Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Civil and Environmental Engineering Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
Articles 61 - 90 of 478
Full-Text Articles in Civil and Environmental Engineering
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กรณีศึกษา ระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา, รัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กรณีศึกษา ระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา, รัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา โดยมีพื้นที่ศึกษาครอบคลุมชายฝั่ง 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะแต้ว ตำบลนาทับ ตำบลตลิ่งชัน และตำบลสะกอม มีระยะทางตามแนวชายฝั่งประมาณ 38.51 กม. ในการศึกษาครั้งนี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยใช้โปรแกรม Digital Shoreline Analysis System และวิธี End Point Rate วิเคราะห์หาอัตราการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ร่วมกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายออร์โธสี และภาพถ่ายจากดาวเทียม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2566 รวมระยะเวลา 28 ปี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่ของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่คงสภาพ มีอัตราการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งเฉลี่ย 0.82 เมตรต่อปี มีอัตราการทับถมสูงสุด 18.9 เมตรต่อปี และมีอัตราการกัดเซาะสูงสุด 3.93 เมตรต่อปี โดยโครงสร้างป้องกันชายฝั่งซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งที่สำคัญได้แก่ เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำนาทับ และเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำสะกอม ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนด้านทิศใต้ และการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงด้านทิศเหนือ คือ 0.879 กม. และ 3.991 กม. ตามลำดับ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชวิศา สถิรวิสาลกิจ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชวิศา สถิรวิสาลกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตะกั่วเป็นโลหะนอกกลุ่มเหล็กที่มีการใช้งานมากที่สุดชนิดหนึ่ง ในประเทศไทยนั้นอุตสาหกรรมตะกั่วที่สำคัญประกอบด้วยการหลอมและผลิตตะกั่วบริสุทธิ์และการผลิตแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่มีความอันตราย เมื่อแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมจะสามารถสะสมและทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศรวมถึงสุขภาพของมนุษย์ได้ การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมตะกั่วอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของเสียและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทย พ.ศ. 2560 - 2563 และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียโดยใช้หลักการวิเคราะห์การไหลของวัสดุและการประเมินวัฏจักรชีวิตด้วยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro อีกทั้งยังมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของทางเลือกการจัดการของเสีย ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียที่มีสารอันตราย (รหัส 19 08) มีปริมาณมากที่สุด ของเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดส่วนใหญ่ถูกนำไปจัดการโดยการฝังกลบอย่างปลอดภัยเมื่อทำการปรับเสถียรหรือทำให้เป็นก้อนแข็งแล้ว (รหัส 073) เมื่อทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการกำจัดของเสีย (รหัส 07) พบว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ จากสถานการณ์ทางเลือกในการจัดการของเสียพบว่าการรีไซเคิลของเสียบางส่วนส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การเผาทำลายของเสียก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด
การประเมินวิธีการหาค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวันในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน, ชิดสุมน ศศิรัตน์
การประเมินวิธีการหาค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวันในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน, ชิดสุมน ศศิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวัน 2 วิธี ได้แก่ วิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลองและวิธีความถี่น้ำฝน กับค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดที่ได้จากข้อมูลน้ำท่าตรวจวัดโดยตรง (วิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด) เนื่องจากการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่ามีความสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงจากอุทกภัยและการออกแบบโครงสร้างทางชลศาสตร์ ในการศึกษานี้ได้ทำการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดจากวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด, วิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง และวิธีความถี่น้ำฝน โดยใช้ข้อมูลตรวจวัดจากสถานีน้ำท่าและสถานีน้ำฝน แล้วทำการวิเคราะห์ความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดและความถี่น้ำฝนรายวันสูงสุดจากฟังก์ชันการแจกแจงความน่าจะเป็นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละสถานีน้ำท่าและสถานีน้ำฝน ที่ผ่านการทดสอบด้วยแผนภาพอัตราส่วนโมเมนต์เชิงเส้น อีกทั้งในการศึกษานี้ได้ประยุกต์ใช้แบบจำลอง HEC-HMS ในการจำลองกระบวนการน้ำฝน-น้ำท่า เพื่อจำลองปริมาณน้ำท่ารายวันสำหรับวิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง และจำลองความถี่น้ำท่าสูงสุดสำหรับวิธีความถี่น้ำฝน ซึ่งแบบจำลองนี้ได้ผ่านกระบวนการทดสอบความอ่อนไหว และผ่านการปรับเทียบและสอบทานแบบจำลองสำหรับแต่ละสถานีน้ำท่า ด้วยค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) ของทุกสถานีอยู่ในช่วง 0.71 ถึง 0.99 ค่าเปอร์เซ็นต์ความเอนเอียงของค่าสูงสุด (PpeakBIAS) ของทุกสถานีน้อยกว่า "±25%" ยกเว้นสถานี W.17 ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่างวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัดและวิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง พบว่ามีเพียงสถานีเดียว คือ สถานี P.17 ที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่าง 2 วิธีการมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ในขณะที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่างวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัดและวิธีความถี่น้ำฝน พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ถึง ที่ 8 สถานี ได้แก่คือ สถานี P.21, P.1, P.17, W.4A, W.17, N.1, N.67 และ C.2 ที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่าง 2 วิธีการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกจากนี้พบว่า ผลการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดจากวิธีความถี่น้ำฝนทุกสถานีให้ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดสูงกว่าวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด โดยเฉพาะสถานีที่บริเวณจุดรวมตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ได้แก่ สถานี P.17, N.67 และ C.2 และเมื่อพิจารณาเพิ่มเติมถึงผลกระทบของโครงสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำ พบว่าการมีโครงสร้างอ่างเก็บน้ำส่งผลให้ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดลดลงแปรผันกับอิทธิพลของสัดส่วนขนาดพื้นที่รับน้ำเหนือเขื่อนกับพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความรุนแรงและความถี่ของเหตุการณ์สุดขีด การเลือกวิธีประเมินค่าความถี่น้ำท่าที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในโครงการและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากร วิศวกรผู้ใช้งานจึงควรตระหนักถึงความเสี่ยงและความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้งานวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
A Bim-Based Digital Platform For Assessing The Whole Building Circularity Indicators Of Modular Steel Projects, Yin Min Maung
A Bim-Based Digital Platform For Assessing The Whole Building Circularity Indicators Of Modular Steel Projects, Yin Min Maung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The construction industry is undergoing a paradigm shift towards sustainable practices, one of which is circular economy (CE). Adopting the CE concept is a complex undertaking, which is characterized by a set of indicators capturing its key aspects. Various tools and techniques are employed to implement this novel concept. An essential step of CE implementation is evaluating the circularity of buildings. This research develops a BIM-based digital platform for assessing the whole building circularity indicators (WBCI) of modular steel projects. The platform is designed to assist in computing these indicators, which requires diverse data inputs and complex interrelated equations. The …
Implementing The Circular Economy Concept In Construction Supply Chain Management Of Modular Steel Projects, Thet Htar San
Implementing The Circular Economy Concept In Construction Supply Chain Management Of Modular Steel Projects, Thet Htar San
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The circular economy is a modern economic model where the value of products, materials, and resources is maintained in the economy as long as possible, whereas the generation of waste is minimized. The current linear take-make-dispose model prevalent in construction supply chain management is increasingly unsustainable, marked by significant resource wastage and environmental impacts. The conventional linear supply chain models in modular steel construction contribute to unsustainable resource utilization and environmental impacts. This research explores the transition from linear to circular supply chain models. We identify key actors, potential barriers, and opportunities for implementing circular economy practices in modular steel …
Factors Influencing Mode Choice Selection And Intention Of Public Transport Users : A Comparative Study Between Thailand And Indonesia During Pandemic, Aditya Mahatidanar Hidayat
Factors Influencing Mode Choice Selection And Intention Of Public Transport Users : A Comparative Study Between Thailand And Indonesia During Pandemic, Aditya Mahatidanar Hidayat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The COVID-19 pandemic significantly impacted public transportation, causing a substantial decline in bus passengers. In 2021, Bangkok witnessed a 40-60% reduction compared to normal conditions, while Jakarta experienced a staggering 76% decline compared to June 2019. This study aims to assess passengers' intentions to use buses during the pandemic and analyze factors influencing mode choice. Two methodologies were employed: the Structural Equation Model (SEM) to identify factors impacting transportation intentions and the Hybrid Choice Model (HCM) to understand mode choice influencers. Data collection occurred in Bangkok and Jakarta, targeting bus users at central transportation hubs, with 392 and 387 respondents. …
การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม
การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวและอาคารสำนักงานทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และประเมินค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานของระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศภายในอาคาร โดยดำเนินการตรวจวัดทั้งเชิงวัตถุวิสัยและตรวจวัดเชิงอัตวิสัย ภายในอาคารเขียว 3 อาคาร และอาคารสำนักงานทั่วไป 1 อาคาร โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารและแบบสอบถาม จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันของผลการตรวจวัดอย่างมีนัยสำคัญหว่างอาคารเขียว และผลการตรวจวัดในบางอาคารเกินค่าเฝ้าระวังฯ โดยเฉพาะ PM2.5 (16.67-40.26 µg/m3) เนื่องจากมลพิษภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคาร ผลจากแบบประเมินแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้อาคารส่วนมากพึงพอใจกับคุณภาพของสภาวะแวดล้อมโดยรวม ส่วนข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพวิเคราะห์โดยใช้ Odd Ratio พบว่า ผู้ใช้อาคารที่มีระดับมลพิษสูงมีโอกาสเกิดอาการทางสุขภาพมากกว่าผู้ใช้อาคารที่ได้รับสัมผัสในระดับที่ต่ำกว่า ในส่วนของค่าไฟฟ้าจากระบบปรับอากาศ อาคารสำนักงานทั่วไปมีค่าสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารเขียว โดยการบริหารจัดการอาคารที่ไม่เหมาะสมและนโยบายการประหยัดพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกรทบต่อคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารให้แย่ลงได้ โดยสรุป คุณภาพอากาศภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของอาคารในด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวได้
แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีการจำลองสารสนเทศอาคารเป็นพื้นฐานเพื่อการจัดการระบบปรับอากาศ, จิราธิป ตรีทิพยบุตร
แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีการจำลองสารสนเทศอาคารเป็นพื้นฐานเพื่อการจัดการระบบปรับอากาศ, จิราธิป ตรีทิพยบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการจำลองสารสนเทศอาคาร (Building Information Modeling, BIM) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายตลอดวงจรชีวิตอาคาร โดยเฉพาะการดำเนินการและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance, O&M) BIM สามารถรวบรวมข้อมูลระบบโครงสร้าง ระบบสถาปัตยกรรม และระบบประกอบอาคารต่าง ๆ รวมถึงระบบปรับอากาศซึ่งมีต้นทุน O&M สูง ข้อมูลที่หลากหลายจำเป็นต่อการวิเคราะห์และการตัดสินใจซึ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ BIM สำหรับการดำเนินการและบำรุงรักษาอาคารยังค่อนข้างจำกัด รวมถึงการวิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของระบบปรับอากาศ งานวิจัยนี้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มี BIM เป็นพื้นฐานเพื่อจัดการระบบปรับอากาศ แพลตฟอร์มนี้บันทึกข้อมูลที่สำคัญของระบบปรับอากาศในช่วง O&M ของอาคารร่วมกับข้อมูลต้นทุนและการใช้งานระบบปรับอากาศเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรชีวิต ผลวิเคราะห์นี้ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจการลงทุนว่าควรจะเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่หรือใช้เครื่องปรับอากาศเดิมต่อไป ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือส่วนจัดการข้อมูลของระบบปรับอากาศจากแบบจำลอง BIM และต้นทุนการใช้งานระบบปรับอากาศ ส่วนที่สองคือการวิเคราะห์ต้นทุนเหล่านี้โดยอาศัยแนวคิดการวิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรชีวิต (LCCA) และส่วนสุดท้ายคือการแสดงข้อมูลและผลการวิเคราะห์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ถูกประยุกต์ใช้วิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของระบบปรับอากาศอาคารจามจุรี 5 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถจัดการข้อมูลของเครื่องปรับอากาศของอาคารดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยตัดสินใจในการลงทุนสำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีอยู่อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของอาคาร
การศึกษาเชิงเปรียบเทียบต้นทุนตลอดอายุการใช้งานและปริมาณการปล่อยสารคาร์บอนของระบบหล่อในที่และระบบหล่อสำเร็จโดยวิธีมอนติคาร์โลและสัมประสิทธิ์, รัชชานนท์ เอี่ยมรอด
การศึกษาเชิงเปรียบเทียบต้นทุนตลอดอายุการใช้งานและปริมาณการปล่อยสารคาร์บอนของระบบหล่อในที่และระบบหล่อสำเร็จโดยวิธีมอนติคาร์โลและสัมประสิทธิ์, รัชชานนท์ เอี่ยมรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมการก่อสร้างสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ และยังมีแนวโน้มที่จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความต้องการวัสดุ แรงงาน และมลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อลดปัญหาด้านแรงงาน เจ้าของโครงการได้หันมาใช้วิธีการก่อสร้างใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น ระบบหล่อสำเร็จ เป็นต้น โดยมีการประเมินว่าระบบหล่อสำเร็จช่วยลดการใช้แรงงานได้ถึง 50% และลดเวลาก่อสร้างได้ 30% อย่างไรก็ตาม ต้นทุนก่อสร้างเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ทำให้ผลการประเมินต้นทุนรวมในช่วงก่อสร้างและใช้งานอาจแตกต่างจากที่ได้ประเมินในช่วงก่อนการก่อสร้าง ดังนั้นการประเมินต้นทุนค่าใช้จ่ายตลอดอายุโครงการควรนำปัจจัยเสี่ยงมารวมในการวิเคราะห์ด้วย งานวิจัยนี้ศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนรวมตลอดอายุของระบบคอนกรีตหล่อในที่และระบบหล่อสำเร็จ โดยประเมินต้นทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการทำงาน พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วยวิธีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวรวมไปถึงการใช้แบบจำลองมอนติคาร์โลเพื่อจำลองหาช่วงค่าที่เป็นไปได้ของต้นทุนตลอดอายุการงานในโครงการก่อสร้างตัวอย่างทั้ง 6 โครงการ นอกจากนี้ยังศึกษาถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดขึ้นในกิจกรรมผลิตวัสดุก่อสร้างและการขนส่งเพื่อนำไปใช้เป็นค่าพารามิเตอร์ในการประเมินการปล่อยสารคาร์บอนโดยวิธี Coefficient method ในโครงการก่อสร้างตัวอย่างทั้ง 6 โครงการ โดยผลลัพธ์ของการศึกษาคือ สัดส่วนของต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ที่ประกอบไปด้วย (1) ต้นทุนในช่วงเตรียมการและช่วงก่อสร้าง และ (2) ต้นทุนรวมในช่วงการใช้งานทั้งในมุมมองของระบบหล่อในที่และระบบหล่อสำเร็จในโครงการก่อสร้างตัวอย่างทั้ง 6 โครงการ ซึ่งพบว่าทุกโครงการตัวอย่างของต้นทุนตลอดอายุการใช้งานทั้งระบบหล่อในที่และหล่อสำเร็จนั้น มีต้นทุนรวมใน 2 ช่วงแรกมีค่ามากกว่าต้นทุนรวมในช่วงการใช้งาน (O&M phase) และยังพบว่าอัตราส่วนของต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งานของระบบหล่อในที่ต่อต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของระบบหล่อสำเร็จนั้นนในแต่ละโครงการตัวอย่าง อยู่ที่ 0.60 – 0.73 (โดยไม่คำนึงถึงมิติด้านเวลาที่แตกต่างกันในช่วงการก่อสร้าง) ในส่วนของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการขนส่งในโครงการก่อสร้างตัวอย่างทั้ง 6 โครงการ ที่พบว่า ระบบหล่อในที่นั้นมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการขนส่งน้อยกว่าระบบหล่อสำเร็จ ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษานี้จะช่วยประกอบการตัดสินใจของเจ้าของโครงการในการเลือกวิธีการก่อสร้างที่เหมาะสมในบริบทของต้นทุนรวมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
A Machine Learning Predictive Model For The Extension Of Operation Time And The Operation Cost Overrun : A Case Study Of Vietnamese Bot-Ppp Transportation Projects, Pham Van Hoai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Public-Private Partnership (PPP) projects in Vietnam's transportation sector are vital for infrastructure development but frequently encounter significant risk factors (RFs) during the operation phase. These RFs often lead to the extension of operation time (EOPT) and operation cost overruns (OPCO), undermining project success and investor returns. Despite the importance of the operation phase, most research has focused on the project feasibility and construction stages, with limited attention given to the operation phase. This research fills this gap by developing predictive models to manage the EOPT and OPCO caused by RFs during the operation phase of Build-Operate-Transfer (BOT) transportation projects in …
การพัฒนากรอบแนวคิดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงแบบผสมร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจสอบคุณภาพการติดตั้งอุปกรณ์งานระบบบนแบบจำลองกรณีศึกษาผนังคอนกรีตสำเร็จรูป, จริวัฒน์ เตียวัฒนานนท์
การพัฒนากรอบแนวคิดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงแบบผสมร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจสอบคุณภาพการติดตั้งอุปกรณ์งานระบบบนแบบจำลองกรณีศึกษาผนังคอนกรีตสำเร็จรูป, จริวัฒน์ เตียวัฒนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การก่อสร้างแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปส่วนใหญ่จำเป็นต้องติดตั้งชุดงานระบบ (เครื่องกล, ไฟฟ้า, และสุขาภิบาล) ซึ่งถูกฝังภายในผนังคอนกรีตสำเร็จรูประหว่างกระบวนการผลิต ดังนั้นการติดตั้งงานระบบอย่างถูกต้องมีคุณภาพดีส่งผลให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการติดตั้งงานระบบด้วยคนงานยังคงก่อให้เกิดปัญหาจากความไม่ชำนาญหรือประสบการณ์ของคนงานในการเลือกอุปกรณ์และตำแหน่งของการวางชิ้นงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดในการตรวจสอบคุณภาพของการติดตั้งชิ้นส่วนงานระบบในแผ่นผนังคอนกรีตโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง ระบบตรวจสอบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือระบบตรวจสอบชนิดของวัสดุงานระบบและระบบตรวจสอบตำแหน่งและลำดับการติดตั้งวัสดุงานระบบ โดยงานวิจัยมีขั้นตอนการพัฒนาระบบดังนี้ การปรับแต่งโมเดลปัญญาประดิษฐ์ด้วย Mask R-CNN, การประมวลผลรูปภาพด้วย Instant Segmentation, การพัฒนาระบบสำหรับปฏิบัติการบนเครื่อง Microsoft HoloLens, การพัฒนาระบบโอนถ่ายข้อมูลด้วย Restful API และทดสอบระบบการติดตั้งชิ้นส่วนงานระบบบนโมเดลกรณีศึกษา ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถตรวจสอบการติดตั้งระบบบนโมเดลกรณีศึกษาแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปโดยใช้เทคโนโลยีความจริงเสมือนแบบผสมร่วมกับโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Modified Mask R-CNN โดยการทดสอบกำหนดเกณฑ์ผ่านคือ ค่าความเชื่อมั่นที่มากกว่า 80% สำหรับการตรวจสอบชนิดวัสดุ และเกณฑ์ผ่านสำหรับการตรวจสอบตำแหน่งและลำดับการติดตั้งวัสดุคือ ค่าความคล้ายกันมากกว่า 80% โดยการตรวจสอบในแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลาอยู่ที่ 15-25 วินาที และมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยสำหรับแสดงผลโมเดลสามมิติน้อยกว่า 0.5 เซนติเมตร
การประเมินก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองและศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน กรณีศึกษา จังหวัดสระแก้ว, จิรัชญา จิตรจารุวงศ์
การประเมินก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองและศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน กรณีศึกษา จังหวัดสระแก้ว, จิรัชญา จิตรจารุวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสระแก้ว ในปี พ.ศ.2560-2564 ครอบคลุมกิจกรรม 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคขนส่ง ภาคของเสีย ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร และคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสระแก้วในปี พ.ศ.2593 เพื่อนําเสนอมาตรการและศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจก และนำเสนอแนวทางเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี พ.ศ.2593 จากผลการศึกษาพบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสระแก้วในปีฐานคือ พ.ศ.2562 เท่ากับ 1,248,722 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (2.21 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/คน/ปี) กลุ่มกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคือภาคพลังงาน คิดเป็นร้อยละ 42.17 รองลงมาคือภาคขนส่ง ร้อยละ 28.53 ภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ร้อยละ 15.06 และภาคการจัดการของเสีย ร้อยละ 14.24 ผลการคาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ.2593 ของจังหวัดสระแก้วเท่ากับ 1,462,231 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในกรณีที่จังหวัดสระแก้วดำเนินการตามมาตรการที่มีศักยภาพตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1,119,718 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ได้ 217,371 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หากจังหวัดสระแก้วต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี พ.ศ.2593 จะต้องดำเนินการมาตรการคาร์บอนต่ำอย่างเข้มข้นเพิ่มเติม เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกลงอีก 320,718 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน นโยบายรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ร่วมกับการสนับสนุนการใช้พลังงานไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียรวมชุมชน การติดตั้งตัวดักจับและกักเก็บคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ การหมุนเวียนของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ การทำเกษตรอินทรีย์/เกษตรอัจฉริยะ และการทำปศุสัตว์สีเขียว มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้จังหวัดสระแก้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ซึ่งจะทำให้จังหวัดสระแก้วสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายของประเทศ
การศึกษาหลักการเรียนรู้แบบเสริมกำลังสำหรับการวางแผนผังสถานที่ก่อสร้าง, จีฮาน ชูดวง
การศึกษาหลักการเรียนรู้แบบเสริมกำลังสำหรับการวางแผนผังสถานที่ก่อสร้าง, จีฮาน ชูดวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวางแผนผังสถานที่ก่อสร้างโดยเฉพาะการจัดวางตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวเป็นกระบวนการที่สำคัญซึ่งต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์รวมถึงต้องศึกษาข้อมูลปัจจัยและพิจารณาข้อจำกัดในหลายด้านที่เกี่ยวข้องเพื่อระบุตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวอย่างเหมาะสม การวางแผนผังสถานที่ก่อสร้างที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการก่อสร้างส่งผลให้ประสิทธิภาพในการก่อสร้างลดลง งานวิจัยนี้ศึกษาหลักการใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลังกับการวางแผนผังสถานที่ก่อสร้างผ่านการพัฒนาระบบเพื่อคัดกรองขนาดและปรับปรุงตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของโครงการก่อสร้าง การทำงานประกอบไปด้วยการคัดกรองขนาดสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวที่ผู้ออกแบบต้องการใช้งานภายในพื้นที่ก่อสร้างโดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ของโครงการก่อสร้าง พื้นที่ใช้งานและการใช้งานสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ซึ่งระบบคัดกรองขนาดสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวประยุกต์ใช้ฐานความรู้ผู้เชี่ยวชาญเป็นองค์ความรู้ในการสร้างข้อจำกัดของสถานที่ก่อสร้าง และการประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลังร่วมกับอัลกอรึทึม Q-learning ในการปรับปรุงตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวเพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมของสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นผู้กระทำโดยพิจารณาข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ถูกระบุไว้ในฟังก์ชันรางวัล ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ความใกล้ชิดและเงื่อนไขการใช้งานทาวเวอร์เครน โดยการทดสอบระบบได้ถูกจัดทำขึ้นกับกรณีศึกษาทั้ง 3 กรณีที่มีข้อจำกัดแตกต่างกันได้แก่ จำนวนสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวภายในโครงการ ลักษณะของพื้นที่ และขนาดของพื้นที่โครงการ โดยเปรียบเทียบผังสถานที่ก่อสร้างจริงจากกรณีศึกษากับผังสถานที่ก่อสร้างจากผลลัพธ์ของระบบ ผลการทดสอบระบบกับกรณีศึกษาพบว่าหลักการเรียนรู้แบบเสริมกำลังสามารถใช้เป็นองค์ความรู้ในการจัดการกับปัญหาการวางแผนผังสถานที่ก่อสร้างได้ โดยการปรับปรุงตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของแต่ละโครงการก่อสร้าง อย่างไรก็ตามข้อจำกัดที่พบในการศึกษานี้ได้แก่ การใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลังกับโครงการที่มีพื้นที่จำกัด
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อหาอัตราการทำงานในงานก่อสร้าง : กรณีศึกษางานก่ออิฐ, ณัฐนนท์ คุณวิเศษกุล
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อหาอัตราการทำงานในงานก่อสร้าง : กรณีศึกษางานก่ออิฐ, ณัฐนนท์ คุณวิเศษกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันข้อมูลอัตราการทำงานในงานก่อสร้างใช้การเก็บข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความชำนาญในงานก่อสร้างเฝ้าสังเกตการณ์การทำงาน ณ สถานที่ก่อสร้างจริงและบันทึกข้อมูลทรัพยากรและระยะเวลาที่ใช้ในงานก่อสร้าง รวมทั้งการวัดปริมาณงานก่อสร้างที่ทำได้ในกรอบเวลาที่กำหนดเพื่อนำข้อมูลมาคำนวณหาอัตราการทำงานของกิจกรรมงานก่อสร้าง อย่างไรก็ตามวิธีแบบดังเดิมเพื่อหาอัตราการทำงานต้องใช้แรงงานและเวลาในการบันทึกข้อมูลมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบการวิเคราะห์หาอัตราการทำงานดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเวลาและปริมาณงานจากวิดีโอที่บันทึกการทำงานของแรงงานในกิจกรรมงานก่ออิฐ โดยระบบดังกล่าวจะช่วยลดภาระงานในการหาอัตราการทำงานในงานก่อสร้างโดยใช้วิธีปกติ งานวิจัยออกแบบระบบจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อวิเคราะห์หาอัตราการทำงานของกิจกรรมก่อสร้าง ซึ่งประกอบด้วยการใช้แบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ YOLOv8 Object Detection และ BoT-SORT-ReID เพื่อหาระยะเวลาที่แรงงานใช้ในการทำงาน นอกจากนี้งานวิจัยประยุกต์ใช้แบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ YOLOv8 Instance Segmentation เพื่อหาปริมาณงานที่ทำได้ ระบบทดสอบด้วยข้อมูลวีดีโอที่บันทึกข้อมูลการทำงานของแรงงานก่ออิฐจำนวน 10 วิดีโอ ผลการทดสอบพบว่าระบบการประยุกต์ใช้ระบบกับกรณีศึกษาวิดีโอของงานก่ออิฐจากโครงการก่อสร้างจริงสามารถวิเคราะห์หาอัตราการทำงานในงานก่อสร้างจากวิดีโอการก่ออิฐ โดยผลลัพธ์อัตราการทำงานจากระบบมีความแตกต่างจากการหาอัตราการทำงานโดยมนุษย์เฉลี่ย 10.94% ระบบที่พัฒนาสามารถหาระยะเวลาที่ใช้ในการทำงานจากวิดีโอทดแทนวิธีการดูวิดีโอและบันทึกเวลาที่ใช้ในการทำงานโดยใช้มนุษย์ ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยลดภาระการทำงานของบุคลากรในการหาอัตราการทำงาน อย่างไรก็ตามระบบยังมีข้อจำกัดในบันทึกวีดีโอที่กำหนดให้แนวการตั้งกล้องต้องตั้งฉากกับพื้นที่งานการทำงาน
สมบัติเชิงกลและกำลังรับน้ำหนักของชิ้นส่วนคอนกรีตที่มีส่วนผสมของมวลรวมเศษแกรนิตและพลาสติกรีไซเคิล, ทรงกลด วงค์เจริญ
สมบัติเชิงกลและกำลังรับน้ำหนักของชิ้นส่วนคอนกรีตที่มีส่วนผสมของมวลรวมเศษแกรนิตและพลาสติกรีไซเคิล, ทรงกลด วงค์เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติเชิงกลและกำลังรับน้ำหนักของชิ้นส่วนคอนกรีตที่มีส่วนผสมของมวลรวมเศษแกรนิตและพลาสติกรีไซเคิลคละชนิด โดยทรายธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยทรายแกรนิตและมวลรวมหยาบถูกแทนที่บางส่วนด้วยมวลรวมพลาสติกในปริมาณร้อยละ 10 30 และ 50 โดยปริมาตรของมวลรวมหยาบ การทดสอบสมบัติของคอนกรีตประกอบไปด้วย ค่าการยุบตัว ระยะเวลาการก่อตัว หน่วยน้ำหนัก กำลังรับแรงอัด กำลังรับแรงดัด ค่าโมดูลัสความยืดหยุ่นและอัตราส่วนปัวซอง ปริมาณโพรงและการดูดซึมน้ำ และความทนทานต่อโซเดียมซัลเฟต จากผลการทดสอบพบว่าคอนกรีตที่ใช้ทรายแกรนิตแทนที่ทรายธรรมชาติมีค่าการยุบตัวลดลงแต่มีกำลังรับแรงอัดใกล้เคียงกับคอนกรีตจากทรายธรรมชาติล้วน และเมื่อใช้มวลรวมพลาสติกแทนที่มวลรวมหยาบตามธรรมชาติพบว่าค่าการยุบตัวลดลงตามปริมาณพลาสติกที่เพิ่มขึ้น ค่ากำลังอัดของคอนกรีตที่มีการแทนที่มวลรวมหยาบด้วยมวลรวมพลาสติกไม่เกินร้อยละ 10 มีค่าใกล้เคียงคอนกรีตไม่มีการแทนที่พลาสติก ดังนั้นจึงเลือกใช้สัดส่วนผสมดังกล่าวมาผลิตเป็นผนังและพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป และทดสอบผนังภายใต้แรงตามแนวแกนและทดสอบพื้นภายใต้แรงกระกระทำแบบสี่จุด ผลการทดสอบชี้ให้เห็นว่าผนังและพื้นที่ผลิตจากคอนกรีตที่มีการแทนที่มวลรวมละเอียดด้วยทรายแกรนิตและมีการแทนที่มวลรวมหยาบด้วยพลาสติกร้อยละ 10 มีความสามารถในการรับน้ำหนักเทียบเท่าคอนกรีตที่ไม่มีส่วนผสมของพลาสติก เนื่องจากมีค่ากำลังรับน้ำหนักของผนังและพื้นลดลงเพียง 1.27% และ 1.40% ตามลำดับ
การพัฒนากลยุทธ์ในการประยุกต์ใช้แบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย, ภฤศ มาตรไพจิตร์
การพัฒนากลยุทธ์ในการประยุกต์ใช้แบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย, ภฤศ มาตรไพจิตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการก่อสร้างมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนในกระบวนการก่อสร้างทำให้เกิดความขัดแย้งในกระบวนการก่อสร้างที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Building information modeling, BIM) จึงเป็นทางเลือกในการลดปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี BIM ยังคงเป็นสิ่งใหม่สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยและเกี่ยวข้องกับนโยบายของบริษัท ดังนั้นการประยุกต์ใช้ BIM โดยองค์กรในอุตสาหกรรมการก่อสร้างจึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อองค์กรตลอดจนกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อให้องค์กรนำ BIM ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอกรวมถึงการพัฒนากลยุทธ์ในการประยุกต์ BIM สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศไทย งานวิจัยนี้สร้างแบบสอบถามโดยใช้เครื่องมือ SWOT analysis เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม และ เลือกใช้เครื่องมือ TOWS Matrix เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์ของแต่ละกลุ่มองค์กร งานวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามสำรวจจากองค์กรผู้รับเหมา องค์กรผู้ออกแบบ องค์กรเจ้าของโครงการรัฐและเอกชน และองค์กรวิศวกรที่ปรึกษา และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อยืนยันผลการวิเคราะห์กลยุทธ์ ผลการศึกษาพบว่าองค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้างมีความคิดเห็นในปัจจัยด้านจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม เป็นไปในแนวทางเดียวกัน งานวิจัยพบว่าปัจจัยด้านจุดแข็งประกอบด้วยการใช้เทคโนโลยี BIM ช่วยส่งเสริมการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ปัจจัยด้านภัยคุกคามได้แก่การขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ เป็นต้น นอกจากนี้งานวิจัยพบว่ากลยุทธ์สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมมีความคิดเห็นทั้งเหมือนและแตกต่างกัน โดยกลยุทธ์เชิงรุกเน้นการสร้างความแตกต่างในการให้บริการทางธุรกิจ กลยุทธ์เชิงแก้ไขเน้นการอบรมบุคลากรภายในองค์กรและการสร้างธุรกิจหุ้นส่วนและกลยุทธ์เชิงแก้ไขเน้นการสร้างมาตรฐานการทำงานในการใช้ BIM ในองค์กร และกลยุทธ์เชิงรับเน้นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ โดยการเลือกใช้กลยุทธ์อาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ภายในและภายนอก ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ BIM ของแต่ละองค์กร
Multi-Material Proportional Topology Optimization Using Adaptive Quadtree Sbfe Framework, Natchanon Chantab
Multi-Material Proportional Topology Optimization Using Adaptive Quadtree Sbfe Framework, Natchanon Chantab
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis presents a novel approach to multi-material Proportional Topology Optimization (PTO) by integrating an automatic image-based quadtree element (2D) structure with the Scaled Boundary Finite Element framework (SBFE). Our method minimizes compliance or maximizes mechanical stiffness of multi-material structures while adhering to volume fraction constraints for each material. Design variables, proportionally weighted from 0 to 1, correspond to compliance values in optimization loops without sensitivity values. Additionally, a material interpolation scheme spatially separates material behaviors. An adaptive quadtree algorithm captures local area element details, reducing memory usage, solution times, and improving numerical accuracy. Implemented in finite element analysis using …
Development Of A Computer Vision System To Monitor Container Closures And Cleanliness Of Tools Related To Volatile Substances In Construction Projects, Tun Lin Naing
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Construction chemicals have gained an essential role across various aspects of the construction process in modern construction. While construction chemicals provide advantages to construction activities, if there are no control measures, they can transform into hazardous substances that pose occupational health risks and environmental impacts, which can also affect a company's ESG performance. Therefore, it is important to implement prevention and control measures for chemical materials during their utilization on construction sites to prevent the transformation of construction chemicals into hazardous substances. Currently, traditional methods of checking chemical containers and tools on construction sites are time-consuming, prone to errors, and …
Stability Analysis Of Cellular Steel Plane Frames, Voraphol Horsangchai
Stability Analysis Of Cellular Steel Plane Frames, Voraphol Horsangchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research presents a comprehensive investigation of the global stability of cellular steel columns, beam-columns, and frames. For the cellular steel columns, the existing equation for predicting the elastic buckling load is improved to account for the local bending deformation of the web posts. Subsequently, the column strength equation is analytically developed from the energy approach. The second-order inelastic analysis is performed using 3D finite element (FE) models and validated against the experimental results. The validated FE models are then employed to assess the developed column strength curve and examine the influence of initial imperfections on the critical strength of …
Bi-Directional Evolutionary Structural Optimization For 3d-Printed Prefabricated Concrete Panels, Pochara Amornsittipipat
Bi-Directional Evolutionary Structural Optimization For 3d-Printed Prefabricated Concrete Panels, Pochara Amornsittipipat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis seeks to develop an optimal design methodology for 3D-printed prefabricated concrete panels. Although 3D-printed precast panels are advantageous for producing flexible forms, reducing workforce demand, and minimizing environmental impacts, the product must not be too heavy to transport and install. Therefore, the consideration of weight emphasizes the need for structural optimization. This research presents truss-like structural modeling based on the properties of 3D-printed concrete, suggests an optimal design methodology using the Bi-directional Evolutionary Structural Optimization (BESO) algorithm to achieve minimum weight, conducts parametric studies to understand the relationship between significant parameters and the optimal weight achieved, and demonstrates …
Image-Base Adaptive Proportional Topology Optimization Of Infill Structure Using Polygon Sbfe Approach, Sompong Rungsawang
Image-Base Adaptive Proportional Topology Optimization Of Infill Structure Using Polygon Sbfe Approach, Sompong Rungsawang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The use of infill structures is widespread in additive manufacturing applications, offering porous domains that are well-suited for withstanding various physical loadings. This thesis introduces a novel approach, namely Proportional Topology Optimization (PTO), leveraging an automatic image-based quadtree Scaled Boundary Finite Element (SBFE) framework. The SBFE, where sub-domains are treated as polygonal elements in 2D, is employed to address the hanging node issue. The methodology is extended to design infill structures by minimizing compliance concerning force variations, subject to local volume fraction constraints rather than a global volume constraint for each element in the design domain. Material density for each …
การวิเคราะห์การโก่งเดาะแบบไม่เชิงเส้นของโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทางบริเวณทางโค้งด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, พิมสุดา ชวดฉิม
การวิเคราะห์การโก่งเดาะแบบไม่เชิงเส้นของโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทางบริเวณทางโค้งด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, พิมสุดา ชวดฉิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน มีการพัฒนาด้านโครงทางพื้นฐานทางรางในประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งทางราง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความจุ ลดระยะเวลาในการเดินทาง และลดต้นทุนโลจิสติกส์ โครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทางเป็นโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนในการก่อสร้างและต้นทุนการก่อสร้างต่ำจึงถูกใช้เป็นโครงสร้างหลักกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ สิ่งที่สำคัญที่ส่งผลต่อสภาพทางรถไฟคือผลจากสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลที่ตามมาจากความร้อนอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เมื่ออุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น เหล็กที่เป็นวัสดุของรางรถไฟจะดูดซับความร้อน ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิภายในรางรถไฟชนิดเชื่อมต่อเนื่องเกิดความเค้นเพิ่มขึ้นและอาจเกิดการโก่งเดาะได้ ในงานวิจัยฉบับนี้จึงได้ทำการวิเคราะห์อุณหภูมิโก่งเดาะด้วยวิธีวิเคราะห์แบบไม่เชิงเส้น โดยการจำลองโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทางบริเวณทางโค้งด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์แบบ 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Ansys LS-DYNA ในการวิเคราะห์นั้นได้ศึกษาตัวแปรที่ส่งผลต่อความต้านทานการโก่งเดาะ ได้แก่ ขนาดของรัศมีความโค้งของโครงสร้างทางรถไฟ, ความต้านทานทางด้านข้าง, การยกโค้ง, การเสียแนวทางรถไฟ และความเร็วของรถไฟ เป็นต้น ผลลัพธ์จากการวิจัยนี้ได้แก่ อุณหภูมิโก่งเดาะของทางรถไฟที่สภาวะต่าง ๆ จากการศึกษาพบว่า ยิ่งรัศมีความโค้ง, ความต้านทานทางด้านข้าง และการยกโค้งมีค่าลดลง หรือขนาดของการเสียแนวทางรถไฟมีค่ามาก อุณหภูมิที่เกิดการโก่งเดาะจะมีค่าที่ลดลงตามลงไป และในช่วงที่อุณหภูมิสูงรถไฟควรวิ่งด้วยความเร็วไม่เกินค่าความเร็วสมดุล โดยผลการศึกษาที่ได้จะช่วยพัฒนาแนวทางการซ่อมบำรุง ปรับสภาพโครงสร้างทางรถไฟให้มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการเกิดการโก่งเดาะ และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างทางรถไฟในอนาคต
Comparative Assessment Of Environmental And Post- Occupancy Evaluation Of Green Buildings Vs Conventional Buildings, Wint Thiri Marn
Comparative Assessment Of Environmental And Post- Occupancy Evaluation Of Green Buildings Vs Conventional Buildings, Wint Thiri Marn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Due to increasing office space demand and rising rental rates, stakeholders seek cost-effective alternatives that align with sustainability goals. Therefore, green building offers an extensive solution particularly in growing office building rental rates and the need for cost-effective options that are consistent with environmentally conscious goals. Using the IPCC standard, the study assessed emissions across Scope 1 (refrigerant fugitive emissions) and Scope 1 emission from (Wastewater treatment system), Scope 2 (energy consumption emissions), and Scope 3 (emissions from water consumption, and waste generation). Scope 1 emissions are found to vary due to the usage of water-based fire-retardant systems, but they …
การกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจนควบคู่กับการผลิตโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอตด้วยจุลินทรีย์เชื้อผสมร่วมกับการเติม Thauera Mechernichensis Tl1, นวภัทร ช่อทอง
การกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจนควบคู่กับการผลิตโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอตด้วยจุลินทรีย์เชื้อผสมร่วมกับการเติม Thauera Mechernichensis Tl1, นวภัทร ช่อทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอต (พีเอชเอ) ควบคู่กับการกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจน ด้วยจุลินทรีย์สายพันธุ์ผสมร่วมกับการเติม Thauera mechernichensis TL1 ในอัตราส่วน 97.5 : 2.5 % g MLVSS ภายใต้สภาวะที่มีอาหารเกินพอสลับกับขาดแคลน (feast and famine conditions) ภายในถังปฏิกรณ์แบบกึ่งเท (sequencing batch reactor) จำนวน 2 ถัง โดยในถังปฏิกรณ์ที่ 1 มีการเติมอากาศตลอดเวลาทั้งช่วงที่มีอาหารเกินพอ และช่วงที่ขาดแคลนอาหาร (aerobic feast/famine) และในถังปฏิกรณ์ที่ 2 มีการเติมอากาศเฉพาะช่วงอาหารเกินพอ และปล่อยให้เกิดสภาวะแอน็อกซิกในช่วงขาดแคลนอาหาร (aerobic feast/anoxic famine) กำหนดค่าอายุสลัดจ์ (SRT) 10 วัน และรอบการเดินระบบ (cycle time) ระยะเวลา 2 วัน โดยใช้อะซิเตท 1,000 mgCOD/L เป็นแหล่งคาร์บอน โดยมีความเข้มข้นแอมโมเนียเริ่มต้น 70 mgN/L และศึกษาความสามารถในการสะสมพีเอชเอสูงสุดของตะกอนจุลินทรีย์ในระบบทีละเทแบบเติมแหล่งคาร์บอนต่อเนื่อง (fed-batch reactor) ผลการศึกษาพบว่า ถังปฎิกรณ์ที่ 1 ผลิต พีเอชเอได้สูงสุดที่ในรอบการเดินระบบที่ 28 โดยมีปริมาณ 10.04 % ของน้ำหนักเซลล์แห้ง และมีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอินทรีย์ 88.1 ± 1.3% แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจน ส่วนถังปฎิกรณ์ที่ 2 ผลิตพีเอชเอได้สูงสุดที่ในรอบการเดินระบบที่ 35 โดยมีปริมาณ 8.37 % ของน้ำหนักเซลล์แห้ง มีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอินทรีย์ 87.6 ± 1.7% และมีประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจน 78.0 ± 2.0% และได้ศึกษากลุ่มประชากรจุลินทรีย์ในระบบด้วยเทคนิค 16S rRNA gene amplicon sequencing (MiSeq) พบว่า จุลินทรีย์กลุ่ม Thauera …
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยอดพล เพชราวุธ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยอดพล เพชราวุธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการขนส่งรูปแบบใหม่ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทาง อย่างไรก็ตามความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของสาธารณชน การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบทัศนคติและปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ โดยขยายแบบจำลองทฤษฎีรวมการยอมรับและการใช้เทคโนโลยี 2 (UTAUT2) ที่เพิ่มปัจจัยด้าน การรับรู้ด้านความเสี่ยง, การรับรู้ด้านความไว้วางใจ, ภาพลักษณ์ และการเปรียบเทียบกับรูปแบบการเดินทางอื่น โดยสร้างแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยและเจตนาเชิงพฤติกรรมภายใต้แบบจำลอง อย่างไรก็ตามการวิจัยนี้ได้วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) เพื่อค้นหาองค์ประกอบที่แท้จริงภายใต้ตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้น แบบสอบถามดำเนินกับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวน 409 คน ผลการศึกษาทัศนคติพบว่า คนชื่นชอบยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติในด้านของการบริการ ได้แก่ การเรียกใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชั่น, บริการนอกเวลาปกติ และการปรับเปลี่ยนเส้นทาง อีกทั้งยังถูกมองว่ามีศักยภาพในการเข้ามาแทนที่รถ Pop Bus และ Muvmi สำหรับการวิเคราะห์แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติของผู้คน ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ, ประโยชน์ในการใช้ในชีวิตประจำวัน, การรับรู้ด้านความไว้วางใจ, สิ่งอำนวยความสะดวก, ความพอใจในบริการเหนือราคา, ความไว้วางใจด้านบริการและราคา, การรับรู้ความเสี่ยง และการรับรู้ว่าใช้งานได้ง่าย ในขณะที่ความคาดหวังด้านความพยายาม และ อิทธิพลของสังคม ส่งผลในทางอ้อม
การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ
การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องมาจากการก่อสร้างที่พักอาศัยที่มีอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและเสียง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานก่อสร้าง งานวิจัยนี้จึงต้องการวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียง (PM 2.5, PM 10, NO2, CO, dB(A)) ที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ ซึ่งนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เซนเซอร์ตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียง และกล้องบันทึกวีดีโอมาประยุกต์ใช้ ทำให้ทราบค่าความเข้มข้นของมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของงานก่อสร้าง การตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงโดยทั่วไปวัดจากค่าเฉลี่ยของปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับตลอดช่วงเวลาทำงาน อีกทั้งเครื่องมือวัดมีขนาดใหญ่ มีราคาสูง และไม่สามารถทราบถึงกิจกรรมย่อยที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแรงงาน ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้ติดเครื่องมือวัดและกล้องบันทึกวีดีโอกับแรงงาน เพื่อให้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้าง โดยเมื่อมีปริมาณมลพิษเกินค่ามาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนไปยัง Line Notify เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยโครงการได้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หลังจากนั้นประยุกต์ใช้เครื่องมือตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงกับโครงการก่อสร้างกรณีศึกษา 4 โครงการ ผลการทดสอบพบว่า กิจกรรมย่อยที่เกิดมลพิษมากที่สุด คือ เชื่อมโลหะโดยใช้ลวดเชื่อม มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามเครื่องมือยังมีข้อจำกัดในเรื่องขีดจำกัดต่ำสุดและสูงสุดของเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดมลพิษได้
การศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต, เบญจวรรณ บัวนุ่ม
การศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต, เบญจวรรณ บัวนุ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่หากมีการนำไปใช้จะส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ขึ้นอยู่กับบริบทการนำไปใช้ โดยวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการออกแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกในต่างประเทศเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในประเทศไทย โดยการศึกษาในประเทศไทย พิจารณาจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากการศึกษาพบว่า องค์ประกอบสำคัญเมื่อมีการใช้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility : EPR) ได้แก่ การจัดตั้งองค์กรกลางมาบริหารจัดการ การกำหนดค่าธรรมเนียม การกำหนดเป้าหมาย และการมีระบบการเก็บรวบรวม ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบในการจ่ายค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์ผ่านองค์กรกลาง (Producer Responsibility Organization : PRO) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการค่าธรรมเนียมให้สามารถนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการเศรษฐศาสตร์จะจูงใจให้เกิดการลดการใช้พลาสติกและเพิ่มปริมาณการรีไซเคิล สอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่ความยั่งยืนโดยใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการเกิดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ประเทศไทยมีสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นไป
Effects Of Coastal Structures On The Shoreline Change In Phan Thiet Bay, Vietnam, Hoai Thi Phuoc Pham
Effects Of Coastal Structures On The Shoreline Change In Phan Thiet Bay, Vietnam, Hoai Thi Phuoc Pham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examined the effects of coastal structures on shoreline change in Phan Thiet Bay, Vietnam from 1988 to 2021. This thesis explored two key objectives; that were the investigation of historical shoreline changes and the effects of structures on shoreline based on the comparison of simulated shorelines with and without structures by using GENESIS model. Moreover, the SWAN model was used for simulating wave data which is an important input for the GENESIS model. From the shoreline evolution results, it was found that the land loss rate ranged from 0.9 to 8.7 ha/year in 1988 to 2016, while this …
Surrogate-Assisted Model Methods For Maximum Compression Capacity Predictions Of Concrete-Filled Stainless-Steel Tubular Columns, Ly Ith
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This work explores the prediction of axial strength of circular concrete-filled stainless-steel tubular (CFSST) columns, employing advanced machine learning techniques, including Gaussian Process Regression (GPR) and Extreme Gradient Boosting (XGBoost). The dataset comprises over 100 columns from experimental tests, with only a few of them being long or slender, limiting prediction accuracy. To address this, our study introduces a robust numerical modeling approach using Finite Element Method (FEM) to generate additional data points for long columns. The results are then benchmarked against established standards such as American Institute of Steel Construction (AISC) and the Eurocode 4, illustrating the potential of …
A Communication System To Support Evacuation Route In The Building Construction Project, Somjintana Kanangkaew
A Communication System To Support Evacuation Route In The Building Construction Project, Somjintana Kanangkaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the past decade, emergencies have occurred in construction projects, directly influencing injuries and casualties due to the dynamic nature of construction. Currently, the practice of developing evacuation routes for most construction projects is presented in a static and non-interactive manner. This involves a two-dimensional evacuation plan that cannot provide a real-time evacuation route. Furthermore, some emergency signs are unclear and do not provide the correct evacuation routedue to construction activities not aligning with the construction progress. Therefore, conventional evacuation plans have limitations and require improvement. Building Information Modeling (BIM) and Augmented Reality (AR) can present the evacuation route position …