Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Civil and Environmental Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 30 of 478

Full-Text Articles in Civil and Environmental Engineering

พฤติกรรมความล้าของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ได้รับการเสริมกำลังด้วยแผ่นพอลิเมอร์เสริมแรงด้วยเส้นใยอารามิด, ภัทรพงษ์ ปุญจุบัน Jan 2025

พฤติกรรมความล้าของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ได้รับการเสริมกำลังด้วยแผ่นพอลิเมอร์เสริมแรงด้วยเส้นใยอารามิด, ภัทรพงษ์ ปุญจุบัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาความเสียหายของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กจากแรงกระทำซ้ำ เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อความทนทานและอายุการใช้งานของพื้นสะพานคอนกรีตในสภาพแวดล้อมจริง งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาพฤติกรรมของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กภายใต้แรงกระทำรวมศูนย์ ทั้งในสภาวะแรงกระทำแบบสถิตและแรงกระทำซ้ำ พร้อมประเมินประสิทธิภาพของการเสริมกำลังด้วยแผ่น AFRP strand sheet เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของวิธีการเสริมกำลังดังกล่าวในงานบำรุงรักษาโครงสร้างสะพาน การทดสอบถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งตัวอย่างที่ไม่ได้เสริมกำลังและตัวอย่างที่เสริมกำลัง โดยพฤติกรรมโครงสร้างที่สนใจประกอบด้วยความแข็งเกร็งหลังแตกร้าว การกระจายแรงภายในแผ่นพื้น พฤติกรรมรอยแตกร้าว การกระจายความเครียด และลักษณะการวิบัติภายใต้สภาวะที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง จากผลการศึกษาพบว่าแผ่นพื้นที่เสริมกำลังด้วย AFRP มีพฤติกรรมโครงสร้างที่มีเสถียรภาพมากขึ้น สามารถควบคุมพัฒนาการของรอยแตกร้าวได้ดี และมีความทนทานต่อแรงกระทำซ้ำสูงกว่าแผ่นพื้นทั่วไป ความเสียหายสะสมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และโครงสร้างยังคงรักษาสมรรถนะได้ดีหลังผ่านการรับแรงกระทำซ้ำ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า AFRP strand sheet เป็นวิธีเสริมกำลังที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความต้านทานต่อแรงกระทำซ้ำ เพิ่มความแข็งเกร็งหลังแตกร้าว นำไปสู่การยืดอายุการใช้งานของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการในการปรับปรุงความทนทานของแผ่นพื้นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กในงานวิศวกรรมโครงสร้างปัจจุบัน


การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการแปลงพลังงานไฟฟ้าของโซลาร์อินเวอร์เตอร์, ณัฐพิมล ณ ลำพูน Jan 2025

การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการแปลงพลังงานไฟฟ้าของโซลาร์อินเวอร์เตอร์, ณัฐพิมล ณ ลำพูน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับความสนใจอย่างมากจากประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2567 (PDP2024) กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% โดยพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นหัวใจสำคัญด้วยกำลังการผลิตเป้าหมาย 27,093 เมกะวัตต์ อินเวอร์เตอร์มีบทบาทสำคัญในการแปลงไฟฟ้ากระแสตรงจากแผงโซลาร์เซลล์เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แต่ประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์ในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นของประเทศไทยยังเผชิญกับความท้าทายจากอุณหภูมิสูง (35-40°C) และความชื้นสูง (70-90%) ตลอดทั้งปี ส่งผลให้เกิดปัญหา Power Derating, การลดอายุการใช้งาน และการกัดกร่อนภายในอุปกรณ์การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์ในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้สภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น โดยเน้นการศึกษา 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การกระจายภาระโหลดระหว่างอินเวอร์เตอร์ (Load Power Balancing), ระบบติดตามจุดกำลังสูงสุด (MPPT), อัตราส่วน DC/AC และอุณหภูมิ เพื่อพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์หลายตัวแปรและเสนอแนวทางที่เหมาะสมสำหรับระบบขนาดใหญ่ รวมถึงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง Central Inverter และ String Inverterวิธีการวิจัยใช้การผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ทางทฤษฎี การจำลองระบบ และการวิเคราะห์ข้อมูลจริง โดยสร้างแบบจำลองการทำงานของอินเวอร์เตอร์ภายใต้สภาวะโหลด 100% แบบเชื่อมต่อกริด และดำเนินการทดลอง ณ จังหวัดชลบุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม 2025 โดยศึกษาอุณหภูมิแวดล้อม 25-50°C อัตราส่วน DC/AC 1.0-1.8 การกระจายภาระโหลด 0-50% และจำนวน MPPT 2-12 จุด การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเชิงเดี่ยวด้วย Simple Linear Regression, การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบหลายตัวแปรด้วย Multiple Linear และ Non-linear Regression Analysisผลการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ ได้แก่ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ใหม่สำหรับการคำนวณประสิทธิภาพอินเวอร์เตอร์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการเลือกประเภทอินเวอร์เตอร์ และการปรับขนาดอัตราส่วน DC/AC ที่เหมาะสม เครื่องมือประเมินประสิทธิภาพอินเวอร์เตอร์ในสภาวะการทำงานจริง รวมถึงข้อมูลสนับสนุนนโยบายพลังงานของประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายใน PDP2024 การวิจัยนี้จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูงขึ้น ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


นวัตกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรเพื่อการทำนาอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม, ธัญธร โกวิทยะวงศ์ Jan 2025

นวัตกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรเพื่อการทำนาอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม, ธัญธร โกวิทยะวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มุ่งพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรเพื่อการทำนาข้าวแบบยั่งยืน ภายใต้บริบทที่มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมของนานาประเทศมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษานี้อาศัยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จ และเกษตรกรทั่วไป เพื่อทำความเข้าใจปัญหา อุปสรรค และพฤติกรรมการรับรู้ของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งพบว่าเกษตรกรมักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีเมื่อมีโอกาสเห็นผลจริงในแปลงนา เข้าใจขั้นตอนแบบง่าย ไม่ซับซ้อน และมองเห็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเด่นชัด ทั้งในมิติการลดต้นทุน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงโอกาสในการขายผลผลิตในตลาดที่ให้ราคาที่สูงขึ้น จากผลดังกล่าว จึงพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดความรู้ที่เน้นการสาธิตในพื้นที่จริง การใช้ผู้นำเกษตรกรเป็นต้นแบบ การสื่อสารด้วยภาษาที่ตรงประเด็น และการนำเสนอคุณค่าทางเศรษฐกิจของการทำนาแบบยั่งยืนควบคู่กับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แนวทางนี้ช่วยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้เข้าถึงเกษตรกรได้มากขึ้น เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงเสริมความสามารถในการแข่งขันการค้าข้าวไทยในระยะยาว


สำรวจจิตสำนึกความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในฐานะผู้บริโภค, นันทิชา เตชชินสิริ Jan 2025

สำรวจจิตสำนึกความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในฐานะผู้บริโภค, นันทิชา เตชชินสิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์การวิจัยมีดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาระดับจิตสำนึกด้านความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมของโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในฐานะผู้บริโภค 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของการปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนในองค์กรกับจิตสำนึกด้านการบริโภคอย่างยั่งยืน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืนในบุคลากรทางเภสัชกรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (mixed method) เลือกใช้แบบแผนเชิงอธิบาย (the explanatory design) ประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะที่ 1 การสำรวจจิตสำนึกความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมในฐานะผู้บริโภค โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลได้แก่ แบบวัดจิตสำนึกด้านความยั่งยืนในฐานะผู้บริโภค ของ Carvalho, Salgueiro, Rita, (2015) ร่วมกับแนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ซึ่งสร้างตามแนวคิดของ Rossiter (2002) มาตราส่วนประมาณค่าแบบ Likert 7 ระดับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1ุ60 คน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ผลการประเมินคุณภาพของเครื่องมือ พบว่า แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) อยู่ระหว่าง 0.66–1.00 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีค่าความเที่ยงภายใน (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.89 แสดงถึงความเที่ยงสูง ผลการวิเคราะห์ระดับจิตสำนึกด้านความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมของโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในฐานะผู้บริโภค พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างมาก ระยะที่ 2 การสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืนในบุคลากรทางเภสัชกรรม คัดเลือกจาก แผนกที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนจิตสำนึกด้านการบริโภคของบุคลากรทางเภสัชกรรมสูงสุด 4 อันดับแรก จำนวน 20 คน พบว่า ภาพรวมระดับจิตสำนึกด้านความยั่งยืนทั้งสองกลุ่มมีจิตสำนึกด้านความยั่งยืนอยู่ในระดับ ค่อนข้างมาก แต่ลักษณะเชิงคุณภาพสะท้อนของเภสัชกรมอง ความยั่งยืน ในระดับยุทธศาสตร์และระบบ ส่วนผู้ช่วยเภสัชกรเน้น ความยั่งยืน ผ่านพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมจริง แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืนในบุคลากรทางเภสัชกรรม 1. มิติด้านนโยบายและวัฒนธรรมองค์กร บุคลพบว่า การสร้าง วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว เป็นรากฐานสำคัญของการส่งเสริมพฤติกรรมยั่งยืนภายในองค์กร 2. มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนาองค์ความรู้ โรงพยาบาลควรจัดให้มีการเรียนรู้เชิงระบบเกี่ยวกับ การบริโภคอย่างยั่งยืนในงานเภสัชกรรม ผ่านหลักสูตรอบรมและการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3. มิติด้านกิจกรรมและการมีส่วนร่วม …


แนวทางการจัดงานอีเวนต์อย่างยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจ : กรณีศึกษาอิมแพค เมืองทองธานี, พรศักดิ์ พูลพล Jan 2025

แนวทางการจัดงานอีเวนต์อย่างยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจ : กรณีศึกษาอิมแพค เมืองทองธานี, พรศักดิ์ พูลพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (MICE) เกี่ยวกับการจัดงานในแนวทางที่ยั่งยืน รวมถึงการศึกษานโยบายที่เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจ โดยอาศัยกรณีศึกษา THAIFEX–ANUGA ASIA และวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างแนวทางการจัดงานกับมาตรฐานสากล เพื่อประเมินขีดความสามารถของศูนย์อิมแพค เมืองทองธานีในบริบทการแข่งขันระดับภูมิภาค งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้ประกอบการจำนวน 100 ราย และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้บริหารและผู้จัดงานมืออาชีพ เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านความยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัวขององค์กรไมซ์ในประเทศไทย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีระดับความตระหนักรู้ต่อการจัดงานอย่างยั่งยืนในระดับสูง แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การดำเนินงานตามมาตรฐาน ISO 20121 การจัดการพลังงาน น้ำ ของเสีย และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ข้อมูลเชิงคุณภาพยังระบุว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จสำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการนำแนวทางการบริหารจัดการแบบองค์รวมมาใช้ กรณีศึกษา THAIFEX–ANUGA ASIA 2025 แสดงให้เห็นว่า การนำมาตรฐานสากลมาใช้สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของศูนย์จัดงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัย คือ อุตสาหกรรมไมซ์ควรพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดงานอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เสริมสร้างระบบติดตามผลและฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาทักษะบุคลากร และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงาน นอกจากนี้ควรจัดทำโมเดลประเมินความยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับบริบทไทย พร้อมทั้งสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อผลักดันการจัดงานอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย


แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกระบวนการรีเคลมสารทำความเย็น : กรณีศึกษาโรงงานรีเคลมสารทำความเย็น ด้วยวิธีการกลั่นอย่างง่าย, มุทิตา วิเลปสุวรรณ Jan 2025

แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกระบวนการรีเคลมสารทำความเย็น : กรณีศึกษาโรงงานรีเคลมสารทำความเย็น ด้วยวิธีการกลั่นอย่างง่าย, มุทิตา วิเลปสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารทำความเย็นเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบทำความเย็นและปรับอากาศ ซึ่งในประเทศไทยเมื่ออุปกรณ์หมดอายุการใช้งานมักมีการปล่อยทิ้งสารทำความเย็นสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะสารทำความเย็นกลุ่มไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ที่มีค่าศักยภาพในการทำให้ โลกร้อน (GWP) สูง เช่น R32 และ R410A ซึ่งมีค่า GWP เท่ากับ 677 และ 1,923.50 ตามลำดับ ทำให้การรีเคลมสารทำความเย็น (Refrigerant reclamation) ซึ่งเป็นกระบวนการปรับปรุง สารทำความเย็นที่ผ่านการใช้งานแล้วให้มีคุณภาพเทียบเท่าสารใหม่ เป็นมาตรการสำคัญในการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกระบวนการรีเคลมสารทำความเย็นด้วยกระบวนการกลั่นอย่างง่าย (Simple distillation) ในประเทศไทย โดยใช้สาร R32 และ R410A ซึ่งมีการใช้งานแพร่หลายในเครื่องปรับอากาศเป็นกรณีศึกษา และอาศัยข้อมูลการดำเนินการจากโรงงานรีเคลม 1 แห่ง ผลการประเมินพบว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์เฉพาะส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้ามีค่าเท่ากับ 0.4378 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อสารรีเคลม 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้มีการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของ การจัดการของเสียและการรั่วไหลระหว่างกระบวนการ เพื่อเพิ่มความครบถ้วนของการประเมินให้เป็นไปตามข้อกำหนดของการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ การประเมินคาร์บอน-ฟุตพริ้นท์ของกระบวนการรีเคลมสารทำความเย็นช่วยสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการรีเคลมสารทำความเย็นในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศและช่วยลดผลกระทบจากการจำกัดโควตาการใช้สาร HFCs ภายใต้ข้อตกลงคิกาลี โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งสำรองสารทำความเย็นที่ยั่งยืนต่อภาคการบำรุงรักษาและบริการในอนาคต


การแปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย และการศึกษาระดับจิตสำนึกของเยาวชนไทย, สุทธิแดน พลวัติจรัสวัฒน์ Jan 2025

การแปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย และการศึกษาระดับจิตสำนึกของเยาวชนไทย, สุทธิแดน พลวัติจรัสวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นด้านความยั่งยืนได้รับความสำคัญเพิ่มมากขึ้นทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ เนื่องจากสังคมกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจที่ทวีความซับซ้อน ส่งผลให้การเสริมสร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประเทศ เครื่องมือวัดจิตสำนึกความยั่งยืน เช่น Sustainability Consciousness Questionnaire (SCQ) ได้รับการพัฒนาและใช้ในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบริบทประเทศไทยยังไม่มีฉบับภาษาไทยที่ผ่านกระบวนการแปลและตรวจสอบคุณภาพเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือที่มีความถูกต้อง เหมาะสม และใช้ได้จริงกับเยาวชนไทยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่(1) แปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย (2) เปรียบเทียบความสอดคล้องและความคู่ขนานของโครงสร้างการวัดระหว่างเครื่องมือต้นฉบับและฉบับภาษาไทย (3) ศึกษาระดับจิตสำนึกความยั่งยืนของเยาวชนไทยอายุ 18–19 ปีในมิติของความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมด้านความยั่งยืน การศึกษาใช้แนวทางการพัฒนาเครื่องมือ โดยดำเนินงาน 2 ขั้นตอน ได้แก่(1) การแปลและตรวจสอบคุณภาพของ SCQ ฉบับยาวและฉบับสั้นผ่านกระบวนการแปลสองทิศทาง (forward–backward translation) การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และการทดสอบความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายด้วย Cognitive Debriefing (2) การศึกษาระดับจิตสำนึกความยั่งยืนของเยาวชนไทยจำนวน 800 คน ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือพบว่า แบบสอบถามฉบับภาษาไทยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.66–1.00 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีค่าความเที่ยงภายใน (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.90 สำหรับฉบับยาว และ 0.93 สำหรับฉบับสั้น ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) แสดงให้เห็นว่าโมเดลทั้งสองรูปแบบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยฉบับยาวมีค่า χ² = 577, df = 1068, χ²/df = 0.54, CFI = 0.93, RMSEA = 0.03 และฉบับสั้นมีค่า χ² = 160, df = 54, χ²/df = 2.96, CFI = …


Behavior Of Reinforced Concrete Beams With Externally Anchored Rebars, Nyan Soe Lynn Jan 2025

Behavior Of Reinforced Concrete Beams With Externally Anchored Rebars, Nyan Soe Lynn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates a minimally invasive rehabilitation method for reinforced concrete (RC) beams using externally anchored reinforcement by means of epoxy. Two programs were conducted: flexural rehabilitation using externally anchored longitudinal bars, and shear rehabilitation using externally anchored U-shaped stirrups. Four beam specimens were tested under four-point bending for the flexural program, and four under three-point bending for the shear program. Test results from the flexural program showed large deformation due to plastic hinge formation. Due to their unbonded nature, the external rebars engaged later than the internal reinforcement and developed large deflection. Load-carrying capacity, however, was not increased since …


การศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระบบหลายเอเจนต์ผสานคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อพัฒนาระบบติดตามวัสดุเหล็กกล่องในงานก่อสร้าง, ปภพ รัตนพันธุ์ Jan 2025

การศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระบบหลายเอเจนต์ผสานคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อพัฒนาระบบติดตามวัสดุเหล็กกล่องในงานก่อสร้าง, ปภพ รัตนพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมการก่อสร้างเผชิญความท้าทายในการจัดการวัสดุ เช่น เหล็กกล่อง ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก เนื่องจากปัญหาข้อมูลไม่ถูกต้อง การสูญหาย และการพึ่งพาระบบเอกสาร ขณะที่เทคโนโลยีเดิมยังมีข้อจำกัด งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อระบบการติดตามวัสดุชนิดเหล็กกล่องในงานก่อสร้างตั้งแต่กระบวนการส่งมอบ คลังวัสดุ และการใช้งานวัสดุ ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เป็นแกนกลางควบคุม ระบบหลายเอเจนต์ (Multi-agent Systems) ซึ่งประกอบด้วยเอเจนต์ตรวจจับและนับวัสดุด้วย คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Steel detect count Agent) และเอเจนต์บันทึกข้อมูล (Data collection Agent) โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้งานเชิงสนทนาบนเว็บแอปพลิเคชัน โดยระบบได้บูรณาการเทคโนโลยี BIM, YOLOv11, Gemini 2.5 Pro, LangGraph Supervisor และ ฐานข้อมูล Supabase จากการประยุกต์ใช้ในโครงการกรณีศึกษา ได้ใช้พารามิเตอร์ Precision, Recall และ F1-Score ในการประเมินการทำงานของเอเจนต์พบว่าเอเจนต์ตรวจจับและนับวัสดุมีค่า F1-Score สูงถึง 98.25-100% และเอเจนต์บันทึกข้อมูลมีค่า 100% ในทุกพารามิเตอร์ และส่งผลให้เอเจนต์ตัวแทนควบคุมหลักประมวลผลข้อมูลส่วนใหญ่ได้อย่างถูกต้อง ยกเว้นข้อมูล quantity ที่มีค่า F1-Score อยู่ที่ 92.86% ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากเอเจนต์ตรวจจับและนับวัตถุก่อนหน้า และการประเมินการแสดงผลข้อมูลของวัสดุ แสดงให้เห็นว่าระบบบันทึกข้อมูลได้จริงตลอดทั้ง 3 กระบวนการ อีกทั้งเหล็กกล่องถูกนำไปติดตั้งได้อย่างครบถ้วน


การประยุกต์ใช้เหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงเป็นเสาในโครงสร้างที่พักอาศัย, พีรดนย์ ลอออรรถพงศ์ Jan 2025

การประยุกต์ใช้เหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงเป็นเสาในโครงสร้างที่พักอาศัย, พีรดนย์ ลอออรรถพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินสิทธิภาพของโครงสร้างเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูง (High-Strength Concrete-Filled Steel Tube, HSCFST) สำหรับการประยุกต์ใช้กับบ้านพักอาศัย อันเป็นการตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ การเพิ่มขึ้นของค่าแรง และความจำเป็นในการลดระยะเวลาการก่อสร้างและต้นทุน การศึกษาได้พิจารณากรณีบ้านพักอาศัยสูง 3 ชั้น จำนวน 4 หลัง โดยทำการจำลองโครงสร้างด้วยโปรแกรม ETABS เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการรับแรงในแนวดิ่งและแรงจากแผ่นดินไหวของโครงสร้าง ซึ่งการออกแบบเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงอ้างอิงมาตรฐาน AISC 360-22 (LRFD) ผลการออกแบบพบว่าสามารถลดขนาดเสาให้เล็กลงเหลือ 125 มิลลิเมตร และ 150 มิลลิเมตร เพื่อให้มีขนาดไม่เกินความหนาของผนังบ้านได้เมื่อใช้คอนกรีตที่มีกำลังรับแรงอัดสูงกว่า 60 เมกะปาสคาล ร่วมกับเหล็กกล่องชนิดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด โดยโครงสร้างที่ได้ออกแบบทั้ง 4 หลัง พบว่ามีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุกและแรงแผ่นดินไหวดีกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเดิมในทุกด้าน ทั้งยังพบว่ามีต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังได้ทำการทดสอบเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงในห้องปฏิบัติการ เพื่อเปรียบเทียบกำลังรับแรงอัดกับค่าที่ได้จากสมการทำนายตามมาตรฐาน AISC 360-22 พบว่าค่าที่ได้จากการคำนวณมีค่าต่ำกว่าผลการทดสอบจริงค่อนข้างมาก ส่งผลให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นต่อการนำเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงไปใช้จริงในงานก่อสร้างบ้านพักอาศัย


แนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม กรณีศึกษากองทัพอากาศไทย, ศิริกัญญารัตน์ สวนสีดา Jan 2025

แนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม กรณีศึกษากองทัพอากาศไทย, ศิริกัญญารัตน์ สวนสีดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR Integration) ของกองทัพอากาศให้เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ ภารกิจหลักด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยการทบทวนวรรณกรรมร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า กองทัพอากาศมีศักยภาพอย่างมากในการดําเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน แต่มีข้อจํากัดสําคัญ ได้แก่ การขาดความต่อเนื่องของโครงการจากการโยกย้ายกําลังพล ขาดระบบส่งต่องาน การประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งแนวทางบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของกองทัพอากาศทั้งหมด 5 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต (2) โครงการพัฒนาศักยภาพคนและการศึกษา (3) โครงการสังคมปลอดภัยและวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วม (4) โครงการชุมชนสีเขียว และ (5) โครงการพลังงานสีเขียวและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะช่วยให้กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของกองทัพอากาศที่มีอยู่ได้รับการต่อยอดและเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จากเดิม 6 ด้านเป็น 13 ด้าน อีกทั้งขยายผลกรอบแนวคิด The “5 Ps” เพิ่มเติมใน 4 ด้าน ได้แก่ Planet People Prosperity และPartnership ที่ครอบคลุม ESG ได้ทุกด้าน รวมถึงเสนอการพัฒนาเชิงนโยบาย 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ องค์กร บุคลากร และสังคม เพื่อขับเคลื่อนกองทัพอากาศไปสู่การบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์และการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) สามารถพัฒนาเป็น “กองทัพเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนแห่งชาติ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม


พฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรบริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร, ศุภวิชญ์ มัธยมนันทน์ Jan 2025

พฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรบริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร, ศุภวิชญ์ มัธยมนันทน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในสภาพการจราจรจริง การไหลของกระแสจราจรมักถูกรบกวนจากยานพาหนะที่จอดเพื่อรับ–ส่งผู้โดยสาร ส่งผลให้ยานพาหนะที่ขับขี่ตามมามีสองทางเลือก ได้แก่ การรอให้ยานพาหนะด้านหน้าเคลื่อนตัวต่อไป หรือการเปลี่ยนช่องจราจรไปยังช่องที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ซึ่งทั้งสองทางเลือกล้วนทำให้ประสิทธิภาพการไหลของจราจรลดลงเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการรบกวนดังกล่าว ในปัจจุบัน การใช้แบบจำลองจราจรช่วยให้สามารถทำความเข้าใจและคาดการณ์สภาพการจราจรได้โดยไม่ต้องทดลองในพื้นที่จริง แต่แบบจำลองทั่วไปยังขาดความเฉพาะเจาะจงเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์เฉพาะทาง โดยมักใช้พฤติกรรมพื้นฐานเพียงชุดเดียวในการแทนพฤติกรรมผู้ขับขี่ทุกกรณี งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรของผู้ขับขี่เมื่อแล่นตามหลังรถที่จอดรับ–ส่งผู้โดยสาร จากนั้นนำพฤติกรรมที่ได้จากภาคสนามไปใช้ในการพัฒนาแบบจำลองสภาพจราจรใน PTV VISSIM และทำการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมจริง ข้อมูลภาคสนามถูกเก็บรวบรวมด้วยการบันทึกวิดีโอและประมวลผลด้วย Video Analytics ก่อนนำไปสร้างแบบจำลอง ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองสามารถจำลองพฤติกรรมการเริ่มต้นเข้าสู่การเปลี่ยนช่องจราจรได้ใกล้เคียงกับข้อมูลจริง โดยช่องว่างเชิงเวลา (Lag Gap) ของยานพาหนะที่ขับขี่ตามมามีค่าเฉลี่ย 0.425 วินาทีในภาคสนาม และ 0.375 วินาทีในแบบจำลอง อย่างไรก็ตาม แบบจำลองยังไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรได้ครบถ้วนทุกด้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในงานวิจัยอนาคต


การใช้แสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม คาดการณ์การใช้น้ำประปาของประเทศไทย, เจษฎายุทธ ไกรนรา Jan 2024

การใช้แสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม คาดการณ์การใช้น้ำประปาของประเทศไทย, เจษฎายุทธ ไกรนรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายแสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม (Night time light) และข้อมูลอื่น ๆ จากดาวเทียม มาเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับการใช้น้ำประปา (ปริมาณน้ำจำหน่าย) ของจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยวิธีการหาความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำจำหน่ายกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม เปรียบเทียบกับ ความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำจำหน่าย กับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (GPP) จำนวนประชากรรายจังหวัด (POP) โดยการประยุกต์ใช้โปรแกรม QGIS แปลงข้อมูลจากดาวเทียม ได้แก่ ค่าแสงไฟในเวลากลางคืน (NTL) ค่าพื้นที่เมือง (URBAN) และค่าอุณหภูมิพื้นผิวในเวลากลางวัน (TEMP_DAY) ออกมาเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยรายจังหวัด เมื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำจำหน่ายกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม พบว่าข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสามารถใช้เป็นตัวแทนของข้อมูลจากภาครัฐได้ค่อนข้างดี คือสามารถใช้เป็นตัวได้จำนวน 3 กลุ่มจังหวัด คิดเป็นร้อยละ 28 ของทั้งประเทศ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าแสงไฟในเวลากลางคืน และข้อมูลอื่น ๆ จากดาวเทียมสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดและนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการขยายระบบประปาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ: แสงไฟในเวลากลางคืน (Nighttime Light), การใช้น้ำประปาของประเทศไทย


Analysis Of Sediment-Discharge Hysteresis With The Interaction Of Hydrologic And Landscape Factors In The Upper Ping And Nan River Basin, Thailand, Soklin It Jan 2024

Analysis Of Sediment-Discharge Hysteresis With The Interaction Of Hydrologic And Landscape Factors In The Upper Ping And Nan River Basin, Thailand, Soklin It

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Understanding landscape and climate influences on sediment transport is critical for managing river basins sustainably. This study investigates hydrological-sediment dynamics in the upper Ping and Nan River Basins in northern Thailand. The research focuses on three objectives: (1) identifying types and temporal trends of hysteresis between discharge and sediment concentration (Q–SSC); (2) quantifying interactions among hydrological and vegetation variables using Principal Component Analysis (PCA); and (3) analyzing structural relationships among climate, vegetation, and sediment transport through Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM). Hysteresis analysis revealed significant spatial and temporal variability in sediment dynamics. The Ping River Basin (stations P.75, …


การปรับปรุงรอยต่อสะพานเหล็กด้วยแผ่นพื้นเชื่อมต่อ, พัชรพล บัวทุม Jan 2024

การปรับปรุงรอยต่อสะพานเหล็กด้วยแผ่นพื้นเชื่อมต่อ, พัชรพล บัวทุม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกแบบและก่อสร้างสะพานเหล็กในอดีตมักใช้รอยต่อขยายตัว (Expansion Joint) เพื่อรองรับการเคลื่อนที่จากอุณหภูมิ แต่เมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่งจะเกิดการเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการกัดกร่อนและความเสียหายสะสม เนื่องจากน้ำและสิ่งสกปรกซึมผ่านลงสู่โครงสร้างส่วนล่างได้ง่าย ส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้างบริเวณรอยต่อ เป็นภาระในการบำรุงรักษาและกระทบต่ออายุการใช้งานสะพาน การใช้แผ่นพื้นเชื่อมต่อ (Link Slab) จึงเป็นทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพสะพานเหล็กเดิม โดยมีบริเวณไม่ยึดติด (Debonded Zone) เพื่อลดความเค้นภายใน ร่วมกับการใช้คอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ (UHPC) ที่มีความแข็งแรงทั้งด้านแรงอัดและแรงดึง และทนต่อการยืดตัวหลังแตกร้าว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แผ่นพื้นเชื่อมต่อยิ่งขึ้น การศึกษานี้พิจารณากรณีสะพานเหล็กช่วงพาดเดี่ยวปกติ 25 เมตร พบว่าเมื่อใช้ UHPC กำลังอัด 110 MPa สามารถเปลี่ยนรอยต่อสะพานเป็นแผ่นพื้นเชื่อมต่อได้ต่อเนื่อง 4 ช่วงพาด เพิ่มระยะห่างรอยต่อขยายตัวจาก 25 เมตรเป็น 100 เมตร ผลการวิเคราะห์โครงสร้างพบว่าแผ่นพื้นเชื่อมต่อที่ใช้วัสดุ UHPC ช่วยลดการเสียรูปโดยภาพรวมของสะพานจากน้ำหนักบรรทุกและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อีกทั้งยังสามารถออกแบบเพื่อลดขนาดและปริมาณเหล็กเสริมลงได้ ดังนั้น การเปลี่ยนรอยต่อสะพานเป็นแผ่นพื้นเชื่อมต่อจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแรง ลดต้นทุนบำรุงรักษาในระยะยาว อย่างไรก็ตามพบว่าอาจทำให้ฐานรองรับสะพานบางตำแหน่งต้องรับแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ออกแบบจึงควรพิจารณาปรับเปลี่ยนฐานรองรับให้เหมาะสมกับภาระที่เพิ่มขึ้นด้วย


Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai Jan 2024

Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigates the implementation of Mobility as a Service (MaaS) to address fragmented transport services in Bangkok, focusing on identifying enablers, barriers, and concerns for MaaS adoption while quantifying evaluation criteria to determine the most suitable MaaS model. A mixed-methods approach was employed, beginning with a literature review to identify initial enablers and barriers, which were refined through expert meetings. Semi-structured interviews with 14 experts provided deeper insights into Bangkok’s transport context and potential MaaS models, while an AHP survey involving 12 experts quantified and prioritized the evaluation criteria. The findings highlight the roles and responsibilities of MaaS application …


การวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมของหุ้นกู้แปลงสภาพได้ในโครงสร้างพื้นฐานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยใช้คอปูลา, สหัสวรรษ พาคำ Jan 2024

การวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมของหุ้นกู้แปลงสภาพได้ในโครงสร้างพื้นฐานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยใช้คอปูลา, สหัสวรรษ พาคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในอนาคตประเทศไทยจะมีโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) เกิดขึ้นในต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ทำให้นำมาซึ่งความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงด้านจำนวนผู้ใช้บริการ ความเสี่ยงด้านรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงด้านเงินกู้ เป็นต้น ส่งผลให้ภาคเอกชนขาดความมั่นใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการ PPP ในต่างจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวภาครัฐต้องให้การสนับสนุนทางการเงินในโครงการ PPP ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการใช้เงินทุนชั้นลอยด้วยการใช้หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible debenture) เป็นหุ้นกู้ที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในโครงสร้างเงินทุน ซึ่งเป็นรูปแบบการสนับสนุนทางการเงินใหม่ในโครงการ PPP และศึกษาสัดส่วนโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม โดยเสนอการพัฒนาตัวแบบทางคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมสำหรับการแปลงหนี้ให้เป็นทุน ทั้งการวิเคราะห์แบบ Deterministic และ Stochastic ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตัวแปรเสี่ยงหลายตัว โดยใช้คอปูลา (Copula) วิเคราะห์ตัวแปรเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะช่วยเป็นการกำหนดตัวแปรสำคัญในตัวแบบทางคณิตศาสตร์ และนำตัวแบบทางคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับโครงการตัวอย่างจริง คือ โครงการทางพิเศษสายเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยเสนอเป็นทางเลือกให้กับหน่วยงานรัฐนำหุ้นกู้แปลงสภาพไปประยุกต์ใช้กับโครงการ PPP เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบการสนับสนุนและโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมสามกรณี ผลลัพธ์ที่ได้ คือ กรณีที่สามหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุนเงินทุนชั้นลอยด้วยรูปแบบหุ้นกู้แปลงสภาพและให้เงินสนับสนุนทางตรงในโครงการ PPP ทำให้มีความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการสูงสุด และสามารถวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมที่เกิดขึ้นในระยะเวลาดำเนินการของระยะสัมปทานโครงการได้


Development Of Regional Severity-Duration-Frequency (Sdf) Curves In Cambodia Using Standardized Precipitation Index (Spi), Sophanny Phan Jan 2024

Development Of Regional Severity-Duration-Frequency (Sdf) Curves In Cambodia Using Standardized Precipitation Index (Spi), Sophanny Phan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Drought is one of the most destructive natural hazards that causes scarcity and lack of water in hydrological basins and impacts economic, social, and environmental system. This study aims to develop Severity-Duration-Frequency (SDF) curves to provide a comprehensive characterization of droughts in the Lower Mekong River Basin in Cambodia from 1985 to 2022. A Bayesian bias correction technique was applied to improve reanalysis rainfall data from ERA-5, resulting in enhanced accuracy which evidenced by an 11% increase in correlation coefficients (R), a 9% improvement in Nash-Sutcliff efficiency (NSE), and a 45% reduction in RMSE. The corrected rainfall data were then …


การประยุกต์อุปกรณ์ล็อกยึดต้านแผ่นดินไหวสำหรับทางรถไฟยกระดับในประเทศไทย, ศิริวัฒน์ บุญญาภิสมภาร Jan 2024

การประยุกต์อุปกรณ์ล็อกยึดต้านแผ่นดินไหวสำหรับทางรถไฟยกระดับในประเทศไทย, ศิริวัฒน์ บุญญาภิสมภาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการพัฒนาโครงการทางคมนาคมหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจคือการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับ ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตแผ่นดินไหวโดยตรง แต่แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวสามารถส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและต้นทุนค่าก่อสร้าง งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาอุปกรณ์ล็อกยึด (Lock-Up Device, LUD) ในโครงสร้างทางรถไฟยกระดับแบบต่อเนื่อง 3 ช่วง ช่วงละ 35 เมตร โดยมีความสูงของเสาตอม่อ 20 เมตร และถูกออกแบบให้รองรับรถไฟประเภท U20 สำหรับการทำงานของ LUD คือการล็อกการเคลื่อนที่ของโครงสร้างเมื่อเกิดแรงกระทำที่ทำให้โครงสร้างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เช่น แรงแผ่นดินไหว หรือแรงเบรกของขบวนรถไฟขณะที่ปล่อยให้โครงสร้างเคลื่อนที่อย่างอิสระภายใต้แรงกระทำที่มีความเร็วต่ำ เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือแรงคืบของวัสดุ โดยทำการพิจารณาแผ่นดินไหวตามมาตรฐาน มยผ. (มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวของประเทศไทย) ผลการศึกษาพบว่าการติดตั้งอุปกรณ์ล็อกยึด สามารถช่วยกระจายแรงแผ่นดินไหวจากเสาตอม่อแบบ Fixed ไปยังเสาตอม่อแบบ Roller ทำให้โครงสร้างมีความสามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหวได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ LUD ยังช่วยลดปริมาณเหล็กเสริมในเสาตอม่อส่งผลให้สามารถลดต้นทุนในการก่อสร้างได้ อีกทั้งชี้ให้เห็นว่า LUD มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสามารถในการต้านทานแรงแผ่นดินไหวอย่างมีนัยสำคัญ


การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนกระบวนการบริหารงานเหล็กเสริมในโครงการก่อสร้าง, ภูมิพัฒน์ เดชชัย Jan 2024

การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนกระบวนการบริหารงานเหล็กเสริมในโครงการก่อสร้าง, ภูมิพัฒน์ เดชชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบริหารจัดการเหล็กเสริมในงานก่อสร้างอย่างแม่นยำเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการและลดการสูญเสียวัสดุที่ไม่จำเป็น งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบอัตโนมัติที่ผสานการทำงานของแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM), อัลกอริทึมการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยภาษา Python และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการเหล็กเสริมในขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การถอดปริมาณ การวางแผนการตัดเหล็ก การตรวจนับเหล็กก่อนเก็บในคลัง และการตรวจสอบการติดตั้งก่อนเทคอนกรีต โดยใช้โมเดล YOLOv8 และ YOLOv8-seg ในการตรวจจับและจำแนกเหล็กเสริมจากภาพถ่ายภาคสนาม ผลลัพธ์จากการตรวจสอบถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแบบจำลองโครงสร้าง 3 มิติเพื่อประเมินความสอดคล้อง และวิเคราะห์รูปแบบการตัดเหล็กเพื่อให้เกิดเศษวัสดุน้อยที่สุดภายใต้ข้อจำกัดของความยาวเหล็กที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ระบบที่พัฒนาขึ้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและลดข้อผิดพลาดจากแรงงานคน พร้อมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสภาพแวดล้อมจริงของสถานที่ก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ


แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้การจำลองสารสนเทศอาคารสำหรับวางแผนและดำเนินการโครงการปรับปรุงอาคารที่มีอยู่ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Leed, เพ็ญกัญญา ไพศาลเกียรติกุล Jan 2024

แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้การจำลองสารสนเทศอาคารสำหรับวางแผนและดำเนินการโครงการปรับปรุงอาคารที่มีอยู่ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Leed, เพ็ญกัญญา ไพศาลเกียรติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อาคารที่มีอยู่มักจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงดำเนินการและบำรุงรักษาอาคาร (operation and maintenance, O&M) ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนและใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงให้เป็นอาคารเขียว (green retrofitting) เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานอาคาร งานวิจัยนี้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งใช้การจำลองสารสนเทศอาคาร (building information modeling, BIM) เพื่อรวบรวมและแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับวางแผนและดำเนินการโครงการปรับปรุงอาคารที่มีอยู่ให้เป็นอาคารเขียวตามมาตรฐาน LEED V4.0 O+M แพลตฟอร์มดิจิทัลนี้ประกอบด้วย 4 มอดูลหลัก ได้แก่ 1) มอดูลจัดเตรียมข้อมูลจากแบบจำลอง BIM และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ 2) มอดูลวิเคราะห์เครดิต LEED เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ 3) มอดูลวางแผนและควบคุมโครงการโดยติดตามสถานะเครดิตและเอกสาร และ 4) มอดูลรายงานและแสดงผลเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ แพลตฟอร์มนี้จะสามารถช่วยที่ปรึกษาอาคารเขียว ผู้จัดการโครงการ และเจ้าของโครงการในกระบวนการวางแผนและดำเนินงาน โดยผู้ร่วมโครงการทุกคนจะทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน ทุกฝ่ายจะเข้าใจบทบาทและกิจกรรมที่ต้องดำเนินการในแต่ละช่วงของโครงการอย่างชัดเจน นอกจากนั้นแพลตฟอร์มยังช่วยจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนตามมาตรฐาน LEED V4.0 O+M


Modelling Of Competing Compensation And Excess Revenue Sharing In Project-Based Ppp Contracts: Machine Learning And Real Option Approaches, Lykeang Sorin Jan 2024

Modelling Of Competing Compensation And Excess Revenue Sharing In Project-Based Ppp Contracts: Machine Learning And Real Option Approaches, Lykeang Sorin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Public Private Partnership (PPP) is now considered as a very common approach for the delivery of infrastructure projects, especially in developing countries in which fiscal budgets are limited. Most PPP projects are usually implemented as project-based, connecting existing infrastructure projects. However, transportation infrastructure projects as a whole work as a network of systems such as highway systems and mass rail transit (MRT) systems. Currently, the project-based approach to PPP implementation has created two unintended consequences: (1) fragmentation of the systems and (2) non-compete clause in PPP contracts preventing new development that may affect the future revenues of the concessionaire. The …


แพลตฟอร์มบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะสำหรับการจัดการกระแสเงินสดในโครงการก่อสร้างเหล็กมอดุลาร์, กฤตพัฒน์ ภักดีธนวาณิช Jan 2024

แพลตฟอร์มบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะสำหรับการจัดการกระแสเงินสดในโครงการก่อสร้างเหล็กมอดุลาร์, กฤตพัฒน์ ภักดีธนวาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การก่อสร้างเหล็กมอดุลาร์เป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อสร้างนอกสถานที่ที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการกระแสเงินสดในโครงการลักษณะนี้ยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากขาดความชัดเจนด้านกระบวนการทางการเงิน ความไม่โปร่งใสในการทำธุรกรรม และปัญหาความไว้วางใจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการชำระเงินและข้อขัดแย้งต่าง ๆ งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกระแสเงินสดในโครงการก่อสร้างเหล็กมอดุลาร์ โดยระบบสามารถติดตามความคืบหน้าโครงการแบบเวลาจริง และดำเนินการชำระเงินโดยอัตโนมัติเมื่อมีการบรรลุเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ระบบที่พัฒนาขึ้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการพัฒนาสัญญาอัจฉริยะโดยอิงหลักการ Contract Factory pattern เพื่อรองรับลักษณะการดำเนินงานแบบหลายโครงการและหลายฝ่าย และ ส่วนที่สองคือการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานกับสัญญาอัจฉริยะ ระบบต้นแบบถูกนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการจำลองอาคารเหล็กสำเร็จรูป ณ ศูนย์ปฏิบัติการสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยปรับให้เป็นโครงการขนาด 5 ยูนิต เพื่อจำลองบริบทของการก่อสร้างแบบมอดุลาร์ ผลการประยุกต์ใช้งานและข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสะท้อนว่าระบบสามารถเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน และเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Investigation Of Mechanism And Inventory Of Greenhouse Gases Emission From Activated Sludge Wastewater Treatment Facility, Chawakorn Sanusan Jan 2024

Investigation Of Mechanism And Inventory Of Greenhouse Gases Emission From Activated Sludge Wastewater Treatment Facility, Chawakorn Sanusan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to elucidate the mechanisms and quantify the inventory of greenhouse gas (GHG) emissions—specifically carbon dioxide (CO2), methane (CH4), and nitrous oxide (N2O)—from an activated sludge (AS) wastewater treatment facility at the Pattaya Wastewater Treatment Plant (Soi Wat Nongyai), Thailand. A closed dynamic flux chamber (CDC) technique coupled with a portable Fourier-transform infrared (FTIR) gas analyzer was utilized to measure gas concentrations across three critical units: the primary sedimentation tank, aeration tank, and final sedimentation tank together with a direct-probe technique to measure across the sludge thickening tank, and sludge dewatering area. Emission rates were calculated using both …


การพัฒนาถ่านชีวภาพจากกะลาแมคคาเดเมียเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสีซาฟรานิน, สุภานนท์ ตั้งหิรัญชัย Jan 2024

การพัฒนาถ่านชีวภาพจากกะลาแมคคาเดเมียเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสีซาฟรานิน, สุภานนท์ ตั้งหิรัญชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำกะลาแมคคาเดเมียที่เป็นของเสียภาคการเกษตรมาใช้ประโยชน์ด้วยการพัฒนาเป็นถ่านชีวภาพ เพื่อใช้เป็นตัวดูดซับซาฟรานินและนำไปขึ้นรูปเป็นเม็ด ด้วยการกระตุ้นทางความร้อนและสารเคมีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดูดซับ โดยการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี การทดสอบประสิทธิภาพการดูดซับ จลนพลศาสตร์และไอโซเทอร์มการดูดซับซาฟรานิน อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อความสามารถดูดซับซาฟรานินของตัวดูดซับ จากการศึกษาพบว่า กะลาแมคคาเดเมียมีองค์ประกอบของคาร์บอนสูง แต่มีองค์ประกอบของเถ้าต่ำ มีโครงสร้างสารอินทรีย์ของเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลสและลิกนินเป็นองค์ประกอบหลัก เมื่อนำไปผ่านกระบวนการความร้อนและกระตุ้นทางเคมี โครงสร้างที่พบจะเป็นคาร์บอนอสัณฐานเป็นหลัก เนื่องจากหมู่ฟังก์ชันของโครงสร้างเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลสและลิกนินเกิดการสลายตัวเนื่องจากความร้อน พบว่าการกระตุ้นด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ และความร้อนที่ 900 องศาเซลเซียส (MNC_KOH_3_900) เกิดรูพรุนขึ้นเป็นจำนวนมากและพื้นผิวมีความขรุขระไม่เรียบเนียน มีพื้นที่ผิวจำเพาะและปริมาตรรูพรุนสูงสุดที่ 1,860.52 ตารางเมตรต่อกรัม และ 0.804 ลูกบาศก์ตารางเซนติเมตรต่อกรัม การศึกษาจลนพลศาสตร์การดูดซับซาฟรานินเป็นไปตามแบบจำลองปฏิกิริยาอันดับที่สองเสมือน ชี้ให้เห็นว่าเป็นกระบวนการดูดซับทางเคมี การศึกษาไอโซเทอร์มการดูดซับซาฟรานินเป็นไปตามแบบจำลองฟรุนดลิชโดยมีค่าความสามารถดูดซับซาฟรานินที่สภาวะสมดุล 603.68 มิลลิกรัมต่อกรัม ที่ความเข้มข้นซาฟรานินที่สมดุล 100 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยปฏิกิริยาการดูดซับเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ในส่วนการขึ้นรูปเป็นเม็ดสามารถคงรูปและนำไปใช้ในการดูดซับซาฟรานินได้ ดังนั้น ตัวดูดซับที่พัฒนาจากกะลาแมคคาเดเมียนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดูดซับซาฟรานินที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างมูลค่าให้กับของเสียภาคการเกษตร


Enhancing Mechanical Properties Of Recycled Aggregate Concrete For Sleepers Using Graphene Quantum Dots, Papassara Yamkasikorn Jan 2024

Enhancing Mechanical Properties Of Recycled Aggregate Concrete For Sleepers Using Graphene Quantum Dots, Papassara Yamkasikorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Concrete sleepers play a vital role in modern railway infrastructure due to their high strength and durability. This study explores the feasibility of using recycled aggregate concrete (RAC) as a sustainable alternative to natural aggregate (NA) in concrete sleeper production. Two sources of recycled aggregates were evaluated: general construction and demolition waste, and decommissioned railway sleepers. Replacement levels of 0%, 25%, 50%, 75%, and 100% by volume were investigated. Additionally, graphene quantum dots (GQDs) were incorporated into mixes to assess their potential in enhancing mechanical and durability properties. Experimental results showed that replacing natural aggregates with recycled aggregates, particularly from …


การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล Jan 2024

การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเสนอแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการวิเคราะห์ย้อนกลับแบบพลวัต โดยใช้การทดสอบ FWD (Falling Weight Deflectometer) เพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางสามชั้น ประกอบด้วยชั้นที่ 1 ชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete), ชั้นที่ 2 ชั้นพื้นทาง (Base) และชั้นที่ 3 ชั้นดินเดิม (Subgrade) โดยแต่ละชั้นมีค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่แตกต่างกัน ชุดข้อมูลที่ใช้ในการศึกษานี้สังเคราะห์ข้อมูล (Data Synthesis) ด้วยวิธีสติฟเนสแม่นตรงพิจารณาข้อมูลจาก 9 จุดการตรวจวัด (Geophones) ในช่วงเวลา 25 ช่วง รวมทั้งหมด 500 ชุดข้อมูล งานวิจัยได้พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องจำนวนสองแบบจำลอง ได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) และแบบจำลองป่าสุ่ม (Random Forest: RF) และดำเนินการประเมินความแม่นยำของแบบจำลองด้วยตัวชี้วัดต่าง ๆ ได้แก่ ค่า RMSE, MAPE และ R² ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง ANN มีความแม่นยำสูงกว่า โดยมีค่า R² > 98.95% ขณะที่แบบจำลอง RF มีค่า R² > 91.95% ในทุกชั้นของโครงสร้าง ทั้งในชุดข้อมูลฝึกสอนและชุดข้อมูลทดสอบ การวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของตำแหน่งจุดวัดต่อค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ทำนายได้ในแต่ละชั้นทางด้วยแบบจำลอง ANN โดยใช้การทดสอบสมมติฐานทางสถิติด้วยวิธีการคัดเลือกตัวแปรการขจัดแบบย้อนกลับ (Backward Elimination) ผลการศึกษาพบว่าจากตัวแปรอิสระเริ่มต้นจำนวน 225 ตัว มีตัวแปรที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ถูกกำจัด 0, 1 และ 3 ตัวแปร สำหรับชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต, ชั้นพื้นทาง และชั้นดินเดิมตามลำดับ เมื่อพิจารณาจำนวนตัวแปรที่มีนัยสำคัญในแบบจำลอง ANN บ่งชี้ว่าชุดข้อมูลแบบจำลองมีความสอดคล้องกับทฤษฎี


การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์ Jan 2024

การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า (bifacial solar panel) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากสามารถรับรังสีแสงอาทิตย์ได้ทั้งสองด้าน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดอายุการใช้งาน แผงเหล่านี้จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทยที่นำสารละลายลิโมนีน ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการแยกและกู้คืนกระจกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมของกระบวนการและประเมินปริมาณกระจกที่สามารถกู้คืนได้ ผลการทดลองพบว่าสภาวะที่เหมาะสมที่สุด คือ การอบแผงที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และแช่ในสารละลายลิโมนีนความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 นาที ภายใต้เงื่อนไขนี้สามารถกู้คืนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าประสิทธิภาพการกู้คืนกระจก (Glass Recovery Efficiency: GRE) เท่ากับร้อยละ 76.6 เศษกระจกที่ได้สามารถจำแนกเป็น 3 เกรด ได้แก่ เกรด A (ขนาดมากกว่า 2.0 มิลลิเมตร ใส สะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อน) มากกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนักกระจกทั้งหมด เกรด B (0.5–2.0 มิลลิเมตร รูปร่างไม่สม่ำเสมอ อาจมีสิ่งปนเปื้อนเล็กน้อย) และเกรด C (น้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร เป็นผงหรือเศษละเอียด มีสิ่งปนเปื้อนสูง) กระบวนการนี้ใช้พลังงานต่ำ และสารละลายลิโมนีนสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 3 รอบ อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5.0–8.4 กรัมต่อแผง ผลการศึกษานี้จึงเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้าในประเทศไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้สารสีเขียวในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างยั่งยืน


Evaluating Flood Hazards And Damage On Paddy Fields: A Case Study Of The Prek Thnot River Basin, Cambodia, Koem Sreang Ka Jan 2024

Evaluating Flood Hazards And Damage On Paddy Fields: A Case Study Of The Prek Thnot River Basin, Cambodia, Koem Sreang Ka

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Flooding is a pervasive natural hazard that leads to substantial damage, economic losses, and social disruption. In Cambodia, the Lower Mekong River basin is particularly prone to recurrent flooding due to seasonal monsoons. The Prek Thnot River, a Bassac and Mekong Rivers tributary, experiences heightened flood risks from heavy rainfall and fluctuating water levels. This study aims to assess flood inundation hazards during extreme events and evaluate paddy damage within the Prek Thnot River Basin (PTRB). By analyzing rainfall data from eight monitoring stations, we performed a frequency analysis. The LP3 distribution is identified as the most optimal distribution for …


Assessment Of Sediment Yield And Soil Erosion With The Impact Of Land Use Change In The Upper Loei River Basin Using Soil Water Assessment Tool (Swat) And Revised Universal Soil Loss Equation (Rusle), Sotheanea Khe Jan 2024

Assessment Of Sediment Yield And Soil Erosion With The Impact Of Land Use Change In The Upper Loei River Basin Using Soil Water Assessment Tool (Swat) And Revised Universal Soil Loss Equation (Rusle), Sotheanea Khe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Soil erosion and sediment yield pose significant threats to sustainable land and water resource management, particularly in regions undergoing rapid land-use transitions. The Upper Loei River Basin (ULRB) in northeastern Thailand has experienced extensive land-use changes over recent decades, primarily due to the expansion of rubber plantations. This study assesses the impacts of these changes on soil erosion and sediment yield from 2010 to 2020 using the Soil and Water Assessment Tool (SWAT) model, complemented by validation with the Revised Universal Soil Loss Equation (RUSLE). The SWAT model simulations were carried out for two distinct periods: 2007–2009 (pre-expansion) and 2010–2020 …