Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Civil and Environmental Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 31 - 60 of 478

Full-Text Articles in Civil and Environmental Engineering

ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์ Jan 2024

ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการอุดรอยต่อบริเวณปลายแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงด้วยมอร์ตาร์ที่มีต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นในสภาวะเพลิงไหม้ โดยการทดสอบอัตราการทนไฟของตัวอย่างแผ่นพื้นที่มีความหนา 2 ค่า ได้แก่ 120 มม. และ 200 มม. ภายใต้น้ำหนักบรรทุกคงที่ร้อยละ 30 ของความต้านทานโมเมนต์ดัดของแผ่นพื้นที่อุณหภูมิปรกติ แผ่นพื้นสัมผัสเพลิงไหม้มาตรฐาน ISO 834 แบบด้านเดียวบริเวณท้องพื้นจนกระทั่งแผ่นพื้นเกิดการวิบัติ ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า การอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์สามารถลดการขยายตัวเหตุความร้อนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงทั้ง 2 ความหนา ซึ่งแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเหนี่ยวรั้งตามแกน และส่งผลให้อัตราการทนไฟเพิ่มขึ้น 21 % และ 300 % สำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 120 มม. และ 200 มม. ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นศักยภาพของมอร์ตาร์อุดรอยต่อในการเพิ่มสมรรถนะการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 200 มม. นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาแบบจำลองอย่างง่ายเพื่อใช้ทำนายพฤติกรรมการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงที่มีการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ในรูปแบบอื่นที่แตกต่างไปอีกด้วย


กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย Jan 2024

กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาของยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (Connected and Autonomous Vehicles: CAV) มีศักยภาพในการเพิ่มความปลอดภัย และความสามารถในการรองรับจราจร อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ CAV ต้องใช้งานร่วมกับยานยนต์ที่ขับขี่โดยมนุษย์ (Human-Driven Vehicles: HDV) ภายใต้สภาพจราจรแบบผสม ยังคงมีความท้าทายด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การจัดช่องทางเฉพาะสำหรับ CAV (CAV Lane) การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์การจัดการจราจร ทดสอบด้วยโปรแกรมจำลองจราจรระดับจุลภาค และการประเมินด้านความปลอดภัย เพื่อจัดการจราจรก่อนจุดเริ่มต้นของการเข้าใช้งาน CAV Lane จากการประกาศใช้ CAV Lane บนทางพิเศษที่มีขนาดสามช่องทางจราจรต่อทิศทาง การศึกษานี้ได้ทำการทดลองกำหนดความยาวของระยะบังคับให้เปลี่ยนช่องทางจราจร (Mandatory Zone) 5 ระยะ (500, 800, 1000, 1200 และ 1500 เมตร) ภายใต้ปริมาณจราจร 2400, 3600 และ 4800 PCU/h และ MPR ของ CAV ตั้งแต่ 0% ถึง 40% ผลการศึกษาชี้ว่า ระยะ Mandatory Zone ตั้งแต่ 1000 เมตรขึ้นไป ช่วยให้การเปลี่ยนช่องทางจราจรราบรื่น ความเร็ว HDV สูงขึ้น และลดจำนวนเหตุการณ์ความเสี่ยงการจราจร โดยเฉพาะเมื่อมีปริมาณจราจรสูง การศึกษานี้สรุปได้ว่า การกำหนดระยะของ Mandatory Zone ไม่ต่ำกว่า 1000 เมตร เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการช่องทางเฉพาะของ CAV ในสภาพจราจรแบบผสม


รูปแบบฝนออกแบบต่อสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมบางปู, ธนพัฒน์ ปองประพฤทธิ์ Jan 2024

รูปแบบฝนออกแบบต่อสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมบางปู, ธนพัฒน์ ปองประพฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นิคมอุตสาหกรรมบางปูเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการบริเวณใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องข้อจำกัดของข้อมูลระดับในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูล DEM ละเอียดพอสำหรับการทำแบบจำลองการไหลและการเก็บข้อมูลฝนของนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่เก็บเฉพาะความลึกฝนรวมในแต่ละเหตุการณ์เท่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอันสร้างความเสียหายต่อพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูอยู่หลายครั้ง เนื่องจากระบบระบายน้ำในพื้นที่ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนที่ตกติดต่อกันได้ อ้างอิงข้อมูลจากสถานีวัดน้ำฝนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559 มีปริมาณฝนรวมกันถึง 340 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในเขตประกอบการเสรีที่เป็นพื้นที่ต่ำ จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นและข้อจำกัดทางด้านข้อมูลในพื้นที่ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายตัวของฝนเชิงเวลาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ด้วยการวิเคราะห์รูปแบบของฝนสังเคราะห์ทั้ง 7 รูปแบบที่เลือกใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝนของสถานีโดยรอบแทนข้อมูลฝนในพื้นที่ ได้แก่ วิธี Alternating blocks, วิธี Rectangular, วิธี Triangular, วิธี Double triangular, วิธี Linear/exponential, วิธี Sifalda และ วิธี Chicago รูปแบบฝนตกในช่วงเวลา 6 ชั่วโมงที่แตกต่างกันจากวิธีวิเคราะห์ที่หลากหลายนี้จะถูกนำไปศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดและความเหมาะสมในการเลือกใช้ในแต่ละวิธี บนพื้นฐานของความพร้อมข้อมูลน้ำฝนที่มีอยู่ ก่อนจะนำไปเป็นข้อมูลนำเข้าแบบจำลอง HEC-RAS 2D ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้จำลองการไหลในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูซึ่งใช้ข้อมูลระดับของพื้นที่จากเทคนิค image processing ของภาพถ่าย LIDAR เพื่อศึกษาผลกระทบของรูปแบบการกระจายตัวของฝนในมิติของเวลาที่แตกต่างกันต่อสภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จากการเปรียบเทียบรูปแบบของฝนทั้ง 7 วิธีกับรูปแบบฝนที่เกิดขึ้นจริงในราย 15 นาที จาก Automatic Weather System ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่คาบการเกิดซ้ำ 2 ปี 5 ปี 10 ป๊ 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี พบว่าวิธี Alternating block มีการกระจายตัวของฝนใกล้เคียงกับรูปแบบฝนจริงมากที่สุดในทั้ง 7 วิธี ที่ค่า mean absolute percentage error (MAPE) เท่ากับ 49.78% ส่วนวิธี Chicago ค่าความเข้มฝนสูงสุดใกล้เคียงที่สุดที่ความแตกต่าง 2.01%ผลการศึกษาผลกระทบของรูปแบบฝนทั้ง 7 วิธีที่แตกต่างกันต่อสภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในแบบจำลองพบว่ารูปแบบของฝนที่แตกต่างกันนี้ส่งผลต่อสภาพการท่วมในเชิงเวลาอย่างระยะเวลาที่เริ่มท่วมและระยะเวลาก่อนที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดแสดงความแตกต่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรูปแบบที่มีการกระจายตัวตลอดระยะเวลากับกลุ่มที่มีความลึกฝนส่วนใหญ่เกาะกลุ่มอยู่ในช่วงใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดค่าความเข้มฝนสูงสุด แต่ทั้งนี้พบว่ารูปแบบฝนที่แตกต่างกันนี้ไม่ได้ส่งผลต่อขนาดพื้นที่น้ำท่วมสูงสุดในพื้นที่ศึกษา โดยขนาดของพื้นที่น้ำท่วมจะถูกกำหนดด้วยความลึกรวมของฝนแต่ละเหตุการณ์เป็นหลัก ทำให้เห็นความแตกต่างในอย่างชัดเจนในวิธี …


การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู Jan 2024

การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นเส้นทางการเดินรถหลักของกรุงเทพมหานคร มีระยะทางในการเดินรถทั้งหมด 48 กิโลเมตร และมีทั้งหมด 38 สถานีในปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีอื่นเช่นสายสีม่วงและในอนาคตได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มจึงทำให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเดินรถและวิเคราะห์ความเหมาะสมของการจัดการเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำตารางเดินรถด้วยโปรแกรมทรูไลน์ (Trueline)เพื่อจำลองการจัดการเดินรถงานวิจัยนี้พบว่าสถานการณ์ที่ 3 เป็นการจัดการเดินรถในช่วงระยะสั้นในช่วงสถานีห้วยขวางไปยังสถานีหัวลำโพงเป็นสถานการณ์ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดในช่วงเวลา 07.00-08.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 32 ขบวน และสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 36,448 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 77.77 เปอร์เซ็นและเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเดินรถในปัจจุบันสามารถลดค่า L.F. ที่สถานีห้วยขวางซึ่งเป็นสถานีที่มีค่า L.F.สูงสุดของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.54 เหลือ 0.43,จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 2.31 เหลือ 0.65 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 4.61 เหลือ 1.30 และในช่วง 08.00-09.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 26 ขบวน และ สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 29,614 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 44.44 เปอร์เซ็น และสามารถลดค่า L.F.ที่สถานีห้วยขวางของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.30 เหลือ 0.43 , จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 1.95 เหลือ 0.55 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 3.89 เหลือ 1.09


Integrated Socio-Economic Analysis Of Drought Impacts On Agricultural Areas In Sukhothai Province, Thailand, Thanasit Promping Jan 2024

Integrated Socio-Economic Analysis Of Drought Impacts On Agricultural Areas In Sukhothai Province, Thailand, Thanasit Promping

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Drought is a prolonged period of deficient precipitation that can result in significant water-related challenges across the globe. It may arise from multiple factors, including reduced rainfall, limited water availability, and low soil moisture content. To effectively assess and monitor drought conditions, drought indicators and indices are essential tools for determining the severity, spatial extent, and duration of drought events. This study introduces the development of the Composite Drought Hazard Index (CDHI), a comprehensive methodology that incorporates multiple drought-related parameters using appropriate weighting factors. The CDHI integrates the Standardized Precipitation Index (SPI), Standardized Runoff Index (SRI), Standardized Groundwater Index (SGI), …


ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ Jan 2024

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สังกะสีเป็นหนึ่งในโลหะที่ไม่ใช่เหล็กซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีหรือเหล็กชุบสังกะสีโดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เนื่องจากคุณสมบัติป้องกันการกัดกร่อนและป้องกันการเกิดสนิม อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการผลิตไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แล้วมีการปล่อยของเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศได้ โดยเฉพาะจากกรณีการลักลอบเปิดโรงงานชุบสังกะสีโดยมีข่าวรายงานที่ขาดระบบจัดการของเสียที่เหมาะสม งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของของเสียจากโรงงานชุบสังกะสีในประเทศไทย พร้อมทั้งประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดการของเสีย โดยใช้การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ (Material Flow Analysis) และการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment) ผ่านซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro โดยจัดหมวดหมู่ของเสียตามรหัสที่กำหนดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผลการศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2563 พบว่า รหัสของเสีย 11 01 (ของเสียจากการปรับสภาพและเคลือบผิวโลหะด้วยสารเคมี) มีปริมาณสูงที่สุด รองลงมาคือรหัส 11 05 และ 12 01 คิดเป็น 76.87%, 19.33% และ 3.68% ตามลำดับ โดยของเสียส่วนใหญ่ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 (การนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีอื่น), 053 (การคืนสภาพกรด/ด่าง) และ 052 (การนำโลหะกลับมาใช้ใหม่) คิดเป็น 78.88%, 16.44% และ 2.56% ตามลำดับ ทั้งนี้พบว่าของเสียส่วนใหญ่ในรหัส 11 01 ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 และ 053 เป็นหลัก ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมพบว่าของเสียส่งผลต่อความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทะเล ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งต่อมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อมะเร็ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเผาของเสียที่ปนเปื้อนสารอันตราย ส่งผลกระทบสูงที่สุด โดยปี พ.ศ. 2563 มีปริมาณของเสียและผลกระทบสูงสุด จึงถูกเลือกเป็นสถานการณ์ฐาน (S0) เพื่อเปรียบเทียบกับแนวทางจัดการของเสียทางเลือกอื่น ๆ ทั้ง 3 สถานการณ์ ทำให้พบว่าสถานการณ์ S3 ที่เน้นการนำของเสียกลับไปรีไซเคิลของเสียส่วนใหญ่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้านที่กล้าวข้างต้นได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสถานการณ์ฐาน


A Study Of Characteristics, Origins And Fates Of Ultrafine Particles Over Taichung City, Taiwan, Kijpat Thavorn Jan 2024

A Study Of Characteristics, Origins And Fates Of Ultrafine Particles Over Taichung City, Taiwan, Kijpat Thavorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ultrafine particles (UFPs, <0.1 μm) pose health risks and are challenging to model. This study investigated UFP dynamics in Taichung City, Taiwan, using April 2021 observations and GEOS-Chem-TOMAS simulations. Observations included particle number size distributions (analyzed from 11.8 to 593.5 nm), sulfuric acid, and meteorological data. The model used 15 size bins, testing five nucleation schemes (Base, Binary, Binary ion, Ternary, Ternary ion) for new particle formation (NPF) sensitivity.Base, Ternary, and Ternary ion schemes simulated sporadic nucleation bursts; Binary schemes showed minimal activity. Despite visual coincidence with sulfuric acid peaks, simulated nucleation rates exhibited weak linear correlation (Pearson R ≈ −0.04). The model consistently and substantially underestimated observed particle number concentrations across all modes (NMBs ranging from -8.5% to -90.9%; correlation coefficients (absolute values) from 0.06 to 0.21). Crucially, no clear classical "banana-shaped" NPF events were observed in observations or model simulations. These findings underscore the need for improved nucleation/growth parameterizations, higher-resolution meteorological data, and refined local emissions for urban aerosol modeling in subtropical environments.


พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย Jan 2024

พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบก่อนและหลังได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ โดยมุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของอุณหภูมิสูงต่อกำลังรับแรงอัดตรงศูนย์ของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีต ซึ่งเป็นวัสดุผสมที่ผสานจุดเด่นของเหล็กและคอนกรีตไว้ด้วยกัน การศึกษาประกอบด้วยการเตรียมชิ้นงานเสาท่อเหล็กกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 165 มม. และ 112 มม. ความสูง 300 มม. และ 200 มม. เติมด้วยคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ใช้มีส่วนผสมของเถ้าแกลบและเถ้าลอยคิดเป็นร้อยละ 60 และ 40 ตามลำดับ ได้แบ่งกลุ่มเพื่อทดสอบการรับแรงอัดตรงศูนย์ใน 3 สภาวะ ได้แก่ สภาวะที่ไม่ผ่านการเผาไฟ และภายหลังการเผาไฟที่อุณหภูมิตามมาตรฐาน ISO-834 เป็นเวลา 90 และ 120 นาที ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ไม่ผ่านทดสอบเพลิงไหม้มีพฤติกรรมคล้ายกับเสาท่อเหล็กเติมคอนกรีตจากปูนซีเมนต์ และกำลังรับแรงอัดของชิ้นงานลดลงตามระยะเวลาในการเผาไฟ โดยชิ้นงานที่เผาไฟ 90 นาที ยังคงมีกำลังรับแรงอัดคงค้างเฉลี่ยประมาณ 50–70% ของสภาวะปกติ ในขณะที่ตัวอย่างที่เผาไฟ 120 นาที มีกำลังคงค้างเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 30–50% ทั้งนี้ชิ้นงานขนาดใหญ่มีแนวโน้มสูญเสียกำลังน้อยกว่าชิ้นงานขนาดเล็ก งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบในการใช้ทดแทนคอนกรีตปูนซีเมนต์สำหรับโครงสร้าง และสนับสนุนการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในการพัฒนาโครงสร้างที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา Jan 2024

การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิธีที่นิยมใช้ในการสำรวจชั้นดินเพื่อการออกแบบสิ่งปลูกสร้างได้แก่การสำรวจด้วยวิธีตอกหยั่งมาตรฐาน ซึ่งแม้จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แต่มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร ด้วยเหตุนี้การสำรวจชั้นดินเบื้องต้นด้วยวิธีวิเคราะห์คลื่นผิวดินแบบพาสซีฟจึงได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายใต้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก การสำรวจด้วยคลื่นผิวดินประกอบด้วยการบันทึกสัญญาณคลื่นในสนามแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างเส้นโค้งการกระจายของคลื่นเฉือน (Shear Wave Dispersion Curve) โดยทั่วไปการวิเคราะห์ดังกล่าวจะพิจารณาเพียงคลื่นในแนวดิ่งจึงมีเงื่อนไขในการคำนวณน้อยทำให้ประสบปัญหาความไม่เป็นเอกลักษณ์ของคำตอบและส่งผลต่อความแม่นยำของการทำนาย ในการศึกษานี้จึงเสนอแนวทางการวิเคราะห์แบบผสมผสานโดยพิจารณาทั้งคลื่นในแนวราบและแนวดิ่งเพื่อเพิ่มเงื่อนไขในการคำนวณ ทำให้การวิเคราะห์มีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากคลื่นทั้งสองแนวตอบสนองต่อคุณสมบัติเชิงกลของชั้นดินในลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อทดลองใช้วิธีการที่ได้พัฒนานี้กับคลื่นผิวดินที่ตรวจวัดจากภาคสนามเพื่อสร้างภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินแล้วนำไปเปรียบเทียบกับผลการทดสอบจากวิธีดาวน์โฮลและครอสโฮล พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถทำนายภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนได้อย่างแม่นยำ


ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ Jan 2024

ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบโดยใช้ระบบบำบัดจำลองแบบเอสบีอาร์ในการทดลองครั้งนี้ โดยงานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีและไนโตรเจนของระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ 2. เพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบชุมชนจุลินทรีย์ในระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ และ 3. เพื่อศึกษาเส้นทางของไมโครพลาสติกในระบบและความสามารถในการกำจัดไมโครพลาสติกผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแบบแบบเอสบีอาร์ โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองดำเนินระบบบำบัดน้ำเสียจำลองแบบเอสบีอาร์เป็นจำนวน 3 ปฏิกรณ์ที่ใส่ไมโครพลาสติกในปริมาณที่แตกต่างกันคือ 0 มก./ล., 10 มก./ล. และ 1,000 มก./ล. ดำเนินระบบเป็นระยะเวลา 94 วัน พบว่าประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีโดยเฉลี่ยของทั้งสามระบบคือ 61.5%, 57.9% และ 50.8% ตามลำดับซึ่งประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อไมโครพลาสติกในระบบเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับพีเอชที่แปรผกผันกับปริมาณไมโครพลาสติกและความสัมพันธ์นี้ยังสอดคล้องกับสัดส่วนของชุมชนจุลินทรีย์ที่แตกต่างกันในแต่ละระบบอีกด้วย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปริมาณไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลกลับประสิทธิภาพการบำบัดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสได้ นอกจากไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ลดลงแล้วไมโครพลาสติกยังสามารถสะสมตกค้างในระบบและมีบางส่วนสามารถออกจากระบบบำบัดไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นแล้วระบบบำบัดที่ต้องรับน้ำเสียที่มีไมโครพลาสติกเจือปนเยอะเช่นน้ำชะขยะควรจะมีการกำจัดไมโครพลาสติกก่อนเข้าระบบ


การคาดการณ์น้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ด้วยแบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์ Jan 2024

การคาดการณ์น้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ด้วยแบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุทกภัยเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ โดยเฉพาะมหาอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท (The World Bank, 2012) การคาดการณ์และเตือนภัยน้ำท่วมจึงเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบคาดการณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ที่คาดการณ์ทั้งปริมาณอัตราการไหลในลำน้ำและพื้นที่น้ำท่วม โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม (RRI model) และแบ่งออกเป็นสองระบบหลัก ได้แก่ ระบบจำลองรายวันและรายเดือน ระบบจำลองรายวันดำเนินการเวลา 12.00 น. ของทุกวัน ประกอบด้วยสามขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมข้อมูลนำเข้า การจำลองน้ำท่าและน้ำท่วม และการจัดการผลลัพธ์ทั้งข้อมูลรายกริดและรายสถานี การประเมินประสิทธิภาพของระบบในช่วงวันที่ 1–19 ตุลาคม พ.ศ. 2566 พบว่าระบบสามารถจำลองอัตราการไหลได้ใกล้เคียงกับข้อมูลตรวจวัด โดยเฉพาะในช่วง 1–3 วันแรก อย่างไรก็ตามความแม่นยำลดลงตามระยะเวลาการคาดการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการเปรียบเทียบแผนที่น้ำท่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม โดยมีค่า Probability of Detection (POD) อยู่ในช่วง 12–18% และค่า False Alarm Ratio (FAR) อยู่ระหว่าง 89–95% อีกทั้งข้อมูลฝนคาดการณ์จากแบบจำลอง WRF-DA ของกรมอุตุนิยมวิทยา ก็พบว่ามีความแม่นยำสูงในช่วง 1–3 วันแรก และมีแนวโน้มคลาดเคลื่อนในช่วงหลังจากนั้น ในการศึกษานี้ได้แบ่งแนวทางการปรับปรุงระบบคาดการณ์น้ำท่วมออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้อมูลนำเข้า (input data) โครงสร้างของแบบจำลอง (model structure) และการประยุกต์ใช้ (application) ในการศึกษานี้ได้เพิ่มระบบจำลองอัตราการไหลย้อนหลัง 1 เดือนจากข้อมูลฝนตรวจวัด ซึ่งดำเนินการเวลา 00.10 น. ของวันที่ 1 ของทุกเดือน เพื่อปรับปรุงข้อมูลเริ่มต้น ลดความคลาดเคลื่อนสะสมจากระบบรายวัน และใช้เป็นแนวทางในการคัดเลือกชุดพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจำลองรายวัน ทั้งนี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการจำลองอัตราการไหลสูงสุดจาก 95.62% เหลือ 13.66% ที่สถานี P.1 และจาก 242.94% เหลือ 136.48% ที่สถานี …


การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล Jan 2024

การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ทองแดงเป็นโลหะสำคัญที่ใช้ในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ของเสียที่เกิดขึ้นจากการถลุง หลอม และผลิตผลิตภัณฑ์ทองแดง โดยเฉพาะโลหะหนัก มีความอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การจัดการที่เหมาะสมจึงจำเป็น งานวิจัยนี้จึงศึกษาปริมาณ การไหล และการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมทองแดงของประเทศไทย โดยจำกัดขอบเขตเฉพาะของเสียที่เกิดขึ้นภายในโรงงานเท่านั้น โดยไม่นับรวมของเสียที่เกิดจากการใช้งานของผู้บริโภค (พ.ศ. 2560 - 2563) พร้อมประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย Material Flow Analysis (MFA) และ Life Cycle Assessment (LCA) โดยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro รวมถึงประเมินทางเลือกการจัดการ ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนบำบัดน้ำเสียอันตราย (รหัส 19 08) และตะกรันทองแดง (รหัส 10 06) มีปริมาณมากที่สุด โดยของเสียอันตรายส่วนใหญ่ถูกจัดการด้วยการฝังกลบอย่างปลอดภัยหลังปรับเสถียร (รหัส 073) และมีการรีไซเคิล (รหัส 049) หรือใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาซีเมนต์ (รหัส 044) สำหรับบางส่วน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญจากการจัดการของเสีย ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ การวิเคราะห์ทางเลือกชี้ว่า การรีไซเคิลของเสียช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุด


การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล Jan 2024

การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสถานีเติมไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบขนส่งในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้เริ่มต้นจากการศึกษารูปแบบการจัดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนในต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและประเมินความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย โดยเน้นรูปแบบการผลิตแบบ On-Site Electrolysis ซึ่งมีข้อได้เปรียบในด้านการใช้พื้นที่ ความปลอดภัย และความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ การศึกษาได้อ้างอิงมาตรฐาน NFPA 2 จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านไฮโดรเจนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การศึกษานี้ได้ออกแบบสถานีต้นแบบใน 3 ขนาด ได้แก่ 500, 1,000 และ 1,500 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนเริ่มต้นระหว่าง 120–180 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานราคาขายไฮโดรเจนที่ 300 บาทต่อกิโลกรัม อายุโครงการ 15 ปี และใช้อัตราคิดลด 8% ผลการวิเคราะห์ทางการเงินพบว่า ในกรณีที่เอื้ออำนวยมากที่สุด ค่า IRR อยู่ในช่วง 1.69% ถึง 6.79% ซึ่งแม้จะไม่สูงมาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนา ขณะที่ในกรณีฐานต่ำสุด ค่า IRR ลดลงต่ำกว่าจุดคุ้มทุน และ NPV ติดลบในทุกขนาดของสถานี สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านการคืนทุนหากสถานีไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากสามารถออกแบบให้สถานีมีความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิตในอนาคต หรือสามารถบูรณาการร่วมกับสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิม ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการทางภาษี ส่วนลดค่าไฟฟ้า หรือกลไกรับซื้อไฮโดรเจน ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุนสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ


การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุการใช้งานจากการติดตั้งบนหลังคา: กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รสสุคนธ์ สิงห์สม Jan 2024

การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุการใช้งานจากการติดตั้งบนหลังคา: กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รสสุคนธ์ สิงห์สม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารสำนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมพลังงานสะอาดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อแผงพลังงานแสงอาทิตย์หมดอายุการใช้งาน อาจก่อให้เกิดของเสียในปริมาณมากซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) คาดการณ์ปริมาณของเสียจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุซึ่งติดตั้งบนหลังคาอาคารของ กฟภ. และ (2) ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากแนวทางการจัดการของเสียด้วยวิธีต่าง ๆ โดยใช้ระเบียบวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) แบบ Gate to Gate ด้วยโปรแกรม SimaPro และวิธีการ ReCiPe 2016 จากข้อมูลการติดตั้งในปี พ.ศ. 2564 และ 2567 คาดว่าจะเกิดของเสียรวมประมาณ 932.01 ตัน ในช่วงปี พ.ศ. 2589–2592 โดยประกอบด้วยวัสดุหลัก เช่น กระจก อะลูมิเนียม ซิลิกอน และทองแดง ซึ่งมีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ใหม่ในอัตราสูง ผลการประเมินเปรียบเทียบ 3 แนวทาง ได้แก่ การฝังกลบ (S0) การอบแยกด้วยความร้อน (S1) และการบำบัดด้วยเคมี (S2) พบว่าแนวทาง S0 ซึ่งเป็นแนวทางปัจจุบันก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด โดยเฉพาะด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ที่ดิน และความเป็นพิษทางทะเล ขณะที่แนวทาง S1 และ S2 มีแนวโน้มลดผลกระทบโดยรวมได้ดีกว่า โดยเฉพาะ S1 ที่ให้ผลกระทบต่ำที่สุดในหลายหมวดหมู่หลักข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยและ กฟภ. ได้แก่ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ การดำเนินโครงการนำร่องการรีไซเคิล การส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลในประเทศ และการสนับสนุนกลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ทั้งนี้ควรสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว


Effects Of Steel And Polypropylene Fiberson The Fire-Resistant Performanceof High Strength Concrete, Chutimon Sektheera Jan 2024

Effects Of Steel And Polypropylene Fiberson The Fire-Resistant Performanceof High Strength Concrete, Chutimon Sektheera

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In high-temperature conditions, high-strength concrete (HSC) is often vulnerable to explosive spalling and mechanical degradation due to its dense matrix and low permeability. Enhancing the thermal and mechanical performance of HSC is therefore critical for improving its structural integrity under fire exposure. This study investigates the effects of steel (ST) and polypropylene (PP) fibers on the mechanical properties and fire resistance of HSC exposed to elevated temperatures. Experimental variables included different fiber types and dosages, with concrete mixtures incorporating ST fibers (0.5–1.0% by volume) and two types of PP fibers: macro fibers (0.5–1.0% by volume) and micro fibers (0.05–0.10% by …


A Chemistry-Transport Model Study For Source Contributions Of Pm2.5 And Its Implications For Southeast Asia Regional Haze Management Policy, Abdul Wahab Jan 2024

A Chemistry-Transport Model Study For Source Contributions Of Pm2.5 And Its Implications For Southeast Asia Regional Haze Management Policy, Abdul Wahab

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

PM2.5 pollution is a persistent issue in Southeast Asia. In response, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) launched the Second Hazefree Roadmap (2023-2030) to alleviate this issue. This roadmap can be an important institutional measure to reduce PM2.5 pollution regionally; however, it largely centres on biomass burning and does not comprehensively tackle other sources. This study aims to quantify the contributions of three key sectors—biomass burning, transport, and industry—to PM2.5 pollution. In addition, for the focus of Thailand, the study assesses transboundary PM2.5 pollution coming into Thailand. We employ the GEOS-Chem chemistry transport model, a widely used global model …


Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy Jan 2024

Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ultrafine particles, defined as particles with diameter below 100 nm, present high health risks but presently remain unknown in air quality management in Thailand. To better understand ultrafine particles, the appropriate quantification must be by aerosol numbers in a size-resolved manner in addition to the mass-based information currently used. This study investigated the particle number concentration and size distribution as well as estimating the source emission rate from incense burning in 3 temples and 1 shrine located in Bangkok, Thailand on peak days and normal day from 10 a.m. to 5 p.m. The Scanning Mobility Particle Sizer (SMPS) and the …


"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang Jan 2024

"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Urban traffic congestion at signalized intersections poses significant challenges, with queue spillback events worsening delays, fuel consumption, and environmental impacts. This study addresses the critical issue of oversaturation at the Rama 4 intersection in Bangkok, where closely spaced intersections intensify congestion, leading to prolonged queues and inefficient green phase utilization. Traditional fixed-time signal controls lack the flexibility to adapt to fluctuating traffic volumes, emphasizing the need for an innovative approach. This research proposes an Adaptive Signal Control (ASC) scheme, utilizing VISSIM and VISVAP simulation tools to evaluate the system’s efficacy in managing real-time traffic conditions and reducing queue spillback events. …


Private Motorcycle Users' Insights Toward Public Bus Adoption In Phnom Penh, Eangthay Tang Jan 2024

Private Motorcycle Users' Insights Toward Public Bus Adoption In Phnom Penh, Eangthay Tang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As Phnom Penh experiences rapid population growth and economic expansion, traffic congestion has worsened, largely due to the increasing ownership of private motorcycles. Despite the introduction of public bus services, adoption remains low as concerns over service quality, limited coverage, and inadequate infrastructure deter motorcycle users from making the shift. This study investigates the behavioral intentions, preferences, and concerns of motorcycle users, specifically targeting university students, to understand how public bus services can be improved to encourage adoption. Data were collected in July 2024 from 457 university students who regularly use motorcycles, using a structured questionnaire across four Phnom Penh …


อิทธิพลของพื้นผิวด้านล่างของหมอนรองรางต่อประสิทธิภาพแรงต้านทางด้านข้างของทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง, ภัทรวิทย์ บุญน้อม Jan 2024

อิทธิพลของพื้นผิวด้านล่างของหมอนรองรางต่อประสิทธิภาพแรงต้านทางด้านข้างของทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง, ภัทรวิทย์ บุญน้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นในทุกปี อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน มีผลกระทบสำคัญต่อรางรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เหล็กที่เป็นวัสดุของรางรถไฟจะดูดซับความร้อน ซึ่งส่งผลให้รางรถไฟขยายตัว ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง และเกิดการโก่งเดาะ ซึ่งนำไปสู่การตกรางของรถไฟได้ในที่สุด ในงานวิจัยฉบับมุ่งเน้นจะไปที่การเคลื่อนตัวทางด้านข้างของหมอนรองรางรถไฟ โดยศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง เมื่อเปลี่ยนสภาพของใต้หมอนรองรางรถไฟ และทำการประยุกต์ใช้แผ่นยางรองหมอนรองรางรถไฟ กับโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง ซึ่งแผ่นยางมีจุดเด่นสำหรับการลดการสั่นสะเทือนต่อชั้นหินโรยทางและกระจายแรงสู่ชั้นหินโรยทาง ในส่วนของประสิทธิภาพในการรับแรงทางด้านข้างนั้นยังไม่มีการศึกษามากเท่าที่ควร และทำการจำลองสภาวะที่ใต้หมอนรองรางมีพื้นผิวขรุขระ รวมถึงปฏิสัมพันธ์กับชั้นหินโรยทาง ผ่านการใช้ Discrete element method (DEM) สำหรับการจำลองสภาพของหินโรยทางรถไฟและการทดสอบ Single sleeper push test (SSPT) ในงานวิจัยนี้จึงจำลองโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง โดยใช้ Rocky DEM เป็นเครื่องมือในศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพใต้หมอนรองรางรถไฟต่อการเคลื่อนตัวทางด้านข้างของรางรถไฟแบบเดี่ยว โดยไม่ได้มีผลของสิ่งรอบข้างที่มีอิทธิพลต่อหมอนรองราง และนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม ในหัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องต่อไป งานวิจัยนี้จะช่วยในการวางแผนการเพิ่มประสิทธิภาพของทางรถไฟแบบมีหินโรยทาง และปูพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อไปสำหรับการริเริ่มการใช้แผ่นรองใต้หมอนรองรางรถไฟ


การตรวจหารอยร้าวของสะพานจากการเสียรูปเนื่องจากน้ำหนักตัวเอง, ศุภณัฐ หวัง Jan 2024

การตรวจหารอยร้าวของสะพานจากการเสียรูปเนื่องจากน้ำหนักตัวเอง, ศุภณัฐ หวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สะพานเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญและเป็นส่วนหลักในการคมนาคมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นระยะเวลายาวนานจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายหรือชำรุดทรุดโทรม ระบบติดตามคุณภาพสะพานจึงถูกคิดค้นและนำมาใช้งานเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของโครงสร้าง หนึ่งในระบบติดตามคุณภาพสะพานที่น่าสนใจคือการติดตั้งอุปกรณ์วัดมุมเอียงที่ใช้หลักการวัดมุมเอียงของโครงสร้างสะพาน โดยผู้วิจัยในอดีตได้มีการเสนอระเบียบวิธีที่ใช้ตรวจสอบและติดตามรอยร้าวที่เกิดบนโครงสร้างสะพานโดยใช้การทดสอบน้ำหนักบรรทุก ซึ่งแม้ว่าระเบียบวิธีดังกล่าวจะถูกพิสูจน์ว่าสามารถใช้งานได้ผ่านการใช้แบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ การทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินและติดตั้งเพื่อประเมินสะพานจริง ๆ พบว่าเมื่อเกิดรอยร้าวขนาดเล็กระเบียบวิธีดังกล่าวจะไม่สามารถระบุตำแหน่งของรอยร้าวนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญการทดสอบโดยใช้น้ำหนักบรรทุกจำเป็นต้องปิดการใช้งานสะพานชั่วคราวซึ่งใช้ทรัพยากรทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อเสนอระเบียบวิธีใหม่สำหรับติดตามรอยร้าวบนโครงสร้างสะพานโดยวิเคราะห์จากผลตอบสนองเนื่องจากน้ำหนักของโครงสร้างสะพานเองเพื่อคำนวณค่าดัชนีรอยร้าวซึ่งถูกเสนอขึ้นในการศึกษานี้ ทั้งนี้ค่าดัชนีรอยร้าวจะคำนวณจากมุมเอียงของโครงสร้างสะพานในสภาวะตั้งต้นเทียบกับสภาวะที่สะพานเกิดการแตกร้าวโดยมีการพิจารณาความละเอียดของอุปกรณ์วัดมุมเอียงที่ใช้ติดตั้งที่แตกต่างกันที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาศัยการจำลองรอยร้าวด้วยแบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ในงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าระเบียบวิธีดังกล่าวเมื่อใช้ร่วมกับดัชนีรอยร้าวสามารถพัฒนาระบบติดตามสภาพสะพานให้สามารถตรวจสอบรอยร้าวที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งานได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพโดยอาศัยเพียงน้ำหนักของตัวสะพานเอง


การศึกษาพฤติกรรมด้านกำลังของดินตะกอนกว๊านพะเยาผสมซีเมนต์ที่เสริมเส้นใยเปลือกข้าวโพด, พิสิษฐ์ ผลาสิงห์ Jan 2024

การศึกษาพฤติกรรมด้านกำลังของดินตะกอนกว๊านพะเยาผสมซีเมนต์ที่เสริมเส้นใยเปลือกข้าวโพด, พิสิษฐ์ ผลาสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเกี่ยวกับการนำวัสดุเหลือทิ้งมาพัฒนาสมบัติทางวิศวกรรมเพื่อเป็นทางเลือกในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนการก่อสร้างและเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งแล้วนั้น ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ดังเช่น ดินตะกอนกว๊านพะเยา และเปลือกข้าวโพด ซึ่งจัดว่าเป็นวัสดุเหลือทิ้งและมีจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดพะเยา การกองเก็บและการกำจัดวัสดุดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมแรงอัดแกนเดี่ยว พฤติกรรมแรงดึงทางอ้อม และ พฤติกรรมแรงดัดของดินตะกอนกว๊านพะเยาผสมปูนซีเมนต์ที่เสริมเส้นใยข้าวโพด โดยทําการทดสอบกําลังอัดแกนเดี่ยวที่ปริมาณปูนซีเมนต์ร้อยละ 7 ปริมาณเส้นใยร้อยละ 0.5 1.0 และ 2.0 โดยน้ำหนักของดินแห้ง และความยาวเส้นใย 10 20 และ 40 มิลลิเมตร ตามลำดับ ที่อายุการบ่ม 7และ 28 วัน ผลการทดสอบพบว่าการเพิ่มเส้นใยช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมเปราะของตัวอย่างดินตะกอนกว๊านพะเยาผสมปูนซีเมนต์ ให้เป็นพฤติกรรมเหนียวและช่วยลดการสูญเสียกําลังหลังจากกําลังรับแรงสูงสุด ท้ายสุดของงานวิจัยนี้จะนำเสนออัตราส่วนและความยาวที่เหมาะสมของเส้นใยข้าวโพดสำหรับนำไปใช้ในงานวิศวกรรม


Experimental Investigation On Internal Erosion Of Gap-Graded Sands And Its Improvement For Internal Erosion Control, Kasidit Chawanaputhron Jan 2024

Experimental Investigation On Internal Erosion Of Gap-Graded Sands And Its Improvement For Internal Erosion Control, Kasidit Chawanaputhron

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Internal erosion often occurs in earthen water-retaining structures such as embankment dams, levees, and dikes. This erosion is caused by seepage flows through soils or other porous materials containing a mixture of coarse and fine particles. The internal erosion process, also known as suffusion, involves the transport of fine particles carried away from the soil structure by seepage. Internal erosion can weaken the soil, create voids or cavities, and ultimately lead to structural collapse, posing a significant risk to earthen water-retaining structures. This research investigates the internal erosion behavior of gap-graded sands with various fine fraction contents through a series …


Projected Changes Of Extreme Rainfall Under Cmip6 In Cambodian Floodplain Of The Lower Mekong River Basin, Chanseyma Khoeun Jan 2024

Projected Changes Of Extreme Rainfall Under Cmip6 In Cambodian Floodplain Of The Lower Mekong River Basin, Chanseyma Khoeun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Climate change could potentially intensify extreme rainfall events in the future and lead to more frequent and severe flooding. This study aims to estimate future extreme rainfall indices in the Cambodian floodplain of the lower Mekong River Basin. Rainfall projections are devised from three Global Climate Models (GCMs): EC-Earth3, IPLS-CM6A-LR, and MRI-ESM2-0. Bias correction was applied using Quantile Mapping for the historical period (1985-2011) and Quantile Delta Mapping for the future period (2069-2095) under the Shared Socioeconomic Pathway (SSP) 5-8.5 scenario. Rainfall projections show that there would be more intense extreme rainfall over the study area. IPSL-CM6A projects higher monthly …


Modeling Of Predictive Financial Performance Of Ppp Highways Using Bayesian Network (Bn), David Ty Jan 2024

Modeling Of Predictive Financial Performance Of Ppp Highways Using Bayesian Network (Bn), David Ty

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Public-private partnerships (PPPs) are contractual agreements between the public and the private sector to deliver economic and social infrastructure. The PPP environment is inherently complex and dynamic, often involving long-term contracts and significant financial performance risks. While many studies examine the construction and operation phases separately, this study focuses on predicting the financial performance of PPP highways by integrating the risks and factors in both phases. It also considers country risk factors, such as income level, GDP per capita, and economic growth, to assess their impact on PPP highway projects. Data on risks and risk factors were gathered from sources …


A Bim-Enabled Materials Flow Tracking Platform For The Construction Supply Chains Of Modular Steel Projects, Thandar Lwin Jan 2024

A Bim-Enabled Materials Flow Tracking Platform For The Construction Supply Chains Of Modular Steel Projects, Thandar Lwin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Off-site steel construction, or modular construction, involves building components in a factory and then bringing them to the construction site. This method speeds up construction, reduces waste, and improves quality. The movement of materials in this process is complicated, including ordering raw materials, making steel parts, transporting modules, and installing them on site. It is important to track these materials to ensure timely delivery, control costs, and avoid shortages of excess materials. In this paper, a BIM-enabled digital platform is developed to monitor and track the flow of construction materials in the supply chain of modular steel projects. This platform …


การศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพและระยะเวลาในการก่อสร้างโดยวิธีพลวัตระบบและการจัดการป้อนกลับ กรณีศึกษาโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว, ภัณฑิรา วาณิชย์เจริญ Jan 2024

การศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพและระยะเวลาในการก่อสร้างโดยวิธีพลวัตระบบและการจัดการป้อนกลับ กรณีศึกษาโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว, ภัณฑิรา วาณิชย์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าที่ผ่านมามักประสบปัญหาความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อผู้รับจ้าง ประชาชนที่สัญจร และผู้พักอาศัยใกล้โครงการ ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลิตภาพและระยะเวลาก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยวมีลักษณะคล้ายโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอื่นๆ โดยที่สภาพแวดล้อมของโครงการก่อสร้างมีความเป็นพลวัตค่อนข้างสูง (Highly dynamic environment) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่และปัจจัยเสี่ยงในช่วงการก่อสร้างโครงการ งานวิจัยนี้ศึกษาการประยุกต์ใช้ตัวแบบพลวัตระบบ (System dynamics) และการจัดการป้อนกลับ (Management feedback) หรือการแทรกแซงของผู้บริหาร (Management intervention) ในการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลิตภาพ (Productivity) และระยะเวลา (Time) ของกิจกรรมงานก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail) โดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในโครงการและการสังเกตจากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงในโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยวสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี รวมถึงส่วนต่อขยายเมืองทองธานี ตัวแบบที่พัฒนาขึ้นใช้โปรแกรม VenSim PLE เพื่อวิเคราะห์ระยะเวลาการดำเนินการก่อสร้างของกิจกรรมหลักในเส้นทางวิ่ง พร้อมทั้งจัดลำดับความเสี่ยงจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity analysis) นอกจากนี้ ยังเสนอค่าเผื่อเวลาในการทำงานที่รวมปัจจัยเสี่ยง (Time risk factor) ซึ่งมีค่าประมาณ 1.42 โดยค่าที่ได้สามารถนำไปประกอบการจัดการความเสี่ยงของโครงการที่มีบริบทการก่อสร้างคล้ายคลึงกัน หรือเพื่อการวางแผนด้านเวลาที่สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงของโครงการและความมีสภาพแวดล้อมของโครงการก่อสร้างแบบมีความเป็นพลวัติสูง


การบริหารจัดการอาคารคาร์บอนต่ำ: ยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร, จิรายุ รัตตประดิษฐ์ Jan 2024

การบริหารจัดการอาคารคาร์บอนต่ำ: ยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร, จิรายุ รัตตประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้พลังงานในอาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดความท้าทายสำคัญต่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่า อาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ใช้พลังงานเฉลี่ย 225 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตรต่อปี ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่งผลให้การจัดการพลังงานในอาคารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษานี้ใช้แนวทางเชิงบูรณาการในการรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการอาคาร และการสำรวจพื้นที่จริงในกรุงเทพมหานคร โดยเน้นอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีการใช้พลังงานสูง กระบวนการศึกษารวมถึงการวิเคราะห์ระบบจัดการพลังงาน ระบบน้ำ ระบบแสงสว่าง และการจัดการขยะ พร้อมทั้งการเสนอแนะแนวทางปรับปรุงที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน เช่น LEED และ TREES ผลการศึกษาพบว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น IoT ระบบเซ็นเซอร์ และระบบควบคุมอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การจัดการน้ำ การใช้วัสดุรีไซเคิล และการส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอาคาร ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร รวมถึงสร้างความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว และผลการศึกษานี้สามารถเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการจัดการอาคารเชิงพาณิชย์ เพื่อความยั่งยืนในมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอนาคต


การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เจษฎาพร รอดพิพัฒน์ Jan 2024

การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เจษฎาพร รอดพิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางในระดับโลกและเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกประเทศต้องเผชิญ การบริหารจัดการและการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการบริหารจัดการที่สร้างสรรค์และปรับตัวให้สถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลการวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรในกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 173 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนภาคประชาชน และผู้แทนภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการยืนยันตัวบ่งชี้องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่าภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) จินตนาการ (2) วิสัยทัศน์ (3) ยืดหยุ่น (4) การกระจายอำนาจ และ (5) การสร้างผู้นำ จากผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า “วิสัยทัศน์” มีความสำคัญสูงสุดในการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


การพัฒนาแนวทางในการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ศราวุธ โชคโสม Jan 2024

การพัฒนาแนวทางในการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ศราวุธ โชคโสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียว และข้อกำหนดในการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green loans) เพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และ 2) สร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงการเงินสีเขียวเพื่อความยั่งยืน โดยการทบทวน ศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเส่วนเสีย (Stakeholder) อย่างน้อย 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และกลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แนวทางเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว และข้อกำหนดในการพิจารณาสินเชื่อสีเขียว (Green loans) ผู้ประกอบการ SMEs ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นตามเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ กำหนด ได้แก่ ผลประกอบการมีกำไร ไม่มีประวัติเสียหายทางการเงิน จากนั้นจะใช้หลักการเชื่อสีเขียว (Green loan principle : GLP) และมาตรฐานการแบ่งประเภทกิจกรรมตามสี Thailand taxonomy มาเป็นเกณฑ์การคัดเลือกโครงการการ อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ จะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ได้ เช่น กิจกรรมจากอุตสาหกรรม Brown เป็น Less Brown เป็นต้น