Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Higher Education (4326)
- Social and Behavioral Sciences (3248)
- Medicine and Health Sciences (2332)
- Arts and Humanities (2107)
- Curriculum and Instruction (1715)
-
- Teacher Education and Professional Development (1253)
- Educational Leadership (1209)
- Health and Physical Education (1102)
- Educational Administration and Supervision (1056)
- Educational Methods (959)
- Medical Education (933)
- Sociology (886)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (885)
- Scholarship of Teaching and Learning (863)
- Public Health (830)
- Life Sciences (725)
- Language and Literacy Education (691)
- Bilingual, Multilingual, and Multicultural Education (668)
- Business (635)
- Physical Sciences and Mathematics (611)
- Higher Education Administration (582)
- Science and Mathematics Education (545)
- Curriculum and Social Inquiry (499)
- Communication (491)
- Educational Technology (484)
- Other Education (483)
- Sports Sciences (478)
- Psychology (468)
- Educational Psychology (464)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (591)
- Liberty University (513)
- Western Kentucky University (506)
- University of Alabama at Birmingham (377)
- Morehead State University (338)
-
- East Tennessee State University (273)
- Wayne State University (267)
- Utah State University (261)
- Boise State University (259)
- Georgia Southern University (252)
- Walden University (250)
- Chulalongkorn University (246)
- Association of Arab Universities (235)
- Cal Poly Humboldt (219)
- Nova Southeastern University (215)
- Old Dominion University (194)
- University of Arkansas, Fayetteville (192)
- University of South Florida (184)
- Brigham Young University (163)
- Children's Health Medical Center Dallas (152)
- University of Northern Iowa (145)
- Indiana State University (140)
- University of Nebraska Medical Center (139)
- Marshall University (137)
- City University of New York (CUNY) (130)
- Grand Valley State University (128)
- University of South Carolina (127)
- Montclair State University (124)
- University of Kentucky (122)
- Northwestern College, Iowa (121)
- Keyword
-
- Education (398)
- Higher education (376)
- Newsletter (180)
- Health (167)
- Professional development (160)
-
- UAB (157)
- Health literacy (152)
- Activities (151)
- Coloring book (150)
- Leadership (150)
- Pedagogy (141)
- Curriculum (134)
- Students (132)
- Equity (130)
- Literacy (125)
- Communication (122)
- Self-efficacy (115)
- News (113)
- COVID-19 (107)
- Mental health (107)
- Inclusion (105)
- Georgia Southern University (98)
- EReporter (96)
- Diversity (95)
- Collaboration (93)
- Motivation (91)
- Assessment (90)
- Higher Education (88)
- Teaching (85)
- The George-Anne Daily (85)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (527)
- Doctoral Dissertations and Projects (495)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (415)
- Dissertations (314)
- Patient Education Projects (255)
-
- International Journal of Physical Activity and Health (230)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (210)
- Browse All News (204)
- Electronic Theses and Dissertations (202)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (190)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (184)
- Dialogue: The Interdisciplinary Journal of Popular Culture and Pedagogy (182)
- Master's Theses & Capstone Projects (121)
- Journal of Community Engagement and Higher Education (112)
- Graduate Medical Education Research Journal (107)
- Journal of Comparative & International Higher Education (105)
- Student Theses and Dissertations (102)
- SACAD: Scholarly Activities (100)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (98)
- George-Anne Media Group: Newsletters & Magazines (97)
- Faculty Senate Records (96)
- eReporter (campus newsletter) (96)
- Jordan Journal of Applied Science-Humanities Series (82)
- Research outputs 2022 to 2026 (81)
- School of Education and Leadership Student Capstone Projects (81)
- 2024 Celebration of Student Scholarship - Poster Presentations (80)
- Concepts in Animal Parasitology (77)
- Masters Projects (76)
- News and Events (Discontinued Series) (76)
- English (75)
- Publication Type
Articles 14341 - 14370 of 14551
Full-Text Articles in Education
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น, อริศราภรณ์ เอเวอลีณ หนูจรเพชร
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น, อริศราภรณ์ เอเวอลีณ หนูจรเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์องค์ประกอบด้านเนื้อหาและด้านรูปแบบของเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพของผู้เรียนในชั้นประถมศึกษาตอนต้น (2) พัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (3) ตรวจคุณภาพเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ ใช้การวิจัยเชิงผสมผสานวิธี (Exploratory Sequential Mixed Methods Design) แบ่งเป็น 2 ระยะการวิจัย ได้แก่ ระยะพัฒนาเครื่องมือ ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทักษะการฟังเพื่อจับใจความในผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (สำหรับครูผู้สอน) (2) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทักษะการฟังเพื่อจับใจความในผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ) (3) เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (4) แบบทดสอบการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายฯ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ระยะทดลองใช้เครื่องมือ ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (2) เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ ผลการวิจัยพบว่า (1) เครื่องมือพัฒนาในรูปแบบรายการตรวจสอบ (Checklist) จำนวน 20 ข้อ ครอบคลุมพฤติกรรมการฟัง 7 ด้าน ได้แก่ การตอบคำถาม การปฏิบัติตามคำสั่ง การถ่ายทอดสาร ความสนใจ สมาธิ การสรุปใจความ และการตั้งคำถามตรงประเด็น พร้อมระบบให้คะแนน 3 ระดับ ได้แก่ ไม่เคย บางครั้ง และบ่อยครั้ง (2) เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความตรง (IOC) อยู่ในช่วง 0.60–1.00 และ (3) ผลการวิเคราะห์คุณภาพพบว่าค่าความยากเฉลี่ย 0.68 อำนาจจำแนก 0.67 ค่า CITC ระหว่าง .86–.97 และค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha เท่ากับ .99 แสดงถึงคุณภาพของเครื่องมือในระดับสูง อีกทั้งมีความตรงตามสภาพในระดับปานกลาง (r = .471, p < .05) สามารถจำแนกผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงได้แม่นยำ และได้รับความเห็นจากครูผู้ใช้จริงว่าเหมาะสม ใช้งานสะดวก และช่วยให้สามารถคัดกรองพฤติกรรมการฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดด้านเวลา
การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ
การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจกรอบความคิดเติบโตของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบ กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนขนาดเล็กและเป็นโรงเรียนในชนบท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 จำนวน 40 คน จาก 40 โรงเรียนขนาดเล็กในชนบท อ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลโรงเรียนของเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบวัดกรอบความคิดเติบโตและแบบสัมภาษณ์กรอบความคิดเติบโต วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาการเลือกกลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึกในระยะที่ 2 ส่วนในระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องของการปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโตและเพื่อสังเคราะห์แนวปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์แบบกรอบความคิดเติบโต กลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึก คือกลุ่มครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ที่ได้จากการคัดเลือกในระยะที่ 1 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสังเกตการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ครูที่สอนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน และแบบสัมภาษณ์นักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ครูที่สอนวิทยาศาสตร์มีกรอบความคิดเติบโตในภาพรวมอยู่ในระดับสูง และเมื่อพิจารณาข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ที่มีคะแนนกรอบความคิดเติบโตสูง ใน 10 อันดับแรก เพื่อให้เห็นถึงลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตที่ชัดขึ้นในมิติของความเชื่อในการพัฒนาความสามารถและความพยายามเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค พบว่า ถึงแม้จะมีกรอบความคิดเติบโตอยู่ในระดับสูงขึ้นไปทุกคน แต่จากการสัมภาษณ์นั้นพบประเด็นที่แสดงออกถึงความแตกต่างในลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโต โดยผู้วิจัยจัดกลุ่มครูที่ให้สัมภาษณ์ตามลักษณะบทสัมภาษณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สื่อสารให้เห็นลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโตได้อย่างเด่นชัดมาก, ปานกลาง, ไม่เด่นชัด และกำลังลดน้อยลง ระยะที่ 2 พบว่า การปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตส่วนใหญ่นั้น มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโต โดยครูกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตผ่านการสอนในชั้นเรียนได้ มีความพยายามเข้าใจอุปสรรคและพยายามเรียนรู้ที่จะพัฒนาการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง อีกทั้งยังส่งผลให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อตัวครูและต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
การจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษาเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อตนเองของนักเรียนเตรียมทหาร, ศรัญยู คงขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษา และ 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษา ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 1 จำนวน 33 นาย โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบวัดการรู้เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อตนเองและการอ่านเพื่อความเข้าใจ 2) แบบวัดความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อตนเอง 3) แบบประเมินพฤติกรรมความรับผิดชอบต่อตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษาที่พัฒนาขึ้น มี 4 องค์ประกอบ คือ (1) วัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้ (2) เนื้อหาสาระและสื่อ (3) ขั้นการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ ขั้นเตรียม : การเลือกวรรณกรรมที่เสริมสร้างความรับผิดชอบ ขั้นสร้างความตระหนักรู้เรื่องความรับผิดชอบ และขั้นสร้างความเข้าใจในการอ่านวรรณกรรมเพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบ และ (4) การวัดและประเมินผล และ 2) ผลการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยตามแนวคิดคุณลักษณศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นพบว่า หลังการจัดการเรียนรู้ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อตนเองของนักเรียนเตรียมทหารสูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา, รัฐศาสตร์ คำผุย
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา, รัฐศาสตร์ คำผุย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยที่มีต่อความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยเปรียบเทียบความสามารถด้านศัพท์ของนักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และศึกษาความสามารถด้านศัพท์ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้จากความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด 35 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชนิด คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา 2) แบบวัดความสามารถด้านศัพท์ 3) แบบบันทึกการเรียนรู้ศัพท์ และ 4) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบค่าที (Dependent t-test) การลงรหัสเชิงอนุมาน (Deductive coding) และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อบูรณาการคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับการละเล่นพื้นบ้านไทย ประกอบด้วย 5 ชุดกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน ดำเนินการสอนตามแผน 6 ขั้นตอน โดยมีเพลงภาษาอังกฤษที่แต่งขึ้นใหม่เพื่อใช้ประกอบการละเล่น พร้อมด้วยคู่มือครู สื่อการเรียนรู้ และแบบประเมินผล 2. คะแนนความสามารถด้านศัพท์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความสามารถด้านศัพท์ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยสามารถก้าวข้ามความท้าทายในระยะแรก ทั้งการสะกดคำ ระบุประเภทของศัพท์ที่ผิด และการไม่มั่นใจที่จะพูด ไปสู่ความแม่นยำและความคล่องแคล่วในการใช้ศัพท์ทั้งด้านการฟังและการพูดในระยะหลัง 4. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวก ที่กระตุ้น การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ซึ่งส่งเสริมความมั่นใจในการสื่อสารและทัศนคติที่ดีของนักเรียน นอกจากนี้ กิจกรรมที่เน้นการเล่นเป็นกลุ่มยังเอื้อต่อการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน และทำให้การจดจำคำศัพท์ยั่งยืน ผ่านการทบทวนซ้ำในรูปแบบที่สนุกสนานและมีประสิทธิภาพ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ภาคภูมิ เนียมบุญ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ภาคภูมิ เนียมบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังไม่สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากไม่มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยมีรูปแบบการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในภาพรวมและตามองค์ประกอบของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม มีค่าความเที่ยงระหว่าง 0.73 - 0.81 และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนตามพฤติกรรมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลังเรียนเท่ากับ 24.42 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.84 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลังเรียนไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีแนวโน้มของคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นในการวัดแต่ละครั้งทั้งในภาพรวมและตามองค์ประกอบ โดยมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น และสามารถแสดงพฤติกรรมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผลการวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการเลือกปัญหาสิ่งแวดล้อมใน การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทด้านสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันของผู้เรียน และเป็นปัญหาที่อาศัยกระบวนการหรือผลผลิตที่ผู้เรียนสร้างขึ้นในการแก้ปัญหาได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทดสอบแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสมได้
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน การสอบถามครูผู้สอนรายวิชาที่ส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สังกัดโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร จำนวน 213 คน และการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ และระยะที่ 2 การนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 คน การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 เรื่อง และการสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แบบบันทึกข้อมูลงานวิจัย และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม งานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูเน้นให้นักเรียนสามารถออกแบบขั้นตอนวิธี แต่พบปัญหาในการให้นักเรียนจำแนกข้อมูลทั้งหมดออกเป็นส่วน ๆ (2) ด้านการกำหนดเนื้อหา ครูกำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวกับการออกแบบขั้นตอนวิธี และเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงตามช่วงวัยของนักเรียน แต่พบปัญหาการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับการแยกส่วนประกอบ และการบูรณาการภายในกลุ่มสาระฯหรือรายวิชา (3) ด้านการจัดการเรียนรู้ ครูจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการออกแบบขั้นตอนวิธี เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และใช้เทคนิคการตั้งคำถาม แต่พบปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการแยกส่วนประกอบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการอภิปรายในชั้นเรียน (4) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ครูใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ และนิยมใช้สื่อการเรียนรู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Plugged) แต่พบปัญหาในการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย (5) ด้านการวัดและประเมินผล ครูนิยมใช้แบบวัดแบบเลือกตอบ และให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียน แต่พบปัญหาการวัดและประเมินผลที่ต้องเน้นการประเมินกระบวนการมากกว่าการตัดสินที่ผลลัพธ์ 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) …
ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน, มัณฑนา วิเศษสัตย์
ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน, มัณฑนา วิเศษสัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์กระบวนการจัดกิจกรรมแนะแนวของครูในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และปัจจัยความสำเร็จที่เกิดขึ้น 2. วิเคราะห์ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียน และกระบวนการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกที่ได้รับจากครู 3. ออกแบบชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน และ 4. วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน โดยแบ่งขั้นตอนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 ขั้นการทำความเข้าใจและการกำหนดปัญหา โดยสัมภาษณ์และสังเกตครูแนะแนวจากโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนสาธิต จำนวน 2 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ครู และแบบสังเกตการจัดกิจกรรมแนะแนวของครู รวมถึงทำการสัมภาษณ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยใช้แบบสัมภาษณ์นักเรียน และให้นักเรียนทำแบบประเมินทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก ระยะที่ 2 ขั้นออกแบบต้นแบบชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน จากข้อมูลลักษณะของครูที่ได้ในระยะที่ 1 ผ่านการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตลอดจนสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ต้นแบบชุดกิจกรรมแนะแนวจำนวน 1 ชุด ระยะที่ 3 ขั้นทดสอบ ผู้วิจัยทำการทดสอบการใช้ชุดกิจกรรม ตัวอย่างการวิจัยในระยะนี้เป็นตัวอย่างเดียวกับการวิจัยในระยะที่ 1 โดยเครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) แบบสัมภาษณ์การใช้ชุดกิจกรรมสำหรับครู 2) แบบสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรม 3) แบบประเมินทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก และ 4) ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลหลังการทดลอง (M=4.93, SD=.63) สูงกว่าก่อนทดลอง (M=4.63, SD=.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-2.682, Sig=.006) ส่วนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตหลังการทดลอง (M=4.47, SD=.76) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M=4.32, SD=.51) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-1.093, Sig=.143) จากการสัมภาษณ์นักเรียนพบว่า นักเรียนชอบกิจกรรมการฟื้นพลังมากที่สุด รองลงมาคือกิจกรรมความหวัง และการมองโลกในแง่ดีตามลำดับ แต่ยังไม่มีการพูดถึงกิจกรรมการรับรู้ความสามารถในตนเอง จากการสัมภาษณ์ครู แนะแนวพบว่า ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน แต่ยังไม่สอดคล้องกับลักษณะของครูมากนัก โดยให้ข้อเสนอแนะว่า ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับคาบกิจกรรมโฮมรูมมากกว่า เนื่องจากกิจกรรมเป็นเนื้อหาจุลภาคซึ่งใช้เวลา 15 – …
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา และ (2) ศึกษาพัฒนาการความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงทดลองตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 24 คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา จำนวน 25 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที (2) แบบบันทึกเชิงสะท้อนคิดแบบมีโครงสร้าง และ (3) แบบวัดเชิงสถานการณ์เพื่อวัดความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา สถิติที่ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และสถิติเชิงอนุมาน คือ Dependent Sample t-test และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวมีคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาหลังเรียน (M = 13.42, S.D. = 0.881) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 4.5, S.D.=2.554) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.2; p < .001) นักเรียนทุกคนมีพัฒนาการของคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา โดยนักเรียนมีพัฒนาการระดับปานกลาง จำนวน 1 คน มีพัฒนาการระดับสูง จำนวน 4 คน มีพัฒนาการระดับสูงมาก 19 คน และเมื่อวิเคราะห์พัฒนาการของนักเรียนจากบันทึกเชิงสะท้อนคิดสามารถจำแนกได้ 3 แก่นสาระ ได้แก่ (1) นานาสาระศาสนปฏิบัติ คือ การเรียนรู้ประเด็นที่หลากหลายเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ (2) อัตวิสัยในมิติศาสนา คือ การนำความรู้เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติตนในฐานะผู้ที่นับถือและศรัทธาในศาสนาและความเชื่อนั้น ๆ และ (3) ปรับตัวเป็น เห็นคุณค่าศาสนาในพหุสังคม คือ การเรียนรู้ศาสนาเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาเพื่อการปรับตัวและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้
แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่, ภัทรชัย อ่อนน่วม
แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่, ภัทรชัย อ่อนน่วม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน ครูจำนวนหนึ่งประสบปัญหาทางการเงิน โดยเฉพาะปัญหาหนี้สิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงิน เนื่องจากความฉลาดรู้ทางการเงินมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมและเจตคติทางการเงินของครู ความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อวิเคราะห์ระดับความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่ (2) เพื่อจัดกลุ่มพฤติกรรมด้านความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินที่สอดคล้องกับการจัดกลุ่มตามพฤติกรรมครูรุ่นใหม่แต่ละกลุ่ม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยระยะที่หนึ่ง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษาความฉลาดรู้ทางการเงินและจัดกลุ่มระดับความฉลาดรู้ทางการเงินของครูรุ่นใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูระดับครูผู้ช่วย และ ครู (คศ.1) ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรุงเทพมหานคร จำนวน 280 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิจัยระยะที่สอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกครูรุ่นใหม่จำนวน 15 คน จำแนกเป็นกลุ่มที่มีระดับความฉลาดรู้ทางการเงิน กลุ่มละ 5 คน ผลการวิจัยพบว่า [1] ครูรุ่นใหม่มีความฉลาดรู้ทางการเงินในระดับค่อนข้างดี (ร้อยละ 62.20) โดยพิจารณารายด้าน พบว่า ความรู้พื้นฐานทางการเงินและความรู้เพิ่มเติมทางการเงินอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 56.40 และ ร้อยละ 59.25) เจตคติทางการเงินอยู่ในระดับดีเยี่ยม (ร้อยละ 93.33) และพฤติกรรมทางการเงินอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 71.29) [2] จากการวิเคราะห์คะแนนสามารถจัดกลุ่มครูออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มความฉลาดรู้ทางการเงินสูง (ร้อยละ 28.93) กลุ่มความฉลาดรู้ทางการเงินปานกลาง (ร้อยละ 39.64) และกลุ่มความฉลาดรู้ทางการเงินต่ำ (ร้อยละ 31.43) ผลการวิเคราะห์พบว่า ครูในแต่ละกลุ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับความฉลาดรู้ทางการเงินแตกต่างกัน กลุ่มที่มีความฉลาดรู้ระดับสูงให้ความสำคัญกับเจตคติทางการเงินและการวางแผนระยะยาวอย่างรอบคอบ โดยเน้นการจัดการรายรับ-รายจ่ายเพื่ออนาคต ขณะที่กลุ่มที่มีความฉลาดรู้ระดับปานกลางมีความเข้าใจในระดับพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมพฤติกรรมการใช้จ่าย การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และการวางแผนในระยะสั้น ส่วนกลุ่มที่มีความฉลาดรู้ในระดับต่ำยังมีข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะการจัดการเงิน ทั้งนี้ ครูทั้งสามกลุ่มสะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงิน ได้แก่ ภาระครอบครัว รายได้ไม่เพียงพอ ความซับซ้อนของเนื้อหา ขาดทักษะในการวางแผนและคำนวณทางการเงิน และการขาดช่องทางให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคลที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ในด้านความเอนเอียงทางความคิด (Cognitive Bias) ก็มีจุดที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มีความฉลาดรู้ต่ำพบว่ามีความเอนเอียงทางความคิดอยู่ระดับสูงมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะความเอนเอียงต่อการเติบโตแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล …
การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา, พรเพ็ญ คงหน่วย
การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา, พรเพ็ญ คงหน่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยใช้เครื่องมือทางทัศนะเพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยการแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 ท่าน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปศึกษาในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตกในระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปศึกษาในระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบสอบถามนักศึกษาศิลปศึกษาด้านการเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ของนักศึกษาศิลปศึกษาระดับปริญญาตรี ระยะที่ 2 ทดลองใช้นวัตกรรมการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยใช้เครื่องมือทางทัศนะเพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักศึกษาสาขาศิลปศึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี 20 คน โดยใช้เครื่องมือ ดังนี้ แผนการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ ประกอบไปด้วย การสอนแบบเรียงลำดับเหตุการณ์ (Timeline) สัญศาสตร์ (Semiotic) แผนผังความคิด (Mind Mapping) อินโฟกราฟิก (Infographic) วิดีโอ (Video) แบบประเมินคุณภาพเครื่องมือทางทัศนะ แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) SEEART Model รูปแบบแนวคิดเชิงกระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ ผ่าน 6 ขั้นตอน ได้แก่ การมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ (Structured Overview) การวิเคราะห์และเปรียบเทียบ (Explore and Compare) สรุปและสังเคราะห์ความเข้าใจ (Extract Knowledge) การอภิปราย (Articulate Ideas) การสร้างสรรค์ผลงาน (Reimagine and Create) และการประเมินสะท้อนการเรียนรู้ (Thinking Back) 2) แผนการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ …
ผลของการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพที่มีต่อความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา, พลธรา ไทยน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพที่มีต่อความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดย (1.1.) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 (1.2.) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอน และ (2) เพื่อศึกษาพัฒนาการของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพ จำนวน 12 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบวัดความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ฉบับก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง (2) แบบสัมภาษณ์ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ (3) แบบสังเกตพฤติกรรมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ และ (4) ใบกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพไม่ถึงเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) พัฒนาการของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับทั้งในภาพรวม และเมื่อจำแนกตามองค์ประกอบของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ทั้ง 3 ด้าน
การพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราณนต์ พิมพ์พันธุ์
การพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราณนต์ พิมพ์พันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการในการใช้บอร์ดเกมฟิสิกส์จากครูผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 6 คน 2) การสร้างและพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ และ 3) การทดลองใช้บอร์ดเกมกับตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหาและความต้องการในการใช้บอร์ดเกมฟิสิกส์ 2) บอร์ดเกมฟิสิกส์ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ หัวข้อ การเคลื่อนที่แนวตรง 4) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ และ 5) แบบรายงานการตัดสินใจระหว่างเล่นบอร์ดเกม ผลการวิจัยพบว่า 1) บอร์ดเกมฟิสิกส์ที่พัฒนาในงานวิจัยครั้งนี้ใช้ในการสอนหัวข้อการเคลื่อนที่แนวตรง จำนวน 3 เกม มีลักษณะสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การเล่นแบบกลุ่ม การจำลองสถานการณ์สมจริง การแทรกเหตุการณ์ฉุกเฉิน การมีทางเลือกหลากหลาย กติกาชัดเจน และระดับความยากเหมาะสมกับวัย 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ
แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คุณภาพของครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัลซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติงานให้เกิดคุณภาพและประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยนี้ดำเนินการใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสำรวจความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ตัวอย่างวิจัยเป็นครูผู้สอนระดับประถมศึกษาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 486 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และระยะที่ 2 การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้การสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 6 คน วิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแนวทางฯ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ทั้ง 7 องค์ประกอบและ 2. ผลการนำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล พบว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งผู้ปกครองและหน่วยงานอื่น ๆ มุ่งเน้นการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลก่อนออกแบบการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการใช้สื่อเทคโนโลยีและการเฝ้าระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี นำกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในรูปแบบดิจิทัลมาใช้เพื่อส่งเสริมให้ครูมีกรอบคิดแบบเติบโตโดยผู้บริหารและหน่วยงานต้นสังกัดควรมีการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องและให้รางวัลแก่ครูที่มีผลงานปฏิบัติที่เป็นเลิศและเป็นที่ประจักษ์
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี, พงศกร เตชะเสริมวัฒนากุล
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี, พงศกร เตชะเสริมวัฒนากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนการบูรณาการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนา ตัวอย่างวิจัยเป็นผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้สอนรายวิชาการสร้างสื่อสร้างสรรค์ จำนวน 5 คน และนักศึกษาปริญญาตรี 21 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ที่มีประสบการณ์การใช้ GenAI ในปี พ.ศ. 2565-2567 และตัวอย่างที่ใช้ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ คือ นักศึกษาปริญญาตรี ในรายวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ชั้นปีที่ 1 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอน 2) แบบสัมภาษณ์สนทนากลุ่ม 3) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์ฯ 4) แบบประเมินคุณภาพรูปแบบการเรียนรู้ฯ 5) แผนการจัดการเรียนรู้ฯ 6) เว็บไซต์เสริมความรู้ 7) แบบสอบความรู้ความชำนาญความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ต 8) แบบประเมินผลงานดิจิทัลอาร์ต 9) แบบบันทึกร่องรอยกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์คะแนนความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติทดสอบแบบไม่อิงพารามิเตอร์ Wilcoxon Signed-Rank Test 2) วิเคราะห์พัฒนาการโดยใช้การวัดความเปลี่ยนแปลงสัมพัทธ์ (Relative change score) 3) วิเคราะห์เชิงคุณภาพเกี่ยวกับพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์จากการใช้รูปแบบฯ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. การศึกษาสภาพการบูรณาการใช้ GenAI พบว่า นักศึกษาตื่นตัวต่อการใช้ GenAI อย่างมาก ใช้เป็นตัวช่วยให้ผลิตผลงานได้เร็วและจำนวนมาก สะท้อนถึงช่องว่างของกระบวนการคิด ผู้เรียนยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์โจทย์ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนการสร้างสรรค์ผลงาน และการใช้ GenAI อย่างเหมาะสม 2. รูปแบบการเรียนรู้ฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) โจทย์ท้าทายความคิด 2) กระบวนการซินเนคติกส์และเทคนิคกล่องไอเดีย 3) ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง 4) การบันทึกสะท้อนผล 5) การประเมิน และ 5 ขั้นตอนการเรียนรู้ …
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี 2) เปรียบเทียบความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี และ 3) ศึกษาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมจากผลงานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี ประชากรคือนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างงานวิจัยคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ มีดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 2) แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.95 3) แบบสอบถามความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.71 ค่าอำนาจจำแนกในช่วง 0.22 – 0.49 และ 4) แบบสัมภาษณ์ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผนเป็นเวลา 24 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน 2567 ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความตระหนักในสิ่งแวดล้อมหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมผ่านผลงานที่สร้างขึ้น โดยนักเรียนสามารถเสนอแนวคิดได้อย่างหลากหลาย สามารถให้รายละเอียดพร้อมบอกประโยชน์การใช้งาน และสามารถบอกข้อจำกัดและบอกแนวทางการพัฒนาผลงานของตนเองได้ พร้อมกับใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ในการสร้างผลงาน
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธนาวิทย์ คงประเสริฐผล
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธนาวิทย์ คงประเสริฐผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้ชุดการเรียนการสอน ที่พัฒนาขึ้น โดยเปรียบเทียบความสามารถทางการเงินของผู้เรียนก่อนและหลังจากการใช้ชุดการเรียนการสอน และศึกษา การเปลี่ยนแปลงของความสามารถทางการเงินของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาจำนวน 10 คน โดยใช้การเลือกแบบสมัครใจ ใช้ระยะเวลา ทดลอง 10 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความสามารถทางการเงินและแบบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบวิลคอกซัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีหลักการ คือ 1) การวิเคราะห์บริบทของผู้เรียนเพื่อออกแบบสถานการณ์การเรียนการสอน 2) การส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริงผ่านชุมชนแห่งการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากระดับเริ่มต้นไปสู่ระดับชำนาญ 3) การออกแบบองค์ประกอบของชุมชนแห่งการปฏิบัติให้สามารถเชื่อมโยงกับบริบททางการเงินของผู้เรียน และ 4) การกำหนดบทบาทของผู้สอนให้ตอบสนองต่อการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีสาระครอบคลุมขอบเขตทางการเงิน ได้แก่ ความรู้พื้นฐาน สิทธิ การวางแผนจัดการเงิน การออม การลงทุน ความเสี่ยง และประกันภัย ชุดการเรียนการสอนนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียน การสอน 8 กิจกรรมที่ออกแบบให้เรียงลำดับจากประเด็นการเงินใกล้ตัวไปสู่ประเด็นซับซ้อนและไกลตัว มีขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนในแต่ละกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนเพื่อออกแบบสถานการณ์ (ระยะเตรียม) และระยะที่ 2 ระยะการจัดการเรียนการสอนผ่านสถานการณ์ (ระยะสอน) มีขั้นตอน ได้แก่ 2.1) การให้ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายและแนวทางจัดการ 2.2) การเผชิญสถานการณ์ตามแนวทางที่กำหนด 2.3) การสะท้อนการเรียนรู้จากสถานการณ์และ 2.4) ประเมินและให้ข้อมูลสะท้อนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ประเมินผลโดยใช้แบบวัด ประกอบกับการสังเกต สัมภาษณ์และการตรวจบันทึกสะท้อนคิด 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนการสอน ปรากฏว่า หลังการใช้ชุดการเรียนการสอน นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการเงินสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถในการตัดสินใจและกำกับการดำเนินการทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงสูงสุด รองลงมาเป็นความสามารถใน การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเงิน และความสามารถในการประเมินขีดความสามารถทางการเงินของตนตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพยังชี้ว่าความสามารถทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาพลักษณ์ทางร่างกายเชิงบวก, ณัฐณิชา หวังดี
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาพลักษณ์ทางร่างกายเชิงบวก, ณัฐณิชา หวังดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาพลักษณ์ทางร่างกายเชิงบวก และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาพลักษณ์ทางร่างกายเชิงบวก ตัวอย่างที่ศึกษา คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวน 240 แห่ง จากผู้ตอบแบบสอบถาม 460 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเที่ยงระดับสูงมาก (α ≥ .90) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการศึกษาความต้องการจำเป็น พบว่า การส่งเสริมภาพลักษณ์ทางร่างกายเชิงบวก ผ่านการบริหารวิชาการภาพรวม ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การดูแลตนเองทางร่างกาย (PNIModified = 0.194) รองลงมาเท่ากันสองอันดับ คือ ความยืดหยุ่นต่อภัยคุกคามด้านภาพลักษณ์ทางร่างกายและการมีมโนทัศน์ความงามที่หลากหลาย (PNIModified = 0.193) เมื่อพิจารณาการพัฒนางานบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษารายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (PNIModified = 0.212) รองลงมา คือ การจัดการเรียนรู้ (PNIModified = 0.190) เมื่อพิจารณารายข้อด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ พบว่า ประเด็นที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากการประเมินไปใช้ในการตัดสินใจและพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ (PNIModified = 0.219) โดยภาพลักษณ์ทางร่างกายเชิงบวก ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดในประเด็นนี้ คือ ความยืดหยุ่นต่อภัยคุกคามด้านภาพลักษณ์ทางร่างกาย (PNIModified = 0.230) ผลการศึกษา แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาพลักษณ์ทางร่างกายเชิงบวก ได้แนวทางที่ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 22 วิธีดำเนินการ ได้แก่ แนวทางหลักที่ 1 ส่งเสริมการนำผลการประเมินไปใช้ในการตัดสินใจและพัฒนาผู้เรียน ด้านความยืดหยุ่นต่อภัยคุกคามด้านภาพลักษณ์ทางร่างกาย และการมีมโนทัศน์ความงามที่หลากหลาย แนวทางหลักที่ 2 สนับสนุนทรัพยากรการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมการตระหนักถึงการมีมโนทัศน์ความงามที่หลากหลาย และการเห็นคุณค่าและยอมรับร่างกาย …
การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับ การเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, จิรัชชา รุ่นประพันธ์
การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับ การเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, จิรัชชา รุ่นประพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันฯ คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บแอปพลิเคชันฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาเคมี และผู้เชี่ยวชาญด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้เว็บแอปพลิเคชันฯ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนนครนายกวิทยาคม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสัมภาษณ์สภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 2) เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 3) แบบประเมินความเหมาะสมของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 5) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 6) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (Dependent Samples T-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปว่า 1. แนวทางการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) เนื้อหา (Content) 2) การออกแบบการเรียนรู้ (Instructional design) 3) การออกแบบระบบ (System design) 4) การวัดและประเมินผล (Assessment) 5) การให้ผลป้อนกลับ (Feedback) 2. ผลการประเมินความเหมาะสมของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ ในภาพรวมผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าเว็บแอปพลิเคชันมีความเหมาะสมมากที่สุด (M = 4.86, SD = 0.13) 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการหลังเรียน …
การพัฒนาระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาครูพลศึกษาโดยใช้การประมาณท่าทางของมนุษย์ด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, ชลัมภ์ สงวนศักดิ์
การพัฒนาระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาครูพลศึกษาโดยใช้การประมาณท่าทางของมนุษย์ด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, ชลัมภ์ สงวนศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลในห้องเรียนอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อมีจำนวนนักเรียนมาก วิธีการแบบดั้งเดิมมักอาศัยการสังเกตด้วยตาเปล่า ซึ่งใช้เวลานานและอาจเกิดความไม่สม่ำเสมอในการประเมินได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับการประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาระดั บปริญญาตรีสาขาพลศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อระบุท่าทางการยิงประตูที่ถูกต้อง พัฒนาระบบประเมิน และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบประเมินกับเครื่องมือเดิมที่มีอยู่ การศึกษานี้ดำเนินการกับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 29 คน จากสาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้แบบประเมินแบบดั้งเดิมที่เป็นแบบตรวจสอบรายการ 5 ระดับสำหรับประเมินท่าทางขณะปฏิบัติทักษะ และระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลที่พัฒนาขึ้นใหม่ ผลการวิจัยพบว่า ในจังหวะที่หนึ่งของการยิงประตู ข้อมือขวามีความคงที่ของการงอมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 165.03, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 15.40) ในขณะที่ข้อศอกซ้ายมีความคงที่ของการงอน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 100.62, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 30.99) สำหรับจังหวะที่สอง สะโพกซ้ายมีความคงที่สูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 165.35, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 11.56) ในขณะที่ข้อศอกซ้ายยังคงมีค่าความคงที่ต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 103.87, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 33.53) ส่วนในจังหวะที่สาม สะโพกขวามีความคงที่สูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 174.65, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 4.00) ขณะที่ข้อเท้าซ้ายมีความคงที่ต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 146.68, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 17.98) ระบบประเมินที่พัฒนาขึ้นแสดงระดับความแม่นยำที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวะของการยิงประตู โดยจังหวะที่หนึ่งมีความแม่นยำสูงที่สุด ซึ่งมีค่า precision ที่ร้อยละ 89.09 recall ที่ร้อยละ 92.45 และ F1 score อยู่ในจังหวะร้อยละ 51 ถึง 90.74 ในขณะที่จังหวะที่สามมีความแม่นยำต่ำที่สุด โดยมี precision ที่ร้อยละ 65.85 recall ที่ร้อยละ 71.05 และ F1 score ที่ร้อยละ 68.35 โดยรวมแล้ว ระบบสามารถประเมินได้ด้วย precision ที่ร้อยละ …
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย, จันทนา ชัยโอภานนท์
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย, จันทนา ชัยโอภานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย และเพื่อศึกษาคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษารวบรวมข้อมูลและการออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ด้าน จำนวน 8 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดลูสพารตส์สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางด้านศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 5 ท่าน ระยะที่ 2 ระยะทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 หรืออายุระหว่าง 5-6 ปี จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสังเกตพฤติกรรมสะท้อนความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย แบบประเมินทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย แบบสํารวจความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวติดลูสพารตส์ แบบบันทึกการสัมภาษณ์ผลงานศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย ตารางแผนการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย ชุดกิจกรรมศิลปะตามตามแนวคิดลูสพารตส์ ประกอบไปด้วย วัสดุธรรมชาติที่แตกต่างกัน 7 ชนิด สื่อการสอน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย มีหลักการ คือ มีวัสดุธรรมชาติที่แตกต่างกันอย่างน้อย 7 ชนิดขึ้นไป มีวิธีการสอนและเนื้อหาการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นได้ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีความแตกต่างกันทั้ง รูป กลิ่น ขนาด และผิวสัมผัส พัฒนาทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์จากกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน ส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ชุดกิจกรรมยังสามารถนำไปใช้ประยุกต์ใช้เพื่อสอนแก่โรงเรียนตามบริบทต่าง ๆ ได้อยากหลากหลาย โดยแนวทางในการนำชุดกิจกรรมไปปรับใช้ คือ 1) ปรับเปลี่ยนวัสดุ อุปกรณ์ให้สอดคล้องกับบริบทโรงเรียน หรือหัวข้อการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง 2) ลักษณะการจัดการเรียนมีวิธีการสอนที่ยืดหยุ่นโดยครูผู้สอนอาจกำกับการสอนและดูแลในช่วงครั้งแรก และเมื่อสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนว่ามีความรู้ความเข้าใจเพียงพอแล้วสามารถปล่อยให้เด็กได้ทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ โดยครูเป็นเพียงผู้สังเกตการและให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น 3) สามารถปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการทำกิจกรรมได้ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนและหัวข้อการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง 4) การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง ประเมินจากกระบวนการขณะเด็กทำกิจกรรมและสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ระหว่างการทำกิจกรรม เมื่อวิเคราะห์ด้วยการใช้สถิติ Wilcoxon Signed …
แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา, จิตติมา จันทรายุวัฒน์
แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา, จิตติมา จันทรายุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตการสอน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา โดยภาพรวมพบว่า สภาพการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษาทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.40, S.D. = 1.17) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีรายละเอียดดังนี้ ด้านการเตรียมการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนการสอนที่เน้นความสามารถเชิงตัวเลขในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 4.33, S.D. = 1.27) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านเกมที่ได้ทำตามกฎและอัลกอริทึม วางแผนกลยุทธ์ ใช้การแก้ปัญหาและความน่าจะเป็นในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 3.85, S.D. = 1.48) ด้านสื่อการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการเลือกใช้สื่อสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนหรือโรงเรียนในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 3.83, S.D. = 1.68) ด้านการวัดและประเมินผล ครูมีการปฏิบัติในการวัดและประเมินนักเรียนจากการแสดงการตัดสินใจเลือกประยุกต์ใช้แนวทาง วิธีการและกลยุทธ์ทางคณิตศาสตร์ในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 4.11, S.D. = 1.28) ส่วนปัญหามีดังนี้ 1) ด้านการเตรียมการเรียนการสอน พบว่า ครูขาดการเตรียมสถานการณ์และเนื้อหาคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริง 2) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนขาดความรู้คณิตศาสตร์ที่สำคัญในการจัดการสถานการณ์ปัญหา 3) ด้านสื่อการเรียนการสอน พบว่า ครูขาดความชำนาญในการใช้สื่อที่เชื่อมโยงกับความสามารถเชิงตัวเลข 4) ด้านการวัดและประเมินผล พบว่า ปัญหาในทักษะด้านการอ่านของนักเรียนส่งผลให้นักเรียนอ่านและตีความข้อมูลทางคณิตศาสตร์ไม่ได้ การวัดและประเมินผลจึงมีความคลาดเคลื่อน 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา ได้แก่ 1) ด้านการเตรียมการเรียนการสอน ครูควรกำหนดสถานการณ์ที่สอดคล้องกับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน จากนั้นกำหนดวัตถุประสงค์และเนื้อหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำหนด 2) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูควรจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถเชิงตัวเลขในการปฏิบัติระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูจัดขึ้น …
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย, ไฮยาน หยาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ทักษะที่จำเป็นในการจ้างงานข้ามพรมแดนของนักศึกษาจีนตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 2) ศึกษาสภาพและแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย 3) วิเคราะห์องค์ประกอบของทักษะเพื่อการจ้างงานและการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนของนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย 4) พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและพนักงานสัญชาติจีนจาก 5 บริษัทไทย-จีนในกรุงเทพฯ และระยอง รวม 30 คน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนนักศึกษาจีน รวม 25 คน และนักศึกษาจีนชั้นปีที่ 4 รวม 322 คนจาก 5 สถาบันอุดมศึกษา เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน T-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ทักษะที่จำเป็นในการจ้างงานข้ามพรมแดน ประกอบด้วย 12 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร 2) ทักษะเฉพาะทาง 3) ทักษะการปรับตัวข้ามวัฒนธรรม 4) ทักษะด้านการคิด 5) ทักษะการแก้ปัญหา 6) ทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ 7) ทักษะการใช้โปรแกรมและเทคโนโลยี 8) ทักษะการขาย 9) ทักษะการประกอบการ 10) มีวิสัยทัศน์ระดับโลก 11) ทักษะแบบผสมผสาน 12) ทักษะส่วนบุคคลและทักษะทางสังคม 2. สภาพการจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษาจีนพบว่า หลักสูตรไม่สอดคล้องกับตลาดงานไทย-จีน นักศึกษาจีนขาดทักษะภาษาและการปรับตัว อาจารย์ขาดประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ขาดทักษะภาษาจีน งบประมาณสำหรับนักศึกษาจีนมีจำกัด และมีความท้าทายในการประเมินผลเนื่องจากนักศึกษาใช้ AI ทำการบ้าน และมีข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา 9 ด้านเพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา 3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยด้านทักษะ 10 ด้านมีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 23.079 (df=1.538, p-value=0.0825) องค์ประกอบการจัดการศึกษา 11 ด้านมีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 28.423 (df=1.137, p-value=0.2888) ซึ่งค่าดัชนีชี้วัดความเหมาะสมในเกณฑ์ดี สอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์ เมื่อบูรณาการพบว่ามีทักษะ 14 ด้าน และองค์ประกอบการจัดการศึกษา 10 …
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเองและ แนวคิดมัลติสปอร์ตเพื่อสร้างเสริมความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา, เกรียงไกร อินทรชัย
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเองและ แนวคิดมัลติสปอร์ตเพื่อสร้างเสริมความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา, เกรียงไกร อินทรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมทางพลศึกษา เนื่องจากความฉลาดรู้ทางกายเป็นทักษะพื้นฐานที่ส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาพองค์รวมและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา (R&D) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 76 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 38 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและทดสอบความเที่ยงโดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น (IOC=0.88) และแบบวัดความฉลาดรู้ทางกายสำหรับเด็กไทยอายุ 10–12 ปี (IOC=0.90, r=0.83) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) หลักการของรูปแบบ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ (1) การสร้างบรรยากาศและกำหนดเป้าหมาย (2) การส่งเสริมทักษะและสัมพันธภาพ และ (3) การสะท้อนคิดและประเมินผล 4) สาระสำคัญ ได้แก่ กีฬาฟุตซอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล และแบดมินตัน และ 5) การวัดและประเมินผล2. ประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า 1. นักเรียนกลุ่มทดลองมีระดับความฉลาดรู้ทางกายทั้งด้านกายพิสัย จิตพิสัย สังคมพิสัย และพุทธิพิสัย หลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความฉลาดรู้ทางกายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการทดลองเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และ 3. นักเรียนกลุ่มทดลองสามารถรักษาระดับความฉลาดรู้ทางกายได้ต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่ 10 หลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การพัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย, กิตติคุณ ตรีคูณวัฒนา
การพัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย, กิตติคุณ ตรีคูณวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์แนวทางในการสร้างแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลิน ระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย 2) พัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาความต้องการจำเป็น ผ่านการวิเคราะห์เอกสารและสำรวจกลุ่มตัวอย่างครูและนักเรียนไวโอลิน 33 คน 2) การออกแบบและพัฒนา แบบฝึกหัดเสริมต้นแบบ "ไวโอลิน 4 สำเนียง" และตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน 3) การทดลองใช้ นวัตกรรมกับกลุ่มตัวอย่างครู 5 ท่านและนักเรียน 5 ท่าน และ 4) การประเมินผล โดยเก็บข้อมูลความพึงพอใจผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึกผลการวิจัยพบว่า: 1) แนวทางการสร้างแบบฝึกหัดเสริมฯ ที่เหมาะสมประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือ (ก) ลักษณะของแบบฝึกหัดที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ข) การคัดเลือกและเรียงลำดับเทคนิคไวโอลินระดับกลางที่จำเป็น และ (ค) การคัดเลือกและประยุกต์ใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย 2) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น คือ หนังสือแบบฝึกหัดเสริม "ไวโอลิน 4 สำเนียง" ซึ่งประกอบด้วย 6 เทคนิคหลักที่นำเสนอผ่านบทเพลงพื้นบ้านไทย 8 เพลงจาก 4 ภูมิภาค พร้อมสื่อวิดีโอและดนตรีประกอบ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่างครูและนักเรียนพบว่า แบบฝึกหัดเสริมฯ ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุดในทุกด้าน
Ethical Leadership Development Strategies Of University Faculty Members In Jiangsu, The People's Republic Of China, Wenhao Wu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) To study the conceptual frameworks of ethical leadership development and ethical leadership of university faculty members. 2) To study the ethical leadership levels of university faculty members in Jiangsu Province, China. 3) To analyze the strengths, weaknesses, opportunities, and threats of ethical leadership development of university faculty members in Jiangsu Province, China and 4) To develop ethical leadership development strategies of university faculty members in Jiangsu, the People's Republic of China. This study employed a multi-phase mixed methods research design,integrating both quantitative and qualitative approaches. The study involved 562 faculty members and 206 administrators from …
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, โชติวัน แย้มขยาย
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, โชติวัน แย้มขยาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสอนภาษาจีน จำนวน 18 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรม เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก และแบบสัมภาษณ์ด้วยวิธีการหวนระลึกผ่านวิดีโอ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การทำความเข้าใจและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการสื่อสารของบุคคล รวมถึงความสัมพันธ์ของภาษาและวัฒนธรรม มีส่วนช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความตระหนักในการเลือกใช้ภาษา และปรับตัวสู่การสื่อสารในบริบทที่คู่สนทนาต่างวัฒนธรรมได้ 2) การฝึกฝนการสื่อสารภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งหรือถูกคุกคาม มีส่วนผลักดันการใช้วิจารณญาณในการใช้ภาษา อวัจนภาษาและกลวิธีที่จะแก้ไข ไกล่เกลี่ยเพื่อบริหารความสัมพันธ์ นับเป็นกระบวนการฝึกที่ยกระดับความสามารถในการสื่อสาร 3) การวิเคราะห์องค์ประกอบเฉพาะตัวของบุคคล ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่เป็นปัจเจกและส่งผลต่อพฤติกรรมการสื่อสาร เช่น เพศ สถานะ อาชีพ ช่วงวัย มีส่วนช่วยให้ผู้เรียนได้กรอบแนวทางเพื่อคัดสรรวิธีการสื่อสารและภาษาที่สอดคล้องกับบุคคลโดยไม่เกิดการคุกคามภาพลักษณ์ 4) การตีความความสุภาพที่ อิงตามบรรทัดฐานมารยาททางสังคม ผ่านการวิเคราะห์ถึงความหมายของการแสดงออกทางการสื่อสารทั้งทางตรงและทางอ้อม มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ลดความคลาดเคลื่อน และรับส่งสารได้ตามเจตนาที่แท้จริง โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียน การสอนหลัก 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 เข้าถึงความสัมพันธ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์อัตลักษณ์ปัจเจก ขั้นตอนที่ 3 ก้าวผ่านสถานการณ์คุกคามภาพลักษณ์ และขั้นตอนที่ 4 แบ่งปันกลยุทธ์ชี้จุดพัฒนา 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการพูดภาษาจีน ข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมและรายองค์ประกอบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในภาพรวมและรายองค์ประกอบไปในทิศทางที่ดีขึ้น
แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา, พิชญุตม์ พชรธรรมโรจน์
แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา, พิชญุตม์ พชรธรรมโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร การศึกษาภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และการจัดสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า 1. คุณค่าจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ที่ปรากฏในบทประพันธ์เพลงซอล้านนา งสะท้อนถึงการนำเอาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามาในในการนำเสนอ สำหรับสร้างความตระหนักและนำไปปรับใช้ในชีวิต ในด้านคุณค่าทางภูมิปัญญาครอบคลุมทั้งรูปธรรม (ภาษา ดนตรี การแสดง หัตถกรรม) และนามธรรม (คติความเชื่อ วิถีชีวิต) ในด้านบทบาทหน้าที่ของเพลงซอล้านนา คือ 1) การบันทึกเรื่องราวของสังคม 2) การสร้างความบันเทิง 3) การสืบทอดจารีตประเพณี 4) การส่งเสริมการศึกษา และ 5) การรักษาระเบียบทางสังคม 2. การสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา คือ การถ่ายทอดความรู้จากครูสู่ศิษย์ โดยผสมผสานแนวคิดดั้งเดิมกับแนวทางใหม่ ผ่านการฝึกฝนทั้งในรูปแบบดั้งเดิม (เรียนรู้จากครูโดยตรง) และแบบประยุกต์ (ใช้สื่อและเทคโนโลยี) ศิษย์ต้องมีคุณสมบัติด้านเสียง ความจำ และความกตัญญู ทั้งนี้การเรียนรู้เน้นประสบการณ์ตรงผ่านชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและสืบทอดมรดกวัฒนธรรม 3. แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา สะท้อนภาพรวมจากการศึกษาคุณค่าทางจริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ และภูมิปัญญาที่ปรากฏในบทซอ ตลอดจนกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านความสัมพันธ์แบบครูกับศิษย์ การฝึกฝนภาคปฏิบัติ และการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน เสนอให้พัฒนากลไกการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ สนับสนุนบทบาทของชุมชน เยาวชน และภาคีเครือข่าย เพื่อธำรงรักษาอัตลักษณ์ของเพลงซอในบริบทร่วมสมัยอย่างมีพลวัตและยั่งยืน
กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสําหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา, นิรชา โพธิ์พรมศรี
กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสําหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา, นิรชา โพธิ์พรมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา และแนวคิดความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-Phase Mixed Method) ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 287 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 861 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ (1) ความพึงพอใจในชีวิต (2) ความรู้สึกเชิงบวกและลบ (3) ความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา มี 3 ประการ ได้แก่ 2.1 จุดแข็งของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้านความพึงพอใจในชีวิตและความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านความพึงพอใจในชีวิตและความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย การวัดและประเมินผลด้านความพึงพอใจในชีวิต 2.2 จุดอ่อนของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ การวัดและประเมินผลด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ และ ความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย 2.3 โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีสภาพเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีเป็นโอกาส มีการเมืองและนโยบายรัฐ เป็นภาวะคุกคาม การจัดการเรียนการสอน และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ มีการเมืองและนโยบายรัฐ เป็นโอกาส …
Robot-Assisted Language Learning (Rall) Of Community Of Inquiry Based On Cognitive Flexibility Approach To Enhance Undergraduate Students’ Critical Thinking Skills Andacademic Writing Skills, Vorapon Mahakaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to (1) examine the causal relationships among Community of Inquiry (CoI), Robot-Assisted Language Learning (RALL), and Cognitive Flexibility (CF) on Academic Writing Skills (AWS) and Critical Thinking Skills (CTS); (2) develop a web-based instructional prototype integrating these variables; and (3) evaluate its effectiveness through an empirical intervention. The research was conducted in four phases. Phase 1 employed Structural Equation Modeling (SEM) with 1,134 undergraduate students, confirming significant direct and indirect effects among the variables, with CTS acting as a key mediator. Phase 2 involved the development of a web-based instructional prototype. Phase 3 implemented an 8-week instructional …
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อมโนทัศน์และแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวุฒิ ปฐมเจริญพรกุล
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อมโนทัศน์และแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวุฒิ ปฐมเจริญพรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบมโนทัศน์ เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนการรู้แบบสืบสอบร่วมกับ เกมมิฟิเคชัน 2) ศึกษาลักษณะมโนทัศน์ เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อได้รับการจัดการเรียนการรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน 3) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน และ 4) วิเคราะห์แรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 36 คน จากโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดนครปฐม ใช้วิธีการคัดเลือกแบบแบ่งกลุ่ม โดยสุ่มห้องเรียนมา 1 ห้องเรียนจากห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้ชีววิทยา เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จำนวน 4 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดมโนทัศน์ชีววิทยา แบบวัดแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยา และแบบสังเกตพฤติกรรมที่แสดงถึงแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนมีคะแนน มโนทัศน์ที่ถูกต้องหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้เรียนมีความเข้าใจ มโนทัศน์ที่ถูกต้องมากขึ้น 3) ผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยระดับแรงจูงใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ผู้เรียนมีระดับแรงจูงใจระดับสูงในระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน