Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Educational Assessment, Evaluation, and Research Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Higher Education (4844)
- Curriculum and Instruction (4466)
- Teacher Education and Professional Development (4077)
- Educational Methods (3802)
- Educational Administration and Supervision (3454)
-
- Social and Behavioral Sciences (2841)
- Educational Leadership (2779)
- Educational Psychology (1561)
- Science and Mathematics Education (1326)
- Higher Education Administration (1312)
- Higher Education and Teaching (1072)
- Scholarship of Teaching and Learning (1003)
- Curriculum and Social Inquiry (988)
- Other Education (979)
- Elementary Education (936)
- Secondary Education (899)
- Bilingual, Multilingual, and Multicultural Education (882)
- Disability and Equity in Education (847)
- Elementary and Middle and Secondary Education Administration (828)
- Arts and Humanities (808)
- Online and Distance Education (775)
- Medicine and Health Sciences (766)
- Language and Literacy Education (719)
- Adult and Continuing Education (714)
- International and Comparative Education (649)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (638)
- Special Education and Teaching (635)
- Instructional Media Design (629)
- Institution
-
- Australian Council for Educational Research (ACER) (1790)
- Central Washington University (1109)
- Wright State University (993)
- Morehead State University (868)
- Lindenwood University (759)
-
- Liberty University (735)
- University of Arkansas, Fayetteville (680)
- Western Michigan University (680)
- University of Nebraska at Omaha (677)
- Universitas Negeri Yogyakarta (629)
- University of Nebraska - Lincoln (501)
- Taylor University (365)
- Utah State University (360)
- Universitas Negeri Malang (324)
- Georgia Southern University (295)
- Edith Cowan University (291)
- Western Kentucky University (288)
- Bank Street College of Education (282)
- University of Kentucky (281)
- Old Dominion University (274)
- Walden University (265)
- Technological University Dublin (235)
- Portland State University (234)
- The University of Southern Mississippi (229)
- University of Dayton (228)
- Sacred Heart University (214)
- East Tennessee State University (206)
- Nova Southeastern University (196)
- University of New England (193)
- Seton Hall University (185)
- Keyword
-
- Education (1302)
- Report (992)
- Annual Program Outcomes Assessments (617)
- Assessment (604)
- Higher education (507)
-
- Annual report (271)
- Integrated Postsecondary Education Data System (266)
- IPEDS (265)
- Evaluation (252)
- Academic Program Review (242)
- Professional development (225)
- Reading (224)
- Teaching (219)
- Wright State University--College of Liberal Arts (207)
- Mathematics (206)
- Literacy (198)
- University report (196)
- Technology (179)
- Academic achievement (178)
- Curriculum (177)
- Wright State University--College of Science and Mathematics (168)
- Higher Education (162)
- Leadership (155)
- Students (155)
- Learning (147)
- Research (145)
- Pedagogy (143)
- Enrollment report (139)
- Equity (137)
- Teachers (137)
- Publication Year
- Publication
-
- Dissertations (1373)
- Doctoral Dissertations and Projects (690)
- Annual Program Outcomes Assessments - All (617)
- All Master's Theses (581)
- Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan (462)
-
- Faculty Research at Morehead State University (430)
- Electronic Theses and Dissertations (428)
- All Graduate Projects (339)
- Jurnal Pendidikan: Teori, Penelitian, dan Pengembangan (320)
- Theses and Dissertations (300)
- Growth: The Journal of the Association for Christians in Student Development (283)
- Academic Program Review Reports - All (242)
- Occasional Paper Series (220)
- Graduate Theses and Dissertations (213)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (209)
- Masters Theses (193)
- Morehead State Theses and Dissertations (192)
- Seton Hall University Dissertations and Theses (ETDs) (185)
- Enrollment Reports (184)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (183)
- All Theses And Dissertations (182)
- Instructional Technology and Learning Sciences Faculty Publications (178)
- Educational Leadership Faculty Publications (170)
- REID (Research and Evaluation in Education) (167)
- Education Reform Faculty and Graduate Students Publications (160)
- Professional and Organizational Development Network in Higher Education: Archives (159)
- Masters Theses & Specialist Projects (156)
- Policy Briefs (150)
- Journal of Educational Leadership in Action (148)
- Theses, Dissertations and Capstones (147)
- Publication Type
Articles 3481 - 3510 of 22427
Full-Text Articles in Educational Assessment, Evaluation, and Research
การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ
การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและผู้ใช้บริการที่ไม่สำเร็จ และสร้างโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนโดยใช้พฤติกรรมการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิของการลงทะเบียนบน Thai MOOC ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ซึ่งเป็นประวัติการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการจำนวน 1,339,191 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาคิดเป็นร้อยละ 48.47 จากผู้ใช้บริการทั้งหมดจำนวน 1,339,191 คน กลุ่มรายวิชาที่มีจำนวนครั้งและจำนวนผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนเรียนมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี กลุ่มรายวิชาที่จำนวนครั้งและร้อยละของจำนวนผู้ใช้บริการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาสังคมการเมืองและการปกครอง ในส่วนของรายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จของผู้ใช้บริการมากที่สุดคือรายวิชาการสร้างเครือข่ายด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 96.80 จากผู้ลงทะเบียนเรียนจำนวน 54,214 คน ในขณะที่รายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จน้อยที่สุดคือรายวิชาการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งเท่ากับร้อยละ 34.23 จากผู้ลงทะเบียนจำนวน 21,781 คน 2. อัลกอริทึมที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลในทุกชุดคือ FPMAX โดยมีค่าสนับสนุนขั้นต่ำที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลคือ 0.001 และ 0.005 ซึ่งกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ได้มีจำนวน 217 กฎ โดยหลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ทำให้เหลือจำนวน 27 กฎ โดยมีค่า confident อยู่ในช่วง 0.53 - 0.83 และค่า lift อยู่ในช่วง 26.46 - 52.59 เท่า โดยที่รายวิชาที่ปรากฏภายในกฎพบว่าส่วนใหญ่เป็นรายวิชาในกลุ่มคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี 3. ผลการเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและไม่สำเร็จ จากกฎความสัมพันธ์ที่ได้มาจำนวน 383 และ 327 ตามลำดับ หลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 จะได้จำนวน 39 และ 32 กฎ ตามลำดับ โดยกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชามีความหลากหลายของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนมากกว่าของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จรายวิชาใด ๆ ในขณะที่กฎความสัมพันธ์รูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จในรายวิชาใด ๆ …
การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูเพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน : การเปรียบเทียบระหว่างซีเอฟเอและอีเอสอีเอ็ม, วริศรา สารบูรณ์
การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูเพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน : การเปรียบเทียบระหว่างซีเอฟเอและอีเอสอีเอ็ม, วริศรา สารบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู 2) เพื่อตรวจสอบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู 3) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน 4) เพื่อศึกษาการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน และ 5) เพื่อประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู แบ่งการวิจัยเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาเครื่องมือวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู เครื่องมือวิจัยที่พัฒนา คือ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน ในรูปแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ ที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงเนื้อหา (Ave-CVI = .91) และความเที่ยง (Cronbach’s alpha = .886 - .975; Omega = .990) ระยะที่ 2 การศึกษา เปรียบเทียบและตรวจสอบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 202 คน จากการเลือกแบบออนไลน์ (online sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน ที่พัฒนาขึ้นจากระยะที่ 1 พบว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนที่ครูรับรู้อยู่ในระดับมาก (M = 3.77, SD = 0.65) ซึ่งค่าเฉลี่ยคะแนนการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกันไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู ระหว่างวิธีวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และวิธี Exploratory Structural Equation Modeling (ESEM) พบว่า โครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู จากวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) มีความเหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่า จากการตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน พบว่า โครงสร้างการวัดไม่มีความแปรเปลี่ยนในครูที่สอนในระดับชั้นต่างกัน และครูที่มีประสบการณ์การสอนต่างกัน แต่โครงสร้างการวัดมีความแปรเปลี่ยนในครูที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสาขาวิชาที่ต่างกัน ระยะที่ 3 ศึกษาผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน 10 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive …
การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง
การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนที่ไม่ได้จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ วิชาเอกดนตรีไทย ที่สอนทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าในระดับประถมศึกษา ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การฝึกอบรมและการใช้เทคโนโลยีผ่านเว็บไซต์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นเตรียม เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับครูผู้สอนเพื่อทำความเข้าใจการเข้าใช้งานรูปแบบ (2) ขั้นดำเนินการ ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการเรียนรู้และเข้าใช้งานได้ด้วยตนเอง โดยการทำแบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่า ก่อนเรียน และเข้าเรียนรู้ตามด้านต่าง ๆ จนครบ 3 ด้าน พร้อมทำคำถามท้ายคลิปแต่ละคลิป หลังจากนั้นทำแบบวัดฯ หลังเรียนที่มีลักษณะเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน โดยผลการทดสอบจะแสดงเป็นร้อยละของคะแนนทั้งหมด และสามารถตรวจสอบคำตอบหลังทำแบบทดสอบทันที รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการใช้งานรูปแบบฯ ได้ (3) ขั้นประเมินและสรุปผล เป็นการทำแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ผลการประเมิน ถอดบทเรียนและสรุปผล 2. ผลการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาตามมาตรฐานการประเมินของ Stufflebeam 4 ด้าน พบว่า โดยภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินคุณภาพคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินสมรรถนะในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง Ph ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ชยุตม์ มุทุวงศ์
การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง Ph ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ชยุตม์ มุทุวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส 2) พัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส และ 3) ตรวจสอบคุณภาพของระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยแบ่งการดำเนินงานวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่องpH ของสารละลายกรด-เบส ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส และระยะที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพของระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส ตัวอย่างวิจัยทั้งหมด คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1,364 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แบบตรวจสอบรายการ แบบสอบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ระบบการทดสอบออนไลน์ และแบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี IOC การตรวจสอบคุณภาพเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี PVAF การตรวจสอบคุณภาพแบบสอบตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม การตรวจสอบคุณภาพแบบสอบโดยใช้โมเดลจีไดนา และตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบด้วยค่าความเที่ยงในการจำแนก (pc) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผลการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส พบว่า แบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบสทั้งสองฉบับ ประกอบด้วยข้อสอบแบบเลือก 4 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ โดยแต่ละข้อมีการให้คะแนนเป็นแบบ 0 และ 1 กล่าวคือ ตอบผิดได้ 0 คะแนน ตอบถูกได้ 1 คะแนน ส่วนผลการตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ทั้งสองฉบับ พบว่า มีค่าดัชนีอำนาจจำแนกผ่านเกณฑ์ 41 ข้อ ผลตรวจสอบคุณภาพเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี PVAF พบว่าข้อสอบที่สามารถจำแนกคุณลักษณะของผู้สอบได้ถูกต้อง …
แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร
แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่แตกต่างกัน 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ เอกสารหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่สถาบันคุรุพัฒนาให้การรับรอง ปีการศึกษา 2561 – 2562 ได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 44 หลักสูตร ผู้วิจัยใช้แบบวิเคราะห์เอกสาร ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย ระยะที่ 2 การวิเคราะห์การเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ ครูประจำการระดับชั้นปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) รวมจำนวนตัวอย่าง 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ระยะที่ 3 ร่างแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ใช้ข้อมูลที่ได้จากระยะ 1 และ 2 นำมาเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน โดยการสนทนากลุ่มเพื่อปรับแก้ไขแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ลักษณะหลักสูตรการพัฒนาครู พิจารณาใน 3 ประเด็น คือ 1) เนื้อหาหลักสูตร ในปีการศึกษา 2561 ส่วนใหญ่เป็นสาระวิทยาศาสตร์ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 59.09) แตกต่างกับปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นสาระบูรณาการสาระ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 45.46) 2) ด้านรูปแบบกิจกรรม แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ประเภทหลักสูตร โดยปีการศึกษา 2561 เป็นหลักสูตรประเภทปกติทั้งหมดจำนวน 22 หลักสูตร (ร้อยละ 100) ปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นประเภทปกติ จำนวน 16 หลักสูตร …
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย
การพัฒนาเครื่องมือประเมินความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู, บัณฑิต โชคอำนวยกิจ
การพัฒนาเครื่องมือประเมินความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู, บัณฑิต โชคอำนวยกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบและพัฒนาเครื่องมือวัดความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู 2) วัดระดับความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน ความท้อถอยทางการเรียน ความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครูของนักศึกษาครู ตัวอย่างวิจัย คือ นักศึกษาครูระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 359 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความกระตือรือร้นทางการเรียน 2) ความทุ่มเทอุทิศตนในการเรียน และ 3) ความหลงใหลในการเรียน ความท้อถอยทางการเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความอ่อนล้าในการเรียน 2) ทัศนคติเชิงลบต่อการเรียน และ 3) ความรู้สึกไร้ความสามารถในการเรียน แบบวัดความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย 55 ข้อคำถาม มีคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหา (IOC > .60) มีคุณภาพด้านความเที่ยง (ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค = .960 และมีค่าสัมประสิทธิ์โอเมกา = .959) และมีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยโมเดลการวัดความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน และความท้อถอยทางการเรียน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) นักศึกษาครูที่เป็นตัวอย่างวิจัยมีค่าเฉลี่ยความยึดมั่นผูกพันทางการเรียนอยู่ในระดับมาก และความท้อถอยทางการเรียนอยู่ในระดับน้อย 3) ความยึดมั่นผูกพันทางการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครู แต่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความท้อถอยทางการเรียน นอกจากนี้ความท้อถอยทางการเรียน ยังมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครู
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด
แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ
แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ของนักเรียน จึงควรมีแนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ มีความเฉพาะของกลุ่มอย่างเหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ 2) เพื่อจัดกลุ่มครูตามระดับความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือน โดยวิธีการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน งานวิจัยนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนในการจัดการเรียนการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 ท่าน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 2 การวิเคราะห์ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ในเขตภาคกลาง จำนวน 144 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบ 2 ขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถาม ตรวจคุณภาพของเครื่องมือในด้านความตรงเชิงเนื้อหา และความเที่ยงแบบพหุมิติ (Omega=.971 - .984) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง (latent profile analysis) ด้วยโปรแกรม Mplus และระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน โดยใช้ผลการวิจัยในระยะที่ 2 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ 1) สมรรถนะทางเทคโนโลยีตามโมเดล TPACK 2) ทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยี และ3) ทรัพยากรห้องปฏิบัติการเสมือน โดยสร้างเครื่องมือวัดความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบบลิเคิร์ท ตั้งแต่ 1 - 5 (ไม่เห็นด้วยน้อยที่สุดจนถึงเห็นด้วยมากที่สุด) จำนวน 42 ข้อ 2. ผลการจัดกลุ่มครูตามโปรไฟล์ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขตภาคกลาง ตามความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ สามารถจำแนกครูได้เป็น 3 กลุ่ม (VLMR =219.881, p=0.0965) และ (AIC =2,628.07, BIC=2,740.923 , Adjusted …
การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ
การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์ตัวแปรแทนประสิทธิภาพการใช้ครูที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน 2) เพื่อออกแบบเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง โดยวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ศึกษาด้วยการสัมภาษณ์สภาพการทำงานของครูในปัจจุบันกับครูจำนวน 8 คน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ศึกษาด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน และวัตถุปะสงค์ข้อที่ 3 ศึกษาด้วยการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการรายงานตนเองและตัวแปรแทนกับครู 23 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) หลักฐานของการเป็นตัวแปรแทนแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ หลักฐานรูปธรรมสามารถจับต้องได้ เช่น คำสั่งปฏิบัติงานและภาพถ่ายการทำงาน หลักฐานแบบพฤติกรรม เช่น การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและการเข้าห้องสอนตรงเวลา และหลักฐานนามธรรม เช่น ความรู้สึก/พฤติกรรมเกี่ยวกับความสำเร็จของครู และเป้าหมายในชีวิต 2) ตัวแปรแทนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น วิธีการมอบหมายงานและเป้าหมายในการเป็นครู ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนครั้งที่ทำงานสอนและงานอื่น ๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และส่งตรงเวลา ส่วนระบบเก็บรวบรวมข้อมูลของตัวแปรแทนแบ่งเป็น 3 หน้าหลักได้แก่ หน้ากรอกข้อมูลของครู ประกอบด้วย ปุ่มเชื่อมหน้า ช่องกรอกข้อมูลแบบต่าง ๆ และตัวนำทาง ฯลฯ หน้าแสดงข้อมูลของครูรายบุคคลและหน้าแสดงข้อมูลของครูในภาพรวม ประกอบด้วย แถบเมนู ปุ่มเข้าสู่ระบบ และส่วนแสดงผลแบบต่าง ๆ ฯลฯ 3) ผลการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตัวแปรแทนและการรายงานตนเองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองสอดคล้องกันและสามารถใช้แทนกันได้ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองความสอดคล้องกันบางส่วน ซึ่งการนำตัวแปรไปใช้จำเป็นต้องพิจารณาความต้องการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ และกลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองไม่สอดคล้องกัน ยังไม่เหมาะสมกับการใช้เป็นตัวแปรแทน หรือใช้แทนกัน
การพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วรเชษฐ แซ่เจีย
การพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วรเชษฐ แซ่เจีย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทุนทางวิชาชีพ เป็นคุณลักษณะที่ช่วยสนับสนุนให้ครูสามารถปฏิบัติงานสอนได้ดีและช่วยให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพในระยะยาว ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม และทุนการตัดสินใจ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ (1) เพื่อพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (3) เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติสำหรับแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ (4) เพื่อเปรียบเทียบระดับทุนทางวิชาชีพของครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอนในช่วงชั้น ปีประสบการณ์การสอน และระดับวิทยฐานะต่างกัน การวิจัยนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การพัฒนาข้อคำถามของแบบวัดและตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือ ผู้วิจัยกำหนดตัวอย่างในการวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 461 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 แบบวัด ได้แก่ (1) แบบวัดทุนทางวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น 36 ข้อ และ (2) มาตรวัดความปรารถนาของสังคม BIDR-16 (Balanced Inventory of Desirable Responding-16) เพื่อนำไปศึกษาด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและเชิงยืนยัน โดยใช้โปรแกรม Jamovi และ LISREL ระยะที่ 2 ผู้วิจัยนำแบบวัดที่พัฒนาขึ้นไปเก็บข้อมูลและได้ตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามสมบูรณ์ จำนวน 1,152 ตัวอย่าง เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติและเปรียบเทียบระดับทุนทางวิชาชีพของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้โปรแกรม SPSS และ R ในการวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า (1) มาตรวัดที่พัฒนาขึ้นมีค่า IOC ระหว่าง 0.57-1.00 แสดงว่ามีความตรงเชิงเนื้อหา เมื่อนำไปทดลองใช้ (n = 56) พบว่ามีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในและแบบประกอบ เท่ากับ .862 และ .889 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับสูง (2) เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (n = 231) พบว่าโมเดลการวัดของมาตรวัดทุนทางวิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้นนั้นมีความเที่ยงเพิ่มขึ้นภายหลังตัดข้อความเหลือ 16 ข้อ โดยยังคงโครงสร้างโมเดลการวัดอันดับหนึ่งของแต่ละองค์ประกอบย่อยไว้ได้ และเมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (n = …
การวิเคราะห์นโยบายเพื่อการออกแบบและนำนโยบายการผลิตและพัฒนาครูภาษาอังกฤษสู่การปฏิบัติในประเทศไทย, ภัทรพร เล้าวงค์
การวิเคราะห์นโยบายเพื่อการออกแบบและนำนโยบายการผลิตและพัฒนาครูภาษาอังกฤษสู่การปฏิบัติในประเทศไทย, ภัทรพร เล้าวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์นโยบายการผลิตและพัฒนาครูภาษาอังกฤษของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2561 - 2565 2) วิเคราะห์งบประมาณ ทรัพยากร และการสนับสนุนอื่น ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนและการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ 3) วิเคราะห์เครือข่ายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ 4) วิเคราะห์ระบบการกำกับติดตามการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยนำผลจากข้อ 1) - 4) ไปออกแบบหน้ากระดานสรุปข้อมูล (dashboard) สำหรับใช้สนับสนุนการออกแบบและกำกับติดตามนโยบาย การวิจัยนี้ ใช้การวิเคราะห์เหมืองข้อความ (text mining) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหา จากเอกสารนโยบายระดับชาติและเอกสารของหน่วยนโยบายและหน่วยปฏิบัติ 54 ฉบับ รวมถึงเอกสารงบประมาณ เพื่อวิเคราะห์จุดเน้นของนโยบายต่าง ๆ งบประมาณ และการกำกับติดตาม รวมทั้งใช้การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม (Social Network Analysis: SNA) วิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนองค์ความรู้ โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสำรวจ กลุ่มผู้ขับเคลื่อนนโยบาย จำนวน 713 คน กลุ่มครูภาษาอังกฤษจำนวน 1,368 คน รวมทั้งวิเคราะห์การนำนโยบายสู่การปฏิบัติและการกำกับติดตามในมุมองผู้ขับเคลื่อนนโยบายและครูภาษาอังกฤษ ร่วมกับข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ อาทิ คำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรี การสัมภาษณ์ผู้บริหารใน สพฐ. ผู้บริหารโรงเรียน/สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูภาษาอังกฤษ ผลการวิเคราะห์จุดเน้นของนโยบายระดับชาติด้วยการวิเคราะห์ภาพก้อนเมฆกลุ่มคำ (word cloud) 726 คำ ในเอกสารนโยบาย ที่เกี่ยวข้อง 8 ฉบับ พบจุดเน้นร่วมกันในเรื่องการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนดิจิทัล ส่วนผลการวิเคราะห์ TF-IDF พบจุดแตกต่างระหว่างนโยบาย ในส่วนของนโยบายของหน่วยปฏิบัติพบความสอดคล้องระหว่างนโยบาย สพฐ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ค่อนข้างสูง ในการ ขับเคลื่อนนโยบาย นอกจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ยังกำหนดให้มีศูนย์พัฒนาบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEC) ภายใต้ สพฐ. เป็นกลไก สำคัญ แต่พบว่าทั้งสองกลไกมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและขาดการกำหนดนโยบายเชิงรุกตามความต้องการของพื้นที่ สำหรับการสนับสนุน ด้านองค์ความรู้ พบว่า สื่อออนไลน์ เพื่อนครู ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มีบทบาทสำคัญ (ค่า out-degree centrality …
แนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย: การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับ, วันวิสาข์ เสาว์สิงห์
แนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย: การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับ, วันวิสาข์ เสาว์สิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อสำรวจสภาพกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลพหุระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ตัวอย่างวิจัยประกอบด้วยครูจำนวน 63 คน และนักเรียน จำนวน 1,201 คน กำหนดตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ 2 ฉบับ คือ แบบสอบถามสำหรับครูและสำหรับนักเรียน ส่วนข้อมูลสำหรับการออกแบบแนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนเก็บรวบรวมโดยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายในการบรรยายสภาพกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์และปัจจัยต่าง ๆ ในขณะที่การวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนจะวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับ (2 ระดับ) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพจะวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่ากรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกตามขนาดโรงเรียนพบว่าโรงเรียนทุกขนาดมีกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์ MSEM พบว่าโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2 = 121.477, df = 66, p = .000, CFI = .996, TLI = .988, RMSEA = .026) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยระดับนักเรียนพบว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีอิทธิพลต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์สูงที่สุด นอกจากนี้แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ยังส่งผ่านอิทธิพลของการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ ส่วนการสนับสนุนของเพื่อนมีอิทธิพลทางบวกในขณะที่การสนับสนุนของผู้ปกครองมีอิทธิพลทางลบต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยระดับครูพบว่าทั้งการจัดการเรียนรู้ของครูและการสนับสนุนของครูมีอิทธิพลต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพสามารถนำมาใช้ออกแบบแนวทางในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การประเมินระหว่างทาง และการให้ข้อมูลป้อนกลับ แนวทางที่นำเสนอในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 แนวทางย่อย คือ 1) การส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ผ่านกิจกรรมในชั้นเรียนออนไลน์ และ 2) การประสานความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียนในการส่งเสริมกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์
การพัฒนาแบบวัดและหลักการออกแบบต้นแบบการปรับความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครู, อนุรักษ์ นิลหุต
การพัฒนาแบบวัดและหลักการออกแบบต้นแบบการปรับความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครู, อนุรักษ์ นิลหุต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นแนวคิดของครูที่ยอมรับและยึดถือเกี่ยวกับลักษณะธรรมชาติของความรู้ และลักษณะวิธีการเข้าถึงความรู้วิทยาศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาแบบวัดความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตศึกษาครู 2) วิเคราะห์และจัดประเภทของความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตนักศึกษาครู 3) พัฒนาหลักการออกแบบ และสร้างต้นแบบวิธีการปรับความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตนักศึกษาครูให้เหมาะสมกับประเภทของความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 4) ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำต้นแบบวิธีปรับความเชื่อไปปฏิบัติ ในขั้นแรกเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประกอบด้วยการพัฒนาเครื่องมือวัด และวิเคราะห์ประเภทของความเชื่อโดยใช้การวิเคราะห์จัดกลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น มีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตครูวิทยาศาสตร์ 4 วิชาเอก จำนวน 120 คน ขั้นตอนต่อมาเป็นการวิจัยการออกแบบ เพื่อพัฒนาหลักการออกแบบ และต้นแบบของวิธีการปรับความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตนักศึกษาครู ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. แบบวัดความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตศึกษาครู เป็นลักษณะแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีทั้งหมด 28 ข้อ ประกอบไปด้วย 4 มิติ ได้แก่ ความแน่นอนของความรู้ พัฒนาการความรู้ แหล่งความรู้ และ การให้เหตุผลเพื่อให้ได้ความรู้ มีตรงเชิงเนื้อหาจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ มีความเที่ยงในระดับที่เหมาะสม และมีความตรงเชิงโครงสร้างจากผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (3, N =130) = 3.292, p = .348; CFI = .998 TLI = .997, RMSEA = .027, SRMR = .182) 2. การจัดประเภทของความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตนักศึกษาครู ด้วยเทคนิค Hierarchical cluster analysis และ k- mean clustering สามารถแบ่งความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) ความเชื่อด้านความรู้วิทยาศาสตร์เรียบง่าย 2) ความเชื่อด้านความรู้วิทยาศาสตร์แบบยึดมั่นในความรู้และแหล่งความรู้ 3) ความเชื่อด้านความรู้วิทยาศาสตร์ซับซ้อนแบบยึดมั่นในความรู้ 4) ความเชื่อด้านความรู้วิทยาศาสตร์ซับซ้อนแบบยึดมั่นในผู้รู้ 3. ผลการวิจัยเอกสารนำไปสู่การพัฒนาหลักการออกแบบประกอบไปด้วยข้ออ้างเชิงเหตุผล 3 ข้อ คือ 1) ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงแนวคิด …
Continuation Teachers' Perceptions Of Grading Practices, Tobi W. Page
Continuation Teachers' Perceptions Of Grading Practices, Tobi W. Page
University of the Pacific Theses and Dissertations
The history of grading practices is riddled with inequities, dating to the inception of the traditional grading system, which was designed to rank and sort. Despite expanding public education to include all members of society, traditional grading practices have yet to evolve in response to the growing demand for equitable and student-centered grading practices. Many alternative education schools have a non-traditional grading structure in response to the students’ learning needs. With an understanding of the history and challenges of alternative education settings, this study sought to add the perceptions and practices of continuation high school teachers to the current body …
Exploring Creative Pedagogical Practices In Secondary Visual Arts Programmes In Ghana, Enock Swanzy-Impraim, Julia E. Morris, Geoffrey W. Lummis, Andrew Jones
Exploring Creative Pedagogical Practices In Secondary Visual Arts Programmes In Ghana, Enock Swanzy-Impraim, Julia E. Morris, Geoffrey W. Lummis, Andrew Jones
Research outputs 2022 to 2026
Secondary visual arts education provides learners with opportunities to develop critical thinking, and their creative potential, as part of their personal growth. This development happens when visual arts teachers actively integrate creative pedagogies to target creative thinking in learners. Ghana's 2019 National Pre-tertiary Curriculum Framework has added creativity as one goal for all learners. This research study explores teachers' perceptions and use of creative pedagogies as part of implementing this creativity into their teaching. A multi-site qualitative case study was conducted in government secondary schools within Sekondi-Takoradi, Ghana, and data were gathered from interviews and participant observations. The 16 cases …
Private School Faculty Perceptions Of Differentiated Instruction, Rebecca Glover
Private School Faculty Perceptions Of Differentiated Instruction, Rebecca Glover
Walden Dissertations and Doctoral Studies
Differentiated instruction focuses on students’ readiness, interests, learning styles, and life circumstances, rather than a set curriculum. The perceptions faculty have about differentiated instruction can impact their willingness and ability to implement the practice in their classroom. The purpose of this qualitative case study was to explore, in a private school in a south-central U.S. state, middle school teachers’ perceptions of, expectations about, and experiences with differentiated instruction. The conceptual framework that guided the study was Tomlinson’ s instructional differentiation philosophy supported by empirical research on differentiated instruction as effective. Six middle school English, history, science, and math teachers completed …
The Alignment Between The Algebra Curriculum At A Texas High School And The Mathematics Section Of The Texas Success Initiative Assessment, Kathryn Kober
Walden Dissertations and Doctoral Studies
The primary purpose of this qualitative study was to examine the Algebra I and Algebra II mathematics course curriculum documents at a local high school to determine alignment to the mathematics section of the Texas Success Initiative Assessment (TSIA) and to identify content necessary for students to demonstrate college readiness in mathematics on the TSIA. Revised Bloom’s Taxonomy (RBT) was used to analyze the curriculum documents for alignment to the TSIA content and answer the research question that look for alignment between the Algebra I and Algebra II curriculum documents and the TSIA for mathematics. This study used a qualitative …
Learning Analytics In Informal, Participatory Collaborative Learning, Michelle L. F. Cheong, Aditya Singh, Yun-Chen Chen, Bing Tian Dai
Learning Analytics In Informal, Participatory Collaborative Learning, Michelle L. F. Cheong, Aditya Singh, Yun-Chen Chen, Bing Tian Dai
Research Collection School Of Computing and Information Systems
Learning Analytics was recognized to be “the third wave of large-scale developments in instructional technology”. Learning Management Systems (LMSs) have been widely adopted as the learning analytics tools because the captured data represents how the learners’ interact with the system during formal learning. However, most LMSs’ analytics models do not capture learning activities outside the systems. We built an integrated Telegram mobile application and a web-based portal discussion forum, to enable informal, participatory and collaborative learning beyond the classroom. We analyzed student-initiated question-and-answer discussion posts where our machine learning algorithm will predict the quality of the posts, and the system …
Development Of A Teaching Performance Assessment In Australia: What Did We Learn?, Rebecca Spooner-Lane, Tania Broadley, Elizabeth Curtis, Peter Grainger
Development Of A Teaching Performance Assessment In Australia: What Did We Learn?, Rebecca Spooner-Lane, Tania Broadley, Elizabeth Curtis, Peter Grainger
Australian Journal of Teacher Education
Following increasing criticism of the variability in graduate teachers’ readiness to enter the profession, the Australian Institute for Teaching and School Leadership (AITSL) introduced a program accreditation requirement that all initial teacher education (ITE) providers must implement a Teaching Performance Assessment (TPA) in the final year of their teacher education programs. AITSL were not prescriptive in how ITE providers must meet the program standard which has resulted in 12 TPAs being implemented across 42 ITE providers. This paper outlines the development and implementation of one endorsed TPA designed to measure the readiness of graduating teachers, whilst taking into consideration the …
Experiential Learning Projects As Assessment In Initial Teacher Education, Renee Crawford, Louise E. Jenkins, Lydia Wan
Experiential Learning Projects As Assessment In Initial Teacher Education, Renee Crawford, Louise E. Jenkins, Lydia Wan
Australian Journal of Teacher Education
In a rapidly changing global environment, Initial Teacher Educators (ITE) have a responsibility to role-model contemporary teaching approaches, which develop graduates who think creatively and flexibly in educational workplaces. An important aspect of this work is supporting pre-service teachers (PSTs) to understand how to design assessments which facilitate a deep understanding of student learning. This learning can be achieved through the implementation of assessments which model contemporary practices and enrich student learning in ITE courses. This paper discusses new ways to consider the purpose of assessment by focusing on Experiential Learning (EL) as a form of assessment in ITE. This …
Explicit Instruction: Evaluating The Fidelity Of A Teacher's Practice Supported By Professional Development And Directive Coaching - A Case Study, Christophe Baco, Marie Bocquillon, Laëtitia Delbart, Antoine Derobertmasure
Explicit Instruction: Evaluating The Fidelity Of A Teacher's Practice Supported By Professional Development And Directive Coaching - A Case Study, Christophe Baco, Marie Bocquillon, Laëtitia Delbart, Antoine Derobertmasure
Australian Journal of Teacher Education
Training teachers in evidence-based practice is a societal challenge. We conducted practical action research to investigate the impact of a professional development programme (the aim of which is to train teachers in explicit instruction) established according to the principles of effective professional development on one teacher's practices. A holistic case study was conducted with one teacher randomly selected among a group of volunteers. An original methodology was developed to measure the fidelity of the teacher’s practices to the different teaching practices and stages of explicit instruction. The teacher's practices were filmed on four occasions and analysed using an observation grid …
Mapping Assessment Tasks And Lecturer Considerations: A Case Study Of A Nz Primary Teacher Education Programme, Wendy Carss, Bronwen Cowie, Sheralyn Cook
Mapping Assessment Tasks And Lecturer Considerations: A Case Study Of A Nz Primary Teacher Education Programme, Wendy Carss, Bronwen Cowie, Sheralyn Cook
Australian Journal of Teacher Education
Initial teacher education programme and paper assessments need to encompass university degree requirements and attest to student mastery of teacher professional competencies. This article reports one aspect of an investigation of the nature and principles employed in the design of assessments for a three-year Bachelor of Teaching (Primary) programme. The assessment tasks included in the 2022 academic papers were mapped and paper leaders interviewed; practicum and placement papers were not included because these were being redeveloped at the time. Findings are consistent with assessment design principles associated with authenticity and equity of access to the demonstration of understanding through tasks …
Critical Thinking Assessment In The Teaching Of Writing Indonesian Scientific Texts In High School, Rustam Rustam, Priyanto Priyanto
Critical Thinking Assessment In The Teaching Of Writing Indonesian Scientific Texts In High School, Rustam Rustam, Priyanto Priyanto
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
The assessment of critical thinking in the teaching of Bahasa Indonesia is an essential part of teaching syntax because most Bahasa Indonesia teachers of high schools in Jambi still use objective test assessments or low-order thinking skills (LOTS). In fact, there are still many Bahasa Indonesia teachers of high schools in Jambi who have not implemented HOTS-based assessment, so the teaching process and learning outcomes of writing HOTS-based scientific texts are still low. To overcome this problem, it is necessary to study the critical thinking assessments in writing Indonesian scientific texts in high school to find authentic and contextual assessment …
The Evaluation Of Lecturer's Improvement Programs Through Academic Culture And Services, Connie Chairunnisa, Istaryatiningtias Istaryatiningtias
The Evaluation Of Lecturer's Improvement Programs Through Academic Culture And Services, Connie Chairunnisa, Istaryatiningtias Istaryatiningtias
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
This study evaluated the program to improve postgraduate lecturers' performance at Muhammadiyah University Prof. Dr. Hamka (UHAMKA). This study used a mixed-method sequential explanatory design. The primary data were collected using questionnaires for lecturers, study program coordinators, and students. The primary data were presented by observations and interviews with the Director of UHAMKA Postgraduate. The data analysis was carried out using differential statistics to support the interview and documentation results. The most prominent result was the Institute's concern for the lecturer problem, with the respondents' answers showing strong concern (13%), concern (45.7%), and immediate concern (41.3%). The Institute's concern for …
Does The Policy Regarding The Role Of The National Examination In Determining Graduation Affect Student Achievement?, Rasmuin Rasmuin
Does The Policy Regarding The Role Of The National Examination In Determining Graduation Affect Student Achievement?, Rasmuin Rasmuin
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
From 2004 to 2018, the national examination (NE) has undergone three policy changes regarding its role in determining graduation. The NE score was decided to be the sole determining factor for student graduation in the period 2004 to 2010, with the school examination score being the determinant of student graduation from 2011 to 2015 and no longer a determinant of student graduation from 2016 to 2018 period. This study aimed to analyze the pattern of influence of the NE policy as a determinant of graduation on student achievement at junior, senior, and vocational high schools. This study used data on …
Rasch Model For The Need Assessment Instrument Of Academic Guidance And Counseling Program In Junior High School, Muh Farozin, Budi Astuti, Sigit Sanyata, Dwitias Titi, Ela Nurmalasari, Natri Sutanti
Rasch Model For The Need Assessment Instrument Of Academic Guidance And Counseling Program In Junior High School, Muh Farozin, Budi Astuti, Sigit Sanyata, Dwitias Titi, Ela Nurmalasari, Natri Sutanti
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
Developing an instrument for the need for academic guidance and counseling topics is a strategic step to support the needs assessment carried out by guidance and counseling teachers and counselors in schools. The development of this instrument had been carried out by Arfalah using exploratory factor analysis. This study aims to analyze the instrument using the Rasch model. The research procedure began with collecting data from two integrated online needs assessments of academic guidance and counseling instruments. The content validity test involved six experts, and the field test involved 111 students from three junior high schools in Yogyakarta. Data were …
The Quality Of Indonesian Teachers In The Digital Era: A Meta-Analysis, Eko Wahyunanto Prihono, Heri Retnawati, Fitria Lapele, Wisnu Budi Waluyo
The Quality Of Indonesian Teachers In The Digital Era: A Meta-Analysis, Eko Wahyunanto Prihono, Heri Retnawati, Fitria Lapele, Wisnu Budi Waluyo
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
The objective of the study is to determine the influence of determinant factors on teacher quality in Indonesia in the digital era in kindergarten, elementary, junior high, and high school units. It was a quantitative research with a correlation meta-analysis approach. The data was secondary data collected from various research results in Indonesia on the scholar.google.com page. The results of the study were published from 2012 to 2022. Data analysis used JASP software to estimate aggregates, draw plot Forrest, and publication bias. The aggregates were estimated through correlation scores with fixed effect models. The results showed that the funnel plot …
Evaluation Of The Implementation Of English Medium Instruction, Avdhikka Rayni Qomariah, Elin Driana, Hari Setiadi
Evaluation Of The Implementation Of English Medium Instruction, Avdhikka Rayni Qomariah, Elin Driana, Hari Setiadi
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
This study aimed to evaluate the implementation of the English medium instruction (EMI) program at Harapan Ibu Islamic Elementary School in the academic year of 2020/2021 by applying the CIPP model with a descriptive qualitative method. Data were gathered through interviews with stakeholders, observation of the teaching-learning process using EMI, and documentation. The results of the evaluation are as follows: the suitability of the program context to the expectations of stakeholders is considered very good. As seen from the information on the use of English as the medium of instruction, stakeholders know and agree with the program's implementation; the program's …
The Evaluation Of The Programs Of Gender-Responsive School In Yogyakarta, Sudrajat Sudrajat, Saliman Saliman, Supardi Supardi
The Evaluation Of The Programs Of Gender-Responsive School In Yogyakarta, Sudrajat Sudrajat, Saliman Saliman, Supardi Supardi
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
The research aims to evaluate the implementation of the gender-responsive school program in Yogyakarta. It is a descriptive evaluation using the CIPP (Context, Input, Process, Product) model involving the principal, head of the gender-responsive school program, teachers, employees, and students as the subjects. Data were collected by (1) interviews with principals, teachers, heads of gender-responsive school programs, and students; (2) a study of documentation of various educational activities related to the program. Data were analyzed using a qualitative data analysis model by Miles and Huberman consisting of (1) data collection, (2) data reduction, (3) data display, and (4) data verification/conclusion. …