Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Civil Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 30 of 274

Full-Text Articles in Civil Engineering

พฤติกรรมความล้าของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ได้รับการเสริมกำลังด้วยแผ่นพอลิเมอร์เสริมแรงด้วยเส้นใยอารามิด, ภัทรพงษ์ ปุญจุบัน Jan 2025

พฤติกรรมความล้าของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ได้รับการเสริมกำลังด้วยแผ่นพอลิเมอร์เสริมแรงด้วยเส้นใยอารามิด, ภัทรพงษ์ ปุญจุบัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาความเสียหายของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กจากแรงกระทำซ้ำ เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อความทนทานและอายุการใช้งานของพื้นสะพานคอนกรีตในสภาพแวดล้อมจริง งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาพฤติกรรมของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กภายใต้แรงกระทำรวมศูนย์ ทั้งในสภาวะแรงกระทำแบบสถิตและแรงกระทำซ้ำ พร้อมประเมินประสิทธิภาพของการเสริมกำลังด้วยแผ่น AFRP strand sheet เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของวิธีการเสริมกำลังดังกล่าวในงานบำรุงรักษาโครงสร้างสะพาน การทดสอบถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งตัวอย่างที่ไม่ได้เสริมกำลังและตัวอย่างที่เสริมกำลัง โดยพฤติกรรมโครงสร้างที่สนใจประกอบด้วยความแข็งเกร็งหลังแตกร้าว การกระจายแรงภายในแผ่นพื้น พฤติกรรมรอยแตกร้าว การกระจายความเครียด และลักษณะการวิบัติภายใต้สภาวะที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง จากผลการศึกษาพบว่าแผ่นพื้นที่เสริมกำลังด้วย AFRP มีพฤติกรรมโครงสร้างที่มีเสถียรภาพมากขึ้น สามารถควบคุมพัฒนาการของรอยแตกร้าวได้ดี และมีความทนทานต่อแรงกระทำซ้ำสูงกว่าแผ่นพื้นทั่วไป ความเสียหายสะสมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และโครงสร้างยังคงรักษาสมรรถนะได้ดีหลังผ่านการรับแรงกระทำซ้ำ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า AFRP strand sheet เป็นวิธีเสริมกำลังที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความต้านทานต่อแรงกระทำซ้ำ เพิ่มความแข็งเกร็งหลังแตกร้าว นำไปสู่การยืดอายุการใช้งานของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการในการปรับปรุงความทนทานของแผ่นพื้นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กในงานวิศวกรรมโครงสร้างปัจจุบัน


Behavior Of Reinforced Concrete Beams With Externally Anchored Rebars, Nyan Soe Lynn Jan 2025

Behavior Of Reinforced Concrete Beams With Externally Anchored Rebars, Nyan Soe Lynn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates a minimally invasive rehabilitation method for reinforced concrete (RC) beams using externally anchored reinforcement by means of epoxy. Two programs were conducted: flexural rehabilitation using externally anchored longitudinal bars, and shear rehabilitation using externally anchored U-shaped stirrups. Four beam specimens were tested under four-point bending for the flexural program, and four under three-point bending for the shear program. Test results from the flexural program showed large deformation due to plastic hinge formation. Due to their unbonded nature, the external rebars engaged later than the internal reinforcement and developed large deflection. Load-carrying capacity, however, was not increased since …


การศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระบบหลายเอเจนต์ผสานคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อพัฒนาระบบติดตามวัสดุเหล็กกล่องในงานก่อสร้าง, ปภพ รัตนพันธุ์ Jan 2025

การศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระบบหลายเอเจนต์ผสานคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อพัฒนาระบบติดตามวัสดุเหล็กกล่องในงานก่อสร้าง, ปภพ รัตนพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมการก่อสร้างเผชิญความท้าทายในการจัดการวัสดุ เช่น เหล็กกล่อง ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก เนื่องจากปัญหาข้อมูลไม่ถูกต้อง การสูญหาย และการพึ่งพาระบบเอกสาร ขณะที่เทคโนโลยีเดิมยังมีข้อจำกัด งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อระบบการติดตามวัสดุชนิดเหล็กกล่องในงานก่อสร้างตั้งแต่กระบวนการส่งมอบ คลังวัสดุ และการใช้งานวัสดุ ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เป็นแกนกลางควบคุม ระบบหลายเอเจนต์ (Multi-agent Systems) ซึ่งประกอบด้วยเอเจนต์ตรวจจับและนับวัสดุด้วย คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Steel detect count Agent) และเอเจนต์บันทึกข้อมูล (Data collection Agent) โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้งานเชิงสนทนาบนเว็บแอปพลิเคชัน โดยระบบได้บูรณาการเทคโนโลยี BIM, YOLOv11, Gemini 2.5 Pro, LangGraph Supervisor และ ฐานข้อมูล Supabase จากการประยุกต์ใช้ในโครงการกรณีศึกษา ได้ใช้พารามิเตอร์ Precision, Recall และ F1-Score ในการประเมินการทำงานของเอเจนต์พบว่าเอเจนต์ตรวจจับและนับวัสดุมีค่า F1-Score สูงถึง 98.25-100% และเอเจนต์บันทึกข้อมูลมีค่า 100% ในทุกพารามิเตอร์ และส่งผลให้เอเจนต์ตัวแทนควบคุมหลักประมวลผลข้อมูลส่วนใหญ่ได้อย่างถูกต้อง ยกเว้นข้อมูล quantity ที่มีค่า F1-Score อยู่ที่ 92.86% ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากเอเจนต์ตรวจจับและนับวัตถุก่อนหน้า และการประเมินการแสดงผลข้อมูลของวัสดุ แสดงให้เห็นว่าระบบบันทึกข้อมูลได้จริงตลอดทั้ง 3 กระบวนการ อีกทั้งเหล็กกล่องถูกนำไปติดตั้งได้อย่างครบถ้วน


การประยุกต์ใช้เหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงเป็นเสาในโครงสร้างที่พักอาศัย, พีรดนย์ ลอออรรถพงศ์ Jan 2025

การประยุกต์ใช้เหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงเป็นเสาในโครงสร้างที่พักอาศัย, พีรดนย์ ลอออรรถพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินสิทธิภาพของโครงสร้างเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูง (High-Strength Concrete-Filled Steel Tube, HSCFST) สำหรับการประยุกต์ใช้กับบ้านพักอาศัย อันเป็นการตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ การเพิ่มขึ้นของค่าแรง และความจำเป็นในการลดระยะเวลาการก่อสร้างและต้นทุน การศึกษาได้พิจารณากรณีบ้านพักอาศัยสูง 3 ชั้น จำนวน 4 หลัง โดยทำการจำลองโครงสร้างด้วยโปรแกรม ETABS เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการรับแรงในแนวดิ่งและแรงจากแผ่นดินไหวของโครงสร้าง ซึ่งการออกแบบเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงอ้างอิงมาตรฐาน AISC 360-22 (LRFD) ผลการออกแบบพบว่าสามารถลดขนาดเสาให้เล็กลงเหลือ 125 มิลลิเมตร และ 150 มิลลิเมตร เพื่อให้มีขนาดไม่เกินความหนาของผนังบ้านได้เมื่อใช้คอนกรีตที่มีกำลังรับแรงอัดสูงกว่า 60 เมกะปาสคาล ร่วมกับเหล็กกล่องชนิดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด โดยโครงสร้างที่ได้ออกแบบทั้ง 4 หลัง พบว่ามีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุกและแรงแผ่นดินไหวดีกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเดิมในทุกด้าน ทั้งยังพบว่ามีต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังได้ทำการทดสอบเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงในห้องปฏิบัติการ เพื่อเปรียบเทียบกำลังรับแรงอัดกับค่าที่ได้จากสมการทำนายตามมาตรฐาน AISC 360-22 พบว่าค่าที่ได้จากการคำนวณมีค่าต่ำกว่าผลการทดสอบจริงค่อนข้างมาก ส่งผลให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นต่อการนำเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงไปใช้จริงในงานก่อสร้างบ้านพักอาศัย


พฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรบริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร, ศุภวิชญ์ มัธยมนันทน์ Jan 2025

พฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรบริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร, ศุภวิชญ์ มัธยมนันทน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในสภาพการจราจรจริง การไหลของกระแสจราจรมักถูกรบกวนจากยานพาหนะที่จอดเพื่อรับ–ส่งผู้โดยสาร ส่งผลให้ยานพาหนะที่ขับขี่ตามมามีสองทางเลือก ได้แก่ การรอให้ยานพาหนะด้านหน้าเคลื่อนตัวต่อไป หรือการเปลี่ยนช่องจราจรไปยังช่องที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ซึ่งทั้งสองทางเลือกล้วนทำให้ประสิทธิภาพการไหลของจราจรลดลงเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการรบกวนดังกล่าว ในปัจจุบัน การใช้แบบจำลองจราจรช่วยให้สามารถทำความเข้าใจและคาดการณ์สภาพการจราจรได้โดยไม่ต้องทดลองในพื้นที่จริง แต่แบบจำลองทั่วไปยังขาดความเฉพาะเจาะจงเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์เฉพาะทาง โดยมักใช้พฤติกรรมพื้นฐานเพียงชุดเดียวในการแทนพฤติกรรมผู้ขับขี่ทุกกรณี งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรของผู้ขับขี่เมื่อแล่นตามหลังรถที่จอดรับ–ส่งผู้โดยสาร จากนั้นนำพฤติกรรมที่ได้จากภาคสนามไปใช้ในการพัฒนาแบบจำลองสภาพจราจรใน PTV VISSIM และทำการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมจริง ข้อมูลภาคสนามถูกเก็บรวบรวมด้วยการบันทึกวิดีโอและประมวลผลด้วย Video Analytics ก่อนนำไปสร้างแบบจำลอง ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองสามารถจำลองพฤติกรรมการเริ่มต้นเข้าสู่การเปลี่ยนช่องจราจรได้ใกล้เคียงกับข้อมูลจริง โดยช่องว่างเชิงเวลา (Lag Gap) ของยานพาหนะที่ขับขี่ตามมามีค่าเฉลี่ย 0.425 วินาทีในภาคสนาม และ 0.375 วินาทีในแบบจำลอง อย่างไรก็ตาม แบบจำลองยังไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรได้ครบถ้วนทุกด้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในงานวิจัยอนาคต


การปรับปรุงรอยต่อสะพานเหล็กด้วยแผ่นพื้นเชื่อมต่อ, พัชรพล บัวทุม Jan 2024

การปรับปรุงรอยต่อสะพานเหล็กด้วยแผ่นพื้นเชื่อมต่อ, พัชรพล บัวทุม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกแบบและก่อสร้างสะพานเหล็กในอดีตมักใช้รอยต่อขยายตัว (Expansion Joint) เพื่อรองรับการเคลื่อนที่จากอุณหภูมิ แต่เมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่งจะเกิดการเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการกัดกร่อนและความเสียหายสะสม เนื่องจากน้ำและสิ่งสกปรกซึมผ่านลงสู่โครงสร้างส่วนล่างได้ง่าย ส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้างบริเวณรอยต่อ เป็นภาระในการบำรุงรักษาและกระทบต่ออายุการใช้งานสะพาน การใช้แผ่นพื้นเชื่อมต่อ (Link Slab) จึงเป็นทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพสะพานเหล็กเดิม โดยมีบริเวณไม่ยึดติด (Debonded Zone) เพื่อลดความเค้นภายใน ร่วมกับการใช้คอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ (UHPC) ที่มีความแข็งแรงทั้งด้านแรงอัดและแรงดึง และทนต่อการยืดตัวหลังแตกร้าว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แผ่นพื้นเชื่อมต่อยิ่งขึ้น การศึกษานี้พิจารณากรณีสะพานเหล็กช่วงพาดเดี่ยวปกติ 25 เมตร พบว่าเมื่อใช้ UHPC กำลังอัด 110 MPa สามารถเปลี่ยนรอยต่อสะพานเป็นแผ่นพื้นเชื่อมต่อได้ต่อเนื่อง 4 ช่วงพาด เพิ่มระยะห่างรอยต่อขยายตัวจาก 25 เมตรเป็น 100 เมตร ผลการวิเคราะห์โครงสร้างพบว่าแผ่นพื้นเชื่อมต่อที่ใช้วัสดุ UHPC ช่วยลดการเสียรูปโดยภาพรวมของสะพานจากน้ำหนักบรรทุกและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อีกทั้งยังสามารถออกแบบเพื่อลดขนาดและปริมาณเหล็กเสริมลงได้ ดังนั้น การเปลี่ยนรอยต่อสะพานเป็นแผ่นพื้นเชื่อมต่อจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแรง ลดต้นทุนบำรุงรักษาในระยะยาว อย่างไรก็ตามพบว่าอาจทำให้ฐานรองรับสะพานบางตำแหน่งต้องรับแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ออกแบบจึงควรพิจารณาปรับเปลี่ยนฐานรองรับให้เหมาะสมกับภาระที่เพิ่มขึ้นด้วย


Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai Jan 2024

Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigates the implementation of Mobility as a Service (MaaS) to address fragmented transport services in Bangkok, focusing on identifying enablers, barriers, and concerns for MaaS adoption while quantifying evaluation criteria to determine the most suitable MaaS model. A mixed-methods approach was employed, beginning with a literature review to identify initial enablers and barriers, which were refined through expert meetings. Semi-structured interviews with 14 experts provided deeper insights into Bangkok’s transport context and potential MaaS models, while an AHP survey involving 12 experts quantified and prioritized the evaluation criteria. The findings highlight the roles and responsibilities of MaaS application …


การวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมของหุ้นกู้แปลงสภาพได้ในโครงสร้างพื้นฐานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยใช้คอปูลา, สหัสวรรษ พาคำ Jan 2024

การวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมของหุ้นกู้แปลงสภาพได้ในโครงสร้างพื้นฐานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยใช้คอปูลา, สหัสวรรษ พาคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในอนาคตประเทศไทยจะมีโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) เกิดขึ้นในต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ทำให้นำมาซึ่งความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงด้านจำนวนผู้ใช้บริการ ความเสี่ยงด้านรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงด้านเงินกู้ เป็นต้น ส่งผลให้ภาคเอกชนขาดความมั่นใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการ PPP ในต่างจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวภาครัฐต้องให้การสนับสนุนทางการเงินในโครงการ PPP ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการใช้เงินทุนชั้นลอยด้วยการใช้หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible debenture) เป็นหุ้นกู้ที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในโครงสร้างเงินทุน ซึ่งเป็นรูปแบบการสนับสนุนทางการเงินใหม่ในโครงการ PPP และศึกษาสัดส่วนโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม โดยเสนอการพัฒนาตัวแบบทางคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมสำหรับการแปลงหนี้ให้เป็นทุน ทั้งการวิเคราะห์แบบ Deterministic และ Stochastic ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตัวแปรเสี่ยงหลายตัว โดยใช้คอปูลา (Copula) วิเคราะห์ตัวแปรเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะช่วยเป็นการกำหนดตัวแปรสำคัญในตัวแบบทางคณิตศาสตร์ และนำตัวแบบทางคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับโครงการตัวอย่างจริง คือ โครงการทางพิเศษสายเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยเสนอเป็นทางเลือกให้กับหน่วยงานรัฐนำหุ้นกู้แปลงสภาพไปประยุกต์ใช้กับโครงการ PPP เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบการสนับสนุนและโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมสามกรณี ผลลัพธ์ที่ได้ คือ กรณีที่สามหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุนเงินทุนชั้นลอยด้วยรูปแบบหุ้นกู้แปลงสภาพและให้เงินสนับสนุนทางตรงในโครงการ PPP ทำให้มีความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการสูงสุด และสามารถวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมที่เกิดขึ้นในระยะเวลาดำเนินการของระยะสัมปทานโครงการได้


การประยุกต์อุปกรณ์ล็อกยึดต้านแผ่นดินไหวสำหรับทางรถไฟยกระดับในประเทศไทย, ศิริวัฒน์ บุญญาภิสมภาร Jan 2024

การประยุกต์อุปกรณ์ล็อกยึดต้านแผ่นดินไหวสำหรับทางรถไฟยกระดับในประเทศไทย, ศิริวัฒน์ บุญญาภิสมภาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการพัฒนาโครงการทางคมนาคมหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจคือการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับ ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตแผ่นดินไหวโดยตรง แต่แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวสามารถส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและต้นทุนค่าก่อสร้าง งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาอุปกรณ์ล็อกยึด (Lock-Up Device, LUD) ในโครงสร้างทางรถไฟยกระดับแบบต่อเนื่อง 3 ช่วง ช่วงละ 35 เมตร โดยมีความสูงของเสาตอม่อ 20 เมตร และถูกออกแบบให้รองรับรถไฟประเภท U20 สำหรับการทำงานของ LUD คือการล็อกการเคลื่อนที่ของโครงสร้างเมื่อเกิดแรงกระทำที่ทำให้โครงสร้างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เช่น แรงแผ่นดินไหว หรือแรงเบรกของขบวนรถไฟขณะที่ปล่อยให้โครงสร้างเคลื่อนที่อย่างอิสระภายใต้แรงกระทำที่มีความเร็วต่ำ เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือแรงคืบของวัสดุ โดยทำการพิจารณาแผ่นดินไหวตามมาตรฐาน มยผ. (มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวของประเทศไทย) ผลการศึกษาพบว่าการติดตั้งอุปกรณ์ล็อกยึด สามารถช่วยกระจายแรงแผ่นดินไหวจากเสาตอม่อแบบ Fixed ไปยังเสาตอม่อแบบ Roller ทำให้โครงสร้างมีความสามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหวได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ LUD ยังช่วยลดปริมาณเหล็กเสริมในเสาตอม่อส่งผลให้สามารถลดต้นทุนในการก่อสร้างได้ อีกทั้งชี้ให้เห็นว่า LUD มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสามารถในการต้านทานแรงแผ่นดินไหวอย่างมีนัยสำคัญ


การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนกระบวนการบริหารงานเหล็กเสริมในโครงการก่อสร้าง, ภูมิพัฒน์ เดชชัย Jan 2024

การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนกระบวนการบริหารงานเหล็กเสริมในโครงการก่อสร้าง, ภูมิพัฒน์ เดชชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบริหารจัดการเหล็กเสริมในงานก่อสร้างอย่างแม่นยำเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการและลดการสูญเสียวัสดุที่ไม่จำเป็น งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบอัตโนมัติที่ผสานการทำงานของแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM), อัลกอริทึมการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยภาษา Python และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการเหล็กเสริมในขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การถอดปริมาณ การวางแผนการตัดเหล็ก การตรวจนับเหล็กก่อนเก็บในคลัง และการตรวจสอบการติดตั้งก่อนเทคอนกรีต โดยใช้โมเดล YOLOv8 และ YOLOv8-seg ในการตรวจจับและจำแนกเหล็กเสริมจากภาพถ่ายภาคสนาม ผลลัพธ์จากการตรวจสอบถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแบบจำลองโครงสร้าง 3 มิติเพื่อประเมินความสอดคล้อง และวิเคราะห์รูปแบบการตัดเหล็กเพื่อให้เกิดเศษวัสดุน้อยที่สุดภายใต้ข้อจำกัดของความยาวเหล็กที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ระบบที่พัฒนาขึ้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและลดข้อผิดพลาดจากแรงงานคน พร้อมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสภาพแวดล้อมจริงของสถานที่ก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ


แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้การจำลองสารสนเทศอาคารสำหรับวางแผนและดำเนินการโครงการปรับปรุงอาคารที่มีอยู่ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Leed, เพ็ญกัญญา ไพศาลเกียรติกุล Jan 2024

แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้การจำลองสารสนเทศอาคารสำหรับวางแผนและดำเนินการโครงการปรับปรุงอาคารที่มีอยู่ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Leed, เพ็ญกัญญา ไพศาลเกียรติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อาคารที่มีอยู่มักจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงดำเนินการและบำรุงรักษาอาคาร (operation and maintenance, O&M) ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนและใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงให้เป็นอาคารเขียว (green retrofitting) เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานอาคาร งานวิจัยนี้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งใช้การจำลองสารสนเทศอาคาร (building information modeling, BIM) เพื่อรวบรวมและแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับวางแผนและดำเนินการโครงการปรับปรุงอาคารที่มีอยู่ให้เป็นอาคารเขียวตามมาตรฐาน LEED V4.0 O+M แพลตฟอร์มดิจิทัลนี้ประกอบด้วย 4 มอดูลหลัก ได้แก่ 1) มอดูลจัดเตรียมข้อมูลจากแบบจำลอง BIM และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ 2) มอดูลวิเคราะห์เครดิต LEED เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ 3) มอดูลวางแผนและควบคุมโครงการโดยติดตามสถานะเครดิตและเอกสาร และ 4) มอดูลรายงานและแสดงผลเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ แพลตฟอร์มนี้จะสามารถช่วยที่ปรึกษาอาคารเขียว ผู้จัดการโครงการ และเจ้าของโครงการในกระบวนการวางแผนและดำเนินงาน โดยผู้ร่วมโครงการทุกคนจะทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน ทุกฝ่ายจะเข้าใจบทบาทและกิจกรรมที่ต้องดำเนินการในแต่ละช่วงของโครงการอย่างชัดเจน นอกจากนั้นแพลตฟอร์มยังช่วยจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนตามมาตรฐาน LEED V4.0 O+M


Modelling Of Competing Compensation And Excess Revenue Sharing In Project-Based Ppp Contracts: Machine Learning And Real Option Approaches, Lykeang Sorin Jan 2024

Modelling Of Competing Compensation And Excess Revenue Sharing In Project-Based Ppp Contracts: Machine Learning And Real Option Approaches, Lykeang Sorin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Public Private Partnership (PPP) is now considered as a very common approach for the delivery of infrastructure projects, especially in developing countries in which fiscal budgets are limited. Most PPP projects are usually implemented as project-based, connecting existing infrastructure projects. However, transportation infrastructure projects as a whole work as a network of systems such as highway systems and mass rail transit (MRT) systems. Currently, the project-based approach to PPP implementation has created two unintended consequences: (1) fragmentation of the systems and (2) non-compete clause in PPP contracts preventing new development that may affect the future revenues of the concessionaire. The …


แพลตฟอร์มบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะสำหรับการจัดการกระแสเงินสดในโครงการก่อสร้างเหล็กมอดุลาร์, กฤตพัฒน์ ภักดีธนวาณิช Jan 2024

แพลตฟอร์มบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะสำหรับการจัดการกระแสเงินสดในโครงการก่อสร้างเหล็กมอดุลาร์, กฤตพัฒน์ ภักดีธนวาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การก่อสร้างเหล็กมอดุลาร์เป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อสร้างนอกสถานที่ที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการกระแสเงินสดในโครงการลักษณะนี้ยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากขาดความชัดเจนด้านกระบวนการทางการเงิน ความไม่โปร่งใสในการทำธุรกรรม และปัญหาความไว้วางใจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการชำระเงินและข้อขัดแย้งต่าง ๆ งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกระแสเงินสดในโครงการก่อสร้างเหล็กมอดุลาร์ โดยระบบสามารถติดตามความคืบหน้าโครงการแบบเวลาจริง และดำเนินการชำระเงินโดยอัตโนมัติเมื่อมีการบรรลุเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ระบบที่พัฒนาขึ้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการพัฒนาสัญญาอัจฉริยะโดยอิงหลักการ Contract Factory pattern เพื่อรองรับลักษณะการดำเนินงานแบบหลายโครงการและหลายฝ่าย และ ส่วนที่สองคือการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานกับสัญญาอัจฉริยะ ระบบต้นแบบถูกนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการจำลองอาคารเหล็กสำเร็จรูป ณ ศูนย์ปฏิบัติการสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยปรับให้เป็นโครงการขนาด 5 ยูนิต เพื่อจำลองบริบทของการก่อสร้างแบบมอดุลาร์ ผลการประยุกต์ใช้งานและข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสะท้อนว่าระบบสามารถเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน และเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Enhancing Mechanical Properties Of Recycled Aggregate Concrete For Sleepers Using Graphene Quantum Dots, Papassara Yamkasikorn Jan 2024

Enhancing Mechanical Properties Of Recycled Aggregate Concrete For Sleepers Using Graphene Quantum Dots, Papassara Yamkasikorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Concrete sleepers play a vital role in modern railway infrastructure due to their high strength and durability. This study explores the feasibility of using recycled aggregate concrete (RAC) as a sustainable alternative to natural aggregate (NA) in concrete sleeper production. Two sources of recycled aggregates were evaluated: general construction and demolition waste, and decommissioned railway sleepers. Replacement levels of 0%, 25%, 50%, 75%, and 100% by volume were investigated. Additionally, graphene quantum dots (GQDs) were incorporated into mixes to assess their potential in enhancing mechanical and durability properties. Experimental results showed that replacing natural aggregates with recycled aggregates, particularly from …


การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล Jan 2024

การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเสนอแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการวิเคราะห์ย้อนกลับแบบพลวัต โดยใช้การทดสอบ FWD (Falling Weight Deflectometer) เพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางสามชั้น ประกอบด้วยชั้นที่ 1 ชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete), ชั้นที่ 2 ชั้นพื้นทาง (Base) และชั้นที่ 3 ชั้นดินเดิม (Subgrade) โดยแต่ละชั้นมีค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่แตกต่างกัน ชุดข้อมูลที่ใช้ในการศึกษานี้สังเคราะห์ข้อมูล (Data Synthesis) ด้วยวิธีสติฟเนสแม่นตรงพิจารณาข้อมูลจาก 9 จุดการตรวจวัด (Geophones) ในช่วงเวลา 25 ช่วง รวมทั้งหมด 500 ชุดข้อมูล งานวิจัยได้พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องจำนวนสองแบบจำลอง ได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) และแบบจำลองป่าสุ่ม (Random Forest: RF) และดำเนินการประเมินความแม่นยำของแบบจำลองด้วยตัวชี้วัดต่าง ๆ ได้แก่ ค่า RMSE, MAPE และ R² ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง ANN มีความแม่นยำสูงกว่า โดยมีค่า R² > 98.95% ขณะที่แบบจำลอง RF มีค่า R² > 91.95% ในทุกชั้นของโครงสร้าง ทั้งในชุดข้อมูลฝึกสอนและชุดข้อมูลทดสอบ การวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของตำแหน่งจุดวัดต่อค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ทำนายได้ในแต่ละชั้นทางด้วยแบบจำลอง ANN โดยใช้การทดสอบสมมติฐานทางสถิติด้วยวิธีการคัดเลือกตัวแปรการขจัดแบบย้อนกลับ (Backward Elimination) ผลการศึกษาพบว่าจากตัวแปรอิสระเริ่มต้นจำนวน 225 ตัว มีตัวแปรที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ถูกกำจัด 0, 1 และ 3 ตัวแปร สำหรับชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต, ชั้นพื้นทาง และชั้นดินเดิมตามลำดับ เมื่อพิจารณาจำนวนตัวแปรที่มีนัยสำคัญในแบบจำลอง ANN บ่งชี้ว่าชุดข้อมูลแบบจำลองมีความสอดคล้องกับทฤษฎี


ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์ Jan 2024

ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการอุดรอยต่อบริเวณปลายแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงด้วยมอร์ตาร์ที่มีต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นในสภาวะเพลิงไหม้ โดยการทดสอบอัตราการทนไฟของตัวอย่างแผ่นพื้นที่มีความหนา 2 ค่า ได้แก่ 120 มม. และ 200 มม. ภายใต้น้ำหนักบรรทุกคงที่ร้อยละ 30 ของความต้านทานโมเมนต์ดัดของแผ่นพื้นที่อุณหภูมิปรกติ แผ่นพื้นสัมผัสเพลิงไหม้มาตรฐาน ISO 834 แบบด้านเดียวบริเวณท้องพื้นจนกระทั่งแผ่นพื้นเกิดการวิบัติ ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า การอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์สามารถลดการขยายตัวเหตุความร้อนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงทั้ง 2 ความหนา ซึ่งแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเหนี่ยวรั้งตามแกน และส่งผลให้อัตราการทนไฟเพิ่มขึ้น 21 % และ 300 % สำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 120 มม. และ 200 มม. ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นศักยภาพของมอร์ตาร์อุดรอยต่อในการเพิ่มสมรรถนะการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 200 มม. นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาแบบจำลองอย่างง่ายเพื่อใช้ทำนายพฤติกรรมการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงที่มีการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ในรูปแบบอื่นที่แตกต่างไปอีกด้วย


กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย Jan 2024

กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาของยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (Connected and Autonomous Vehicles: CAV) มีศักยภาพในการเพิ่มความปลอดภัย และความสามารถในการรองรับจราจร อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ CAV ต้องใช้งานร่วมกับยานยนต์ที่ขับขี่โดยมนุษย์ (Human-Driven Vehicles: HDV) ภายใต้สภาพจราจรแบบผสม ยังคงมีความท้าทายด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การจัดช่องทางเฉพาะสำหรับ CAV (CAV Lane) การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์การจัดการจราจร ทดสอบด้วยโปรแกรมจำลองจราจรระดับจุลภาค และการประเมินด้านความปลอดภัย เพื่อจัดการจราจรก่อนจุดเริ่มต้นของการเข้าใช้งาน CAV Lane จากการประกาศใช้ CAV Lane บนทางพิเศษที่มีขนาดสามช่องทางจราจรต่อทิศทาง การศึกษานี้ได้ทำการทดลองกำหนดความยาวของระยะบังคับให้เปลี่ยนช่องทางจราจร (Mandatory Zone) 5 ระยะ (500, 800, 1000, 1200 และ 1500 เมตร) ภายใต้ปริมาณจราจร 2400, 3600 และ 4800 PCU/h และ MPR ของ CAV ตั้งแต่ 0% ถึง 40% ผลการศึกษาชี้ว่า ระยะ Mandatory Zone ตั้งแต่ 1000 เมตรขึ้นไป ช่วยให้การเปลี่ยนช่องทางจราจรราบรื่น ความเร็ว HDV สูงขึ้น และลดจำนวนเหตุการณ์ความเสี่ยงการจราจร โดยเฉพาะเมื่อมีปริมาณจราจรสูง การศึกษานี้สรุปได้ว่า การกำหนดระยะของ Mandatory Zone ไม่ต่ำกว่า 1000 เมตร เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการช่องทางเฉพาะของ CAV ในสภาพจราจรแบบผสม


การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู Jan 2024

การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นเส้นทางการเดินรถหลักของกรุงเทพมหานคร มีระยะทางในการเดินรถทั้งหมด 48 กิโลเมตร และมีทั้งหมด 38 สถานีในปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีอื่นเช่นสายสีม่วงและในอนาคตได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มจึงทำให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเดินรถและวิเคราะห์ความเหมาะสมของการจัดการเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำตารางเดินรถด้วยโปรแกรมทรูไลน์ (Trueline)เพื่อจำลองการจัดการเดินรถงานวิจัยนี้พบว่าสถานการณ์ที่ 3 เป็นการจัดการเดินรถในช่วงระยะสั้นในช่วงสถานีห้วยขวางไปยังสถานีหัวลำโพงเป็นสถานการณ์ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดในช่วงเวลา 07.00-08.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 32 ขบวน และสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 36,448 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 77.77 เปอร์เซ็นและเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเดินรถในปัจจุบันสามารถลดค่า L.F. ที่สถานีห้วยขวางซึ่งเป็นสถานีที่มีค่า L.F.สูงสุดของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.54 เหลือ 0.43,จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 2.31 เหลือ 0.65 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 4.61 เหลือ 1.30 และในช่วง 08.00-09.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 26 ขบวน และ สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 29,614 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 44.44 เปอร์เซ็น และสามารถลดค่า L.F.ที่สถานีห้วยขวางของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.30 เหลือ 0.43 , จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 1.95 เหลือ 0.55 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 3.89 เหลือ 1.09


พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย Jan 2024

พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบก่อนและหลังได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ โดยมุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของอุณหภูมิสูงต่อกำลังรับแรงอัดตรงศูนย์ของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีต ซึ่งเป็นวัสดุผสมที่ผสานจุดเด่นของเหล็กและคอนกรีตไว้ด้วยกัน การศึกษาประกอบด้วยการเตรียมชิ้นงานเสาท่อเหล็กกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 165 มม. และ 112 มม. ความสูง 300 มม. และ 200 มม. เติมด้วยคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ใช้มีส่วนผสมของเถ้าแกลบและเถ้าลอยคิดเป็นร้อยละ 60 และ 40 ตามลำดับ ได้แบ่งกลุ่มเพื่อทดสอบการรับแรงอัดตรงศูนย์ใน 3 สภาวะ ได้แก่ สภาวะที่ไม่ผ่านการเผาไฟ และภายหลังการเผาไฟที่อุณหภูมิตามมาตรฐาน ISO-834 เป็นเวลา 90 และ 120 นาที ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ไม่ผ่านทดสอบเพลิงไหม้มีพฤติกรรมคล้ายกับเสาท่อเหล็กเติมคอนกรีตจากปูนซีเมนต์ และกำลังรับแรงอัดของชิ้นงานลดลงตามระยะเวลาในการเผาไฟ โดยชิ้นงานที่เผาไฟ 90 นาที ยังคงมีกำลังรับแรงอัดคงค้างเฉลี่ยประมาณ 50–70% ของสภาวะปกติ ในขณะที่ตัวอย่างที่เผาไฟ 120 นาที มีกำลังคงค้างเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 30–50% ทั้งนี้ชิ้นงานขนาดใหญ่มีแนวโน้มสูญเสียกำลังน้อยกว่าชิ้นงานขนาดเล็ก งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบในการใช้ทดแทนคอนกรีตปูนซีเมนต์สำหรับโครงสร้าง และสนับสนุนการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในการพัฒนาโครงสร้างที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา Jan 2024

การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิธีที่นิยมใช้ในการสำรวจชั้นดินเพื่อการออกแบบสิ่งปลูกสร้างได้แก่การสำรวจด้วยวิธีตอกหยั่งมาตรฐาน ซึ่งแม้จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แต่มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร ด้วยเหตุนี้การสำรวจชั้นดินเบื้องต้นด้วยวิธีวิเคราะห์คลื่นผิวดินแบบพาสซีฟจึงได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายใต้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก การสำรวจด้วยคลื่นผิวดินประกอบด้วยการบันทึกสัญญาณคลื่นในสนามแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างเส้นโค้งการกระจายของคลื่นเฉือน (Shear Wave Dispersion Curve) โดยทั่วไปการวิเคราะห์ดังกล่าวจะพิจารณาเพียงคลื่นในแนวดิ่งจึงมีเงื่อนไขในการคำนวณน้อยทำให้ประสบปัญหาความไม่เป็นเอกลักษณ์ของคำตอบและส่งผลต่อความแม่นยำของการทำนาย ในการศึกษานี้จึงเสนอแนวทางการวิเคราะห์แบบผสมผสานโดยพิจารณาทั้งคลื่นในแนวราบและแนวดิ่งเพื่อเพิ่มเงื่อนไขในการคำนวณ ทำให้การวิเคราะห์มีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากคลื่นทั้งสองแนวตอบสนองต่อคุณสมบัติเชิงกลของชั้นดินในลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อทดลองใช้วิธีการที่ได้พัฒนานี้กับคลื่นผิวดินที่ตรวจวัดจากภาคสนามเพื่อสร้างภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินแล้วนำไปเปรียบเทียบกับผลการทดสอบจากวิธีดาวน์โฮลและครอสโฮล พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถทำนายภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนได้อย่างแม่นยำ


Effects Of Steel And Polypropylene Fiberson The Fire-Resistant Performanceof High Strength Concrete, Chutimon Sektheera Jan 2024

Effects Of Steel And Polypropylene Fiberson The Fire-Resistant Performanceof High Strength Concrete, Chutimon Sektheera

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In high-temperature conditions, high-strength concrete (HSC) is often vulnerable to explosive spalling and mechanical degradation due to its dense matrix and low permeability. Enhancing the thermal and mechanical performance of HSC is therefore critical for improving its structural integrity under fire exposure. This study investigates the effects of steel (ST) and polypropylene (PP) fibers on the mechanical properties and fire resistance of HSC exposed to elevated temperatures. Experimental variables included different fiber types and dosages, with concrete mixtures incorporating ST fibers (0.5–1.0% by volume) and two types of PP fibers: macro fibers (0.5–1.0% by volume) and micro fibers (0.05–0.10% by …


"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang Jan 2024

"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Urban traffic congestion at signalized intersections poses significant challenges, with queue spillback events worsening delays, fuel consumption, and environmental impacts. This study addresses the critical issue of oversaturation at the Rama 4 intersection in Bangkok, where closely spaced intersections intensify congestion, leading to prolonged queues and inefficient green phase utilization. Traditional fixed-time signal controls lack the flexibility to adapt to fluctuating traffic volumes, emphasizing the need for an innovative approach. This research proposes an Adaptive Signal Control (ASC) scheme, utilizing VISSIM and VISVAP simulation tools to evaluate the system’s efficacy in managing real-time traffic conditions and reducing queue spillback events. …


Private Motorcycle Users' Insights Toward Public Bus Adoption In Phnom Penh, Eangthay Tang Jan 2024

Private Motorcycle Users' Insights Toward Public Bus Adoption In Phnom Penh, Eangthay Tang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As Phnom Penh experiences rapid population growth and economic expansion, traffic congestion has worsened, largely due to the increasing ownership of private motorcycles. Despite the introduction of public bus services, adoption remains low as concerns over service quality, limited coverage, and inadequate infrastructure deter motorcycle users from making the shift. This study investigates the behavioral intentions, preferences, and concerns of motorcycle users, specifically targeting university students, to understand how public bus services can be improved to encourage adoption. Data were collected in July 2024 from 457 university students who regularly use motorcycles, using a structured questionnaire across four Phnom Penh …


อิทธิพลของพื้นผิวด้านล่างของหมอนรองรางต่อประสิทธิภาพแรงต้านทางด้านข้างของทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง, ภัทรวิทย์ บุญน้อม Jan 2024

อิทธิพลของพื้นผิวด้านล่างของหมอนรองรางต่อประสิทธิภาพแรงต้านทางด้านข้างของทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง, ภัทรวิทย์ บุญน้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นในทุกปี อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน มีผลกระทบสำคัญต่อรางรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เหล็กที่เป็นวัสดุของรางรถไฟจะดูดซับความร้อน ซึ่งส่งผลให้รางรถไฟขยายตัว ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง และเกิดการโก่งเดาะ ซึ่งนำไปสู่การตกรางของรถไฟได้ในที่สุด ในงานวิจัยฉบับมุ่งเน้นจะไปที่การเคลื่อนตัวทางด้านข้างของหมอนรองรางรถไฟ โดยศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง เมื่อเปลี่ยนสภาพของใต้หมอนรองรางรถไฟ และทำการประยุกต์ใช้แผ่นยางรองหมอนรองรางรถไฟ กับโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง ซึ่งแผ่นยางมีจุดเด่นสำหรับการลดการสั่นสะเทือนต่อชั้นหินโรยทางและกระจายแรงสู่ชั้นหินโรยทาง ในส่วนของประสิทธิภาพในการรับแรงทางด้านข้างนั้นยังไม่มีการศึกษามากเท่าที่ควร และทำการจำลองสภาวะที่ใต้หมอนรองรางมีพื้นผิวขรุขระ รวมถึงปฏิสัมพันธ์กับชั้นหินโรยทาง ผ่านการใช้ Discrete element method (DEM) สำหรับการจำลองสภาพของหินโรยทางรถไฟและการทดสอบ Single sleeper push test (SSPT) ในงานวิจัยนี้จึงจำลองโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง โดยใช้ Rocky DEM เป็นเครื่องมือในศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพใต้หมอนรองรางรถไฟต่อการเคลื่อนตัวทางด้านข้างของรางรถไฟแบบเดี่ยว โดยไม่ได้มีผลของสิ่งรอบข้างที่มีอิทธิพลต่อหมอนรองราง และนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม ในหัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องต่อไป งานวิจัยนี้จะช่วยในการวางแผนการเพิ่มประสิทธิภาพของทางรถไฟแบบมีหินโรยทาง และปูพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อไปสำหรับการริเริ่มการใช้แผ่นรองใต้หมอนรองรางรถไฟ


การตรวจหารอยร้าวของสะพานจากการเสียรูปเนื่องจากน้ำหนักตัวเอง, ศุภณัฐ หวัง Jan 2024

การตรวจหารอยร้าวของสะพานจากการเสียรูปเนื่องจากน้ำหนักตัวเอง, ศุภณัฐ หวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สะพานเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญและเป็นส่วนหลักในการคมนาคมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นระยะเวลายาวนานจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายหรือชำรุดทรุดโทรม ระบบติดตามคุณภาพสะพานจึงถูกคิดค้นและนำมาใช้งานเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของโครงสร้าง หนึ่งในระบบติดตามคุณภาพสะพานที่น่าสนใจคือการติดตั้งอุปกรณ์วัดมุมเอียงที่ใช้หลักการวัดมุมเอียงของโครงสร้างสะพาน โดยผู้วิจัยในอดีตได้มีการเสนอระเบียบวิธีที่ใช้ตรวจสอบและติดตามรอยร้าวที่เกิดบนโครงสร้างสะพานโดยใช้การทดสอบน้ำหนักบรรทุก ซึ่งแม้ว่าระเบียบวิธีดังกล่าวจะถูกพิสูจน์ว่าสามารถใช้งานได้ผ่านการใช้แบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ การทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินและติดตั้งเพื่อประเมินสะพานจริง ๆ พบว่าเมื่อเกิดรอยร้าวขนาดเล็กระเบียบวิธีดังกล่าวจะไม่สามารถระบุตำแหน่งของรอยร้าวนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญการทดสอบโดยใช้น้ำหนักบรรทุกจำเป็นต้องปิดการใช้งานสะพานชั่วคราวซึ่งใช้ทรัพยากรทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อเสนอระเบียบวิธีใหม่สำหรับติดตามรอยร้าวบนโครงสร้างสะพานโดยวิเคราะห์จากผลตอบสนองเนื่องจากน้ำหนักของโครงสร้างสะพานเองเพื่อคำนวณค่าดัชนีรอยร้าวซึ่งถูกเสนอขึ้นในการศึกษานี้ ทั้งนี้ค่าดัชนีรอยร้าวจะคำนวณจากมุมเอียงของโครงสร้างสะพานในสภาวะตั้งต้นเทียบกับสภาวะที่สะพานเกิดการแตกร้าวโดยมีการพิจารณาความละเอียดของอุปกรณ์วัดมุมเอียงที่ใช้ติดตั้งที่แตกต่างกันที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาศัยการจำลองรอยร้าวด้วยแบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ในงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าระเบียบวิธีดังกล่าวเมื่อใช้ร่วมกับดัชนีรอยร้าวสามารถพัฒนาระบบติดตามสภาพสะพานให้สามารถตรวจสอบรอยร้าวที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งานได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพโดยอาศัยเพียงน้ำหนักของตัวสะพานเอง


การศึกษาพฤติกรรมด้านกำลังของดินตะกอนกว๊านพะเยาผสมซีเมนต์ที่เสริมเส้นใยเปลือกข้าวโพด, พิสิษฐ์ ผลาสิงห์ Jan 2024

การศึกษาพฤติกรรมด้านกำลังของดินตะกอนกว๊านพะเยาผสมซีเมนต์ที่เสริมเส้นใยเปลือกข้าวโพด, พิสิษฐ์ ผลาสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเกี่ยวกับการนำวัสดุเหลือทิ้งมาพัฒนาสมบัติทางวิศวกรรมเพื่อเป็นทางเลือกในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนการก่อสร้างและเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งแล้วนั้น ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ดังเช่น ดินตะกอนกว๊านพะเยา และเปลือกข้าวโพด ซึ่งจัดว่าเป็นวัสดุเหลือทิ้งและมีจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดพะเยา การกองเก็บและการกำจัดวัสดุดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมแรงอัดแกนเดี่ยว พฤติกรรมแรงดึงทางอ้อม และ พฤติกรรมแรงดัดของดินตะกอนกว๊านพะเยาผสมปูนซีเมนต์ที่เสริมเส้นใยข้าวโพด โดยทําการทดสอบกําลังอัดแกนเดี่ยวที่ปริมาณปูนซีเมนต์ร้อยละ 7 ปริมาณเส้นใยร้อยละ 0.5 1.0 และ 2.0 โดยน้ำหนักของดินแห้ง และความยาวเส้นใย 10 20 และ 40 มิลลิเมตร ตามลำดับ ที่อายุการบ่ม 7และ 28 วัน ผลการทดสอบพบว่าการเพิ่มเส้นใยช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมเปราะของตัวอย่างดินตะกอนกว๊านพะเยาผสมปูนซีเมนต์ ให้เป็นพฤติกรรมเหนียวและช่วยลดการสูญเสียกําลังหลังจากกําลังรับแรงสูงสุด ท้ายสุดของงานวิจัยนี้จะนำเสนออัตราส่วนและความยาวที่เหมาะสมของเส้นใยข้าวโพดสำหรับนำไปใช้ในงานวิศวกรรม


Experimental Investigation On Internal Erosion Of Gap-Graded Sands And Its Improvement For Internal Erosion Control, Kasidit Chawanaputhron Jan 2024

Experimental Investigation On Internal Erosion Of Gap-Graded Sands And Its Improvement For Internal Erosion Control, Kasidit Chawanaputhron

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Internal erosion often occurs in earthen water-retaining structures such as embankment dams, levees, and dikes. This erosion is caused by seepage flows through soils or other porous materials containing a mixture of coarse and fine particles. The internal erosion process, also known as suffusion, involves the transport of fine particles carried away from the soil structure by seepage. Internal erosion can weaken the soil, create voids or cavities, and ultimately lead to structural collapse, posing a significant risk to earthen water-retaining structures. This research investigates the internal erosion behavior of gap-graded sands with various fine fraction contents through a series …


Modeling Of Predictive Financial Performance Of Ppp Highways Using Bayesian Network (Bn), David Ty Jan 2024

Modeling Of Predictive Financial Performance Of Ppp Highways Using Bayesian Network (Bn), David Ty

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Public-private partnerships (PPPs) are contractual agreements between the public and the private sector to deliver economic and social infrastructure. The PPP environment is inherently complex and dynamic, often involving long-term contracts and significant financial performance risks. While many studies examine the construction and operation phases separately, this study focuses on predicting the financial performance of PPP highways by integrating the risks and factors in both phases. It also considers country risk factors, such as income level, GDP per capita, and economic growth, to assess their impact on PPP highway projects. Data on risks and risk factors were gathered from sources …


A Bim-Enabled Materials Flow Tracking Platform For The Construction Supply Chains Of Modular Steel Projects, Thandar Lwin Jan 2024

A Bim-Enabled Materials Flow Tracking Platform For The Construction Supply Chains Of Modular Steel Projects, Thandar Lwin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Off-site steel construction, or modular construction, involves building components in a factory and then bringing them to the construction site. This method speeds up construction, reduces waste, and improves quality. The movement of materials in this process is complicated, including ordering raw materials, making steel parts, transporting modules, and installing them on site. It is important to track these materials to ensure timely delivery, control costs, and avoid shortages of excess materials. In this paper, a BIM-enabled digital platform is developed to monitor and track the flow of construction materials in the supply chain of modular steel projects. This platform …


การศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพและระยะเวลาในการก่อสร้างโดยวิธีพลวัตระบบและการจัดการป้อนกลับ กรณีศึกษาโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว, ภัณฑิรา วาณิชย์เจริญ Jan 2024

การศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพและระยะเวลาในการก่อสร้างโดยวิธีพลวัตระบบและการจัดการป้อนกลับ กรณีศึกษาโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว, ภัณฑิรา วาณิชย์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าที่ผ่านมามักประสบปัญหาความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อผู้รับจ้าง ประชาชนที่สัญจร และผู้พักอาศัยใกล้โครงการ ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลิตภาพและระยะเวลาก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยวมีลักษณะคล้ายโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอื่นๆ โดยที่สภาพแวดล้อมของโครงการก่อสร้างมีความเป็นพลวัตค่อนข้างสูง (Highly dynamic environment) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่และปัจจัยเสี่ยงในช่วงการก่อสร้างโครงการ งานวิจัยนี้ศึกษาการประยุกต์ใช้ตัวแบบพลวัตระบบ (System dynamics) และการจัดการป้อนกลับ (Management feedback) หรือการแทรกแซงของผู้บริหาร (Management intervention) ในการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลิตภาพ (Productivity) และระยะเวลา (Time) ของกิจกรรมงานก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail) โดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในโครงการและการสังเกตจากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงในโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยวสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี รวมถึงส่วนต่อขยายเมืองทองธานี ตัวแบบที่พัฒนาขึ้นใช้โปรแกรม VenSim PLE เพื่อวิเคราะห์ระยะเวลาการดำเนินการก่อสร้างของกิจกรรมหลักในเส้นทางวิ่ง พร้อมทั้งจัดลำดับความเสี่ยงจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity analysis) นอกจากนี้ ยังเสนอค่าเผื่อเวลาในการทำงานที่รวมปัจจัยเสี่ยง (Time risk factor) ซึ่งมีค่าประมาณ 1.42 โดยค่าที่ได้สามารถนำไปประกอบการจัดการความเสี่ยงของโครงการที่มีบริบทการก่อสร้างคล้ายคลึงกัน หรือเพื่อการวางแผนด้านเวลาที่สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงของโครงการและความมีสภาพแวดล้อมของโครงการก่อสร้างแบบมีความเป็นพลวัติสูง