Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Civil Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 31 - 60 of 274

Full-Text Articles in Civil Engineering

A Bim-Based Digital Platform For Assessing The Whole Building Circularity Indicators Of Modular Steel Projects, Yin Min Maung Jan 2023

A Bim-Based Digital Platform For Assessing The Whole Building Circularity Indicators Of Modular Steel Projects, Yin Min Maung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The construction industry is undergoing a paradigm shift towards sustainable practices, one of which is circular economy (CE). Adopting the CE concept is a complex undertaking, which is characterized by a set of indicators capturing its key aspects. Various tools and techniques are employed to implement this novel concept. An essential step of CE implementation is evaluating the circularity of buildings. This research develops a BIM-based digital platform for assessing the whole building circularity indicators (WBCI) of modular steel projects. The platform is designed to assist in computing these indicators, which requires diverse data inputs and complex interrelated equations. The …


Implementing The Circular Economy Concept In Construction Supply Chain Management Of Modular Steel Projects, Thet Htar San Jan 2023

Implementing The Circular Economy Concept In Construction Supply Chain Management Of Modular Steel Projects, Thet Htar San

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The circular economy is a modern economic model where the value of products, materials, and resources is maintained in the economy as long as possible, whereas the generation of waste is minimized. The current linear take-make-dispose model prevalent in construction supply chain management is increasingly unsustainable, marked by significant resource wastage and environmental impacts. The conventional linear supply chain models in modular steel construction contribute to unsustainable resource utilization and environmental impacts. This research explores the transition from linear to circular supply chain models. We identify key actors, potential barriers, and opportunities for implementing circular economy practices in modular steel …


Factors Influencing Mode Choice Selection And Intention Of Public Transport Users : A Comparative Study Between Thailand And Indonesia During Pandemic, Aditya Mahatidanar Hidayat Jan 2023

Factors Influencing Mode Choice Selection And Intention Of Public Transport Users : A Comparative Study Between Thailand And Indonesia During Pandemic, Aditya Mahatidanar Hidayat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The COVID-19 pandemic significantly impacted public transportation, causing a substantial decline in bus passengers. In 2021, Bangkok witnessed a 40-60% reduction compared to normal conditions, while Jakarta experienced a staggering 76% decline compared to June 2019. This study aims to assess passengers' intentions to use buses during the pandemic and analyze factors influencing mode choice. Two methodologies were employed: the Structural Equation Model (SEM) to identify factors impacting transportation intentions and the Hybrid Choice Model (HCM) to understand mode choice influencers. Data collection occurred in Bangkok and Jakarta, targeting bus users at central transportation hubs, with 392 and 387 respondents. …


แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีการจำลองสารสนเทศอาคารเป็นพื้นฐานเพื่อการจัดการระบบปรับอากาศ, จิราธิป ตรีทิพยบุตร Jan 2023

แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีการจำลองสารสนเทศอาคารเป็นพื้นฐานเพื่อการจัดการระบบปรับอากาศ, จิราธิป ตรีทิพยบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการจำลองสารสนเทศอาคาร (Building Information Modeling, BIM) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายตลอดวงจรชีวิตอาคาร โดยเฉพาะการดำเนินการและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance, O&M) BIM สามารถรวบรวมข้อมูลระบบโครงสร้าง ระบบสถาปัตยกรรม และระบบประกอบอาคารต่าง ๆ รวมถึงระบบปรับอากาศซึ่งมีต้นทุน O&M สูง ข้อมูลที่หลากหลายจำเป็นต่อการวิเคราะห์และการตัดสินใจซึ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ BIM สำหรับการดำเนินการและบำรุงรักษาอาคารยังค่อนข้างจำกัด รวมถึงการวิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของระบบปรับอากาศ งานวิจัยนี้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มี BIM เป็นพื้นฐานเพื่อจัดการระบบปรับอากาศ แพลตฟอร์มนี้บันทึกข้อมูลที่สำคัญของระบบปรับอากาศในช่วง O&M ของอาคารร่วมกับข้อมูลต้นทุนและการใช้งานระบบปรับอากาศเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรชีวิต ผลวิเคราะห์นี้ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจการลงทุนว่าควรจะเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่หรือใช้เครื่องปรับอากาศเดิมต่อไป ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือส่วนจัดการข้อมูลของระบบปรับอากาศจากแบบจำลอง BIM และต้นทุนการใช้งานระบบปรับอากาศ ส่วนที่สองคือการวิเคราะห์ต้นทุนเหล่านี้โดยอาศัยแนวคิดการวิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรชีวิต (LCCA) และส่วนสุดท้ายคือการแสดงข้อมูลและผลการวิเคราะห์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ถูกประยุกต์ใช้วิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของระบบปรับอากาศอาคารจามจุรี 5 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถจัดการข้อมูลของเครื่องปรับอากาศของอาคารดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยตัดสินใจในการลงทุนสำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีอยู่อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของอาคาร


การศึกษาเชิงเปรียบเทียบต้นทุนตลอดอายุการใช้งานและปริมาณการปล่อยสารคาร์บอนของระบบหล่อในที่และระบบหล่อสำเร็จโดยวิธีมอนติคาร์โลและสัมประสิทธิ์, รัชชานนท์ เอี่ยมรอด Jan 2023

การศึกษาเชิงเปรียบเทียบต้นทุนตลอดอายุการใช้งานและปริมาณการปล่อยสารคาร์บอนของระบบหล่อในที่และระบบหล่อสำเร็จโดยวิธีมอนติคาร์โลและสัมประสิทธิ์, รัชชานนท์ เอี่ยมรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมการก่อสร้างสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ และยังมีแนวโน้มที่จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความต้องการวัสดุ แรงงาน และมลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อลดปัญหาด้านแรงงาน เจ้าของโครงการได้หันมาใช้วิธีการก่อสร้างใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น ระบบหล่อสำเร็จ เป็นต้น โดยมีการประเมินว่าระบบหล่อสำเร็จช่วยลดการใช้แรงงานได้ถึง 50% และลดเวลาก่อสร้างได้ 30% อย่างไรก็ตาม ต้นทุนก่อสร้างเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ทำให้ผลการประเมินต้นทุนรวมในช่วงก่อสร้างและใช้งานอาจแตกต่างจากที่ได้ประเมินในช่วงก่อนการก่อสร้าง ดังนั้นการประเมินต้นทุนค่าใช้จ่ายตลอดอายุโครงการควรนำปัจจัยเสี่ยงมารวมในการวิเคราะห์ด้วย งานวิจัยนี้ศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนรวมตลอดอายุของระบบคอนกรีตหล่อในที่และระบบหล่อสำเร็จ โดยประเมินต้นทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการทำงาน พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วยวิธีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวรวมไปถึงการใช้แบบจำลองมอนติคาร์โลเพื่อจำลองหาช่วงค่าที่เป็นไปได้ของต้นทุนตลอดอายุการงานในโครงการก่อสร้างตัวอย่างทั้ง 6 โครงการ นอกจากนี้ยังศึกษาถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดขึ้นในกิจกรรมผลิตวัสดุก่อสร้างและการขนส่งเพื่อนำไปใช้เป็นค่าพารามิเตอร์ในการประเมินการปล่อยสารคาร์บอนโดยวิธี Coefficient method ในโครงการก่อสร้างตัวอย่างทั้ง 6 โครงการ โดยผลลัพธ์ของการศึกษาคือ สัดส่วนของต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ที่ประกอบไปด้วย (1) ต้นทุนในช่วงเตรียมการและช่วงก่อสร้าง และ (2) ต้นทุนรวมในช่วงการใช้งานทั้งในมุมมองของระบบหล่อในที่และระบบหล่อสำเร็จในโครงการก่อสร้างตัวอย่างทั้ง 6 โครงการ ซึ่งพบว่าทุกโครงการตัวอย่างของต้นทุนตลอดอายุการใช้งานทั้งระบบหล่อในที่และหล่อสำเร็จนั้น มีต้นทุนรวมใน 2 ช่วงแรกมีค่ามากกว่าต้นทุนรวมในช่วงการใช้งาน (O&M phase) และยังพบว่าอัตราส่วนของต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งานของระบบหล่อในที่ต่อต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของระบบหล่อสำเร็จนั้นนในแต่ละโครงการตัวอย่าง อยู่ที่ 0.60 – 0.73 (โดยไม่คำนึงถึงมิติด้านเวลาที่แตกต่างกันในช่วงการก่อสร้าง) ในส่วนของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการขนส่งในโครงการก่อสร้างตัวอย่างทั้ง 6 โครงการ ที่พบว่า ระบบหล่อในที่นั้นมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการขนส่งน้อยกว่าระบบหล่อสำเร็จ ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษานี้จะช่วยประกอบการตัดสินใจของเจ้าของโครงการในการเลือกวิธีการก่อสร้างที่เหมาะสมในบริบทของต้นทุนรวมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


A Machine Learning Predictive Model For The Extension Of Operation Time And The Operation Cost Overrun : A Case Study Of Vietnamese Bot-Ppp Transportation Projects, Pham Van Hoai Jan 2023

A Machine Learning Predictive Model For The Extension Of Operation Time And The Operation Cost Overrun : A Case Study Of Vietnamese Bot-Ppp Transportation Projects, Pham Van Hoai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Public-Private Partnership (PPP) projects in Vietnam's transportation sector are vital for infrastructure development but frequently encounter significant risk factors (RFs) during the operation phase. These RFs often lead to the extension of operation time (EOPT) and operation cost overruns (OPCO), undermining project success and investor returns. Despite the importance of the operation phase, most research has focused on the project feasibility and construction stages, with limited attention given to the operation phase. This research fills this gap by developing predictive models to manage the EOPT and OPCO caused by RFs during the operation phase of Build-Operate-Transfer (BOT) transportation projects in …


การพัฒนากรอบแนวคิดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงแบบผสมร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจสอบคุณภาพการติดตั้งอุปกรณ์งานระบบบนแบบจำลองกรณีศึกษาผนังคอนกรีตสำเร็จรูป, จริวัฒน์ เตียวัฒนานนท์ Jan 2023

การพัฒนากรอบแนวคิดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงแบบผสมร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจสอบคุณภาพการติดตั้งอุปกรณ์งานระบบบนแบบจำลองกรณีศึกษาผนังคอนกรีตสำเร็จรูป, จริวัฒน์ เตียวัฒนานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การก่อสร้างแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปส่วนใหญ่จำเป็นต้องติดตั้งชุดงานระบบ (เครื่องกล, ไฟฟ้า, และสุขาภิบาล) ซึ่งถูกฝังภายในผนังคอนกรีตสำเร็จรูประหว่างกระบวนการผลิต ดังนั้นการติดตั้งงานระบบอย่างถูกต้องมีคุณภาพดีส่งผลให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการติดตั้งงานระบบด้วยคนงานยังคงก่อให้เกิดปัญหาจากความไม่ชำนาญหรือประสบการณ์ของคนงานในการเลือกอุปกรณ์และตำแหน่งของการวางชิ้นงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดในการตรวจสอบคุณภาพของการติดตั้งชิ้นส่วนงานระบบในแผ่นผนังคอนกรีตโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง ระบบตรวจสอบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือระบบตรวจสอบชนิดของวัสดุงานระบบและระบบตรวจสอบตำแหน่งและลำดับการติดตั้งวัสดุงานระบบ โดยงานวิจัยมีขั้นตอนการพัฒนาระบบดังนี้ การปรับแต่งโมเดลปัญญาประดิษฐ์ด้วย Mask R-CNN, การประมวลผลรูปภาพด้วย Instant Segmentation, การพัฒนาระบบสำหรับปฏิบัติการบนเครื่อง Microsoft HoloLens, การพัฒนาระบบโอนถ่ายข้อมูลด้วย Restful API และทดสอบระบบการติดตั้งชิ้นส่วนงานระบบบนโมเดลกรณีศึกษา ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถตรวจสอบการติดตั้งระบบบนโมเดลกรณีศึกษาแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปโดยใช้เทคโนโลยีความจริงเสมือนแบบผสมร่วมกับโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Modified Mask R-CNN โดยการทดสอบกำหนดเกณฑ์ผ่านคือ ค่าความเชื่อมั่นที่มากกว่า 80% สำหรับการตรวจสอบชนิดวัสดุ และเกณฑ์ผ่านสำหรับการตรวจสอบตำแหน่งและลำดับการติดตั้งวัสดุคือ ค่าความคล้ายกันมากกว่า 80% โดยการตรวจสอบในแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลาอยู่ที่ 15-25 วินาที และมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยสำหรับแสดงผลโมเดลสามมิติน้อยกว่า 0.5 เซนติเมตร


การศึกษาหลักการเรียนรู้แบบเสริมกำลังสำหรับการวางแผนผังสถานที่ก่อสร้าง, จีฮาน ชูดวง Jan 2023

การศึกษาหลักการเรียนรู้แบบเสริมกำลังสำหรับการวางแผนผังสถานที่ก่อสร้าง, จีฮาน ชูดวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวางแผนผังสถานที่ก่อสร้างโดยเฉพาะการจัดวางตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวเป็นกระบวนการที่สำคัญซึ่งต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์รวมถึงต้องศึกษาข้อมูลปัจจัยและพิจารณาข้อจำกัดในหลายด้านที่เกี่ยวข้องเพื่อระบุตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวอย่างเหมาะสม การวางแผนผังสถานที่ก่อสร้างที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการก่อสร้างส่งผลให้ประสิทธิภาพในการก่อสร้างลดลง งานวิจัยนี้ศึกษาหลักการใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลังกับการวางแผนผังสถานที่ก่อสร้างผ่านการพัฒนาระบบเพื่อคัดกรองขนาดและปรับปรุงตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของโครงการก่อสร้าง การทำงานประกอบไปด้วยการคัดกรองขนาดสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวที่ผู้ออกแบบต้องการใช้งานภายในพื้นที่ก่อสร้างโดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ของโครงการก่อสร้าง พื้นที่ใช้งานและการใช้งานสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ซึ่งระบบคัดกรองขนาดสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวประยุกต์ใช้ฐานความรู้ผู้เชี่ยวชาญเป็นองค์ความรู้ในการสร้างข้อจำกัดของสถานที่ก่อสร้าง และการประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลังร่วมกับอัลกอรึทึม Q-learning ในการปรับปรุงตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวเพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมของสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นผู้กระทำโดยพิจารณาข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ถูกระบุไว้ในฟังก์ชันรางวัล ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ความใกล้ชิดและเงื่อนไขการใช้งานทาวเวอร์เครน โดยการทดสอบระบบได้ถูกจัดทำขึ้นกับกรณีศึกษาทั้ง 3 กรณีที่มีข้อจำกัดแตกต่างกันได้แก่ จำนวนสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวภายในโครงการ ลักษณะของพื้นที่ และขนาดของพื้นที่โครงการ โดยเปรียบเทียบผังสถานที่ก่อสร้างจริงจากกรณีศึกษากับผังสถานที่ก่อสร้างจากผลลัพธ์ของระบบ ผลการทดสอบระบบกับกรณีศึกษาพบว่าหลักการเรียนรู้แบบเสริมกำลังสามารถใช้เป็นองค์ความรู้ในการจัดการกับปัญหาการวางแผนผังสถานที่ก่อสร้างได้ โดยการปรับปรุงตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของแต่ละโครงการก่อสร้าง อย่างไรก็ตามข้อจำกัดที่พบในการศึกษานี้ได้แก่ การใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลังกับโครงการที่มีพื้นที่จำกัด


การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อหาอัตราการทำงานในงานก่อสร้าง : กรณีศึกษางานก่ออิฐ, ณัฐนนท์ คุณวิเศษกุล Jan 2023

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อหาอัตราการทำงานในงานก่อสร้าง : กรณีศึกษางานก่ออิฐ, ณัฐนนท์ คุณวิเศษกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันข้อมูลอัตราการทำงานในงานก่อสร้างใช้การเก็บข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความชำนาญในงานก่อสร้างเฝ้าสังเกตการณ์การทำงาน ณ สถานที่ก่อสร้างจริงและบันทึกข้อมูลทรัพยากรและระยะเวลาที่ใช้ในงานก่อสร้าง รวมทั้งการวัดปริมาณงานก่อสร้างที่ทำได้ในกรอบเวลาที่กำหนดเพื่อนำข้อมูลมาคำนวณหาอัตราการทำงานของกิจกรรมงานก่อสร้าง อย่างไรก็ตามวิธีแบบดังเดิมเพื่อหาอัตราการทำงานต้องใช้แรงงานและเวลาในการบันทึกข้อมูลมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบการวิเคราะห์หาอัตราการทำงานดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเวลาและปริมาณงานจากวิดีโอที่บันทึกการทำงานของแรงงานในกิจกรรมงานก่ออิฐ โดยระบบดังกล่าวจะช่วยลดภาระงานในการหาอัตราการทำงานในงานก่อสร้างโดยใช้วิธีปกติ งานวิจัยออกแบบระบบจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อวิเคราะห์หาอัตราการทำงานของกิจกรรมก่อสร้าง ซึ่งประกอบด้วยการใช้แบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ YOLOv8 Object Detection และ BoT-SORT-ReID เพื่อหาระยะเวลาที่แรงงานใช้ในการทำงาน นอกจากนี้งานวิจัยประยุกต์ใช้แบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ YOLOv8 Instance Segmentation เพื่อหาปริมาณงานที่ทำได้ ระบบทดสอบด้วยข้อมูลวีดีโอที่บันทึกข้อมูลการทำงานของแรงงานก่ออิฐจำนวน 10 วิดีโอ ผลการทดสอบพบว่าระบบการประยุกต์ใช้ระบบกับกรณีศึกษาวิดีโอของงานก่ออิฐจากโครงการก่อสร้างจริงสามารถวิเคราะห์หาอัตราการทำงานในงานก่อสร้างจากวิดีโอการก่ออิฐ โดยผลลัพธ์อัตราการทำงานจากระบบมีความแตกต่างจากการหาอัตราการทำงานโดยมนุษย์เฉลี่ย 10.94% ระบบที่พัฒนาสามารถหาระยะเวลาที่ใช้ในการทำงานจากวิดีโอทดแทนวิธีการดูวิดีโอและบันทึกเวลาที่ใช้ในการทำงานโดยใช้มนุษย์ ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยลดภาระการทำงานของบุคลากรในการหาอัตราการทำงาน อย่างไรก็ตามระบบยังมีข้อจำกัดในบันทึกวีดีโอที่กำหนดให้แนวการตั้งกล้องต้องตั้งฉากกับพื้นที่งานการทำงาน


สมบัติเชิงกลและกำลังรับน้ำหนักของชิ้นส่วนคอนกรีตที่มีส่วนผสมของมวลรวมเศษแกรนิตและพลาสติกรีไซเคิล, ทรงกลด วงค์เจริญ Jan 2023

สมบัติเชิงกลและกำลังรับน้ำหนักของชิ้นส่วนคอนกรีตที่มีส่วนผสมของมวลรวมเศษแกรนิตและพลาสติกรีไซเคิล, ทรงกลด วงค์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติเชิงกลและกำลังรับน้ำหนักของชิ้นส่วนคอนกรีตที่มีส่วนผสมของมวลรวมเศษแกรนิตและพลาสติกรีไซเคิลคละชนิด โดยทรายธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยทรายแกรนิตและมวลรวมหยาบถูกแทนที่บางส่วนด้วยมวลรวมพลาสติกในปริมาณร้อยละ 10 30 และ 50 โดยปริมาตรของมวลรวมหยาบ การทดสอบสมบัติของคอนกรีตประกอบไปด้วย ค่าการยุบตัว ระยะเวลาการก่อตัว หน่วยน้ำหนัก กำลังรับแรงอัด กำลังรับแรงดัด ค่าโมดูลัสความยืดหยุ่นและอัตราส่วนปัวซอง ปริมาณโพรงและการดูดซึมน้ำ และความทนทานต่อโซเดียมซัลเฟต จากผลการทดสอบพบว่าคอนกรีตที่ใช้ทรายแกรนิตแทนที่ทรายธรรมชาติมีค่าการยุบตัวลดลงแต่มีกำลังรับแรงอัดใกล้เคียงกับคอนกรีตจากทรายธรรมชาติล้วน และเมื่อใช้มวลรวมพลาสติกแทนที่มวลรวมหยาบตามธรรมชาติพบว่าค่าการยุบตัวลดลงตามปริมาณพลาสติกที่เพิ่มขึ้น ค่ากำลังอัดของคอนกรีตที่มีการแทนที่มวลรวมหยาบด้วยมวลรวมพลาสติกไม่เกินร้อยละ 10 มีค่าใกล้เคียงคอนกรีตไม่มีการแทนที่พลาสติก ดังนั้นจึงเลือกใช้สัดส่วนผสมดังกล่าวมาผลิตเป็นผนังและพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป และทดสอบผนังภายใต้แรงตามแนวแกนและทดสอบพื้นภายใต้แรงกระกระทำแบบสี่จุด ผลการทดสอบชี้ให้เห็นว่าผนังและพื้นที่ผลิตจากคอนกรีตที่มีการแทนที่มวลรวมละเอียดด้วยทรายแกรนิตและมีการแทนที่มวลรวมหยาบด้วยพลาสติกร้อยละ 10 มีความสามารถในการรับน้ำหนักเทียบเท่าคอนกรีตที่ไม่มีส่วนผสมของพลาสติก เนื่องจากมีค่ากำลังรับน้ำหนักของผนังและพื้นลดลงเพียง 1.27% และ 1.40% ตามลำดับ


การพัฒนากลยุทธ์ในการประยุกต์ใช้แบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย, ภฤศ มาตรไพจิตร์ Jan 2023

การพัฒนากลยุทธ์ในการประยุกต์ใช้แบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย, ภฤศ มาตรไพจิตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการก่อสร้างมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนในกระบวนการก่อสร้างทำให้เกิดความขัดแย้งในกระบวนการก่อสร้างที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Building information modeling, BIM) จึงเป็นทางเลือกในการลดปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี BIM ยังคงเป็นสิ่งใหม่สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยและเกี่ยวข้องกับนโยบายของบริษัท ดังนั้นการประยุกต์ใช้ BIM โดยองค์กรในอุตสาหกรรมการก่อสร้างจึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อองค์กรตลอดจนกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อให้องค์กรนำ BIM ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอกรวมถึงการพัฒนากลยุทธ์ในการประยุกต์ BIM สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศไทย งานวิจัยนี้สร้างแบบสอบถามโดยใช้เครื่องมือ SWOT analysis เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม และ เลือกใช้เครื่องมือ TOWS Matrix เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์ของแต่ละกลุ่มองค์กร งานวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามสำรวจจากองค์กรผู้รับเหมา องค์กรผู้ออกแบบ องค์กรเจ้าของโครงการรัฐและเอกชน และองค์กรวิศวกรที่ปรึกษา และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อยืนยันผลการวิเคราะห์กลยุทธ์ ผลการศึกษาพบว่าองค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้างมีความคิดเห็นในปัจจัยด้านจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม เป็นไปในแนวทางเดียวกัน งานวิจัยพบว่าปัจจัยด้านจุดแข็งประกอบด้วยการใช้เทคโนโลยี BIM ช่วยส่งเสริมการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ปัจจัยด้านภัยคุกคามได้แก่การขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ เป็นต้น นอกจากนี้งานวิจัยพบว่ากลยุทธ์สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมมีความคิดเห็นทั้งเหมือนและแตกต่างกัน โดยกลยุทธ์เชิงรุกเน้นการสร้างความแตกต่างในการให้บริการทางธุรกิจ กลยุทธ์เชิงแก้ไขเน้นการอบรมบุคลากรภายในองค์กรและการสร้างธุรกิจหุ้นส่วนและกลยุทธ์เชิงแก้ไขเน้นการสร้างมาตรฐานการทำงานในการใช้ BIM ในองค์กร และกลยุทธ์เชิงรับเน้นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ โดยการเลือกใช้กลยุทธ์อาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ภายในและภายนอก ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ BIM ของแต่ละองค์กร


Multi-Material Proportional Topology Optimization Using Adaptive Quadtree Sbfe Framework, Natchanon Chantab Jan 2023

Multi-Material Proportional Topology Optimization Using Adaptive Quadtree Sbfe Framework, Natchanon Chantab

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis presents a novel approach to multi-material Proportional Topology Optimization (PTO) by integrating an automatic image-based quadtree element (2D) structure with the Scaled Boundary Finite Element framework (SBFE). Our method minimizes compliance or maximizes mechanical stiffness of multi-material structures while adhering to volume fraction constraints for each material. Design variables, proportionally weighted from 0 to 1, correspond to compliance values in optimization loops without sensitivity values. Additionally, a material interpolation scheme spatially separates material behaviors. An adaptive quadtree algorithm captures local area element details, reducing memory usage, solution times, and improving numerical accuracy. Implemented in finite element analysis using …


Development Of A Computer Vision System To Monitor Container Closures And Cleanliness Of Tools Related To Volatile Substances In Construction Projects, Tun Lin Naing Jan 2023

Development Of A Computer Vision System To Monitor Container Closures And Cleanliness Of Tools Related To Volatile Substances In Construction Projects, Tun Lin Naing

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Construction chemicals have gained an essential role across various aspects of the construction process in modern construction. While construction chemicals provide advantages to construction activities, if there are no control measures, they can transform into hazardous substances that pose occupational health risks and environmental impacts, which can also affect a company's ESG performance. Therefore, it is important to implement prevention and control measures for chemical materials during their utilization on construction sites to prevent the transformation of construction chemicals into hazardous substances. Currently, traditional methods of checking chemical containers and tools on construction sites are time-consuming, prone to errors, and …


Stability Analysis Of Cellular Steel Plane Frames, Voraphol Horsangchai Jan 2023

Stability Analysis Of Cellular Steel Plane Frames, Voraphol Horsangchai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research presents a comprehensive investigation of the global stability of cellular steel columns, beam-columns, and frames. For the cellular steel columns, the existing equation for predicting the elastic buckling load is improved to account for the local bending deformation of the web posts. Subsequently, the column strength equation is analytically developed from the energy approach. The second-order inelastic analysis is performed using 3D finite element (FE) models and validated against the experimental results. The validated FE models are then employed to assess the developed column strength curve and examine the influence of initial imperfections on the critical strength of …


Bi-Directional Evolutionary Structural Optimization For 3d-Printed Prefabricated Concrete Panels, Pochara Amornsittipipat Jan 2023

Bi-Directional Evolutionary Structural Optimization For 3d-Printed Prefabricated Concrete Panels, Pochara Amornsittipipat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis seeks to develop an optimal design methodology for 3D-printed prefabricated concrete panels. Although 3D-printed precast panels are advantageous for producing flexible forms, reducing workforce demand, and minimizing environmental impacts, the product must not be too heavy to transport and install. Therefore, the consideration of weight emphasizes the need for structural optimization. This research presents truss-like structural modeling based on the properties of 3D-printed concrete, suggests an optimal design methodology using the Bi-directional Evolutionary Structural Optimization (BESO) algorithm to achieve minimum weight, conducts parametric studies to understand the relationship between significant parameters and the optimal weight achieved, and demonstrates …


Image-Base Adaptive Proportional Topology Optimization Of Infill Structure Using Polygon Sbfe Approach, Sompong Rungsawang Jan 2023

Image-Base Adaptive Proportional Topology Optimization Of Infill Structure Using Polygon Sbfe Approach, Sompong Rungsawang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The use of infill structures is widespread in additive manufacturing applications, offering porous domains that are well-suited for withstanding various physical loadings. This thesis introduces a novel approach, namely Proportional Topology Optimization (PTO), leveraging an automatic image-based quadtree Scaled Boundary Finite Element (SBFE) framework. The SBFE, where sub-domains are treated as polygonal elements in 2D, is employed to address the hanging node issue. The methodology is extended to design infill structures by minimizing compliance concerning force variations, subject to local volume fraction constraints rather than a global volume constraint for each element in the design domain. Material density for each …


การวิเคราะห์การโก่งเดาะแบบไม่เชิงเส้นของโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทางบริเวณทางโค้งด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, พิมสุดา ชวดฉิม Jan 2023

การวิเคราะห์การโก่งเดาะแบบไม่เชิงเส้นของโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทางบริเวณทางโค้งด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, พิมสุดา ชวดฉิม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน มีการพัฒนาด้านโครงทางพื้นฐานทางรางในประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งทางราง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความจุ ลดระยะเวลาในการเดินทาง และลดต้นทุนโลจิสติกส์ โครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทางเป็นโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนในการก่อสร้างและต้นทุนการก่อสร้างต่ำจึงถูกใช้เป็นโครงสร้างหลักกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ สิ่งที่สำคัญที่ส่งผลต่อสภาพทางรถไฟคือผลจากสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลที่ตามมาจากความร้อนอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เมื่ออุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น เหล็กที่เป็นวัสดุของรางรถไฟจะดูดซับความร้อน ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิภายในรางรถไฟชนิดเชื่อมต่อเนื่องเกิดความเค้นเพิ่มขึ้นและอาจเกิดการโก่งเดาะได้ ในงานวิจัยฉบับนี้จึงได้ทำการวิเคราะห์อุณหภูมิโก่งเดาะด้วยวิธีวิเคราะห์แบบไม่เชิงเส้น โดยการจำลองโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทางบริเวณทางโค้งด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์แบบ 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Ansys LS-DYNA ในการวิเคราะห์นั้นได้ศึกษาตัวแปรที่ส่งผลต่อความต้านทานการโก่งเดาะ ได้แก่ ขนาดของรัศมีความโค้งของโครงสร้างทางรถไฟ, ความต้านทานทางด้านข้าง, การยกโค้ง, การเสียแนวทางรถไฟ และความเร็วของรถไฟ เป็นต้น ผลลัพธ์จากการวิจัยนี้ได้แก่ อุณหภูมิโก่งเดาะของทางรถไฟที่สภาวะต่าง ๆ จากการศึกษาพบว่า ยิ่งรัศมีความโค้ง, ความต้านทานทางด้านข้าง และการยกโค้งมีค่าลดลง หรือขนาดของการเสียแนวทางรถไฟมีค่ามาก อุณหภูมิที่เกิดการโก่งเดาะจะมีค่าที่ลดลงตามลงไป และในช่วงที่อุณหภูมิสูงรถไฟควรวิ่งด้วยความเร็วไม่เกินค่าความเร็วสมดุล โดยผลการศึกษาที่ได้จะช่วยพัฒนาแนวทางการซ่อมบำรุง ปรับสภาพโครงสร้างทางรถไฟให้มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการเกิดการโก่งเดาะ และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างทางรถไฟในอนาคต


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยอดพล เพชราวุธ Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยอดพล เพชราวุธ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการขนส่งรูปแบบใหม่ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทาง อย่างไรก็ตามความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของสาธารณชน การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบทัศนคติและปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ โดยขยายแบบจำลองทฤษฎีรวมการยอมรับและการใช้เทคโนโลยี 2 (UTAUT2) ที่เพิ่มปัจจัยด้าน การรับรู้ด้านความเสี่ยง, การรับรู้ด้านความไว้วางใจ, ภาพลักษณ์ และการเปรียบเทียบกับรูปแบบการเดินทางอื่น โดยสร้างแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยและเจตนาเชิงพฤติกรรมภายใต้แบบจำลอง อย่างไรก็ตามการวิจัยนี้ได้วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) เพื่อค้นหาองค์ประกอบที่แท้จริงภายใต้ตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้น แบบสอบถามดำเนินกับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวน 409 คน ผลการศึกษาทัศนคติพบว่า คนชื่นชอบยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติในด้านของการบริการ ได้แก่ การเรียกใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชั่น, บริการนอกเวลาปกติ และการปรับเปลี่ยนเส้นทาง อีกทั้งยังถูกมองว่ามีศักยภาพในการเข้ามาแทนที่รถ Pop Bus และ Muvmi สำหรับการวิเคราะห์แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติของผู้คน ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ, ประโยชน์ในการใช้ในชีวิตประจำวัน, การรับรู้ด้านความไว้วางใจ, สิ่งอำนวยความสะดวก, ความพอใจในบริการเหนือราคา, ความไว้วางใจด้านบริการและราคา, การรับรู้ความเสี่ยง และการรับรู้ว่าใช้งานได้ง่าย ในขณะที่ความคาดหวังด้านความพยายาม และ อิทธิพลของสังคม ส่งผลในทางอ้อม


การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ Jan 2023

การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องมาจากการก่อสร้างที่พักอาศัยที่มีอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและเสียง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานก่อสร้าง งานวิจัยนี้จึงต้องการวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียง (PM 2.5, PM 10, NO2, CO, dB(A)) ที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ ซึ่งนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เซนเซอร์ตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียง และกล้องบันทึกวีดีโอมาประยุกต์ใช้ ทำให้ทราบค่าความเข้มข้นของมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของงานก่อสร้าง การตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงโดยทั่วไปวัดจากค่าเฉลี่ยของปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับตลอดช่วงเวลาทำงาน อีกทั้งเครื่องมือวัดมีขนาดใหญ่ มีราคาสูง และไม่สามารถทราบถึงกิจกรรมย่อยที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแรงงาน ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้ติดเครื่องมือวัดและกล้องบันทึกวีดีโอกับแรงงาน เพื่อให้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้าง โดยเมื่อมีปริมาณมลพิษเกินค่ามาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนไปยัง Line Notify เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยโครงการได้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หลังจากนั้นประยุกต์ใช้เครื่องมือตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงกับโครงการก่อสร้างกรณีศึกษา 4 โครงการ ผลการทดสอบพบว่า กิจกรรมย่อยที่เกิดมลพิษมากที่สุด คือ เชื่อมโลหะโดยใช้ลวดเชื่อม มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามเครื่องมือยังมีข้อจำกัดในเรื่องขีดจำกัดต่ำสุดและสูงสุดของเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดมลพิษได้


Surrogate-Assisted Model Methods For Maximum Compression Capacity Predictions Of Concrete-Filled Stainless-Steel Tubular Columns, Ly Ith Jan 2023

Surrogate-Assisted Model Methods For Maximum Compression Capacity Predictions Of Concrete-Filled Stainless-Steel Tubular Columns, Ly Ith

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This work explores the prediction of axial strength of circular concrete-filled stainless-steel tubular (CFSST) columns, employing advanced machine learning techniques, including Gaussian Process Regression (GPR) and Extreme Gradient Boosting (XGBoost). The dataset comprises over 100 columns from experimental tests, with only a few of them being long or slender, limiting prediction accuracy. To address this, our study introduces a robust numerical modeling approach using Finite Element Method (FEM) to generate additional data points for long columns. The results are then benchmarked against established standards such as American Institute of Steel Construction (AISC) and the Eurocode 4, illustrating the potential of …


A Communication System To Support Evacuation Route In The Building Construction Project, Somjintana Kanangkaew Jan 2023

A Communication System To Support Evacuation Route In The Building Construction Project, Somjintana Kanangkaew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the past decade, emergencies have occurred in construction projects, directly influencing injuries and casualties due to the dynamic nature of construction. Currently, the practice of developing evacuation routes for most construction projects is presented in a static and non-interactive manner. This involves a two-dimensional evacuation plan that cannot provide a real-time evacuation route. Furthermore, some emergency signs are unclear and do not provide the correct evacuation routedue to construction activities not aligning with the construction progress. Therefore, conventional evacuation plans have limitations and require improvement. Building Information Modeling (BIM) and Augmented Reality (AR) can present the evacuation route position …


Assessment Of Macro Models Of Masonry Infilled Rc Frames With Opening, Sreyneth Lath Jan 2023

Assessment Of Macro Models Of Masonry Infilled Rc Frames With Opening, Sreyneth Lath

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to investigate the behavior of masonry infilled reinforced concrete structures in the presence of central windows and doors under lateral seismic loading through macro-modeling simulations. The primary objective is to assess and evaluate three macro models, including the multiple equivalent strut method, discretized macro element method, and reduction factor method, in the seismic performance evaluation of masonry-infilled RC frames with central window and door openings. To achieve this, a nonlinear push-over analysis will be conducted using the software SAP 2000. The results were compared with a recent experimental study on a single-story, on-bay masonry-infilled RC frame with …


การประยุกต์ใช้เกมการต่อรองและเรียลออปชันเพื่อวิเคราะห์เงื่อนไขการเจรจาขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ด้วยวิธีการจำลอง Monte Carlo, ชานน อธิปัญญา Jan 2023

การประยุกต์ใช้เกมการต่อรองและเรียลออปชันเพื่อวิเคราะห์เงื่อนไขการเจรจาขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ด้วยวิธีการจำลอง Monte Carlo, ชานน อธิปัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันมีการใช้สัญญาการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมากขึ้น โดยรัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและดำเนินการในโครงการ เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและความสามารถในการกู้ อีกทั้งสัญญาการร่วมทุนยังส่งเสริมการแข่งขันของภาคเอกชนในการบริหารจัดการ ตลอดจนการแบ่งสรรความเสี่ยงที่เหมาะสมระหว่างรัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามสัญญาร่วมทุนมักมีระยะเวลาคงที่และนานหลายปี เช่น 25-30 ปี เป็นต้น ซึ่งสัญญาระยะยาวย่อมมีความเสี่ยงสูง ทำให้มักเกิดเหตุการณ์ขอเจรจาแก้ไขสัญญาจากเอกชนผู้รับสัมปทานในช่วงดำเนินงาน กรณีที่หากเกิดเหตุการณ์เสี่ยงที่ส่งผลเชิงลบต่อผลการดำเนินงาน อีกทั้งโครงการร่วมลงทุนแต่ละโครงการมีบริบท ต้นทุน ผลประโยชน์และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้นการกำหนดระยะเวลาสัมปทานที่เป็นแบบคงที่หรือการกำหนดรูปแบบการสนับสนุนที่เหมือนกัน อาจทำให้ภาครัฐเสียโอกาสในรายได้ที่ควรจะได้รับกรณีที่โครงการมีผลการดำเนินงานดีกว่าที่ประเมินในรายงานผลการศึกษาโครงการ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงคำนวณเพื่อใช้วิเคราะห์ระยะเวลาสัมปทานที่เหมาะสมของโครงการภายใต้การจำลองแบบมอนติคาร์โล โดยใช้หลักทฤษฎีเกมเพื่อหาระยะเวลาสัมปทาน และกรอบแนวคิดเชิงคำนวณเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบต่างๆด้วยการวิเคราะห์แบบเรียลออปชัน เช่น การวิเคราะห์การสนับสนุนโดยการให้กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาด หรือ การกำหนดระยะเวลาสัมปทานแบบยืดหยุ่น เนื่องจากเป็นการศึกษากรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์ดังนั้นจึงมีการกำหนดตัวแปรบางอย่างเพื่อให้สามารถทดสอบตัวแบบที่สร้างขึ้นมาได้ สำหรับการศึกษาในอนาคตอาจศึกษาถึงที่มาและผลของตัวแปรที่แตกต่างออกไป


การเรียนรู้ของเครื่องสำหรับทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน, ปิยวัฒน์ บุญเลิศนิรันดร์ Jan 2023

การเรียนรู้ของเครื่องสำหรับทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน, ปิยวัฒน์ บุญเลิศนิรันดร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาวัสดุผสมท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน ( Concrete Filled Double Skin Steel Tube Columns ) หรือ CFDST โดยใช้ความสามารถในการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และค้นหาอัลกอริทึมที่ให้ความแม่นยำมากที่สุดนำมาสร้างโมเดลในการทำนายและเปรียบเทียบความแม่นยำกับการออกแบบมาตรฐาน (Standard Design Code) โดยงานวิจัยนี้จะเลือกใช้กระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียน (GPR : Gaussian Process Regression ) และเอกตรีมกาเดียนบูสติ่ง (XGBoost : Extreme Gradient Boosting) เป็นอัลกอริทึมหลักและใช้ข้อมูลจากการทดสอบจริงในอดีตและจากการจำลองด้วยโปรแกรม ABAQUS มาเป็นชุดข้อมูลในการฝึกฝนโมเดล โดยข้อมูลนำเข้าประกอบไปด้วย เส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกและด้านใน ความหนาท่อเหล็กด้านนอกและด้านใน กำลังรับแรงอัดของคอนกรีตที่ 28 วันจากการทดสอบโดยกดลูกปูนรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 150 มิลลิเมตร ความสูง 300 มิลลิเมตร กำลังครากของท่อเหล็กด้านนอกและด้านใน และ ความสูงของเสาวัสดุผสม ข้อมูลนำออกคือ กำลังรับแรงอัดประลัยตามแนวแกนของเสาวัสดุผสม โดยการสร้างโมเดลสำหรับทำนายกำลังจะแบ่งออกเป็น 2 โมเดลคือโมเดลเสาสั้นและโมเดลเสายาวเนื่องจากพฤติกรรมการวิบัตินั้นแตกต่างกันและเกณฑ์ที่ใช้แบ่งคืออัตราส่วนความชะลูด ผลการทดสอบพบว่าโมเดลเสาสั้นที่ใช้ข้อมูลทั้งหมด 122 ชุดข้อมูล อัลกอริทึมเอกตรีมกาเดียนบูสติ่งให้ความแม่นยำมากกว่ากระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียนและการออกแบบมาตรฐาน ขณะที่โมเดลเสายาวที่ใช้ชุดข้อมูลทั้งหมด 181 ชุดข้อมูล ผลการทดสอบพบว่า เอกตรีมการ์เดียนบูสยังคงให้ความแม่นยำมากกว่ากระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียนและการออกแบบมาตรฐานเช่นกัน


การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางจากการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รัฐพล ทองแป้น Jan 2023

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางจากการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รัฐพล ทองแป้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงบทบาทการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกันต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางโดยรวม ศึกษาปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม พฤติกรรมในการเดินทาง ทัศนคติและบุคลิกภาพที่ส่งผลต่อความถี่การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกัน และศึกษาผลกระทบของการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในการเดินทางที่มีต่อค่าการปล่อยคาร์บอนในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามย่าน โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเฉพาะผู้ที่เคยใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกัน ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบสอบถามร่วมกับการสัมภาษณ์และสุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย โดยการวิเคราะห์ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา 2) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างแบบจำลองทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อมีบริการสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเที่ยวการเดินทางโดยเฉลี่ยต่อวันลดลง และมีระยะการเดินทางเพิ่มขึ้น โดยผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนิสิตเพศชาย มีวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อไปเรียนเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อความถี่การใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันมากที่สุด คือ ราคา รองลงมาคือ ความปลอดภัยในการเดินทางและตำแหน่งจุดจอดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า โดยผลที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสำหรับการวางแผนหรือกำหนดนโยบายในการควบคุมดูแลหรือส่งเสริมรูปแบบการเดินทางดังกล่าว เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการขนส่งโดยรวมต่อไป


การประยุกต์ใช้แบบจำลองเสมือนจริงในงานก่อสร้าง, วุฒิภัทร วัชรพันธ์ Jan 2023

การประยุกต์ใช้แบบจำลองเสมือนจริงในงานก่อสร้าง, วุฒิภัทร วัชรพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงมาใช้ในการก่อสร้าง ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงงานในโครงการก่อสร้าง จึงทําการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เพื่อประยุกต์ใช้ในการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงงานในโครงการก่อสร้าง โดยสมมติฐานของงานวิจัยนี้คือ ความรู้สึกของผู้ทดสอบที่วัดโดยใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงและสภาพแวดล้อมการก่อสร้างจริงก็ไม่ต่างกัน สมมติฐานได้รับการทดสอบโดยความรู้สึกของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้แบบสอบถามที่เปรียบเทียบระหว่างความรู้สึกที่วัดโดยเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง กับสภาพแวดล้อมจริง กรณีศึกษา 3 กรณี ในโครงการก่อสร้างจริงถูกนํามาใช้ในการทดลอง ผู้ตอบแบบสอบถาม 20 คนได้รับเลือกให้เยี่ยมชมสถานที่ก่อสร้างและเปรียบเทียบความรู้สึกระหว่างการใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง กับสถานการณ์จริง จากนั้นนําการวิเคราะห์ทางสถิติมาวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกของผู้ตอบแบบสอบถามที่ใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และสถานการณ์จริงในโครงการก่อสร้างสําหรับทั้งสองกรณีศึกษาไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนําเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงมาประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงงานก่อสร้างได้


การปรับปรุงคุณภาพแอสฟัลต์ซีเมนต์เก่าด้วยน้ำมันปาล์มโอเลอีนที่ใช้แล้ว, กนกศักดิ์ เพียรธัญกรณ์ Jan 2023

การปรับปรุงคุณภาพแอสฟัลต์ซีเมนต์เก่าด้วยน้ำมันปาล์มโอเลอีนที่ใช้แล้ว, กนกศักดิ์ เพียรธัญกรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การที่จะใช้กากยางยะมะตอยเก่า (RAP) ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความจำเป็นที่จะต้องทำการปรับปรุงคุณภาพเสียก่อน ด้วยการใช้สารปรับปรุงคุณภาพเพื่อพื้นฟูประสิทธิภาพของยางเก่าที่เสื่อมสภาพให้กลับมาดีดังเดิม ซึ่งในการศึกษานี้มีการใช้นำมันปาล์มโอเลอีนที่ใช้แล้ว (WPO) ซึ่งเป็นน้ำมันที่เหลือใช้จากการใช้ในครัวเรือนหรือในทางอุตสาหกรรม มาใช้เป็นสารปรับปรุงคุณภาพ โดยจะเปรียบเทียบคุณสมบัติกับสารปรับปรุงคุณภาพที่ใช้กับกากยางคือ Commercial Rejuvenator (CR) และนำมันปาล์มโอเลอีน (RPO) ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน โดยสารปรับปรุงคุณภาพทั้งสามชนิดจะถูกผสมกับยางมะตอย (Asphalt Binder) ชนิด Penetration Grade 60/70 ที่ถูกทำให้เสื่อมสภาพ (Aging) ในห้องปฏิบัติด้วยการวิธี RTFOT และ PAV โดยการปรับปรุงคุณภาพจะถูกตรวจสอบด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอนดังนี้: 1)การทดสอบขั้นพื้นฐาน จะมีการทดสอบ ค่าความแข็ง, การหาจุดอ่อนตัวของยาง, ความสามารถในการยืดตัว โดยมีการทดสอบ 21 ตัวอย่างโดยใช้อัตราการใช้สารปรับปรุงคุณภาพ ที่ 1-17% 2) การทดสอบ Rheological มีการทดสอบ ความหนึด, ความต้านทางการเกิดร่องล้อ, ความต้านทานการล้า, ความต้านทานที่อุณหภูมิต่ำ โดยใช้เครื่องมือทดสอบ DSR 3) การทดสอบทางด้านเคมีเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างโมเลกุลของยางมะตอย และเปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนแปลงของสาร Saturates, Aromatics, Resins และ Asphaltenes ด้วยการใช้เครื่องมือ FTIR และ SARA 4) การทดสอบทางด้านกายภาพ เพื่อดูประสิทธิภาพของยางมะตอยผสมร้อน (Hot-Mix) ด้วยการทดสอบ Mashall, Strength Index, Hamburg Wheel-Track และ Indirect Tension Resilient Modulus Test (IDT) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการใช้ RPO และ WPO จะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเกิดร่องล้อได้ดีขั้น ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางด้าน Rheological ให้กลับมาดีเหมือนยางมะตอยเดิม (AC 60/70) แต่ความหนืดของยางที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วย RPO และ WPO จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน โดยปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน RPO และ …


การศึกษาผลของเสาเข็มเอียงในแท่นกลางทะเลต่อการต้านทานแรงจากแผ่นดินไหวและแรงกระแทกจากเรือ, กณิศ ขันการไถ Jan 2023

การศึกษาผลของเสาเข็มเอียงในแท่นกลางทะเลต่อการต้านทานแรงจากแผ่นดินไหวและแรงกระแทกจากเรือ, กณิศ ขันการไถ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงสร้างแท่นกลางทะเล (loading platform) ที่อยู่ตามชายฝั่งนั้นส่วนใหญ่ จะต้องสามารถรับแรงด้านข้างไม่ว่าจะเกิดจากแรงแผ่นดินไหว(Earthquake force), แรงกระแทกจากเรือ (Berthing force) ดังนั้นตัวโครงสร้างแท่นกลางทะเลจำเป็นต้องต้านทานต่อแรงด้านข้างได้ดี การใช้เสาเข็มเอียงเป็นที่นิยมในการรับแรงด้านข้าง ดังนั้นงานวิจัยนี้จะมุ่งเน้นไปการวิเคราะห์ปริมาณเสาเข็มเอียงและมุมเอียงของเสาเข็มมีผลอย่างไรต่อผลตอบสนองของโครงสร้าง โดยทำการสร้างแบบจำลองแท่นกลางทะเลที่มีความยาว 37 เมตรและกว้าง 47 เมตร โดยมีเสาเข็มทั้งหมด 96 ต้น โดยแบ่งเป็นด้านยาว 5 แถวและด้านกว้าง 9 แถว โดยที่การสร้างแบบจำลองออกเป็น 21 แบบจำลองโดยจะใช้โปรแกรม SAP2000 เพื่อที่จะศึกษาพารามิเตอร์ที่ทำการศึกษานั้นได้แก่ 1.มุมเอียงของเสาเข็ม 2.ปริมาณของเสาเข็มเอียง ที่ซึ่งจำนวนของเสาเข็มเอียงและมุมเอียงของเสาเข็มจะแตกต่างกันในแต่ละแบบจำลอง โดยจำนวนเสาเข็มเอียงนั้นแบ่งออกเป็น 0,8,16,24,40,60 ต้นและมุมเอียงของเสาเข็มแบ่งออกเป็น 1/3, 1/4, 1/6,1/8 ที่ซึ่งผลตอบสนองของโครงสร้างที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ แรงในแนวแกน, โมเมนต์ดัด, สัดส่วนการใช้งาน, การกระจัด โดยแรงภายนอกที่มาใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่แรงแผ่นดินไหวโดยใช้วิธีการตอบสนองแบบโหมดและแรงกระแทกของเรือ โดยผลจากวิเคราะห์ผลตอบสนองแบบโหมดพบว่าเมื่อเพิ่มจำนวนเสาเข็มเอียงและมุมเอียงของเสาเข็มพบว่าคาบตามธรรมชาติของลักษณะการสั่นในทางด้านข้างลดลงจาก 1.34 วินาที เหลือ 0.28 วินาที และในกรณีแรงแผ่นดินไหวผลตอบสนองของโครงสร้างพบว่าพารามิเตอร์ทั้งสองส่งผลอย่างมากโดยเมื่อเพิ่มจำนวนเสาเข็มเอียงและมุมเอียงของเสาเข็มเอียงนั้นพบว่าค่าการกระจัดลดลงจากแบบจำลองที่ไม่มีเสาเข็มเอียงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และความแตกต่างของผลตอบสนองระหว่างเสาเข็มตรงและเสาเข็มเอียงพบว่าแตกต่างกันอย่างมากในแรงในแนวแกนและอัตราส่วนการใช้งาน


ผลของคุณสมบัติของมวลรวมชนิดหินปูนที่มีต่อคุณสมบัติทางวิศวกรรมของวัสดุผิวทางสโตนมัสติกแอสฟัลต์, ณัฐชนน พันธพาณิชย์กุล Jan 2023

ผลของคุณสมบัติของมวลรวมชนิดหินปูนที่มีต่อคุณสมบัติทางวิศวกรรมของวัสดุผิวทางสโตนมัสติกแอสฟัลต์, ณัฐชนน พันธพาณิชย์กุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผิวทางส่วนใหญ่ในโครงข่ายถนนในประเทศไทยกว่าร้อยละ93 เป็น ผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต โดยปัญหาหลักที่มักพบในผิวทางชนิดนี้ คือ ปัญหาการเกิดร่องล้อ (Rutting) ซึ่งการเกิดร่องล้อสามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ โดยวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาการเกิดร่องล้อ คือ การใช้ผิวทาง สโตนมาสติกแอสฟัลต์ (SMA) ซึ่งเป็นแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้วัสดุมวลรวมขนาดคละเรียงข้ามขนาด (Gap Grade) เพื่อให้ผิวทางมีลักษณะหยาบเป็นพิเศษซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านทานการเกิดร่องล้อได้ โดยวัสดุมวลรวมส่วนใหญ่ที่นำมาออกแบบ ในประเทศไทย จะเป็นตะกรันเหล็ก(Slag) ซึ่งมีความทนทานและสามารถในการรับน้ำหนักได้ดี แต่มีข้อจำกัดเรื่องแหล่งที่มาที่มีน้อยหาได้ยากในบางพื้นที่ ดังนั้นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติทางวิศวกรรมของหินปูนที่จะนำมาทดแทนจึงมีความสำคัญ เนื่องจาก หินปูนสามารถหาได้ง่ายกว่าและมีราคาถูกกว่า โดยจากงานวิจัยที่ผ่านมาในอดีตพบว่า คุณสมบัติพื้นฐานของมวลรวมหินปูนด้อยกว่ามวลรวมตะกรันเหล็ก(Slag) จึงมีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพก่อน โดยงานวิจัยครั้งนี้ จะทำการคัดคุณภาพโดยพิจารณาที่คุณสมบัติของมวลรวมหยาบ ได้แก่ การต้านทานการสึกหรอ รูปทรง และลักษณะพื้นผิวของมวลรวมหยาบ จากนั้นทำการทดสอบคุณสมบัติ Marshall Mix Design และ ทดสอบปัจจัยด้านสมรรถนะ ได้แก่ ค่าความต้านทานต่อแรงดึงทางอ้อม (Indirect Tensile Strength) ค่าโมดูลัสคืนตัว (Resilience Modulus) และ ความสามารถในการต้านทานการเสียรูปอย่างถาวร (Permanent Deformation) โดยทดสอบความสามารถในการต้านทานการเกิดร่องล้อ (Rutting Resistance Test) ด้วยเครื่อง Hamburg Wheel Tracking และ ทดสอบความสามารถในการต้านทานการเสียรูปอย่างถาวร โดยการ ทดสอบ Dynamic Creep พบว่า ความแบนและความยาวของมวลรวม (Flat and Elongation) และ การแตกหักของอนุภาค (Fractured Particles) ส่งผลต่อ ค่าเสถียรภาพ (Stability) และ ค่าการยุบตัว (Flow) ในผิวทางสโตนมาสติกแอสฟัลต์ (SMA) โดยจากผลการทดสอบพบว่า การคัดคุณภาพของมวลรวมชนิดหินปูน ส่งผลให้มี ค่าเสถียรภาพ (Stability) เพิ่มขึ้น ค่าการยุบตัว (Flow) ลดลงเล็กน้อย และไม่ส่งผล ต่อค่า Voids in Mineral Aggregates (VMA) ค่า …


การศึกษาเชิงเปรียบเทียบอิทธิพลของความไว้วางใจในการทำงานต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้างในแต่ละรูปแบบการส่งมอบโครงการ, พรธีรา สุเมธาธิกุล Jan 2023

การศึกษาเชิงเปรียบเทียบอิทธิพลของความไว้วางใจในการทำงานต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้างในแต่ละรูปแบบการส่งมอบโครงการ, พรธีรา สุเมธาธิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมก่อสร้างมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไปในอนาคต โครงการก่อสร้างโดยทั่วไปมีลักษณะเฉพาะ มีการทำงานร่วมกันจากหลายฝ่าย เช่น เจ้าของโครงการ ผู้รับเหมา บริษัทที่ปรึกษา และผู้ออกแบบ เป็นต้น โดยแต่ละฝ่ายก็มีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน บ่อยครั้งได้นำไปสู่ปัญหาความไว้ใจ ในการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความไว้วางใจภายในองค์การ หรือความไว้วางใจระหว่างองค์การ ทำให้โครงการประสบปัญหาล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงาน นำไปสู่ต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น และส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการโดยรวม งานวิจัยนี้ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความไว้วางใจในการทำงานและอิทธิพลของความไว้วางใจต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้างที่มีการใช้รูปแบบการส่งมอบโครงการ (Project delivery methods, PDMs) ที่แตกต่างกัน อาทิเช่น การส่งมอบโครงการแบบปกติ (Design-Bid-Build approach, DBB) และการส่งมอบโครงการที่มีการรวมสัญญา (Integrated Project Delivery approach, IPD) งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย และเก็บรวบรวมจากผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้านของโครงการก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยพัฒนากรอบแนวความคิดจากการทบทวนทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural equation modeling, SEM) สำหรับวิเคราะห์อิทธิพลของความไว้วางใจที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้าง จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน ผลการศึกษาพบว่า ความไว้วางใจภายในองค์การ และความไว้วางใจระหว่างองค์การมีอิทธิพลทางบวกต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้าง โดยพบต่อว่า ความไว้วางใจสำคัญต่อโครงการก่อสร้างที่มีการใช้รูปแบบการส่งมอบโครงการที่มีการรวมสัญญามากกว่าโครงการก่อสร้างที่มีการใช้รูปแบบการส่งมอบโครงการแบบปกติ