Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theatre and Performance Studies Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 91 - 103 of 103

Full-Text Articles in Theatre and Performance Studies

ดุษฎีนิพนธ์นาฏยดุริยางค์: 'ธีรราชา' นวัตกรรมละครเพลงร่วมสมัยไทย, จารุณี หงส์จารุ Jan 2018

ดุษฎีนิพนธ์นาฏยดุริยางค์: 'ธีรราชา' นวัตกรรมละครเพลงร่วมสมัยไทย, จารุณี หงส์จารุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง ดุษฎีนิพนธ์นาฏยดุริยางค์: 'ธีรราชา' นวัตกรรมละครเพลงร่วมสมัยไทย เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในศาสตร์ด้านดนตรีและการละคร มีวัตถุประสงค์เพื่อประพันธ์ดนตรีใน ละครเพลงร่วมสมัยไทย เรื่อง 'ธีรราชา' เดอะมิวสิคัล ตามรูปแบบเดอะมิวสิคัล และบรรยายเป็น ความเรียงในลักษณะรายงานการวิจัยตามระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การประพันธ์ดนตรีในละครเพลงร่วมสมัยไทย เรื่อง 'ธีรราชา' เดอะมิวสิคัล ที่ประกอบด้วยบทเพลงทั้งสิ้น 40 บท ใช้หลักการในการประพันธ์ดังนี้ 1) การ กำหนดตำแหน่งของเพลงในละครเพลงร่วมสมัยไทย 'ธีรราชา' เดอะมิวสิคัล 2) การกำหนดประเภทของบทเพลงในละครเพลงร่วมสมัยไทย 'ธีรราชา' เดอะมิวสิคัล 3) การกำหนดรูปแบบและโครงสร้างของเพลง 4) การประพันธ์ทำนองเพลงร่วมกับผู้ประพันธ์เนื้อร้อง 5) การเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับการขับร้องประสานเสียง 6) การเรียบเรียงเสียงวงดุริยางค์ 7) การสร้างกลิ่นอายความเป็นไทยในดนตรี 8) การประพันธ์ดนตรีประกอบนาฏศิลป์ และ 9) การประพันธ์ดนตรีประกอบภาพวีดิทัศน์ นอกจากนี้ยังพบแนวทางในการประพันธ์ดนตรีในรูปแบบใหม่ของละครเพลงร่วมสมัยไทย


บทบาทของการแสดงความตลกในรายการโทรทัศน์ไทย, ปวริส มินา Jan 2018

บทบาทของการแสดงความตลกในรายการโทรทัศน์ไทย, ปวริส มินา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการแสดงความตลกในนาฏกรรมไทย โดยมุ่งเน้นนาฏกรรมที่ปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ และศึกษากลวิธีการสร้างสรรค์ความตลกในรายการโทรทัศน์ไทย ผ่านการศึกษารายการประเภทต่าง ๆ ที่ออกอากาศ ในช่วงปี พ.ศ. 2560 การศึกษาครั้งนี้เป็น การวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบการวิเคราะห์สาระและการพรรณนาวิเคราะห์ ผ่านกระบวนการเก็บข้อมูล จากเอกสารต่าง ๆ การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การสร้างสรรค์ความตลกในนาฏกรรมไทย นอกจากนี้ผู้ศึกษาได้ดำเนินการศึกษาผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) นักศึกษาสาขาวิชาการแสดงศึกษา จำนวน 40 คน ผลการศึกษาพัฒนาการของการแสดงความตลกในนาฏกรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์พบว่าบทบาทการแสดงความตลกสะท้อนให้เห็นผ่านการแสดงประเภทต่าง ๆ ได้แก่ การสวดพระ การสวดคฤหัสถ์ เพลงออกภาษา การแสดงละครนอก การแสดงจำอวด ละครเสภา ละครชาตรี ละครพันทาง ละครสังคีต การแสดงตลกโขน ระบำตลก การแสดงลิเก ละครพูดชวนหัว การแสดงละครย่อย (การเล่นหน้าม่าน) ตลกคาเฟ่ และละครตลกสถานการณ์ทางโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังปรากฏผ่านวรรณกรรมเช่น บทละครนอก บทละครเรื่องระเด่นลันได และบทละครสุขนาฏกรรมในสมัยรัชกาลที่ 6 ในปัจจุบันจะพบว่ารายการโทรทัศน์ประเภทต่าง ๆ มักนำความตลกเข้าไปเป็นตัวขับเคลื่อนรายการเพื่อให้เกิดความสนุกสนานและการได้รับ ความนิยมจากสังคม ผลการศึกษากลวิธีการสร้างสรรค์ความตลกในรายการโทรทัศน์ไทย จำนวน 8 รายการ ตามกลวิธีที่ได้สร้างขึ้นนั้น พบว่ารายการที่อิงจากความจริง ประเภทข่าว นิยมสร้างอารมณ์ขันผ่านกลวิธีการล้อเลียนเสียดสีมากที่สุด ส่วนรายการประเภทอิงจากความจริง ประเภทสารคดีบันเทิง รายการให้ความบันเทิง ประเภทประกวดแข่งขัน รายการให้ความบันเทิง ประเภทสนทนา นิยมใช้กลวิธีการสร้างความตลกด้วยกลวิธีการเล่นตลกกับภาษามากที่สุด ทั้งนี้การนำความตลกมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในรายการ มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย อาทิ เพื่อสะท้อนทัศนคติ มุมมองเชิงความคิด และที่สำคัญคือเพื่อขับเคลื่อนรายการให้น่าสนใจและต้องกับรสนิยมของคนไทยที่นิยมความสนุกสนานรื่นเริงและนิยมการลดระดับสิ่งที่เป็นความจริงจัง


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการสืบสานและพัฒนานาฏกรรม, พันพัสสา ธูปเทียน Jan 2018

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการสืบสานและพัฒนานาฏกรรม, พันพัสสา ธูปเทียน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาพัฒนาการของการฝึกฝนนาฏกรรม และวิเคราะห์สถานภาพของการฝึกฝนและสร้างสรรค์นาฏกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้เริ่มจากศึกษาหลักสูตรนาฏกรรมของนานาชาติ ได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน และ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนาฏกรรมตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงพ.ศ.2561 กับการศึกษาสถานภาพและทิศทางของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่อนาฏกรรมตั้งแต่ก่อตั้งจนถึง พ.ศ. 2561 จากการวิจัยพบว่า การฝึกฝนนาฏกรรมของประเทศต่าง ๆ ได้พยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกในศตวรรษที่ 21 เน้นการสร้างทักษะตามแบบของเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เน้นการบูรณาการข้ามศาสตร์ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ โดยมีจุดร่วมหลายประการที่สถาบันอุดมศึกษาด้านนาฏกรรมของไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดี การฝึกฝนนาฏกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงระบบอุดมศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นระบบการเรียนแบบดั้งเดิม มาถึงระบบการศึกษาในสถาบันที่ดำเนินไปตามหลักสูตรแบบเน้นกระบวนการคิด โดยผู้วิจัยสามารถแบ่งยุคทางด้านนาฏกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกเป็น 6 ยุค ได้แก่ ยุคบุกเบิก ยุคกิจกรรมงานละครวันปิดภาค ยุคนาฏกรรมในระบบการเรียนการสอนและละครประจำปีของแต่ละคณะ ยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม และยุคนิเวศนวัตกรรม ผลการวิจัยแสดงว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเสมือนต้นแบบที่สำคัญ 4 ประการด้วยกัน เป็นจุดเชื่อมระบบการถ่ายทอดนาฏกรรมแบบดั้งเดิมสู่ระบบการศึกษาแบบสถาบัน เป็นจุดผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและตะวันตก เป็นแหล่งเผยแพร่แนวคิดทางนาฏกรรมที่หลากหลาย และเป็นแบบอย่างของการฝึกฝนและพัฒนานาฏกรรมในประเทศไทย และในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้สร้างแนวคิดการบูรณาการข้ามศาสตร์ด้านนาฏกรรมขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย อันเป็นวิถีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ด้วยรูปแบบการสร้างนาฏกรรมร่วมกันของนิสิตและคณาจารย์ทุกคณะซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก จึงกล่าวได้ว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งบ่มเพาะทางนาฏกรรมของชาติโดยแท้จริง


นาฏกรรมในเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ, ภูริตา เรืองจิรยศ Jan 2018

นาฏกรรมในเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ, ภูริตา เรืองจิรยศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษานาฏกรรมของคนจีนโพ้นทะเล และพัฒนาการนาฏกรรมในเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460-พ.ศ. 2560 ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัยพบว่า นาฏกรรมของจีนโพ้นทะเลมีอยู่ทั่วไปในโลก ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ นาฏกรรมดั้งเดิม นาฏกรรมปรุงแต่ง และนาฏกรรมสร้างขึ้นใหม่ ดังเช่นเดียวกับที่พบในชุมชนจีนโพ้นทะเลปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีนาฏกรรมในเทศกาลตรุษจีนเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 มาจนถึงปัจจุบัน เทศกาลนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2460 โดยการอัญเชิญเทวรูปศักดิ์สิทธิ์จากศาลเจ้าออกมาแห่ไปตามท้องถนนด้วยการนำของขบวนดนตรี เพื่ออำนวยพรให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จากการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคในครั้งนั้น เหตุการณ์นี้จึงได้กลายมาเป็นการปฏิบัติประจำปี อีกทั้งยังมีศิลปะการแสดงประเภทต่าง ๆ เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเทศกาลนี้จึงแบ่งประเภทของนาฏกรรมที่เข้ามาได้ตามการเพิ่มของคนในชุมชนเป็น 3 ช่วง คือ วัฒนธรรมดั้งเดิม วัฒนธรรมออกภาษา และวัฒนธรรมนำเข้า ปัจจุบันนาฏกรรมในเทศกาลนี้จัดเป็นรูปแบบขบวนแห่ ตามท้องถนน ซึ่งประกอบไปด้วย ขบวนรถที่อัญเชิญวัตถุมงคลสำคัญ เทวรูป สัตว์มงคล องค์สมมติ เจ้าแม่กวนอิม ละครเชิงศาสนา ป้ายอำนวยพร รวมถึงขบวนแห่ของนาฏศิลป์และดนตรีด้วย นาฏกรรมในเทศกาลนี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนจีน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยั่งยืนแห่งวิถีชีวิต ศาสนา ประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรม จากอดีตผ่านมากว่า100 ปี สืบไปในอนาคต


นาฏกรรมไทยกับนโยบายการปกครอง พ.ศ. 2468-2516, มณิศา วศินา Jan 2018

นาฏกรรมไทยกับนโยบายการปกครอง พ.ศ. 2468-2516, มณิศา วศินา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างนาฏกรรมกับการปกครอง และการประกอบสร้างนาฏกรรมตามนโยบายการปกครอง โดยเน้นที่ผู้นำที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และนาฏกรรมไทย ระหว่าง พ.ศ. 2468-2516 ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ในการค้นคว้าและรวบรวมเอกสารทั้งชั้นต้น และชั้นรอง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสังเกตการณ์จากสื่อ และสนทนากลุ่มย่อยกับผู้ทรงคุณวุฒิตามศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า นาฏกรรมกับการปกครองมีความสัมพันธ์กัน 6 ประการ คือ ความหมาย รูปแบบ เนื้อหา สาระสำคัญ บทบาท และการเปลี่ยนแปลง นาฏกรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งที่แสดงสัมพันภาพให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งต่อบุคคล สังคม และการปกครอง ผู้นำจึงใช้คุณสมบัติพิเศษของนาฏกรรม คือ การโน้มน้าวจิตใจ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสังคม ค่านิยม และอุดมการณ์ตามที่ตนคาดหวัง เมื่อสังคมเกิดจุดวิกฤตสู่การปฏิวัติการปกครอง และวัฒนธรรม จึงเกิดการล้มล้างนาฏกรรมเดิม และสร้างนาฏกรรมเพื่อเผยแพร่นโยบายของผู้นำใหม่ แต่ปรากฏการณ์ของนาฏกรรมไทยตามนโยบายการปกครอง ระหว่าง พ.ศ. 2468-2516 มีการเปลี่ยนแปลง 8 ระยะ คือ 1. พระราชมรดกนาฏกรรม รัชกาลที่ 6 2. นาฏกรรมเพื่อการอนุรักษ์ 3. ยุตินาฏกรรมหลวง และสร้างกระแสนาฏกรรมราษฎร 4. การสร้างภาพลักษณ์ประเทศด้วยนาฏกรรมราษฎร 5. นาฏกรรมต้านคอมมิวนิสต์ (1) สร้างกระแสนาฏกรรมราชสำนัก 6. การสร้างภาพลักษณ์ประเทศด้วยนาฏกรรมหลวง7.นาฏกรรมต้านคอมมิวนิสต์ (2) 8. นาฏกรรมเพื่อการเรียกร้องประชาธิปไตย รูปแบบของนาฏกรรมไทยตามนโยบายการปกครองมี7ประเภทคือ 1. โขน 2. ละคร 3. รำ ระบำ 4. เพลง 5. การแสดงพื้นบ้าน 6. บัลเลต์ 7. ภาพยนตร์ เนื้อหาของนาฏกรรมตามนโยบายการปกครอง มี 3 ประเภท คือ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวีถีชีวิต ซึ่งแสดงลักษณะผู้นำ สถานการณ์ของปัญหา แนวคิด และแนวทางปฏิบัติพัฒนาสังคม การประกอบสร้างนาฏกรรมตามนโยบายการปกครอง เป็นการสร้างสรรค์นาฏกรรมจากข้อมูลพื้นฐานที่สอดคล้องกับผู้นำ เหตุการณ์ของสังคม นโยบายการปกครอง และวัตถุประสงค์ของที่สร้างงาน …


บทบาทนางโชว์ในโรงละครคาบาเรต์, วิชัย สวัสดิ์จีน Jan 2018

บทบาทนางโชว์ในโรงละครคาบาเรต์, วิชัย สวัสดิ์จีน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานภาพชายผู้เป็นนางโชว์ และ ความสำคัญของ นางโชว์ที่มีต่อการแสดงคาบาเรต์ ในโรงละคร เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการค้นคว้า เอกสาร การลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล โดยเน้นศึกษานางโชว์ในโรงละครคาบาเรต์ ของเมืองพัทยา ได้แก่ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด บริษัทอัลคาซาร์ จํากัด และ บริษัทโคลอสเซี่ยมโชว์ พัทยา จำกัด โดยการสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์ และการตรวจสอบข้อมูลด้วยการจัดสัมมนากลุ่ม และนำเสนอข้อมูลด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ ตามวัตถุประสงค์ในการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า การแต่งกายข้ามเพศของบุคคลเพศชายในนาฏกรรม เป็นปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในประเทศแถบตะวันตก เอเชีย เอเชียตะวันออกฉียงใต้ และในประเทศไทย จนกระทั่งเกิดเป็นอาชีพนางโชว์ในโรงละครคาบาเรต์ โดยระยะเริ่มแรกเกิดขึ้นประมาณพ.ศ. 2515-2520 และพัฒนามาถึงปัจจุบัน ส่วนเส้นทางของการเข้าสู่อาชีพนางโชว์ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเริ่มตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น (12-18 ปี) เป็นการเรียนรู้ทักษะด้านการแสดง และการเปลี่ยนแปลงร่างกายด้วยฮอร์โมนเพศหญิง ผ่านสังคมโรงเรียน และกลุ่มกะเทยในชุมชน จากนั้นเมื่อเข้าสู่อาชีพนางโชว์สามารถแบ่งสถานภาพของนางโชว์ออก เป็น 5 ระดับ เริ่มตั้งแต่งนางโชว์ทดลองงาน นางโชว์พนักงานประจำ นางโชว์ลูกคู่พิเศษ นางโชว์ตัวร้อง และนางโชว์ดาวเด่น ความสำคัญของนางโชว์แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1) การสร้างอาชีพและรายได้ภายในองค์กร 2) การกระจายรายได้สู่ชุมชนเมืองพัทยา 3) การสร้างรายได้และผลประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยข้อง 4) การเป็นภาพลักษณ์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และประเทศไทย อีกทั้งเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบุคคลในกลุ่ม ความหลากหลายทางเพศ เพื่อการเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง นางโชว์ระดับดาวเด่นเปรียบเสมือนนางพญาผึ้ง โรงละครเปรียบดั่งรังผึ้ง องค์ประกอบต่าง ๆ ในการแสดงคือผึ้งงานที่ร่วมกันทำงานผสานกับนางพญาผึ้ง การที่นางโชว์จะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง ทุกอย่างเข้าด้วยกัน จำเป็นต้องใช้หลักการเจริญปัญญา สมาธิ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการแสดงให้เหนือกว่านางโชว์ทั้งปวงของโรงละคร เพื่อให้เกิดอานุภาพผ่านการแสดงในโรงละครคาบาเรต์ ซึ่งเมืองพัทยาประกอบโรงละครคาบาเรต์ 3 แห่ง ที่มีความหลากหลายของรูปแบบการแสดง เปรียบดั่งรสชาติของน้ำผึ้งแต่ละรังที่แตกต่างกันไป แต่พันธกิจหลักของโรงละครคาบาเรต์มีความสำคัญในการขับเคลื่อนระบบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เปรียบดั่งรังผึ้งที่มีส่วนสำคัญในการสร้างความบริบูรณ์ให้เกิดในวัฏจักรทางธรรมชาติ


การจัดการแสดง แสง เสียง ชุด “พนมรุ้งมหาเทวาลัย”, วิลาสินี น้อยครบุรี Jan 2017

การจัดการแสดง แสง เสียง ชุด “พนมรุ้งมหาเทวาลัย”, วิลาสินี น้อยครบุรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การจัดการแสดง แสง เสียง ชุด "พนมรุ้งมหาเทวาลัย" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการจัดการแสดงแสง เสียง ชุด "พนมรุ้งมหาเทวาลัย" ในประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปี พ.ศ. 2559 การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีดำเนินการวิจัยด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร วารสาร หนังสือ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการลงภาคสนามเพื่อสัมภาษณ์และสังเกตการณ์ ผลการศึกษาพบว่าการแสดงแสง เสียง ในประเทศไทยเกิดจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2519 โดยกรมศิลปากรร่วมกับกองทัพเรือที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดการแสดงแสง เสียง ชุด "รุ่งอรุณแห่งความสุข" ขึ้นที่จังหวัดสุโขทัย กิจกรรมดังกล่าวจึงได้รับความนิยมและเป็นที่แพร่หลายรวมถึงจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งในขณะนั้นนายพร อุดมพงษ์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์) มีความคิดริเริ่มให้จัดประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งขึ้นส่งผลให้เกิดการแสดงแสง เสียง ชุด "พนมรุ้งมหาเทวาลัย" ในปี พ.ศ. 2534 จัดแสดง ณ สถานที่จริง เนื้อเรื่องอิงประวัติศาสตร์ความเป็นมาการสร้างปราสาทพนมรุ้งด้วยวิธีประพันธ์บทละครขึ้นใหม่ผ่านการแสดงของตัวละครโดยใช้กระบวนท่าที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างธรรมชาติ (กำแบ) และกระบวนท่ารำที่นำท่ารำมาตรฐานแบบหลวงผสมผสานกับท่าที่เลียนแบบจากภาพจำหลัก และการใช้ลิปซิ้ง (Lip - synch) ในการเล่าเรื่องราว รวมถึงดนตรี เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ประกอบการแสดงที่สื่อถึงเชื้อชาติและวัฒนธรรมอีสานใต้ รูปแบบการเข้า – ออก มีทั้งการทำท่านิ่งในตำแหน่งของตนและการเคลื่อนที่เข้า – ออก จากเวที นอกจากนี้ยังมีระบำในการแสดงจำนวน 2 ชุด และการรำเดี่ยวอีก 2 ชุด ประกอบการนำนวัตกรรมแสง สี เสียง และเทคนิคพิเศษเข้ามาในการแสดงทุกฉาก เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างจังหวัดบุรีรัมย์ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขต 1) ตลอดจนได้รับความอนุเคราะห์จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ปัจจุบันคุณจเร สัตยารักษ์ และคุณธารณา คชเสนี ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการจัดการแสดงโดยจัดตั้งเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเข้ามาดำเนินงาน จึงถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญในประเพณีประจำจังหวัดและดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน


ธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, นราฤทธิ์ เอี่ยมศิริ Jan 2017

ธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, นราฤทธิ์ เอี่ยมศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพการแสดง ประเภทการแสดงนาฏยศิลป์ ผู้วิจัยมุ่ง ศึกษาธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ สถานภาพการแสดงนาฏยศิลป์ ประเภทการแสดงนาฏยศิลป์ ในนครหลวงเวียงจันทน์ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร จากการสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์การแสดงและการเข้าร่วมออกแบบการแสดงนาฏยศิลป์ ในโอกาสต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 - 2559 ผู้วิจัยได้ศึกษาพบว่า สถานภาพการแสดงนาฏยศิลป์ ในนครหลวงเวียงจันทน์ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การนาฏยศิลป์ในอดีตเป็นส่วนหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาสามารถพบเห็นการแสดงได้ตามงานวัด งานบุญประเพณีของลาว ซึ่งสังคมลาวส่วนใหญ่มีความศรัทธาของพระพุทธศาสนาในนครหลวงเวียงจันทน์ ช่วงปี พ.ศ.2518 - 2543 ยุคของการปลดปล่อยประเทศ การแสดงเน้นการสร้างความปรองดอง สร้างความสามัคคี การรวมกลุ่มชนบรรดาเผ่าในลาวทั่วประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวและให้มีความเท่าเทียบกันของคนในชาติ ช่วงปี พ.ศ.2544 - 2553 นาฏยศิลป์ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาประดิษฐ์เป็นบทฟ้อนต่างๆให้เป็นแบบแผน ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาติไม่ให้สูญหาย พ.ศ.2554 - 2559 เกิดธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ เป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการขาย การลงทุน เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าและองค์กรให้เกิดผลประโยชน์ผลกำไรในการจัดงานการแสดงมีความหลากหลายเกิดการแสดงขึ้นมาใหม่นอก เหนือจากการแสดงพื้นเมืองดั้งเดิมในนครหลวงเวียงจันทน์และสามารถพบเห็นการแสดงนาฏยศิลป์เพิ่มมากขึ้นผลจากการศึกษาของผู้วิจัยในครั้งนี้ เพื่อให้เห็นสถานภาพการเปลี่ยนแปลงของการแสดงนาฏศิลป์ การพัฒนาสภาพเศรษฐกิจสังคม วิถีชีวิตของชุมชน การรับวัฒนธรรมจากต่างชาติ การก้าวเข้าสู่สมาชิกสมาคมอาเซียน ประเภทของการแสดง การฟ้อนแบบพื้นเมือง การแสดงสร้างสรรค์การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่ยังคงอยู่บนพื้นฐานของนาฎยศิลป์ลาว ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเกิดการจ้างงานมีอาชีพและรายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยอันสำคัญ ที่ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาเชิงวิชาการ เรื่องธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดในการศึกษาและให้ผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเชิงวิชาการ เกี่ยวกับธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อไป


การรำหน้าพาทย์เพลงตระโขนพระ, จักราวุธ คงฟู Jan 2017

การรำหน้าพาทย์เพลงตระโขนพระ, จักราวุธ คงฟู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การรำหน้าพาทย์เพลงตระโขนพระ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ประวัติความเป็นมากระบวนท่ารำตามหลักสูตรและการนำความรู้ไปใช้ ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร หนังสือ ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ การฝึกปฏิบัติจากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า หน้าพาทย์เพลงตระ หมายถึง เพลงที่ใช้ประกอบกิริยาของตัวละครที่แสดงถึงการตระเตรียม การใช้อิทธิฤทธิ์ การบริกรรมพิธี มีหลักฐานปรากฏเพลงหน้าพาทย์นี้ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ พบว่ามี 8 เพลง ได้แก่ ตระนิมิต ตระนอน ตระบรรทมไพร ตระนารายณ์ ตระเชิญ ตระสันนิบาต ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตระบองกัน ผู้ที่รำเพลงหน้าพาทย์ต้องเป็นผู้ที่มีทักษะในการรำเป็นอย่างดี เพราะต้องเข้าใจความหมายของเพลงและฟังจังหวะ ทำนองเพลงได้ ตลอดจนมีความจำกระบวนท่ารำได้อย่างดี การรำหน้าพาทย์ประกอบด้วยการใช้อุปกรณ์และไม่ใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง มีเพลงตระนารายณ์ เพลงเดียวที่ใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง ได้แก่ คทา จักร ส่วนเพลงหน้าพาทย์อีก 7 เพลงไม่ได้ใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง การรำหน้าพาทย์เพลงตระมีทั้งนั่งรำและยืนรำ นั่งรำได้แก่ ตระนอน ตระบรรทมไพร ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตระเชิญ ตระสันนิบาต ยืนรำได้แก่ ตระนิมิต ตระบองกัน ตระนารายณ์ เพลงหน้าพาทย์เพลงตระทั้ง 8 เพลง ผู้วิจัยพบว่า มีจังหวะในการรำทั้งหมด 32 จังหวะ ที่เท่ากัน กลวิธีในการรำมีเยื้องตัว และย้อนตัว การรำหน้าพาทย์เพลงตระมีทั้งรำประกอบบทร้อง และรำประกอบทำนองเพลง กระบวนท่ารำพบว่ามี 14 ท่ารำได้แก่ ท่าเทพประนม ท่าปฐม ท่าสอดสร้อยมาลา ท่าผาลาเพียงไหล่ ท่าบัวชูฝัก ท่านารายณ์ขว้างจักร ท่ากินนรรำ ท่าเครือวัลย์พันไม้ ท่ากินนรฟ้อนโอ่ ท่าบัวชูฝักส่งจีบหลัง ท่าวงบน วงกลาง ท่ากรบน ท่ากรล่าง ท่านอน ซึ่งเป็นกระบวนท่ารำที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามแบบแผน สืบทอดกันต่อมาที่เรียกว่า รำเพลงครู การนำหน้าพาทย์เพลงตระไปใช้สำหรับการแสดง ต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการแสดง และสอดคล้องตามความหมายของเพลงหน้าพาทย์ ในปัจจุบันการรำหน้าพาทย์เพลงตระ ได้สืบทอดในหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นวิชาบังคับของผู้เรียนนาฏยศิลป์ โดยเฉพาะโขนพระ ต้องรำหมวดหน้าพาทย์เพลงตระทั้ง 8 เพลงนี้ได้ จึงจะสามารถเป็นผู้แสดงในบทบาทตัวละครที่สำคัญได้ดี …


นวัตกรรมการแสดงหุ่นกระบอกไทย เรื่อง "พระเนมิราช", นิเวศ แววสมณะ Jan 2017

นวัตกรรมการแสดงหุ่นกระบอกไทย เรื่อง "พระเนมิราช", นิเวศ แววสมณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง "นวัตกรรมการแสดงหุ่นกระบอกไทยเรื่องพระเนมิราช" เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์ในการนวัตกรรมหุ่นกระบอกไทย เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบหุ่นและการแสดงใหม่สำหรับเด็กและเยาวชน โดยเลือกเนื้อหาจากพระเนมิราชชาดก ซึ่งแสดงถึงอธิษฐานบารมีที่มุ่งมั่นในการทำความดีที่ตั้งใจให้สำเร็จ เป็นธรรมมะที่เหมาะกับเด็กและเยาวชน โดยใช้หลักการ "สวย ง่าย ถูก" เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจนำไปสร้างเองได้ นวัตกรรมวิทยานิพนธ์นี้มีการทำบทใหม่ โดยยังคงรักษาขนบเดิมทั้งบทพากย์ เจรจา บทร้องและบทบรรยาย เพื่อให้สื่อกับกลุ่มเป้าหมายทั้งสาระและบันเทิงด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย การออกแบบหุ่นให้ดูเป็นไทยด้วยวัสดุที่หาได้ทั่วไปร่วมถึงการเชิดที่เรียบง่าย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายนำไปสร้างและแสดงเองได้ง่าย มีการสร้างฉากแนวใหม่ให้มีการเปลี่ยนและเคลื่อนไหวได้ตามท้องเรื่อง ด้วยการใช้โครงสร้างของร่มขนาดใหญ่ห้อยผ้าเพื่อเป็นจอรับภาพที่หมุนและบังผู้เชิด มีการนำสื่อประสมสมัยใหม่มาเสริมให้การแสดงดูสวยสมจริง เพลงประกอบการแสดงประพันธ์บท เนื้อร้อง และทำนองใหม่ในแนวไทยสากล เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายยุคปัจจุบันเข้าถึงมากขึ้น นวัตกรรมการแสดงหุ่นนี้เป็นการร่วมมือจากหลายฝ่ายทำการสร้างและทดสอบจนเรียบร้อย แล้วทำการแสดงเพื่อรับฟังคำวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับแก้ให้สมบูรณ์ จากนั้นทำการแสดงที่มีทั้งการแสดงขนาดใหญ่และขนาดเล็กสู่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 3 รอบ 2 สถานที่ จำนวนผู้ชม 300 คน การประเมินผลในรูปแบบการแสดงด้านรูปแบบพบว่า กลุ่มเป้าหมายชื่นชมมีความยอมรับในนวัตกรรมนี้ ฉากที่สร้างสรรค์ด้วยร่มมีต้นทุนประหยัดขนย้ายประกอบได้ง่าย มีรูปแบบที่สวยงามและยังคงทำหน้าที่โรงหุ่นได้เหมือนโรงหุ่นแบบดั้งเดิม รูปแบบตัวหุ่นดูสวยงามสามารถนำไปสร้างเองได้ง่าย ด้านสื่อประสมที่นำมาประกอบการแสดงทำให้การแสดงดูสมจริงและสวยงาม เนื้อหาการแสดงพบว่า มีความสนุก ชื่นชอบชวนติดตามอยากชมซ้ำ และได้เรียนรู้เนื้อหาของพระเนมิราชจากการแสดง มีความเข้าใจในปรัชญาธรรมะในการทำความดีละเว้นความชั่ว และตั้งใจประพฤติดี ซึ่งตรงกับอธิษฐานบารมีที่เป็นหัวใจของชาดกพระเนมิราช การที่ผู้วิจัยได้ทำตามคำอธิษฐานบารมีนั้น ได้นำไปสู่การทำวิจัยสร้างสรรค์ดังกล่าวได้สำเร็จด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะนำหุ่นกระบอกไทยให้ยังคงมีหน้าที่ให้สาระและความบันเทิงต่อสังคมได้นั้น ผู้วิจัยประจักษ์ว่า ผู้วิจัยได้เดินตามคำอธิษฐานบารมี


การศึกษาวิธีการแสดงในละครเวทีประสาทสัมผัสสำหรับผู้ชมวัยเด็กที่มีภาวะออทิซึม, ชนัตถ์ พงษ์พานิช Jan 2017

การศึกษาวิธีการแสดงในละครเวทีประสาทสัมผัสสำหรับผู้ชมวัยเด็กที่มีภาวะออทิซึม, ชนัตถ์ พงษ์พานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์วิธีการแสดงของนักแสดงในละครเวทีประสาทสัมผัสที่เหมาะสมและสามารถเพิ่มปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผู้ชมวัยเด็กที่มีภาวะออทิซึมกับนักแสดงได้ เนื่องจากละครลักษณะนี้ยังไม่เคยมีผู้ใดพัฒนามาก่อนในประเทศไทย ผู้วิจัยจึงต้องออกแบบและคิดค้นกระบวนการนำเสนอละครเวทีประสาทสัมผัสก่อน จากนั้นจึงคิดค้น พัฒนาวิธีการแสดงในละครเวทีประสาทสัมผัสขึ้นโดยประยุกต์จากเทคนิคการแสดงแบบด้นสดและแนวทางการบำบัดรักษาแบบซันไรส์ ต่อจากนั้นได้นำวิธีการแสดงที่ได้ออกแบบขึ้นมาใช้ทดลองทำงานกับนักแสดง-กระบวนกร 4 คน จัดแสดงจริงกับผู้ชมกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะออทิซึมจำนวน 10 คน ช่วงอายุ 4 – 18 ปี ละครเวทีประสาทสัมผัสในงานวิจัยชิ้นนี้ชื่อว่า "สวนมีสุข" เป็นละครที่ออกแบบให้ผู้ชมที่มีภาวะออทิซึมมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมที่สัมพันธ์กับเรื่องราวและตัวละครในจินตนาการ บทที่ใช้ในการแสดงดัดแปลงมาจากนิทานภาพเรื่องกบแฮรี่ผู้หิวโหย ประกอบกับการเลือกใช้กิจกรรมละครสร้างสรรค์สำหรับเด็ก ผู้วิจัยได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่การแสดงให้เป็นสวนเล็กๆที่มีอยู่ในนิทานภาพ ผู้วิจัยได้สร้างเงื่อนไขและจัดลำดับกิจกรรมให้ผู้ชมกลุ่มตัวอย่างได้ปฏิบัติ เล่นเป็นตัวละคร ร้องเพลง และสำรวจประสาทสัมผัสของตนเองผ่านกิจกรรมต่างๆในโรงละครตามความสนใจ กลุ่มตัวอย่างจะได้ชมละครเวที ความยาว 50 – 60 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่อง 4 – 6 สัปดาห์ ในแต่ละสัปดาห์จะพัฒนาเรื่องราวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในการทดลองจัดแสดงแต่ละสัปดาห์ ผู้วิจัยได้นำปัญหาที่พบและการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับวิธีการแสดงที่ได้สังเคราะห์ขึ้นให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลได้แก่ 1) บันทึกการทำงานของผู้วิจัย 2) บันทึกปฏิสัมพันธ์เชิงบวกของผู้ชมขณะชมการแสดง 3) บทสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ปกครองของกลุ่มตัวอย่าง 4) บทสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านละครบำบัดที่ได้ชมวีดีโอบันทึกภาพการแสดง เมื่อได้พัฒนาและปรับปรุงวิธีการแสดงในแต่ละสัปดาห์แล้ว ผู้วิจัยได้เรียนรู้ว่าการเป็นนักแสดงในละครสำหรับผู้ชมที่มีภาวะออทิซึมนั้น นักแสดงจะต้องเข้าใจวิธีการสื่อสารกับผู้ที่มีภาวะออทิซึม เข้าใจลำดับกิจกรรมต่างๆ และเข้าใจบริบทของผู้ชมเป็นอย่างดี นักแสดงจะต้องมีพลังหรือคลื่นความคิด ความรู้สึกภายในที่เข้มข้นแต่แสดงออกอย่างสงบเพื่อลดการกระตุ้นเร้าผู้ชมและช่วยให้ผู้ชมสามารถจดจ่อกับการแสดงได้ นักแสดงต้องอยู่กับปัจจุบันในขณะแสดงและมีสมาธิในการสื่อสารกับผู้ชมในรายบุคคล นักแสดงจะต้องมองเห็น ได้ยิน และรับรู้ผู้ชมอย่างชัดเจนเพื่อจะสามารถสังเกตการสื่อสารทางกายของผู้ชมและสื่อสารตอบกลับได้อย่างเหมาะสม วิธีการแสดงที่ได้พัฒนาขึ้นทำให้เกิดตัวละครที่ให้อิสระและเป็นมิตรกับผู้ชม สร้างความไว้วางใจและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ชม ตัวละครจะเป็นแกนนำที่พาผู้ชมไปสู่โลกของจินตนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลการสังเกตปฏิสัมพันธ์ในโรงละครพบว่า ผู้ชมกลุ่มตัวอย่างมีปฏิสัมพันธ์และพัฒนาการทางสังคมที่ดีขึ้นในหลายกรณี จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองพบว่ามีหลายกรณีที่ผู้ชมแสดงสัญญาณของความสุขและความต้องการชมละคร


พัฒนาการเรือมกันตรึม, พงศธร ยอดดำเนิน Jan 2017

พัฒนาการเรือมกันตรึม, พงศธร ยอดดำเนิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องพัฒนาการเรือมกันตรึม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการเรือมกันตรึม องค์ประกอบการแสดงและการรำเรือมกันตรึม โดยขอบเขตของการศึกษาที่มุ่งเน้นพัฒนาการเรือมกันตรึมที่นางแก่นจันทร์ นามวัฒน์ ประดิษฐ์ขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่พ.ศ. 2526 – พ.ศ. 2559 โดยค้นคว้าจากเอกสารการสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการรับฝึกหัดชุดท่ารำเรือมกันตรึม เรือมกันตรึมแสดงประกอบกับดนตรีกันตรึม รูปแบบคือ 1ทำนองเพลง 1ชุดท่ารำ รวมทั้งหมด 7ชุดท่ารำ คือ 1.ซารายัง นำมาจากเลียนแบบกิริยาเยื้องย่างของสตรีในขบวนแห่, 2.เซิ้บ เซิ้บ นำมาจากการทักทายเชิญชวนของผู้ละเล่นกันตรึม, 3.กัญจัญเจก นำมาจากการเลียนแบบอากัปกิริยาของเขียดตะปาด, 4.อันซองเสนงนบ นำมาจากการรำประกอบขบวนแห่ขันหมาก, 5.มะม๊วต นำมาจากการรำในพิธีกรรมเข้าทรง, 6.อมตูก นำมาจากประเพณีแข่งเรือยาว และ7.มงก็วลจองได นำมาจากพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผู้แสดงแต่งกายแบบพื้นเมืองด้วยผ้าไหมและประดับด้วยปะเกือม อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ การวิจัยพบว่าพัฒนาการเรือมกันตรึมแบ่งได้เป็น 4 ช่วง คือ 1. ก่อนเกิดเรือมกันตรึม(ก่อนปีพ.ศ.2526),2.เรือมกันตรึมเผยแพร่สู่ชุมชน(พ.ศ.2526-พ.ศ.2531), 3. เรือมกันตรึมในสถานศึกษา(พ.ศ.2532-พ.ศ.2548) และ4. เรือมกันตรึมในการอนุรักษ์และสร้างสรรค์(พ.ศ.2549-พ.ศ.2559) ในช่วงที่1พบว่ามีการละเล่นกันตรึมมุ่งเน้นการบรรเลงดนตรีและขับร้อง ส่วนการรำพบในพิธีกรรมต่างๆ ในช่วงที่2 เมื่อพ.ศ.2526 นางแก่นจันทร์ได้ประดิษฐ์การรำพื้นเมืองขึ้นใหม่ โดยนำเอาการละเล่นกันตรึมและการรำแบบดั้งเดิมมาเรียงร้อยเป็นชุดการแสดงขึ้นใหม่เรียกว่า"เรือมกันตรึม"เพื่อแสดงในการสัมมนาเพลงพื้นบ้านและการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ ในพ.ศ.2528 มีการนำไปเผยแพร่ที่หมู่บ้านดงมันซึ่งจัดตั้งเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์การละเล่นกันตรึม และปีพ.ศ.2530 เรือมกันตรึมมีการปรับปรุงท่ารำและนำผู้ชายมาร่วมแสดงโดยนางสำรวม ดีสม ในช่วงที่3มีการนำเรือมกันตรึมเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา คือ วิทยาลัยครูสุรินทร์ พ.ศ.2532, วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ดพ.ศ.2540, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และโรงเรียนสินรินทร์วิทยา จ.สุรินทร์ พ.ศ.2541 ในช่วงที่4 พ.ศ.2549-พ.ศ.2559 เรือมกันตรึมได้แตกแขนงออกไปหลายรูปแบบและมีการนำชุดท่ารำของเรือมกันตรึมไปปรับใช้และเป็นแนวทางในการออกแบบสร้างสรรค์นาฏยศิลป์พื้นเมืองอีสานใต้ชุดใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูเรือมกันตรึมฉบับดั้งเดิมด้วย


การแสดงนาฏยศิลป์ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วุฒิชัย เรืองศักดิ์ Jan 2017

การแสดงนาฏยศิลป์ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วุฒิชัย เรืองศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติ และรูปแบบการแสดงในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาฯ มีขอบเขตการศึกษา คือ การแสดงนาฏยศิลป์ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาฯ ปี พ.ศ.2530-พ.ศ.2559 โดยใช้การรวบรวมเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องตลอดจนผู้แสดง การสังเกตการณ์และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย จากนั้นนำองค์ความรู้ที่ได้มาวิเคราะห์ถึงประวัติและรูปแบบการแสดง จัดเรียงองค์ความรู้ สรุปผล และนำเสนอเป็นผลงานวิจัยตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า งานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาฯ เป็นงานที่อยู่ภายใต้โครงการดนตรีไทย-ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จัดตั้งโครงการฯ ครั้งแรกในปี พ.ศ.2528 จากการอนุมัติโดยที่ประชุมสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ด้านประวัติศาสตร์ หลักการบรรเลง โน้ตเพลง อีกทั้งการจัดสร้างเครื่องดนตรีปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระมหากรุณาธิคุณรับเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ตั้งแต่แรกเริ่มจัดตั้งโครงการฯ โดยพระราชทานข้อวินิจฉัย ติดตามผลการดำเนินงาน ตลอดจนทรงร่วมฝึกซ้อมและทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบสถาปนาจุฬาฯ รูปแบบการแสดงนาฏยศิลป์ที่พบในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาฯ เป็นรูปแบบของนาฏยศิลป์แบบราชสำนัก ได้แก่ 1.การแสดงนาฏศิลป์จากบทพระนิพนธ์ของของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ละครภาพนิ่ง, ระบำในละครดึกดำบรรพ์, ละครดึกดำบรรพ์) 2.การแสดงนาฏศิลป์จากบทพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์ (ละครภาพนิ่ง, ระบำในละครดึกดำบรรพ์) 3.การแสดงระบำทั่วไป (ระบำมาตรฐาน, ระบำสัตว์, ระบำในละครพันทาง) และรูปแบบของนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ ได้แก่ 1.การแสดงพระราชทานในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2.การแสดงระบำในโอกาสสำคัญ และเทิดพระเกียรติ ซึ่งรายการแสดงในแต่ละปีจะจัดรายการแสดงโดยเป็นไปตามพระราชวินิจฉัยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมติที่ประชุมของคณะกรรมการจัดงาน