Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Higher Education (5094)
- Social and Behavioral Sciences (2569)
- Curriculum and Instruction (2094)
- Medicine and Health Sciences (1958)
- Arts and Humanities (1755)
-
- Teacher Education and Professional Development (1419)
- Business (1258)
- Educational Leadership (1232)
- Educational Administration and Supervision (1217)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (1182)
- Educational Methods (907)
- Medical Education (881)
- Science and Mathematics Education (747)
- Health and Physical Education (680)
- Higher Education Administration (680)
- Public Health (593)
- Physical Sciences and Mathematics (589)
- Other Education (570)
- Life Sciences (547)
- Marketing (522)
- Educational Psychology (512)
- Scholarship of Teaching and Learning (505)
- Bilingual, Multilingual, and Multicultural Education (490)
- Secondary Education (485)
- Language and Literacy Education (483)
- Sociology (479)
- Elementary Education (456)
- Engineering (445)
- Educational Technology (426)
- Institution
-
- University of Alabama at Birmingham (791)
- East Tennessee State University (730)
- Liberty University (462)
- Western Kentucky University (418)
- University of Nebraska - Lincoln (409)
-
- Walden University (362)
- Wayne State University (354)
- Morehead State University (338)
- Georgia Southern University (273)
- Chulalongkorn University (257)
- Nova Southeastern University (253)
- Association of Arab Universities (243)
- Wright State University (242)
- Utah State University (234)
- University of Northern Iowa (212)
- University of Arkansas, Fayetteville (207)
- Grand Valley State University (170)
- Marshall University (170)
- Brigham Young University (165)
- Old Dominion University (159)
- Edith Cowan University (149)
- University of South Florida (145)
- University of South Carolina (139)
- Universitas Negeri Yogyakarta (134)
- City University of New York (CUNY) (132)
- Australian Council for Educational Research (ACER) (131)
- University of Nebraska Medical Center (131)
- Hamline University (128)
- Universitas Negeri Malang (127)
- Cal Poly Humboldt (121)
- Keyword
-
- Education (451)
- Higher education (415)
- Release (376)
- Students (243)
- Report (196)
-
- Newsletter (182)
- COVID-19 (175)
- Annual Program Outcomes Assessments (168)
- Equity (162)
- Leadership (161)
- School of medicine (154)
- Professional development (148)
- UAB (144)
- Curriculum (135)
- College of arts and sciences (133)
- Diversity (130)
- Self-efficacy (122)
- Inclusion (119)
- Higher Education (114)
- Communication (109)
- Teachers (105)
- Literacy (104)
- Pedagogy (103)
- Online learning (100)
- Motivation (99)
- Retention (99)
- Teaching (98)
- Technology (96)
- EReporter (94)
- STEM (89)
- Publication
-
- Browse All News (631)
- Theses and Dissertations (531)
- ETSU News (458)
- Doctoral Dissertations and Projects (427)
- Patient Education Projects (343)
-
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (319)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (310)
- Dissertations (228)
- Electronic Theses and Dissertations (206)
- Annual Program Outcomes Assessments - All (168)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (165)
- Honors Program: Senior Projects (Public) (108)
- Graduate Medical Education Research Journal (103)
- Faculty Senate Records (101)
- School of Education and Leadership Student Capstone Projects (101)
- Jordan Journal of Applied Science-Humanities Series (100)
- Masters Projects (96)
- eReporter (campus newsletter) (94)
- Journal of Education Studies (92)
- Research outputs 2022 to 2026 (89)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (88)
- Master's Theses & Capstone Projects (82)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (80)
- Jurnal Pendidikan: Teori, Penelitian, dan Pengembangan (79)
- The Qualitative Report (78)
- News and Events (Discontinued Series) (77)
- Journal of Comparative & International Higher Education (76)
- Annual Research Symposium (69)
- 2023 Celebration of Student Scholarship - Poster Presentations (65)
- George-Anne Media Group: Newsletters & Magazines (64)
- Publication Type
Articles 15031 - 15060 of 15212
Full-Text Articles in Education
รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์, อาภาภรณ์ ปานมี
รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์, อาภาภรณ์ ปานมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายคือผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 10 สัปดาห์ การดำเนินการวิจัยเป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่เป็นการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อใช้ในการเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การเสนอประเด็น สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่กำลังถกเถียงหรือสังคมให้ความสนใจ ใกล้ตัวผู้เรียน และเน้นทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ 2) การมีส่วนร่วมในเรียนรู้จากการสืบเสาะหาความรู้ การอธิบาย การ-โต้แย้ง และแสดงเหตุผลเพื่อยืนยันความคิดของตนเองผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนเกิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและพัฒนาทักษะการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะการนำเสนอข้อมูล ทักษะการให้เหตุผล ทักษะการแปลความหมายข้อมูล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะการแก้ปัญหา และ 3) การมุ่งเน้นกระบวนการที่ได้มาซึ่งข้อสรุปและหลักฐานที่ยืนยันข้อสรุปโดยมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์จะทำให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปแก้ไขปัญหาหรือไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นเสนอประเด็น ทางสังคม ขั้นที่ 2 ขั้นวิเคราะห์ประเด็นปัญหา ขั้นที่ 3 ขั้นเสนอหลักฐานและให้เหตุผล ขั้นที่ 4 ขั้นลงข้อสรุป และขั้นที่ 5 ขั้นขยายความรู้ 2. ประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า 1) สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนหลังทดลองสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะ ทางวิทยาศาสตร์ 2) สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ และ 3) ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลง ของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงช่วงหลังของการทดลอง
การสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิวรักษ์ ศรีสะอาดดี
การสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิวรักษ์ ศรีสะอาดดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องการสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมความสามารถการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกก่อนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกและนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนเขียนแบบปกติ โดยกลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 1 จำนวนนักเรียน 20 คน และกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 4 จำนวนนักเรียน 20 คน เลือกตัวอย่างโดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการสอนที่มีการจัดการเรียนการสอนเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก และแผนการจัดการเรียนการสอนเขียนแบบปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังจากการจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, กุลชญา พิบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและความต้องการของการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ จำนวน 396 คน และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการเทคโนโลยีการศึกษา การวิจัยและการสอนวิทยาศาสตร์ จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และนำข้อมูลที่ได้ได้มาพัฒนาต้นแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ฯ ระยะที่ 2 การพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ จากตัวอย่างที่เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 75 คน และระยะที่ 4 การประเมินรับรองสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Repeated Measured ANOVA ผลการวิจัยพบว่า จากการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์จากการประเมินตนเองและการประเมินผลงานและกระบวนการทำงานโดยใช้เกณฑ์ประเมินรูบริคส์ ซึ่งผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านการคิดแบบอเนกนัย (Divergent thinking) และคิดแบบเอกนัย (Convergent thinking) หลังเรียน สูงกว่าระหว่างเรียนและก่อนเรียน ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ สามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้สูงขึ้น และจากการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถสรุปได้ว่าต้นแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ (1) My virtual studio (2) Group work (3) Experience (4) Exhibition showcase และ (5) Reflection สำหรับขั้นตอนการเรียนรู้ ประกอบด้วย (1) Situation (2) Task (3) Uniqueness (4) Design (5) Illustration และ (6) Open-minded
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 2) เพื่อศึกษาระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 4) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 278 โรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 3,336 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษากลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 564 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะได้แก่ ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) ความฉับไวทางความคิด (Mental Agility) ความฉับไวทางผู้คน (People Agility) ความฉับไวทางการเปลี่ยนแปลง (Change Agility) และ ความฉับไวทางผลลัพธ์ (Results Agility) 2) ระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายคุณลักษณะ พบว่า ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และความฉับไวทางผู้คน (People Agility) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว พบว่า ด้านการวัดและประเมินผลมีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด และด้านการจัดการเรียนรู้มีค่าความต้องการจำเป็นต่ำสุด 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว …
เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร
เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เยาวชนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เนื่องจากเยาวชนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเยาวชนโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการขัดเกลาจะสามารถส่งเสริมการเห็นคุณค่าและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองอันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสื่อสารการแสดงออกอย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นควบคู่กันไปได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้เทคโนโลยีฯ 4) เพื่อนำเสนอการใช้เทคโนโลยีฯ โดยงานวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาของเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 479 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาเทคโนโลยีฯ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการการแสดง ด้านรูปแบบเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริง ด้านการสื่อสารและด้านมนุษยศาสตร์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีฯ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน ระยะที่ 4 การนำเสนอผู้ทรงคุณวุฒิเชิงนโยบายในการนำเทคโนโลยีฯ ไปใช้สถานศึกษา ผลการทดลอง พบว่า การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้เรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p
Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm
Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this current research were 1) To explore the effect of a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size and 2) To investigate the students’ opinion towards a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size. Purposive sampling was applied to grade ten 37 students in one of the Thai public schools in Chiang Rai province. The research instruments consisted of lesson plans that included vocabulary online games to correspond with each step of the memory-based framework. The vocabulary size pre and post-tests, student reflections, and semi-structured. The analysis …
กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, สิทธิพงศ์ สมเดช
กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, สิทธิพงศ์ สมเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้และกรอบแนวคิดการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 2) ศึกษาระดับความไว้วางใจของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 3) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา และ4) พัฒนากลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนที่เปิดสอนในระดับประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครู ทั้งสิ้น 1,185 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายคำนวณค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากบทสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ ประกอบไปด้วย 4 ด้านได้แก่ (1) ด้านสมรรถนะการบริหารจัดการ (2) ด้านความพึ่งพาได้ในคำพูดและการกระทำที่สุจริต (3) ด้านความเปิดเผยและเปิดกว้าง และ(4) ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น กรอบแนวคิดการพัฒนาภาวะผู้นำ ประกอบไปด้วย 2 การเรียนรู้ ได้แก่ (1) การเรียนรู้รายบุคคล มีการเรียนรู้ย่อย 5 การเรียนรู้ ได้แก่ การเรียนรู้ผ่านการเป็นกระบวนกร การเรียนรู้ผ่านการเป็นพี่เลี้ยง การเรียนรู้ผ่านการเป็นโค้ช การเรียนรู้ผ่านการเนที่ปรึกษา และการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ (2) การเรียนรู้แบบกลุ่ม มีการเรียนรู้ย่อย 4 การเรียนรู้ ไก่แก่ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ การเรียนรู้ผ่านการอบรมพักแรมนอกสถานที่ การเรียนรู้ผ่านเครือข่ายและการเยี่ยมชมโรงเรียน และการเรียนรู้ผ่านแฟ้มสะสมผลงาน 2) ระดับความไว้วางใจของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า จุดแข็งคือ การเรียนรู้รายบุคคลผ่านการเป็นที่ปรึกษาด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการมากที่สุด ในทางกลับกัน จุดอ่อนที่สูงที่สุด คือการเรียนรู้แบบกลุ่มผ่านการอบรมแบบพักแรมในด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการ ปัจจัยทางเทคโนโลยีเอื้อต่อการพัฒนาด้านสมรรถนะการบริหารจัดการผ่านการเป็นโค้ชมากที่สุด ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยทางเทคโนโลยีเป็นภาวะคุกคามต่อการเรียนรู้แบบกลุ่มผ่านแฟ้มสะสมงานในด้านความเห็นอกเห็นใจสูงที่สุด 4) กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบไปด้วย 2 กลยุทธ์หลัก …
การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว
การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยจำแนกระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ประกอบด้วย ภาระงานสำหรับนักเรียน (Task) ตามองค์ประกอบของความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ และเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) สำหรับประเมินภาระงานของนักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นรูบริกแบบแยกองค์ประกอบ 2) แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางดิจิทัล เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ3) แบบประเมินประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience: UX) สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล และแบบประเมินส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface: UI) สำหรับตัวอย่างวิจัยใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ ในด้านความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive statistics) การวิเคราะห์จําแนกประเภท (Discriminant Analysis) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ทดสอบค่าที (Independent samples t-tests) และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Pearson's Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่า 1.แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ครอบคลุมองค์ประกอบความฉลาดทางดิจิทัล ในระดับพลเมืองดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ ประกอบด้วยภาระงาน 1 ชุด จำนวน 27 ข้อ คะแนนเต็ม 135 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) เป็นแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Scoring Rubric) สำหรับกรรมการประเมินจำนวน จำนวน 1 ฉบับ โดยแบบวัดสามารถใช้งานผ่านเว็บบราวเซอร์ …
ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และการฟื้นตัวของนักเรียนจากการปิดเรียนเนื่องด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19: การวิเคราะห์พหุระดับ Piecewise แบบเบย์, ธวัชชัย ขวัญเมือง
ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และการฟื้นตัวของนักเรียนจากการปิดเรียนเนื่องด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19: การวิเคราะห์พหุระดับ Piecewise แบบเบย์, ธวัชชัย ขวัญเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์ภาวะการถดถอยและการฟื้นตัวทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยระดับโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้ข้อมูลผลคะแนน O-NET วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 – 2566 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากฐานข้อมูลสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จำนวนทั้งสิ้น 1,707 โรงเรียน การวิเคราะห์ภาวะถดถอยและและการฟื้นตัวทางการเรียนรู้วิเคราะห์ผ่านโมเดลพหุระดับพีซไวซ์แบบเบส์ การประมาณค่าแบบเบส์ที่ใช้ในการวิจัยจะประมาณการแจกแจงความน่าจะเป็นภายหลัง (posterior distribution) ของพารามิเตอร์ในโมเดลรวมทั้งค่าภาวะถดถอยและฟื้นตัวทางการเรียนรู้โดยจะประมาณด้วยกระบวนการลูกโซ่มาร์คอฟมอนติคาร์โล (Markov Chain Mote Carlo) โดยใช้อัลกอริทึมแฮมิลโทเนียน มอนติคาร์โล (Hamitonial Monte Carlo) และผู้วิจัยจะใช้สถิติบรรยาย ช่วงความน่าเชื่อถือ (credible interval) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์การแจกแจงความน่าจะเป็นภายหลังและทดสอบนัยสำคัญของพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยช่วงความเท่าเทียมกันในเชิงปฏิบัติ (Region of Practical Equivalence) ที่ 0.1 ถึง -0.1 การวิเคราะห์ปัจจัยระดับโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ โดยปัจจัยที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย อัตราส่วนครูต่อนักเรียน อัตราส่วนครูต่อห้องเรียน ขนาดโรงเรียน พื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละของนักเรียนฐานะยากจนในโรงเรียน โดยผู้วิจัยใช้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่องจำนวน 3 โมเดล ได้แก่ 1) Decision Tree 2) Regularized Regression และ 3) Random Forest ในการเปรียบประสิทธิภาพโมเดลโดยพิจารณาจากค่าประสิทธิภาพจำนวน 4 ค่า ได้แก่ ค่าความถูกต้อง (Accuracy) ค่าวัดความสอดคล้องระหว่างค่าทำนายกับค่าจริง (Kappa) ค่าความไว (Sensitivity) และ ค่าความจำเพาะ (Specificity) เพื่อให้ได้โมเดลที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่สุดเป็นโมเดลในการวิเคราะห์ จากนั้นผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ แผนภาพพาร์เชียล ดีเพนเดนซ์ (Partial Dependence Plot) ในการอธิบายความสัมพันธ์ ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ (1) จากโรงเรียนทั้งหมด 1,707 แห่ง พบเป็นโรงเรียนที่เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้มีจำนวน 542 แห่ง และมีจำนวนทั้งสิ้น 519 แห่ง …
การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ
การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและผู้ใช้บริการที่ไม่สำเร็จ และสร้างโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนโดยใช้พฤติกรรมการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิของการลงทะเบียนบน Thai MOOC ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ซึ่งเป็นประวัติการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการจำนวน 1,339,191 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาคิดเป็นร้อยละ 48.47 จากผู้ใช้บริการทั้งหมดจำนวน 1,339,191 คน กลุ่มรายวิชาที่มีจำนวนครั้งและจำนวนผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนเรียนมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี กลุ่มรายวิชาที่จำนวนครั้งและร้อยละของจำนวนผู้ใช้บริการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาสังคมการเมืองและการปกครอง ในส่วนของรายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จของผู้ใช้บริการมากที่สุดคือรายวิชาการสร้างเครือข่ายด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 96.80 จากผู้ลงทะเบียนเรียนจำนวน 54,214 คน ในขณะที่รายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จน้อยที่สุดคือรายวิชาการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งเท่ากับร้อยละ 34.23 จากผู้ลงทะเบียนจำนวน 21,781 คน 2. อัลกอริทึมที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลในทุกชุดคือ FPMAX โดยมีค่าสนับสนุนขั้นต่ำที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลคือ 0.001 และ 0.005 ซึ่งกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ได้มีจำนวน 217 กฎ โดยหลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ทำให้เหลือจำนวน 27 กฎ โดยมีค่า confident อยู่ในช่วง 0.53 - 0.83 และค่า lift อยู่ในช่วง 26.46 - 52.59 เท่า โดยที่รายวิชาที่ปรากฏภายในกฎพบว่าส่วนใหญ่เป็นรายวิชาในกลุ่มคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี 3. ผลการเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและไม่สำเร็จ จากกฎความสัมพันธ์ที่ได้มาจำนวน 383 และ 327 ตามลำดับ หลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 จะได้จำนวน 39 และ 32 กฎ ตามลำดับ โดยกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชามีความหลากหลายของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนมากกว่าของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จรายวิชาใด ๆ ในขณะที่กฎความสัมพันธ์รูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จในรายวิชาใด ๆ …
ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, พิทักษ์พงศ์ พงศ์กระพันธุ์
ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, พิทักษ์พงศ์ พงศ์กระพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2. เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย งานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมและการออกแบบพัฒนาชุดกิจกรรม โดยการเก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้การเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปศึกษาและดนตรีศึกษา จำนวน 3 ท่าน ครูศิลปะระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะนามธรรม จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา 1 ท่าน รวม 9 ท่าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ 2) ระยะการทดลองใช้ชุดกิจกรรมคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม ในรายวิชาศิลปะเพิ่มเติม จำนวน 24 คน และครูผู้สอนศิลปะชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง ทดลองใช้ 2 กิจกรรมจาก 4 กิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินการรับรู้ทางสุนทรียะในศิลปะนามธรรม แบบสอบถามความพึงพอใจสำหรับนักเรียน และแบบประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมสำหรับครูผู้สอน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีหลักการ 5 ข้อ ได้แก่ 1) การเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส 2) การเชื่อมโยงอารมณ์ที่แสดงออกผ่านศิลปะนามธรรมกับอารมณ์ของดนตรี 3) การเทียบเคียงองค์ประกอบของศิลปะนามธรรมกับองค์ประกอบของดนตรี 4) การสอดแทรกองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลป์โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ 5) การกระตุ้นประสบการณ์ทางสุนทรียะด้วยสื่อเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ชุดกิจกรรมพัฒนาขึ้นสำหรับการเรียนรู้แบบผสมผสาน ประกอบด้วยการเรียนรู้ในชั้นเรียนและการเรียนรู้ผ่านระบบ Learning Management System (LMS) ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรม พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เกิดการรับรู้ทางสุนทรียะในศิลปะนามธรรมตามทฤษฎีการรับรู้สุนทรียะของ Michael J. Parsons อยู่ในระดับที่คาดหวัง คือ ระดับที่ 3 การแสดงออก และ ระดับที่ 4 แบบอย่างและรูปแบบ (ร้อยละ 75) โดยนักเรียนเกิดการรับรู้ระดับที่ 4 มากที่สุด …
หลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์, พิมพกานต์ มีไพฑูรย์
หลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์, พิมพกานต์ มีไพฑูรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางและพัฒนาหลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตร จากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ได้แก่ 1) ผู้เรียนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาศิลปกรรมและศิลปศึกษา จำนวน 25 คน 2) ผู้บริโภคกลุ่มช่วงวัย 24 - 40 ปี จำนวน 20 คน และ3) ผู้เชี่ยวชาญ 5 ด้าน จำนวน 15 คน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างงานจิตรกรรมดิจิทัล 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบหลักสูตร 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ประกอบการ 5) ผู้เชี่ยวชาญด้านการการสอนศิลปกรรม ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร โดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาระยะที่ 1 และทดลองใช้หลักสูตรกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3-5 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้บริโภค และแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 ได้แก่ แบบประเมินความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อหลักสูตร แบบสะท้อนความคิด และแบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน โดยการพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้มีการประเมินรับรองคุณภาพหลักสูตร โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ได้แนวทางเป็นหลักสูตรระยะสั้นรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended leaning) ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบและการจัดวางตำแหน่งสินค้า งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาหลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ …
ผลการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติรัตน์ ดีเสมอ
ผลการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติรัตน์ ดีเสมอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพร่วมด้วย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองเทียบกับเกณฑ์ และ (2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองและแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้จากแบบบันทึกกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลอง นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 44.74 คะแนน (ร้อยละ 71.02) แต่ไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 69 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยองค์ประกอบที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การสร้างสมมติฐาน และการประเมินหลักฐาน ตามลำดับ และระหว่างจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลอง นักเรียนกลุ่มคะแนนสูง กลุ่มค่อนข้างสูง และกลุ่มปานกลาง เริ่มพบการเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ดีขึ้นอย่างมีพัฒนาการในการจัดการเรียนรู้ครั้งที่ 2 4 และ 5 ตามลำดับ นักเรียนส่วนใหญ่ใช้องค์ประกอบการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การประเมินหลักฐาน การสร้างข้อสรุป และการสื่อสารและกลั่นกรอง ผ่านกระบวนการสร้างแบบจำลอง และสะท้อนความคิดเห็นต่อกระบวนการการสร้างแบบจำลองไปในทิศทางที่ดี
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล Meas ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, จิดาภา จันทิมา
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล Meas ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, จิดาภา จันทิมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล MEAs ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล MEAs ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และ 3) เพื่อศึกษาการปลี่ยนแปลงของความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล MEAs ในช่วงก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 14 แผน แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ฉบับก่อนเรียนและฉบับหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ทั้งในภาพรวมและรายลักษณะ 2) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 ในภาพรวม ลักษณะการจำแนก ลักษณะการพิจารณาความสัมพันธ์ และลักษณะการตรวจสอบ ส่วนลักษณะการลงข้อสรุปและลักษณะการนำไปใช้ นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มอย่างไม่มีนัยสำคัญ และ 3) นักเรียนส่วนใหญ่สามารถจำแนกข้อมูล พิจารณาความสัมพันธ์ ตรวจสอบความสอดคล้องความสมเหตุสมผล การลงข้อสรุป และการนำความรู้หลักการไปใช้ ของสถานการณ์ที่กำหนดให้ได้
การพัฒนาชุดแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยปัญหาการอ่านภาษาไทยของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1, ธนภรณ์ ขาวดี
การพัฒนาชุดแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยปัญหาการอ่านภาษาไทยของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1, ธนภรณ์ ขาวดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยความสามารถในการอ่านภาษาไทยระดับประถมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม จากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ 1) นักเรียนกลุ่มที่ใช้ในการพัฒนาชุดแบบทดสอบวินิจฉัย 2) นักเรียนกลุ่มที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ 3) นักเรียนกลุ่มที่ทดลองใช้ชุดแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยฉบับสมบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยประกอบด้วยชุดแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย จำนวน 4 ชุด ตามช่วงเวลา คือ หลังจากเรียนรายวิชาภาษาไทย ครบ 50 100 150 และ 200 ชั่วโมง โดยแต่ละชุดประกอบด้วยเอกสาร 5 ฉบับ ได้แก่ 1) คู่มือการดำเนินการทดสอบ 2) แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย ซึ่งประกอบด้วยแบบทดสอบ 4 ตอน ได้แก่ 2.1) แบบทดสอบการจำแนกตัวอักษร 2.2) แบบทดสอบการอ่านออกเสียงคำ 2.3) แบบทดสอบการอ่านสะกดคำ 2.4) แบบทดสอบการบอกความหมายของคำศัพท์ 3) แบบบันทึกผลการทดสอบ 4) แบบรายงานผลการทดสอบ และ 5) เอกสาร ง ข้อมูลประกอบการบันทึกผลและการวิเคราะห์ปัญหาการอ่าน โดยการตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.75-0.90 และค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.30-0.50 โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอยู่ระหว่าง 0.88-0.98 ซึ่งมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลการวินิจฉัยพบว่าปัญหาที่พบมากที่สุด คือ นักเรียนไม่สามารถจำแนกพยัญชนะและสระได้ รองลงมา คือ ปัญหาตัวสะกด และลำดับสุดท้าย คือ นักเรียนไม่เข้าใจหน้าที่ของพยัญชนะและสระเมื่อนำมาประสมในคำ
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, นันทิยา กงละวัล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน แบบวัดความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสอน Think-Solve-Pair-Shareเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษา, พรพนา ทองศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อการศึกษาความต้องการจำเป็นและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสอน(TSPS) 2.1) เพื่อเปรียบเทียบผลคะแนนความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษาก่อนและหลังเรียน 2.2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมการ ใช้เทคโนโลยีที่มีต่อความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษาโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ระยะที่1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 433 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนประถมศึกษาส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และเลือกใช้เว็บเบราว์เซอร์กูเกิล โครม มากที่สุด 2) ประสบการณ์การใช้โมไบล์แอปพลิเคชันของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า การตั้งรหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยของการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) ความต้องการจำเป็นในการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันเพื่อความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษาในภาพรวม พบว่า ด้านการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน มีดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ระยะที่ 2 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 5 ท่าน และนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 20 คนเครื่องมือวิจัยคือต้นแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯผลการวิจัย พบว่าเครื่องมือดังกล่าวได้รับการประเมินคุณภาพระดับดีมากระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 40 คน เครื่องมือวิจัยคือโมไบล์แอปพลิเคชันฯ พบว่านักเรียนที่ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีที่มีต่อความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษาอยู่ในระดับมีความสัมพันธ์กันปานกลาง
การพัฒนาการอ่านวิเคราะห์บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกีสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, สรัลชนา กีรตินิจกาล
การพัฒนาการอ่านวิเคราะห์บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกีสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, สรัลชนา กีรตินิจกาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกี สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย และ2) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกีที่มีต่อการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตสังกัดมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 39 คน ใช้เวลาในการทดลอง 10 คาบ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบวัดการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียน ก่อนและหลังการทดลอง แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกีสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) วิเคราะห์โครงเรื่องตามองค์ประกอบ (2) วิเคราะห์ภูมิหลังและแรงผลักดันของตัวละคร (3) สร้างจินตนาการเกี่ยวกับฉากและวิเคราะห์อิทธิพลของฉาก (4) วิเคราะห์แก่นเรื่อง และ (5) เชื่อมโยงประสบการณ์เข้ากับเนื้อเรื่อง และ2) ผลการทดลองใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยการอ่านวิเคราะห์หลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท ที่มีต่อมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุธิตา ชัยมงคล
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท ที่มีต่อมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุธิตา ชัยมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท กับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 44 คน จากโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งของเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม กระทรวงศึกษาธิการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท ใบงานมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ และแบบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบทมีคะแนนมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์คิดเป็นร้อยละ 53.27 ซึ่งไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม 2) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ในทิศทางที่ดีขึ้น ในส่วนของการใช้ลักษณะสำคัญและความหมายของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ และการใช้ตัวแทนความคิดทางคณิตศาสตร์ที่สัมพันธ์กับ มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ การใช้ภาษาเขียนหรือสัญลักษณ์ และการใช้สูตร กฎเกณฑ์ หรือวิธีการทางคณิตศาสตร์
Development Of T-Shaped Professional Framework For Enhancing Students’ Employability In 21st Century: Case Study Of Cambodian Undergraduate Students, Sokhoeum Chhoeung
Development Of T-Shaped Professional Framework For Enhancing Students’ Employability In 21st Century: Case Study Of Cambodian Undergraduate Students, Sokhoeum Chhoeung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to develop a T-shaped professional framework to enhance the employability of Cambodian undergraduate students in the 21st century by addressing the need for both deep knowledge and mastery competencies to meet the evolving demands of the global job market. The sample 1) consisted of three HR professionals involved in recruiting staff from one international business firm, one NGO, and local private firm, along with two experts ; a Cambodian lecturer and an Educational Officer from the Department of Education in Australia; 2) 172 third- and fourth-year students from the Faculty of Language Arts, the Faculty of Management, …
สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดนครนายก, ณัฐฐมาศ มากเจริญ
สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดนครนายก, ณัฐฐมาศ มากเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบสามเส้าของข้อมูล โดยการวิจัยระยะที่ 1 มีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมปัญหาที่ครูผู้สอนกำลังเผชิญ อยู่ในปัจจุบันมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ภาระงานนอกจากงานสอนมักเบียดเบียนเวลา ในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน (57.69%) ครูรู้สึกหนักใจที่ต้องสอนวิชา วิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน (51.92%) ครูได้รับมอบหมายให้สอนในวิชาที่ไม่ตรงกับ วิชาเอก ครูไม่ได้รับการฝึกทักษะ หรือฝึกอบรมเกี่ยวกับการสอนแบบคละชั้นเรียน และนักเรียนในห้องเรียนคละชั้นมักตั้งใจเรียนน้อยลงเมื่อเรียนกับเพื่อนต่างระดับชั้น (46.15%) และการวิจัยระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล กับครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียนจำนวน 3 ท่าน ผลการค้นหาและวิเคราะห์ แบบแก่นสาระ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน ได้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงในบริบทของประเทศไทยได้อย่างดียิ่งขึ้น จากการพิจารณา ตามกรอบ TEPO ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน (Teaching Environment) กระบวนการจัดการเรียนการสอน (Teaching Process) และความรู้ พฤติกรรม ทักษะ หรือความเข้าใจที่สามารถครูมุ่งหวัง (Teaching Outcome) ทำให้เห็นถึงปัญหา ที่ควรให้ความสำคัญและได้รับการแก้ไขทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ การทำความเข้าใจระหว่าง ทฤษฎีกับการปฏิบัติการสอนจริง การขาดแคลนทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็น การเข้าถึงบริบท ของผู้เรียน และการปรับเปลี่ยนทัศนคติของครูผู้สอน ซึ่งทั้ง 4 แก่นสาระนี้จัดเป็นข้อมูล สภาพจริงที่ค้นพบได้จากการสำรวจค้นหาในการวิจัยครั้งนี้และเป็นข้อมูลที่สำคัญของการพัฒนา คุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียนในบริบทประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต
การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูเพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน : การเปรียบเทียบระหว่างซีเอฟเอและอีเอสอีเอ็ม, วริศรา สารบูรณ์
การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูเพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน : การเปรียบเทียบระหว่างซีเอฟเอและอีเอสอีเอ็ม, วริศรา สารบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู 2) เพื่อตรวจสอบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู 3) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน 4) เพื่อศึกษาการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน และ 5) เพื่อประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู แบ่งการวิจัยเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาเครื่องมือวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู เครื่องมือวิจัยที่พัฒนา คือ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน ในรูปแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ ที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงเนื้อหา (Ave-CVI = .91) และความเที่ยง (Cronbach’s alpha = .886 - .975; Omega = .990) ระยะที่ 2 การศึกษา เปรียบเทียบและตรวจสอบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 202 คน จากการเลือกแบบออนไลน์ (online sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน ที่พัฒนาขึ้นจากระยะที่ 1 พบว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนที่ครูรับรู้อยู่ในระดับมาก (M = 3.77, SD = 0.65) ซึ่งค่าเฉลี่ยคะแนนการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกันไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู ระหว่างวิธีวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และวิธี Exploratory Structural Equation Modeling (ESEM) พบว่า โครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู จากวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) มีความเหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่า จากการตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน พบว่า โครงสร้างการวัดไม่มีความแปรเปลี่ยนในครูที่สอนในระดับชั้นต่างกัน และครูที่มีประสบการณ์การสอนต่างกัน แต่โครงสร้างการวัดมีความแปรเปลี่ยนในครูที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสาขาวิชาที่ต่างกัน ระยะที่ 3 ศึกษาผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน 10 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive …
An Education In Democracy: Understanding And Subverting Censorship In The English Classroom, Hannah R. Woolsey
An Education In Democracy: Understanding And Subverting Censorship In The English Classroom, Hannah R. Woolsey
Graduate Theses/Dissertations
The politicization of education has presented a challenge to offering students diverse English Language Arts instruction. Across the county, lawmakers have proposed legislation that limits discussion about race and sex or allows parents to restrict their child’s exposure to materials that violate their moral or religious beliefs. In this tug-of-war, teachers will be forced to decide between avoiding controversial topics or risking dismissal. Increasing censorship, now codified by law in many states, is rooted in our polarized political landscape, divided along cultural and geographic lines. The challenge facing educators, then, is how to create space for inclusive, social justice-oriented instruction …
Reflective Freewriting As A Strategy To Improve Pre-Service Teacher’S Physics Content Knowledge And Overall Attitude Toward Physics And Physics Teaching, Kali Ann Shoaf-Laughlin
Reflective Freewriting As A Strategy To Improve Pre-Service Teacher’S Physics Content Knowledge And Overall Attitude Toward Physics And Physics Teaching, Kali Ann Shoaf-Laughlin
Graduate Theses/Dissertations
A pilot study conducted in the pre-service teacher (PST) physics classroom at Missouri State University sought to validate a tool for learning. A writing treatment, in which students were asked to participate in reflective freewriting exercises over the course of the semester was administered to one lab group. The Physics Attitude Scale was used to determine whether a positive impact was made on pre-service teacher attitudes about physics and teaching physics. Classroom exams and lab reports were used to determine whether or not aptitude was affected. This action research study used qualitative data to assess content knowledge and overall shift …
Understanding And Advancing College Students' Mathematical Reasoning Using Collaborative Argumentation, Rachel Kay Heili
Understanding And Advancing College Students' Mathematical Reasoning Using Collaborative Argumentation, Rachel Kay Heili
Graduate Theses/Dissertations
This study explored students’ mathematical reasoning skills and offered supports to advance them through a collaborative argumentation framework in a college intermediate algebra class. The goals of this study were to make observations about student reasoning, identify specific actions to address those observations, and document student growth in reasoning as a result of those actions. An iterative analysis, mixed method study was conducted in which the researcher engaged students in responding to questions that required conceptual understandings using a collaborative argumentation framework as a tool to identify and code components of their responses—claim, evidence, and reasoning. After coding and analyzing …
Grit, Efficacy, Commitment And Career Planning, Mary Clare Newsham
Grit, Efficacy, Commitment And Career Planning, Mary Clare Newsham
Graduate Theses/Dissertations
This current study advanced understanding of the career goal-setting and relevant goal-related attitudes to the career planning process. Specifically, this study evaluated how career goal commitment, career goal self-efficacy and grit affect career goal structures and effort. A multidimensional career goal commitment scale was developed to differentiate intrinsic (affective) from rational types of commitments. Findings supported affective career goal commitment as consequential to the completeness of career goal structures and in career-relevant effort. Also, career goal self-efficacy was found to predict career planners’ self-efficacy for shorter term performance.
The Strong Black Woman Schema: How It Informs The Gendered Racial Identity Development Of Black College Women/Non-Binary Students And Their Navigation Of Pwis, Whitney Ngozi Akalugwu
The Strong Black Woman Schema: How It Informs The Gendered Racial Identity Development Of Black College Women/Non-Binary Students And Their Navigation Of Pwis, Whitney Ngozi Akalugwu
Graduate Theses/Dissertations
The strong Black woman schema (SBW) is known to be a salient aspect of Black womanhood. This culturally specific schema can be understood as a protective factor against the social inequities that Black women are subjected to. However, not much is known on how the SBW schema informs Black college women’s gendered racial identity development and how it informs their navigation of PWIs. The purpose of this study is to explore the strong Black woman schema and how it informs the gendered racial identity development of Black college women/non-binary students and their navigation of PWIs. This study will also address …
Creating The Pause: A Theoretical Approach To Helping Students Achieve Creative Independence, Amanda J. Anderson
Creating The Pause: A Theoretical Approach To Helping Students Achieve Creative Independence, Amanda J. Anderson
Graduate Theses/Dissertations
This paper will detail how the 2020 Covid-19 pandemic revealed the need for a modification of our current educational best practices. This modification asks that teachers create an intentional Pause where students can spend time dwelling on content and making their own meaning before teachers intervene through scaffolding and front loading. It uses a combination of personal experience, review of best practices, and Covid-19 data to show that best practices did not transfer well during the pandemic. It will then provide evidence for the addition of the Pause as well as addressing anticipated counterarguments.
Examining Attitudinal Shifts Regarding Stem Education In Primary School Students With The Addition Of Game Based Assignments, Hayden Stricklin
Examining Attitudinal Shifts Regarding Stem Education In Primary School Students With The Addition Of Game Based Assignments, Hayden Stricklin
Graduate Theses/Dissertations
There are an estimated 3 to 4 million open job positions in STEM fields (Ball, Huang, Cotten, & Rikard, 2018; Chen, 2013), lacking qualified individuals to fill them. Graduation rates for undergraduate degrees in STEM fields average just over 430,000 degrees per academic year (National Center for Education Statistics, 2023), leaving an approximate 2.5 million positions unfilled. This lack of workers and qualified individuals is a concern for the scientific community because a lack of degrees obtained results in a lack of scientists in the field and therefore less opportunity for advancement. To address this issue, the researcher proposes a …
How A Professional Describes Reasons For Working In And Ultimately Leaving The Foster Care Field In The State Of Missouri: A Case Study, Lauren Williams
How A Professional Describes Reasons For Working In And Ultimately Leaving The Foster Care Field In The State Of Missouri: A Case Study, Lauren Williams
Graduate Theses/Dissertations
The foster care field continues to have a high turnover rate of the professionals working in the field. While support and work balance are available for some professionals, many face the challenges of heavy workloads, unrealistic expectations, and health sacrifices that lead to many professionals leaving the field. This case study of one former foster care professional’s description of reasons they worked in the field, and reasons they ultimately left the field provides insight of the challenges and support as a foster care professional. The findings of this study are organized into three major themes including “Challenges for Foster Care …