Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Theatre and Performance Studies Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 61 - 90 of 103
Full-Text Articles in Theatre and Performance Studies
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการสร้างนาฏกรรม, รัชดา โชติพานิช
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการสร้างนาฏกรรม, รัชดา โชติพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้การวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์ โดยศึกษาเฉพาะเบื้องหลังของการสร้างสรรค์ผลงานละคร ผลวิจัยพบว่า พระราชประวัติและผลงานนาฏกรรมแบ่งเป็นสี่ช่วงคือ ช่วงที่หนึ่ง ทรงพระเยาว์ (พ.ศ. 2423-2436) ทรงเรียนรู้เรื่องนาฏกรรมจากประสบการณ์ในราชสำนัก ช่วงที่สอง เสด็จประทับในประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2436-2445) ทรงศึกษาวิชาการตามระบบการศึกษา ได้ทอดพระเนตรการแสดงในโรงละครต่าง ๆ อย่างสนพระทัย ทรงดัดแปลงบท และทรงพระราชนิพนธ์บทละคร จัดและแสดงในโอกาสต่าง ๆ ช่วงที่สาม เมื่อเสด็จนิวัติพระนคร (พ.ศ.2445-2453) ทรงเพิ่มพูนประสบการณ์ในการจัดแสดงโขน และละครอย่างไทยและยุโรป ช่วงที่สี่ เมื่อทรงครองราชย์ (พ.ศ.2453-2468) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเลือกใช้นาฏกรรมรูปแบบต่าง ๆ อย่างพิถีพิถัน เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อความรู้ความคิดในการพัฒนาราษฎร เฉกเช่นการนำชาดกมาแสดงเป็นละครรำแฝงธรรมะแต่เดิมมา บทละครที่ทรงสร้างสรรค์มี 154 เรื่อง แบ่งเป็น 8 ประเภท ด้วยรูปแบบที่ทรงดำริขึ้นใหม่ แบบปรับปรุงของเดิม แบบแปลงจากเค้าเรื่องเดิม แบบแปลบทตรงคำต่อคำของต้นฉบับ และแบบคิดโครงเรื่องให้ด้นสด ทรงมีหลายบทบาท ทั้งพระราชนิพนธ์บทละคร ผู้อำนวยการแสดง ผู้กำกับการแสดง ผู้แสดงหลัก ผู้ออกแบบศิลป์ ผู้วิจัยและผู้วิจารณ์ ทรงสร้างนาฏกรรมเพื่อสื่อสารการแสดงให้คนดูตระหนักถึงการมีความรู้ มีอุดมการณ์ มีศิลปวัฒนธรรม การเป็นพลเมืองที่รู้จักหน้าที่ต่อตนเองต่อสังคมและประเทศชาติ ทรงศึกษาค้นคว้าวิจัยเชิงประจักษ์ แล้วทรงพระราชนิพนธ์บทและปรับปรุงแก้ไข ทรงสร้างนาฏกรรมจากภูมิรู้ ภูมิธรรม และภูมิปัญญา เน้นวาทกรรมของตัวละครเพื่อชี้แนะชี้นำและเตือนสติสังคมด้วยการสื่อสารที่เรียบง่ายได้ทั้งสาระความรู้และความบันเทิง จึงเป็นตัวอย่างในการใช้นาฏกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของประชาชนและสังคมได้เป็นอย่างดีแม้ในปัจจุบัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเสนอแนะให้มีการวิจัยในเรื่องนาฏกรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป
พระอินทร์ในนาฏกรรมไทย, บวรนรรฏ อัญญะโพธิ์
พระอินทร์ในนาฏกรรมไทย, บวรนรรฏ อัญญะโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องพระอินทร์ในนาฏกรรมไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแสดงของตัวละครพระอินทร์ในนาฏกรรมไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ และการชมการแสดง โดยศึกษาจากนาฏกรรมที่จัดแสดงโดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และเป็นตัวละครพระอินทร์ที่มีรูปแบบการรำตัวพระ ผลการวิจัยพบว่า พระอินทร์มีฐานะเป็นอธิเทพและเป็นตัวละครสำคัญในนาฏกรรมไทย ตัวละครพระอินทร์มีคุณลักษณะสำคัญในการแสดงจากปัจจัย 3 ประการ คือ คติความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อของสังคมไทย และวรรณคดีไทย ที่ส่งผลต่อการแสดงในด้านสถานภาพ ฐานานุศักดิ์ หน้าที่ เทวานุภาพ อันนำมาสู่การกำหนดบุคลิกลักษณะ องค์ประกอบการแสดง รวมถึงการออกแบบการแสดงและกระบวนท่ารำที่เป็นแบบแผนเฉพาะ บทบาทสำคัญของพระอินทร์คือเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยสอดส่องดูแลโลกมนุษย์และไปช่วยเหลือตัวละครได้อย่างทันท่วงที บทบาทของพระอินทร์แฝงไว้ด้วยแง่คิด คติธรรม คำสอน ตามแนวทางพระพุทธศาสนา องค์ประกอบการแสดงสำคัญที่บ่งบอกลักษณะเฉพาะของพระอินทร์ในนาฏกรรมไทยได้อย่างชัดเจนคือการแต่งกายยืนเครื่องพระสีเขียวสดเพราะมีกายสีเขียว สวมศิราภรณ์ชฎายอดเดินหนเพราะมักมีบทบาทเดินทางไปในเหตุการณ์ต่างๆ มีวชิราวุธทำให้เกิดสายฟ้าฟาดเป็นอาวุธประจำกาย มีกระบวนรำเฉพาะตนแทรกอยู่ในการแสดงโขนและละครเพื่อเปิดโอกาสให้เห็นความสำคัญของพระอินทร์ในฐานะอธิเทพที่มาปรากฏในเวทีละคร จึงเป็นช่วงที่ผู้แสดงจะได้อวดฝีมือในบทบาทพระอินทร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ การแสดงพระอินทร์ปรากฏเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน มีการอนุรักษ์ สร้างสรรค์ สืบทอด และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นแบบแผนของการแสดงในปัจจุบัน ผู้วิจัยขอเสนอว่าควรศึกษาต่อยอดเกี่ยวกับพระอินทร์ในศิลปะการแสดงพื้นบ้าน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงวิชาการของศิลปะการแสดงประเภทต่างๆ ให้ครอบคลุมเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลองค์ความรู้ทางนาฏกรรมไทยต่อไปได้
กระบวนการกำกับการแสดงเรื่อง เช่า เขา อยู่ ของนฤทธิ์ ปาเฉย ในรูปแบบละครอิมเมอร์ซีฟเฉพาะที่บนพื้นที่ออนไลน์, ภาณุวัฒน์ อินทวัฒน์
กระบวนการกำกับการแสดงเรื่อง เช่า เขา อยู่ ของนฤทธิ์ ปาเฉย ในรูปแบบละครอิมเมอร์ซีฟเฉพาะที่บนพื้นที่ออนไลน์, ภาณุวัฒน์ อินทวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยสร้างสรรค์ชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสร้างสรรค์การแสดงรูปแบบอิมเมอร์ซีฟเฉพาะที่ และทดลองกำกับการแสดง เรื่อง “เช่า เขา อยู่” ของ นฤทธิ์ ปาเฉย ในรูปแบบละครอิมเมอร์ซีฟเฉพาะที่บนพื้นที่ออนไลน์ ผ่านแอพลิเคชั่น ซูม คลาวด์มีตติ้ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับตัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แล้ว ยังเป็นการมุ่งหน้าสู่จักรวาลนฤมิตซึ่งเข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตมนุษย์มากขึ้น จึงอาจเป็นแนวทางของการสร้างสรรค์ละครเวทีรูปแบบใหม่ในอนาคต ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ และสังเคราะห์เป็นกระบวนการกำกับการแสดงเรื่อง “เช่า เขา อยู่” ซึ่งมุ่งสร้างองค์ประกอบของละครอิมเมอร์ซีฟตามทัศนะของ โรส บิกกิ้น ให้เหมาะสมกับพื้นที่ออนไลน์ดังนี้คือ 1) ปรับพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่ตั้งใจจะจัดในอาคารพาณิชย์ร้างแห่งหนึ่งในเยาวราช มาเป็นพื้นที่เสมือนบนแอพลิเคชั่น ซูม คลาวด์ มีตติ้ง 2) สร้างเรื่องเล่าแบบหลากลำดับเรื่องให้ผู้ชมแต่ละคนเลือกลำดับการรับชมได้ด้วยตนเอง และ 3) ออกแบบให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องเล่า ต่อผู้ชมด้วยกันเอง และต่อผู้แสดงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นจึงนำเสนอต่อผู้ชมทั่วไป ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าการสร้างองค์ประกอบทั้ง 3 ของละครอิมเมอร์ซีฟให้สัมพันธ์กันอย่างมีเอกภาพช่วยให้ผู้ชมเชื่อว่าตนเป็นส่วนสำคัญในใจกลางของการแสดง และมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องได้ไม่ต่างจากการจัดแสดงบนพื้นทางกายภาพ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าควรให้มีการสร้างสรรค์ละครอิมเมอร์ซีฟเฉพาะที่บนพื้นที่ออนไลน์ในสื่ออื่นอีก เพื่อค้นหารูปแบบการแสดงออนไลน์ใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาศิลปะการละครให้ก้าวไปในจักรวาลนฤมิตอย่างสร้างสรรค์
การแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, กนกพัชร์ แจ่มฟ้า
การแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, กนกพัชร์ แจ่มฟ้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยศึกษาข้อมูลด้านการแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้เครื่องมือในการศึกษาวิจัย ได้แก่ 1) สำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร 2) สัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ 4) เก็บข้อมูลภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า การแสดงที่พบในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณ วงเวียนใหญ่ มีรูปแบบที่หลากหลายและคัดเลือกแสดงที่มีจุดประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การแสดงแต่ละชุดนั้นมีเรื่องราวสื่อถึงพระราชประวัติของพระองค์ผ่านการแสดง หรือมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องในสมัยธนบุรี โดยแบ่งรูปแบบการแสดงที่พบในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ ปี พ.ศ. 2561 เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบการแสดงละคร เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับพระราชประวัติ ตลอดจนจำลองสถานการณ์การกอบกู้อิสรภาพสมัยธนบุรี 2) รูปแบบเบ็ดเตล็ด แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ 2.1 การแสดงมหรสพจีน ได้แก่ การเชิดสิงโต – มังกรทอง และอุปรากรจีน 2.2 การแสดงมหรสพไทย ได้แก่ ระบำ รำ ฟ้อน ศิลปะการต่อสู้ไทย 2.3 การแสดงดนตรีขับร้องประกอบการแสดง โดยมีสำนักงานเขตคลองสานร่วมกับสำนักงานเขตธนบุรีเป็นประธานในการจัดงานในครั้งนี้ อีกทั้งในการจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังถือเป็นการร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของฝั่งธนบุรีให้คงอยู่ต่อไป
แนวคิดการแสดงข้ามวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์ละครชาตรีร่วมสมัย : กรณีศึกษาการกำกับการแสดงเรื่อง พายุพิโรธ, ชาคร ชะม้าย
แนวคิดการแสดงข้ามวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์ละครชาตรีร่วมสมัย : กรณีศึกษาการกำกับการแสดงเรื่อง พายุพิโรธ, ชาคร ชะม้าย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการกำกับการแสดงละครชาตรีร่วมสมัยเรื่องพายุพิโรธผ่านแนวคิดการแสดงข้ามวัฒนธรรม ผู้วิจัยในฐานะผู้กำกับการแสดง ศึกษาการสร้างสรรค์จากบทละครเรื่องพายุพิโรธ แปลจาก The Tempest ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) และละครชาตรี เพื่อค้นหาแก่นความคิดหลัก(Theme) และวิธีการนำเสนอ(Style) ที่สามารถสื่อสารหลัก(Message) จากบทละครควบคู่กับอัตลักษณ์ละครชาตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่าการแสดงจากต่างวัฒนธรรมสามารถนำมาสร้างสรรค์ร่วมกันได้ ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดการแสดงข้ามวัฒนธรรมและการกำกับการแสดงละครชาตรีร่วมสมัยเพื่อสร้างแนวทางกำกับ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสร้างและจัดแสดง ผลการศึกษาผู้วิจัยพบว่ากระบวนการกำกับการแสดงด้วยแนวคิดการแสดงข้ามวัฒนธรรมหลักสำคัญคือ การกำหนดแก่นความคิดหลักของผู้กำกับการแสดงที่มีความเป็นสากล(Universality) เพื่อผสานอัตลักษณ์การแสดงจากทั้งสองวัฒนธรรม ทั้งในแง่ความคิดและรูปแบบที่จะส่งผลต่อทุกองค์ประกอบการแสดง ในทุกกระบวนการสร้างสรรค์จะต้องตระหนักถึงการแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรม(Cultural exchange) บนพื้นฐานความเคารพอย่างจริงใจต่ออัตลักษณ์และรากเหง้าวัฒนธรรม(Cultural Source) ส่งผลให้การพิจารณาบริบทสังคมและประเด็นร่วมสมัยของการแสดงนั้น ก็เพื่อมองหาศักยภาพในการสร้างสรรค์ร่วมกันของทั้งสองการแสดง เพื่อให้เกิดนิเวศการแสดงข้ามวัฒนธรรม(Intercultural performative ecology) ที่ผลักดันการปะทะสังสรรค์ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้วิจัยได้ข้อสรุปว่าการกำกับการแสดงละครชาตรีร่วมสมัยเรื่องพายุพิโรธ เริ่มต้นจากวัตถุดิบการแสดง ทั้งบทละครพายุพิโรธและละครชาตรีว่าสร้างแรงบันดาลใจอย่างไรแก่ผู้กำกับในฐานะศิลปิน ซึ่งไม่มีหลักการตายตัว ข้อถกเถียงในประเด็นการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์หรือพัฒนาจึงไม่ควรจะต้องแบ่งแยกประเภทเพราะขึ้นอยู่กับเป้าหมายของศิลปิน แนวคิดการแสดงข้ามวัฒนธรรมจึงเป็นการสร้างการแสดงในกระแส โลกาภิวัตน์ที่ส่งผลให้ศิลปินทั่วทุกพื้นที่สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนการแสดงจากต่างวัฒนธรรม เพื่อนำมาสร้างสรรค์บนบริบทการแสดงร่วมสมัยที่เปิดโอกาสให้นำเอาอัตลักษณ์การแสดงจากทุกพื้นที่วัฒนธรรมมาใช้สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์การแสดงที่ยังคงดำเนินต่อไป
การแสดงคณะเสียงอิสาน, ปัณณทัต ลำเฟือย
การแสดงคณะเสียงอิสาน, ปัณณทัต ลำเฟือย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การแสดงคณะเสียงอิสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติคณะ การแสดง และการจัดการของคณะเสียงอิสาน วิธีดำเนินการวิจัยด้วยการ ค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า คณะเสียงอิสานเป็นคณะแสดงสัญจรขนาดใหญ่แสดงไปทั่วประเทศ มีคนนิยมมากมานานถึง 45 ปี เริ่มแสดงเวลา 21.00 น. ด้วยการร้องเพลงลูกทุ่งกลุ่มนักร้องประกอบหางเครื่อง ต่อด้วยนกน้อย อุไรพร หัวหน้าคณะเป็นนักร้องนำออก แสดงเวลา 22.30 น. พร้อมความอลังการของชุดการแสดง เวลา 24.00 น. เป็นการแสดงตลกเสียดสีสังคมนาน 30 นาที จึงเริ่มการแสดงลำเรื่องต่อกลอนแสดงวิถีชีวิตของชาวบ้านอีสานแทรกคติธรรม จนถึงเวลา 04.00 น. แสดงเต้ยลาที่ศิลปินทุกคนออกแสดงอำลาผู้ชมให้จดจำและประทับใจ การรับงานมี 3 แบบ คือ งานจัดแสดงเอง งานเจ้าภาพจ้างแสดงให้คนดูฟรี และงานเจ้าภาพจ้างแสดงเพื่อเก็บค่าเข้าชม ในการแสดงเริ่มด้วยการจัดตั้งเวทีเสร็จใน 2 ชั่วโมง เวทียกพื้น 1.6 เมตร กั้นเป็นส่วนการแสดงและวงดนตรี มีหลังเวทีสำหรับเตรียมอุปกรณ์ ใต้ถุนเวทีเป็นที่เก็บและเปลี่ยนชุดของหางเครื่องซึ่งใช้เวลาเปลี่ยนเพียง 2 นาที เมื่อแสดงจบทุกคนต้องเก็บอุปกรณ์ให้เสร็จใน 2 ชั่วโมงแล้วออกเดินทางไปยังที่ใหม่ คณะเสียงอิสานที่นำทีมโดยนกน้อย อุไรพร ประสบความสำเร็จรุ่งเรืองมานานกว่า 45 ปี ด้วยการแสดงที่ความยิ่งใหญ่ทันสมัย ปรับปรุงการแสดงให้ถูกรสนิยมของผู้ชมทุกเพศทุกวัยและทุกวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่เสมอ มีการจัดการเรื่อง บุคลากร เวลาและวัสดุอุปกรณ์อย่างประหยัดมีคุณภาพและคุณธรรม สามารถฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจได้ด้วยปัญญาภาวะผู้นำและความสามัคคี
บทบาทการแสดงลิเกของครูสกุณา รุ่งเรือง, วรรณวิภา วงวาน
บทบาทการแสดงลิเกของครูสกุณา รุ่งเรือง, วรรณวิภา วงวาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบทบาทการแสดงนางลิเกของครูสกุณา รุ่งเรือง โดยใช้กระบวนการวิจัยคือ ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์และสังเกตการแสดงลิเก จากวีดิทัศน์ ฝึกกระบวนท่ารำจากครูสกุณา รุ่งเรืองเพื่อเรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล มีประเด็นในการศึกษาบทบาทการแสดงลิเกแบ่งออกเป็น 7 รูปแบบ ได้แก่ บทบาทนางเอก บทบาทนางร้าย บาทบาทนางตลก บทบาทผู้หญิงปลอมเป็นผู้ชาย บทบาทการรำเกี้ยวเข้าพระ-เข้านาง บทบาทการรำออกตัว บทบาทการรำอาวุธ จากการศึกษาพบว่าครูสกุณา รุ่งเรืองมีคุณสมบัติเป็นครูลิเกโดยมีคุณลักษณะแบ่งออก 7 ลักษณะได้แก่ 1. การประพันธ์บทและการกำกับการแสดง เนื่องจากมีประสบการณ์การแสดงตั้งแต่วัยเด็ก 2. การด้นกลอนและการเจรจาเป็นส่วนสำคัญของการแสดงลิเก ผู้แสดงสามารถด้นกลอนสดได้โดยใช้คำที่สัมผัสคล้องจองทั้งดัดแปลงโทนเสียงตามลักษณะตัวละคร 3. การออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้ออกแบบมีแนวคิดและจินตนาการที่โดดเด่นเป็นลักษณะเฉพาะเข้ากับผู้สวมใส่ 4. การแต่งหน้า เป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยสมาธิและความชำนาญ 5. แสดงได้ทุกบทบาท เนื่องจากได้ฝึกหัดบทบาทของนางลิเกมา 6. ร้องและรำเป็น มีพื้นฐานมาจากละครรำ 7. แสดงลิเกได้ทั้งคืนโดยมีเสียงที่สม่ำเสมอ ซึ่งได้ฝึกฝนการขับร้องและเรียนรู้กลวิธีในการขับร้องเพื่อให้มีกระแสเสียงสม่ำเสมอ เห็นได้ว่าครูสกุณา รุ่งเรืองมีการพัฒนาบทบาทการแสดงลิเกมาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่าสามารถต่อยอดความรู้ต่อไป
ละครไทยเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย, จารุพงศ์ จันทรีย์
ละครไทยเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย, จารุพงศ์ จันทรีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องละครไทยเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ละคร ที่มีเนื้อเรื่องจากต่างชาติให้เป็นละครไทย โดยการทดลองสร้างการแสดงและทำการวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้จากการผสมผสานศิลปะทั้งสองวัฒนธรรม ระหว่างนาฏกรรมกรีกโบราณ และนาฏกรรมไทย ผู้วิจัยเลือกเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย มาใช้ในการทดลองสร้างสรรค์เป็นละครไทย เนื่องจากมีโครงสร้างและเนื้อหาใกล้เคียงกับเรื่องรามเกียรติ์ของไทย ได้แก่การลักพาตัวและ การทำสงครามแย่งชิงสตรีผู้งดงาม โดยผู้วิจัยได้สร้างสรรค์การแสดงผ่านกระบวนการออกแบบ การกำหนดและปรับปรุงเนื้อเรื่อง การประพันธ์บทละคร การบรรจุเพลง การจัดสร้าง เครื่องสวมศีรษะเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบการแสดง การสร้างตัวละคร การคัดเลือก นักแสดง การฝึกซ้อมนักแสดง นักดนตรี นักร้อง ผู้พากย์เจรจา และการจัดการแสดงจริง ผลจากการทดลองทำให้ทราบว่าเนื้อเรื่องจากวรรณกรรมกรีกสามารถจัดแสดงในรูปแบบนาฏกรรมไทยได้ เนื่องจากศิลปะดั้งเดิมของไทยมีความคล้ายคลึงกับศิลปะกรีกโบราณหลายประการได้แก่ การสวมหน้ากากของการแสดงโขนและละครกรีก เนื้อเรื่องสงครามแย่งชิงสตรีในเรื่อง เฮเลนแห่งทรอยของกรีกและรามเกียรติ์ของไทย ลำดับเหตุการณ์ในเรื่องเฮเลนแห่งทรอย ซึ่งสามารถนำมาแสดงในรูปแบบโขนหรือละครรำของไทยได้ ลำดับชั้นทางสังคมกรีก กับลำดับชั้นทางสังคมในนาฏกรรมไทย ความหลากหลายของสำเนียงการออกเสียงชื่อเฉพาะ ในเรื่องเฮเลนแห่งทรอยกับความหลากหลายในการเลือกใช้คำสัมผัสในกลอนบทละครไทย และการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยการขับร้องบทกวีร้อยกรองของกรีกกับการบรรยายเรื่องราว ด้วยการขับร้องคำกลอนบทละครหรือการพากย์เจรจาโขน การสร้างสรรค์ละครเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย จึงเป็นการแสดงละครไทยเรื่องแรกที่นำเนื้อเรื่องจากวรรณกรรมกรีก มาจัดแสดง เป็นแนวทางให้แก่ผู้วิจัยและผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดเป็นการแสดงที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้ในอนาคต
วิวัฒนาการละครใน, ขวัญใจ คงถาวร
วิวัฒนาการละครใน, ขวัญใจ คงถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิวัฒนาการละครในตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 2) ศึกษารูปแบบการแสดงละครใน เรื่อง อิเหนา ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง สื่อวีดิทัศน์ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสังเกตวิธีการแสดงละครใน โดยมีขอบเขตของการศึกษา คือ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการแสดงละครในตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ 2) ศึกษาลักษณะการแสดงละครในแบบหลวงเรื่องอิเหนา ซึ่งถ่ายทอดจากอดีตจนถึงปี พ.ศ. 2559 ที่ปรากฏในการแสดงของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์และกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่า คำเรียก“ละครใน"ปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมจะเรียกชื่อต่างกันไป ทั้งคำว่า ละครในบริรักษ์จักรี, ละครหลวง, ละครผู้หญิง, ละครข้างใน แต่มีความหมายเดียวกัน คือ หมายถึงละครผู้หญิงที่ใช้นางในราชสำนักมาฝึกหัดเป็นผู้แสดงและอยู่ในความอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ หลักฐานที่เกี่ยวกับละครในพบครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยาจากบุณโณวาทคำฉันท์ โดยกล่าวถึงการแสดงละครในเรื่องอนิรุทธและอิเหนาซึ่งเป็นละครในบริรักษจักรี แปลว่าละครของพระมหากษัตริย์ เมื่อกรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่าในปี พ.ศ.2310 ส่งผลให้ละครของหลวงต้องแพร่กระจายไปที่ต่างๆ บางส่วนได้ถูกกวาดต้อนไปยังประเทศพม่าจนเกิดรูปแบบละครโยเดีย ครั้นสมัยกรุงธนบุรีละครในจะเรียกว่าละครผู้หญิงซึ่งมีทั้งของหลวงและของเจ้านครฯ โดยได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าตากสิน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์รูปแบบละครในมีรูปแบบเปลี่ยนแปลงไปหลายสิ่งที่เห็นได้ชัดคือในสมัยรัชกาลที่ 1 อันเป็นยุคฟื้นฟูบ้านเมืองรวมไปถึงงานศิลปะอย่างละครใน ได้มีการรวบรวมจัดทำ“ตำรารำ"ที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเพื่อให้เป็นสมบัติชาติ ครั้นถึงรัชกาลที่ 2 ได้มีการพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่เพื่อใช้สำหรับเล่นละครใน โดยทำการซ้อมและปรับปรุงกระบวนท่ารำให้สอดคล้องกลมกลืน ตัวละครหลวงในยุคนี้ได้เป็นครูละครให้คณะต่างๆในชั้นหลัง ส่งผลให้รูปแบบละครในยุคนี้ได้เป็นแบบอย่างละครรำในระยะต่อมา ต่อมาใน สมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับละครใน ทำให้ผู้มีบรรดาศักดิ์พากันมีละครตามแบบอย่างของหลวง จะเห็นได้ว่า สิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการละครใน คือ นโยบายและรสนิยมของพระมหากษัตริย์หรือผู้นำในแต่ละยุค รวมทั้งป๎จจัยภายนอกทั้งอิทธิพลต่างชาติ สภาพเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละยุคสมัย รูปแบบของละครในแบบดั้งเดิมนับเป็นรากฐานที่พัฒนาและก่อให้เกิดปริวรรตไปสู่รูปแบบการแสดงละครในยุคต่อมาอย่างละครดึกดำบรรพ์ อีกทั้งยังต่อยอดไปถึงการสร้างสรรค์งานนาฏยจารีตต่างๆดังเช่นในป๎จจุบันอีกด้วย
Management For Publicizing Thai Dance In A Foreign Country : The Case Study Of Lor (Love, Obsession, Revenge) Performed At Fei & Milton Wong Experimental Theatre, Canada, Nawarit Rittiyotee
Management For Publicizing Thai Dance In A Foreign Country : The Case Study Of Lor (Love, Obsession, Revenge) Performed At Fei & Milton Wong Experimental Theatre, Canada, Nawarit Rittiyotee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this research was to study and to shape concepts in the management for publicizing Thai dance in a foreign country. This study employed Love, Obsession, Revenge, or shortly, LOR as a case study and this Thai dance had already been performed at the Fei & Milton Wong Experimental Theatre, Simon Fraser University, Canada. Autoethnography methodology was applied as the research method in this study as the researcher was part of the team. Nineteen observations were conducted and analyzed by comparing and contrasting theories and personal experiences. The findings revealed that partnership with international organization facilitated management for …
การเขียนบทละครเพลงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์, นฤทธิ์ ปาเฉย
การเขียนบทละครเพลงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์, นฤทธิ์ ปาเฉย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาวิธีการเขียนบทละครเพลงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยใช้การนำเสนอรูปแบบละครเพลง (musical theatre) และใช้วิธีการนำเสนอแบบหลายโครงเรื่อง (multiple plots) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ ถูกผลิตขึ้นและนำไปใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การยึดติดบุคคลต้นแบบที่ผ่านการประกอบสร้างจากเรื่องเล่า อาจทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดในสังคมที่บานปลายสู่การใช้ความรุนแรงได้ ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการผลิตเรื่องเล่า ละครเพลง การเขียนบทละครเพลง การเขียนคำร้องในละครเพลงและวิธีการนำเสนอแบบหลายโครงเรื่อง จากนั้นจึงดำเนินการเขียนบทละครเพลงร่างที่ 1 โดยพัฒนาบทละครเพลงจากการจัดแสดงในรูปแบบการอ่าน (stage reading) แล้วนำความคิดเห็นของผู้ชมมาประมวล เพื่อพัฒนาเป็นบทละครเพลงร่างที่ 2 ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิตและจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ จากการประเมินผลการวิจัยผ่านการจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ ผู้วิจัยได้ข้อสรุปว่า การนำเสนอด้วยรูปแบบละครเพลงสามารถส่งเสริมการถ่ายทอดประเด็นสำคัญของเรื่องที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางความคิดในประเด็นทางสังคมและการเมือง ด้วยการยกระดับประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้ชมควบคู่ไปกับการทำงานทางความคิด และการใช้วิธีการนำเสนอแบบหลายโครงเรื่อง โดยออกแบบปฏิสัมพันธ์ของเหตุการณ์บนโครงเรื่องตามวัตถุประสงค์ของบทละครเพลง สามารถกระตุ้นความคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ของผู้ชมให้มีต่อเรื่องราวและประเด็นสำคัญของเรื่อง และเผยให้เห็นการประกอบสร้างบุคคลต้นแบบผ่านเรื่องเล่า รวมถึงอิทธิพลชองการสืบทอดอุดมการณ์ทางการเมืองผ่านบุคคลต้นแบบ
ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง, ธนันยวรรณ ศรีทรัพโยทัย
ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง, ธนันยวรรณ ศรีทรัพโยทัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากหลายของสถานที่เพื่อการแสดงและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สถานที่แสดงกับรูปแบบนาฏยศิลป์ มีวิธีการดำเนินงานวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลทางเอกสาร การลงพื้นที่ภาคสนามและการสัมภาษณ์ ขอบเขตการศึกษามุ่งเน้นศึกษาความหลากหลายของการใช้สถานที่เพื่อการแสดงตั้งแต่อดีตจนถึง พ.ศ.2562 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สถานที่แสดงกับรูปแบบการแสดงนาฏยศิลป์ไทย ผลการวิจัยพบว่า การใช้สถานที่เพื่อการแสดงนาฏยศิลป์นั้นมีความหลากหลาย ผู้วิจัยได้จำแนกประเภทสถานที่จากสภาพแวดล้อมของสถานที่ในแต่ละแห่ง สามารถจำแนกได้เป็น 9 ประเภท คือประเภทลาน ประเภทลู่ ประเภทโบราณสถาน ประเภทแหล่งธรรมชาติ ประเภทยานพาหนะ ประเภทอาคารสาธารณะ ประเภทบ้านเรือน ประเภทสระน้ำ และประเภทผสมผสาน สถานที่ในแต่ละแห่งมีข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ที่ต่างกัน บางสถานที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน แก้ไข การใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับการแสดง ศิลปินและผู้สร้างสรรค์ผลงานจึงจำเป็นต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์เรื่องการใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับสถานที่และการแสดง เกี่ยวกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของสถานที่ ปัจจัยเรื่องรูปแบบการแสดง องค์ประกอบในการแสดง กระบวนการแสดง ข้อกำหนดบังคับในการแสดง โอกาสในการแสดง และการใช้พื้นที่ในการแสดง เพราะการแสดงนาฏยศิลป์แต่ละรูปแบบมักจะมีธรรมเนียมทางการแสดงเป็นของตนเอง จึงมีพื้นที่สำหรับการแสดงและพื้นที่ใช้สอยตลอดจนการจัดวางของอุปกรณ์การแสดงในแต่ละรูปแบบที่ต่างกัน ทำให้รูปแบบ ขนาด และลักษณะของสถานที่เพื่อการแสดงแต่ละประเภทแตกต่างกันด้วย สถานที่แสดงและการแสดงนาฏยศิลป์นั้นจึงจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างกันเพื่อทำให้การแสดงในแต่ละรูปแบบนั้นเกิดความสมบูรณ์มากที่สุด
ลอดิลกล่มฟ้า : การผสานนาฏยศิลป์ไทยกับละครตะวันตกเพื่อสร้างอัตลักษณ์ละครสมัยใหม่ของไทย, พรรณศักดิ์ สุขี
ลอดิลกล่มฟ้า : การผสานนาฏยศิลป์ไทยกับละครตะวันตกเพื่อสร้างอัตลักษณ์ละครสมัยใหม่ของไทย, พรรณศักดิ์ สุขี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการค้นหา ทดลอง แนวความคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ละครเวทีไทยเรื่อง “ลอดิลกล่มฟ้า” (LOR : Love, Obsession, Revenge” เพื่อจัดแสดงในประเทศแคนาดา โดยใช้รูปแบบงานวิจัยสร้างสรรค์ที่ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์ละครเวที และงานวิจัยเชิงคุณภาพในการวิเคราะห์ผล ผลการวิจัยพบว่า ละครไทยสามารถสื่อสารกับผู้ชมต่างชาติได้อย่างดีและมีอัตลักษณ์ ด้วยกระบวนการสร้างสรรค์ 4 ขั้นตอนคือ 1. ขั้นตอนก่อนดำเนินงานสร้าง ประกอบด้วยการกำหนดแนวคิดในการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้มีความสากล ด้วยการสังเคราะห์ทฤษฎีโศกนาฏกรรมของอริสโตเติลเพื่อตีความบทวรรณกรรมเรื่องลิลิตพระลอให้สื่อสารได้อย่างมีความเป็นสากล โดยเน้นแนวคิดเรื่องชะตากรรมหรือเจตจำนงเสรี การสร้างบทละครตามทฤษฎีประพันธศิลป์ และการวางแผนงานตามระบบสากล 2. ขั้นตอนการดำเนินงานสร้าง ประกอบด้วยกระบวนการซ้อมที่ใช้แนวทางการแสดงตามระเบียบวิธีว่าด้วยกรรมรูปธรรมของคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ผสานเข้ากับการแสดงและนาฏลีลาการฟ้อนเจิงดาบที่มีความหมายเชิงสัญวิทยาทั้งในระดับโลกียะและโลกุตระ แนวทางการกำกับการแสดงที่มุ่งเน้นความเป็นเจ้าของผลงานของผู้กำกับการแสดงผ่านแก่นความคิด แนวคิด และการสร้างภาพบนเวที 3. ขั้นตอนการแสดง จัดแสดง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ณ โรงละครเฟย แอนด์ มิลตัน หว่อง นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศเข้าใจและมีอารมณ์ร่วมกับละครได้ดีด้วยแก่นความคิดที่เป็นสากล ขณะเดียวกันก็รู้สึกสัมผัสได้ถึง “ความเป็นไทย” จากทั้งรูปแบบและเนื้อหา 4. ขั้นตอนหลังดำเนินงานสร้าง ผู้จัดและผู้สนับสนุนโครงการเห็นความคุ้มค่าเนื่องจากได้เผยแพร่ศักยภาพของศิลปินยุคใหม่ของไทยสาขาศิลปะการแสดง และละครสมัยใหม่ของไทย
นาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์, พิมวลี ดีสม
นาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์, พิมวลี ดีสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์และการมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า พิธีกรรมปัญโจลมะม็วด เป็นพิธีกรรมในการรักษาโรคตามคติความเชื่อของคนกลุ่มชาติพันธุ์เขมรว่าผู้ป่วยมีสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง จึงต้องให้มะม็วดซึ่งเป็นสตรีในสายตระกูลเท่านั้นมาทำพิธีเข้าทรงเชิญวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มากำจัดสิ่งชั่วร้ายนั้น พิธีมี 11 ขั้นตอน คือ 1. การปรับพื้นที่ตามฤกษ์ 2. การปลูกปะรำพิธี 3. การนำผู้ป่วยเข้าประจำที่ 4. การโหมโรงดนตรี 5. การไหว้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ 6. การรำเข้าทรงของมะม็วด 7. การรำกำจัดสิ่งชั่วร้าย 8. การรำเชิญวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาช่วยรักษา 9. การรำเชิญวิญญาณทั้งหมดกลับ 10. การรำเรียกขวัญผู้ป่วย 11.การรำลา นาฏกรรมในพิธีกรรมนี้ปรากฏอยู่ 3 วัตถุประสงค์ คือ 1. การรำบวงสรวง คือ การรำไหว้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง 2. การรำรักษา คือ การรำดาบเพื่อฟันสิ่งชั่วร้าย 3. การรำเฉลิมฉลอง คือ การรำเพื่อยินดีกับผู้ป่วยที่รักษาหาย ผลการวิจัยเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านนาฏยศิลป์ไทย เป็นการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไปและยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการการสร้างความสามัคคี อันนำไปสู่ความสงบสุขร่มเย็นของสังคมไทย
การแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา, อรอุทัย นิลนาม
การแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา, อรอุทัย นิลนาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงในงานศิลปวัฒธรรมอุดมศึกษา เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา โดยขอบเขตการศึกษา คือ งานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา ครั้งที่ 1 – 19 ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร 2) การสัมภาษณ์บุคคล กลุ่มที่ 1 ที่ปรึกษางานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา กลุ่มที่ 2 สมาชิกเครือข่ายอุดมศึกษาทางด้านนาฏยศิลป์ กลุ่มที่ 3 นิสิต นักศึกษาที่ได้รวมงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา 3) ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง 4) การลงพื้นที่ภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า การแสดงที่ปรากฏในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 1 – 19 ปรากฏการแสดง 5 ประเภท 23 รูปแบบการแสดง โดยการแสดงที่นำมาแสดงมากมากที่สุดถึงร้อยละ 62 ของการแสดงทั้งหมด คือการแสดงสร้างสรรค์นาฏยศิลป์พื้นบ้าน (ระบำ) โดยมีปัจจัยในการเลือกชุดการแสดง ดังนี้ 1) ความถนัด เอกลักษณ์ ทางด้านนาฏยศิลป์ของแต่ละมหาวิทยาลัย 2)สถานที่จัดงานและสถานที่จัดแสดง 3) งบประมาณ ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้โดยการแสดงที่นำมาแสดงคือการแสดงสร้างสรรค์นาฏยศิลป์พื้นบ้าน (ระบำ) สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ของแต่ละสถาบันที่เข้าร่วม ที่นำเอาวิถีชีวิต ภูมิปัญญา หรือการแสดงที่เคยมีอยู่แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงงานทางด้านนาฏยศิลป์ และจากการศึกษาการจัดการการแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา พบว่าเป็นโครงการที่ตอบสนองนโยบาย ด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ทำให้เกิดการรวมตัวกัน เพื่อจัดงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา โดยผลการประเมินการจัดงานในแต่ละครั้งมีผลการประเมินด้านตัวชี้วัดในทุกด้านอยู่ในระดับ ดี – ดีมาก และงานนี้ถือเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการอนุรักษ์การแสดงนาฏยศิลป์ที่เป็นแบบแผนตามแบบกรมศิลปากร เนื่องด้วยงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาป็นงานที่ให้ว่าที่บัณฑิตได้ฝึกฝน การสร้างสรรค์ผลงาน การจัดการการแสดง การสร้างเครือข่ายทางด้านศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นการสืบทอด อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่โดยคนรุ่นใหม่ และเป็นศูนย์รวมของบุคลากรวงการนาฏศิลป์ไทยได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อพัฒนาผลงานทางด้านนาฏยศิลป์รูปแบบต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต
งานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย, สุพจน์ จูกลิ่น
งานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย, สุพจน์ จูกลิ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์งานนาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและขั้นตอนกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงนาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย”ตามแนวนิยมความเรียบง่าย และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการถ่ายทอดความคิดและการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางการแสดงนาฏยศิลป์ เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” โดยอาศัยขอบเขตและหลักการแนวนิยมความเรียบง่ายเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีขั้นตอนในการสร้างสรรค์ทั้งหมด 8 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดกรอบแนวคิดหลักและขอบเขตเนื้อหาบทการแสดง 2. การกำหนดรูปแบบของการแสดง 3. การนำเสนอกรอบแนวคิดและรูปแบบการแสดง 4. การเลือกสรรดนตรี 5. การคัดเลือกนักแสดง 6. การคัดสรรอุปกรณ์ประกอบการแสดงและการออกแบบเครื่องแต่งกาย 7. การสร้างสรรค์ลีลาท่าทางและทดลองการแสดง 8. อภิปรายผลการวิจัยผลงานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” ซึ่งปรากฏเป็นองค์ความรู้ในงานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย โดยผลของการแสดงปรากฏว่าผู้ชมสามารถรับความรู้ที่เป็นใจความสำคัญผ่านการแสดงตามรูปแบบที่ผู้สร้างสรรค์ได้เลือกใช้ และตรงตามวัตถุประสงค์ตามแนวนิยมความเรียบง่ายอีกทั้งเป็นการเผยแพร่วรรณกรรมไทย เรื่อง พระลอ ในตอนที่ยังไม่มีปรากฎเป็นงานนาฏกรรมสู่สังคมไทยอีกด้วย
เทศกาลละครกรุงเทพ, ธิดามาศ ผลไม้
เทศกาลละครกรุงเทพ, ธิดามาศ ผลไม้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “เทศกาลละครกรุงเทพ Bangkok Theater Festival นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความเป็นมาและรูปแบบการแสดงของงานเทศกาลละครกรุงเทพ ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจาก เอกสาร สัมภาษณ์ การสังเกตการณ์และเข้าร่วมเป็นจิตอาสาในงานเทศกาลละครกรุงเทพ ในปีพ.ศ. 2562 ผู้วิจัยได้ศึกษาพบว่า เทศกาลละครกรุงเทพเป็นงานชุมนุมการแสดง โดยคณะละครและกลุ่มการแสดงต่าง ๆ ของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มละครได้ 10 กลุ่ม เพื่อสร้างเครือข่ายทำให้เกิดเป็น เครือข่ายละครกรุงเทพ รวมถึงการเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลต่าง ๆ กลุ่มคณะละคร กลุ่มศิลปินอิสระ กลุ่มอาจารย์ด้านการแสดงหลากหลายแขนง และรวมถึงกลุ่มนิสิต นักศึกษา จัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง เริ่มจากปีพ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน รวมเป็น 18 ปี ความโดดเด่นของเทศกาลละครคือ การจัดงานเป็นประจำปีทุกปี ช่วงเดือนพฤศจิกายน มีความต่อเนื่องเป็นประจำ จึงทำให้เห็นถึงความสม่ำเสมอของการจัดงานเทศกาล การทำงานของงานเทศกาลละครกรุงเทพ ทำให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์และพื้นที่ในการสร้างงานผ่านศิลปะการละคร รวมไปถึงศิลปะการแสดงในหลากหลายแขนง เทศกาลละครกรุงเทพเป็นเหมือนพื้นที่ให้กับกลุ่มคนทำละคร ได้มีพื้นที่ในการสร้างงานละคร และการแสดงต่าง ๆ เนื่องจากเทศกาลละครกรุงเทพเปิดรับกลุ่มงานแสดงทุกประเภท ไม่ปิดกั้น จึงทำให้งานแต่ละชิ้นงานของศิลปินมีความหลากหลาย ผลิตงานละครและงานศิลปะให้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความโดดเด่นและความแตกต่าง จึงส่งผลให้เทศกาลละครกรุงเทพเป็นที่น่าสนใจในกลุ่มคนทำละคร และกลุ่มละครที่ต้องการอยากจะทดลองทำงานได้เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานผ่านงานเทศกาลละครกรุงเทพ เอกลักษณ์เฉพาะของเทศกาลคือมีรูปแบบที่เป็นของตนเอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีตัวเลือกของงานละครและงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ ให้ผู้ชมได้เลือกได้ด้วยตนเอง มีการขยายพื้นที่ จัดแสดงตามร้านอาหาร โรงละครในกรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดการขยายฐานคนดูให้เพิ่มมากขึ้น โดยต้องการให้เทศกาลละคร สร้างตัวตนและงานละครให้มีการเติบโตกว้างขวาง รวมถึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่ทำให้งานละครเข้ากับกลุ่มละครและผู้ชม พัฒนาศักยภาพของศิลปินการละครร่วมสมัยให้เกิดความยั่งยืนขยายพื้นที่การแสดงด้านศิลปะการละครร่วมสมัย ให้เป็นส่วนหนึ่งทั่วกรุงเทพมหานคร
ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย, ชุมพล ชะนะมา
ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย, ชุมพล ชะนะมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเรื่องยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นหายุคทอง แนวความคิด และรูปแบบการสร้างสรรค์งานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. 2530 – 2560 และเพื่อศึกษาผลกระทบทางบริบทในสังคมและวัฒนธรรมต่องานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย เป็นการศึกษาและใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสัมมนา สื่อสารสนเทศอื่น ๆ และการสำรวจข้อมูลภาคสนาม โดยนำข้อมูลที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้มาซึ่งผลของการวิจัย และสรุปผลตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย อยู่ในช่วงปี พ.ศ.2536 – 2550 แนวความคิดของงานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ 1) แนวคิดการสร้างสรรค์งานจากบทวรรณกรรมเดิมในรูปแบบใหม่ 2) แนวคิดในการนำวัฒนธรรมที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้กับวัฒนธรรมดั้งเดิม 3) แนวคิดเชิงสัญลักษณ์ 4) แนวคิดการเต้นเฉพาะที่ 5) แนวคิดการแสดงที่สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในโลก 6) แนวคิดการแสดงดั้งเดิมของอาเซียนผ่านมุมมองของศิลปะร่วมสมัย 7) แนวคิดลีลาแบบธรรมชาติ 8) แนวคิดการด้นสด 9) แนวคิดการมีส่วนร่วม และใส่ใจของชุมชน 10) แนวคิดการออกแบบลีลานาฏยศิลป์ไม่ระบุเพศ 11) แนวคิดการแสดงที่อาศัย องค์ความรู้ที่หลากหลายมากกว่าองค์ความรู้ 12) แนวคิดการสร้างสรรค์งานด้วยคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีรูปแบบของงานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่นำเสนอแนวคิดออกมาเห็นเชิงประจักษ์ มีความแตกต่างจากรูปแบบของงานนาฏยศิลป์ไทยที่มีจารีต และกรอบของรูปแบบการแสดงอย่างชัดเจนผลกระทบที่เกิดจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นต่องานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย ได้ปรากฏขึ้น 7 ประเด็นคือ 1) การเมือง การปกครอง และนโยบายด้านการบริหารงานวัฒนธรรมของภาครัฐ 2) การศึกษาทางนาฏยศิลป์ 3) การสร้างสรรค์และการแข่งขันทางนาฏยศิลป์ 4) การประกอบธุรกิจทางนาฏยศิลป์ 5) ศิลปะการแสดงละครเวทีในประเทศไทย 6) ศิลปะตะวันตกและศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย 7) ดนตรีไทยร่วมสมัยในประเทศไทย ผลการวิจัยนี้ทำให้ผู้วิจัยได้พบองค์ความรู้ตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ
การรำลิเก ทาง ครูเด่นชัย เอนกลาภ, มนัสวี กาญจนโพธิ์
การรำลิเก ทาง ครูเด่นชัย เอนกลาภ, มนัสวี กาญจนโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การรำลิเกทางครูเด่นชัย เอนกลาภ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรำลิเกในรูปแบบของครูเด่นชัย เอนกลาภ ซึ่งเป็นเป็นบุคคลสำคัญทางวงการลิเก ที่มีกระบวนการสืบทอดการแสดงลิเกจากครูหอมหวล นาคศิริและครูละครจากวังสวนกุหลาบ ผนวกกับประสบการณ์ในการแสดงลิเกจนกระทั่งเป็นรูปแบบการรำเฉพาะทางที่มีความงาม ประเด็นที่ศึกษาประกอบไปด้วย การรำหน้าพาทย์เพลงเสมอออกภาษา ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ใช้ประกอบกิริยาการเดินทางของตัวละครในการแสดงลิเก จำนวน 5 เพลง ได้แก่ 1. เพลงเสมอไทย 2. เพลงเสมอพม่า 3. เพลงเสมอมอญ 4. เพลงเสมอลาว 5. เพลงเสมอเขมร นอกจากการรำเพลงเสมอออกภาษาต่าง ๆ ผู้วิจัยได้ศึกษาการรำที่สำคัญอีกคือการรำเข้าพระเข้านางหรือรำเกี้ยวเป็นการรำของตัวพระและตัวนางในบทรักใช้เพลงมะลิเลื้อย และการรำอวดความสามารถขี่ม้ารำทวน ที่เป็น ความถนัดเฉพาะของครูเด่นชัย เอนกลาภ จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า อัตลักษณ์การรำลิเกทางครูเด่นชัย เอนกลาภ นั้นมีลักษณะวิธีการปฏิบัติในรูปแบบการรำตามโครงสร้างของเพลงในลักษณะเดียวกันกับทางนาฎศิลป์ไทยแต่กระบวนท่ารำนั้นแตกต่างออกไปตามความถนัดและทักษะของผู้แสดง การใช้ศีรษะและสายตาในทางการรำลิเกนั้นพบว่ามีลักษณะการเคลื่อนที่คือการกล่อมใบหน้าและการมองที่เป็นอิสระโดยสายตาส่วนใหญ่ของการรำลิเกนั้นจะเน้นมองไปหาผู้ชมเป็นหลัก การใช้มือในการปฏิบัติท่ารำพบว่าใช้การดึงมือออกไปข้างลำตัวให้มีลักษณะท่ารำหรือการตั้งวงที่กว้างขึ้นกว่าทางนาฎศิลป์ นอกจากนั้นยังพบอีกว่าครูเด่นชัย เอนกลาภ มีจุดเด่นในเรื่องของการตั้งวงที่มีความอ่อนของนิ้วมือเป็นอย่างมากจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลักษณะการตั้งวงและการใช้มือนั้นเกิดความงามเป็นรูปแบบเฉพาะทาง การใช้ลำตัวมีลักษณะการตั้งลำตัวตรง ไม่เกร็งบริเวณเอว ตั้งลำตัวตรงไม่ดันอกขึ้น การใช้เท้าพบว่ามีลักษณะสำคัญในการปฏิบัติท่ารำนั้น ยกเท้าที่สูง ยกส้นเท้าก่อนยกปลายเท้าเพื่อเป็นการทรงตัวในการวางเท้า การรำลิเกนั้นเป็นการรำแบบอิสระสามารถด้นกระบวนท่ารำขึ้นเองได้ตามภูมิปัญญาและทักษะของผู้แสดงโดยเน้นตามความนิยมผู้ชมหากผู้ชมชอบการแสดงแบบไหนลิเกก็จะแสดงแบบนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นจึงทำให้การรำของลิเกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะทาง และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งแต่อยู่บนพื้นฐานหลักการรำและการแสดงที่ได้รับถ่ายทอดจากครูลิเกต่อไป
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา, เอกชัย ศรีรันดา
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา, เอกชัย ศรีรันดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางอนุรักษ์และพัฒนาการแสดงนาฏศิลป์แบบล้านนาของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ มีขอบเขตของการวิจัย คือ ศึกษารูปแบบการฟ้อนแบบนาฏศิลป์ล้านนาในสายคุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ได้รับถ่ายทอด และการพัฒนาชุดการแสดงทั้ง 3 ช่วง ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 จนถึง พ.ศ. 2561 รวมระยะเวลา 47 ปี ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล จัดลำดับและเรียบเรียงข้อมูล และนำเสนอผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่เป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ เป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองประจำภาคเหนือที่ “สร้างศาสตร์แห่งศิลป์” ด้วยการดำเนินการตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่กำหนดเป้าหมายสำคัญใน 2 ประเด็น คือ การอนุรักษ์และพัฒนา ด้วยการการสืบสาน สร้างสรรค์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมผ่านนโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา นโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษานั้นในด้านการอนุรักษ์และพัฒนาของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่จะให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้นาฏศิลป์ล้านนา เริ่มต้นจากการเชิญช่างฟ้อนที่เคยอยู่ในคุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และช่างฟ้อนที่มีความสามารถเข้ามาถ่ายทอดรูปแบบการฟ้อนรำให้กับนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ แล้วนำนาฏศิลป์ล้านนาที่ได้รับถ่ายทอดมาบรรจุไว้ในหลักสูตร ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปคณาจารย์จึงได้มีการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาชุดใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมแล้วนำการแสดงนาฏศิลป์ล้านนาออกเผยแพร่ สู่สาธารณชนในโอกาสสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา อีกทั้งการจัดโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพื่อให้ครู อาจารย์สร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาชุดใหม่ ๆ โดยผ่านกระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการส่งเสริมให้นักศึกษาสร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาในรายวิชาศิลปนิพนธ์ ถือเป็นการพัฒนา ต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้มีความแปลกใหม่ ทันสมัยเข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงรักษาของเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย นอกจากนี้ยังมีการนำนาฏศิลป์ล้านนาออกถ่ายทอดให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์นาฏศิลป์ล้านนาให้คงอยู่สืบไป วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่จึงเป็นองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีพันธกิจสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้มีการสืบทอดต่อไปยังอนาคต ด้วยการสร้างคน สร้างศาสตร์ และบริการสังคม อีกทั้งองค์ความรู้เดิมมาพัฒนาเพื่อสนองการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง
พระอัจฉริยภาพด้านการวิจารณ์นาฏกรรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, อภิรักษ์ ชัยปัญหา
พระอัจฉริยภาพด้านการวิจารณ์นาฏกรรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, อภิรักษ์ ชัยปัญหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาการการวิจารณ์นาฏกรรมในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาพระอัจฉริยภาพด้านการวิจารณ์นาฏกรรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพิจารณาการวิจารณ์นาฏกรรมทั้งที่เป็นบทวิจารณ์และการสร้างสรรค์นาฏกรรมในฐานะการวิจารณ์ ภายใต้กรอบแนวคิดประวัติศาสตร์นิยมใหม่ ผลการศึกษาพบว่า พัฒนาการการวิจารณ์นาฏกรรมในประเทศไทยในสมัยรัตนโกสินทร์พบว่า เดิมการวิจารณ์ของไทยปรากฏในการสร้างสรรค์นาฏกรรมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์บุคคลและปรากฏการณ์ทางสังคมหรือผลงานสร้างสรรค์ของผู้อื่น มักใช้ลีลายั่วล้อ ต่อมาการปฏิรูปการศึกษาของไทยทำให้คนไทยรู้จักการวิจารณ์ในวัฒนธรรมลายลักษณ์โดยได้รับอิทธิพลจากตะวันตกทำให้เกิดการเขียนบทวิจารณ์นาฏกรรมขึ้น เริ่มจากการสื่อระหว่างบุคคลจนพัฒนาไปสู่การเขียนบทวิจารณ์ในสื่อสาธารณะ ในระยะต้นปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลักและค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง ปัจจุบันการเขียนบทวิจารณ์ปรากฏในสื่อใหม่มากขึ้น นอกจากนั้นลักษณะการวิจารณ์ยังปรากฏในการมอบรางวัล การประกวดแข่งขัน การกำหนดกฎเกณฑ์ในหลักสูตรและการประเมินคุณวุฒิของบุคลาการในวงการศึกษา ในด้านพระอัจริยภาพด้านการวิจารณ์นาฏกรรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏ 2 สถานะ ได้แก่ 1) บทบาทผู้เขียนบทวิจารณ์ 2) บทบาทผู้สร้างสรรค์ผลงานในฐานะการวิจารณ์ พระราชวิจารณ์ของพระองค์อาจเป็นต้นเค้าของการเขียนบทวิจารณ์ในสื่อสาธารณะ มีส่วนช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจนาฏกรรมทั้งของไทยและของเทศแก่พสกนิกร พระองค์ทรงเป็นผู้หนึ่งที่ริเริ่มการสร้างสรรค์ผลงานแนวใหม่ในลักษณะผสมผสานระหว่างนาฏกรรมแนวเดิมและนาฏกรรมแบบตะวันตก ทรงใช้ผลงานของพระองค์ในการวิพากษ์บุคคล เหตุการณ์สำคัญ มักใช้ลีลายั่วล้อเสียดสีเพื่อสร้างความขบขันและลดความรุนแรงในการวิจารณ์ นับเป็นความพยายามของชนชั้นนำสยามในยุคนั้นที่ประสงค์จะสร้างมาตรฐานใหม่แก่วงการนาฏกรรมไทยที่เน้นการนำเสนอสาระควบคู่กับความบันเทิง บทบาทการวิจารณ์นาฏกรรมของพระองค์นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีความสำคัญยิ่งต่อทิศทางการสร้างและการเสพนาฏกรรมไทยในระยะต่อมา
สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี, ชลาลัย วงศ์อารีย์
สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี, ชลาลัย วงศ์อารีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ เรื่อง “สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี” มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบและแนวคิดการสร้างงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยเชิงสัญวิทยา รวมทั้งการตีความในเชิงสัญวิทยาเพื่อนำไปสู่การสวมบทบาทความเป็นเพศหญิงด้วยลักษณะเฉพาะตัว จากการศึกษาการแสดงนาฏยศิลป์ร่วมสมัย ชุด Ballerina : The pathetic creature นางระบำปลายเท้าผู้น่าเวทนา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเลือกใช้วิธีดำเนินงานวิจัย ได้แก่ การค้นคว้าข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การชมการแสดงจากสื่อสารสนเทศ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์ และสรุปผลเป็นรูปเล่มวิทยานิพนธ์ตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า ผลงานนาฏศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรีมีรูปแบบและแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานจากการออกแบบองค์ประกอบในการแสดงแต่ละด้านให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งสามารถอธิบายผ่านกระบวนการทางสัญวิทยาจากแนวคิดทั้ง 3 ทฤษฎี ได้แก่ 1)แนวคิดสัญญะแบบทวิลักษณ์ของแฟร์ดิน็องด์ เดอ โซซูร์ ประกอบด้วยการตีความผ่านรูปสัญญะ และ ความหมายสัญญะ 2)แนวคิดสัญญะแบบไตรลักษณ์ของชาร์ลส์ แซนเดอร์ เพิร์ซ ประกอบด้วย สัญญะ วัตถุ และสัญผล 3)แนวคิดสัญญะที่อยู่ในกระบวนการทำงานของมายาคติ ของโรล็องด์ บาร์ตส์ และเมื่อตีความผ่านการสร้างเค้าโครงเรื่อง การจัดวางองค์ประกอบการแสดง ลีลาการเคลื่อนไหว และการนำอารมณ์ความรู้สึกในมุมต่าง ๆ มาเป็นตัวแทนของการสื่อถึงผู้หญิง ส่งผลให้บทบาทการแสดงความเป็นเพศหญิงมีความเด่นชัดมากขึ้น นอกจากนี้พบว่ามีการแฝงหลักธรรมที่ว่าด้วยการเป็นไปตามธรรมดาของโลกเพื่อให้ผู้ชมได้ตระหนักในตอนจบของการแสดง ทำให้เห็นถึงความลุ่มลึกของผู้สร้างสรรค์ผลงานในการใช้ประโยชน์จากสัญญะที่สร้างขึ้น ถือได้ว่าเป็นผลงานแม่แบบในการสร้างผลงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยเชิงสัญวิทยาต่อไป
การแสดงในขบวนแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี, ธัญลักษณ์ จันทับ
การแสดงในขบวนแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี, ธัญลักษณ์ จันทับ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องการแสดงในขบวนแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาและรูปแบบการแสดงในขบวนแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง และการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า การแสดงในขบวนแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2444–2562 เป็นระยะเวลา 118 ปี โดยเริ่มจากการรวมตัวของชาวบ้านแห่นำเทียนพรรษาประกอบการร้องรำทำเพลงไปถวายพระสงฆ์ยังวัดพัฒนามาเป็นการแสดงหมู่เป็นชุด ๆ ในลักษณะขบวนเคลื่อนไปตามเส้นทางบนถนน โดยแบ่งการแสดงออกเป็น 2 ช่วง คือ 1. การแสดงในขบวนแห่เทียนพรรษาภาคกลางวัน จัดแสดงในวันเข้าพรรษา สามารถจำแนกรูปแบบการแสดงออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การแสดงพื้นบ้านในลักษณะไม่ตายตัว การแสดงพื้นเมืองอีสาน และการแสดงร่วมสมัย 2. การแสดงในขบวนแห่เทียนพรรษาประกอบแสงเสียงภาคกลางคืน มีที่มาจากการนำรูปแบบขบวนแห่เทียนพรรษาภาคกลางวันมาผสมกับการแสดงแสงเสียง จัดแสดงทั้งหมด 2 วัน คือ คืนวันอาสาฬหบูชา และคืนวันเข้าพรรษา เป็นการแสดงรูปแบบพื้นเมืองอีสานประกอบการแสดงเรื่องราว เนื้อหาของการแสดงจะสัมพันธ์กับหัวข้อหลักของการแสดงที่ถูกกำหนดขึ้น การแสดงทั้ง 2 ช่วงนี้จะสะท้อนถึงประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีการดำรงชีวิต การละเล่น โบราณวัตถุ และการเทิดพระเกียรติ ผ่านองค์ประกอบของการแสดง งานวิจัยฉบับนี้นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมเชิงพุทธศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ยังเป็นประโยชน์ทางด้านการสร้างสรรค์การแสดง และด้านการศึกษาทั้งในสถาบันการศึกษาและผู้ที่ศึกษาเชิงวิชาชีพในประเทศไทยต่อไป
การประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, นรีภัค แป้นดี
การประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, นรีภัค แป้นดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและรูปแบบการออกแบบสร้างสรรค์การแสดงกลองยาวรูปแบบใหม่จากวงกลองยาวที่เข้าร่วมแข่งขัน โดยการสืบค้นข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร และวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เกี่ยวข้องและการสังเกตการณ์จากวีดิทัศน์การแสดงกลองยาวจากวงที่ผู้วิจัยทำการศึกษาจำนวน 2 วง ได้แก่ วงเอกทันต์รางวัลชนะเลิศปี พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2554 และวงศิวบุตรรางวัลชนะเลิศปี พ.ศ.2557 ผู้วิจัยพบว่า การจัดการประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นการประกวดในรูปแบบของการอนุรักษ์และพัฒนา โดยวงที่เข้าร่วมการประกวดจะต้องสร้างสรรค์การแสดงขึ้นใหม่ ส่งผลให้เกิดการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละวง เป็นการพัฒนารูปแบบการแสดงจากการรำกลองยาวแบบมาตรฐานที่มีแต่เดิม จากการศึกษารูปแบบการแสดงของวงกลองยาววงเอกทันต์และวงศิวบุตรพบว่า ได้มีการนำรูปแบบการสร้างสรรค์ที่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของการรำเถิดเทิงของกรมศิลปากร โดยมีรูปแบบที่โดดเด่นและแปลกใหม่ ดังนี้ 1. การใช้ชื่อวงในการประพันธ์บทร้องเพื่อแสดงเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำต่อผู้ชม 2. มีการต่อตัวและการตีลังกาในการแสดง 3. ใช้ลีลาท่ารำเป็นการผสมผสานของการแสดงในภาคกลางหลายประเภท ได้แก่ รำกลองยาวชาวบ้าน รำเถิดเทิง รำแม่บทเล็ก รำแม่บทใหญ่ การละเล่นลาวกระทบไม้และรำวงมาตรฐาน 4. การใช้รูปแบบการแปรแถวหลักที่พบ 9 แบบ ได้แก่ แถวตอน แถววงกลม แถวปากพนัง แถวหน้ากระดาน แถวครึ่งวงกลม แถวเฉียง แถวตัวเอ (A) แถวตัวดับเบิลยู (W) และแถวตั้งซุ้ม มาสร้างสรรค์เพิ่มเติมโดยการผสมผสานกันทำให้เกิดรูปแบบแถวใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดงกลองยาวเพื่อการประกวด อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนหรือกลุ่มคนที่สนใจแข่งขันกลองยาวมีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนารูปแบบการแสดงกลองยาวต่อไปอนาคต
โขนสมัครเล่น, ปิยะพล รอดคำดี
โขนสมัครเล่น, ปิยะพล รอดคำดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาวิวัฒนาการและคุณูปการของโขนสมัครเล่นในกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-2561) และ ศึกษากระบวนการจัดการองค์กรโขนสมัครเล่น ผู้ศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ในการค้นคว้าและรวบรวมเอกสารทั้งชั้นต้น และชั้นรอง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสังเกตการณ์ และสนทนากลุ่มย่อยกับผู้ทรงคุณวุฒิตามศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาพบว่า กลุ่มคนที่เป็นปัจจัยในวิวัฒนาการของโขนสมัครเล่น คือ ผู้จัดการแสดง ผู้แสดง ครูผู้สอน และผู้สนับสนุน และพิจารณาการวิวัฒนาการของโขนสมัครเล่นได้จากการจัดการแสดง คือ วัตถุประสงค์ การเรียนการสอน โอกาสในการจัดการแสดง งบประมาณ บทโขน และเครื่องแต่งกาย วิวัฒนาการและคุณูปการของโขนสมัครเล่นแบ่งได้เป็น 4 ยุค ยุคที่ 1 อยุธยา และธนบุรี พ.ศ. 1893-2325 วิวัฒนาการ : ยุคกำเนิดวางรากฐาน บทโขน และรูปแบบการแสดง คุณูปการ : ด้านพิธีกรรม การปกครอง และการทหาร ยุคที่ 2 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-2452 วิวัฒนาการ : ด้านหน่วยงานที่รับผิดชอบ เนื้อเรื่องรามเกียรติ์ บทพากย์ และเทคโนโลยีการจัดการแสดงคุณูปการ : การพัฒนารูปแบบ บทโขนโรงในยุคต่อมา โอกาสในการแสดง และสร้างงาน ยุคที่ 3 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2452-2488 วิวัฒนาการ : ครูโขนมีบรรดาศักดิ์ ผลิตทั้งศิลปินโขนอาชีพกับโขนสมัครเล่น เล่นตามสมัครใจ บทสั้นกระชับ และชุดราชประดิษฐ์ คุณูปการ : ต้นแบบของการอนุรักษ์ การศึกษานาฎศิลป์ บทโขนโรงใน และรูปแบบการจัดการแสดงยุคต่อมา ยุคที่ 4 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2488-2561 วิวัฒนาการ : โขนย้ายจากหลวงมาสู่รัฐ บทโขนโรงในแบบกรมศิลปากร และเกิดโขนสมัครเล่นในหลายองค์กรคุณูปการ : ยกย่องพระมหากษัตริย์ เป็นสื่อในเรื่องการเมือง การทูต และเป็นส่วนสำคัญทำให้โขนไทยได้รับการยอมรับในระดับโลก กระบวนการจัดการองค์กรโขนสมัครเล่น สามารถแบ่งได้ 5 รูปแบบ 1) โขนสมัครเล่นหลวง …
การพัฒนาทักษะการแสดงเพื่อสร้างตัวละครผู้หญิงจีน ในการแสดงเรื่อง รายละเอียด ไม่ได้ ร่างกาย อยาก ของชิน วุน ปิง ตามหลักการแสดงของไมเคิล เชคอฟ, กุนทรา ไชยชาญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์การนำหลักการแสดงของไมเคิล เชคอฟมาใช้เพื่อสร้างตัวละคร ผู้หญิงจีนในการแสดงเรื่อง รายละเอียด ไม่ได้ ร่างกาย อยาก โดยมุ่งเน้นไปที่การค้นหาและสร้างความเข้มข้นทางความรู้สึกภายในที่ มีลักษณะซับซ้อน เนื่องจากการหล่อหลอมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างจากตัวผู้แสดง ผู้วิจัยเริ่มต้นจากการทำงานศึกษาบทละครเพื่อนำมาประกอบการสร้างตัวละคร หลังจากนั้นใช้หลักการแสดงของไมเคิล เชคอฟเป็นหลักในการค้นหา พัฒนาและสร้างสรรค์ตัวละครระหว่างการฝึกซ้อมจนกระทั่งถึงวันนำเสนอผลงาน โดยเก็บรวบรวม ข้อมูลเพื่อนำมาประเมินผลจากการจดบันทึก บันทึกวีดีโอ แบบสอบถาม การเสวนาและบทสัมภาษณ์ผู้ชมและผู้เชี่ยวชาญด้าน ศิลปะการแสดงในวันนำเสนอผลงาน ระหว่างการดำเนินงานผู้วิจัยค้นพบว่าหลักการแสดงของไมเคิล เชคอฟเป็นหลักการแสดงที่ช่วยพัฒนาทักษะการแสดง ของนักแสดงและทำให้นักแสดงตระหนักถึงพลังแห่งจินตนาการ นำไปสู่การทำงานกับตัวละครอย่างสร้างสรรค์และไร้ขีดจำกัด ช่วย ให้นักแสดงสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเองไปสู่การสร้างตัวละครอย่างสร้างสรรค์ จากการประเมินผลการวิจัย ผู้วิจัยพบว่าหลักสำคัญของนักแสดงในการทำงานกับตัวละครที่มีความแตกต่างทาง วัฒนธรรมกับนักแสดง คือ การศึกษาบทละครเพื่อทำความเข้าใจบริบททางสังคม การเมืองและวัฒนธรรมเพื่อสร้างตัวละครให้มี ความสมจริงน่าเชื่อถือ และการศึกษาเทคนิคการแสดงที่เหมาะสมกับนักแสดงและตัวละครเพื่อช่วยให้นักแสดงสามารถเข้าถึง บทบาทของตัวละครได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้จะสามารถทำให้นักแสดงเชื่อมโยงการทำงานกับตัวละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ลักษณะตัวละครที่ แสดงออกมีความน่าสนใจ มีลักษณะเฉพาะ และทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงตัวละครได้ง่าย สามารถสร้างตัวละครได้สอดคล้องกับบท ละครได้อย่างน่าเชื่อถือและสมจริง
ความเป็นตลาดในละครรำ, เฉลิมศักดิ์ เย็นสำราญ
ความเป็นตลาดในละครรำ, เฉลิมศักดิ์ เย็นสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของตัวละครที่แสดงความเป็นตลาดในการแสดงละครรำ และกลวิธีการแสดงความเป็นตลาดในการแสดงละครรำ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Method Research) (มุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสารทางวิชาการ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ภาพถ่ายและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การสังเกตการณ์ การฝึกปฏิบัติ การสนทนากลุ่มย่อย ประกอบประสบการของผู้วิจัย) สรุปผลการวิจัยด้วยรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ โดยศึกษาเฉพาะตัวละครที่มีบทบาทความเป็นตลาดในการแสดงละครรำในรายการศรีสุขนาฎกรรมของกรมศิลปากร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518-พ.ศ. 2559 (30 กันยายน 2559) ผลการวิจัย พบว่า ความเป็นตลาดเป็นการแสดงพฤติกรรมไม่สำรวมด้วยอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด คำพูดและกิริยาท่าทางของตัวละครที่เป็นตัวแทนมนุษย์ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีอยู่ในทุกตัวละคร องค์ประกอบของตัวละครที่แสดงความเป็นตลาดประกอบด้วย 4 ปัจจัยได้แก่ 1) ความขัดแย้งของตัวละคร 2) พื้นฐานของตัวละคร 3) สถานการณ์ของตัวละคร และ 4) เพลงที่แสดงความเป็นตลาดของตัวละคร กลวิธีการแสดงความเป็นตลาด มี 2 กลวิธีได้แก่ 1) การสวมวิญญาณความเป็นตลาดในการแสดงละครรำ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตีความบทบาทและอารมณ์ของตัวละคร และขั้นตีบทประกอบลีลาท่ารำและอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร 2) กลวิธีการแสดงความเป็นตลาดในการแสดงละครรำ มี 2 กลวิธีได้แก่ กลวิธีได้แก่ กลวิธีการแสดงความเป็นตลาดตามขนบละครรำของกรมศิลปากร (จารีตละครหลวง) 2 รูปแบบ คือ รูปแบบละครจารีตและรูปแบบละครตลาด และกลวิธีการแสดงความเป็นตลาดนอกขนบละครรำของกรมศิลปากร (นอกจารีตละครหลวง) ที่ปรากฎเฉพาะในการแสดงละครนอก 2 ประเภท คือ การเพิ่มเติมและการเปลี่ยนแปลงกระบวนการแสดงความเป็นตลาด ความเป็นตลาดเป็นสิ่งที่มีอยู่ในอุปนิสัยของมนุษย์ทุกระดับชั้น โดยมีกรอบมารยาททางสังคมเป็นแบบแผนให้ยึดถือปฏิบัติหรือเป็นเครื่องกลั่นกรอง หากมีสถานการณ์มากดดันอารมณ์ให้เกิดความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง ก็จะส่งผลให้มนุษย์มีปฏิกิริยาทางอารมณ์และแสดงพฤติกรรมโต้ตอบอย่างหนึ่งอย่างใด แต่เมื่อความเป็นตลาดปรากฏเป็นบุคลิกลักษณะ อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร ตัวละครก็ย่อมแสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกับมนุษย์ หากแต่แสดงให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนทางการแสดงละครแต่ละประเภทอย่างเคร่งครัด ความเป็นตลาดในละครรำเป็นงานวิจัยที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่หรืองานวิจัยเริ่มแรก (Original research) ที่ยังไม่มีผู้ใดได้ทำการศึกษาไว้ก่อนแล้ว (Knowledge gaps) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการและวิชาชีพนาฏยศิลป์ไทย โดยเฉพาะการ แสดงละครรำและประยุกต์ใช้กับละครประเภทอื่น ๆ ด้วย
นาฏกรรมในรัชกาลที่ 3, ธรรมจักร พรหมพ้วย
นาฏกรรมในรัชกาลที่ 3, ธรรมจักร พรหมพ้วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาสถานภาพของงานนาฏกรรมในรัชกาลที่ 3 เป็นการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ที่มุ่งศึกษาปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงงานนาฏกรรม โดยมุ่งที่จะศึกษาประวัติศาสตร์นาฏกรรมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่าง พ.ศ. 2367 - 2394 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมผสาน ที่ได้รวบรวมและค้นคว้าเอกสารชั้นต้นและชั้นรอง และหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ประเภทจิตรกรรมและประติมากรรม ผลการวิจัยพบว่างานนาฏกรรมในรัชกาลที่ 3 ยังคงปรากฏอยู่ในราชสำนักและนอกราชสำนัก มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการของสังคมในเชิงพิธีกรรมและความบันเทิง แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ใส่พระราชหฤทัยและให้ความสำคัญเรื่องงานนาฏกรรมมากนัก แต่กลับทำให้รูปแบบนาฏกรรมของหลวงเผยแพร่ไปสู่วังของเจ้านายและเรือนของขุนนาง จนทำให้มีการละเมิดธรรมเนียมราชสำนักเรื่องการมีละครหรือมโหรีผู้หญิงประดับเกียรติยศ นอกจากนี้ปัจจัยจากสภาพสังคม เช่น ระบบเศรษฐกิจ ระบบไพร่ การขยายตัวของพระนคร ความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา เป็นผลให้นาฏกรรมกระจายตัวโดยแพร่หลาย ประชากรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจนสามารถใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงและการพนันได้ ปรากฏพิกัดการกระจายตัวของนาฏกรรมทั่วไปในพระนคร เมืองประเทศราชและหัวเมืองสำคัญ โดยเฉพาะวัดที่สร้างและปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 3 มากกว่า 53 วัด เป็นแหล่งที่ต้องใช้นาฏกรรมเป็นมหรสพสมโภชเมื่อเฉลิมฉลองและวันสำคัญทางศาสนา รูปแบบและวิธีแสดงนาฏกรรมที่ประกอบด้วยบริบทต่าง ๆ ยังคงแสดงตามแบบจารีตดั้งเดิม แต่ส่วนที่แปรเปลี่ยนจากเดิมคือกลุ่มนายทุน กลุ่มการจัดการ กลุ่มนักแสดง และกลุ่มผู้ชม การที่นาฏกรรมยังคงมีกลุ่มผู้จัดแสดงอย่างต่อเนื่องทำให้ งานนาฏกรรมได้รับการสืบทอดจวบจนปัจจุบัน นาฏกรรมในรัชกาลที่ 3 จึงเป็นวิถีทางหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์งานนาฏกรรมให้มีการต่อยอดและสร้างสรรค์งานที่หลากหลายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีคุณภาพตราบจนทุกวันนี้
การขึ้นลอยในการแสดงโขน, เฉลิมชัย ภิรมย์รักษ์
การขึ้นลอยในการแสดงโขน, เฉลิมชัย ภิรมย์รักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเล่าเรื่องเชิงปฏิสัมพันธ์ในเกมวิชวลโนเวลประเภทเกมจีบหนุ่มบนสมาร์ตโฟน พฤติกรรมการเล่นเกม การสืบค้นข้อมูลและการสื่อสารบนสื่ออินเทอร์เน็ตของผู้เล่นเกมวิชวลโนเวลประเภทเกมจีบหนุ่มบนสมาร์ตโฟน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธี การวิเคราะห์เรื่องเล่า การวิเคราะห์ตัวบท การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า เกมจีบหนุ่มบนสมาร์ตโฟนมีลักษณะเนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน และใช้วิธีการเล่าเรื่องเหมือนกับนิยายประเภทรักโรแมนติกโดยทั่วไป แต่มีการใช้คุณสมบัติของความเป็นเกมและการนำเสนอผ่านสื่อสมาร์ตโฟนมาเป็นองค์ประกอบเสริมเพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้สวมบทบาทเป็นตัวละครนางเอกของเรื่อง ได้แก่ การตั้งชื่อตัวละครเพื่อแทนตัวผู้เล่น การเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองบุคคลที่ 1 เพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานการณ์ที่อยู่ในเกม และใช้การตัดสินใจเลือกตัวเลือกของผู้เล่นเพื่อกำหนดแนวทางของเนื้อเรื่องในเกม องค์ประกอบดังกล่าวทำให้ผู้เล่นรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับเนื้อเรื่อง และรู้สึกได้ว่าตัวเองมีบทบาทในการสร้างเนื้อเรื่องภายในเกม ด้านพฤติกรรมขณะเล่น ผู้เล่นทุกคนมองว่าตัวละครเป้าหมายเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งในเนื้อเรื่องของเกมเท่านั้น ไม่มีตัวตนจริงและไม่สามารถสามารถทดแทนคนรักในชีวิตจริงได้ ด้านพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ ผู้เล่นโดยทั่วไปนิยมเล่นเกมเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์บนสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ นอกจากช่องทางของผู้ผลิตเกม เนื่องจากเกมจีบหนุ่มเป็นเกมที่สามารถเล่นคนเดียวได้โดยไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เล่นคนอื่น แต่ก็พบว่าบนสื่อสังคมออนไลน์ยังคงมีช่องทางสำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้เล่น
แนวคิดและการสร้างสรรค์การแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา, เอกรัตน์ รุ่งสว่าง
แนวคิดและการสร้างสรรค์การแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา, เอกรัตน์ รุ่งสว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา คือ การแสดงที่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีการซึ่งมีรูปแบบสวยงามตระการตา มีเนื้อหาสื่อถึงอัตลักษณ์ของเจ้าภาพด้วยศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นสันติภาพของมนุษยชาติ งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวคิดและรูปแบบการแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา และเพื่อศึกษาแนวคิดการสร้างสรรค์การแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัยพบว่า การแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬามีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2439 ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวคิดและรูปแบบการแสดงแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะเริ่มต้น เป็นระยะที่มีนำนาฏกรรมที่มีอยู่เดิมร่วมแสดงกับกีฬา ระยะพัฒนา เป็นระยะที่มีการออกแบบการแสดงเป็นสัญลักษณ์ทางกีฬาและการแสดงออกทางวัฒนธรรมและ ระยะเทคนิคและความบันเทิง เป็นระยะที่นำเสนอการแสดงที่หลากหลาย เน้นการเล่าเรื่องราวที่สำคัญต่อโลก การแสดงอัตลักษณ์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านรูปแบบการแสดงทั้งที่เป็นแบบจารีตประเพณีและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตามแบบนาฏกรรมแห่งยุคสมัย โดยแนวคิดดังกล่าวถือเป็นต้นแบบให้กับการแสดงในพิธีเปิดกีฬาเอเชียนเกมส์ กีฬาซีเกมส์ กีฬาแห่งชาติและกีฬาโรงเรียนของไทยอย่างชัดเจน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดการสร้างสรรค์การแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา คือ นโยบาย ระบบการบริหารจัดการ วิสัยทัศน์ ศักยภาพ ประสบการณ์สุนทรียะของผู้ออกแบบ การคัดเลือกสิ่งสนับสนุนการแสดง นวัตกรรม เทคโนโลยี และสื่อ สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของกีฬาที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของนาฏกรรม การแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคมโลก อีกทั้งเป็นส่วนสำคัญในการแสดงความเป็นชาติหรือชุมชนที่สื่อถึงเกียรติภูมิ เสรีภาพ อัตลักษณ์ รวมถึงสะท้อนมิตรภาพและภราดรภาพ เพื่อจรรโลงสันติภาพของโลก