Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 601 - 630 of 656
Full-Text Articles in Chemical Engineering
การสังเคราะห์คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสจากเปลือกมะพร้าวอ่อนเพื่อประยุกต์ใช้เป็นฟิล์มเคลือบบริโภคได้, ชารีฟ อินทพันธ์
การสังเคราะห์คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสจากเปลือกมะพร้าวอ่อนเพื่อประยุกต์ใช้เป็นฟิล์มเคลือบบริโภคได้, ชารีฟ อินทพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมในการสังเคราะห์คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (CMC) จากเปลือกมะพร้าวอ่อน เพื่อประยุกต์ใช้เป็นฟิล์มเคลือบบริโภคได้ เปลือกมะพร้าวอ่อนถูกนำมาปอกเปลือกส่วนเขียวออก ล้างในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรท์ความเข้มข้น 200 พีพีเอ็ม หั่น อบแห้ง บด และคัดด้วยตะแกรงขนาด 60 เมช มีเปอร์เซ็นต์ผลได้ 7.82 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักมะพร้าวสด ได้ผงเปลือกมะพร้าวอ่อนบดหยาบ (RP, ขนาดเฉลี่ย 480.27 ไมครอน) 51 เปอร์เซ็นต์ และบดละเอียด (FP, ขนาดเฉลี่ย 100.55 ไมครอน) 49 เปอร์เซ็นต์ (โดยน้ำหนัก) องค์ประกอบทางเคมีของ RP ประกอบด้วย extractives 10.25 เปอร์เซ็นต์ พอลิแซ็กคาไรด์ 45.77 เปอร์เซ็นต์ ลิกนิน 35.32 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 6.20 เปอร์เซ็นต์ และเถ้า 2.46 เปอร์เซ็นต์ (น้ำหนักแห้ง) RP ที่ถูกต้มด้วยด่างโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เข้มข้น 4-10 เปอร์เซ็นต์ (น้ำหนักต่อปริมาตร) ทำให้ extractives ถูกกำจัดออกไปทั้งหมด และพบว่าลิกนินถูกกำจัดไปมากขึ้นเมื่อความเข้มข้นของด่างเพิ่มขึ้น โดยประสิทธิภาพในการกำจัดลิกนินสูงสุดเมื่อใช้ NaOH เข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นลิกนินถูกกำจัดต่อด้วยสารละลาย NaClO2 (เข้มข้น 1.0 เปอร์เซ็นต์) สลับกับสารละลาย NaOH (เข้มข้น 0.5 เปอร์เซ็นต์) ประสิทธิภาพในการกำจัดลิกนินมีค่า 87.52 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้สารละลาย NaClO2 สลับกับสารละลาย NaOH แบบ NaClO2/NaOH/NaClO2/NaOH/NaClO2 เซลลูโลสเปลือกมะพร้าวอ่อนถูกนำไปสังเคราะห์ CMC โดยใช้สารละลาย NaOH เข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์ ในการทำปฏิกิริยาอัลคาไลน์เซชั่น ทำให้มีค่าการแทนที่หมู่ฟังก์ชันสูงสุดที่ 1.32 และผลได้ 167.35 เปอร์เซ็นต์ การพัฒนาสูตรสารเคลือบบริโภคได้ใช้สูตรต้นแบบจากสูตรไคโตซาน/เจลาติน …
ผลของอุณหภูมิสีของหลอดแอลอีดีขาวและการออกแบบถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงแบบอากาศยกต่อการเติบโตและการผลิตแคโรทีนอยด์ในจุลสาหร่าย Chlorococcum Humicola, ณัฐสิทธิ์ จำรัสฉาย
ผลของอุณหภูมิสีของหลอดแอลอีดีขาวและการออกแบบถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงแบบอากาศยกต่อการเติบโตและการผลิตแคโรทีนอยด์ในจุลสาหร่าย Chlorococcum Humicola, ณัฐสิทธิ์ จำรัสฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลของอุณหภูมิสีของแอลอีดีแสงสีขาวและการออกแบบถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงแบบอากาศยกที่มีต่อการเติบโตและการผลิตแคโรทีนอยด์ในจุลสาหร่าย Chlorococcum humicola ผลการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายแบบแบทช์ในถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงแบบถังกวนขนาด 1 ลิตร พบว่าแสงสีขาวอมฟ้า (Daylight) ส่งผลต่อการเติบโตและการผลิตแคโรทีนอยด์ได้ดีกว่าการใช้แสงสีขาวเย็นตา (Cool white) และสีขาวอมเหลือง (Warm white) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) จากนั้นดำเนินการออกแบบถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงแบบอากาศยกที่ให้การไหลวนภายในที่มีประสิทธิภาพ ผลการดำเนินการพบว่าถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงแบบอากาศยกชนิดไหลวนภายในขนาด 2 ลิตร ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เซนติเมตร บรรจุของเหลวที่ระดับความสูง 34 เซนติเมตร ใช้หัวจ่ายอากาศแบบหัวทรายทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร ติดตั้งที่ความสูงจากก้นถัง 1.5 เซนติเมตร และใช้ท่อดราฟท์ขนาดความยาว 27 เซนติเมตร ติดตั้งภายในถังปฏิกรณ์ที่ความสูงในระดับเดียวกับหัวจ่ายอากาศ เกิดการไหลวนของของเหลวภายในถังปฏิกรณ์ได้ดีที่สุด และเมื่อทำการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายในถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงในข้างต้นด้วยแสงสีขาวอมฟ้าที่ความเข้มแสง 5,000 ลักซ์ โดยปรับอัตราส่วนพื้นที่ที่ของเหลวไหลลงต่อพื้นที่ของเหลวไหลขึ้น (AD/AR) และอัตราการไหลของอากาศ พบว่าถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงแบบอากาศยกชนิดไหลวนภายในที่ AD/AR เท่ากับ 3 และมีอัตราการไหลของอากาศเท่ากับ 0.8 วีวีเอ็ม (1.6 ลิตร/นาที) ให้การไหลวนที่ดีและไม่ทำให้จุลสาหร่ายเกิดการตกตะกอนและเกาะติดบนผนังถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงในปริมาณมาก ส่งผลให้เติบโตและผลิตแคโรทีนอยด์สูงที่สุด โดยให้น้ำหนักเซลล์แห้งในช่วงการเติบโตคงที่เท่ากับ 1,360± 16.7 มิลลิกรัม/ลิตร และความเข้มข้นของแคโรทีนอยด์เท่ากับ 6.45 ± 0.04 มิลลิกรัม/ลิตร (4.78 ± 0.04 มิลลิกรัม/กรัมน้ำหนักเซลล์แห้ง) ข้อมูลที่ได้รับทั้งในส่วนของอุณหภูมิสีของแสงและการออกแบบถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงถูกนำมาใช้สร้างถังปฏิกรณ์ชีวภาพเชิงแสงแบบอากาศยกขนาด 60 ลิตร และดำเนินการเพาะเลี้ยงที่ความเข้มแสงเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ลักซ์ ซึ่งพบว่าสามารถเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายให้เติบโตและผลิตแคโรทีนอยด์ได้ดี โดยให้น้ำหนักเซลล์แห้งในช่วงการเติบโตคงที่เท่ากับ 1,240 ± 10.0 มิลลิกรัม/ลิตร ความเข้มข้นของแคโรทีนอยด์เท่ากับ 4.40 ± 0.04 มิลลิกรัม/ลิตร (3.52 ± 0.05 มิลลิกรัม/กรัมน้ำหนักเซลล์แห้ง) และมีลูทีนและเบต้าแคโรทีนในปริมาณ 30 และ 8 เปอร์เซ็นต์ ของแคโรทีนอยด์ทั้งหมด ตามลำดับ
การพัฒนาแผ่นปะทะของเสื้อเกราะกันกระสุนจากพอลิเบนซอกซาซีนคอมพอสิทที่เสริมแรงด้วยเส้นใยคาร์บอนและเส้นใยแก้ว, ธัญชนก นุชสุภาพ
การพัฒนาแผ่นปะทะของเสื้อเกราะกันกระสุนจากพอลิเบนซอกซาซีนคอมพอสิทที่เสริมแรงด้วยเส้นใยคาร์บอนและเส้นใยแก้ว, ธัญชนก นุชสุภาพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการพัฒนาเกราะแข็งกันกระสุนจากวัสดุพอลิเมอร์คอมพอสิทพอลิเบนซอกซาซีนเสริมแรงด้วยเส้นใยคาร์บอนและเส้นใยแก้วชนิดชนิดความแข็งแรงสูง (S glass) ในส่วนของแผ่นหน้าหรือแผ่นปะทะให้มีน้ำหนักเบาและมีประสิทธิภาพทางกลสูงขึ้น โดยนำเส้นใยคาร์บอนที่มีสมบัติความหนาแน่นต่ำและมีความแข็งแรงสูงมาใช้ร่วมกับเส้นใยแก้วชนิดความแข็งแรงสูง ที่มีสมบัติรับแรงกระแทกได้สูง ความแข็งสูง และราคาต่ำ โดยศึกษาอิทธิพลของจำนวนชั้นและการจัดลำดับชั้นของเส้นใยคาร์บอนร่วมกับเส้นใยแก้วชนิดความแข็งแรงสูง ในส่วนของแผ่นปะทะต่อประสิทธิภาพการทำลายหัวกระสุน สมบัติทางกายภาพ และทางกลเพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นเกราะกันกระสุน จากผลการทดลองในส่วนของสมบัติทางกลของการจัดลำดับชั้นเส้นใยคาร์บอนร่วมกับเส้นใยแก้วพบว่า การจัดลำดับชั้นแบบโครงสร้างแซนวิชจะให้ค่าสูงสุด โดยค่าความแข็งแรงภายใต้แรงดึงและภายใต้แรงกระแทกสูงสุดในชิ้นงานที่มีรูปแบบเส้นใยคาร์บอนเป็นแกนกลาง (GCG) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 401 เมกะปาสคาล และ 250 กิโลจูลต่อตารางเมตร ในส่วนของค่าความแข็งที่ผิวมีค่าสูงเมื่อวัดค่าด้านที่เสริมแรงด้วยเส้นใยแก้ว สำหรับสมบัติทางกายภาพพบว่า พอลิเบนซอกซาซีนเมตริกยึดติดได้ดีกับเส้นใยคาร์บอนและเส้นใยแก้วตรวจสอบโดยพิจารณาโครงสร้างสัณฐานของวัสดุคอมพอสิทพอลิเบนซอกซาซีนที่เสริมแรงด้วยเส้นใยคาร์บอนและเส้นใยแก้ว การทดสอบความแข็งแรงของวัสดุจากการทดสอบยิงพบว่า เสื้อเกราะแข็งกันกระสุนที่ประกอบด้วยพอลิเบนซอกซาซีนเสริมแรงด้วยเส้นใยคาร์บอนและเส้นใยแก้วชนิดความแข็งแรงสูง โดยมีการจัดลำดับชั้นแบบโครงสร้างแซนวิชโดยเส้นใยคาร์บอนเป็นแกนกลางของวัสดุ จำนวน 2 แผ่นประกบกับพอลิเบนซอกซาซีนอัลลอยด์เสริมแรงด้วยเส้นใยอะรามิดจำนวน 1 แผ่น ซึ่งมีค่าหนาแน่นเชิงพื้นที่ 4.18 กรัม/ตารางเซนติเมตร สามารถต้านการเจาะทะลุของกระสุน 7.62 x 51 มม. ที่ความเร็ว 847 ± 9 เมตรต่อวินาที ตามมาตรฐาน NIJ-0101.06 ที่ระดับภัยคุกคามระดับ 3 ได้
การกำจัดไนโตรเจนมอนอกไซด์พร้อมโทลูอีนบนตัวเร่งปฏิกิริยา Moo3/Tio2 ที่ได้รับการเสริมด้วย Mgo, ภัทราพร แก้วมณี
การกำจัดไนโตรเจนมอนอกไซด์พร้อมโทลูอีนบนตัวเร่งปฏิกิริยา Moo3/Tio2 ที่ได้รับการเสริมด้วย Mgo, ภัทราพร แก้วมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการศึกษาปฏิกิริยารีดักชันแบบเจาะจงของแก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ร่วมกับปฏิกิริยาโทลูอีนออกซิเดชันเพื่อใช้ในการกำจัดแก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ร่วมกับโทลูอีนบนตัวเร่งปฏิกิริยา MoO3/TiO2 ซึ่งในงานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าเมื่อเกิดปฏิกิริยารีดักชันแบบเจาะจงร่วมกับปฏิกิริยาโทลูอีนออกซิเดชัน พบปัญหาการเลือกเกิดเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำ ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงมีแนวคิดที่จะมีการเสริมตัวเร่งปฏิกิริยา MoO3/TiO2 ด้วยแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) เพื่อช่วยให้กรดเบนโซอิก (Benzoic acid) ที่เป็นสารมัธยันต์ที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาโทลูอีนออกซิเดชันสามารถถูกดูดซับบนตัวเร่งปฏิกิริยาได้มากขึ้นเพื่อที่จะสามารถสลายตัวไปเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น โดยงานวิจัยนี้ทำการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยา MoO3/TiO2 และ MoO3/TiO2 ที่ได้รับการเสริมด้วย MgO ด้วยวิธีเคลือบฝังแบบเปียก (Wet impregnation) นำตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมได้ไปตรวจวิเคราะห์คุณลักษณะด้วยเทคนิค XRD, ICP, Nitrogen physisorption และ Pyridine adsorption หลังจากนั้นนำไปทดสอบความสามารถในการทำปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยาในระบบการทำปฏิกิริยา 3 ระบบได้แก่ ปฏิกิริยารีดักชันแบบเจาะจง ปฏิกิริยาโทลูอีนออกซิเดชัน และปฏิกิริยารีดักชันแบบเจาะจงร่วมกับปฏิกิริยาโทลูอีนออกซิเดชัน โดยทดสอบปฏิกิริยาตั้งแต่อุณหภูมิ 120 ถึง 450°C จากผลการทดลองพบว่าสำหรับตัวเร่งปฏิกิริยา MoO3/TiO2 ที่มีปริมาณ MoO3 11 wt% ปริมาณ MgO ที่เหมาะสมมีปริมาณประมาณ 0.30-0.60 wt% ถ้ามีการเติมเบสมากเกินไปจะทำลายตำแหน่งที่เป็นกรดที่เป็นตำแหน่งความว่องไวในการออกซิไดซ์โทลูอีน นอกจากนี้ยังพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้รับการเสริมด้วย MgO ทำให้เกิดเบนโซไนไทรล์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่อุณหภูมิสูงขึ้น
การเพาะเลี้ยงไดอะตอม Bacillaria Paxillifer เพื่อผลิตสารสีฟูโคแซนทินโดยใช้ซิลิกาที่สกัดจากเถ้าลอย, มาฆมาส ธวัชชัย
การเพาะเลี้ยงไดอะตอม Bacillaria Paxillifer เพื่อผลิตสารสีฟูโคแซนทินโดยใช้ซิลิกาที่สกัดจากเถ้าลอย, มาฆมาส ธวัชชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาความเป็นไปได้ของการเพาะเลี้ยงไดอะตอม Bacillaria paxillifer โดยใช้ ซิลิกาที่สกัดจากเถ้าลอยและศึกษาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเติบโตและการผลิตสารสี ฟูโคแซนทิน ผลการทดลองในส่วนแรกพบว่าซิลิกาในรูปสารละลายโซเดียมซิลิเกตที่สกัดได้จาก เถ้าลอยมีประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงไดอะตอมได้ไม่แตกต่างจากการใช้ซิลิกาตามที่ระบุในอาหารสูตร F/2 โดยได้รับความหนาแน่นเซลล์สูงสุด 23.33 ± 0.44 x 104 เซลล์/มิลลิลิตร น้ำหนักเซลล์แห้ง 0.32 ± 0.02 กรัม/ลิตร อัตราการเติบโตจำเพาะสูงสุด 0.53 ± 0.03 วัน-1 ความเข้มข้นของสารสี ฟูโคแซนทิน 0.43 ± 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร และปริมาณสารสีฟูโคแซนทินต่อน้ำหนักเซลล์แห้ง 1.34 ± 0.05 มิลลิกรัม/กรัม ในการทดลองต่อมาได้ทำการศึกษาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเติบโตและการผลิตสารสีฟูโคแซนทิน ผลการทดลองพบว่าการเพาะเลี้ยงไดอะตอมภายใต้คาร์บอนไดออกไซด์ 2% โดยปริมาตร ความเข้มแสง 15,000 ลักซ์ และการปรับสูตรอาหารเลี้ยงเชื้อให้มีซิลิกาเพิ่มขึ้น 3 เท่าของปริมาณในอาหารสูตร F/2 และลดความเข้มข้นของไนโตรเจนเหลือ 30% ของปริมาณในอาหารสูตร F/2 สามารถเพิ่มการเติบโตและการผลิตฟูโคแซนทินของไดอะตอมได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับผลการทดลองในส่วนแรก โดยมีความหนาแน่นเซลล์สูงสุด 146.33 ± 1.25 x 104 เซลล์/มิลลิลิตร อัตราการเติบโตจำเพาะสูงสุด 1.73 ± 0.03 วัน-1 น้ำหนักเซลล์แห้ง 0.95 ± 0.03 กรัม/ลิตร ความเข้มข้นของสารสีฟูโคแซนทิน 3.18 ± 0.03 มิลลิกรัม/ลิตร และปริมาณสารสีฟูโคแซนทินต่อน้ำหนักเซลล์แห้ง 3.35 ± 0.09 มิลลิกรัม/กรัม และเมื่อทำการจำแนกสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ในไดอะตอมด้วย HPLC พบว่ามีสารสีฟูโคแซนทินประมาณ 60 – 80% ของปริมาณ แคโรทีนอยด์ทั้งหมด
ผลของการเติมโคเอเจนต์ต่อสมบัติของอนุภาคยางละเอียดยิ่งยวดที่วัลคาไนซ์อย่างสมบูรณ์ผ่านกระบวนการฉายลำอิเล็กตรอนสำหรับเป็นสารตัวเติมเพิ่มความเหนียวในพอลิเบนซอกซาซีน, รัตนาพร วงษ์คำชัย
ผลของการเติมโคเอเจนต์ต่อสมบัติของอนุภาคยางละเอียดยิ่งยวดที่วัลคาไนซ์อย่างสมบูรณ์ผ่านกระบวนการฉายลำอิเล็กตรอนสำหรับเป็นสารตัวเติมเพิ่มความเหนียวในพอลิเบนซอกซาซีน, รัตนาพร วงษ์คำชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาผลของ ไตรเมทิลลอลโพรเพน ไตรเมทาคิเลต (TMPTMA) ต่อสมบัติทางกายภาพและทางความร้อนของยางธรรมชาติที่ผ่านการเชื่อมขวางโดยการรวมเทคนิคของการฉายลำอิเล็กตรอนและกระบวนการอบแห้งแบบพ่นฝอย โดยยางธรรมชาติจะถูกทำให้คงรูปด้วยปริมาณการฉายลำอิเล็กตรอนตั้งแต่ 0 - 350 กิโลเกรย์ จากผลการทดลองพบว่า ปริมาณเจล ความหนาแน่นในการเชื่อมขวาง อุณหภูมิการเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้ว และอุณหภูมิการสลายตัวทางความร้อนที่การสูญเสียน้ำหนัก 5 % ของยางธรรมชาติที่ผ่านการวัลคาไนซ์ จะมีค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วยการเพิ่มขึ้นของปริมาณลำอิเล็กตรอนและปริมาณสารโคเอเจนต์ โดยมีค่าสูงที่สุดเมื่อถูกวัลคาไนซ์ด้วยปริมาณลำอิเล็กตรอนเป็น 350 กิโลเกรย์และที่ปริมาณการเติม 9 phr และยังพบว่าสัดส่วนการบวมตัวและค่าน้ำหนักโมเลกุลของยางระหว่างการเชื่อมขวางจะมีค่าต่ำที่สุดอีกด้วย เนื่องจากเกิดการเชื่อมขวางอย่างสมบูรณ์ของน้ำยางธรรมชาติเกิดเป็นโครงสร้างเชื่อมขวางเป็นร่างแหแบบสามมิติ (three-dimensional structure) อีกทั้งอนุภาคยางละเอียดยิ่งยวดที่วัลคาไนซ์อย่างสมบูรณ์ของยางธรรมชาติจะถูกใช้เป็นสารตัวเติมเพิ่มความเหนียวในพอลิเมอร์ ชนิดพอลิเบนซอกซาซีน ผลของความทนทานต่อแรงกระแทกของพอลิเบนซอกซาซีนคอมพอสิทจะมีค่าสูงที่สุดเมื่อเติมด้วยยางธรรมชาติที่ถูกวัลคาไนซ์ด้วยปริมาณลำอิเล็กตรอน 350 กิโลเกรย์ และค่าความทนทานต่อแรงกระแทกของพอลิเบนซอกซาซีนคอมพอสิทที่ถูกปรับปรุงความเหนียวด้วยอนุภาคยางที่มีการเติมโคเอเจนต์จะมีค่าสูงสุดที่ปริมาณการเติมโคเอเจนต์ที่ 3 phr จากผลการทดลองนี้ สรุปได้ว่าอนุภาคยางที่วัลคาไนซ์อย่างสมบูรณ์จะสามารถปรับปรุงความต้านทานต่อแรงกระแทกของพอลิเบนซอกซาซีนคอมพอสิท รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นสารตัวเติมเพิ่มความเหนียวในพอลิเบนซอกซาซีนได้อีกด้วย
ออกซิเดทีฟดีไฮโดรจิเนชันของเอทานอลเป็นอะเซทัลดีไฮด์บนตัวเร่งปฏิกิริยา Agli/Tio2, วารุพงศ์ ฉัตรแก้ว
ออกซิเดทีฟดีไฮโดรจิเนชันของเอทานอลเป็นอะเซทัลดีไฮด์บนตัวเร่งปฏิกิริยา Agli/Tio2, วารุพงศ์ ฉัตรแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสนใจและพัฒนาเชื้อเพลิงหมุนเวียนมากขึ้น ชีวมวลหรือมวลชีวภาพ (Biomass) เป็นสารอินทรีย์ทั่วๆไปที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติสามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้ชีวมวลถือว่าเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) อีกชนิดหนึ่งที่เป็นทางเลือกในการผลิตสารตั้งต้นชนิดคาร์บอน (Carbon feedstock) โดยเฉพาะไบโอเอทานอล ปริมาณการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นเช่นการนำไปผสมกับน้ำมันเบนซิน และเอทานอลยังมีบทบาทสำคัญในการใช้เป็นสารตั้งต้นเพื่อเปลี่ยนเป็นสารเคมีที่มีมูลค่าสูงขึ้น งานวิจัยนี้ศึกษาการผลิตอะเซทัลดีไฮด์จากเอทานอลผ่านปฏิกิริยาดีไฮโดรจิชันและปฏิกิริยาออกซิเดทีฟดีไฮโดรจิเนชันบนตัวเร่งปฏิกิริยา AgLi/TiO2 ตัวเร่งปฏิกิริยาถูกเตรียมโดยการเคลือบฝังแบบเปียกของซิลเวอร์ลิเทียมบนตัวรองรับไทเทเนียเฟสต่างกัน (อะนาเทส รูไทล์และเฟสผสม) หลังจากกระบวนการแคลไซน์ ตัวเร่งปฏิกิริยาถูกวิเคราะห์คุณลักษณะด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น XRD, N2 physisorption, UV-Visible spectroscopy, CO2-TPD, TPR and SEM-EDX สุดท้ายตัวเร่งปฏิกิริยาถูกทดสอบด้วยเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่ง เพื่อศึกษาค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลงสารตั้งต้นและค่าร้อยละการเกิดผลผลิตอะเซทัลดีไฮด์ ที่ช่วงอุณหภูมิ 150-400oC ผลการทดสอบปฏิกิริยาดีไฮโดรจิเนชันพบว่า AgLi/TiO2-A มีค่าร้อยละการเกิดผลผลิตอะเซทัลดีไฮด์ 40% ที่อุณหภูมิ 300oC และปฏิกิริยาออกซิเดทีฟดีไฮโดรจิเนชัน AgLi/TiO2-AR มีค่าร้อยละการเกิดผลผลิตอะเซทัลดีไฮด์สูงสุด 66% ที่อุณหภูมิ 300oC เป็นสภาวะที่ดีที่สุด ผลการทดลองถูกอธิบายโดยคุณสมบัติทางเคมีกายภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา
การกำจัดไนโตรเจนมอนอกไซด์พร้อมโทลูอีนบนตัวเร่งปฏิกิริยา V2o5/Tio2 ที่ได้รับการเสริมด้วย Mgo, วิรวงรอง ทองทวี
การกำจัดไนโตรเจนมอนอกไซด์พร้อมโทลูอีนบนตัวเร่งปฏิกิริยา V2o5/Tio2 ที่ได้รับการเสริมด้วย Mgo, วิรวงรอง ทองทวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในการกำจัด NO ออกจากแก๊สไอเสีย โดยการทำปฏิกิริยากับแอมโมเนีย กระบวนการดังกล่าวเรียกว่าการรีดักชันแบบเจาะจงหรือ SCR นอกจากนี้ตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 ยังมีความสามารถในการออกซิไดซ์สารประกอบอินทรีย์ให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำหรือสารประกอบออกซิจิเนต ในงานวิจัยนี้ศึกษาความเป็นไปได้ในการกำจัด NO ร่วมกับโทลูอีนโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 แต่ตัวเร่งปฏิกิริยานี้ให้ร้อยละผลได้ไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ผลิตภัณฑ์หลักที่เกิดจากการออกซิไดซ์คือ กรดเบนโซอิกซึ่งสามารถดูดซับบนพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2ได้น้อย ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงมีแนวความคิดที่จะเพิ่มการดูดซับของกรดเบนโซอิกและทำให้สลายตัวไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น โดยการเติมแมกนีเซียมออกไซด์ลงไปบนตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 และศึกษาผลของการเติมแมกนีเซียมออกไซด์ลงบนตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 ซึ่งตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในงานวิจัยนี้ถูกเตรียมด้วยวิธีการเคลือบฝังแบบเปียก และถูกวิเคราะห์คุณลักษณะด้วยเทคนิค ICP, XRD, single point BET measurement, NH3-TPD และ pyridine adsorption โดยอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยาจะอยู่ในช่วง 120 – 450°C ระบบที่ใช้ศึกษาถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ระบบการออกซิไดซ์โทลูอีน ระบบระบบปฏิกิริยารีดักชันแบบเจาะจง และระบบปฏิกิริยารวม ผลการทดสอบพบว่า การเติมแมกนีเซียมออกไซด์ลงไปในตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้ความสามารถของตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 ในการกำจัด NO และการออกซิไดซ์โทลูอีนลดต่ำลง แต่อย่างไรก็ตามกลับพบว่าการเติมแมกนีเซียมออกไซด์สามารถเพิ่มสัดส่วนการเปลี่ยนโทลูอีนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ได้ โดยตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 ที่เติมด้วย 0.5 % โดยน้ำหนักของแมกนีเซียมออกไซด์ค่า %yield ของคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดถึง 87.65% สำหรับระบบการกำจัด NO ร่วมกับโทลูอีนพบว่า โทลูอีนทำให้ความสมารถในการกำจัด NO เพิ่มสูงขึ้นที่อุณหภูมิสูงเมื่อเทียบกับระบบรีดักชันแบบเจาะจง นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสารเบนโซไนไตรล์ ซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างแอมโมเนียกับโทลูอีน การเติมแมกนีเซียมออกไซด์ลงไปในตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้สามารถลดการเกิดสารเบนโซไนไตรล์ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้
การเตรียมกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำโดยใช้กระบวนการพลาสมาวัฏภาคของเหลว, ศศิน แก้วเจริญ
การเตรียมกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำโดยใช้กระบวนการพลาสมาวัฏภาคของเหลว, ศศิน แก้วเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอาหารและยาได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคมีความใส่ใจในสุขภาพและลดการทานอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งกลูโคแมนแนนเป็นคาร์โบไฮเดรตจากธรรมชาติที่สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นสำคัญในการเตรียมสารพรีไบโอติกที่ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร การเตรียมกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำจึงได้รับความสนใจอย่างมาก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำด้วยกระบวนการพลาสมาวัฏภาคของเหลวซึ่งเป็นวิธีใหม่โดยมีการพัฒนาถังปฏิกรณ์พลาสมาแบบกะหมุนเวียน และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดน้ำหนักโมเลกุลและผลได้ของกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำ จากผลการศึกษาพบว่า กลูโคแมนแนนจะถูกย่อยสลายด้วยพลาสมาโดยอาศัยอนุมูลไฮดรอกซิลซึ่งเข้าทำลายพันธะไกลโคซิดิกของกลูโคแมนแนนตั้งต้น (1,341 กิโลดาลตัน) ส่งผลให้น้ำหนักโมเลกุลลดลงและเกิดผลิตภัณฑ์กลูโคแมนแนนที่มีน้ำหนักโมเลกุล 2 ช่วง คือ กลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลปานกลาง (51-760 กิโลดาลตัน) และกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำ (1.2-1.4 กิโลดาลตัน) ตามระยะเวลาทรีทที่เพิ่มมากขึ้น โดยถังปฏิกรณ์พลาสมาแบบกะหมุนเวียนสามารถเตรียมกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำได้ในปริมาณมากกว่าการใช้ถังปฏิกรณ์พลาสมาแบบกะ ชนิดของตัวทำละลายและสารละลายที่มีความเป็นกรดเป็นปัจจัยสำคัญที่มีต่อร้อยละผลได้ของกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำอย่างมาก นอกจากนี้การเพิ่มความถี่ไฟฟ้าและความเข้มข้นของสารละลายกลูโคแมนแนน การลดปริมาตรสารละลาย และการใช้อัตราการไหลของสารละลายที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้สามารถเตรียมกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำได้มากขึ้น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การทรีทสารละลายกลูโคแมนแนนความเข้มข้นร้อยละ 0.7 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร ปริมาตร 50 มิลลิลิตร ในตัวทำละลายซิเตรต-ฟอสเฟตบัฟเฟอร์ความเป็นกรดด่าง 3 โดยใช้ถังปฏิกรณ์พลาสมาแบบกะหมุนเวียนที่ความถี่ไฟฟ้า 30 กิโลเฮิรตซ์ อัตราการไหลของสารละลาย 5 มิลลิลิตรต่อนาที เป็นสภาวะที่เหมาะสมในการเตรียมกลูโคแมนแนนน้ำหนักโมเลกุลต่ำได้สูงถึงร้อยละ 76 เมื่อทรีทด้วยพลาสมาจนกระทั่ง 300 นาที
การเตรียมอนุภาคจากเจลาติน-ไฟโบรอินไหมไทยด้วยวิธีการทำแห้งเยือกแข็งและบด เพื่อประยุกต์ใช้ในวิศวกรรมเนื้อเยื่อกระดูก, อรทัย ศุภวรรณวิบูล
การเตรียมอนุภาคจากเจลาติน-ไฟโบรอินไหมไทยด้วยวิธีการทำแห้งเยือกแข็งและบด เพื่อประยุกต์ใช้ในวิศวกรรมเนื้อเยื่อกระดูก, อรทัย ศุภวรรณวิบูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการขึ้นรูปอนุภาคหลายกระบวนการต้องใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ในการขึ้นรูป นอกจากปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ตัวทำละลายอินทรีย์ที่ตกค้างอาจเป็นพิษต่อเซลล์หรือส่งผลต่อคุณสมบัติทางชีวภาพของเซลล์ได้ ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเตรียมอนุภาคที่ไม่ใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ผ่านกระบวนการขึ้นรูปแบบใหญ่ไปเล็ก ไฟโบรอิน (S) จากรังไหมไทย Bombyx mori (นางน้อยศรีสะเกษ 1) ผสมกับเจลาติน (G) ที่อัตราส่วนต่าง ๆ กัน คือ S100, S80G20, S50G50, S20G80 และ G100 มาขึ้นรูปเป็นแผ่นฟองน้ำด้วยกระบวนการทำแห้งเยือกแข็งและเชื่อมขวางด้วยกลูตารัลดีไฮด์ (ร้อยละ 0.10-0.20 โดยปริมาตร) แผ่นฟองน้ำที่ขึ้นรูปได้ถูกบดให้เป็นอนุภาค และคัดขนาด 1,000-2,000 ไมโครเมตรมาใช้ในการศึกษา ผลการทดสอบความเสถียรตัวในน้ำที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง พบว่าอนุภาคสูญเสียน้ำหนักไปน้อยกว่าร้อยละ 10 ส่วนในสารละลายเอนไซม์โปรติเอสชนิด XIV (ค่าความพีเอช 7.4) อนุภาคที่มีไฟโบรอินเป็นองค์ประกอบสูง ย่อยสลายช้ากว่าอนุภาคเจลาตินอย่างเดียวในเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มคุณสมบัติทางชีวภาพสำหรับการประยุกต์ใช้ในวิศวกรรมเนื้อเยื่อกระดูก จึงมีการสะสมผลึกแคลเซียมฟอสเฟตบนพื้นผิวของอนุภาค โดยการแช่อนุภาคในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์สลับกับสารละลายไดโซเดียมไฮโดรเจนฟอสเฟต 4, 8 และ 12 รอบ เมื่อเพิ่มจำนวนรอบในการแช่สลับมากขึ้น อนุภาคมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น 1.6-4.2 เท่า โดยมีอัตราส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสของผลึกบนอนุภาคมีค่าประมาณ 0.86-1.28 (โดยอะตอม) ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับไฮดรอกซีอะพาไทต์ในกระดูกมนุษย์ (1.15-1.70) และมีอัตราส่วนองค์ประกอบอินทรีย์ต่ออนินทรีย์หลังจากการแช่สลับ 12 รอบประมาณ 25:75 การทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพในสารละลายเอนไซม์โปรติเอสชนิด XIV พบว่าที่เวลา 14 วัน อนุภาคที่เคลือบผิวทุกชนิดมีน้ำหนักคงเหลือมากกว่าอนุภาคที่ไม่เคลือบผิว 2.6-7.0 เท่า การเคลือบผิวด้วยแคลเซียมฟอสเฟตช่วยให้การยึดเกาะและเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระดูกออสทิโอซาร์โคมา (SaOS-2) ได้ดีกว่าอนุภาคที่ไม่เคลือบผิว จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากระบวนการขึ้นรูปที่ใช้นี้เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตอนุภาคโดยไม่ใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ อนุภาคที่ผลิตได้มีคุณสมบัติเบื้องต้นเหมาะสมสำหรับการพัฒนาต่อยอดในงานด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อกระดูก
การเปรียบเทียบความสามารถของแบบจำลองคณิตศาสตร์ในการวิเคราะห์รูปแบบการปลดปล่อยยาของยาแบบควบคุมการปลดปล่อย, ศศิพิมพ์ สาระธนะ
การเปรียบเทียบความสามารถของแบบจำลองคณิตศาสตร์ในการวิเคราะห์รูปแบบการปลดปล่อยยาของยาแบบควบคุมการปลดปล่อย, ศศิพิมพ์ สาระธนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนายาแบบควบคุมการปลดปล่อย (controlled - release drug) ให้มีรูปแบบการละลายที่เหมาะสม ต้องนำข้อมูลการทดลองการละลายมาฟิตกับสมการแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการปรับปรุงแบบจำลอง 5 แบบ ได้แก่ สมการจลศาสตร์อันดับศูนย์ (Zero Order) สมการจลศาสตร์อันดับหนึ่ง (First Order) สมการฮิกซอล - คลอเวล (Hixson - Crowell) สมการฮิกูชิ (Higuchi) และสมการคอสเมเยอร์ - เพบพาส (Korsmeyer - Peppas) ให้มีรูปแบบและตัวแปรที่สม่ำเสมอและสอดคล้องกัน และได้นำสมการทั้ง 5 แบบไปฟิตข้อมูลการละลายของยา 3 ชนิดได้แก่ ยาไดโคลฟีแนคโซเดียม (Diclofenac sodium) ยาโซเดียมวาลโปรเอท (Sodium valproate) และยาดิลไทอะเซมไฮโดรคลอไรด์ (Diltiazem HCl) พบว่าควรแบ่งข้อมูลการละลายออกเป็นช่วง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาวะของการทำละลาย คือ ช่วงที่ 1 วิเคราะห์ผลการทดลองตั้งแต่เวลาที่ 0 - 2 ชั่วโมง ที่มีการทดสอบการละลายในสารละลายส่วนกลางที่เป็นกรด pH 1.2 (จำลองเสมือนการละลายของยาในกระเพาะอาหาร) และช่วงที่ 2 วิเคราะห์ผลการทดลองตั้งแต่เวลาที่ 2 ชั่วโมง จนกระทั่งตัวยาสำคัญละลายหมด ซึ่งมีการทดสอบการละลายในสารละลายส่วนกลางที่เป็นฟอสเฟส บัพเฟอร์ pH 6.8 (จำลองเสมือนการละลายของยาในลำไส้) เพื่อให้เห็นรูปแบบการละลายของยาในแต่ละช่วงที่ชัดเจนกว่าการวิเคราะห์ผลการทดลอง ตั้งแต่เวลาที่ 0 ชั่วโมง จนกระทั่งตัวยาสำคัญละลายหมด และยังช่วยให้เห็นผลของสารเติมแต่งต่อรูปแบบการปลดปล่อยยาที่ชัดเจนมากขึ้น
อิทธิพลของขนาดและองค์ประกอบของอนุภาคไมโครเจลาติน/ไฟโบรอินไหมไทยต่ออัตราการเจริญเติบโตของเซลล์ไฟโบรบลาสและเซลล์มะเร็ง, อวิกา ซุ่นมงคล
อิทธิพลของขนาดและองค์ประกอบของอนุภาคไมโครเจลาติน/ไฟโบรอินไหมไทยต่ออัตราการเจริญเติบโตของเซลล์ไฟโบรบลาสและเซลล์มะเร็ง, อวิกา ซุ่นมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของขนาดและองค์ประกอบของอนุภาคไมโครเจลาติน/ไฟโบรอินไหมไทย (สายพันธุ์เหลืองไพโรจน์) ต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ไฟโบรบลาส (Mouse cell line, L929) และเซลล์มะเร็ง (Cervical carcinoma cell line, CaSki) และพัฒนาอนุภาคไมครอนเป็นพาหะขนส่งเซลล์ไปยังสัตว์ทดลอง อนุภาคขนาดไมครอนที่มีองค์ประกอบของเจลาตินและไฟโบรอินไหมไทยอัตราส่วนผสมโดยน้ำหนักของเจลาตินต่อไฟโบรอินไหมไทย ได้แก่ 100/0, 90/10 และ 80/20 โดยใช้ความเข้มข้นของแข็งรวมร้อยละ 2.5, 5 และ 7.5 โดยน้ำหนัก ถูกขึ้นรูปด้วยวิธีอิมั่ลชั่นแบบน้ำในน้ำมัน โดยใช้อัตราส่วนน้ำต่อน้ำมัน 1 ต่อ 30 และความเร็วรอบในการปั่นกวน 3000 รอบ/นาที และเชื่อมขวางด้วยสารละลายกลูตารัลดีไฮด์พบว่า การผลิตอนุภาคทุกอัตราส่วนโปรตีน มีผลได้ในช่วง 60-80 เปอร์เซ็นต์ หลังการคัดแยกขนาดอนุภาคในช่วง 32-75 ไมครอน มีร้อยละผลได้สูงสุด ซึ่งมีขนาดเหมาะสมในการฉีดผ่านหัวเข็มการแพทย์ได้ อนุภาคที่มีองค์ประกอบของไฟโบรอินหรือปริมาณของแข็งมากขึ้น มีอัตราการย่อยสลายทางชีวภาพต่ำลง (ในสารละลายเอนไซม์โปรตีเอส XIV) และดูดซับน้ำลดลง (ในน้ำปราศจากไอออน อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส พีเอช 5.8) ร้อยละการยึดเกาะของเซลล์ CaSki ที่เวลาเพาะเลี้ยง 6 ชม. บนอนุภาคขนาด 32-75 ไมโครเมตร มีค่ามากที่สุด และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะของเซลล์ (µ) บนอนุภาคขนาด 32-100 ไมโครเมตร มีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเซลล์ L929 และ CaSki สามารถเจริญเติบโตได้ดีบนอนุภาคไมครอนเจลาติน (100/0) มีค่า µ เท่ากับ 1.65x10-2 และ 2.05x10-2 ต่อชั่วโมง ตามลำดับ ผลการปลูกถ่ายเซลล์มะเร็งปากมดลูกลงในหนูนู๊ดไมซ์ (BALB/c-nude mice) พบว่าอนุภาคไมโครเจลาตินที่ใช้เป็นพาหะในการขนส่งเซลล์มะเร็ง สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างก้อนมะเร็งที่มีปริมาตรมากกว่า 7 เท่าและมีปริมาณหลอดเลือดเกิดใหม่สูงกว่า 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกถ่ายเซลล์มะเร็งลงในหนูทดลองโดยตรง จะเห็นได้ว่า อนุภาคไมครอนสามารถใช้เป็นพาหะขนส่งเซลล์มะเร็งสำหรับงานวิจัยด้านเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจำลองค่าเริ่มต้นการเกิดเพอร์คอเรชันของวัสดุแกรฟีนนาโนคอมโพสิต, อนุพงศ์ ขันธิกุล
การจำลองค่าเริ่มต้นการเกิดเพอร์คอเรชันของวัสดุแกรฟีนนาโนคอมโพสิต, อนุพงศ์ ขันธิกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัสดุพอลิเมอร์เป็นที่นิยมนำมาใช้งานเนื่องจากสามารถใช้งานได้หลากหลาย แต่หนึ่งในข้อจำกัดของวัสดุพอลิเมอร์คือไม่สามารถนำไฟฟ้าได้ การเติมสารเติมแต่งที่สามารถนำไฟฟ้าได้ลงไปในเนื้อพอลิเมอร์ถึงจุดที่เรียกว่าเพอร์คอเรชันจะทำให้พอลิเมอร์นั้นสามารถนำไฟฟ้าได้ ในงานวิจัยนี้ได้นำเสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายจุดเพอร์คอเรชัน โดยเปรียบเทียบแบบจำลอง 3 แบบได้แก่ แบบจำลองแกนอ่อน แบบจำลองแกนแข็ง และแบบจำลองแกนแข็งเปลือกอ่อน ผลการคำนวณได้ว่าแบบจำลองแกนแข็งเปลือกอ่อนจะทำนายจุดเพอร์คอเรชันได้ใกล้เคียงกับค่าจากการทดลองมากกว่าแบบจำลองอื่น เพราะแบบจำลองแกนแข็งเปลือกอ่อนมีความคล้ายคลึงกับวัสดุจริงมากที่สุด โดยในส่วนของเปลือกอ่อนเป็นบริเวณเกิดปรากฏการการกระโดดของอิเล็กตรอนซึ่งเกิดในวัสดุจริงระหว่างสารเติมแต่งได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การคำนวณจะแม่นยำมากขึ้นเมื่อเพิ่มขนาดปริมาตรตัวแทนในแบบจำลองและเมื่อเพิ่มจำนวนครั้งของการเฉลี่ยผลลัพธ์
การแตกสลายสีย้อมโดยใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์ภายใต้การส่องสว่างด้วยแสงอาทิตย์, สุนิติ ไทยเจียมอารีย์
การแตกสลายสีย้อมโดยใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์ภายใต้การส่องสว่างด้วยแสงอาทิตย์, สุนิติ ไทยเจียมอารีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของตัวแปรต่างๆและหาภาวะที่เหมาะสมต่อประสิทธิภาพการแตกสลายสีย้อมรีแอคทีฟเรด 120 (RR120) ผ่านกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงบนตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์เชิงพาณิชย์ (Com TiO2) ตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์ (Syn TiO2) และตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์เจือไนโตรเจน (N-TiO2) ภายใต้การส่องสว่างด้วยแสงอาทิตย์ โดยตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ระยะเวลาการฉายแสง ชนิดตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์ แหล่งไนโตรเจน ปริมาณไนโตรเจน ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยา ความเข้มข้นเริ่มต้นของสีย้อมรีแอคทีฟเรด 120 และค่าความเป็นกรดด่าง จากผลการทดลองพบว่าภายใต้การฉายแสงอาทิตย์นั้นตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์เชิงพาณิชย์ไม่สามารถแตกสลายสีย้อมได้ ในขณะที่ตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์และตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์เจือไนโตรเจนร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก สามารถแตกสลายสีย้อมได้ แต่จะพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์เจือไนโตรเจนด้วยกัวนิดีน คาร์บอเนต ร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก มีประสิทธิภาพในการแตกสลายสีย้อมได้ดีในทุกภายใต้การฉายแสง ที่ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยาเท่ากับ 5 กรัม สารละลายสี 1 ลิตรที่ความเข้มข้นเริ่มต้น เท่ากับ 100 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าความเป็นกรดด่างเท่ากับ 3 จากนั้นทำการศึกษาแบบจำลองจลนพลศาสตร์ของกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงพบว่าสอดคล้องกับแบบจำลองแลงเมียร์-ฮินเชลวูด (Langmuir-Hinshelwood model) โดยแบบจำลองนี้สามารถอธิบายรูปแบบการเกิดปฏิกิริยาได้เป็นสองกระบวนการจากสองค่าคงที่ คือ ค่าคงที่การดูดติด (KLH) และค่าคงที่อัตราการเกิดปฏิกิริยา (kLH)
Working-Life Enhancement Of The Underfill Adhesive, Cholthicha Varokorn
Working-Life Enhancement Of The Underfill Adhesive, Cholthicha Varokorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In flip-chip assembly process, the underfill is often dispensed into a package via a needle. Therefore, the viscosity of underfill adhesive has to be strongly controlled. The aim of this research is to study the methods for prolonging the working-life of an epoxy-based underfill. The underfill formulation process was modified and the effects of components in the underfill that cause the increase in viscosity of underfill at room temperature were studied. A rheometer was used to determine the viscosity-time relationship of underfill formulations. The results showed that the working-life of adhesive was extended from 2 hours to 6 hours with …
Thermal Conductivity Enhancement Of Epoxy-Based Adhesive Via Incorporating Inorganic Fillers, Chutiphong Sae-Sue
Thermal Conductivity Enhancement Of Epoxy-Based Adhesive Via Incorporating Inorganic Fillers, Chutiphong Sae-Sue
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Owing to a poor thermal conductivity of epoxy resin, the requirement of high heat dissipation in electronic packaging is not overcome. In this research, aluminium oxide (Al2O3) and silicon nitride (Si3N4) filled epoxy-based underfill adhesive were prepared by varying filler loading in the range of 0-5% by volume. Additionally, the epoxy composites were also incorporated with silane-treated particles. For the silane surface treatment of filler particles, N-(2-aminoethyl)-3-(trimethoxysilyl) propylamine (AETMP) was used as coupling agent to achieve good dispersion of particles in the polymer matrix. The results showed that when filler loading was increased, thermal conductivity of composites tended to be …
Development Of Bacterial Cellulose Membrane For Separation Of Ethanol-Water Mixtures, Theerawat Suratago
Development Of Bacterial Cellulose Membrane For Separation Of Ethanol-Water Mixtures, Theerawat Suratago
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A bacterial cellulose (BC) hydrogel was modified via impregnation by diffusion of sodium alginate and cross-linking with CaCl2 solution. BC/alginate (BCA) membranes were configured, characterized, and used for pervaporation of mixtures of ethanol–water. The alginate molecules penetrated into the BC fibril network and filled the pores. The FTIR spectra indicated that there might have some interactions between the hydroxyl groups of the BC fibers and carboxyl groups of alginate molecules. The BCA membrane had a denser structure and better hydrophilicity than the unmodified BC membrane. The BET analysis results showed that the average pore size decreased with increasing alginate content …
การผลิตอนุภาคไขมันแข็งด้วยสารสกัดของเมล็ดในมะม่วง, กรอุมา กู้เกียรตินันท์
การผลิตอนุภาคไขมันแข็งด้วยสารสกัดของเมล็ดในมะม่วง, กรอุมา กู้เกียรตินันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุดมุ่งหมายของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาอิทธิพลของสภาวะกระบวนการเตรียมที่ส่งผลต่อลักษณะอนุภาคนาโนไขมันแข็ง(SLNs) ซึ่งถูกนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการนำส่งสารต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดเมล็ดอ่อนในมะม่วง (MSKE) อย่างมีประสิทธิภาพ สภาวะที่เหมาะสมของการสกัด คือ การใช้เวลาการสกัด 12 ชั่วโมง อุณหภูมิห้อง ขนาดอนุภาค 0.841-0.595 มิลลิเมตร อัตราส่วนตัวทำละลาย : ของแข็ง เป็น 3 : 1 และใช้เอทานอลเป็นตัวทำละลายฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดถูกวัดด้วยวิธีการวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน โดยพบว่า ค่าเฉลี่ยของปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดเท่ากับ 5.747 มิลลิกรัมGAE ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ สำหรับวิธี ABTs assay มีค่าเป็น 7.330 มิลลิโมลลาร์ ของสารมาตรฐานโทรล็อค ส่วนการวิเคราะห์ด้วยวิธี FRAP assay มีค่า FRAP value เป็น 4.096 มิลลิโมลลาร์ เมื่อคำนวณเทียบต่อน้ำหนักแห้งของสารสกัด ส่วนค่า IC50 ของสารสกัดมีค่าเท่ากับ 3.726 ± 0.12 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร สารละลายของอนุภาคนาโนไขมันแข็งเตรียมโดยการใช้โฮโมจิไนซ์ความเร็วสูง ที่ปัจจัยในกระบวนการที่ค่าต่างๆกัน โดยอนุภาคนาโนไขมันแข็งที่ห่อหุ้มสารสกัดเมล็ดอ่อนในมะม่วง มีขนาดอนุภาคเฉลี่ยอยู่ในช่วง 139.3 ถึง 1109.8 นาโนเมตร ค่าศักย์ซีต้าร์มีค่าระหว่าง -14.2 ถึง -36.3 มิลลิโวลต์ และค่า polydispersity index มีค่าตั้งแต่ 0.155 ถึง 1อนุภาคนาโนไขมันแข็งมีลักษณะเป็นทรงกลม มีค่าความสามารถการห่อหุ้มยาสูงสุดเป็น 99.92% ซึ่งมีปริมาณตัวยาที่ถูกห่อหุ้มเป็น 16.65% ส่วนการศึกษาความเสถียรทางกายภาพของอนุภาคนาโนไขมันแข็งที่ห่อหุ้มสารสกัดเมล็ดอ่อนในมะม่วงที่ศึกษาที่อุณหภูมิแตกต่างกันเป็นเวลา 1 เดือน พบว่า มีความเสถียรภาพที่ดี ส่วนการศึกษาการปลดปล่อยสารในสารละลายฟอสเฟตบัฟเฟอร์ซาลีน ที่ค่าความเป็นกรดด่าง 7.4 พบว่า สารสกัดเมล็ดอ่อนในมะม่วงที่ห่อหุ้มในอนุภาคนาโนไขมันแข็ง จะถูกปลดปล่อยอย่างช้าๆ เท่ากับ 36.71 % เมื่อเวลาผ่านไป 202 ชั่วโมง ซี่งแสดงให้เห็นถึงการปลดปล่อยสารที่นานขึ้น
การดัดแปรและการนำไปใช้ของซิลิกาที่ได้จากดินไดอะตอมไมท์ธรรมชาติ, จิราภา ไกรสิทธิ์
การดัดแปรและการนำไปใช้ของซิลิกาที่ได้จากดินไดอะตอมไมท์ธรรมชาติ, จิราภา ไกรสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการปรับปรุงคุณภาพไดอะตอมไมท์ธรรมชาติ ในแหล่งอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ด้วยกระบวนการทางความร้อนและทางเคมี โดยแปรผันปัจจัยต่างๆ จากนั้นทำการสลับลำดับกระบวนการ พบว่า ไดอะตอมไมท์ธรรมชาติมีโครงสร้างทรงกระบอก ผนังมีรุพรุนโดยรอบ องค์ประกอบหลักคือ ซิลิการ้อยละ 70.7 โดยน้ำหนัก และสิ่งปนเปื้อนอื่นสูง คือ อะลูมินาร้อยละ 14.7 โดยน้ำหนัก เหล็กออกไซด์ร้อยละ 5.76 โดยน้ำหนัก และสารอินทรีย์ จากนั้นทำการปรับปรุงคุณภาพไดอะตอมไมท์ด้วยความร้อน พบว่าการเผาที่ 700 °C เวลา 3 ชั่วโมง กำจัดสารอินทรีย์ได้ดี ยังคงโครงสร้างชัดเจน ถัดมาเป็นการปรับปรุงคุณภาพทางเคมีด้วยการชะละลายไดอะตอมไมท์ พบว่าชะละลายด้วยกรดไฮโดรคลอริกที่ความเข้มข้น 10 โมลาร์ อุณหภูมิ 100 °C เป็นเวลา 24 ชั่วโมง สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนหลักได้ดี ต่อมาสลับลำดับกระบวนการ พบว่าการเผาและตามด้วยการชะละลายด้วยกรดไฮโดรคลอริกให้ไดอะตอมไมท์ที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด และมีคุณภาพใกล้เคียงไดอะตอมไมท์จากประเทศต่างๆและทางการค้า จากนั้นนำไดอะตอมไมท์ดัดแปรไปใช้เป็นแหล่งซิลิกาเพื่อสังเคราะห์วัสดุซิลิกาเมโซพอร์ MCM41 และ SBA15 ด้วยกระบวนการโซลเจล พบว่าวัสดุ MCM41 จากไดอะตอมไมท์ มีพื้นที่ผิว 701.70 m2/g ปริมาตรรูพรุน 0.48 cm3/g และ ขนาดรูพรุน 2.77 nm ลักษณะโครงสร้างเป็นอนุภาคทรงกลม ส่วนวัสดุ SBA15/DE จากไดอะตอมไมท์ มีพื้นที่ผิว 705.48 m2/g ปริมาตรรูพรุน 0.58 cm3/g และ ขนาดรูพรุน 5.53 nm ลักษณะโครงสร้างเป็นเส้นชือกในแนวยาว มีการกระจายตัวของขนาดรูพรุนในช่วงแคบ โครงสร้างผลึกเป็นแบบเฮกซะโกนอล ถัดมาปรับปรุงพื้นผิววัสดุทั้งสองด้วยสารก่อฟังก์ชั่นเอพีทีเอส (3-อะมิโนโพรพิลไตรเอทอกซีไซเลน) เพื่อให้มีคุณสมบัติพื้นผิวที่ดี จากนั้นนำวัสดุสังเคราะห์ SBA15 ทดสอบเป็นตัวดูดซับโลหะคอปเปอร์ พบว่าเพิ่มความเข้มข้นเริ่มต้น ความสามารถในการดูดซับเพิ่มขึ้น ไอโซเทอมการดูดซับสอดคล้องทั้งสมการแลงเมียร์และฟรุนดิช ซึ่งปริมาณสูงสุดการดูดซับเท่ากับ 26.3168 mg/g ส่วนวัสดุสังเคราะห์ MCM41 นำมาใช้เป็นวัสดุนำส่งยาไอบูโพรเฟน พบว่าปลดปล่อยสูงในช่วงแรกและช้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคงที่ ซึ่งจลนศาสตร์ของการปลดปล่อยสอดคล้องกับสมการ Korsmeyer-peppas ในรูปแบบไม่เป็นไปตามกฎการแพร่ของฟิค(Non-Fickian …
การเตรียมฟองน้ำนาโนคอมโพสิตชีวภาพจากชานอ้อย, ชนกานต์ อินทร์แสง
การเตรียมฟองน้ำนาโนคอมโพสิตชีวภาพจากชานอ้อย, ชนกานต์ อินทร์แสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการเตรียม และศึกษาคุณสมบัติของเซลลูโลสจากชานอ้อยที่เหลือทิ้งทางการเกษตร เส้นใยเซลลูโลสจากชานอ้อยถูกสกัดด้วยสารละลายด่าง และถูกย่อยสลายกรดที่อุณหภูมิต่าง ๆ (35 และ 45 องศาเซลเซียส) และช่วงเวลา (30 45 60 90 และ 120 นาที) สภาวะที่เหมาะสมของการย่อยสลายให้ผลึกนาโนเซลลูโลสที่มีค่าความเป็นผลึกสูงถึง 73.36 เปอร์เซ็นต์ และค่าผลได้อยู่ในช่วง 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ จากการสกัดชานอ้อยด้วยสารละลายกรดซัลฟูริกที่ความเข้มข้น 63.5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 นาที ผลึกนาโนเซลลูโลสที่ได้ถูกวิเคราะห์คุณลักษณะด้วยวิธี SEM, TEM, XRD และ FT-IR สเปกโทรสโคปี ผลึกนาโนเซลลูโลสจากชานอ้อยถูกคัดเลือกเพื่อนำมาปรับหมู่ฟังก์ชั่นของผิวด้วยปฎิกริยาคาร์บอกซี่เมทิลเลชั่น และปฏิกิริยาเปอร์ไอโอเดตออกซิเดชั่น ผลึกนาโนเซลลูโลส และไคโตซานถูกนำมาขึ้นรูปเพื่อผลิตฟองน้ำคอมโพสิตชีวภาพด้วยกระบวนการทำแห้งเยือกแข็งแบบสูญญากาศ ทำการศึกษาอิทธิพลของชนิดไคโตซาน และอัตราส่วนผลึกนาโนเซลลูโลสต่อไคโตซานที่ส่งผลต่อสมบัติทางกายภาพของฟองน้ำคอมโพสิต ฟองน้ำคอมโพสิตถูกเตรียมจากนาโนเซลลูโลสที่ไม่ได้ผ่านกระบวนปรับปรุงพื้นผิวอัตราส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ และไคโตซานมวลโมเลกุลปานกลางอัตราส่วน 40 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักของสารสะลายฟองน้ำ แสดงค่าการดูดซับน้ำมากที่สุด และมีความคงรูปดี ค่าต้านทานแรงกด, ค่าโมดูลัสความยืดหยุ่น และการดูดซับน้ำของฟองน้ำคอมโพสิตมีค่า 0.0553 เมกะปาสคาล, 0.3009 เมกะปาสคาล, และ 1071 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อิทธิพลขององค์ประกอบต่อโครงสร้างทางเคมี และสัณฐานวิทยาของฟองน้ำคอมโพสิตถูกศึกษาโดย FTIR และ SEM สารสกัดเซริซินถูกนำมาใช้เป็นสารออกฤทธิ์ในฟองน้ำคอมโพสิต นาโนฟองน้ำคอมโพสิตที่มีความเข้มข้นของสารสกัดเซริซิน 0.84 กรัมต่อกรัมฟองน้ำ มีค่าการปลดปล่อยสะสมของเซริซินเท่ากับ 64 เปอร์เซ็นต์
การพัฒนาโฟมพลาสติกชีวภาพจากพอลิแลคติกแอซิด/ผงไม้ สำหรับชิ้นส่วนภายในรถยนต์, ปกเกศ สุวรรณกาศ
การพัฒนาโฟมพลาสติกชีวภาพจากพอลิแลคติกแอซิด/ผงไม้ สำหรับชิ้นส่วนภายในรถยนต์, ปกเกศ สุวรรณกาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความต้องการยกระดับการใช้งานพลาสติกชีวภาพพอลิแลคติก แอซิด (Poly(lactic acid), PLA) เป็นแรงผลักดันให้งานวิจัยนี้พัฒนาสารประกอบแต่งโฟมพลาสติกชีวภาพ PLA/พอลิเอทิลีน ไกลคอล (Poly(ethylene glycol), PEG)/ผงไม้ (Wood flour, WF) ที่มีน้ำหนักเบาและเป็นโฟมแบบกึ่งอ่อนตัว ให้มีสมบัติเหมาะเป็นชิ้นส่วนภายในรถยนต์ โดยใช้เอโซไดคาโบนาไมด์ (Azodicarbonamide, ADC) ปริมาณ 2 phr เป็นสารก่อโฟมทางเคมี งานวิจัยนี้แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกตรวจสอบอุณหภูมิการสลายตัวด้วยความร้อนของ PLA ADC และผงไม้ เพื่อหาอุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การขึ้นรูปโฟมโดย PLA และผงไม้ไม่สลายตัว พบว่า PLA ADC และผงไม้เริ่มสลายตัว ณ อุณหภูมิ 318 165 และ 220 °C ตามลำดับ อุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การขึ้นรูปไม้พลาสติกคือ 190-220 °C ส่วนที่สองศึกษาอิทธิพลของผงไม้ใน PLA และโฟม PLA สัดส่วนของผงไม้ที่ใช้คือร้อยละ 1-5 โดยน้ำหนัก การทำโฟมด้วย ADC ปริมาณ 2 phr ได้โฟม PLA และโฟม PLA/WF ที่มีความหนาแน่นลดลงถึงร้อยละ 49 โดยน้ำหนัก เมื่อเทียบกับ PLA และมีมอดูลัสภายใต้แรงกดจำเพาะลดลงจาก 0.69 เหลือ 0.24 GPa·cm3/g แสดงว่าการทำโฟมให้ชิ้นงาน PLA ที่มีน้ำหนักเบาและอ่อนตัวขึ้น การใส่ผงไม้เป็นสารเสริมแรง สามารถเพิ่มสมบัติเชิงกลภายใต้แรงดัดโค้งและแรงกระแทกให้สูงขึ้นได้ทั้งใน PLA/WF และ F-PLA/WF เนื่องจากมีการยึดเกาะที่ดีระหว่างผงไม้และเมทริกซ์ PLA ส่วนที่สามศึกษาอิทธิพลของสารเสริมสภาพพลาสติก PEG ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่างกัน (น้ำหนักโมเลกุล 12K และ 20K) พบว่าน้ำหนักโมเลกุลและปริมาณของ PEG ส่งผลต่อความสามารถในการเสริมสภาพพลาสติก โดย PEG12K สามารถลดอุณหภูมิแปรสภาพแก้วของ PLA ได้ดีกว่า PEG20K …
การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้า, พัชรักษ์ ทองจรัส
การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้า, พัชรักษ์ ทองจรัส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ใช้การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้าที่เตรียมจาก 2 กระบวนการ คือ กระบวนการสเปรย์ไพโรไลซิส (spray pyrolysis) และกระบวนการอิเล็กโตรเลสเพลทติ้ง (electroless plating) โดยศึกษาการเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารเคลือบในกลุ่มทิโอเลตที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่โครงสร้างต่างกัน 3 ชนิด คือ ออคเทนทีออล (OTT) อีทิลเฮกเซนทีออล (2-EHT) และฟีนิลอีเทนทีออล (2-PET) พบว่า ทั้งสามชนิดที่ใช้จะยืดเกาะบริเวณผิวหน้าของเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้าเท่านั้น ไม่มีผลต่อลักษณะของอนุภาคและขอบเกรนของทองแดง นอกจากนี้ การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารเคลือบในกลุ่มทิโอเลตยังสามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าความต้านทานไฟฟ้าได้ แต่ที่เวลา 0 วัน ค่าสภาพความต้านไฟฟ้าจะมีการเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเกิดคอปเปอร์ซัลไฟด์ (CuS) หรือคอปเปอร์(II)ซัลเฟต (CuSO4) บริเวณผิวหน้า โดยสารที่สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นได้ดีที่สุด คือ ฟีนิลอีเทนทีออลซึ่งมีโครงสร้างเป็นอะโรมาติก รองลงมาคือ อีทิลเฮกเซนทีออลที่มีโครงสร้างเป็นโซ่กิ่ง และ ออคเทนทีออลที่มีโครงสร้างเป็นโซ่ตรง สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าความต้านทานไฟฟ้าได้น้อยที่สุด
Conductive Patterns By Spray Pyrolysis Of A Self-Reducing Copper-Amine Complex Ink, Phenfar Benjapongvimon
Conductive Patterns By Spray Pyrolysis Of A Self-Reducing Copper-Amine Complex Ink, Phenfar Benjapongvimon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A conductive pattern prepared by spray pyrolysis of copper-amine complex ink on glass and polyimide (PI) substrates in nitrogen atmosphere. The complex ink was prepared by mixing copper (II) formate, diethanolamine, 25% ammnonia solution and distilled water. The effects of concentration of copper ion, spray pyrolysis temperature, annealing time, type of substrate, rate of deposition and benzimidazole coating were investigated. Concentration of copper ion affected size of copper particles generated. The patterns fabricated at 200 OC had higher packing density than those fabricated at lower temperature. The rate of deposition determined the thickness of well-sintered layer. Therefore, volume resistivity of …
การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของ น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ที่ห่อหุ้มวิตามินอีสำหรับการใช้เป็นเครื่องสำอาง, ปภิชญา ตั๋นคำ
การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของ น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ที่ห่อหุ้มวิตามินอีสำหรับการใช้เป็นเครื่องสำอาง, ปภิชญา ตั๋นคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาการเตรียมน้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชันบรรจุวิตามินอีอะซิเตท สำหรับการประยุกต์ใช้เป็นเครื่องสำอาง องค์ประกอบหลักทางเคมีของเมล็ดถั่วอินคาประกอบด้วย น้ำมัน (42.55 เปอร์เซ็นต์), คาร์โบไฮเดรต (32.38 เปอร์เซ็นต์) และโปรตีน (18.40 เปอร์เซ็นต์) สารประกอบหลักของน้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันแอลฟ่าไลโนเลอิค (42 เปอร์เซ็นต์), กรดไขมันไลโนเลนิค (40 เปอร์เซ็นต์), แกมมา โทโคฟีรอล (0.095 เปอร์เซ็นต์) และ เดลต้า โทโคฟีรอล (0.068 เปอร์เซ็นต์) ความสามารถในการต้านออกซิเดชันของน้ำมัน ตรวจวัดด้วยวิธี DPPH และ ABTS พบว่า มีความสามารถต้านออกซิเดชัน คือ 24.91 ไมโครกรัมเทียบกับสารโทล็อกซ์ และ 41.13 ไมโครกรัมเทียบกับสารโทล็อกซ์ ตามลำดับและปริมาณฟีโนลิครวมเท่ากับ 6.43.มิลลิกรัมเทียบเท่าสารมาตรฐานกรดแกลลิคต่อน้ำหนัก 100 กรัมของน้ำมัน น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ถูกเตรียมได้ด้วยวิธีการกลับวัฏภาคในสภาวะต่างๆ เพื่อประเมิณอิทธิพลของปัจจัยที่มีต่อลักษณะทางเคมีฟิสิกส์และความคงตัว สูตรตำรับที่ดีที่สุด ประกอบด้วยน้ำมันถั่วอินคา 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้สารลดแรงตึงผิวผสม (Span80 และ CremophorH40) 7 เปอร์เซ็นต์ ที่ค่า HLB (ค่าสมดุลการชอบน้ำและการชอบไขมัน) เท่ากับ 9 วิตามินอี อะซิเตท 1 เปอร์เซ็นต์ และน้ำ 88 เปอร์เซ็นต์ นาโนอิมัลชันที่ได้ มีลักษณะค่อนข้างโปร่งแสง และมีความคงสภาพสูง ด้วยขนาดหยดอนุภาคเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 52 ถึง 58 นาโนเมตร และ มีค่าศักย์ไฟฟ้าอยู่ระหว่าง -45 ถึง-38 มิลลิโวลต์ ประสิทธิภาพการกักเก็บ เท่ากับ 87.37 เปอร์เซ็นต์ วิตามินอี อะซิเตทที่บรรจุ ในตำรับที่เหมาะสม พบว่ามีความคงตัวภายหลังกระบวนการผลิต และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส 30 องศาเซลเซียส และ 45 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 60 …
The Effect Of Types Of Alcohol Upon A Support Of Zieglernatta Catalyst To Catalytic Performance, Molecular Weight And Comonomer Composition Distribution, Kanokporn Sinchai
The Effect Of Types Of Alcohol Upon A Support Of Zieglernatta Catalyst To Catalytic Performance, Molecular Weight And Comonomer Composition Distribution, Kanokporn Sinchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigated the effect of types of alcohol upon a support of Ziegler-Natta catalyst on ethylene polymerization and ethylene/ 1-hexene copolymerization. Alcohols are the Lewis base, which are used during catalyst preparation. The types of alcohol were divided into two systems. First system is the using ethanol as a Lewis base. Second system is the use of a mixture of ethanol with other alcohols such as isopropanol, 1-butanol, 2-butanol, isobutanol, 1-hexanol, 2-hexanol and cyclohexanol. The results showed that the mixture of alcohols did not change the morphology of catalyst. Moreover, these catalysts exhibited the higher activity than the catalyst …
Comparison Of Role Of Nano-Sized Extra Supports On Pt-Based Catalyst For Propane Dehydrogenation And Wox-Based Catalyst For Propene Metathesis, Adisak Guntida
Comparison Of Role Of Nano-Sized Extra Supports On Pt-Based Catalyst For Propane Dehydrogenation And Wox-Based Catalyst For Propene Metathesis, Adisak Guntida
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this thesis, the role of nano-sized extra supports was studied. The different types of nano-sized supports (ZrO2, TiO2, Al2O3, and SiO2) were physically mixed with WOx-based catalysts for propene metathesis reaction and Pt-based catalysts for propane dehydrogenation reaction as extra support. The dispersions of active sites were improved in both metathesis and dehydrogenation catalysts by the addition of nano-sized extra supports. The migration of active sites from the main catalyst onto the nano-sized extra support during thermal treatment via thermal spreading is a key for this improvement. The surface energy of nano-sized extra support and concentration of metal active …
The Effects Of Additives In Ethylene Glycol Based Lubricant On Slider Lapping Process, Patara Paranusorn
The Effects Of Additives In Ethylene Glycol Based Lubricant On Slider Lapping Process, Patara Paranusorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lapping process is a key technology in magnetic recording head manufacturing process. Thin film of metal alloys and metal oxides are fabricated on ceramic substrate called wafer to create the recording heads. In order to control surface properties of the recording head, the precise chemical mechanical nano grinding process is used. In this process the recording heads are treated to achieve the designed surface properties by using lubricants to control the selectivity of material removal. The aim of this study was to determine the effects of additives in ethylene glycol based lubricant on the selectivity of material removal of slider …
Polydopamine As Active Templates For Fabrication Of Conductive Of Copper Line Pattern, Raweewan Thongprachan
Polydopamine As Active Templates For Fabrication Of Conductive Of Copper Line Pattern, Raweewan Thongprachan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this research, copper conductive patterns were fabricated on polyethylene terephthalate (PET) substrate by combination of spray drying of polydopamine nanoparticles, and consequently electroless plating process. The polydopamine nanoparticle ink was synthesized by self-polymerization of dopamine hydrochloride at different initial pH 8, 8.5, 9 and 10. The patterns were deposited by site-selective Cu electroless plating process on top of the PDA pattern at the controlled temperature 30 C. The effects of plating time in electroless plating and storage time were studied. Moreover, the adhesion and aspect ratio were also investigated. The conductive lines fabricated were characterized by two-point probe measurement, …
Design Of Plantwide Control Structure Of A Small-Scale Concentrated Solar Power Process Cooperated With Organic Rankine Cycle And Thermal Storage Systems, Pathawut Bua-Ngam
Design Of Plantwide Control Structure Of A Small-Scale Concentrated Solar Power Process Cooperated With Organic Rankine Cycle And Thermal Storage Systems, Pathawut Bua-Ngam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This work presents a study on control system design of a small-scale electricity generation process for household applications using plantwide control technique. The process are of three sections including parabolic trough solar collector, thermal energy storage, and organic Rankine cycle system. Synthetic oil Dowtherm©A and acetone were chosen as heat transfer fluid and working fluid, respectively. In terms of control objectives, the control structure can keep the process operation at maximum efficiency and response the required work load. Control performance of the control structure proposed is tested under various disturbance changes by using dynamic simulator (SIMSCI DYNSIM). The scenarios investigated …
Coke Deposition On Wox/Sio2 Catalyst Physically Mixed With Magnesium Oxide For Metathesis Reaction Of Ethylene And 2-Butene, Thidaya Thitiapichart
Coke Deposition On Wox/Sio2 Catalyst Physically Mixed With Magnesium Oxide For Metathesis Reaction Of Ethylene And 2-Butene, Thidaya Thitiapichart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The presence of MgO physically mixed with silica supported tungsten oxide catalysts was investigated in metathesis reaction using ethylene and trans-2-butene as feeds. Adding MgO could enhance the conversion of trans-2-butene and propylene yield, comparing with a catalyst mixed with SiO2 as a referenced one. However, the presence of MgO with silica supported tungsten oxide catalysts surprisingly elevated the coke deposition. The coke precursor was formed by MgO from isomerization of undesired products like C5+ and moved to deposit on the acid sites of silica supported tungsten oxide catalysts which is a coke site of the catalysts. Furthermore, the distance …