมนต์พลิกคว่ำ การเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้น การเคลื่อนตัวของชั้น เป็นต้น จากผลการศึกษาพบว่าอาคารสูงน้อยจะได้รับผลกระทบจากการพิจารณา SSI มากกว่าอาคารสูง เนื่องจากฐานรากอาคารมีขนาดเล็ก และเสาเข็มที่ไม่ลึกมากทำให้ฐานรองรับมีความอ่อนตัวมากกว่าอาคารที่มีฐานรากขนาดใหญ่ที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับกับฐานรองรับแบบยึดแน่น
Ambient And Elevated Temperature Performance Of Geopolymer Concrete Containing Rubber And Graphene Nanoplatelets, Hafiz Waheed Iqbal
Ambient And Elevated Temperature Performance Of Geopolymer Concrete Containing Rubber And Graphene Nanoplatelets, Hafiz Waheed Iqbal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Geopolymer concrete (GPC) is recognized as a promising alternative to conventional cement concrete due to its environmental sustainability properties. In this research work, crumb rubber (CR) was used to partially replace fine aggregate to reduce rubber waste, and graphene nanoplatelets (GNPs) were used as a nanomaterial to enhance the properties of GPC. Total 20 mix designs of fly ash-based GPC were made having 10% to 30% replacement of fine aggregate with CR and addition of 0.1% to 0.4% of GNPs as of binder percentage. The main objective of this research work is to assess the properties of these mix designs …
ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้แตกต่างกัน, วศิน จันทร์ทอง
ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้แตกต่างกัน, วศิน จันทร์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การออกแบบอุโมงค์ในภาวะเพลิงไหม้โดยส่วนใหญ่พิจารณาให้พื้นผิวด้านในของอุโมงค์สัมผัสเพลิงไหม้ตลอดแนวเส้นรอบรูป อย่างไรก็ตาม ในการเกิดเพลิงไหม้จริง พื้นผิวของอุโมงค์อาจได้รับผลกระทบจากความร้อนเพียงบางส่วน เนื่องจากลักษณะของเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นหรือการติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติมภายในอุโมงค์ ส่งผลให้ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์แตกต่างไป งานวิจัยนี้ศึกษาผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีรูปแบบของพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้ที่แตกต่างกัน 4 กรณีศึกษา ได้แก่ กรณีที่ 1 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้ตลอดแนวเส้นรอบรูปด้านในของอุโมงค์ กรณีที่ 2 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับรางรถไฟ กรณีที่ 3 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับกึ่งกลางความสูงของอุโมงค์ และ กรณีที่ 4 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับรางรถไฟเว้นทางเดินด้านข้างอุโมงค์ โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ในการวิเคราะห์การถ่ายโอนความร้อนและการวิเคราะห์โครงสร้าง รวมทั้งนำเสนอตัวคูณลดค่าความต้านทานวิกฤติสำหรับแผนภาพปฏิสัมพันธ์ระหว่างความต้านทานโมเมนต์ดัดกับความต้านทานแรงตามแนวแกนเพื่อพิจารณากรณีเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความแตกต่างของผลตอบสนองเชิงโครงสร้างอุโมงค์ภายใต้รูปแบบเพลิงไหม้ที่แตกต่างกัน โดยกรณีศึกษาที่ 3 เป็นรูปแบบเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งยืนยันจากการวิเคราะห์รูปแบบเพลิงไหม้เพิ่มเติมอีก 6 กรณีศึกษาที่อ้างอิงจากรูปแบบเพลิงไหม้ในกรณีศึกษาที่ 3 ด้วยการเพิ่มและลดส่วนของพื้นผิวด้านในอุโมงค์ที่สัมผัสเพลิงไหม้อีก 15o 30o และ 45o จากแนวกึ่งกลางความสูงของอุโมงค์ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ผลจากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการพิจารณารูปแบบเพลิงไหม้สำหรับการออกแบบโครงสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินต่อไป
Strengthening Of Reinforced Concrete Members With Lap Splices Using Steel Collars, Aji Ejaz
Strengthening Of Reinforced Concrete Members With Lap Splices Using Steel Collars, Aji Ejaz
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bond splitting failure of substandard lap splices have caused extensive damage to many structures during earthquakes. Existing methods to strengthen substandard lap splices primarily involve wrapping the substandard lap spliced regions with jackets possessing mainly in-plane stiffness. Hence, the efficiency of such techniques is compromised due to the lateral bulging of concrete and flexural bending of jackets. This study investigated hollow steel section (HSS) collars which offer axial and flexural stiffness in mitigating splitting failures associated with lap splices not conforming to current design codes. Three lap splice lengths, mainly 20, 28, and 35 times the bar diameter (db) were …
สมรรถนะของอาคารโครงสร้างเหล็กที่ถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนองในการต้านทานแผ่นดินไหว, ณัฐธีร์ ยศพลจิรกิตต์
สมรรถนะของอาคารโครงสร้างเหล็กที่ถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนองในการต้านทานแผ่นดินไหว, ณัฐธีร์ ยศพลจิรกิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาสมรรถนะของอาคารโครงสร้างเหล็กที่ถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนองในการต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งในมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว มยผ. 1301/1302-61 ได้มีการปรับปรุงวิธีสเปกตรัมผลตอบสนอง (Response Spectrum Analysis, RSA) เป็นวิธี Modified Response Spectrum Analysis (MRSA) ซึ่งเป็นการปรับวิธีคำนวณแรงเฉือนที่ต้องต้านทานให้มีความปลอดภัย ซึ่งได้มาจากการศึกษาวิจัยจากอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่เป็นอาคารสูง แต่ยังไม่ได้มีการศึกษาความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธี MRSA กับอาคารโครงสร้างเหล็ก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความเพียงพอของค่าแรงที่ต้องต้านทานสำหรับการออกแบบด้วยวิธี RSA ในการออกแบบโครงสร้างเหล็กที่ต้องต้านแผ่นดินไหว โดยพิจารณาอาคารโครงต้านแรงดัดเหล็กที่มีความเหนียวปานกลาง ที่มีความสูง 3, 6 และ 9 ชั้น, อาคารโครงต้านแรงดัดเหล็กที่มีความเหนียวพิเศษ มีความสูง 3, 6, 9 และ 15 ชั้น และอาคารโครงแกงแนงเหล็กแบบตรงศูนย์แบบพิเศษ ที่มีความสูง 3, 6, 9, 15, 20 และ 25 ชั้น โดยสมมติที่ตั้งของอาคารตัวอย่างอยู่ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งอาคารที่นำมาศึกษาจะถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนอง อ้างอิงตามมาตรฐาน มยผ. 1301/1302-61, มยผ. 1304-61 และ AISC 360-16 และทำการวิเคราะห์ด้วยวิธีประวัติเวลาไม่เชิงเส้น (Nonlinear Response History Analysis) เพื่อประเมินสมรรถนะของโครงสร้างในการต้านทานแผ่นดินไหว โดยพิจารณาความเสียหายของอาคารจากการหมุนพลาสติก และการเสียรูปในแนวแกน, การเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้น, การโก่งเดาะของเสาเหล็ก, การโก่งเดาะเฉพาะที่ของเสา และแรงที่ต้องต้านทานสำหรับการออกแบบจุดต่อ จากผลการวิเคราะห์พบว่าอาคารโครงสร้างเหล็กที่ศึกษาที่ถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนองแบบเดิมสามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธีรนันท์ สุวรรณชวลิต
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธีรนันท์ สุวรรณชวลิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) เป็นเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเทคโนโลยีนี้จะส่งเสริมการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งในเมืองที่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน (Inclusive transport network) ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่ไม่สามารถขับขี่รถยนต์ด้วยตนเองมีอิสระในการเดินทางมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่จะส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทย โดยศึกษาจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คนจากประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล งานวิจัยนี้ได้มุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ไร้คนขับในระดับ 5 และทำการวิเคราะห์ผลโดยใช้กรอบแนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model) ผลการศึกษาพบว่าว่าปัจจัยที่จะส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับหรือความตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบไปด้วยการรับรู้ถึงประโยชน์ , การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน, การรับรู้ความปลอดภัยและความเชื่อถือ โดยตัวแปรที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีสูงสุดคือ ความเชื่อถือและการรับรู้ถึงความปลอดภัย ตามลำดับ
การวิเคราะห์เอกสารสัญญาจ้างก่อสร้างเฉพาะสำหรับโครงการก่อสร้างซึ่งใช้การจำลองสารสนเทศอาคาร, นพจิรา ฤกษ์ขจรนามกุล
การวิเคราะห์เอกสารสัญญาจ้างก่อสร้างเฉพาะสำหรับโครงการก่อสร้างซึ่งใช้การจำลองสารสนเทศอาคาร, นพจิรา ฤกษ์ขจรนามกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไม่กี่ปีที่ผ่านมาการจำลองสารสนเทศอาคาร (Building Information Modeling, BIM) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการส่งมอบโครงการก่อสร้างสมัยใหม่ งานวิจัยในอดีตจำนวนมากได้ศึกษาแง่มุมต่าง ๆ ของการนำ BIM ไปใช้ เช่น กระบวนการทำงาน, แบบจำลอง BIM, และ BIM Uses อย่างไรก็ตามงานวิจัยที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างในโครงการซึ่งใช้ BIM (โครงการ BIM) ยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากโครงการ BIM แตกต่างจากโครงการก่อสร้างทั่วไปในหลาย ๆ ด้าน องค์ประกอบและการจัดการสัญญาจ้างในโครงการ BIM (สัญญา BIM) จึงมีลักษณะเฉพาะตัว ในวิทยานิพนธ์นี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาโครงสร้างของสัญญาจ้างก่อสร้างที่เหมาะสมกับโครงการ BIM โดยเน้นการศึกษาเอกสารและเนื้อหาสำคัญของสัญญา BIM การวิจัยเริ่มจากการรวบรวมและวิเคราะห์มาตรฐาน แนวทาง คู่มือ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ BIM ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลก จากนั้นจึงสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการสัญญา BIM เพื่อนำมาวิเคราะห์และร่างเอกสารสัญญา BIM และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสัญญา BIM ผลที่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาและปรับปรุงเอกสารสัญญา BIM แต่ละรายการให้เหมาะสมกับโครงการ BIM ในประเทศไทย ผลลัพธ์หลักของงานวิจัยนี้คือ แนวทางสำหรับร่างเอกสารสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ BIM ที่เหมาะสมสำหรับการวางแผนและบริหารโครงการ BIM ในอุตสาหกรรมก่อสร้างประเทศไทย เนื่องจากเอกสารสัญญา BIM ที่พัฒนาขึ้นสะท้อนระบบนิเวศของโครงการ BIM ในประเทศไทย จึงสามารถช่วยให้โครงการ BIM ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการโครงการ BIM
ประสิทธิภาพในการปิดรอยร้าวของมอร์ตาร์ซ่อมแซมตัวเองที่มีส่วนผสมของสารพอลิเมอร์ดูดซับขั้นพิเศษและไมโครแคปซูลสปอร์ของแบคทีเรียเอ็มไอซีพี, ณัฏฐชัย ทรัพย์วิไล
ประสิทธิภาพในการปิดรอยร้าวของมอร์ตาร์ซ่อมแซมตัวเองที่มีส่วนผสมของสารพอลิเมอร์ดูดซับขั้นพิเศษและไมโครแคปซูลสปอร์ของแบคทีเรียเอ็มไอซีพี, ณัฏฐชัย ทรัพย์วิไล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการซ่อมแซมรอยร้าวด้วยตัวเองและผลกระทบของปริมาณไมโครแคปซูลที่บรรจุสปอร์ของแบคทีเรียควบคู่กับสารพอลิเมอร์ดูดซับขั้นพิเศษ (SAP) โดยปริมาณไมโครแคปซูลสปอร์แบคทีเรียถูกควบคุมที่ร้อยละ 0.25, 0.5 และ 1.0 ของน้ำหนักของซีเมนต์ และมีการควบคุมปริมาณสารพอลิเมอร์ดูดซับขั้นพิเศษไว้ที่ร้อยละ 4 ของน้ำหนักซีเมนต์ ในงานวิจัยได้ทำการทดสอบคุณสมบัติเชิงรีโอโลยี ค่ากำลังรับแรงอัดประลัย และทดสอบคุณสมบัติด้านการซ่อมแซมรอยร้าวด้วยตัวเอง ในรูปแบบของการปิดตัวของรอยร้าว อัตราการไหลของน้ำผ่านรอยร้าว ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโครงสร้างระดับจุลภาคด้วยเครื่องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด การเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ และการวิเคราะห์ด้วยเครื่องเชิงความร้อน จากผลการศึกษาพบว่ามอร์ตาร์ที่มีการใส่ไมโครแคปซูลแบคทีเรียที่ร้อยละ 1 ของน้ำหนักซีเมนต์ ร่วมกับ SAP จะมีการปิดตัวรอยร้าวในช่วง 3 และ 28 วัน ที่ร้อยละ 49.74 และ ร้อยละ 80.35 ของความกว้างเริ่มต้นตามลำดับ อย่างไรก็ตามอัตราการปิดตัวของรอยร้าวในมอร์ตาร์ที่มีการใส่ไมโครแคปซูลสปอร์แบคทีเรียที่ร้อยละ 1 ของน้ำหนักซีเมนต์ ร่วมกับ SAP หลัง 28 วัน มีประสิทธิภาพการซ่อมแซมที่ต่ำกว่ามอร์ตาร์ที่มีการใส่ไมโครแคปซูลแบคทีเรียที่ร้อยละ 0.25 ของน้ำหนักซีเมนต์ ร่วมกับ SAP แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการปิดตัวของความกว้างรอยร้าวและร้อยละการซึมผ่านของน้ำที่ลดลงได้ดีกว่าประกอบกับมีคุณสมบัติทางกลเทียบเท่ากับมอร์ตาร์ที่มีการใช้วัสดุซ่อมแซ่มเพียง 1 ประเภท ซึ่งกล่าวได้ว่า SAP สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมแซมรอยร้าวด้วยตัวเองของแบคทีเรียที่ชักนำการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ด้วยเหตุนี่จึงสามารถลดปริมาณจำนวนแบคทีเรียในส่วนผสมของคอนกรีต
การวิเคราะห์ผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหวของเขื่อนดินถมแบ่งส่วนขนาดใหญ่, ณัฐนนท์ หนุนอนันต์
การวิเคราะห์ผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหวของเขื่อนดินถมแบ่งส่วนขนาดใหญ่, ณัฐนนท์ หนุนอนันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้นำเสนออิทธิพลของการวิเคราะห์แบบไฟไนต์อิลิเมนต์สามมิติของการวิเคราะห์ผลตอบสนองทางแผ่นดินไหวของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล การวิเคราะห์ถูกกระทำเปรียบเทียบระหว่างการวิเคราะห์สามมิติและสองมิติโดยอ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยในอดีต การวิเคราะห์ประกอบไปด้วยการวิเคราะห์ธรณีวิทยาแผ่นดินไหวเชิงความน่าจะเป็นด้วยโปรแกรม R- CRISIS และการวิเคราะห์ไฟไนต์อิลิเมนต์ด้วยโปรแกรม PLAXIS 2D และ PLAXIS 3D ผลการวิจัยที่ได้บ่งชี้ว่า การเคลื่อนตัวในแนวเหนือน้ำ - ท้ายน้ำ จากการวิเคราะห์ทั้งสองกรณีมีค่าใกล้เคียงกัน ในขณะที่ผลการทรุดตัวจากการวิเคราะห์สามมิติมีค่ามากกว่า
ความต้านทานการซึมผ่านคลอไรด์ของมอร์ตาร์ที่ซ่อมแซมรอยร้าวโดยวิธีการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตด้วยจุลินทรีย์, นัชชา นพคุณ
ความต้านทานการซึมผ่านคลอไรด์ของมอร์ตาร์ที่ซ่อมแซมรอยร้าวโดยวิธีการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตด้วยจุลินทรีย์, นัชชา นพคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการซึมผ่านคลอไรด์ของมอร์ตาร์ที่ได้รับการซ่อมแซมหลังเกิดรอยร้าวโดยใช้แบคทีเรียเอ็มไอซีพีสายพันธุ์ บาซิลลัส สฟีรีคัส ในรูปแบบหยดเซลล์ที่มีชีวิตพร้อมสารอาหาร (ปริมาณการหยดเชื้อแบคทีเรียต่อสารอาหารต่อวันเท่ากับ 20:500 µL และ 40:1000 µL) และรูปแบบไมโครแคปซูลสปอร์แบคทีเรีย (1% และ 2% โดยน้ำหนักปูนซีเมนต์) โดยศึกษาความกว้างรอยร้าวที่แตกต่างกัน 2 ขนาด คือ รอยร้าวขนาดไม่มากกว่า 175 µm และขนาดที่มากกว่า 175 แต่น้อยกว่า 350 µm จากการทดสอบพบว่าค่าการไหลแผ่ของมอร์ตาร์ที่ไม่ใช้แบคทีเรียเป็นไปตามมาตรฐานและต่ำกว่ากลุ่มมอร์ตาร์ที่ใช้รูปแบบไมโครแคปซูลถึง 12.0-14.6% จากนั้นหลังบ่มน้ำครบ 28 วัน นำไปทดสอบกำลังรับแรงอัด มอร์ตาร์ที่ไม่ใช้แบคทีเรียมีค่ากำลังรับแรงอัด 43.3 MPa สูงกว่ากลุ่มใช้รูปแบบไมโครแคปซูลถึง 15.1-23.8% จากนั้นหลังสร้างรอยร้าวบนชิ้นตัวอย่าง ทดสอบประสิทธิภาพการซ่อมแซมรอยร้าว โดยให้อยู่ภายใต้สภาวะเปียกสลับแห้งเป็นจำนวน 14 รอบ (1 รอบ = 48 ชั่วโมง) กลุ่มที่ใช้รูปแบบการหยดเซลล์ที่มีชีวิตพร้อมสารอาหารจะให้สัดส่วนการซ่อมแซมรอยร้าวสูงที่สุด ทั้งในรอยร้าวขนาดเล็กและใหญ่ โดยมีสัดส่วนการซ่อมแซม เท่ากับ 100% และ 62.1% ตามลำดับ ถัดมาในกลุ่มที่ใช้รูปแบบไมโครแคปซูล พบว่าการซ่อมแซมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 4 รอบแรกของการซ่อมแซม และเพิ่มขึ้นอย่างคงที่จนครบกำหนดการซ่อมแซม โดยสามารถซ่อมแซมรอยร้าวได้ 72.7% และ 47.7% สำหรับรอยร้าวขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้ใช้แบคทีเรียซ่อมแซมมีสัดส่วนการซ่อมแซมรอยร้างเพียง 17.8% และ 13.9%สำหรับรอยร้าวขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตามลำดับ จากนั้นได้นำชิ้นตัวอย่างมาทดสอบความต้านทานการซึมผ่านของคลอไรด์ พบว่า เมื่อสัดส่วนการซ่อมแซมรอยร้าวมากมีแนวโน้มทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การซึมผ่านคลอไรด์ลดน้อยลง อาทิ กลุ่มที่ใช้รูปแบบเซลล์ที่มีชีวิตพร้อมสารอาหารมาก (40:1000 µL) ในรอยร้าวขนาดเล็กที่ซ่อมแซมได้ 100% มีสัมประสิทธิ์การซึมผ่านคลอไรด์ใกล้เคียงกับกลุ่มมอร์ตาร์ธรรมดาที่ไม่มีรอยร้าว รวมถึงปัจจัยสำคัญอื่นที่ส่งผลต่อการซึมผ่านของคลอไรด์ ได้แก่ ความกว้างรอยร้าวที่เหลืออยู่หลังการซ่อมแซม ความสามารถในการซ่อมแซมรอยร้าวตลอดความลึกภายในเนื้อมอร์ตาร์ และสารอาหารที่ใส่ลงขณะผสมที่ทำให้เกิดรูโพรงภายในเนื้อมอร์ตาร์ ปัจจัยเหล่านี้พบในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้รูปแบบไมโครแคปซูล จึงส่งผลให้มีค่าสัมประสิทธิ์การซึมผ่านคลอไรด์ที่สูงกว่ากลุ่มที่ใช้รูปแบบหยดเซลล์ที่มีชีวิตพร้อมสารอาหาร
Strain Gradient Shear Deformation Microshells: Formulation, Isogeometric Analysis, And Optimization, Toan Minh Le
Strain Gradient Shear Deformation Microshells: Formulation, Isogeometric Analysis, And Optimization, Toan Minh Le
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid development of micro-electro-mechanical system (MEMS) technology has empowered the fabrication of micro-sized, light weighted, and flexible thin-walled components. Due to the complex inherent physics and costly experiments at the microscale, reliable theoretical and numerical instruments for modeling and assisting the design of these innovative structures become desirable. This thesis, therefore, devotes to proposing a general strain-gradient-based shell model, a robust computational formulation, and efficient optimization approaches for microshells. The heart of the novel microshell model is based on the integration between the complete type-II formulation of Mindlin’s strain gradient elasticity, in which the importance of both strain-gradient and …
A Risk-Based System For Managing Construction Claim Causes: An Integrated Interpretative Structural Modeling And Bayesian Network Approach, Sang Quang Van
A Risk-Based System For Managing Construction Claim Causes: An Integrated Interpretative Structural Modeling And Bayesian Network Approach, Sang Quang Van
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Claims are troublesome and often lead to adverse impacts on construction projects, such as delays, cost overruns, and disputes among contracting parties. Numerous studies have been conducted to improve the understanding of claim causes; however, most previous research works have investigated claim causes individually and ignored the interdependences among claim causes. In addition, the determination of response strategies and methods for claim causes has scarcely been addressed. This research develops a risk-based system for managing claim causes in building construction projects. The main objectives of this research are twofold: (1) to quantify the impacts of claim causes considering their interdependences, …
An Analytical Network Process (Anp) Model For Choosing Optimal Public-Private Partnership (Ppp) Contract Types For Infrastructure Projects, Su Lae Yee Zaw
An Analytical Network Process (Anp) Model For Choosing Optimal Public-Private Partnership (Ppp) Contract Types For Infrastructure Projects, Su Lae Yee Zaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With the rapid social and economic development, a great deal of expenditure is crucial for the nation's infrastructure development. Nevertheless, the governments of many developing nations have been experienced with the limited budget and technical inability to deliver effective public infrastructures. Public-private partnership (PPP) has been adopted as an alternative collaboration arrangement between the government and the private sector in many nations to overcome these challenges. PPP can be defined as a long-term contract between a public agency and a private entity for rendering public facilities, including design, construct, finance, operate, and manage the project. The PPP contract types can …
การพัฒนาระบบการวางแผนและติดตามผนังคอนกรีตมวลเบาด้วยแนวคิดโมเดลข้อมูลสารสนเทศอาคาร, กมลทิพย์ พรชัยธเนศกุล
การพัฒนาระบบการวางแผนและติดตามผนังคอนกรีตมวลเบาด้วยแนวคิดโมเดลข้อมูลสารสนเทศอาคาร, กมลทิพย์ พรชัยธเนศกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผ่นผนังคอนกรีตมวลเบาถูกนำมาสร้างเพื่อใช้สำหรับการแบ่งพื้นที่ภายในอาคาร ซึ่งมีความรวดเร็วกว่าการก่อฉาบผนังอิฐแบบทั่วไป การวางแผนแผ่นผนังมักจะใช้การถอดปริมาณจากพื้นที่ผนังอาคารที่ต้องการติดตั้งเทียบกับพื้นที่ของแผ่นผนัง โดยความแม่นยำของการคำนวณจำนวนแผ่นผนังขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้วางแผนที่ส่งผลให้ปริมาณแผ่นผนังแตกต่างจากการใช้งานจริง และการติดตามสถานะแผ่นผนังในปัจจุบันเป็นเพียงการติดตามโดยประมาณเฉพาะพื้นที่ที่ดำเนินการแล้วเสร็จเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดซึ่งระบุเป็นร้อยละ ดังนั้นการระบุสถานะและรายละเอียดแผ่นผนังในตำแหน่งต่างๆ ไม่สามารถทำได้อย่างตรงจุด บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอระบบการวางแผนติดตั้งแผ่นผนังคอนกรีตมวลเบา เพื่อลดระยะเวลาในการวางแผนและเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณจำนวนแผ่นผนัง รวมถึงพัฒนาเครื่องมือในการติดตามสถานะ เพื่อระบุตำแหน่งที่ติดตั้งและแก้ไขที่ชัดเจนของแผ่นผนัง โดยระบบที่พัฒนาประยุกต์ใช้แนวคิดโมเดลข้อมูลอาคารสารสนเทศสำหรับการเตรียมการติดตั้งแผ่นผนัง ซึ่งการพัฒนาระบบประกอบด้วยการกรองค่าโมเดลแผ่นผนังผ่าน Dynamo Code การวางแผ่นผนังในโมเดลอาคาร การแสดงผลข้อมูลผ่านโมเดลสามมิติ การเตรียมข้อมูลเพื่อสร้าง Tag ของแผ่นผนัง การกำหนดแผนระยะเวลาของการติดตั้งผ่าน Dynamo Player ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับกรอกข้อมูล การติดตามสถานะผ่าน Google Form การสรุปข้อมูลติดตามผ่านโมเดลสามมิติและสเปรดชีต ผลการวิจัยจากกรณีศึกษาพบว่าระบบการวางแผนและติดตามแผ่นผนังสามารถวางแผนผนังตามช่วงผนังอาคารได้อย่างถูกต้องทั้งในกรณีของการวางแผ่นผนังขนาดเดียวกันและกรณีของการวางผสมผสานของแผ่นผนังที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยการติดตามแผ่นผนังสามารถแสดงภาพให้เห็นได้ชัดเจนและรวดเร็วกว่าการวางแผนในรูปแบบเดิม รวมถึงสามารถระบุตำแหน่งและสถานะแผ่นผนังได้อย่างชัดเจนและถูกต้องตามตำแหน่งที่วางแผ่นผนัง
การศึกษาพฤติกรรมการรับแรงดัดของคานจากการใช้แบบด้วยการพิมพ์ 3 มิติ, ณัฏฐา เวสสะภักดี
การศึกษาพฤติกรรมการรับแรงดัดของคานจากการใช้แบบด้วยการพิมพ์ 3 มิติ, ณัฏฐา เวสสะภักดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันลักษณะการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นทำให้งานก่อสร้างประสบปัญหาในการตั้งแบบหล่อชิ้นส่วนโครงสร้างต่าง ๆ เช่น คานโค้ง หรือคานรูปทรงอิสระ (Free-form beam) ซึ่งยากต่อการทำงาน แต่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ที่มีความสามารถในการพิมพ์รูปร่างหรือรูปทรงต่างๆของชิ้นงานได้อย่างอิสระโดยที่ไม่ต้องใช้ไม้แบบ จึงเป็นส่วนช่วยในการแก้ปัญหาข้างต้น ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงดัดของคานคอนกรีตที่ใช้กรอบแบบจากการพิมพ์คอนกรีต 3 มิติ กรอบแบบดังกล่าวถูกพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบระบบฉีดเส้นวัสดุ หรือ Fused Deposition Modeling (FDM) ซึ่งเป็นการพิมพ์ขึ้นรูปคอนกรีตซ้อนกันไปจนได้เป็นกรอบแบบ ในการวิจัยนี้ได้สร้างกรอบแบบที่มีความหนาของแต่ละชั้นการพิมพ์แตกต่าง 3 แบบ ได้แก่ ชั้นการพิมพ์ความหนา 15.0 มม. (BH1.50) 17.5 มม. (BH1.75) และ 20.0 มม. (BH2.00) แล้วจึงหล่อคานคอนกรีตภายในกรอบแบบนั้น จากนั้นคานตัวอย่างจะถูกพิจารณาคุณสมบัติด้านการรับกำลังแบบคานช่วงเดียว (Simple beam) และสังเกตลักษณะการวิบัติของคานที่เกิดขึ้น ผลการทดสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลเพื่อหาความแตกต่างจากคานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้ไม้แบบตามปกติ (NB)
Surrogate-Assisted Machine Learning Method For Reliability-Based Continuum Topology Optimization, Thu Van Huynh
Surrogate-Assisted Machine Learning Method For Reliability-Based Continuum Topology Optimization, Thu Van Huynh
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis proposes an efficient reliability-based topology optimization (RBTO) method that advantageously decouples cross-entropy (CE) method with Gaussian process regression (GPR) model, termed as CE-GPR. The method iteratively performs the bi-directional evolutionary structural optimization (BESO) with deterministic parameters based on the most probable point (MPP) underpinning limit-state functions iteratively updated by the active learning reliability evaluation process. The GPR model approximates the spectrum of LSFs under random parameters, and hence enables a low-cost CE method for failure probability approximation. The expected feasibility function (EFF) is maximized using the CLPSO to systematically refine the GPR model by adding new (intelligent) learning …
การประเมินความเหมาะสมทางวิศวกรรมของการนำแอนไอโอนิคแอสฟัลต์อิมัลชันและน้ำยางพาราเป็นส่วนผสมในแอสฟัลต์คอนกรีตแบบผสมเย็น, ไม้ไท เกษสุวรรณ์
การประเมินความเหมาะสมทางวิศวกรรมของการนำแอนไอโอนิคแอสฟัลต์อิมัลชันและน้ำยางพาราเป็นส่วนผสมในแอสฟัลต์คอนกรีตแบบผสมเย็น, ไม้ไท เกษสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการก่อสร้างถนนแอสฟัลต์อิมัลชันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดได้แก่ ชนิดประจุไฟฟ้าเป็นบวก (Cationic Asphalt Emulsion) และ ชนิดประจุไฟฟ้าเป็นลบ (Anionic Asphalt Emulsion) โดยประจุไฟฟ้าของแอสฟัลต์อิมัลชันสามารถส่งผลต่อการยึดเกาะระหว่างมวลรวมชนิดต่างๆ เนื่องด้วยมวลรวมแต่ละชนิดก็มีประจุไฟฟ้าที่แตกต่างกันไป ในการออกแบบถนนนั้นความชื้นก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องคำนึงเนื่องจากความชื้นจะทำให้ถนนมีความแข็งแรงที่ลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบหลักที่จะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น เนื่องจากความชื้นจะทำลายการยึดเกาะระหว่างผิวของวัสดุมวลรวมกับแอสพัลต์ ทำให้เกิดการหลุดลอกของวัสดุมวลรวมจากผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต และเพื่อหลีกเลี่ยงการหลุดลอกของผิวถนนซึ่งอาจก่อให้เกิดผิวทางชำรุดก่อนเวลาอันควร งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นที่จะศึกษาและประเมินคุณสมบัติด้านความต้านทานการหลุดลอก และ คุณสมบัติด้านความต้านทานความเสียหายเนื่องจากความชื้น โดยใช้การทดสอบ Rolling Bottle Test และ Indirect Tensile strength test ซึ่งจะนำแอสฟัลต์อิมัลชันทั้งชนิดประจุบวกและประจุลบ รวมไปถึงการใช้น้ำยางธรรมชาติเป็นส่วนผสม และใช้มวลรวมทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ หินปูนชลบุรี หินปูนสระบุรี และ หินบะซอลต์บุรีรัมย์ โดยในการทดสอบพบว่า แอสฟัลต์อิมัลชันต่างชนิดกันมีผลต่อความต้านทานการหลุดลอกของมวลรวมแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และการเติมน้ำยางธรรมชาติที่ 10% นั้นสามารถเพิ่มค่าความต้านทานการหลุดลอกของหินปูนทั้ง 2 ชนิดได้แต่จะมีค่าลดลงในการเติม 20% และสำหรับในหินบะซอลต์นั้นมีค่าลดลงทั้ง 10% และ 20% ของการเติมน้ำยางพารา และ จากผลการทดสอบ ITS พบว่าสำหรับหินทั้งสามชนิด เมื่อนำไปใช้งานกับแอสฟัลต์อิมัลชันชนิดแอนไอออนิกมีค่าความต้านทานความเสียหายเนื่องจากความชื้นสูงกว่าแอสฟัลต์อิมัลชันชนิดแคทไอออนิก และสำหรับการเติมน้ำยางพาราที่ 10% ทำให้ค่าความต้านทานความเสียหายเนื่องจากความชื้นลดลงเมื่อเทียบกับการที่ไม่เติม