Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Higher Education (4326)
- Social and Behavioral Sciences (3248)
- Medicine and Health Sciences (2332)
- Arts and Humanities (2107)
- Curriculum and Instruction (1715)
-
- Teacher Education and Professional Development (1253)
- Educational Leadership (1209)
- Health and Physical Education (1102)
- Educational Administration and Supervision (1056)
- Educational Methods (959)
- Medical Education (933)
- Sociology (886)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (885)
- Scholarship of Teaching and Learning (863)
- Public Health (830)
- Life Sciences (725)
- Language and Literacy Education (691)
- Bilingual, Multilingual, and Multicultural Education (668)
- Business (635)
- Physical Sciences and Mathematics (611)
- Higher Education Administration (582)
- Science and Mathematics Education (545)
- Curriculum and Social Inquiry (499)
- Communication (491)
- Educational Technology (484)
- Other Education (483)
- Sports Sciences (478)
- Psychology (468)
- Educational Psychology (464)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (591)
- Liberty University (513)
- Western Kentucky University (506)
- University of Alabama at Birmingham (377)
- Morehead State University (338)
-
- East Tennessee State University (273)
- Wayne State University (267)
- Utah State University (261)
- Boise State University (259)
- Georgia Southern University (252)
- Walden University (250)
- Chulalongkorn University (246)
- Association of Arab Universities (235)
- Cal Poly Humboldt (219)
- Nova Southeastern University (215)
- Old Dominion University (194)
- University of Arkansas, Fayetteville (192)
- University of South Florida (184)
- Brigham Young University (163)
- Children's Health Medical Center Dallas (152)
- University of Northern Iowa (145)
- Indiana State University (140)
- University of Nebraska Medical Center (139)
- Marshall University (137)
- City University of New York (CUNY) (130)
- Grand Valley State University (128)
- University of South Carolina (127)
- Montclair State University (124)
- University of Kentucky (122)
- Northwestern College, Iowa (121)
- Keyword
-
- Education (398)
- Higher education (376)
- Newsletter (180)
- Health (167)
- Professional development (160)
-
- UAB (157)
- Health literacy (152)
- Activities (151)
- Coloring book (150)
- Leadership (150)
- Pedagogy (141)
- Curriculum (134)
- Students (132)
- Equity (130)
- Literacy (125)
- Communication (122)
- Self-efficacy (115)
- News (113)
- COVID-19 (107)
- Mental health (107)
- Inclusion (105)
- Georgia Southern University (98)
- EReporter (96)
- Diversity (95)
- Collaboration (93)
- Motivation (91)
- Assessment (90)
- Higher Education (88)
- Teaching (85)
- The George-Anne Daily (85)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (527)
- Doctoral Dissertations and Projects (495)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (415)
- Dissertations (314)
- Patient Education Projects (255)
-
- International Journal of Physical Activity and Health (230)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (210)
- Browse All News (204)
- Electronic Theses and Dissertations (202)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (190)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (184)
- Dialogue: The Interdisciplinary Journal of Popular Culture and Pedagogy (182)
- Master's Theses & Capstone Projects (121)
- Journal of Community Engagement and Higher Education (112)
- Graduate Medical Education Research Journal (107)
- Journal of Comparative & International Higher Education (105)
- Student Theses and Dissertations (102)
- SACAD: Scholarly Activities (100)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (98)
- George-Anne Media Group: Newsletters & Magazines (97)
- Faculty Senate Records (96)
- eReporter (campus newsletter) (96)
- Jordan Journal of Applied Science-Humanities Series (82)
- Research outputs 2022 to 2026 (81)
- School of Education and Leadership Student Capstone Projects (81)
- 2024 Celebration of Student Scholarship - Poster Presentations (80)
- Concepts in Animal Parasitology (77)
- Masters Projects (76)
- News and Events (Discontinued Series) (76)
- English (75)
- Publication Type
Articles 14311 - 14340 of 14551
Full-Text Articles in Education
การจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Please เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กระต่าย วิรัชยานุกูล
การจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Please เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กระต่าย วิรัชยานุกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ PLEASE 2) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายระหว่างที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ PLEASE ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนคาทอลิกในสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เขต 1 จำนวน 28 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการ เกณฑ์การประเมินงานเขียนเรียงความเชิงวิชาการ แบบวิเคราะห์ผลงานเรียงความเชิงวิชาการ และแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ PLEASE และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ PLEASE พบว่า ความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเปลี่ยนแปลงดีขึ้นทุกองค์ประกอบ
Exploration Of Global Englishes Orientation On English Textbooks In China, Lin Chen
Exploration Of Global Englishes Orientation On English Textbooks In China, Lin Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Given China’s growing global perspective in education and the widespread use of English as a Lingua Franca, this study examined the integration of Global Englishes (GE) principles in senior high school English textbooks. Using a qualitative content analysis, the textual, visual, and auditory elements in three textbooks approved by China’s Ministry of Education were examined. The analysis was guided by Rose and Galloway’s 2018 Global Englishes Language Teaching framework, focusing on six aspects: target interlocutors, ownership, norms, cultures, needs, and assessment criteria. Overall, the findings indicate a GE orientation across all three textbooks, evidenced by the representation of diverse English …
โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารตามการอบรมโดยใช้ละครเป็นฐาน สำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน, ชัญญา วิภารังสี
โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารตามการอบรมโดยใช้ละครเป็นฐาน สำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน, ชัญญา วิภารังสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาสมรรถนะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน 2) ออกแบบโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารโดยใช้ละครเป็นฐานสำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน และ 3) วิเคราะห์ผลการใช้โปรแกรมดังกล่าว การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสมรรถนะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสามัญศึกษา 3 ประเภท เก็บข้อมูลจากผู้อำนวยการ 3 คน และครู 9 คน รวม 12 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 20 ข้อ (IOC = 0.76) พบว่าผู้บริหารต้องการพัฒนาการพูดมากที่สุด รองลงมาคือ การสอนงาน การจัดการทีม และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ระยะที่ 2 ออกแบบโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารโดยใช้ละครเป็นฐาน ระยะเวลา 180 นาที ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) อารัมภบท 2) อุ่นเครื่องร่างกาย 3) ฝึกสติและจินตนาการ 4) บทบาทสมมติ 5) การสะท้อนกลับ และ 6) การสรุป โดยอาศัยความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ผ่านการระดมสมองอย่างเป็นระบบ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมด้านโครงสร้าง เนื้อหา กระบวนการ และการประเมินผล ได้โปรแกรมที่สมบูรณ์ชื่อ "ข้ามขีดจำกัดการสื่อสารด้วยโปรแกรมพัฒนาผ่านการใช้ศาสตร์ละครเป็นฐาน" ระยะที่ 3 ทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรมกับผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน 3 คน สัมภาษณ์เชิงลึกก่อนและหลังเข้าร่วม รวมถึงสังเกตพฤติกรรมระหว่างการฝึกอบรม พบว่าผู้บริหารมีการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารด้านการพูดที่ชัดเจน กระชับ มีความมั่นใจ และการใช้น้ำเสียงอย่างเหมาะสม รวมถึงการควบคุมอารมณ์ได้ดี ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้ละครเป็นฐานในการฝึกอบรมสามารถส่งเสริมการพัฒนาประสิทธิภาพการสื่อสารด้านการพูดในการบริหาร และการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับครูของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนได้อย่างมีประสิทธิผล
การส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี, กรกฎ ยกเจริญ
การส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี, กรกฎ ยกเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี และ 2) เพื่อศึกษาผลของการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบทดลองกลุ่มเดี่ยว ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ทำการเก็บข้อมูลจากผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย แบบวัดพฤติกรรมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อม แบบบันทึกการฝึกซ้อม และแบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยมีการใช้สถิติเชิงบรรยายโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที เพื่อเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากแบบวัดในช่วงก่อนและหลังการทดลอง รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบบันทึกการฝึกซ้อมและการสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียนโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการการกำกับตนเองในการซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นสะท้อนตนเอง โดยมีการทำทั้งสามขั้นตอนซ้ำในการเรียนทุก ๆ ครั้ง 2) จากการทดลองใช้แผนกระบวนการที่พัฒนาขึ้น ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 7 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที โดยมีการใช้คำถามวิเคราะห์เชิงคุณภาพประกอบกับการเรียนเนื้อหาพื้นฐานทางดนตรี และให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติในชั้นเรียน พบว่า การใช้กระบวนการการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาค ส่งผลให้ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนที่สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน แต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ จากแบบบันทึกการฝึกซ้อมและการสังเกตในชั้นเรียน พบว่าผู้เรียนทั้งสามมีการกำกับตนเองในช่วงขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นสะท้อนตนเองได้ดีขึ้น โดยมีการพัฒนาที่แตกต่างกันไปในผู้เรียนแต่ละคน
Academic Management Innovation To Foster Teacherpreneur Competency Of Normal University Students In Yunnan Province, China, Dihui Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to (1) study the conceptual framework of teacherpreneur competency and academic management and, (2) assess the level of teacherpreneur competency among Normal University Students, (3) analyze priority needs for academic management development to foster teacherpreneur competency, and (4) develop academic management innovation to foster teacherpreneur competency in Normal University Students. A multiphase mixed-methods research design was employed. Phase One evaluated the conceptual framework by 5 experts. Phase Two surveyed 400 students (with an additional 400 respondents: 30 for the pilot study and 370 for exploratory factor analysis). Phase Three collected institutional data from 70 programs (1 director …
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบฯ ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่าง 2 กลุ่ม 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 และ 2 จำนวน 434 คน (Purposive Sampling) ขนาดตัวอย่างขั้นต่ำคำนวณโดย G*Power 3.1.9.7 สำหรับ Paired-samples t-test เท่ากับ 272 คน ตามเกณฑ์ของ Cohen (1988) 2) ครูผู้สอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ในสังกัดสพฐ. เขต 1 และ 2 จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) และตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ได้จากเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง จำนวน 30 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมแบบอาสาสมัคร (Voluntary Participation) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) แบบสัมภาษณ์ครูแบบมีโครงสร้าง 3) แบบประเมินผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 5) แบบประเมินทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน 6) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีต่อรูปแบบการอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการโดยใช้ดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็นหรือ Modified Priority Needs Index: PNImodified และ 3) วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการอบรม โดยใช้สถิติทดสอบ Paired Samples t-test ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …
Inclusive Leadership Development Innovation For University Faculty Members In Chongqing, China, Changjiang Tang
Inclusive Leadership Development Innovation For University Faculty Members In Chongqing, China, Changjiang Tang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) study the conceptual framework of inclusive leadership and professional development of university faculty members, 2) study the level of inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China, 3) analyses the priority needs in professional development to enhance the inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China, and 4) develop the professional development innovation to enhance the inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 17 universities, 366 university faculty members in Chongqing, China. Informants included …
อนาคตภาพและข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารวิชาการโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ ตามแนวคิดจิตสำนึกความเป็นสากล, รัตนพงศ์ ตุมพสุวรรณ
อนาคตภาพและข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารวิชาการโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ ตามแนวคิดจิตสำนึกความเป็นสากล, รัตนพงศ์ ตุมพสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์กรอบแนวคิดคุณลักษณะจิตสำนึกความเป็นสากล และกรอบแนวคิดการบริหารวิชาการของโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) 2) สร้างภาพอนาคตของการบริหารวิชาการโครงการ English Program ภายใต้แนวคิดจิตสำนึกความเป็นสากล และ 3) เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารวิชาการโครงการ English Program เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างมีทิศทางและยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพภายใต้กรอบการวิจัยเชิงคาดการณ์อนาคต (Foresight Research) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การศึกษาทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง (2) การวิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยขับเคลื่อนอนาคต ด้วยวิธีการกวาดสัญญาณ และ (3) การสร้างฉากทัศน์อนาคต (Scenario Building) ผ่านกระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการคาดการณ์อนาคต (Future Workshop) ร่วมกับกับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้อง 16 คน พร้อมการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ผลการวิจัยนำเสนอภาพอนาคตของการบริหารวิชาการโครงการ EP ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้าในรูปแบบฉากทัศน์จำนวน 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) EP Opportunity Nation: ห้องเรียนแห่งโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม 2) The Human Advantage EP: ห้องเรียนที่เน้นการพัฒนาทุนมนุษย์สามภาษา ข้ามวัฒนธรรม เพื่อความเป็นเลิศเหนือเทคโนโลยี 3) National EP Blueprint: การปฏิรูประบบ EP อย่างเป็นระบบตามแนวนโยบายระดับชาติ และ 4) Bridge the Gap EP: ห้องเรียนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทในบริบทสากล โดยฉากทัศน์ที่ได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสมในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริงสูงสุด คือ “The Human Advantage EP” ซึ่งเน้นการบูรณาการภาษา เทคโนโลยี และทักษะมนุษย์ เพื่อผลิตพลเมืองโลกที่มีความสามารถในการอยู่ร่วมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ จากฉากทัศน์อนาคตที่ได้รับการเลือกเป็นอนาคตพึงประสงค์ (Preferable Future) ผู้วิจัยจึงได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล จำแนกตามระยะสั้น กลาง และยาว โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ยืดหยุ่น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง …
การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร
การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายใน 1 โรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์นำข้อมูลมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยด้วยค่าทีที่ระดับนัยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 8 กิจกรรม ได้แก่ (1) ยืดเส้นยืดสาย (2) ฝ่าฟันไปด้วยกัน (3) ภารกิจพิชิตชัยชนะ (4) รวมพลังสู่ชัยชนะ (5) ขยับสไตล์เรา (6) คู่หูทรงพลัง (7) ลูกบอลหรรษา และ (8) มั่นคงทรงพลัง มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และ 2) ประสิทธิผลของโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษามีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลสามารถส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาได้
Academic Management Innovation Based On The Concept Of Meta Skills For Private Higher Education Institutions In Sichuan, China, Chi Che
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) study the conceptual framework of academic management and metaskills, 2) examine the level of meta-skills among students in Sichuan private higher education institutions (HEIs), 3) analyze the priority needs in developing academic management to enhance meta-skills, and 4) develop an academic management innovation to foster meta-skills in private HEIs. This study employed a multi-phase mixed-methods research design, integrating both quantitative and qualitative approaches. The study involved ten private HEIs across Sichuan Province. The instruments used included a meta-skills development questionnaire, academic management evaluation form, expert validation form, and structured interview protocols. Data were analyzed using …
นวัตกรรมการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก, ธนภูวดล เวชชวณิชย์
นวัตกรรมการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก, ธนภูวดล เวชชวณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนและกรอบแนวคิดผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 2,085 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวน 255 โรงเรียน โดยใช้สูตรของ Krejcie & Morgan ที่ความเชื่อมั่น 95% ในการคำนวณกลุ่มตัวอย่างและใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยโรงเรียน หัวหน้าฝ่ายวิชาการและครูแนะแนว จำนวน 765 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียน การสอน และการวัดและการประเมินผล กรอบแนวคิดผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ประกอบด้วย พลังในการค้นหาตัวตนพลังความมั่นใจในตนเองพลังความร่วมมือจิตสาธารณะความปรารถนาที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม 2) ผลการวิเคราะห์สภาพการบริหารโรงเรียนในภาพรวม พบว่า สภาพปัจจุบันมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก x̄ = 3.838 และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด x̄ = 4.537 โดยสภาพปัจจุบันและสภาพ ที่พึงประสงค์ ด้านการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการวัดและ การประเมินผล ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในภาพรวม พบว่ามีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาอยู่ที่ PNImodified = 0.182 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุดคือด้านการวัดและการประเมินผล มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNImodified = 0.201) รองลงมา คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNImodified = 0.194) และการจัดการเรียนการสอน (PNImodified = 0.161) ตามลำดับ 3) …
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา 2) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษาที่พัฒนาขึ้น การศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 434 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 35 ข้อ ครอบคลุม 6 องค์ประกอบ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.77 และค่าความเที่ยง 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 80 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มแบบแบ่งชั้นตามเพศ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษามีระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย กิจกรรม 8 กิจกรรม คือ 2.1) รอบรู้บุหรี่ไฟฟ้า 2.2) แยกแยะสื่อและโฆษณา 2.3) รู้ที่มา เข้าใจข้อมูล 2.4) รู้จักคิด รู้จักปฏิเสธ 2.5) คิดก่อนคลิก เลือกก่อนลอง 2.6) ฉลาดรู้…จัดการตน 2.7) สื่อ..สาร ให้โดนใจ และ 2.8) ภารกิจพลังบวก มีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 0.95 3) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษากลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมส่งเสริม ความฉลาดรู้ทางสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และมี แนวโน้มที่จะนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่มเยาวชนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล
การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา, อุษณา พิมพร
การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา, อุษณา พิมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยที่ส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอสำหรับนักเรียนประถมศึกษา และช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตนเอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งการวิจัยเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และออกแบบชุดกิจกรรม และ 2. ระยะทดลองใช้ชุดกิจกรรม ใช้เครื่องมือวิจัย จำนวน 7 ชุด ได้แก่ 1. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอ 2. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปะในระดับประถมศึกษา 3. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ระหว่างวัย 4. แบบวัดประเมินการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอสำหรับนักเรียนประถมศึกษา 5. แบบสังเกตพฤติกรรม 6. แบบสัมภาษณ์การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ และ 7. แบบสำรวจความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนประถมศึกษา จำนวน 20 คน ผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน ศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับการเรียนรู้ หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนาชุดกิจกรรมประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ 1. การสานความสัมพันธ์ 2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3. การสร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน และ 4. การบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ผลการใช้ชุดกิจกรรม พบว่า 1. นักเรียนประถมศึกษามีการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ผ้าทอหลังใช้ชุดกิจกรรมเพิ่มขึ้นทุกคน และมีค่าเฉลี่ยคะแนนจากการสังเกตพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก (M=4.08) นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการเห็นคุณค่าใน 3 ระดับ คือ 1) ขั้นการรับรู้ โดยพบว่า นักเรียนมีส่วนร่วมถามคำถามในกิจกรรม มีความตั้งใจในการทำกิจกรรม รู้จักเลือกเลือกสิ่งที่ชอบในกิจกรรมได้ 2) ขั้นการตอบสนอง โดยพบว่า นักเรียนมีความต้องการตอบคำถามใน ชั้นเรียน ตั้งใจปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย สามารถนำเสนอผลงานได้ และ 3) ขั้นการรู้คุณค่า โดยพบว่า นักเรียนสามารถบอกคุณค่าของ อัตลักษณ์ผ้าทอได้ และสร้างสรรค์คลิปวิดีโอเพื่อเชิญชวนให้ผู้อื่นรู้จักอัตลักษณ์ผ้าทอได้ นอกจากนี้ผลการสะท้อนคิดยังพบว่า นักเรียนมีความสุขและชื่นชอบในการทำกิจกรรมศิลปะที่ออกแบบ 2. หลังใช้ชุดกิจกรรมผู้สูงอายุเกิดการเห็นคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้น …
การพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุภลักณ์ สีขาว
การพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุภลักณ์ สีขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนและแนวทางเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลของ การใช้บทเรียนโมบายเลิร์นนิง ฯ และเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ก่อนและหลังเรียน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 1 คือ ครูผู้สอนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะมิติสัมพันธ์ 9 คน นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 15 คน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 2 คือ ผู้เชี่ยวชาญรวมจำนวน 6 คน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 3 คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 50 คน เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ครูและผู้เรียน 2) บทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 3) แบบประเมินคุณภาพบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ 5) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ 6) แบบประเมินความพึงพอใจในบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยาย 2) การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (relative growth score) 3) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาสภาพการเรียนการสอนเกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ พบว่าผู้เรียนเคยทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับมิติสัมพันธ์มาบ้าง แต่ไม่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม ด้วยเนื้อหาเป็นส่วนย่อยในหลายวิชา อีกทั้งเวลาและแบบฝึกที่มี ผู้เรียนมีความสนใจหากมีบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ และการออกแบบบทเรียนที่มีเนื้อหา วิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน โดยใช้สีโทนเย็นเช่น สีฟ้า, สีเขียว หรือขาว ฯลฯ เป็นต้น 2. ผลการพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ ประกอบด้วย 1) บทเรียน 4 บทเรียน 2) กลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศภาพ (Visual Scaffolding) เน้นการใช้การเรียนรู้ด้วยภาพ ได้แก่ เส้นสี, เส้นชี้นำ, ตัวอักษรชี้นำ LTR บอกทิศทางและภาพ 3D ในส่วนเฉลย เพื่อง่ายต่อการจดจำและเรียนรู้ด้วยการดูดซึมข้อมูลรูปแบบภาพ 3) การจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 3. ผลการเรียนด้วยบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ …
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น, อริศราภรณ์ เอเวอลีณ หนูจรเพชร
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น, อริศราภรณ์ เอเวอลีณ หนูจรเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์องค์ประกอบด้านเนื้อหาและด้านรูปแบบของเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพของผู้เรียนในชั้นประถมศึกษาตอนต้น (2) พัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (3) ตรวจคุณภาพเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ ใช้การวิจัยเชิงผสมผสานวิธี (Exploratory Sequential Mixed Methods Design) แบ่งเป็น 2 ระยะการวิจัย ได้แก่ ระยะพัฒนาเครื่องมือ ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทักษะการฟังเพื่อจับใจความในผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (สำหรับครูผู้สอน) (2) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทักษะการฟังเพื่อจับใจความในผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ) (3) เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (4) แบบทดสอบการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายฯ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ระยะทดลองใช้เครื่องมือ ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (2) เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ ผลการวิจัยพบว่า (1) เครื่องมือพัฒนาในรูปแบบรายการตรวจสอบ (Checklist) จำนวน 20 ข้อ ครอบคลุมพฤติกรรมการฟัง 7 ด้าน ได้แก่ การตอบคำถาม การปฏิบัติตามคำสั่ง การถ่ายทอดสาร ความสนใจ สมาธิ การสรุปใจความ และการตั้งคำถามตรงประเด็น พร้อมระบบให้คะแนน 3 ระดับ ได้แก่ ไม่เคย บางครั้ง และบ่อยครั้ง (2) เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความตรง (IOC) อยู่ในช่วง 0.60–1.00 และ (3) ผลการวิเคราะห์คุณภาพพบว่าค่าความยากเฉลี่ย 0.68 อำนาจจำแนก 0.67 ค่า CITC ระหว่าง .86–.97 และค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha เท่ากับ .99 แสดงถึงคุณภาพของเครื่องมือในระดับสูง อีกทั้งมีความตรงตามสภาพในระดับปานกลาง (r = .471, p < .05) สามารถจำแนกผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงได้แม่นยำ และได้รับความเห็นจากครูผู้ใช้จริงว่าเหมาะสม ใช้งานสะดวก และช่วยให้สามารถคัดกรองพฤติกรรมการฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดด้านเวลา
การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ
การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจกรอบความคิดเติบโตของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบ กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนขนาดเล็กและเป็นโรงเรียนในชนบท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 จำนวน 40 คน จาก 40 โรงเรียนขนาดเล็กในชนบท อ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลโรงเรียนของเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบวัดกรอบความคิดเติบโตและแบบสัมภาษณ์กรอบความคิดเติบโต วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาการเลือกกลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึกในระยะที่ 2 ส่วนในระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องของการปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโตและเพื่อสังเคราะห์แนวปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์แบบกรอบความคิดเติบโต กลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึก คือกลุ่มครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ที่ได้จากการคัดเลือกในระยะที่ 1 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสังเกตการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ครูที่สอนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน และแบบสัมภาษณ์นักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ครูที่สอนวิทยาศาสตร์มีกรอบความคิดเติบโตในภาพรวมอยู่ในระดับสูง และเมื่อพิจารณาข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ที่มีคะแนนกรอบความคิดเติบโตสูง ใน 10 อันดับแรก เพื่อให้เห็นถึงลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตที่ชัดขึ้นในมิติของความเชื่อในการพัฒนาความสามารถและความพยายามเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค พบว่า ถึงแม้จะมีกรอบความคิดเติบโตอยู่ในระดับสูงขึ้นไปทุกคน แต่จากการสัมภาษณ์นั้นพบประเด็นที่แสดงออกถึงความแตกต่างในลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโต โดยผู้วิจัยจัดกลุ่มครูที่ให้สัมภาษณ์ตามลักษณะบทสัมภาษณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สื่อสารให้เห็นลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโตได้อย่างเด่นชัดมาก, ปานกลาง, ไม่เด่นชัด และกำลังลดน้อยลง ระยะที่ 2 พบว่า การปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตส่วนใหญ่นั้น มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโต โดยครูกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตผ่านการสอนในชั้นเรียนได้ มีความพยายามเข้าใจอุปสรรคและพยายามเรียนรู้ที่จะพัฒนาการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง อีกทั้งยังส่งผลให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อตัวครูและต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
การจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษาเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อตนเองของนักเรียนเตรียมทหาร, ศรัญยู คงขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษา และ 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษา ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 1 จำนวน 33 นาย โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบวัดการรู้เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อตนเองและการอ่านเพื่อความเข้าใจ 2) แบบวัดความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อตนเอง 3) แบบประเมินพฤติกรรมความรับผิดชอบต่อตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษาที่พัฒนาขึ้น มี 4 องค์ประกอบ คือ (1) วัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้ (2) เนื้อหาสาระและสื่อ (3) ขั้นการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ ขั้นเตรียม : การเลือกวรรณกรรมที่เสริมสร้างความรับผิดชอบ ขั้นสร้างความตระหนักรู้เรื่องความรับผิดชอบ และขั้นสร้างความเข้าใจในการอ่านวรรณกรรมเพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบ และ (4) การวัดและประเมินผล และ 2) ผลการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นพบว่า หลังการจัดการเรียนรู้ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อตนเองของนักเรียนเตรียมทหารสูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา, รัฐศาสตร์ คำผุย
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา, รัฐศาสตร์ คำผุย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยที่มีต่อความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยเปรียบเทียบความสามารถด้านศัพท์ของนักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และศึกษาความสามารถด้านศัพท์ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้จากความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด 35 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชนิด คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา 2) แบบวัดความสามารถด้านศัพท์ 3) แบบบันทึกการเรียนรู้ศัพท์ และ 4) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบค่าที (Dependent t-test) การลงรหัสเชิงอนุมาน (Deductive coding) และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อบูรณาการคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับการละเล่นพื้นบ้านไทย ประกอบด้วย 5 ชุดกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน ดำเนินการสอนตามแผน 6 ขั้นตอน โดยมีเพลงภาษาอังกฤษที่แต่งขึ้นใหม่เพื่อใช้ประกอบการละเล่น พร้อมด้วยคู่มือครู สื่อการเรียนรู้ และแบบประเมินผล 2. คะแนนความสามารถด้านศัพท์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความสามารถด้านศัพท์ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยสามารถก้าวข้ามความท้าทายในระยะแรก ทั้งการสะกดคำ ระบุประเภทของศัพท์ที่ผิด และการไม่มั่นใจที่จะพูด ไปสู่ความแม่นยำและความคล่องแคล่วในการใช้ศัพท์ทั้งด้านการฟังและการพูดในระยะหลัง 4. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวก ที่กระตุ้น การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ซึ่งส่งเสริมความมั่นใจในการสื่อสารและทัศนคติที่ดีของนักเรียน นอกจากนี้ กิจกรรมที่เน้นการเล่นเป็นกลุ่มยังเอื้อต่อการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน และทำให้การจดจำคำศัพท์ยั่งยืน ผ่านการทบทวนซ้ำในรูปแบบที่สนุกสนานและมีประสิทธิภาพ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ภาคภูมิ เนียมบุญ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ภาคภูมิ เนียมบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังไม่สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากไม่มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยมีรูปแบบการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในภาพรวมและตามองค์ประกอบของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม มีค่าความเที่ยงระหว่าง 0.73 - 0.81 และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนตามพฤติกรรมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลังเรียนเท่ากับ 24.42 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.84 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลังเรียนไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีแนวโน้มของคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นในการวัดแต่ละครั้งทั้งในภาพรวมและตามองค์ประกอบ โดยมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น และสามารถแสดงพฤติกรรมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผลการวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการเลือกปัญหาสิ่งแวดล้อมใน การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทด้านสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันของผู้เรียน และเป็นปัญหาที่อาศัยกระบวนการหรือผลผลิตที่ผู้เรียนสร้างขึ้นในการแก้ปัญหาได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทดสอบแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสมได้
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน การสอบถามครูผู้สอนรายวิชาที่ส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สังกัดโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร จำนวน 213 คน และการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ และระยะที่ 2 การนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 คน การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 เรื่อง และการสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แบบบันทึกข้อมูลงานวิจัย และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม งานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูเน้นให้นักเรียนสามารถออกแบบขั้นตอนวิธี แต่พบปัญหาในการให้นักเรียนจำแนกข้อมูลทั้งหมดออกเป็นส่วน ๆ (2) ด้านการกำหนดเนื้อหา ครูกำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวกับการออกแบบขั้นตอนวิธี และเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงตามช่วงวัยของนักเรียน แต่พบปัญหาการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับการแยกส่วนประกอบ และการบูรณาการภายในกลุ่มสาระฯหรือรายวิชา (3) ด้านการจัดการเรียนรู้ ครูจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการออกแบบขั้นตอนวิธี เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และใช้เทคนิคการตั้งคำถาม แต่พบปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการแยกส่วนประกอบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการอภิปรายในชั้นเรียน (4) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ครูใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ และนิยมใช้สื่อการเรียนรู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Plugged) แต่พบปัญหาในการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย (5) ด้านการวัดและประเมินผล ครูนิยมใช้แบบวัดแบบเลือกตอบ และให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียน แต่พบปัญหาการวัดและประเมินผลที่ต้องเน้นการประเมินกระบวนการมากกว่าการตัดสินที่ผลลัพธ์ 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) …
ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน, มัณฑนา วิเศษสัตย์
ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน, มัณฑนา วิเศษสัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์กระบวนการจัดกิจกรรมแนะแนวของครูในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และปัจจัยความสำเร็จที่เกิดขึ้น 2. วิเคราะห์ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียน และกระบวนการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกที่ได้รับจากครู 3. ออกแบบชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน และ 4. วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน โดยแบ่งขั้นตอนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 ขั้นการทำความเข้าใจและการกำหนดปัญหา โดยสัมภาษณ์และสังเกตครูแนะแนวจากโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนสาธิต จำนวน 2 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ครู และแบบสังเกตการจัดกิจกรรมแนะแนวของครู รวมถึงทำการสัมภาษณ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยใช้แบบสัมภาษณ์นักเรียน และให้นักเรียนทำแบบประเมินทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก ระยะที่ 2 ขั้นออกแบบต้นแบบชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน จากข้อมูลลักษณะของครูที่ได้ในระยะที่ 1 ผ่านการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตลอดจนสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ต้นแบบชุดกิจกรรมแนะแนวจำนวน 1 ชุด ระยะที่ 3 ขั้นทดสอบ ผู้วิจัยทำการทดสอบการใช้ชุดกิจกรรม ตัวอย่างการวิจัยในระยะนี้เป็นตัวอย่างเดียวกับการวิจัยในระยะที่ 1 โดยเครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) แบบสัมภาษณ์การใช้ชุดกิจกรรมสำหรับครู 2) แบบสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรม 3) แบบประเมินทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก และ 4) ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลหลังการทดลอง (M=4.93, SD=.63) สูงกว่าก่อนทดลอง (M=4.63, SD=.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-2.682, Sig=.006) ส่วนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตหลังการทดลอง (M=4.47, SD=.76) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M=4.32, SD=.51) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-1.093, Sig=.143) จากการสัมภาษณ์นักเรียนพบว่า นักเรียนชอบกิจกรรมการฟื้นพลังมากที่สุด รองลงมาคือกิจกรรมความหวัง และการมองโลกในแง่ดีตามลำดับ แต่ยังไม่มีการพูดถึงกิจกรรมการรับรู้ความสามารถในตนเอง จากการสัมภาษณ์ครู แนะแนวพบว่า ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน แต่ยังไม่สอดคล้องกับลักษณะของครูมากนัก โดยให้ข้อเสนอแนะว่า ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับคาบกิจกรรมโฮมรูมมากกว่า เนื่องจากกิจกรรมเป็นเนื้อหาจุลภาคซึ่งใช้เวลา 15 – …
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา และ (2) ศึกษาพัฒนาการความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงทดลองตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 24 คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา จำนวน 25 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที (2) แบบบันทึกเชิงสะท้อนคิดแบบมีโครงสร้าง และ (3) แบบวัดเชิงสถานการณ์เพื่อวัดความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา สถิติที่ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และสถิติเชิงอนุมาน คือ Dependent Sample t-test และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวมีคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาหลังเรียน (M = 13.42, S.D. = 0.881) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 4.5, S.D.=2.554) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.2; p < .001) นักเรียนทุกคนมีพัฒนาการของคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา โดยนักเรียนมีพัฒนาการระดับปานกลาง จำนวน 1 คน มีพัฒนาการระดับสูง จำนวน 4 คน มีพัฒนาการระดับสูงมาก 19 คน และเมื่อวิเคราะห์พัฒนาการของนักเรียนจากบันทึกเชิงสะท้อนคิดสามารถจำแนกได้ 3 แก่นสาระ ได้แก่ (1) นานาสาระศาสนปฏิบัติ คือ การเรียนรู้ประเด็นที่หลากหลายเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ (2) อัตวิสัยในมิติศาสนา คือ การนำความรู้เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติตนในฐานะผู้ที่นับถือและศรัทธาในศาสนาและความเชื่อนั้น ๆ และ (3) ปรับตัวเป็น เห็นคุณค่าศาสนาในพหุสังคม คือ การเรียนรู้ศาสนาเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาเพื่อการปรับตัวและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้
แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่, ภัทรชัย อ่อนน่วม
แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่, ภัทรชัย อ่อนน่วม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน ครูจำนวนหนึ่งประสบปัญหาทางการเงิน โดยเฉพาะปัญหาหนี้สิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงิน เนื่องจากความฉลาดรู้ทางการเงินมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมและเจตคติทางการเงินของครู ความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อวิเคราะห์ระดับความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่ (2) เพื่อจัดกลุ่มพฤติกรรมด้านความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินที่สอดคล้องกับการจัดกลุ่มตามพฤติกรรมครูรุ่นใหม่แต่ละกลุ่ม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยระยะที่หนึ่ง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษาความฉลาดรู้ทางการเงินและจัดกลุ่มระดับความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูระดับครูผู้ช่วย และ ครู (คศ.1) ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรุงเทพมหานคร จำนวน 280 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิจัยระยะที่สอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกครูรุ่นใหม่จำนวน 15 คน จำแนกเป็นกลุ่มที่มีระดับความฉลาดรู้ทางการเงิน กลุ่มละ 5 คน ผลการวิจัยพบว่า [1] ครูรุ่นใหม่มีความฉลาดรู้ทางการเงินในระดับค่อนข้างดี (ร้อยละ 62.20) โดยพิจารณารายด้าน พบว่า ความรู้พื้นฐานทางการเงินและความรู้เพิ่มเติมทางการเงินอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 56.40 และ ร้อยละ 59.25) เจตคติทางการเงินอยู่ในระดับดีเยี่ยม (ร้อยละ 93.33) และพฤติกรรมทางการเงินอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 71.29) [2] จากการวิเคราะห์คะแนนสามารถจัดกลุ่มครูออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มความฉลาดรู้ทางการเงินสูง (ร้อยละ 28.93) กลุ่มความฉลาดรู้ทางการเงินปานกลาง (ร้อยละ 39.64) และกลุ่มความฉลาดรู้ทางการเงินต่ำ (ร้อยละ 31.43) ผลการวิเคราะห์พบว่า ครูในแต่ละกลุ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับความฉลาดรู้ทางการเงินแตกต่างกัน กลุ่มที่มีความฉลาดรู้ระดับสูงให้ความสำคัญกับเจตคติทางการเงินและการวางแผนระยะยาวอย่างรอบคอบ โดยเน้นการจัดการรายรับ-รายจ่ายเพื่ออนาคต ขณะที่กลุ่มที่มีความฉลาดรู้ระดับปานกลางมีความเข้าใจในระดับพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมพฤติกรรมการใช้จ่าย การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และการวางแผนในระยะสั้น ส่วนกลุ่มที่มีความฉลาดรู้ในระดับต่ำยังมีข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะการจัดการเงิน ทั้งนี้ ครูทั้งสามกลุ่มสะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงิน ได้แก่ ภาระครอบครัว รายได้ไม่เพียงพอ ความซับซ้อนของเนื้อหา ขาดทักษะในการวางแผนและคำนวณทางการเงิน และการขาดช่องทางให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคลที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ในด้านความเอนเอียงทางความคิด (Cognitive Bias) ก็มีจุดที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มีความฉลาดรู้ต่ำพบว่ามีความเอนเอียงทางความคิดอยู่ระดับสูงมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะความเอนเอียงต่อการเติบโตแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล …
การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา, พรเพ็ญ คงหน่วย
การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา, พรเพ็ญ คงหน่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยใช้เครื่องมือทางทัศนะเพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยการแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 ท่าน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปศึกษาในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตกในระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปศึกษาในระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบสอบถามนักศึกษาศิลปศึกษาด้านการเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ของนักศึกษาศิลปศึกษาระดับปริญญาตรี ระยะที่ 2 ทดลองใช้นวัตกรรมการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยใช้เครื่องมือทางทัศนะเพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักศึกษาสาขาศิลปศึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี 20 คน โดยใช้เครื่องมือ ดังนี้ แผนการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ ประกอบไปด้วย การสอนแบบเรียงลำดับเหตุการณ์ (Timeline) สัญศาสตร์ (Semiotic) แผนผังความคิด (Mind Mapping) อินโฟกราฟิก (Infographic) วิดีโอ (Video) แบบประเมินคุณภาพเครื่องมือทางทัศนะ แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) SEEART Model รูปแบบแนวคิดเชิงกระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ ผ่าน 6 ขั้นตอน ได้แก่ การมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ (Structured Overview) การวิเคราะห์และเปรียบเทียบ (Explore and Compare) สรุปและสังเคราะห์ความเข้าใจ (Extract Knowledge) การอภิปราย (Articulate Ideas) การสร้างสรรค์ผลงาน (Reimagine and Create) และการประเมินสะท้อนการเรียนรู้ (Thinking Back) 2) แผนการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ …
ผลของการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพที่มีต่อความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา, พลธรา ไทยน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพที่มีต่อความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดย (1.1.) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 (1.2.) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอน และ (2) เพื่อศึกษาพัฒนาการของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพ จำนวน 12 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบวัดความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ฉบับก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง (2) แบบสัมภาษณ์ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ (3) แบบสังเกตพฤติกรรมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ และ (4) ใบกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพไม่ถึงเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) พัฒนาการของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับทั้งในภาพรวม และเมื่อจำแนกตามองค์ประกอบของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ทั้ง 3 ด้าน
การพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราณนต์ พิมพ์พันธุ์
การพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราณนต์ พิมพ์พันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการในการใช้บอร์ดเกมฟิสิกส์จากครูผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 6 คน 2) การสร้างและพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ และ 3) การทดลองใช้บอร์ดเกมกับตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหาและความต้องการในการใช้บอร์ดเกมฟิสิกส์ 2) บอร์ดเกมฟิสิกส์ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ หัวข้อ การเคลื่อนที่แนวตรง 4) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ และ 5) แบบรายงานการตัดสินใจระหว่างเล่นบอร์ดเกม ผลการวิจัยพบว่า 1) บอร์ดเกมฟิสิกส์ที่พัฒนาในงานวิจัยครั้งนี้ใช้ในการสอนหัวข้อการเคลื่อนที่แนวตรง จำนวน 3 เกม มีลักษณะสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การเล่นแบบกลุ่ม การจำลองสถานการณ์สมจริง การแทรกเหตุการณ์ฉุกเฉิน การมีทางเลือกหลากหลาย กติกาชัดเจน และระดับความยากเหมาะสมกับวัย 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ
แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คุณภาพของครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัลซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติงานให้เกิดคุณภาพและประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยนี้ดำเนินการใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสำรวจความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ตัวอย่างวิจัยเป็นครูผู้สอนระดับประถมศึกษาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 486 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และระยะที่ 2 การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้การสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 6 คน วิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแนวทางฯ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ทั้ง 7 องค์ประกอบและ 2. ผลการนำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล พบว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งผู้ปกครองและหน่วยงานอื่น ๆ มุ่งเน้นการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลก่อนออกแบบการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการใช้สื่อเทคโนโลยีและการเฝ้าระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี นำกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในรูปแบบดิจิทัลมาใช้เพื่อส่งเสริมให้ครูมีกรอบคิดแบบเติบโตโดยผู้บริหารและหน่วยงานต้นสังกัดควรมีการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องและให้รางวัลแก่ครูที่มีผลงานปฏิบัติที่เป็นเลิศและเป็นที่ประจักษ์
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี, พงศกร เตชะเสริมวัฒนากุล
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี, พงศกร เตชะเสริมวัฒนากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนการบูรณาการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนา ตัวอย่างวิจัยเป็นผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้สอนรายวิชาการสร้างสื่อสร้างสรรค์ จำนวน 5 คน และนักศึกษาปริญญาตรี 21 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ที่มีประสบการณ์การใช้ GenAI ในปี พ.ศ. 2565-2567 และตัวอย่างที่ใช้ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ คือ นักศึกษาปริญญาตรี ในรายวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ชั้นปีที่ 1 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอน 2) แบบสัมภาษณ์สนทนากลุ่ม 3) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์ฯ 4) แบบประเมินคุณภาพรูปแบบการเรียนรู้ฯ 5) แผนการจัดการเรียนรู้ฯ 6) เว็บไซต์เสริมความรู้ 7) แบบสอบความรู้ความชำนาญความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ต 8) แบบประเมินผลงานดิจิทัลอาร์ต 9) แบบบันทึกร่องรอยกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์คะแนนความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติทดสอบแบบไม่อิงพารามิเตอร์ Wilcoxon Signed-Rank Test 2) วิเคราะห์พัฒนาการโดยใช้การวัดความเปลี่ยนแปลงสัมพัทธ์ (Relative change score) 3) วิเคราะห์เชิงคุณภาพเกี่ยวกับพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์จากการใช้รูปแบบฯ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. การศึกษาสภาพการบูรณาการใช้ GenAI พบว่า นักศึกษาตื่นตัวต่อการใช้ GenAI อย่างมาก ใช้เป็นตัวช่วยให้ผลิตผลงานได้เร็วและจำนวนมาก สะท้อนถึงช่องว่างของกระบวนการคิด ผู้เรียนยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์โจทย์ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนการสร้างสรรค์ผลงาน และการใช้ GenAI อย่างเหมาะสม 2. รูปแบบการเรียนรู้ฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) โจทย์ท้าทายความคิด 2) กระบวนการซินเนคติกส์และเทคนิคกล่องไอเดีย 3) ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง 4) การบันทึกสะท้อนผล 5) การประเมิน และ 5 ขั้นตอนการเรียนรู้ …
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี 2) เปรียบเทียบความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี และ 3) ศึกษาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมจากผลงานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี ประชากรคือนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างงานวิจัยคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ มีดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 2) แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.95 3) แบบสอบถามความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.71 ค่าอำนาจจำแนกในช่วง 0.22 – 0.49 และ 4) แบบสัมภาษณ์ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผนเป็นเวลา 24 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน 2567 ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความตระหนักในสิ่งแวดล้อมหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมผ่านผลงานที่สร้างขึ้น โดยนักเรียนสามารถเสนอแนวคิดได้อย่างหลากหลาย สามารถให้รายละเอียดพร้อมบอกประโยชน์การใช้งาน และสามารถบอกข้อจำกัดและบอกแนวทางการพัฒนาผลงานของตนเองได้ พร้อมกับใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ในการสร้างผลงาน
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธนาวิทย์ คงประเสริฐผล
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธนาวิทย์ คงประเสริฐผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้ชุดการเรียนการสอน ที่พัฒนาขึ้น โดยเปรียบเทียบความสามารถทางการเงินของผู้เรียนก่อนและหลังจากการใช้ชุดการเรียนการสอน และศึกษา การเปลี่ยนแปลงของความสามารถทางการเงินของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาจำนวน 10 คน โดยใช้การเลือกแบบสมัครใจ ใช้ระยะเวลา ทดลอง 10 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความสามารถทางการเงินและแบบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบวิลคอกซัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีหลักการ คือ 1) การวิเคราะห์บริบทของผู้เรียนเพื่อออกแบบสถานการณ์การเรียนการสอน 2) การส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริงผ่านชุมชนแห่งการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากระดับเริ่มต้นไปสู่ระดับชำนาญ 3) การออกแบบองค์ประกอบของชุมชนแห่งการปฏิบัติให้สามารถเชื่อมโยงกับบริบททางการเงินของผู้เรียน และ 4) การกำหนดบทบาทของผู้สอนให้ตอบสนองต่อการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีสาระครอบคลุมขอบเขตทางการเงิน ได้แก่ ความรู้พื้นฐาน สิทธิ การวางแผนจัดการเงิน การออม การลงทุน ความเสี่ยง และประกันภัย ชุดการเรียนการสอนนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียน การสอน 8 กิจกรรมที่ออกแบบให้เรียงลำดับจากประเด็นการเงินใกล้ตัวไปสู่ประเด็นซับซ้อนและไกลตัว มีขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนในแต่ละกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนเพื่อออกแบบสถานการณ์ (ระยะเตรียม) และระยะที่ 2 ระยะการจัดการเรียนการสอนผ่านสถานการณ์ (ระยะสอน) มีขั้นตอน ได้แก่ 2.1) การให้ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายและแนวทางจัดการ 2.2) การเผชิญสถานการณ์ตามแนวทางที่กำหนด 2.3) การสะท้อนการเรียนรู้จากสถานการณ์และ 2.4) ประเมินและให้ข้อมูลสะท้อนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ประเมินผลโดยใช้แบบวัด ประกอบกับการสังเกต สัมภาษณ์และการตรวจบันทึกสะท้อนคิด 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนการสอน ปรากฏว่า หลังการใช้ชุดการเรียนการสอน นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการเงินสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถในการตัดสินใจและกำกับการดำเนินการทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงสูงสุด รองลงมาเป็นความสามารถใน การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเงิน และความสามารถในการประเมินขีดความสามารถทางการเงินของตนตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพยังชี้ว่าความสามารถทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง