Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theatre and Performance Studies Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 31 - 60 of 103

Full-Text Articles in Theatre and Performance Studies

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศ, นัทธมน ปุยภูงา Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศ, นัทธมน ปุยภูงา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการค้นคว้าทางเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการทดลองสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏยศิลป์ กีฬาลีลาศมีทั้งความเป็นศิลปะและเป็นกีฬาอยู่ในศาสตร์เดียวกัน ผู้วิจัยได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ลีลาศที่มีการนำนาฏยศิลป์ไทยมาใช้ในการออกแบบ ได้แก่ จังหวะตะลุง จึงได้ทำการทดลองสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศจำนวน 2 ประเภท โดยใช้การฟ้อนแบบนีโอล้านนาที่มีลักษณะการรำที่ช้าในจังหวะวอลซ์ เกิดขึ้นเป็น “ล้านนาวอลซ์” และ การเซิ้งทางภาคอีสานของไทยที่มีลักษณะการรำที่เร็วในจังหวะแซมบ้า เกิดขึ้นเป็น “ภูไทแซมบ้า กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ 1. แนวคิด 2. เพลงประกอบ 3. การออกแบบท่าเต้น 4. การออกแบบเครื่องแต่งกาย และ 5. การนำเสนอผลการสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศคือ การใช้ลักษณะเด่นของนาฏยศิลป์ไทยได้แก่ การจีบ การตั้งวง และการกดเกลียวข้าง มาใช้กับส่วนบนของร่างกาย ส่วนการใช้เท้าและการใช้พื้นที่เป็นไปตามแบบลีลาศ ทั้งการฟ้อนแบบนีโอล้านนาและการเซิ้งทางภาคอีสานของไทย เหมาะสำหรับการออกแบบส่วนบนของร่างกาย การเต้นของวอลซ์และแซมบ้ามีลักษณะการใช้เท้าและขาเหมาะสำหรับการสร้างสรรค์ส่วนล่าง โดยผู้วิจัยเห็นว่ามีความเป็นไปได้ในการนำนาฏยศิลป์ไทยมาออกแบบสร้างสรรค์ในรูปแบบกีฬาลีลาศ และยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก


การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง Jan 2023

การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการในการแสดงที่จะสามารถนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ (Tell Me on a Sunday) อีกทั้งเพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการร้องเพลงเพื่อนำเสนอตัวละคร เอ็มม่า ผ่านบทละครเพลงดังกล่าว โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และฝึกซ้อมการแสดงควบคู่กับการฝึกฝนแบบฝึกหัดทางด้านการแสดงเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ซึ่งความท้าทายของละครเพลงข้างต้นคือ จะมีเพียง 1 ตัวละคร ที่นำเสนอเรื่องราวบนเวที โดยมีการพูดคุยกับตัวละครอื่นที่ไม่ปรากฏบนเวที ดังนั้นนักแสดงจึงต้องใช้จินตนาการในการแสดงอย่างมากเพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม และเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น วิธีการหลักที่ถูกใช้ในการพัฒนาและสร้างตัวละครในงานวิจัยนี้คือมนต์สมมติ (Magic If) โดยคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี (Constantin Stanislavski) ควบคู่ไปกับทฤษฎีการแสดงเกี่ยวกับการใช้จินตนาการ (Imagination) ของ สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อมและการแสดง ซึ่งมีการประเมินผลหลังจากนำเสนอผลงานการแสดงแล้วโดยการเก็บรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชมทั้งหมด 50 ชุด การประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษาในรอบก่อนการแสดงจริง และมีการวิเคราะห์จากการพูดคุยจากการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิหลังจบการแสดง กระบวนที่สังเคราะห์ได้คือการฝึกฝนตามลำดับดังนี้ Magic If, Given Circumstances, Super Objective และการใช้แบบฝึกหัดเข้ามาช่วยพัฒนาระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งผลจากการฝึกฝนตามกระบวนการที่ได้มาทำให้ผู้วิจัยสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ที่ตัวละครกำลังประสบอยู่ และเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเอ็มม่า ในส่วนของผลของการฝึกฝนการร้องเพลงคือผู้วิจัยเกิดความมั่นใจในการร้องเพลงเพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวของตัวละครสู่ผู้ชมมากขึ้น และผู้วิจัยไม่เกิดความกังวลขณะที่กำลังแสดงอยู่เนื่องจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก่อนการแสดงจริง


การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์ Jan 2023

การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเน้นปฏิบัติการสร้างการแสดงลำหมู่ในรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งลำหมู่เป็นการแสดงหมอลำประเภทหนึ่งในภาคอีสานของประเทศไทย และในประชาชนลาว เป็นมหรสพประชานิยม หรือหมอลำกระแสหลัก ที่มุ่งนำเสนอความยิ่งใหญ่อลังการของเวที ฉาก แสง สี เสียง และโชว์ต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย ในขณะที่ การแสดงลำหมู่แบบดั้งเดิมมีแนวโน้มที่ผู้ชมจะให้ความสนใจลดน้อยลง เพราะการฟังเรื่องราว ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต ผู้วิจัยเห็นว่า แก่นสำคัญของการแสดงลำหมู่ คือ เรื่องราว กลอนลำ การลำ และการแสดง เป็นคุณค่าหลักของการแสดงประเภทนี้ จึงสนใจที่จะหากลวิธีสร้างการแสดงลำหมู่ร่วมสมัย ที่สามารถสื่อสารความคิดทั้งด้านคติธรรม และวิถีชีวิตจากวรรณกรรมอีสานเรื่อง ผาแดง-นางไอ่ รวมถึง รูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสมกับผู้ชมอีสานรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางของละครดีไวซ์ เป็นเครื่องมือทำงานแบบร่วมสร้างกับศิลปินมือสมัครเล่นที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับหมอลำ และใช้องค์ประกอบของการแสดงลำหมู่ผสานกับศิลปะการละครตะวันตกสมัยใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า วิจัยในลักษณะ ‘ปฏิบัติ-นำ-วิจัย’ และการบูรณาการศาสตร์ภายใต้แนวทางละครดีไวซ์ นำไปสู่กระบวนการทดลองสร้าง และลงมือค้นหาวิธีสร้างการแสดงที่มุ่งตอบโจทย์วิจัยเป็นหลัก จนเกิดเป็นการแสดงลำหมู่ร่วมสมัยแนวทางใหม่ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. หมอลำอินเธียเตอร์ และ 2. หมอลำลูกผสม โดยทั้งสองรูปแบบให้ความสำคัญกับแก่นของการแสดงลำหมู่ ซึ่งมีวิธีการเล่าเรื่อง และรูปแบบ การนำเสนอที่เน้นการสื่อสารความคิดจากเรื่องเดิมไปยังผู้ชม กลอนลำที่สื่อสารเรื่องราว และการกระทำตัวละคร การลำที่สัมพันธ์ความรู้สึกภายในของผู้แสดง การแสดง (acting) ที่มุ่งเสนอความสมจริง และเป็นธรรมชาติ รวมถึง การใช้ลีลาร่วมสมัยที่เน้นสื่อสารเรื่องราวแทนการเต้น และภาพอลังการของมหรสพประชานิยม ผ่านกระบวนการทำงานที่ใช้หลักการกำกับการแสดงในการตีความเรื่อง โดยเชื่อมโยงกับ แก่นความคิด และสื่อสารผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ บนเวที การแสดงทั้ง 2 รูปแบบ สามารถเข้าถึง กลุ่มผู้ชมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษา และคนอีสานรุ่นใหม่ ตลอดจนเป็นการสร้างพื้นที่การแสดงหมอลำแนวใหม่ เพื่อขยายมิติของศิลปะการแสดงหมอลำให้มีความหลากหลาย และเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ชม ที่สนใจศิลปะการแสดงหมอลำ


การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง Jan 2023

การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครหญิงรักหญิงและศึกษาการสร้างสรรค์บทละครประเภทกอธิก (gothic) ที่นำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อหญิงรักหญิง ผู้วิจัยใช้แนวคิดองค์ประกอบวรรณกรรมกอธิกของ โรเบิร์ต แฮร์ริส (Robert Harris) เป็นแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์บทละคร เนื่องจากผู้วิจัยต้องการนำเสนอประเด็นอคติทางเพศผ่านสัญญะความเป็น ‘ผี’ และ ‘การหลอกหลอน’ โดยกระบวนการเขียนบทละครนั้นผู้วิจัยตั้งต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอคติทางเพศที่หญิงรักหญิงประสบในชีวิตประจำวันทั้งอดีตและปัจจุบันในการกำหนดแก่นเรื่อง (theme) จากนั้นผู้วิจัยจึงสร้างบทละครเรื่อง ใครในบ้าน โดยแบ่งตัวเรื่องออกเป็นสองเส้นเรื่อง เส้นเรื่องหลักนำเสนอความรักของหญิงรักหญิงในปัจจุบัน ส่วนเส้นเรื่องรองนำเสนอเรื่องราวความรักของหญิงรักหญิงในอดีตที่กลายเป็นโศกนาฎกรรม ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเชื่อมสองเส้นเรื่องนี้ด้วยสิ่งของสำคัญที่ปรากฎในอดีตและยังคงอยู่มาจนปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาที่หญิงรักหญิงประสบจะไม่ร้ายแรงเท่าในอดีตแต่อคติที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังไม่หายไปและยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่เป็นหญิงรักหญิงอยู่ บทละครเรื่องนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงและเก็บข้อมูลผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นความรักของหญิงรักหญิงและอคติทางเพศกับผู้ชมได้ แต่สัญญะความเป็น ‘ผี’ ที่ผู้วิจัยต้องการสื่อสารถึงอคติทางเพศนั้นยังไม่สามารถสื่อถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากกลวิธีในการสื่อสารบทสนทนาต่าง ๆ ผ่านตัวละครนั้น ผู้วิจัยยังนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่ประนีประนอมเกินไป ตัวละครเอกของเรื่องควรเจอสภาวะเจ็บปวดมากกว่านี้เพื่อสื่อเรื่องของอคติทางเพศซึ่งเป็นเรื่องที่จริงจังและเจ็บปวดของหญิงรักหญิง และองค์ประกอบศิลป์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการช่วยนำเสนอความเป็นกอธิกและช่วยให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอชัดเจนขึ้น


การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ: (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระโดยผสมผสานศาสตร์ศิลปะการละคร ศิลปะการแสดงเข้ากับศาสตร์การสอนเชิงบรรยาย และ (2) เพื่อเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรี ผู้เข้าร่วมจำนวน 46 คน ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัว ตามกระบวนการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ Single-Group Pretest-Posttest Design ด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจในเด็ก Resilience Scale (RS - 48, 13 - 18 years) การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระฯ ครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทของกลุ่มเป้าหมาย (2) พัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระในฐานะเครื่องมือ (3) ทดสอบรูปแบบการแสดงสื่อสาระ (4) พัฒนาบทแสดงสื่อสาระฉบับสมบูรณ์ และ (5) กำหนดแผนงานและนำสู่การปฏิบัติ บทการแสดงออกแบบด้วยแนวทางบูรณาการโครงสร้างละครแบบ 3 องก์ ดำเนินเรื่องด้วยแนวคิดละครโศกนาฎกรรมร่วมกับการตั้งคำถามและสร้างบทสนทนาเพื่อการสืบค้นตามทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมและวิกฤตแห่งตัวตน ผนวกแนวคิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นโปรแกรมการแสดงสื่อสาระ 4 ครั้ง (ครั้งละ 3 ชั่วโมง) รวม 12 ชั่วโมง ผลการวิจัย พบว่า หลังโปรแกรมการแสดงเสร็จสิ้นลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (คะแนนมาตรฐาน 7.73) เมื่อประเมินด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก (Resilience Scale – RS-48) และเมื่อวิเคราะห์ตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถทางสังคม ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความสามารถในการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิต มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ความสามารถในการดูแลและความคุมตัวเอง ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นเพียงเล็นน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การแสดงสื่อสาระฯ สามารถลดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับต่ำจาก ร้อยละ 13.04 เป็นร้อยละ 4.35 และลดสัดส่วนระดับปานกลางจากร้อยละ 86.96 เป็น ร้อยละ 71.74 ขณะเดียวกัน การแสดงสื่อสาระฯสามารถเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับสูง จากที่ไม่ปรากฏในการประเมินก่อนแสดง เป็นร้อยละ 23.91% …


กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ Jan 2023

กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงลูกกรุง โดยใช้หลักการและแบบฝึกหัดลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์มาปรับใช้สำหรับการสอน โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อค้นหาแนวทางการสอนการแสดงและแบบฝึกหัดทางการแสดงที่เหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลงสำหรับนักร้อง และเพื่อให้ผู้วิจัยได้ศึกษากระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการในฐานะครูสอนการแสดง และได้เลือกศึกษากับผู้เข้ารับวิจัยจำนวน 5 คน โดยมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1) เป็นบุคคลกลุ่มเพศใดก็ได้ 2) เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 3) เป็นผู้ที่มีพื้นฐานการร้องเพลงอยู่แล้ว 4) เป็นผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง ผู้วิจัยได้ออกแบบแผนการสอนที่เน้นใช้แบบฝึกหัดของลี สตราสเบิร์ก และแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ให้ผู้เข้ารับวิจัยได้ฝึกไว้เป็นหลัก ซึ่งมีระยะเวลาการสอนทั้งหมดจำนวน 12 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง และเมื่อผู้เข้ารับวิจัยเรียนครบตลอดแผนการสอนแล้วจึงได้จัดคอนเสิร์ตประกอบวิทยานิพนธ์เพื่อแสดงต่อหน้าผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนำข้อเสนอแนะรวมถึงแบบสอบถามจากผู้ชมมาประเมินผล ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกหัดและหลักการของทั้งลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ ที่ผู้วิจัยนำสอนสามารถใช้พัฒนาผู้เข้ารับวิจัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้วิจัยค้นพบว่าหลักการของลีสตราสเบิร์กในเรื่องของการสร้างความจริงจากภายในโดยใช้จิตนาการแห่งการรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตนั้น สามารถทำให้ผู้เข้ารับการวิจัยสามารถถ่ายทอดและสื่อสารความรู้สึกออกมาได้อย่างจริงใจได้จริง รวมถึงแบบฝึกหัดการพูดซ้ำ (Repetition) ในหลักการของแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ที่เน้นให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับมีสติปัจจุบันขณะแม้อยู่ภายใต้สถานการณ์สมมตินั้นก็สามารถทำให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับปัจจุบันขณะ (Moment) ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาเสถียรภาพการอยู่กับปัจจุบันขณะให้มั่นคงจนสามารถนำสามารถมาใช้ได้เป็นเองโดยอัตโนมัติ การทำวิจัยครั้งนี้ทำให้ผู้วิจัยค้นพบการที่จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นแบบฝึกหัดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ จะต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้เรียนเองเพราะพลังแห่งความตั้งใจนี้จะส่งผลให้ผู้เรียนไม่ทำอะไรอย่างครึ่งๆ กลางๆ และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างก้าวกระโดด อีกประการหนึ่งคือทักษะด้านการร้องเพลงของผู้เรียนเอง ผู้เรียนควรมีทักษะการร้องที่ดีอยู่แล้วจึงจะต่อยอดทักษะทางด้านนี้ต่อไปได้ เพราะหากยังพะวงเกี่ยวกับการร้องเพลงของตนเองอยู่ จะส่งผลทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าสมาธิผิดที่ได้โดยง่าย นอกจากนี้ครูผู้สอนจำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านการแสดงที่แม่นยำเพื่อที่จะได้ฝึกผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างสูงสุด


แนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ, มยุริญ แพงทรัพย์ Jan 2023

แนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ, มยุริญ แพงทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติและศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ โดยเป็นการวิจัยเชิงทดลองประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการทดลองสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยส่งตัวแทนเข้าประกวดนางงามจักรวาลครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2497 และเข้าร่วมรายการมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการประกวดรอบชุดประจำชาติ ที่ผ่านมาการสร้างสรรค์ท่าทางลีลานาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) นางงามและบุคคลใกล้ชิดเตรียมท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยเพื่อใช้ในการประกวด 2) กองประกวดผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยส่งนางงามเข้าฝึกหัดท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างคลังท่าหรือโครงสร้างของท่าและกระบวนท่าสำหรับให้นางงามเลือกใช้เมื่อถึงการประกวด 3) กองประกวดผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยจัดหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยสำหรับการนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ ส่วนแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ ผู้วิจัยพบว่ามีปัจจัยที่เป็นข้อบังคับจากกองประกวดนางงามจักรวาลและผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยอยู่ 6 ประการ ได้แก่ 1) แนวคิดเครื่องแต่งกาย 2) แนวดนตรีประกอบการประกวดในรอบชุดประจำชาติ 3) ระยะเวลาในการนำเสนอ 30-90 วินาที 4) รูปแบบเวทีการวางตำแหน่งเมื่ออยู่บนเวที และมุมกล้อง 5) คุณสมบัติของนางงาม 6) วิธีการเดินของนางงาม เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้แล้วจึงดำเนินการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางโดยเน้นการเดินของนางงามผสานเข้ากับลีลาท่าทางนาฏศิลป์ไทยและการแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านสีหน้าแววตา โดยคำนึงถึงการส่งเสริมแนวคิดของเครื่องแต่งกายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น


การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร, อดิเทพ เดชพรหม Jan 2023

การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร, อดิเทพ เดชพรหม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการสวมบทบาทนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรฉบับกรมศิลปากร โดยมีการศึกษาจากเอกสารวิชาการ การสัมภาษณ์ การทดลองแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การรับชมการฝึกซ้อมและการรับชมการแสดง โดยมุ่งเน้นศึกษากลวิธีการสวมบทบาทเป็นนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณีตอนเพลงปี่พิศวาสถึงเพลงปี่พิฆาต โดยศึกษารูปแบบและวิธีการปฏิบัติของ อาจารย์ธานิต ศาลากิจ ข้าราชการบำนาญ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีปัจจัยสำคัญสำหรับการสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรนั้นมี 3 ประเด็นด้วยกันคือ 1. คุณลักษณะของผู้แสดงที่จะต้องมี เสียง ระดับกลาง เสียงไม่ทุ้มหรือแหลมจนเกินไปพูดชัดถ้อยชัดคำ ฉะฉาน ปฏิภาณไหวพริบที่ดีในการแก้ไขสถานการณ์เนื่องจากบทละครระบุให้มีเจรจารับส่งมุกตลกและใช้เพื่อดำเนินเรื่อง ฝีมือการรำที่สวยงาม มีจริตของตัวนางผสมนางยักษ์ วงและเหลี่ยมมีขนาดย่อมกว่ายักษ์ชาย การกระทบจังหวะหนักแน่น มีการก้าวข้างลงเหลี่ยมหลบเข่า กดเกลียวข้าง การชี้นิ้วมือ และรูปร่างใหญ่แต่สันทัด ส่วนสูง 160-165 เซนติเมตร โดยประมาณ 2. ผู้แสดงจะต้องมีขั้นตอนการสวมบทบาท โดยให้ความสำคัญกับการตีความบทละครอย่างละเอียดทุกคำ ทุกบรรทัด วิเคราะห์เพื่อประกอบสร้างนางผีเสื้อสมุทรให้เกิดความสมจริงตามบทละคร ขั้นตอนการสมมติบทบาทของผู้แสดงเป็นนางผีเสื้อสมุทรที่ผู้แสดงสร้างขึ้น การมุ่งเน้นอารมณ์เป็นหลักในการแสดงเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้ได้อย่างเต็มที่ และการฝึกฝนจนก่อให้เกิดความชำนาญ 3. การแสดง ผู้แสดงจะต้องทำความเข้าใจวิธีการถ่ายทอด ตัวละครนางผีเสื้อสมุทรที่ผู้แสดงได้ประกอบสร้างไว้ ในรูปแบบของนาฏกรรมที่ใช้แสดง โดยประกอบไปด้วย ท่ารำในการตีบทแบบมีคำร้อง ท่ารำกาแสดงขยายความรู้สึก (แบบไม่มีคำร้อง) เพลงหน้าพาทย์ การเจรจาตามบท การแสดงขยายความรู้สึก (เจรจาแทรกบท) สามารถแสดงอารมณ์ได้หลากหลาย ฉับไวในการสร้างอารมณ์และพลิกแพลงอารมณ์ แยกแยะระดับของอารมณ์ตามความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครได้และสถานการณ์ การใช้อุปกรณ์ และการใช้พื้นที่เวที ผู้แสดงจึงต้องมีความเข้าใจและหมั่นฝึกฝนกลวิธีดังกล่าวนี้จนเกิดความชำนาญ จึงจะสามารถสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรออกมาได้อย่างแยบยล


พัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย, ธราดล แก้วทิพย์รักษ์ Jan 2023

พัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย, ธราดล แก้วทิพย์รักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเรื่องพัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย โดยวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของแนวความคิดและกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกไทยของคณะบ้านตุ๊กตุ่นหุ่นกระบอกไทย ศึกษาจากการแสดงของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2552 - 2564 และยังมีการศึกษาด้วยวิธีการสืบค้นข้อมูลจาก หนังสือ เอกสาร งานวิจัยต่างๆ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย การลงพื้นที่สังเกตการณ์การแสดง ผู้วิจัยมุ่งศึกษาคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยซึ่งก่อตั้งโดย อาจารย์ ดร. นิเวศ แววสมณะ ในปี พ.ศ 2540 เป็นคณะหุ่นกระบอกที่มีความหลากหลายในด้านของงานการแสดง และด้านองค์ประกอบของการแสดง ในระยะเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 - 2564 คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย มีการแสดงทั้งหมด 19 เรื่อง ผู้วิจัยได้แบ่งแนวคิดการแสดงเป็น 2 ส่วน คือ 1.การแสดงหุ่นกระบอกไทยโดยการนำเรื่องมาจากวรรณคดีและวรรณกรรมท้องถิ่น 2.การแสดงหุ่นกระบอกโดยการนำเรื่องมาจากเนื้อหาที่ถูกแต่งขึ้นใหม่ การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยนั้นมิได้มีเพียงการแสดง หุ่นกระบอกไทยแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการพัฒนารูปแบบของการแสดง เนื้อเรื่อง รวมถึง ตัวหุ่นกระบอกให้มีความหลากหลาย และดึงดูดผู้ชมได้ ทำให้คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย โดยอาจารย์ ดร.นิเวศ แววสมณะได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ได้แก่ 1. รางวัลศิลปินผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมดีเด่น กรุงเทพมหานคร สมาคมโรตารี่แห่งประเทศไทย 2550 2. รางวัลศิลปินวัฒนคุณาธร กระทรวงวัฒนธรรม 2555 3. รางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 2558 4. รางวัลศิลปินผู้ประกอบวิชาชีพอนุรักษ์วัฒนธรรมดีเด่น กรุงเทพมหานคร สมาคมโรตารี่แห่งประเทศไทย 2559 5. รางวัล Mention Award การแสดงหุ่นกระบอกไทยเรื่องพระเนมิราช งานเทศกาลละครกรุงเทพ 2560 6. รางวัลครูช่างศิลปหัตกรรม โดยกรมส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ 2561 7. รางวัลผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมยอดเยี่ยมโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประจำปี 2561 8. รางวัล Silver awards & The Best beautiful costume puppet งานเทศกาลหุ่นนานาชาติฮานอย …


การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง Jan 2023

การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทร้องคำพรัดโนรา ถอดองค์ความรู้และหาแก่นสาระหลักคำสอนอันเป็นหลักปฏิบัติที่โนรายึดถือในการดำเนินชีวิต และออกแบบและสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยเพื่อสื่อสารหลักคำสอนที่แฝงฝังอยู่ในวิถีของโนรา อันมีความโดดเด่นในเรื่องการให้คติสอนใจ คุณธรรมจริยธรรม หลักการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของโนรา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ทางศิลปะการแสดงที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Practice as Research) ด้วยกระบวนการละครแบบร่วมสร้างเป็นส่วนสำคัญ โดยเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนร่วมซึ่งเป็นนิสิตสาขาวิชาศิลปะการแสดง มีกระบวนการสร้างงานแบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ การพัฒนาประเด็น พัฒนาเรื่อง/บท พัฒนาการแสดง และนำเสนอผลงาน เพื่อนำเสนอแก่นสาระหลักของเรื่องคือ ความกตัญญู นำเสนอในรูปแบบละครลูกผสม (Hybrid Performance) ขนาดสั้นจำนวน 3 เรื่อง คือ บ้าน ครู และธรรมชาติ ใช้โครงสร้างการเล่นคำพรัดโนราแบบวิถีเดิมผสมผสานกับการเล่าเรื่องในวิถีใหม่ มาถ่ายทอดในมุมมองของความเป็นปัจจุบัน ผ่านประสบการณ์ ภูมิรู้ และทักษะของนักแสดง ด้วยการตีความใหม่ที่มีความลึกซึ้ง สร้างวิถีคิดใหม่ ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างนักแสดงกับผู้ชม ในลักษณะของละครเล่าเรื่องผสมผสานการรำ การร้อง แบบโนรา ใช้องค์ประกอบของดนตรีเพื่อเชื่อมการเปลี่ยนเรื่อง มีกลุ่มผู้ชมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วยการสนทนากลุ่ม จากการศึกษาพบว่า เนื้อหาและรูปแบบของการแสดงมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับบริบทในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมเกิดการเรียนรู้เรื่องราวของโนราที่มาจากบทคำพรัดได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีการเล่าที่สั้นและกระชับ ผสมผสานกับการนำองค์ประกอบของการแสดงโนรา ทั้งท่ารำ การร้องบท และดนตรี ทำให้ชวนติดตาม และในขณะเดียวกันละครก็สามารถสื่อสารแก่นเรื่องความกตัญญูได้ถึงแม้จะถูกนำเสนอผ่านการสร้างความหมายใหม่ก็ตาม นอกจากนี้ การนำบทคำพรัดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์อีกครั้งเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะยังทำให้บทคำพรัดยังมีการใช้-ดำรงอยู่ ทำซ้ำและขยายความเข้าใจในวงกว้าง เกิดการตีความ เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่


การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล Jan 2023

การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ดำเนินการในสามส่วนหลัก ๆ ได้แก่ การวิเคราะห์กิจกรรมต่าง ๆ ในการผลิตภาพยนตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบนิเวศทางวัฒนธรรม โดยการวิเคราะห์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันของผู้คนที่เชื่อมโยงกับองค์กร สถาบัน ธุรกิจ ระบบเทคโนโลยี และปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์ในการผลิตภาพยนตร์ดิจิทัล ส่วนต่อมา คือ การรวบรวมข้อมูลและประเมินทรรศนะของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญ และความต้องการในอนาคต เพื่อรักษาและเสริมสร้างระบบในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ และส่วนสุดท้าย คือ การออกแบบแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีของความยั่งยืน แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ได้ระบุถึงโอกาสสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลผ่านการดำเนินการสองระยะ ได้แก่ ระยะแรกเป็นการมุ่งเน้นและเสริมจุดแข็งเพื่อการเป็น “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ผ่านการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ และระยะหลังเป็นการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ไปสู่ความเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนผ่านโครงการและแผนงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นผู้วิจัยได้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี คือใช้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนในท้องถิ่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ วารสาร เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศของจังหวัดเชียงใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัล และนับเป็นจุดแข็งที่ชัดเจน ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีมากขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และรองลงมาคือสภาพการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ซึ่งมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความพร้อมในธุรกิจภาพยนตร์ดิจิทัล สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย และเครือข่ายระดับนานาชาติ อีกทั้งประชาชนในท้องถิ่นยังมีความต้องการให้มุ่งเน้นการพัฒนาคนรวมถึงการสร้างเสริมโอกาสงานเป็นอันดับแรก เพื่อให้คนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ต่อไปส่วนประเด็นสำคัญในการสร้างแผนยุทธศาสตร์นี้มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดแนวทางแผนปฏิบัติการเร่งรัดสำหรับการจัดกิจกรรมทางภาพยนตร์ในพื้นที่เพื่อสร้างความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมภาคประชาชนให้แก่ผู้คนในท้องถิ่นตามวิถีนิเวศวัฒนธรรม 2) การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ องค์กร หรือเครือข่ายขึ้นเพื่อดูแลรับผิดชอบงานด้านภาพยนตร์ในพื้นที่ ตลอดจนการอัปเดตข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) ความสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและเชื่อมต่อกับนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งสามารถช่วยสร้างเสริมอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ให้มีเสน่ห์และความโดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะ “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ด้วยระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สำหรับงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้กำหนดประเด็นพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีนิเวศวัฒนธรรมไว้ 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านศักยภาพของคน ศักยภาพของพื้นที่ การจัดการ และการมีส่วนร่วม โดยมีเป้าหมายในระยะสั้นไปสู่การเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์ และปูทางไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนต่อไป


“มาตุยะ เมตตา” การสร้างสรรค์ละครรำชวาจากเรื่องพระลอ, โอกี บิมา เรซ่า อาฟริตา Jan 2022

“มาตุยะ เมตตา” การสร้างสรรค์ละครรำชวาจากเรื่องพระลอ, โอกี บิมา เรซ่า อาฟริตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์ละครรำชวา โดยการนำบทละครรำของไทย มาทดลองทำการจัดแสดงเป็นนาฏกรรมข้ามวัฒนธรรมจากไทยสู่อินโดนีเซีย โดยเลือกบทละครรำเรื่อง พระลอ ตอนเสี่ยงน้ำ มาเป็นต้นแบบในการศึกษาทดลองแปลงเป็นละครรำ เซินดราตารี ของราชสำนักยกยาการ์ตา เนื่องจากละครรำทั้งสองนี้มีองค์ประกอบการแสดงและมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน และมี วายังกุลิต คือหนังชวาซึ่งคล้ายหนังตะลุงก็นำมาแสดงในส่วนที่ต้องการดำเนินเรื่องที่เป็นมายาการ การแสดงใช้เวลาการแสดง 25 นาที แสดงนำโดยตัวละครสำคัญสองตัวคือพระลอกับพระนางบุญเหลือ คือมารดาของพระลอ มีการประพันธ์บทเป็นภาษาอินโดนีเซีย จึงตั้งชื่อการแสดงตอนนี้ว่า มาตุยะ เมตตา แปลว่า ความรักของมารดา ใช้วงดนตรี เครื่องแต่งกายและการรำตามจารีตของราชสำนักยกยาการ์ตา โดยแทรกท่ารำทำบทของไทยในบางแห่งที่เหมาะสมเพื่อให้มีกลิ่นอายของไทย ผลการวิจัยพบว่าการทดลองสร้างสรรค์ละครรำชวาเรื่อง พระลอ ตอน มาตุยะ เมตตา ได้ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้ร่วมงานและคนดู ทั้งฝ่ายไทยและอินโดนีเซีย ได้รับความรู้ความเข้าใจ ความพึงพอใจและให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้เป็นเพราะวัฒนธรรมและจารีตการแสดงละครรำแบบราชสำนักของไทยและของยกยาการ์ตาคล้ายคลึงกันมาก ทั้งโดยเนื้อเรื่อง บุคลิกลักษณะของตัวละคร ประเพณีและความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ ตลอดจนการร้อง การรำ การดำเนินเรื่อง จึงทำให้การแสดงข้ามวัฒนธรรมเป็นไปได้ด้วยดี จึงสมควรมีการทำวิจัยทดลองสร้างสรรค์เช่นนี้เพื่อต่อยอดให้เสร็จสมบูรณ์ตามท้องเรื่องของพระลอ และสามารถนำแนวทางจากข้อค้นพบในวิทยานิพนธ์นี้ไปพัฒนาและทดลองสร้างสรรค์นาฏกรรมข้ามวัฒนธรรมชาติอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อความก้าวหน้าของวงวิชาการนาฏยศิลป์ต่อไปในอนาคต


นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน, กิตติพงษ์ อินทรัศมี Jan 2022

นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน, กิตติพงษ์ อินทรัศมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์การแสดงละครเพลงพื้นบ้าน(ภาคกลาง) จากกระบวนการสร้างชุดแบบฝึกทักษะการด้นสำหรับนักแสดงละครเพลงพื้นบ้าน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ภาพถ่าย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การสังเกตการณ์ การฝึกปฏิบัติ การสนทนากลุ่มย่อย นำมาวิเคราะห์เพื่อศึกษาแนวทางการฝึกทักษะนักแสดง และดำเนินการทดลองใช้แบบฝึกหัดพัฒนาทักษะการด้น ตลอดจนดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข ทดลองสร้างสรรค์การแสดงรูปแบบละครเพลงพื้นบ้านจำนวน 5 ชุด ผลจากการวิจัยพบว่า นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการให้ความรู้ หลักการ และแนวคิดการด้นในศิลปะการละครและเพลงพื้นบ้าน 2) ขั้นตอนการพัฒนาทักษะและทดลองแบบฝึกหัดการด้น แบ่งเป็นชุดแบบฝึกหัดการด้นในศิลปะการละคร จำนวน 5 ชุด คือ บทบาทสมมติ สถานการณ์คับขัน จำลองปะทะ นิทานอารมณ์ ส่องกระจกแล้วย้อนดูเรา และการด้นในเพลงพื้นบ้าน จำนวน 5 ชุด คือ ชื่อกับคำสัมผัส นิทานคล้องจอง สัญญะอวัยวะ สถานการณ์กลอนสด โครงเรื่องกับกลอนปฏิภาณ 3) ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ4) ทดลองสร้างสรรค์การแสดงรูปแบบละครเพลงพื้นบ้านโดยใช้ทักษะการด้นร้องเพลงพื้นบ้านดำเนินเรื่องราว ผลการวิจัยยังพบว่า ผู้เข้าร่วมกระบวนการฝึกทักษะการด้นเพลงพื้นบ้าน จำนวน 30 คน มี 2 คน สามารถร้องด้นได้อย่างแคล่วคล่อง และมีไหวพริบปฎิภาณ ปัจจัยหลักที่นักแสดงส่วนใหญ่ไม่สามารถร้องด้นได้อย่างแคล่วคล่อง คือทักษะการฟัง คลังคำ และความแม่นยำของฉันทลักษณ์


การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง, จิรพัทธ์ พานพุด Jan 2022

การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง, จิรพัทธ์ พานพุด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องการแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาการแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง มีการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ รวมไปถึงการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และสรุปผลการวิจัย เพื่อให้เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญวงการนาฏยศิลป์ไทย ผลการวิจัยพบว่า ศาลาเฉลิมกรุงเป็นถาวรวัตถุที่มีอายุ 89 ปี เดิมเคยเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีความทันสมัยมาก เมื่อเข้ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องหยุดฉายหนัง และมีการนำละครเวทีขึ้นมาแสดงแทนชั่วคราว เมื่อสงครามจบลงหนังจึงกลับมาฉายดังเดิม ต่อมาในปี 2535 มีการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ เป็นการบูรณะส่วนโครงสร้างสถาปัตยกรรม เวที ที่นั่งของผู้ชม และเทคนิคต่าง ๆ พร้อมการเปิดตัวอีกครั้งในฐานะเฉลิมกรุงรอยัลเธียเตอร์ในปี 2536 มีการแสดงคอนเสิร์ต เป็นเวทีประกาศรางวัล จัดการประกวดต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดการแสดง โขนจินตนฤมิตร ต่อมาได้จัดการแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุงขึ้น โดยในแต่ละปีจะจัดเนื่องในวโรกาสที่สำคัญ อาทิ เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เป็นต้น และในปัจจุบันได้จัดเป็นการแสดงโขนรอบนักท่องเที่ยว ผลการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่า การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง แบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ 1) ภาพยนตร์ก่อนสงคราม 2) ละครเวทีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 3) ภาพยนตร์หลังสงคราม 4) โรงมหรสพระดับสากล 5) โขนศาลาเฉลิมกรุง จากการศึกษาของผู้วิจัยเห็นได้ชัดว่า แต่ละยุคมีทั้งการแสดงที่เหมือน และแตกต่างกัน อย่างเช่นยุคที่ 1 และ 3 จะมีการฉายภาพยนตร์เหมือนกัน และต่างกันอย่างยุคที่ 2 แสดงละครเวที ส่วนยุคที่ 5 แสดงโขน ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนอันมีนัยสำคัญ กล่าวคือ การเกิดสงคราม และความนิยมสิ่งบันเทิงใหม่ ที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงโดยตรง แม้ว่าศาลาเฉลิมกรุงจะมีการปรับเปลี่ยนการแสดงอยู่ตลอดนั้นเพราะว่าต้องการที่จะให้การแสดงที่จัดอยู่ในการดูแลของศาลาเฉลิมกรุงมีความเท่าทันต่อความนิยมในแต่ละยุคสมัย และอีกประเด็นหนึ่งนั้นก็คือ เพื่อเป็นการแก้ไขสถานการณ์ และสภาวะการเปลี่ยนแปลงความนิยมสิ่งบันเทิงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งโรงมหรสพหลวงอันรวมประวัติศาสตร์การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุงสืบไป


ละครรำ เรื่อง พระสุริโยทัย, ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์ Jan 2022

ละครรำ เรื่อง พระสุริโยทัย, ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง ละครรำเรื่อง พระสุริโยทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อนำประวัติสมเด็จพระสุริโยทัยมาสร้างสรรค์เป็นละครรำทางละครในเพิ่มขึ้นใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ด้วยการวิจัยแบบทดลอง จากการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์ สัมภาษณ์ ทดลองสร้างสรรค์ การวิพากษ์ จัดการแสดง และการประเมินสัมฤทธิ์ผล แล้วนำเสนอรายงานผลการวิจัยในแบบการพรรณนาวิเคราะห์ การวิจัยแบบทดลองสร้างสรรค์มีข้อปฏิบัติ 7 ประการดังนี้ 1. ศึกษาและนำเนื้อหาและบุคคลจากประวัติศาสตร์มาสร้างเป็นโครงเรื่อง สี่ฉากสำคัญที่เหมาะแก่การทดลองแสดงเป็นทางละครใน คือ ฉากลงสรงทรงเครื่อง ประคารม เกี้ยวพาราสี และตัดไม้ข่มนาม 2. แต่งบทและบรรจุเพลงให้เหมาะแก่การดำเนินเรื่อง บุคลิกตัวละครและการรำ 3. คัดเลือกผู้แสดงที่มีประสบการณ์ในการแสดงละครใน 4. เลือกสรรประยุกต์และออกแบบท่ารำกับกระบวนรำให้เหมาะแก่บุคลิกของตัวละคร 5. ปรับแปลงเครื่องแต่งกายยืนเครื่องและอุปกรณ์การแสดงบางรายการให้มีความสมจริงเชิงประวัติศาสตร์และความสะดวกในการรำ 6. ฝึกซ้อมและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในมิติต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ 7. จัดการแสดงและประเมินสัมฤทธิ์ผลจากผู้ร่วมงานทุกฝ่ายรวมทั้งผู้ดูและผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยทดลองสร้างสรรค์ครั้งนี้พบว่าการนำประวัติศาสตร์มาแสดงเป็นละครรำแนวละครในนั้นสามารถทำได้ดี เพราะเนื้อเรื่องและบุคคลที่นำมาทดลองเป็นวิถีชีวิตและวีรกรรมของพระราชวงศ์ที่คล้ายคลึงกันกับสาระของละครใน องค์ประกอบการแสดงตามจารีตละครในนั้นแม้จะมีความประณีตและเคร่งครัดในการปฏิบัติ หากทดลองสร้างสรรค์โดยผู้มีความรู้ความชำนาญในการประยุกต์ใช้อย่างรอบรู้และรอบคอบก็สามารถทำได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และข้อค้นพบใหม่ของการวิจัยทดลองสร้างสรรค์ฉบับนี้จะเป็นแนวทางให้เกิดการวิจัยและพัฒนาด้านเนื้อหาและรูปแบบละครรำเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพของนาฏกรรมไทยสืบไป


คุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม, จุฑาวัฒน์ โอบอ้อม Jan 2022

คุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม, จุฑาวัฒน์ โอบอ้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องคุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสาร การสัมภาษณ์ สังเกตการณ์ผลงานนาฏกรรมที่เกี่ยวข้อง มานำเสนอในแบบการพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีขอบเขตศึกษาชีวิตและผลงานนาฏกรรมของอาจารย์เสรี หวังในธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 จนถึง 2550 ผลการวิจัยพบว่าเสรี หวังในธรรมเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนนาฏศิลป ด้านดนตรีสากล พร้อมทั้งสนใจเรียนรู้และฝึกฝนวิชานาฏกรรมประเภทต่าง ๆ ท่านเข้ารับราชการในโรงละครแห่งชาติ กองการสังคีต กรมศิลปากร ได้สะสมประสบการณ์จากคุณครูและศิลปินผู้เชี่ยวชาญเป็นอันมาก ต่อมาจึงได้นำความรู้ความชำนาญนั้นมาสร้างสรรค์ผลงานทั้งโดยตัวท่านเองและร่วมกับผู้อื่น ได้แก่ การสร้างบท การแสดง การกำกับการแสดง การสร้างรายการใหม่ และการจัดแสดงนาฏกรรมในต่างประเทศ ผลงานนาฏกรรมของท่านเป็นทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาโดยการนำนาฏกรรมแบบประเพณีมาปรับปรุงด้วยหลักการให้ความรู้คู่ความบันเทิงเพื่อให้คนดูรุ่นใหม่นิยมและยังธำรงไว้ซึ่งนาฏยจารีต เสรีเป็นศิลปินนักวิชาการผู้มีความรู้และความชำนาญ ถึงพร้อมด้วยไหวพริบปฏิภาณ สามารถสร้างสรรค์อนุรักษ์และพัฒนางานนาฏกรรมแบบประเพณีให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง กล่าวได้ว่าเสรี หวังในธรรม มีคุณูปการต่อวงการนาฏกรรม ในการสร้างการแสดงขึ้นใหม่ตามหลักนาฏยจารีต สร้างรายการแสดงใหม่ให้เป็นต้นแบบของการเพิ่มโอกาสและพื้นที่แสดง สร้างนาฏยศิลปินให้คนดูนิยมและติดตาม และสร้างคนดูให้นิยมนาฏกรรมแบบประเพณีต่อไปในอนาคต จึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ศิลปะการละคร) ประจำปี 2531


รำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช, ชวัลลักษณ์ วิเชียรแก้ว Jan 2022

รำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช, ชวัลลักษณ์ วิเชียรแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องรำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา รูปแบบกระบวนท่าและองค์ประกอบของรำโทนนกพิทิด โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการวิจัยภาคสนามเป็นหลัก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และข้อมูลจากเอกสารเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึก นำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูล ผลการศึกษามีดังนี้ ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัฒนธรรมการละเล่นรำวงที่สืบทอดกันมา เนื่องจากในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ส่งเสริมให้มีการเล่นรำโทนในหมู่ข้าราชการ ทหาร นายสร้วง จันทร์ชุม ทหารเกณฑ์กองหนุน จึงนำความรู้ประสบการณ์การรำและเพลงมาเผยแพร่ในพื้นที่กรุงชิง ต่อมาปี พ.ศ. 2484 ครูแนบ ล่องลือฤทธิ์ เป็นผู้มีทักษะพื้นฐานด้านการรำโนรา ได้เห็นและรับเอารำโทนจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาพัฒนาและเผยแพร่ จึงส่งผลต่อรูปแบบ องค์ประกอบและความเชื่อที่มีใกล้เคียงกับโนรา คือก่อนเริ่มการแสดงจะต้องทำพิธีไหว้ครู การแสดงเริ่มจากการร้องเพลงเชิญ ตามด้วยเพลงไหว้ครู และจบด้วยเพลงลา มีกระบวนท่ารำที่ใช้แบบท่ามาจากท่าโนราและการตีบท เพลงแต่งโดยอิงจากธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในตำบลกรุงชิง โดยใช้โทนเป็นเครื่องดนตรีหลัก เครื่องแต่งกายจะสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น โดยออกแบบตามภูมิปัญญาชาวบ้าน รำโทนนกพิทิดมาจากชื่อเพลงนกพิทิด เป็นเพลงเอกเน้นความตลกขบขัน ไม่เน้นความสวยงาม เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเกี้ยวพาราสีของนกพิทิดตัวผู้ที่มีต่อตัวเมีย (นกถึดทืด) จึงเรียกการละเล่นนี้ว่า “รำโทนนกพิทิด” และผู้วิจัยได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สามารถเป็นนาฎกรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน


นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน, นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์ Jan 2022

นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน, นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานของภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลวิจัยพบว่า ชีวิตและผลงานของภัทราวดีแบ่งได้เป็น 7 ช่วงคือ (1)สั่งสมศิลปวัฒนธรรมและนาฏยศิลป์ไทยจากการเรียนและประสบการณ์ในครอบครัว (2)จากการเรียนและการแสดงในต่างประเทศ (3)การซึมซับและแสวงหาความแปลกใหม่จากการมองต่างมุมในวงการแฟชั่น (4)การสร้างความชำนาญด้วยการเข้าสู่วงการแสดงอาชีพ (5)การสร้างอาชีพการแสดงของตนเอง (6)การสร้างนักแสดงรุ่นใหม่กับแนวคิดใหม่ๆด้วยโรงเรียนการแสดงและโรงละครซึ่งเป็นพื้นที่ทดลองสร้างสรรค์ (7)สร้างแนวคิดและวิธีแสดงใหม่ด้วยการนำคุณค่าของเนื้อหารูปแบบและจารีตเดิมมาศึกษาพัฒนาจนเกิดเป็นมิติใหม่ในวงการนาฏกรรมไทย จากการวิเคราะห์ผลงานตัวอย่าง 8 เรื่องพบว่า นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน มี 10 ประการดังนี้ (1)การสร้างสรรค์โดยทำให้แตกต่างจากการแสดงจารีตเดิม (2)การใช้ปัจจัยสากลมาผสมผสานกับ"รากไทย" (3)การสร้างเนื้อหาจากวรรณกรรม เหตุการณ์ในชีวิตจริงและปัญหาสังคมรวมถึงธรรมะมาพัฒนาเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ (4)การดำเนินเรื่องโดยนำสารเดิมมาตีความใหม่ด้วยมุมมองใหม่อย่างมีเหตุผล (5)การยึดหลักความสมจริงตามธรรมชาติของมนุษย์สอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติของโลก (6)การทำงานด้วยประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้ร่วมงานทำให้เกิดคุณภาพในการสร้างงาน (7)การคำนึงถึงความประหยัดแต่ทรงคุณค่าทางศิลปกรรม (8)การประยุกต์ใช้พหุวัฒนธรรมโดยดำรงคุณค่าเดิมไว้ในผลงานใหม่ (9)การสร้างงานที่คำนึงถึงภูมิธรรมของคนดูเป็นหลัก (10)การสร้างงานที่สอดคล้องกับพุทธธรรมที่ว่าด้วยปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ ผลวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาเพื่อศึกษาชีวิตและผลงานของศิลปินผู้บุกเบิกแนวทางใหม่ ๆ ในวงการนาฏกรรมต่อไป


แนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง, สุภาวดี โพธิเวชกุล Jan 2022

แนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง, สุภาวดี โพธิเวชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การทดลองและการสนทนากลุ่มย่อยประกอบกับประสบการณ์ของผู้วิจัยในการสอนรำไทยมากว่า 40 ปี สรุปผลการวิจัยด้วยรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ โดยศึกษาจากการฝึกทักษะเพลงช้าเพลงเร็ว(แบบเต็ม)และการสวมบทบาทเป็นตัวละคร(พระ)ในเรื่องอิเหนาของกรมศิลปากร ผลการวิจัยพบว่า ตัวพระผู้หญิงเริ่มเป็นตัวละครรำของหลวงในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและรับแสดงได้ทั่วไปในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน สำหรับการฝึกผู้หญิงให้เป็นตัวละครพระนั้นความสำคัญอยู่ที่การจัดระเบียบร่างกายที่ใช้ในการรำ 8 ส่วน ได้แก่ ศีรษะ ไหล่ ลำตัว แขน มือ นิ้วมือ ขาและเท้าให้ได้ในแบบของตัวละครพระตั้งแต่การทรงตัวตรงโดยกำหนด 5 จุดสำคัญของร่างกายได้แก่ กลางหน้าผาก ระหว่างอก สะดือและหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างให้อยู่แนวเดียวกัน หากอยู่ในท่าผสมเท้าไหล่ที่เอียงลงมาด้านข้างจะไม่เกินเข่าที่ยืน แต่หากเป็นการก้าวเท้าปลายไหล่ที่เอียงจะไม่เกินปลายเท้าที่ก้าวหรือที่ยืน ระดับมือสูงที่สุดอยู่ที่แง่ศีรษะส่วนระดับล่างสุดมือจะอยู่ด้านหลังประมาณสะโพกและหากมีการรวมมือเข้าหาลำตัวด้านหน้าต้องกันแขนให้มีช่องว่างระหว่างข้อศอกกับลำตัวอย่างน้อย 1 ฝ่ามือ ในการเคลื่อนไหวให้ร่างกายส่วนล่างตั้งแต่สะโพกลงไปต้องตั้งตรงและนิ่งไว้สามารถย่อให้เกิดเหลี่ยมมุมกว้างตรงเข่าและยืดตัวขึ้นได้โดยมีสามัญลักษณะเฉพาะของรำไทยคือการห่มตัวหรือที่เรียกว่า “ห่มเข่า” ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนท่ารำในขณะที่ร่างกายส่วนบนจะเอนไปทางขวาหรือซ้าย จากนั้นจึงเป็นการฝึกรำเพลงช้าและเพลงเร็ว ลา ซึ่งพบว่ามีองค์ความรู้ที่เป็นหลักการรำไทย 5 ประการ คือ 1.แบบท่าขององคาพยพในการรำ 2.รูปแบบโครงสร้างท่ารำหลักและท่ารำรอง 3.วิธีการเชื่อมท่ารำ 4.วิธีการเคลื่อนไหวอย่างรำไทยและ5.การใช้พลังในการรำไทย ขั้นต่อไปเป็นการฝึกรำตีบทเพื่อพัฒนาให้สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครพระในการแสดงละครรำประกอบด้วยทักษะการรำอย่างตัวพระผู้หญิงจากการรำเพลงช้าเพลงเร็วและวิธีการสวมบทบาทเป็นตัวละครด้วยการตีบทแบบมีและไม่มีเนื้อร้องในบทบรรยาย บทเจรจาและบทแสดงอารมณ์รวมถึงการใช้ใบหน้าร่วมกับท่ารำเพื่อสร้างอรรถรสในการชม แนวคิดการรำไทยนี้จึงนับเป็นรากฐานและคุณูปการแก่บุคลากรในงานวิทยาการและวิชาชีพศิลปะการแสดงในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน


การใช้อาวุธตัวยักษ์ในการแสดงโขน, สุวรักข์ อยู่แท้กูล Jan 2022

การใช้อาวุธตัวยักษ์ในการแสดงโขน, สุวรักข์ อยู่แท้กูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การใช้อาวุธตัวยักษ์ในการแสดงโขน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการใช้อาวุธของตัวยักษ์ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสังเกตจากการแสดง โดยมุ่งเน้นให้เห็นถึงหลักการ ทฤษฎี กลวิธีและแนวทางในการปฏิบัติ การใช้อาวุธลักษณะต่าง ๆ ของตัวยักษ์ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ โดยศึกษารูปแบบและวิธีการปฏิบัติของครูสมศักดิ์ ทัดติ ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทยโขน ตัวยักษ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่า อาวุธของตัวยักษ์ในการแสดงโขน เป็นอาวุธที่มีรูปแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะ บางส่วนได้รับอิทธิพลมาจากอาวุธที่ใช้งานจริงและบางส่วนได้นำรูปร่างและลักษณะมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง อาวุธของตัวยักษ์ในการแสดงโขน สามารถแบ่งตามลักษณะของอาวุธที่ปรากฎในการแสดงโขนได้ทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ อาวุธสั้น อาวุธยาว และอาวุธพิเศษ วิธีการใช้อาวุธแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของอาวุธที่นำมาใช้ ผู้แสดงจึงต้องมีทักษะและความเชี่ยวชาญสำหรับการใช้อาวุธประกอบการแสดง ตัวยักษ์บางตน อาจจะการใช้อาวุธที่มากกว่าหนึ่งชนิด ซึ่งชนิดของอาวุธที่ใช้ก็อาจจะแตกต่างกันไปตามลักษณะหรือประเภทของอาวุธ อีกทั้งการแสดงของตัวยักษ์จะมีลักษณะที่แข็งแรงและคล่องแคล่ว ผู้แสดงตัวยักษ์จึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการใช้อาวุธในแต่ละประเภท เพื่อสื่อให้เห็นถึงความสวยงาม ความแข็งแรง และความสง่างามของตัวละครที่ใช้อาวุธในขณะที่ทำการแสดง โดยเฉพาะยักษ์ที่เป็นตัวละครเอก การใช้อาวุธในการแสดงของตัวยักษ์ในการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ จึงเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการแสดง และเป็นกระบวนที่ผู้แสดงสามารถอวดฝีมือการใช้อาวุธของตัวยักษ์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ


รำโจ๋ง ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์, นิศากานต์ ชอุ่ม Jan 2022

รำโจ๋ง ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์, นิศากานต์ ชอุ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ หัวข้อ รำโจ๋ง ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเป็นมาของการละเล่นรำโจ๋ง และศึกษากระบวนท่ารำ องค์ประกอบของการละเล่นรำโจ๋ง ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้วิจัยใช้กระบวนการวิจัย จากการศึกษาข้อมูลเอกสารงานวิจัย การสัมภาษณ์ และการลงพื้นที่สังเกตการณ์การแสดง ผลการวิจัยพบว่า รำโจ๋ง มีพัฒนาการมาจากรำโทน ประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนายธวัช ธูปมงคล ได้นำการละเล่นรำโจ๋ง เข้ามาแสดงในหมู่บ้าน เป็นที่นิยมสืบต่อกันมา แสดงในเทศกาลวันสงกรานต์ ประมาณปี พ.ศ. 2562 คุณกาญจนา ทองมา ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลกาญจนา ได้นำการละเล่นรำโจ๋ง เป็นหลักสูตรการอบรมให้กับนักเรียน และปี พ.ศ. 2564 ถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมอำเภอวิเชียรบุรีได้จัดสรรงบประมาณ โครงการอบรมการแสดงรำโจ๋งให้กับตัวแทนนักเรียนใน ระดับอนุบาลถึงชั้น ประถมศึกษา ในเขตอำเภอท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เรียนรู้และสืบทอดการแสดง จากผู้เชี่ยวชาญการแสดงรำโจ๋งให้อยู่สืบต่อ ลักษณะการรำโจ๋ง แบ่งผู้รำเป็น สองฝ่าย ฝ่ายชาย สมมุติเป็นวัว รำอยู่วงใน ฝ่ายหญิง เป็นผู้ต้อนวัว รำอยู่วงนอก รำเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา ท่ารำ คล้ายกับการต้อนวัวเข้าคอก ประกอบการตีโทน เป็นจังหวะ การแต่งกายผู้แสดงชายสวมเสื้อคอกลม นุ่งโจงกระเบน ผ้าขาวม้าคาดเอว ผู้แสดงหญิงสวมเสื้อแขนยาว ห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน การละเล่นพื้นบ้านรำโจ๋ง ปัจจุบันมีการถ่ายทอด และสืบทอดท่ารำ เป็นหลักสูตรในโรงเรียน เพื่ออนุรักษ์ให้การแสดงท้องถิ่น ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้คงองค์ความรู้สืบทอดต่อไป


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ, อดิศร มหาสัทธา Jan 2022

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ, อดิศร มหาสัทธา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกต และการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ ผลการศึกษาพบว่าปัจจุบันนอกจากการครองคู่กันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงยังปรากฏการครองคู่กันระหว่างบุคคลเพศเดียวกันซึ่งจัดอยู่ในความหลากหลายทางเพศ การครองรักกันระหว่างผู้ชายกับผู้ชายได้ถูกเปิดเผยให้เป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสื่อความบันเทิงรูปแบบละครชุดหรือเรียกว่า “ซีรีส์วาย” ส่วนความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” ที่กล่าวถึงผู้เฒ่าจันทราผู้กำหนดชะตาชีวิตใช้ด้ายแดงเชื่อมโยงดวงจิตของ 2 คนให้ผูกพันธ์และรักกัน แม้ทั้งคู่สิ้นชีวิตลงไปเกิดในภพภูมิใหม่ด้ายแดงนี้ก็ยังเชื่อมโยงให้ทั้งคู่กลับมารักและครองคู่กัน ในประเทศไทยได้มีการนำความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” มาประพันธ์เป็นบทละครและสร้างขึ้นเป็น “ซีรีย์วาย” ผู้วิจัยได้นำข้อมูลการครองรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชายและนำแรงบันดาลใจจากความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” มาผนวกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์เป็นนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยเรื่อง “ลิขิต” มีกระบวนการสร้างสรรค์ประกอบด้วย 1) การสร้างแนวคิดเพื่อกำหนดขอบเขตเนื้อหาและรูปแบบการแสดง 2) การกำหนดโครงเรื่องโดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง 3) การกำหนดตัวละครและคัดเลือกนักแสดง 4) การออกแบบดนตรี 5) การออกแบบลีลาท่าทาง 6) การออกแบบเครื่องแต่งกาย 7) การเผยแพร่การแสดง การแสดงเรื่อง “ลิขิต” เป็นการเปิดมิติใหม่สำหรับการทำความเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะการครองคู่กันของบุคคลเพศเดียวกันผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ทางนาฏยศิลป์ เป็นหนึ่งในแนวทางการนำเสนอข้อมูลหรือความคิดอันเป็นนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถสัมผัสรับรู้และเป็นที่เข้าใจได้


การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธมนวรรณ นุ่มกลิ่น Jan 2022

การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธมนวรรณ นุ่มกลิ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์หัวข้อ การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการออกแบบการแสดงพระราชทานประกอบบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2565 ผู้วิจัยใช้กระบวนการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนร่วมในงาน ตลอดจนสังเกตการณ์ และร่วมแสดงในงานดังกล่าว ผู้วิจัยพบว่าการแสดงงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การบรรเลงวงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และการบรรเลงดนตรีไทยวงสายใยจามจุรี ประกอบบทพระราชนิพนธ์ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2565 มีทั้งหมด 12 ชุดการแสดง โดยในปี พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2565 ภาควิชานาฏยศิลป์ ได้รับมอบหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำเนินการออกแบบ และจัดการแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ รวมทั้งสิ้น 5 ชุดการแสดง การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ให้ความบันเทิง และแฝงข้อคิดเตือนใจผู้ชมให้นำไปปฏิบัติตนได้อย่างทันสมัยตลอดเวลา พระองค์ท่านโปรดให้ใส่สำเนียงเพลงออกภาษา ในการประพันธ์ดนตรี และทรงพระราชทาน พระราชวินิจฉัย ตลอดการแสดง แนวดนตรีเน้นการประพันธ์เพลง ร่วมสมัย ผสมผสานเพลงไทยเดิมของโบราณกับประพันธ์ขึ้นใหม่ ร่วมกับวงดนตรีสากล ซียูแบรนด์ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ตีความตามบท และเลือกนำเสนอในฉากที่มีเนื้อหาโดดเด่น มีทั้งการแสดงทั้งเรื่อง ได้แก่ นเรนทราทิตย์ : วีรกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม การแสดงบางช่วง ได้แก่ เพลงภาษาพาสนุก และรูปสลักหินวีรบุรุษโบราณ การแสดงระบำตอนท้าย ได้แก่ เที่ยวไปในแดนชวา การออกแบบท่ารำประกอบการแสดง มีทั้งรำใช้บท และสร้างสรรค์ท่าทางขึ้นใหม่ โดยทุกขั้นตอนการสร้างงานอยู่ในพระราชวินิจฉัย และการกำกับของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยตลอด นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีพระเมตตาพระราชทานบทพระราชนิพนธ์ และการแสดงประกอบ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงยากที่จะเปรียบได้ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์นับว่ามีคุณค่าทางด้านวิชาการ การดำเนินชีวิต และสามารถนำข้อคิดไปพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา อย่างไม่ล้าสมัย


แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย, พหลยุทธ กนิษฐบุตร Jan 2022

แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย, พหลยุทธ กนิษฐบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การมีส่วนร่วม ผลวิจัยพบว่า หน้ามีความสำคัญในการแสดงอัตลักษณ์ของมนุษย์ดังปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชนทั่วโลก มนุษย์นิยมแต่งหน้าเพื่อความงดงามของตนและการแต่งหน้าเพื่อสร้างบุคลิกของตัวละคร ส่วนการเขียนหน้าเสริมจากการแต่งหน้าในนาฏกรรมก็เพื่อเน้นบุคลิกตัวละครตามจารีตนาฏยศิลป์ ได้แก่ กถักฬิของอินเดีย อุปรากรจีน คาบูกิของญี่ปุ่น และวายังวองของอินโดนีเซีย กับการแต่งหน้าและเขียนหน้าในนาฏกรรมไทยอันได้แก่ พระ นาง ยักษ์ และอมนุษย์ต่าง ๆ นั้น การวิจัยพบว่าแนวคิดนี้เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกผู้แสดงที่มีรูปหน้ามีสัดส่วนใกล้เคียงกับใบหน้าของตัวละคร จากนั้นก็แต่งหน้าเพื่อเพิ่มและลดส่วนต่าง ๆ ทั้ง 7 ส่วนของใบหน้าตามหลักสากลให้ได้ใกล้เคียงกับเค้าหน้าของตัวละครให้มากที่สุด โดยทำการรองพื้นผิวหน้าด้วยครีมและแป้งฝุ่นสีต่าง ๆ เพื่อแรเงาปรับส่วนนูนและส่วนลึกของใบหน้าจนได้เค้าหน้าที่ต้องการเมื่อพิจารณาจากแสงไฟในมุมต่าง ๆ และขั้นสุดท้ายคือการบรรจงวาดเส้นลายกระหนกสีเข้มเพื่อเน้นส่วนต่างๆของใบหน้า อาทิ คิ้ว ตา ปาก คาง จอนหู และเพิ่มสัญลักษณ์เช่นอุณาโลมที่หว่างคิ้วเพื่อแสดงความเป็นเทพ กระบวนการเลือกรูปทรงของใบหน้า การแต่งเพื่อปรับรูปหน้าและการวาดเส้นบนส่วนต่างๆของหน้า ยังต้องสัมพันธ์กับรูปทรงสีสันของศิราภรณ์และพัสตราภรณ์ของตัวละครนั้นๆอีกด้วยจึงจะทำให้การแต่งหน้าและการเขียนหน้าในนาฏกรรมไทยสำหรับตัวละครนั้นๆมีผลสมบูรณ์ทุกประการ ผลการวิจัยนี้จะเป็นแนวทางในการวิจัยแนวทางสร้างเสริมความงามในนาฏกรรมไทยในมิติอื่นๆทางศิลปกรรมไทยต่อไปอย่างกว้างขวาง


การรำปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ, ณัฐปภัสร์ พิพิธกุล Jan 2022

การรำปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ, ณัฐปภัสร์ พิพิธกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องการรําปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา รูปแบบ และองค์ประกอบการแสดง ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า การรําปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ แต่เดิมเป็นการรวมตัวของชาวบ้านร้องรําทําเพลงในยามว่างหลังการทํางาน จนมีการพัฒนามาเป็นการแสดง จากการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้มีการเผยแพร่วัฒนธรรม ทําให้ชาวญัฮกุรมีการจัดการแสดง ในปี พ.ศ. 2566 ได้นําการแสดงพื้นเมืองญัฮกุรผสมการแสดงพื้นเมืองอีสาน และท่าเลียนแบบของมนุษย์และสัตว์ โดยแบ่งรูปแบบการแสดงออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การแสดงบนเวที และการแสดงในขบวนแห่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และการละเล่น มีองค์ประกอบของการแสดง คือ ผู้แสดงอายุระหว่าง 10 - 60 ปี นิยมแสดงเป็นคู่ แต่งกายโดยใช้เสื้อพ็อก ผ้าถุงสีแดง สร้อยลูกเดือยและดอกไม้ติดผม มีการร้องเพลง ตีโทนประกอบ และการเปิดไฟล์ดนตรีพื้นบ้านอีสานกับการตีโทน ระยะเวลาการแสดงบนเวที 5 - 6 นาที ส่วนในขบวน 40 - 60 นาที แสดงในงานส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีแห่หอดอกผึ้ง โดยจะแสดงบนเวที ลานกว้างหรือเส้นทางในหมู่บ้าน โดยใช้หอดอกผึ้งจําลองหรืออุปกรณ์ตกแต่งรถแห่ในขบวนเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก มีท่ารำ 13 ท่า เริ่มรำท่าที่ 1 จนครบห้องเพลง แล้วเริ่มชุดท่ารําใหม่ตามลําดับจนจบการแสดงแถว 5 รูปแบบ ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านนาฏยศิลป์ไทยเป็นการอนุรักษ์ และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป


พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี, ธีวรา วิโนทกะ Jan 2022

พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี, ธีวรา วิโนทกะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี โดยมีขอบเขตของการศึกษาในครั้งนี้คือ พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 34 (ปี พ.ศ. 2529-2563) โดยศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า การแสดงในงานพระนครคีรีมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยยังยึดการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรีเป็นหลัก รูปแบบของการแสดงที่พบในงานพระนครคีรี คือ 1) โขน 2) ละคร 3) รำ 4) ระบำ 5) การแสดงพื้นบ้าน 6) การแสดงสร้างสรรค์ 7) การแสดงดนตรี 8) มหรสพต่าง ๆ โดยการแสดงจะปรากฏอยู่ในจุดต่าง ๆ ภายในงานพระนครคีรี ซึ่งผู้วิจัยจำแนกพัฒนาการของศิลปะการแสดงออกเป็น 3 ช่วง โดยแบ่งจากหน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านการจัดการแสดงและรูปแบบการแสดงที่ถูกปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี คือ ช่วงที่ 1 พ.ศ. 2529-2548 ยุคทดลอง ช่วงที่ 2 พ.ศ. 2549-2557 ยุคพัฒนา ช่วงที่ 3 พ.ศ. 2558-2563 ยุคปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ถือเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดเพชรบุรี รวมไปถึงยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจจะศึกษาต่อไป


การสร้างสรรค์การแสดงหุ่นเรื่องพระพุทธเจ้าผ่านสื่อดิจิทัล, นิเวศ แววสมณะ Jan 2021

การสร้างสรรค์การแสดงหุ่นเรื่องพระพุทธเจ้าผ่านสื่อดิจิทัล, นิเวศ แววสมณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การสร้างสรรค์การแสดงหุ่นเรื่องพระพุทธเจ้าผ่านสื่อดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์สื่อการแสดงหุ่นไทยรูปแบบใหม่ผ่านสื่อดิจิทัล โดยมีเนื้อหาหลักธรรมผ่านการเล่าเรื่องพุทธประวัติสู่กลุ่มผู้ชมเป้าหมายคือเด็กช่วงอายุ 6-10 ปีจำนวน 40 คนที่สามารถเข้าถึงและใช้สื่อออนไลน์ได้ด้วยตัวเองและไม่คุ้นเคยกับเนื้อหาในการแสดงนี้มาก่อน ประกอบกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ ด้านการแสดง และด้านพุทธศาสนาจำนวน 12 คน มีการทดลองสร้างสรรค์สื่อการแสดงหุ่นในรูปแบบ 3D print เรื่องพระพุทธประวัติในรูปแบบสื่อดิจิทัลเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดียจำนวน 2 ตอน (ตอน “แพะรับบาป” เกี่ยวกับศีลไม่ฆ่าสัตว์ความยาว 12 นาทีและตอน “คนเหมือนกัน” เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งความยาว 9.30 นาที และเก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์จากกลุ่มเป้าหมายมาประมวลผล ผลวิจัยพบว่า กระบวนการสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลมีต้นทุนต่ำและมีกระบวนการผลิตที่รวดเร็ว เพราะใช้บุคลากรและขั้นตอนการผลิตน้อยกว่าแบบเดิม หลังชมผลงานสื่อการแสดงในระบบสื่อดิจิทัล ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายได้ตระหนักรู้ถึงหลักธรรมของพุทธศาสนา มีความรู้ความเข้าใจพุทธประวัติมากขึ้น และชื่นชอบการแสดงหุ่นที่กระชับสวยงามสนุกสนานเข้าใจง่ายและเข้าถึงสถานการณ์ปัจจุบันผ่านเทคโนโลยีการสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยนี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจและเป็นทางเลือกใหม่ในการแสดงหุ่นไทยผ่านสื่อดิจิทัลแก่ศิลปินและนักวิชาการงานศิลป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 อีกทั้งเป็นแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาศิลปะการแสดงหุ่นไทยให้ดำรงอยู่ต่อไปในโลกอนาคต


การอนุรักษ์และพัฒนานาฏยศิลป์ของภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปภาวรินท์ ณ พัทลุง Jan 2021

การอนุรักษ์และพัฒนานาฏยศิลป์ของภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปภาวรินท์ ณ พัทลุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การอนุรักษ์และพัฒนานาฏยศิลป์ของภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิเคราะห์การแสดงที่อนุรักษ์และพัฒนาของภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีดำเนินวิจัยด้วยการค้นคว้าเอกสาร สัมภาษณ์ และสังเกตการณ์ ผลวิจัยพบว่า ภาควิชานาฏยศิลป์มีจุดมุ่งหมายให้นิสิตผู้ศึกษามีทั้งกระบวนการอนุรักษ์และกระบวนการพัฒนาควบคู่กันไป ไม่ได้มุ่งเน้นไปทางใดทางหนึ่ง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้นิสิตได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพทั้งจากการศึกษาและการแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ฝึกการดำเนินงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ส่งผลให้นิสิตเกิดสำนึกที่ดีต่อการพัฒนางานทางด้านนาฏยศิลป์ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจต่อทั้งตัวนิสิตและภาควิชานาฏยศิลป์ มีการผลิตศิลปินบัณฑิตที่มีความสามารถในการแสดงที่หลากหลายและเป็นนักวิชาการทางด้านนาฏยศิลป์สู่สังคมนาฏยศิลป์ไทยอย่างสม่ำเสมอ การอนุรักษ์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ของภาควิชานาฏยศิลป์จึงถือเป็นการพัฒนาความสามารถของผู้ศึกษาทางด้านนาฏยศิลป์ โดยวิเคราะห์จากกรณีศึกษาละครภาควิชานาฏยศิลป์เฉพาะนาฏยศิลป์ไทยทั้งหมด 8 เรื่อง ได้ข้อสรุปว่าตลอดระยะเวลา 31 ปี ภาควิชานาฏยศิลป์ เกิดกระบวนการสร้างงานนาฏยศิลป์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สนองต่อนโยบายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาและประเทศชาติ ในการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของการแสดงก็ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างของละครต้นแบบ ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการแสดงไปตามตัวแปรต่าง ๆ โดยไม่ขัดต่อจารีต เพื่อให้การแสดงมีความเหมาะสมกับเหตุการณ์หรือสถานนั้น ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับงานทางด้านนาฏกรรมที่มีมาแต่เดิมให้สอดรับกับความต้องการของยุคสมัยและคงอยู่สืบไป


ยี่เกเขมรสุรินทร์, พงศธร ยอดดำเนิน Jan 2021

ยี่เกเขมรสุรินทร์, พงศธร ยอดดำเนิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษายี่เกเขมรสุรินทร์ ซึ่งเป็นการแสดงพื้นบ้านเพื่ออนุรักษ์ไว้ในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากเอกสาร การสัมภาษณ์ สังเกตการณ์ การลงภาคสนาม โดยมีขอบเขตการศึกษาการแสดงยี่เกเขมรในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่อดีตจนถึง พ.ศ. 2564 ผลวิจัยพบว่า ยี่เกเขมรสุรินทร์เป็นการแสดงอาชีพในชุมชนเขมรถิ่นไทยในอีสานใต้ ที่ได้รับอิทธิพลจากลิเกของกรุงเทพฯ ผ่านนครราชสีมา ซึ่งแพร่มาตามทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี และจากละครยี่เกบริเวณจังหวัดเสียมราฐของราชอาณาจักรกัมพูชา ประมาณพ.ศ. 2425 แล้วพัฒนาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชุมชน ยี่เกเขมรสุรินทร์ในปัจจุบันพบว่ามี 4 คณะ แต่ละคณะมีสมาชิกเป็นเครือญาติ ยี่เกเขมรสุรินทร์อยู่ในมีสภาวะเสื่อมถอยเนื่องจากไม่เป็นที่นิยมจึงขาดการสืบทอดการแสดง ศิลปินส่วนใหญ่สูงวัยและลดจำนวนลงอีกทั้งศิลปินรุ่นใหม่ก็มีน้อย โอกาสที่แสดงเป็นงานบันเทิง งานพิธีกรรม งานสาธิต และมีเพียงคณะเดียวที่จัดการแสดงได้เต็มรูปแบบ การแสดงยี่เกเขมรสุรินทร์มี 4 ขั้นตอนสำคัญ ขั้นแรก คือ การปลูกโรงชั่วคราวไม่หันหน้าไปทางตะวันตกและไม่แสดงใต้ถุนอาคาร ขั้นที่ 2 คือ การไหว้ครูและเบิกโรง ขั้นที่ 3 คือ การแสดงดำเนินเรื่องอย่างละคร และขั้นที่ 4 คือ การลาโรง องค์ประกอบการแสดง ได้แก่ บทละครซึ่งพัฒนามาจากบทละครนอกและนิทานพื้นบ้านเป็นภาษาเขมรถิ่นไทย ตัวละครแบ่งเป็นตัวพระ ตัวนาง ตัวรำประกอบบทซึ่งใช้ผู้หญิงแสดง และตัวเบ็ดเตล็ดใช้ผู้ชายแสดง ผู้แสดงร้องพร้อมรำทำบทและรำเพลงด้วยตนเอง วงดนตรีประกอบด้วยปี่ในบรรเลงทำนอง และกลองรำมะนา 2-4 ใบทำจังหวะ เพลงแบ่งเป็นเพลงรำทำบทกับเพลงรำชุดซึ่งมีทำนองของเขมรถิ่นไทย เครื่องแต่งกายเป็นแบบพื้นบ้านสีสดใส ตัวพระสวมเสื้อแขนสั้น นุ่งโจงกระเบนไหม สวมชฎา กรองคอ เข็มขัด กำไล ตัวนางสวมเสื้อแขนสั้นห่มสะไบ นุ่งซิ่นไหม สวมกระบังหน้า ตัวเบ็ดเตล็ดสวมหน้ากากรูปสัตว์ หรืออมนุษย์ อุปกรณ์ประจำกายทำด้วยไม้ที่มีน้ำหนักเบา รูปแบบการแสดงที่เด่นเป็นพิเศษคือ นางรำจะรำเป็นชุดอย่างพร้อมเพรียงเพื่อเป็นพื้นหลังของตัวละครเอกที่กำลังรำทำบทต่าง ๆ อยู่ ผู้วิจัยจะนำความรู้จากการวิจัยนี้ไปจัดทำเป็นหลักสูตรให้เยาวชนได้ฝึกหัด และแสดงเพื่ออนุรักษ์ยี่เกเขมรให้เป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเขมรถิ่นไทยสืบไป และขอเสนอแนะให้มีการค้นคว้าวิจัยการแสดงท้องถิ่นอื่น ๆ ที่ใกล้จะสูญหายเพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นตลอดไป


การศึกษากลวิธีเพื่อเข้าถึง คงอยู่ และออกจากสภาวะทางอารมณ์โศกเศร้า จากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยใช้หลักมหาสติปัฏฐานสูตร : กรณีศึกษา ตัวละคร “คณิตา” ผู้แต่งเดวิด ออร์เบิร์นในบทละครเรื่องบทพิสูจน์ (2543), ชีวารัตน์ กสิบาล Jan 2021

การศึกษากลวิธีเพื่อเข้าถึง คงอยู่ และออกจากสภาวะทางอารมณ์โศกเศร้า จากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยใช้หลักมหาสติปัฏฐานสูตร : กรณีศึกษา ตัวละคร “คณิตา” ผู้แต่งเดวิด ออร์เบิร์นในบทละครเรื่องบทพิสูจน์ (2543), ชีวารัตน์ กสิบาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลักมหาสติปัฏฐานสูตร คือการเจริญสติโดยมีสติเป็นประธานตามรู้ตามดูสภาวะที่เกิดขึ้นกับตนเองตามความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ แบ่งออกเป็น 4 หลักได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนา-นุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ผู้วิจัยได้นำหลักธรรมนี้มาปฏิบัติเพื่อหากลวิธีการเข้าถึงสภาวะ คงอยู่ และออกจากสภาวะภายในของตัวละครที่มีลักษณะอารมณ์โศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก (Grief and Bereavement) ซึ่งมีสภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย และมีลักษณะอาการใกล้เคียงโรคทางจิตเวชชนิดไม่รุนแรงมากนัก โดยมีจุดมุ่งหมายในศึกษาการเข้าถึง คงอยู่ และออกจากสภาวะภายในของตัวละครโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักแสดง งานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากผลการฝึกปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร, บันทึกการทำงานของผู้วิจัย, ผลการวิเคราะห์จากการรวบรวมข้อมูล และแบบสอบถามจากผู้ชม ผลการศึกษาพบว่า การฝึกปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตรมีความละเอียดและลึกซึ้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นสำคัญ จึงไม่สามารถปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างสูงสุดในหลักการได้ แต่ยังคงประโยชน์หลายส่วนที่นักแสดงสามารถทำความเข้าใจ นำมาเริ่มต้นปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเอง และนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการแสดงของตนได้