Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Teacher Education and Professional Development (495)
- Medicine and Health Sciences (457)
- Educational Methods (427)
- Higher Education (415)
- Public Health (364)
-
- Medical Education (359)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (309)
- Social and Behavioral Sciences (308)
- Arts and Humanities (290)
- Science and Mathematics Education (246)
- Curriculum and Social Inquiry (205)
- Educational Administration and Supervision (205)
- Secondary Education (174)
- Bilingual, Multilingual, and Multicultural Education (169)
- Educational Leadership (155)
- Scholarship of Teaching and Learning (150)
- Educational Psychology (142)
- Other Education (134)
- Online and Distance Education (129)
- Disability and Equity in Education (124)
- Social and Philosophical Foundations of Education (122)
- History (117)
- Sociology (117)
- Creative Writing (116)
- Higher Education Administration (116)
- Liberal Studies (113)
- Higher Education and Teaching (112)
- Elementary Education (111)
- Institution
-
- Wayne State University (344)
- University of Nebraska - Lincoln (133)
- Cal Poly Humboldt (92)
- Illinois Math and Science Academy (90)
- Universitas Negeri Malang (79)
-
- Georgia Southern University (57)
- Utah State University (57)
- University of South Carolina (45)
- Bowling Green State University (41)
- Walden University (40)
- Illinois State University (35)
- Grand Valley State University (31)
- St. John's University (27)
- Bank Street College of Education (26)
- Liberty University (26)
- University of Texas Rio Grande Valley (26)
- Kennesaw State University (25)
- Nova Southeastern University (25)
- University of Tennessee, Knoxville (25)
- Australian Council for Educational Research (ACER) (23)
- University of Rhode Island (23)
- Columbus State University (22)
- United Arab Emirates University (22)
- Bard College (21)
- Syracuse University (21)
- Fayetteville State University (20)
- Minnesota State University Moorhead (20)
- Western Michigan University (19)
- Rochester Institute of Technology (18)
- University of Central Florida (17)
- Keyword
-
- Education (93)
- Higher education (84)
- Communication (55)
- Wellness (36)
- Curriculum (32)
-
- Student success (31)
- Adult (28)
- Course development (27)
- Habits of Mind (27)
- Honors programs and colleges (27)
- Pedagogy (27)
- Supplement (25)
- Equity (24)
- Empathy (22)
- Diversity (21)
- Professional development (21)
- STEM (21)
- Self-efficacy (21)
- Scheduling (20)
- COVID-19 (17)
- Collaboration (17)
- Literacy (17)
- Teaching (16)
- Assessment (15)
- Higher Education (15)
- Teacher education (15)
- Curriculum and Instruction (14)
- Information literacy (13)
- Mathematics (13)
- Online learning (13)
- Publication
-
- Patient Education Projects (343)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (88)
- Theses and Dissertations (88)
- Jurnal Pendidikan: Teori, Penelitian, dan Pengembangan (79)
- Dissertations (35)
-
- National Collegiate Honors Council Monographs: Chapters (31)
- International Journal for Business Education (29)
- Habits of Mind (27)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (27)
- Journal of Vincentian Social Action (25)
- Department of Teaching, Learning, and Teacher Education: Faculty Publications (24)
- Doctoral Dissertations and Projects (24)
- SoTL Commons Conference (24)
- Honors in Practice Online Archive (23)
- Occasional Paper Series (23)
- Professional Learning Day (23)
- The Journal of the Assembly for Expanded Perspectives on Learning (22)
- Excelsior: Leadership in Teaching and Learning (21)
- Journal of Media Literacy Education (21)
- Journal of Research Initiatives (20)
- Journal of the National Collegiate Honors Council Online Archive (20)
- Electronic Theses and Dissertations (19)
- Journal of Contemplative and Holistic Education (17)
- International Journal of Aquatic Research and Education (16)
- Masters Projects (16)
- Journal of Science Education for Students with Disabilities (15)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (14)
- KSU Distinguished Course Repository (14)
- Perspectives In Learning (14)
- Artizein: Arts and Teaching Journal (12)
- Publication Type
- File Type
Articles 2071 - 2094 of 2094
Full-Text Articles in Curriculum and Instruction
โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม
โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 6 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาปัญหาและความต้องการจำเป็น 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่อง 4) การพัฒนาโปรแกรมฉบับใช้ทดลอง 5) การทดลองใช้โปรแกรม และ 6) การสรุปผล การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรม ฉบับสมบูรณ์ เป้าหมายของการทดลองได้แก่ นักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพผู้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้แต่ขาดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก ชั้นปีที่ 2 จำนวน 25 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ทำการทดลองใช้โปรแกรม เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก และแบบบันทึกการเรียนรู้ ใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติเปรียบเทียบด้วยการทดสอบ Wilcoxon Signed Rank Test การทดสอบ Wilcoxon Rank Sum Test การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการจัดกลุ่มข้อมูลและการเปรียบเทียบข้อมูล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นโปรแกรมที่ออกแบบตามหลักการของแนวคิดการใช้ละครเป็นฐานในการเรียนรู้ผสานกับหลักการของแนวคิดการแก้ปัญหาคู่ตามโมเดลการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์ผู้ป่วยในการวินิจฉัย 2) ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างการรักษา และ 3) ภาษาอังกฤษเพื่อการแนะนำหลังการรักษา ประกอบไปด้วยการปฐมนิเทศและบทเรียน 8 บทเรียน ได้แก่ 1) การรับผู้ป่วยใหม่ 2) การซักประวัติผู้ป่วย 3) การซักประวัติผู้ป่วยที่ยากต่อการสื่อสาร 4) การแจ้งและการอธิบายผลการตรวจ 5) การอธิบายวิธีการรักษา 6) การอภิปรายวิธีการรักษา 7) การแจ้งข่าวร้าย และ 8) การแนะนำหลังการรักษา ความยาว 60 ชั่วโมง ใช้เวลา 20 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่าคะแนนความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกในภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อย พบว่า …
การพัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะ, มารุต ทรรศนากรกุล
การพัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะ, มารุต ทรรศนากรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและแนวคิดกลุ่มศึกษาทั้งคณะ และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น โดยเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยงานวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพ ปัญหา แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและวิเคราะห์ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม เครื่องมือวัดและประเมินผล และตรวจสอบคุณภาพโปรแกรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ระยะที่ 3 การทดลองใช้โปรแกรมฯ และระยะที่ 4 การปรับปรุงโปรแกรมฉบับเสร็จสมบูรณ์ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน 6 คน ที่เป็นอาสาสมัคร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ประกอบด้วย ค่ามัธยฐาน ร้อยละ และ สถิตินันพาราเมตริก Wilcoxon Signed Rank Test ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะเป็นนวัตกรรมการพัฒนาวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาที่ใช้การฝึกประสบการณ์เรียนรู้ขณะปฏิบัติงานจริงที่ไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับผู้เข้าร่วมโปรแกรม โดยโปรแกรมเป็นเครื่องมือของหน่วยงานระดับนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในการพัฒนากลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ครั้งละตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และใช้การรวมกลุ่มสนับสนุนของสมาชิกที่มี 3 บทบาท คือ (1) ผู้ชี้แนะแนวทางการเปลี่ยนแปลง (change leader) (2) ผู้เสริมสร้างกำลังใจ (mentor) และ (3) ผู้สนับสนุนด้านวิชาการ (academic provider) โดยกลุ่มสนับสนุนจะร่วมกันจัดกิจกรรมผ่านหน่วยประสบการณ์เรียนรู้ 3 หน่วย แต่ละหน่วยมี กระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างความตระหนัก (aware) (2) การสร้างการมีส่วนร่วม (engage) (3) การลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง (enable) (4) การสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน (empower) (5) การชี้แนะตรวจสอบความยั่งยืน (sustain) และสามารถใช้กลยุทธ์เสริม 2 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) การแก้ไขทักษะเฉพาะด้านเป็นรายบุคคล (reskills) และ (2) การเสริมสร้างกำลังใจรายบุคคล (refresh) และใช้การประเมินตามสภาพจริงจากงานที่ผู้บริหารปฏิบัติโดยใช้คะแนนรูบริกแบบผสมผสาน 5 ระดับ …
โปรแกรมพัฒนาชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาตามแนวคิดการสนทนาเพื่อการไตร่ตรองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, สิตา ทายะติ
โปรแกรมพัฒนาชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาตามแนวคิดการสนทนาเพื่อการไตร่ตรองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, สิตา ทายะติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมพัฒนาชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาตามแนวคิดการสนทนาเพื่อการไตร่ตรองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมพัฒนาชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาตามแนวคิดการสนทนาเพื่อการไตร่ตรองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมขนานเวลา ซึ่งนักศึกษากลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 25 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษา แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบจับคู่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีหลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1) การสะท้อนคิดลึกซึ้งจากประสบการณ์เรียนภาษาในพื้นที่ปลอดภัย ผ่านการถามและฟังอย่างตั้งใจ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ 2) การคัดเลือกหัวข้อสนทนาที่สอดคล้องกับประสบการณ์ร่วมของผู้เรียน กระตุ้นการไตร่ตรองและถกเถียงเชิงสร้างสรรค์ ผ่านคำถามปลายเปิดท้าทายความคิด 3) การมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ผ่านการพูดสะท้อนคิด ทบทวนความคิด ความรู้สึก แสดงทรรศนะร่วมกัน และโต้แย้งเมื่อเผชิญความขัดแย้งในความคิด นำไปสู่การปรับเปลี่ยนความเชื่อ และการกระทำ 4) การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนบทบาทการพูดสะท้อนคิด เรียนรู้มุมมองของคู่สนทนา เชื่อมโยงความคิดระหว่างประสบการณ์การเรียนรู้ของตนและคู่สนทนา เสนอกลยุทธ์ในการพัฒนาการเรียนรู้ภาษาของตนเอง 5) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เชิงไตร่ตรอง เน้นสังเกตการเปลี่ยนแปลงภายในด้านความเชื่อ และพฤติกรรมการเรียนภาษา ผ่านการบันทึกการเรียนรู้ สะท้อนคิดร่วมกัน ให้และรับฟังข้อมูลป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรม พบว่า 1) นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมมีชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาหลังเข้าร่วมโปรแกรมโดยภาพรวมและจำแนกตามมิติของชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) เมื่อเปรียบเทียบชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาของนักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมจำนวน 4 ครั้ง ในภาพรวม ผลการวัดครั้งหลังสูงกว่าครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นการเปรียบเทียบระหว่างการวัดครั้งที่ 2 และการวัดครั้งที่ 3 ที่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร
แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ 2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม จากกลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำนวน 445 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ที่ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความตระหนักรู้และยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง 2) การประเมินตนเองตามเพศวิถี 3) ความเชื่อมั่นในตนเองและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ของทั้ง 4 องค์ประกอบ และศึกษาใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหาสาระ 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติของทั้ง 4 ประกอบและในแต่ละด้าน อยู่ที่ระดับการปฏิบัติค่อนข้างมาก ยกเว้นในระดับรายข้อที่พบระดับการปฏิบัติค่อนข้างน้อย คือ การกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเพศกำเนิด ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านเนื้อหาสาระ เนื่องจากพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1) ด้านเนื้อหาสาระ ควรกำหนดเนื้อหาสาระครอบคลุมตัวบ่งชี้ของทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระตามตัวชี้วัดที่ปรากฎในหลักสูตรปัจจุบันทุกกลุ่มสาระรายวิชาในลักษณะบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ครูควรใช้วิธีอภิปรายกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตั้งคำถาม สืบค้น สะท้อนกลับ ตระหนักถึงการแสดงออกทางเพศสภาวะ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของแต่ละคน และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ควรจัดสภาพแวดล้อมครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศระหว่างการทดลองของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม จำนวน 1 โรงเรียน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) และใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi- experimental design) เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสัมภาษณ์ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทดสอบที (Paired samples t-test) วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาจำแนกรายองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเข้าถึง 2) การประเมินค่า และ 3) การสร้าง พบว่านักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกองค์ประกอบ ทั้งนี้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศโดยภาพรวมดีขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือก่อนเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ระดับต่ำมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 20 แต่หลังเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศอยู่ในระดับ ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับดี คิดเป็นร้อยละ 80 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง มีพัฒนาการการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ
กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ
กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเอง ของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 19 คนที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดทักษะสมองอีเอฟกลุ่มทักษะกำกับตนเองในกิจกรรมนาฏศิลป์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบวิลคอกซัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกข้อมูลที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนในแต่ละทักษะจากบันทึกพฤติกรรมของนักเรียน ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น ได้แก่ 1) ทักษะการจดจ่อใส่ใจ 2) ทักษะการควบคุมอารมณ์ และ 3) ทักษะการติดตามประเมินตนเอง ชุดกิจกรรมนี้มีกิจกรรม 5 กิจกรรมหลัก จำแนกเป็น 10 กิจกรรมย่อย ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมนาฏศิลป์ที่ผสมผสานกับหลักของการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ 4 ข้อ คือ การเคลื่อนไหวโดยให้ความสำคัญกับ 1) การทำงานของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย 2) การใช้พื้นที่และทิศทางในการเคลื่อนไหว 3) การใช้แรงและน้ำหนักในการเคลื่อนไหว และ 4) ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ความสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกาย โดยได้ลำดับกิจกรรมตามลักษณะการเคลื่อนไหวจากการเคลื่อนไหวเพียงบางส่วนของร่างกาย หรือที่มีความซับซ้อนน้อย ไปสู่กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในหลายส่วน ทั้งหมด หรือซับซ้อนขึ้น แต่ละกิจกรรมมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เตรียมกายให้พร้อม 2) ซักซ้อมเคลื่อนไหว 3) ได้ลงมือปฏิบัติ 4) สะท้อนคิดเพื่อพัฒนา 2. หลังการใช้ชุดกิจกรรม ปรากฏว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการมีทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองสูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาโดยจำแนกตามทักษะ พบว่า ทุกทักษะมีคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาผลการเปลี่ยนแปลงโดยจำแนกตามระดับคุณภาพของการแปลผลค่าคะแนน พบว่า ในภาพรวมนักเรียนทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงทุกทักษะ ซึ่งได้แก่ ทักษะการจดจ่อใส่ใจ ทักษะการควบคุมอารมณ์ และทักษะการติดตามประเมินตนเองไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับ
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับมัธยมศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลจากการวิจัย พบว่า 1. สภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยภาพรวม พบว่า ครูมีระดับการปฏิบัติมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายด้าน พบว่า ในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติน้อยที่สุด เนื่องจากครูละเลยการนำผลลัพธ์หรือนวัตกรรมไปใช้ รวมถึงการพิจารณาผลลัพธ์ ปรับปรุงเพิ่มมูลค่าผลลัพธ์ ในขณะที่ด้านสื่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติมากที่สุด เนื่องจากครูส่วนใหญ่นำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนเพื่อเอื้อให้นักเรียนสะดวกต่อการค้นคว้าแนวคิดใหม่ ๆ ขยายขอบข่ายแนวคิดของตนเองอย่างไม่จำกัด 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 2.1 การเตรียมการสอน คัดเลือกเนื้อหาและสอดแทรกสถานการณ์ปัญหาที่กระตุ้นความสนใจ เพื่อให้นักเรียนมีมุมมองในการสร้างแนวคิดที่หลากหลายและอิสระ 2.2) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยคัดเลือกวิธีการสอนที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการนวัตกรรม เปิดโอกาสในนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ 2.3) สื่อการเรียนการสอน เลือกใช้สื่อที่สามารถเชื่อมโยงแนวคิดและกระบวนการพัฒนาผลลัพธ์หรือนวัตกรรม 2.4) การวัดและประเมินผล วัดและประเมินผลโดยพิจารณาความสามารถในการสร้างแนวคิดและพัฒนาแนวคิดสู่ผลลัพธ์หรือนวัตกรรมตามกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ
Becoming One With The Revolution: A Scholarly Analysis Of The Everyday Life Of Soviet Citizens, Genesis Medina
Becoming One With The Revolution: A Scholarly Analysis Of The Everyday Life Of Soviet Citizens, Genesis Medina
History - Master of Arts in Teaching
I. Synthesis Essay………………………………...1
II. Primary Documents and Headnotes………...29
III. Textbook Critique……………………………...39
IV. New Textbook Entry…………………………..44
V. Bibliography………………………………….....26
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเอง, มาณิการ์ พรหมสุข
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเอง, มาณิการ์ พรหมสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมที่มีต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเอง และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด 30 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริม 2) แบบวัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเอง 3) แบบสะท้อนคิดการเรียนรู้ และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ การแจกแจงความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (Dependent T – Test) และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมมีจำนวนทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่ 1) Food and Drinks 2) A Lovely Town 3) Products 4) Warning Signs และ 5) Occupations แต่ละชุดกิจกรรมประกอบด้วย 1) กิจกรรมในชั้นเรียนซึ่งมีขั้นตอนการสอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นชี้แจงกติกาและภารกิจ ขั้นทำภารกิจสำรวจสื่อและแหล่งเรียนรู้ด้วยความเป็นจริงเสริม ขั้นทำภารกิจทางภาษาอังกฤษ และขั้นตรวจสอบความเข้าใจและให้ผลป้อนกลับ และ2) กิจกรรมฝึกฝนด้วยตนเองนอกห้องเรียนซึ่งมีขั้นตอนการสอน 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการทบทวนความรู้และขั้นฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริม พบว่า 1) คะแนนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเองหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนมีความต้องการเรียนรู้และทำกิจกรรมภาษาอังกฤษที่ชัดเจนขึ้นเพื่อพัฒนาข้อบกพร่องของตนเอง และเริ่มตระหนักถึงประเด็นภาษาในกิจกรรมที่ทำและสื่อที่นำมาใช้มากขึ้น อีกทั้งยังเริ่มปรับปรุงเทคนิคการเรียนรู้ของตนเองโดยพิจารณาจากปัญหาหรือข้อบกพร่องที่พบในการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเดิม 3. นักเรียนมีระดับความพึงพอใจเกี่ยวกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยนักเรียนมีความเห็นว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความสนุกสนาน ท้าทาย มีสื่อที่น่าสนใจ ทันสมัยและแปลกใหม่ และช่วยให้จดจำได้ดีขึ้นจากการใช้ตัวอย่างที่พบได้จริงในชีวิตประจำวัน
รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์, อาภาภรณ์ ปานมี
รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์, อาภาภรณ์ ปานมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายคือผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 10 สัปดาห์ การดำเนินการวิจัยเป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่เป็นการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อใช้ในการเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การเสนอประเด็น สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่กำลังถกเถียงหรือสังคมให้ความสนใจ ใกล้ตัวผู้เรียน และเน้นทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ 2) การมีส่วนร่วมในเรียนรู้จากการสืบเสาะหาความรู้ การอธิบาย การ-โต้แย้ง และแสดงเหตุผลเพื่อยืนยันความคิดของตนเองผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนเกิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและพัฒนาทักษะการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะการนำเสนอข้อมูล ทักษะการให้เหตุผล ทักษะการแปลความหมายข้อมูล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะการแก้ปัญหา และ 3) การมุ่งเน้นกระบวนการที่ได้มาซึ่งข้อสรุปและหลักฐานที่ยืนยันข้อสรุปโดยมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์จะทำให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปแก้ไขปัญหาหรือไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นเสนอประเด็น ทางสังคม ขั้นที่ 2 ขั้นวิเคราะห์ประเด็นปัญหา ขั้นที่ 3 ขั้นเสนอหลักฐานและให้เหตุผล ขั้นที่ 4 ขั้นลงข้อสรุป และขั้นที่ 5 ขั้นขยายความรู้ 2. ประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า 1) สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนหลังทดลองสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะ ทางวิทยาศาสตร์ 2) สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ และ 3) ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลง ของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงช่วงหลังของการทดลอง
Understanding And Advancing College Students' Mathematical Reasoning Using Collaborative Argumentation, Rachel Kay Heili
Understanding And Advancing College Students' Mathematical Reasoning Using Collaborative Argumentation, Rachel Kay Heili
Graduate Theses/Dissertations
This study explored students’ mathematical reasoning skills and offered supports to advance them through a collaborative argumentation framework in a college intermediate algebra class. The goals of this study were to make observations about student reasoning, identify specific actions to address those observations, and document student growth in reasoning as a result of those actions. An iterative analysis, mixed method study was conducted in which the researcher engaged students in responding to questions that required conceptual understandings using a collaborative argumentation framework as a tool to identify and code components of their responses—claim, evidence, and reasoning. After coding and analyzing …
Creating The Pause: A Theoretical Approach To Helping Students Achieve Creative Independence, Amanda J. Anderson
Creating The Pause: A Theoretical Approach To Helping Students Achieve Creative Independence, Amanda J. Anderson
Graduate Theses/Dissertations
This paper will detail how the 2020 Covid-19 pandemic revealed the need for a modification of our current educational best practices. This modification asks that teachers create an intentional Pause where students can spend time dwelling on content and making their own meaning before teachers intervene through scaffolding and front loading. It uses a combination of personal experience, review of best practices, and Covid-19 data to show that best practices did not transfer well during the pandemic. It will then provide evidence for the addition of the Pause as well as addressing anticipated counterarguments.
Examining Attitudinal Shifts Regarding Stem Education In Primary School Students With The Addition Of Game Based Assignments, Hayden Stricklin
Examining Attitudinal Shifts Regarding Stem Education In Primary School Students With The Addition Of Game Based Assignments, Hayden Stricklin
Graduate Theses/Dissertations
There are an estimated 3 to 4 million open job positions in STEM fields (Ball, Huang, Cotten, & Rikard, 2018; Chen, 2013), lacking qualified individuals to fill them. Graduation rates for undergraduate degrees in STEM fields average just over 430,000 degrees per academic year (National Center for Education Statistics, 2023), leaving an approximate 2.5 million positions unfilled. This lack of workers and qualified individuals is a concern for the scientific community because a lack of degrees obtained results in a lack of scientists in the field and therefore less opportunity for advancement. To address this issue, the researcher proposes a …
An Action Research Study Exploring Beginning Percussion Students' Music Reading Abilities, Spenser James Cullumber
An Action Research Study Exploring Beginning Percussion Students' Music Reading Abilities, Spenser James Cullumber
Graduate Theses/Dissertations
This action research study explored the effects of rhythmic training, understanding of musical styles, and accompanying as a means to improve the reading and performance accuracies of my sixth-grade percussion students. I designed this study as an adapted modification of Zhukov’s (2006) exploration of how these three teaching methods enhanced college piano players' music reading skills and to improve my own teaching. Participants participated in a week of beginning percussion lessons that focused on these three teaching strategies. Pre-test and post-test results were used to compare the effect of the teaching strategies. Analysis of the results focused on participants ability …
2023-2024 Graduate Catalog, Morehead State University. Registrar's Office.
2023-2024 Graduate Catalog, Morehead State University. Registrar's Office.
Morehead State Catalog Archive
2023-2024 graduate catalog for Morehead State University.
2023-2024 Undergraduate Catalog, Morehead State University. Registrar's Office.
2023-2024 Undergraduate Catalog, Morehead State University. Registrar's Office.
Morehead State Catalog Archive
2023-2024 undergraduate catalog for Morehead State University.
Obfuscating Systemic Racism: A Critical Policy Discourse Analysis On The Operation Of Neoliberal Ideas In Media Representation Of A School District State Takeover, Trish A. Lopez, Holly Sheppard Riesco, Christian Z. Goering
Obfuscating Systemic Racism: A Critical Policy Discourse Analysis On The Operation Of Neoliberal Ideas In Media Representation Of A School District State Takeover, Trish A. Lopez, Holly Sheppard Riesco, Christian Z. Goering
Curriculum and Instruction Faculty Publications and Presentations
Education reform in the United States has unwisely focused attention on standards and accountability to the state as determined by standardized testing (Berliner & Biddle, 1995; Mehta, 2013). Stemming from the emphasis on standards-based accountability are the ideas of rapid school turnaround and the state’s role in this process (Peck & Reitzug, 2014; VanGronigen & Meyers, 2019). The current study employed critical policy discourse analysis to examine the media’s portrayal of the 2019 determination to continue or terminate state control of the Little Rock School District. The analysis highlights two argumentative frames—one that emphasized neoliberal values in support of continued …
Understanding The Mental Health Of Occupational Therapy Students During The Covid-19 Pandemic, Alisha Sharma, Andrea Tyszka
Understanding The Mental Health Of Occupational Therapy Students During The Covid-19 Pandemic, Alisha Sharma, Andrea Tyszka
Journal of Occupational Therapy Education
The COVID-19 pandemic has impacted the mental health of health professional students across the world. Although there are a growing number of studies regarding the mental health of other health professional students, there are currently limited studies regarding the mental health of entry-level occupational therapy (OT) and occupational therapy assistant (OTA) students in the United States, especially within the context of the COVID-19 pandemic. The purpose of this mixed methods survey study was to understand the mental health status of entry-level OT and OTA students in the United States during the COVID-19 pandemic in order to better support their mental …
Occupational Therapy Graduate Students’, Recent Graduates’, And Educators’ Perceptions Of The Value Of Anatomy Knowledge, Karissa Legleiter
Occupational Therapy Graduate Students’, Recent Graduates’, And Educators’ Perceptions Of The Value Of Anatomy Knowledge, Karissa Legleiter
Journal of Occupational Therapy Education
This non-experimental descriptive survey study examined the relationship between occupational therapy (OT) graduate students’, recent graduates’, and educators' values of the regional and specific anatomy knowledge required for OT clinical practice. The researcher collected survey data from 94 OT graduate students, recent graduates, and educators at a private university. Data analysis consisted of descriptive statistics used to analyze the value of anatomical regions and structures and a one-way ANOVA with a post-hoc Tukey to compare the group means on the value of anatomical structures. Results revealed that the regions of the highest value were the back and spine, thorax, and …
Using A Flipped Classroom To Teach Evidence-Based Practice To Entry-Level Occupational Therapy Students, April C. Cowan, Karen Ratcliff, Chih-Ying Li
Using A Flipped Classroom To Teach Evidence-Based Practice To Entry-Level Occupational Therapy Students, April C. Cowan, Karen Ratcliff, Chih-Ying Li
Journal of Occupational Therapy Education
Constructivist teaching approaches rely on students to be active participants in their learning. A flipped classroom is a constructivist approach that requires the students to complete pre-learning activities outside of class. Thus, in class the students can practice and engage in team-based discussions and teacher guided learning. We delivered evidence-based practice (EBP) concepts to entry level occupational therapy (OT) students in a doctoral program using a constructivist approach, that included a flipped classroom model and reliance on team-based strategies. We used the Evidence Based Practice Confidence (EPIC) Scale to assess the change in students’ confidence in EBP. Students demonstrated statistically …
A Framework For Creating And Using Teaching Philosophy Statements To Guide Reflective And Inclusive Instruction, Steven D. Taff
A Framework For Creating And Using Teaching Philosophy Statements To Guide Reflective And Inclusive Instruction, Steven D. Taff
Journal of Occupational Therapy Education
A teaching philosophy statement (TPS) is a brief, deeply personal narrative that gives insight into an educator’s perspective on the teaching enterprise. A TPS is typically comprised of a reflection on the educator’s values and beliefs, a description of what happens during the learning process, and statements about how teachers and learners ideally interact. Use of a TPS clarifies the bridge between theory/philosophy and practice which strengthens education as an interactive phenomenon and in so doing evokes an ethical purpose for the teaching-learning dynamic. This article describes the theoretical underpinnings of, and process for, an innovative framework occupational therapy educators …
Applying An Anti-Racist Pedagogy To Develop And Deliver A Racial Microaggressions Workshop For Occupational Therapy Students, Shannon Giannitsopoulou, Jane A. Davis, Bismah Khalid, Ruheena Sangrar
Applying An Anti-Racist Pedagogy To Develop And Deliver A Racial Microaggressions Workshop For Occupational Therapy Students, Shannon Giannitsopoulou, Jane A. Davis, Bismah Khalid, Ruheena Sangrar
Journal of Occupational Therapy Education
Many workshops about identifying, understanding, and responding to microaggressions have been designed and delivered to learners within health education. However, few workshops implement an anti-racist pedagogical approach, and none presented in the literature have been created specifically for occupational therapy students. Anti-racist pedagogical approaches explicitly link interpersonal and institutional/structural oppressions to ensure that the impacts of microaggressions are not minimized by focusing solely on interpersonal interactions. A specific workshop is needed to address the noted persistence of racial microaggressions directed at clients, families, students, and practitioners within occupational therapy contexts and due to the embeddedness of practitioners in clients’ daily …
Writing As Transformation: An Action Research Study On Trauma-Informed Curriculum, Nena L. Weinsteiger Guzman
Writing As Transformation: An Action Research Study On Trauma-Informed Curriculum, Nena L. Weinsteiger Guzman
University of the Pacific Theses and Dissertations
Trauma exposure is endemic, and this study seeks to address childhood trauma in a compassionate and restorative manner. Adverse Childhood Experiences (ACEs) are serious childhood traumas that manifest as toxic stress which can damage the developing brain of a child and affect overall health. The implications are expressed dualistically: academic performance of youth is subdued & diminished, and behavioral interactions can range from unreceptive to erratic and aggressive. Trauma exposure is a predictor of adverse outcomes, which range from higher rates of suspension, expulsion, and incarceration, to dire outcomes, such as lower life expectancy and quality of life. Streamlining trauma-informed …
How Instructional Strategies Impact Mathematics Self-Efficacy And Learning: Middle School Student Perceptions, Roni R. Herndon
How Instructional Strategies Impact Mathematics Self-Efficacy And Learning: Middle School Student Perceptions, Roni R. Herndon
University of the Pacific Theses and Dissertations
This research focuses on middle schools where more than 90% of the students are socioeconomically disadvantaged and where mathematics scores are below the state and national average. The study was conducted to better understand how students experience various instructional strategies and perceive these classroom practices to impact their learning and self-efficacy in mathematics. A hybrid mixed methods research design, with both embedded and explanatory sequential components, was employed. Quantitative results are based on survey responses from 94 seventh grade students. Qualitative results are based on five teacher and eight student interviews.
Informed by teacher interviews, the Instructional Strategies Impact Survey …