Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Education Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 15001 - 15030 of 15213

Full-Text Articles in Education

Identity And Racism In Young Adult Literature, Marisa Frisk, Kirsi Anderson, Emma Barron Jan 2023

Identity And Racism In Young Adult Literature, Marisa Frisk, Kirsi Anderson, Emma Barron

Language Arts Journal of Michigan

Growing up is all about figuring things out: who you are, what you care about, what you want to do with your life, and how all of these intersect. Diverse, coming-of-age novels such as Felix Ever After, The Hate U Give, and King and the Dragonflies all explore this by showing how youths’ struggles with their intersecting identities (race, class, gender and/or sexuality) ultimately lead to them figuring out who they are. Through self-discovery and self-acceptance, the protagonists of these YA and middle-grade novels all come to similar realizations that they must embrace themselves to live authentically.


Wakanda: Opening The High School Classroom To Afrofuturism, Carrie M. Mattern Jan 2023

Wakanda: Opening The High School Classroom To Afrofuturism, Carrie M. Mattern

Language Arts Journal of Michigan

Afrofuturism has a solid place in high school classrooms thanks to the current work of Ryan Coogler, but also to those who have been in this work for decades including the Mother of Afrofuturism herself, Octavia Butler, adrienne maree brown, dream hampton, and a litany of Black poets and artists. This article leaps inside an Afrofuturistic unit curated for high school seniors with feedback and insight from their teachers and also the students who buckled up for a journey through time, space, and place.


Explicit Rule Learning: A Cognitive Tutorial Method To Train Users Of Artificial Intelligence/Machine Learning Systems, Anne Linja Jan 2023

Explicit Rule Learning: A Cognitive Tutorial Method To Train Users Of Artificial Intelligence/Machine Learning Systems, Anne Linja

Dissertations, Master's Theses and Master's Reports

Today’s intelligent software systems, such as Artificial Intelligence/Machine Learning systems, are sophisticated, complicated, sometimes complex systems. In order to effectively interact with these systems, novice users need to have a certain level of understanding. An awareness of a system’s underlying principles, rationale, logic, and goals can enhance the synergistic human-machine interaction. It also benefits the user to know when they can trust the systems’ output, and to discern boundary conditions that might change the output. The purpose of this research is to empirically test the viability of a Cognitive Tutorial approach, called Explicit Rule Learning. Several approaches have been used …


Investigating Collaborative Explainable Ai (Cxai)/Social Forum As An Explainable Ai (Xai) Method In Autonomous Driving (Ad), Tauseef Ibne Mamun Jan 2023

Investigating Collaborative Explainable Ai (Cxai)/Social Forum As An Explainable Ai (Xai) Method In Autonomous Driving (Ad), Tauseef Ibne Mamun

Dissertations, Master's Theses and Master's Reports

Explainable AI (XAI) systems primarily focus on algorithms, integrating additional information into AI decisions and classifications to enhance user or developer comprehension of the system's behavior. These systems often incorporate untested concepts of explainability, lacking grounding in the cognitive and educational psychology literature (S. T. Mueller et al., 2021). Consequently, their effectiveness may be limited, as they may address problems that real users don't encounter or provide information that users do not seek.

In contrast, an alternative approach called Collaborative XAI (CXAI), as proposed by S. Mueller et al (2021), emphasizes generating explanations without relying solely on algorithms. CXAI centers …


Developing A Resource For Arts Educators To Enhance The Social And Emotional Well-Being Of Young People, Leanne Fried, Christine Lovering, Sarah Falconer, Jacinta Francis, Robyn Johnston, Karen Lombardi, Kevin Runions, Karen Forde, Naomi Crosby, Lilly Blue Jan 2023

Developing A Resource For Arts Educators To Enhance The Social And Emotional Well-Being Of Young People, Leanne Fried, Christine Lovering, Sarah Falconer, Jacinta Francis, Robyn Johnston, Karen Lombardi, Kevin Runions, Karen Forde, Naomi Crosby, Lilly Blue

Research outputs 2022 to 2026

Background: Mental health concerns prevent positive well-being and are key challenges for Australian children and young people. Arts organisations play a role in enhancing the positive mental health of children and young people. This paper describes the involvement of young people and their parents in the development of a resource for arts organisation’s intentional support of social and emotional well-being. Methods: Six focus groups were conducted with 19 young people who participate in dance, drama, and circus programs, and 17 of their parents. Questions explored how the arts currently, and potentially, support their social and emotional well-being. Results: Three overarching …


การพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ปิยะนันทร์ จูรณสิริพงศ์ Jan 2023

การพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ปิยะนันทร์ จูรณสิริพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อสร้างคู่มือการใช้งานสำหรับแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนในเขตพื้นที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนสาธิตในกรุงเทพมหานคร จำนวน 60 คน ดำเนินการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาด้วยแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และเครื่อง Back & Leg Dynamometer อย่างละครั้งในระยะเวลาห่างกัน 1 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความตรงตามเนื้อหา (Index of Congruence หรือ IOC) ค่าความเที่ยง (Reliability) ค่าความเป็นปรนัย (Objectivity) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีคุณภาพ โดยมีความตรง ความเที่ยง และความเป็นปรนัย 2) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลของแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และเครื่อง Back & Leg Dynamometer มีความสัมพันธ์กันในทางบวกระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปได้ว่า แบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีคุณภาพสามารถนำไปใช้วัดผลเพื่อทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้


การพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง, นันทนา สาลี Jan 2023

การพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง, นันทนา สาลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.วิเคราะห์ประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนรู้คณิตศาสตร์และความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียน 2.ออกแบบต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงที่ส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ 3.เปรียบเทียบความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงของกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 4.ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงของกลุ่มทดลอง ผู้วิจัยแบ่งขั้นตอนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ การวิจัยระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Empathize) และการระบุปัญหาของผู้เรียน (Define) ในระยะนี้ ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้แบบฟอร์มสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาของผู้เรียนเกี่ยวกับการเรียนคณิตศาสตร์มีหลายด้าน ได้แก่ 1) ด้านความเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์ 2) ด้านอุปสรรคในการเรียนคณิตศาสตร์อุปสรรคที่เกิดจากตัวผู้เรียน 3) ด้านการเห็นประโยชน์ของการเรียน 4) ด้านความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนคณิตศาสตร์ และ 5) ด้านความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ ในระยะที่ 2 ผู้วิจัยได้ผู้วิจัยทําการออกแบบต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง ที่ส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้ในระยะที่ 1 กรอบแนวคิดได้รับการพัฒนาจากการระดมความคิดผ่านการสนทนากลุ่มโดยมีผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน คือ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีประสบการณ์ในการสอนอย่างน้อย 3 ปี จำนวน 3 ท่าน นักจิตวิทยาการศึกษา และผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับนาโนเลิร์นนิง ตลอดจนสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 15 ชุด ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งสิ้น 15 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ระยะที่ 3 ขั้นทดสอบ (Test) ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง ที่มีต่อความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ของกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างในระยะนี้เป็นผู้เรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ ประกอบด้วย 1) ต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง 2) แบบวัดความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ และ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า ความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์หลังได้รับการการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงในกลุ่มทดลอง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ …


การพัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนโดยประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล, พิริยพงศ์ หริ่งรอด Jan 2023

การพัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนโดยประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล, พิริยพงศ์ หริ่งรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ที่เรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม 2(1) ค31208 จำนวน 387 คน โดยใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล ซึ่งใช้พฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนของนักเรียนเป็นตัวแปรทำนาย และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลในการจำแนกข้อมูล 5 วิธี ได้แก่ Elastic – net regularized generalized linear model (GLM), Random Forest (RF), Gradient Boosting with XGBoost (XGBoost), Artificial Neural Network (ANN) และการเรียนรู้แบบเอนเซมเบิลด้วยเทคนิค Stacking (stack) และ 2) พัฒนาแดชบอร์ดวิเคราะห์และทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการพิจารณาค่า F1 score, recall และ precision โดยผลจากการศึกษาพบว่าโมเดล RF และ XGBoost เป็นโมเดลที่มีค่าประสิทธิภาพสูงที่สุดใกล้เคียงกัน (F1 score = .904, recall = .891, และ precision = .920) นอกจากนี้ตัวแปรแทนคือสัดส่วนของคะแนนสอบย่อยเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนมากที่สุด (importance = 153.818) และสัดส่วนของการนำหนังสือเข้าชั้นเรียน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนน้อยที่สุด (importance = 1.660) และ 2) ความพึงพอใจต่อการใช้แดชบอร์ดที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนได้แก่ ส่วนการวิเคราะห์เชิงพรรณนาส่วนการวิเคราะห์เชิงทำนาย และส่วนการวิเคราะห์เชิงวินิจฉัย ในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดต่อการใช้งานแดชบอร์ด


การพัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา : การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ, พิชชานันท์ มหันตกาสี Jan 2023

การพัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา : การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ, พิชชานันท์ มหันตกาสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ2) ประเมินคุณภาพวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคิชฌกูฏวิทยา ที่เรียนในรายวิชาดนตรีจำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัย คือ 1) แบบประเมินเพื่อตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเอง 2) แบบประเมินตนเองจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยเกณฑ์การให้คะแนนรูบริก 3) แบบสอบถามการเขียนข้อความสะท้อนคิด 4) แบบประเมินคุณภาพวิธีการประเมินตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การวิเคราะห์คุณภาพด้านความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. วิธีการประเมินตนเองโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ คือ 1) การประเมินตนเองเพื่อตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเองด้วยข้อคำถาม จำนวน 5 ข้อ 2) การประเมินตนเองจากการบันทึกวิดีโอด้วยเกณฑ์การให้คะแนน 3) แบบสอบถามการเขียนข้อความสะท้อนคิด และ 4) การบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ ผู้เรียนได้สะท้อนสิ่งที่ต้องการพัฒนาทักษะของตนเองผ่านวิธีการประเมินเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง ทำให้ผลที่ได้กลับมาจากการแก้ไขและปรับปรุงมีผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผลจากการใช้วิธีการประเมินตนเองทำให้นักเรียนมีพัฒนาการทางด้านทักษะที่เพิ่มขึ้น 2. วิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดย การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับมีคุณภาพทุกด้านโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนจากการประเมินด้วยเกณฑ์การให้คะแนนรูบริกครั้งที่ 1 , 2 และ 3 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันระหว่างการประเมินของนักเรียนกับผู้สอน พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวก มีค่าเท่ากับ .821 ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนการประเมินครั้งที่ 1 ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการประเมินตนเองครั้งที่ 2, 3 ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001


การพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม, พิสิษฐ บรรจง Jan 2023

การพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม, พิสิษฐ บรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม และ2. เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดที่สร้างขึ้น ตัวอย่างวิจัยคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 604 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบวัดสถานการณ์วัดสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมตามแนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรมรูปแบบออนไลน์โดยใช้เว็บไซต์ SurveyMonkey มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และการตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติ ประกอบด้วย หลักฐานความตรงด้านเนื้อหา หลักฐานความตรงด้านโครงสร้างภายในด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โดยใช้โมเดลการให้คะแนนแบบลำดับขั้น และหลักฐานความตรงด้านความสัมพันธ์กับตัวแปรอื่น โดยใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ซึ่งมีผลการวิจัยดังนี้ 1. แบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 20 ข้อ ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหารายข้อ (I-CVI) เท่ากับ 1.00 และค่าความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ( α = 0.912) 2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( χ2 = 142.072, df = 118, p = 0.065, GFI = 0.977, CFI = 0.998 SRMR = 0.024 และ RMSEA = 0.0184) เมื่อพิจารณาจากตาราง พบว่า ค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐาน (β) มีค่าเป็นบวก มีขนาดตั้งแต่ 0.497 ถึง 0.718 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกองค์ประกอบ 3. ผลการวิเคราะห์ โดยใช้โมเดลการให้คะแนนแบบลำดับขั้นพบว่า คำถามทุกข้อสอดคล้องกับกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยแต่ละข้อมีการกระจายของผลการตอบที่หลากหลายในแต่ละระดับสมรรถนะ ( β = -1.681 ถึง 1.651) เมื่อพิจารณาค่าเทรชโฮลด์พารามิเตอร์ทั้งหมด และค่าความชัน เป็นไปตามเกณฑ์ ( α = 1.222 ถึง 2.445) นั่นคือข้อคําถามมีความเหมาะสมและสามารถจำแนกสมรรถนะของผู้ตอบได้ในระดับดี …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์, มัดหมี่ มณีปุระ Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์, มัดหมี่ มณีปุระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ วิธีดำเนินการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นโรงเรียนที่มีเยาวชน จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยผ่านการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา และมีความเที่ยงของเครื่องมือจากการนำไปทดลองใช้และหาค่าความยากง่ายและอำนาจจำแนกของข้อสอบก่อนการทดลองใช้ โดยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ กลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์สูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ


ผลการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษา, รมิตา ชัยสุวรรณ Jan 2023

ผลการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษา, รมิตา ชัยสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองกับของนักเรียนกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 52 คน และใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่มวิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรีนยรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเอง 26 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเอง จำนวน 8 แผน และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และแบบวัดความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้า มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.70, 0.53, 0.65, 0.70 และ 0.74 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนน ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุวิจักขณ์ พานิชรักษาพงศ์ Jan 2023

การศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุวิจักขณ์ พานิชรักษาพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟของอาจารย์ดนตรีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ดนตรีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้ระเบียบวิจัยผสมวิธี ขั้นแรกได้สำรวจข้อมูลจากอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 87 คน โดยใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาลักษณะงานและภาวะหมดไฟ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน และจากนั้นสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 9 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับคะแนนภาวะหมดไฟที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) อาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความเสี่ยงต่อการหมดไฟในการทำงาน สามารถจำแนกลักษณะอาการของภาวะหมดไฟของผู้ให้ข้อมูล แบ่งเป็น 5 ลักษณะ คือ ผู้ที่พลังในการทำงาน (N = 64, 73.6%) ผู้ที่มีอาการภาวะหมดไฟด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (N = 7, 8%) ผู้ ด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (N = 4, 4.6%) ด้านการลดค่าความสำเร็จส่วนบุคคล (N = 4, 4.6%) ผู้ที่มีภาวะหมดไฟสองด้านร่วมกัน ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (N = 8 = 9.2%) และไม่พบผู้ที่มีภาวะหมดไฟสามด้าน 2) ด้านปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหมดไฟ พบว่า ปัจจัยสถานะส่วนบุคคลที่มีผลต่อภาวะหมดไฟ ได้แก่ ช่วงอายุ สถานภาพสมรส รายได้ต่อเดือน อายุงาน ตำแหน่งทางวิชาการ ความเชี่ยวชาญกับวิชาที่สอน และด้านปัจจัยในการทำงาน 6 ด้าน ได้แก่ ภาระงาน การควบคุม สิ่งตอบแทน สังคมในการทำงาน ความเป็นธรรม และค่านิยม ปัจจัยในการทำงานดังกล่าวมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันต่อการเกิดภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ และด้านการหลีกเลี่ยงผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยการควบคุมส่งผลมากที่สุดด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (R2 = .24, p < 0.001) และปัจจัยภาระงานส่งผลมากที่สุดด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (R2 = .13, p < 0.001)


การพัฒนาต้นแบบศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย, ธีรวัฒน์ อั้นเต้ง Jan 2023

การพัฒนาต้นแบบศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย, ธีรวัฒน์ อั้นเต้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย และพัฒนาต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 545 คน แบ่งออกเป็น 1) การสอบถาม มีความคลาดเคลื่อนจากการสุ่ม 5% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% กับ อาจารย์ และนิสิต ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 536 คน ประกอบด้วย อาจารย์ จำนวน 38 คน และนิสิต จำนวน 498 คน 2) การสัมภาษณ์ ผู้บริหาร จำนวน 9 คน 3) การประเมินแบบประเมินร่างต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม เทคนิควงล้ออนาคต แบบประเมินร่างต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาต้นแบบศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย 1) สภาพปัจจุบันของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) คุณลักษณะบัณฑิตครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) หลักสูตรการเรียนการสอนของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4) การพัฒนานิสิตนักศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 5) กลไกการบริหารจัดการฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 6) แนวทางปฏิบัติที่ดีของศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. พัฒนาต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการฯ 1) มีการบริหารจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2) มีการจัดโครงสร้างการบริหารงานตามที่ต้นสังกัดกำหนด แต่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานบ่อยครั้ง โดยการจัดโครงสร้างการบริหารงานมีการสร้างมีความรัก ความศรัทธา และความภาคภูมิใจในอาชีพครู มีการเตรียมความพร้อมในการสอนก่อนที่จะทำการสอน มีการประเมินผลและวัดผล มีการสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นครู และการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นครู 3. ต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการฯ ประกอบด้วย 8 วงล้อ 21 กลไก ได้แก่ วงล้อที่หนึ่ง 2 …


นวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์, จักรพงษ์ ปัญญาพูนตระกูล Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์, จักรพงษ์ ปัญญาพูนตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏและกรอบแนวคิดทุนมนุษย์ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากรคือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 3,172 หลักสูตร กลุ่มตัวอย่างคือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 343 หลักสูตร โดยใช้วิธีการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามแบบ Krejcie & Morgan ที่ความเชื่อมั่น 95% และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยตารางเลขสุ่ม ผู้ให้ข้อมูล คือ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร จำนวน 686 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การออกแบบหลักสูตร การจัดบุคลากร การนำหลักสูตรไปใช้ การจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และการประเมินหลักสูตร กรอบแนวคิดของทุนมนุษย์ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทุนปัญญา มี 3 องค์ประกอบย่อย คือ ความรู้ ทักษะ และความชำนาญ ทุนสังคม มี 3 องค์ประกอบย่อย คือ การสร้างเครือข่าย ความร่วมมือ และมนุษยสัมพันธ์ และทุนอารมณ์ มี 4 องค์ประกอบย่อย คือ การแสดงออกทางอารมณ์ ความยืดหยุ่น ความตระหนักรู้ในตนเอง และความกระตือรือร้น 2) สภาพปัจจุบัน การจัดบุคลากร มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ การนำหลักสูตรไปใช้ การประเมินหลักสูตร การออกแบบหลักสูตร และการจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ตามลำดับ …


กลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะทำงานในอนาคตของนักเรียน, ศุภรินทร์ พรมรินทร์ Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะทำงานในอนาคตของนักเรียน, ศุภรินทร์ พรมรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase mixed methods design) ประชากร คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 62 เขตพื้นที่ กลุ่มตัวอย่าง คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 54 เขตพื้นที่ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในกรวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การบริหารกระบวนการ ผลการดำเนินงาน ผลการประเมินมีความเหมาะสม และกรอบแนวคิดทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะส่วนบุคคล ทักษะคนและสังคม ทักษะคิดสร้างสรรค์ ทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้และ ทักษะที่ใช้ในที่ทำงาน ผลการประเมินมีความเหมาะสม 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม แยกเป็นวิเคราะห์ 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ด้านสภาพแวดล้อมภายใน พิจารณาการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภาพรวมเป็นจุดอ่อน โดยเป็นจุดอ่อน 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารกระบวนการ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลการดำเนินงานการมุ่งเน้นบุคคากร การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ เมื่อพิจารณาทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน …


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง, จริยา บัวสำเริง Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง, จริยา บัวสำเริง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง 2) ศึกษาระดับคุณลักษณะพลเมืองที่เข้มแข็งของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร 3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase mixed methods design) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ตัวอย่างเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่เปิดสอนชั้น ม.1 - ม.6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และเขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 92 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ และการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ พลเมืองที่มีความรับผิดชอบ พลเมืองที่มีส่วนร่วม และพลเมืองที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม 2) ระดับคุณลักษณะพลเมืองที่เข้มแข็งของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร คือ พลเมืองที่มีความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ พลเมืองที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม และพลเมืองที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ พลเมืองที่มีส่วนร่วม 3) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง มี 3 ประการ ได้แก่ 3.1) จุดแข็งการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้านพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ การจัดการเรียนการสอนด้านพลเมืองที่มีความรับผิดชอบและพลเมืองที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม และการวัดและประเมินผลด้านพลเมืองที่มีความรับผิดชอบและพลเมืองที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม 3.2) จุดอ่อนการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง ได้แก่ …


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกชน มั่นปาน Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกชน มั่นปาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาและความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Method Research Design) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 377 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียนและครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินสถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 3 งานได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดความคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ ประกอบด้วย 5 ความสามารถหลัก และ 10 ความสามารถย่อย ได้แก่ (1) การยอมรับเรื่องเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้และความสามารถในการปฏิเสธ (2) การตอบสนองต่ออคติทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อย ได้แก่ ความสามารถในความเข้าใจและความสามารถในการพิจารณาความไม่เป็นธรรม (3) การแก้ไขอคติทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการฝึกฝนและความสามารถในการเห็นคุณค่า (4) การปลูกฝังทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการประยุกต์ใช้และความสามารถต่อความรับผิดชอบ (5) การสนับสนุนเรื่องเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร และความสามารถในความรอบคอบ 2) จุดอ่อนของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ คือ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และการวัดผลและประเมินผลและไม่พบจุดแข็งของการบริหารวิชาการ โอกาส คือ สภาพเศรษฐกิจ สภาพการเมืองและนโยบายของรัฐ และเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม คือ …


A Teacher Development Innovation Of Vocational Colleges Based On The Concept Of Entrepreneurial Leadership, Thaworn Intaraamorn Jan 2023

A Teacher Development Innovation Of Vocational Colleges Based On The Concept Of Entrepreneurial Leadership, Thaworn Intaraamorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to: 1) study the conceptual framework of teacher development and entrepreneurial leadership, 2) study the levels of teachers’ entrepreneurial leadership, 3) analyze the priority needs in teacher development for enhancing entrepreneurial leadership of vocational colleges, and 4) to develop a teacher development innovation for enhancing entrepreneurial leadership of vocational colleges. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 433 vocational colleges under the office of vocational education commission. Informants included vocational college directors, deputy directors, and teachers. The research tools used were questionnaires and evaluation forms. Statistical analyses …


แนวทางการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต, รัชนก อุ้ยเฉ้ง Jan 2023

แนวทางการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต, รัชนก อุ้ยเฉ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 2) นำเสนอแนวทางในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต การวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ใช้การศึกษาแบบพหุกรณีในการเรียนรู้จากนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 3 กรณี โดยมีครูที่ปรึกษา ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 9 คน เป็นผู้ร่วมให้ข้อมูล วิธีการสำคัญในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคือการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการวิเคราะห์แก่นสาระตามลำดับ การวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ใช้แก่นสาระที่ค้นพบในการจัดทำแนวทางฉบับร่างและใช้ข้อเสนอแนะที่ได้จากการสนทนากลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาแนวทางดังกล่าวให้มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น แก่นสาระที่ค้นพบ ได้แก่ 1) คุณลักษณะด้านการมุ่งเน้นความสำเร็จ 2) ปณิธานที่แน่วแน่ 3) ความสามารถในการปรับตัวที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 4) การเรียนรู้แบบนำตนเองในโลกดิจิทัล 5) การทำหน้าที่ของครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ 6) บุคคลต้นแบบ และ 7) การสนับสนุนทางสังคมในบริบทของวัฒนธรรมการให้ แก่นสาระเหล่านี้นำเสนอปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยในสภาพแวดล้อมทางสังคมจำนวนมากที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษา แนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤตที่การวิจัยครั้งนี้นำเสนอ คือ 1) เสริมสร้างความตระหนักและความรู้ในเชิงสหวิทยาการด้านการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 2) พัฒนาคุณลักษณะและสมรรถนะที่ส่งเสริมการปรับตัวเชิงบวกให้กับนักเรียน และ 3) ลดผลกระทบเชิงลบจากภาวะวิกฤตผ่านการช่วยเหลือเชิงรูปธรรมและนามธรรม ผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนาและช่วยเหลือนักเรียนมีแนวโน้มในการนำแนวทางไปใช้เป็นหลัก แต่การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


The Use Of Augmented Reality Direct Vocabulary Instruction Based On Cognitive Theory Of Multimedia Learning To Enhance Vocabulary Knowledge Of Thai University Students, Premkamon Hiranrakpattana Jan 2023

The Use Of Augmented Reality Direct Vocabulary Instruction Based On Cognitive Theory Of Multimedia Learning To Enhance Vocabulary Knowledge Of Thai University Students, Premkamon Hiranrakpattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

With the potential of augmented reality to merge the real word and computer-generated content together, it has the power to revolutionize English language education, especially in the vocabulary field. This study aimed to 1) investigate the effectiveness of the use of augmented reality direct vocabulary instruction based on cognitive theory of multimedia learning to enhance vocabulary knowledge of Thai university students and 2) explore the perceptions of Thai university students towards the instruction. The participants in this study were twenty Thai university students from the second to fourth year who enrolled in a conversation course at a public university in …


การศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, เกื้อกูล ตรีพูนผล Jan 2023

การศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, เกื้อกูล ตรีพูนผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และ (2) ศึกษาแนวคิดและแนวปฏิบัติของครูดนตรีอิสระที่ดีในด้านการเงินและด้านการมีพลังรักในการสอน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะต่อเนื่องกัน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณตามด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูดนตรีอิสระจำนวน 115 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบบอลหิมะชนิดมีการกรองผู้ตอบแบบสำรวจ และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์ 10 ท่าน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสำรวจและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Sample t-test และ One-Way ANOVA วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูดนตรีอิสระมีสุขภาวะทางการเงินในระดับปานกลาง และมีทักษะทางการเงินอยู่ในระดับดี ส่วนด้านการมีพลังรักในการสอน พบว่า ครูดนตรีอิสระมีพลังรักในการสอนอยู่ในระดับสูงมาก และเป็นพลังรักแบบสอดประสานมากกว่าแบบหมกมุ่น และ (2) แนวคิดและแนวปฏิบัติด้านการเงินและด้านการมีพลังรักในการสอน เป็นทิศทางให้ครูดนตรีอิสระสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างหรือต่อยอด เพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป


ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, มนัสวี แขดวง Jan 2023

ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, มนัสวี แขดวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยในกระทรวงการอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) และทดสอบก่อนเรียนเพื่อทำการจับคู่ (Matching) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย (2) แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬา (3) แบบประเมินจริยธรรมการกีฬา และ (4) แบบประเมินความสามารถการจัดการตนเอง คุณภาพเครื่องมือวิจัยมีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 0.98 1.00 และ0.99 ตามลำดับ สถิติที่ใช้เก็บข้อมูล คือ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เปรียบเทียบค่าคะแนนค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยการทดสอบ t-test โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired Samples t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนและหลังการทดลอง และ Independent t-test เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วย Chi-Square ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ คือ (1) ชื่อชุดการเรียนรู้ (2) หลักการตามแนวคิดทฤษฎีที่ (3) วัตถุประสงค์ของชุดการเรียนรู้ (4) คําชี้แจงหรือคู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้ (5) ระยะเวลาที่ใช้ชุดการเรียนรู้ (6) เนื้อหาสาระของชุดการเรียนรู้ (7) กิจกรรมประกอบการปฏิบัติเพื่อการเรียนรู้ (8) การประเมินผล 2. ประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้ฯ สามารถสรุปได้ ดังนี้ 2.1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬาและความสามารถในการจัดการตนเองกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ2.2) ค่าเฉลี่ยคะแนนจริยธรรมการกีฬาและความรู้เกี่ยวกับความสามารถในการจัดการตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง …


การพัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค, สรศักดิ์ ทองเพชร Jan 2023

การพัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค, สรศักดิ์ ทองเพชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ 2) พัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค 3) ประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 449 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรม คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นและประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นโดยการทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) การลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด (2) ด้านระบบกล้ามเนื้อ (3) ด้านระบบกระดูก (4) ด้านระบบประสาท โดยพบว่า มีค่าความต้องการจำเป็นทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบกระดูก มีค่า PNI modified เท่ากับ .40 (2) ด้านระบบประสาท มีค่า PNI modified เท่ากับ .39 (3) ด้านระบบกล้ามเนื้อ มีค่า PNI modified เท่ากับ .34 และ (4) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด มีค่า PNI modified เท่ากับ .31 2) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและความเป็นมาของหลักสูตรอบรม (2) วัตถุประสงค์ของหลักสูตรอบรม (3) หน่วยการเรียนรู้ของหลักสูตรอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรอบรม …


นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง, วิชัย สีสุด Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง, วิชัย สีสุด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษา และกรอบแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง 2) ศึกษาระดับภาวะผู้นำในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาเอกชน 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods) จำนวน 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 795 โรงเรียน โดยสุ่มตัวอย่างวิจัย ได้จำนวนตัวอย่างขั้นต่ำเท่ากับ 259 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่ายผู้ให้ข้อมูล แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ผู้บริหารโรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 2) รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการหรือหัวหน้างานหลักสูตร 3) ครูผู้สอน จำนวน 1 คน 4) นักเรียนระดับมัธยมศึกษา และ 5) ผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัด แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ความถี่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบจับประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง ประกอบด้วย 8 ด้าน คือ 1) การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) 2) การจัดการตนเอง (Self-Management) 3) การรับรู้ศักยภาพในตนเอง (Self-Efficacy) 4) การมีคุณธรรมในตนเอง (Self-Integrity) 5) การสร้างแรงจูงใจในตนเอง (Self-Motivation) 6) การเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเอง (Self-Entrepreneurship) 7) การสร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง (Self-Innovation) …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรกฤษณ์ ปรินทอง Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรกฤษณ์ ปรินทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ จำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จำนวน 8 แผน (IOC=0.87) 2) แบบทดสอบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Newton (2009) (IOC = 0.96) การวิจัยนี้แสดงผลเป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สถิติ paired t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ independent t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยตั้งค่านัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบก่อนการทดลองกับหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา พนมวัน ณ อยุธยา Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา พนมวัน ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะ 35 คน กลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะ จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.98 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจคตติ การปฏิบัติ และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพ มีความดัชนีความสอดคล้อง 0.96, 0.95, 0.95 และ 0.95 มีความเที่ยง 0.70, 0.77, 0.80 และ 0.75 รวมระยะเวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที่ ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา สูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ


สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะในการคิดออกแบบร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวศึกษา, พีรญา สุขขีวรรณ Jan 2023

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะในการคิดออกแบบร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวศึกษา, พีรญา สุขขีวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ องค์ประกอบและตัวชี้วัดของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ และองค์ประกอบและตัวชี้วัดของทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 4) เพื่อนำเสนอสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาระบบ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คน และครู 10 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง นักศึกษา 1,250 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนทั่วพื้นที่ 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพระบบ แบบประเมินรับรองระบบ กลุ่มทดลองใช้ระบบ ได้แก่ นักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบวัดทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินผลงานนวัตกรรม แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้เป็นคนช่างสังเกตและตั้งคำถาม ในลำดับความต้องการมากที่สุด (PNI modified = 0.4098) รองลงมาคือ กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้แสดงความคิดและศักยภาพของตนเอง (PNI modified = 0.3690) และผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะ พบว่าโมเดลการวัดค่าองค์ประกอบเชิงยืนยันมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2/df (546.32 /163) = 3.35, P = 0.000, CFI = 1.00, GFI = 0.96, AGFI = 0.95, RMSEA = 0.043) ซึ่งระบบสภาพแวดล้อมการเรียนอัจฉริยะฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) ระบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เนื้อหาการเรียนรู้ 3) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน 4) ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ และ 5) …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน, สุทธิ สีพิกา Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน, สุทธิ สีพิกา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods) จำนวน 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 331 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมิน แบบวัด แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบจับประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ (1) ความรู้ทางการเงิน (2) เจตคติทางการเงิน (3) พฤติกรรมทางการเงิน และ (4) การตัดสินใจทางการเงิน 2) ระดับความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านความรู้ทางการเงิน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านเจตคติทางการเงิน ส่วนด้านการตัดสินใจทางการเงิน มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน โดยรวมมีค่า PNImodified = 0.168 เรียงลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ ด้านการจัดการเรียนการสอน มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านการวัดและประเมินผล ส่วนด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด และ 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน …


การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนที่ไม่ได้จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ วิชาเอกดนตรีไทย ที่สอนทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าในระดับประถมศึกษา ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การฝึกอบรมและการใช้เทคโนโลยีผ่านเว็บไซต์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นเตรียม เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับครูผู้สอนเพื่อทำความเข้าใจการเข้าใช้งานรูปแบบ (2) ขั้นดำเนินการ ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการเรียนรู้และเข้าใช้งานได้ด้วยตนเอง โดยการทำแบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่า ก่อนเรียน และเข้าเรียนรู้ตามด้านต่าง ๆ จนครบ 3 ด้าน พร้อมทำคำถามท้ายคลิปแต่ละคลิป หลังจากนั้นทำแบบวัดฯ หลังเรียนที่มีลักษณะเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน โดยผลการทดสอบจะแสดงเป็นร้อยละของคะแนนทั้งหมด และสามารถตรวจสอบคำตอบหลังทำแบบทดสอบทันที รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการใช้งานรูปแบบฯ ได้ (3) ขั้นประเมินและสรุปผล เป็นการทำแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ผลการประเมิน ถอดบทเรียนและสรุปผล 2. ผลการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาตามมาตรฐานการประเมินของ Stufflebeam 4 ด้าน พบว่า โดยภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินคุณภาพคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินสมรรถนะในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก