Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Theatre and Performance Studies Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 103
Full-Text Articles in Theatre and Performance Studies
เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนําเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสําหรับผู้ชมปฐมวัย, พรธิดา ผลดี
เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนําเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสําหรับผู้ชมปฐมวัย, พรธิดา ผลดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในแบบวิจัยปฏิบัติการ (Practice Research) ทางศิลปะการละคร มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาหลักและเทคนิคในการแสดงละครเล่าเรื่อง ของพอล ซิลส์ และเกมละคร ของไวโอลา สโปลิน และ (2) เพื่อสร้างสรรค์การแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ชมปฐมวัยเรื่อง เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม ผู้วิจัยออกแบบการแสดงและเป็นนักแสดง ศึกษาแนวคิดละครเล่าเรื่อง นิทานภาพเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เพื่อออกแบบการแสดงละครสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ชม ฝึกฝนการแสดงด้นสดและเกมละคร เพื่อพัฒนาทักษะการด้นสด การมีสมาธิ และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ผู้วิจัยจัดการแสดง 2 รอบในห้องเรียน และจัดการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญและครูเพื่อประเมินผล ผู้วิจัยค้นพบรูปแบบการแสดงที่มีลักษณะเฉพาะ คือ “เล่า-นำ-เล่น-เป็นตัวละคร สะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อม” รวมถึงพบว่าระหว่างการแสดงต้องพัฒนาทักษะการฟัง การสังเกต และด้นสด เนื่องจากละครเล่าเรื่องแบบมีส่วนร่วม ดึงดูดความสนใจของผู้ชมปฐมวัยผ่านอุปกรณ์การแสดง เพื่อให้ผู้ชมเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ทั้งยังได้องค์ความรู้ว่า การสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมแก่เด็กปฐมวัยให้สัมฤทธิผล โครงเรื่องต้องเข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรง และนักแสดงต้องมีสมาธิ ไหวพริบ และความเป็นมิตร เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ
การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง, สุประจักษ์ ไชยรัตน์
การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง, สุประจักษ์ ไชยรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง ที่เพิ่มโอกาสในการสื่อสารเนื้อเรื่องได้อย่างชัดเจน และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงศิลปการแสดงสำหรับผู้พิการทางการเห็น โดยมุ่งเน้นการศึกษาผลลัพธ์จากการใช้งานบทบรรยายเสียง (Audio Narration) จริงในสถานการณ์การแสดงสด โดยวัดผลในด้าน 1) ระดับความเข้าใจเนื้อเรื่อง 2) ความพึงพอใจต่อประสบการณ์การชม และ 3) การมีส่วนร่วมทางอารมณ์เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงเทคนิคการสร้างบทบรรยายเสียง การวิจัยนี้มีวิธีการดําเนินงานวิจัยจากการศึกษา และวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และประสบการณ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า จากการทดลองโดยใช้วิธีการหรือแนวคิดทฤษฎีการเข้าถึงสื่อและหลักการออกแบบสากล (Universal Design for Learning: UDL) ร่วมกับการสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสดช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงศิลปะการแสดงโดยการถ่ายทอดองค์ประกอบบนเวทีอย่างครบถ้วน ทั้งบุคลิกลักษณะ กริยา ท่าทางของตัวละคร ภาพฉาก การเคลื่อนไหว สัญลักษณ์และเทคนิคการการแสดงในละครเวทีรวมถึงการใช้เทคโนโลยีบรรยายสด ซึ่งทำให้ผู้พิการทางการเห็นสามารถเข้าใจแก่นเรื่องและนัยยะสำคัญของการแสดงได้อย่างชัดเจน และได้รับประสบการณ์การชมที่ครบถ้วนทั้งทางศิลปะและอารมณ์ใกล้เคียงกับผู้ชมทั่วไปคำสำคัญ : บทบรรยายเสียง, ผู้พิการทางการเห็น, การแสดงสด, ละครเวที
การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย, มุนินทร์ สุวรรณประเสริฐ
การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย, มุนินทร์ สุวรรณประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยสร้างสรรค์เรื่อง “การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย ผู้วิจัยเลือกวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของ เอช. จี. เวลส์ โดยผู้วิจัยได้นำวรรณกรรมสั้นเรื่องดินแดนคนตาบอดทั้งสองตอนจบฉบับแปลไทยจากสำนักพิมพ์สมมติ แปลโดย มโนราห์ มาทำการดัดแปลงข้ามสื่อเป็นบทละครเวที ซึ่งมีเนื้อหาที่กล่าวถึงความเป็นอื่นในสังคมมาดัดแปลงเป็นบทละครเวทีเพื่อเป็นสื่อสะท้อนและวิพากษ์ประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย และสามารถสื่อสารแก่นความคิดเรื่อง มนุษย์ควรวิเคราะห์ความแตกต่างอย่างมีเหตุผลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม ที่ปรากฏในวรรณกรรม ผู้วิจัยเลือกที่จะใช้การลำดับเล่าเรื่องและบริบทของตามฉบับวรรณกรรมที่ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1939 ที่ได้รับการแก้ไขและเพิ่มเติมตอนจบของเรื่องราวในวรรณกรรม โดยผู้วิจัยนำวรรณกรรม ดินแดนคนตาบอด ที่ถูกตีพิมพ์ทั้งสองครั้งมาวิเคราะห์ประเด็นความขัดแย้งในสังคม ทฤษฎีการเขียนบทละคร ทฤษฎีการดัดแปลงข้ามสื่อ และแนวคิดสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ปรากฏในวรรณกรรมต้นฉบับ นำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์และดัดแปลงบทละคร และนำเสนอบทละครผ่านการแสดงในรูปแบบการอ่าน (Stage Reading) โดยเก็บข้อมูลผ่านกลุ่มตัวอย่างจากผู้ชมทั่วไปที่สมัครใจตอบแบบสอบถามแบบไม่ระบุตัวตน และการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเขียนและดัดแปลงบทละคร จากการวิจัยผู้วิจัยพบว่าประเด็นความขัดแย้งทางความคิดเป็นสิ่งสากลที่สามารถเกิดขึ้นและเข้าใจได้แม้จะอยู่ในบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน และการนำเสนอแก่นความคิดผ่านการดัดแปลงบทละครเรื่องนี้จะพาให้ผู้ชมเชื่อมโยงกับปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จนทำให้เกิดการพูดคุยและถกเถียงกันภายหลังจากการรับชมการแสดงในรูปแบบของการอ่านได้ โดยผู้ชมส่วนใหญ่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวกับบริบทสังคมไทยได้ แม้จะมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงในประเด็นการพัฒนาตัวละคร การใช้ภาษาในบทละคร และการสร้างสมดุลในการนำเสนอมุมมองของทั้งสองฝ่าย
การพัฒนาทักษะการใช้จินตนาการ สมาธิ และการใช้ร่างกายเพื่อการแสดง ละครเดี่ยว : กรณีศึกษาการแสดงละครเรื่อง นอนไม่หลับ, บุญธิดา ชุนสิทธิ์
การพัฒนาทักษะการใช้จินตนาการ สมาธิ และการใช้ร่างกายเพื่อการแสดง ละครเดี่ยว : กรณีศึกษาการแสดงละครเรื่อง นอนไม่หลับ, บุญธิดา ชุนสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักแสดงใช้เครื่องมือของนักแสดง ด้านทักษะจินตนาการ การใช้สมาธิ และการใช้ร่างกาย ในการฝึกการแสดงเพื่อให้เกิดความสมจริงและน่าเชื่อถือในแต่ละตัวละคร โดยบทละครเวทีการแสดงเดี่ยวเรื่อง “นอนไม่หลับ” ของนิกร แซ่ตั้ง นักแสดงต้องสามารถแสดงเป็นตัวละครหลายบทบาท หลายสถานการณ์ และต้องสื่อสารกับผู้ชมอีกด้วย การวิจัยนี้ใช้กระบวนการฝึกทักษะการแสดงและสังเคราะห์จากแนวคิดของนักทฤษฎีการละครที่มีความสำคัญ จากทั้ง คอนสแตนติน สตานิสลาฟกี้ (Constantin Stanislavski)สเตลล่า แอดเลอร์ (Stella Adler) ไมเคิล เชคคอฟ (Michael Chekchov) ทั้งนี้การวิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผลจากการฝึกซ้อมเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจากกระบวนการฝีก บันทึกวิดีทัศน์ และการฝึกซ้อมการแสดงร่วมกับผู้กำกับการแสดง ประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษา รวบรวมผลการประเมินจากการนำเสนอผลงานของผู้วิจัย เก็บข้อมูลแบบสอบถามจากผู้ชม และเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนจากผู้ทรงวุฒิหลังจบการแสดงของผู้วิจัย ผลการศึกษาพบว่า การฝึกการปฏิบัติด้วยแนวทางการฝึกจินตนาการ สมาธิ ร่างกาย ที่มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะช่วยทำให้นักแสดงเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ และมีความกังวลที่ลดลง และมีความอิสระเป็นตัวละครมากยิ่งขึ้นขณะแสดง
การเขียนบทละครเพื่อส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่น, สัจจาวุธ สุริยะดง
การเขียนบทละครเพื่อส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่น, สัจจาวุธ สุริยะดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครเวทีสำหรับเยาวชนช่วงวัยรุ่น อายุ 12-15 ปี โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่นผ่านบทละครเวที ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเขียนบทละครตามแบบฉบับ, แนวทางการเขียนบทละครสำหรับเยาวชน, เกมออนไลน์, พัฒนาการของวัยรุ่นตอนต้น, และการทำงานร่วมกับเยาวชนในโครงการแก่นอีสานวัฒน์ เพื่อค้นหาสาระสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นผู้วิจัยได้พัฒนาบทละครร่าง "ไอ้หัวกล่อง" ร่วมกับผู้กำกับและนักแสดงจนได้บทละครที่ใช้สำหรับการทดลองอ่านในกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นการยอมรับตนเองและการเห็นคุณค่าในตนเองได้ แต่ยังจำเป็นต้องพัฒนาบทให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องย่อที่เป็นส่วนสำคัญของการกำหนดทิศทางเรื่อง แม้ว่าบทละครในขั้นตอนนี้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่การทดลองอ่านและรับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและปรับปรุงบทละครได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า บทละครสามารถพัฒนาเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกับเยาวชนในฐานะฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) โดยให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการเขียนบทและกระบวนการฝึกทำละคร ซึ่งช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้การยอมรับตนเองและสร้างความมั่นใจในตนเองจากการฝึกฝนทำละคร
การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ, วุฒิชัย นราแก้ว
การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ, วุฒิชัย นราแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศของอาจารย์เสรี หวังในธรรม จำนวน 6 บท ได้แก่ บทโอ้อวด บทข่มขู่ บทโกรธแค้น บทเสียใจ บทฆ่าตัวตาย และบทการต่อสู้ แบบตัวต่อตัวระหว่างสอพินยากับจะเด็ด (อาวุธสั้น) และการต่อสู้แบบ 2 ต่อ 1 ระหว่างสอพินยาและไขลู กับมังตรา (อาวุธยาว) โดยผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมโดยการฝึกซ้อมการแสดง และไม่มีส่วนร่วมโดยการรับชมการแสดงสดและชมวีดิทัศน์ โดยมุ่งศึกษากลวิธีการตีบทสอพินยาจากรูปแบบและวิธีการปฏิบัติของอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย (โขนยักษ์) วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่าอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความสามารถทางด้านการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้งโขนและละคร เคยได้รับบทบาททั้ง ตัวประกอบ พระเอกและตัวโกง สำหรับบทบาทการแสดงที่มีความโดดเด่นที่สุดคือ สอพินยาในการแสดงละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศของอาจารย์เสรี หวังในธรรม เป็นตัวละครจัดอยู่ในประเภทตัวโกงที่มีความหลากหลายทางด้านอารมณ์ บุคลิก อุปนิสัยและพฤติกรรมต่าง ๆ ทำให้สอพินยาเป็นตัวละครที่โดดเด่นตัวหนึ่งในเรื่องผู้ชนะสิบทิศ โดยคุณลักษณะของผู้แสดงต้องเป็นคนที่ใช้น้ำเสียงดัง ฟังชัด สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าในระหว่างการแสดงได้อย่างเรียบเนียน เป็นผู้มีประสบการณ์การแสดงทั้งโขนและละคร เพื่อให้ได้มาของการสวมบทบาทที่ชวนน่าติดตาม ลักษณะพิเศษของอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค ในกลวิธีแสดงบทบาทสอพินยา ผู้วิจัยพบอยู่ 3 ลักษณะเด่นด้วยกันที่เป็นปัจจัยทำให้บทบาทสอพินยาที่แสดงโดยอาจารย์จุลชาติเป็นที่กล่าวขาน คือ 1. การให้ความสำคัญในการปรับบุคลิกของตัวละคร 2. การให้ความสำคัญในบทละคร 3. การให้ความสำคัญในอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร นอกจากนี้พบการใช้ท่ารำประกอบในกลวิธีการตีบทสอพินยามี 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1. การใช้ท่ารำเต็ม หรือท่ามาตรฐาน 2. การใช้ท่ารำเลียนแบบธรรมชาติ 3. การใช้ท่ารำเสริมบท ทั้งนี้ผู้แสดงจะต้องศึกษาความเข้าใจในบทละครอย่างถ่องแท้ถึงจะดูสมจริง จึงจะแสดงในบทบาทสอพินยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรม แนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ ซิสเตอร์ ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียม, ปิยนาฏ เลิศบัญชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ซิสเตอร์ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อที่จะสามารถสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมได้ เนื่องด้วยการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมเป็นแนวที่ผู้วิจัยคิดว่าตนเองยังไม่ถนัดและมีความสนใจที่จะเรียนรู้เพื่อหากระบวนการการกำกับการแสดงที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมและในขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารประเด็นสำคัญเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมที่เป็นเรื่องที่กระทบใจผู้วิจัยอย่างมากที่ซ่อนอยู่ในเรื่องไปด้วยได้ โดยบทละครเรื่องนี้มีความท้าทายตรงที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวมาเลย์สิงคโปร์แต่ผู้วิจัยต้องกำกับการแสดงให้ผู้ชมที่เป็นชาวไทยได้รับชม นอกจากการศึกษากระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีแล้ว ยังต้องศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงโดยข้ามวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมมาเลย์สิงคโปร์มายังผู้ชมชาวไทยให้ได้อีกด้วยผู้วิจัยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูล ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ทั้งกระบวนการสร้างเสียงหัวเราะ สิ่งที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะ กลวิธีการเสียดสี การกำกับการแสดง และที่สำคัญคือเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมเพราะตัวละครในเรื่องเป็นชาวมาเลย์สิงคโปร์ที่นับถือศาสนาอิสลาม มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากสังคมไทย เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดที่มาที่ไปของการกระทำของตัวละคร นำมาวิเคราะห์ตีความและสร้างเป็นกรอบคิดเพื่อทำการทดลอง ผู้วิจัยมองว่า การจะทำให้ผู้ชมเข้าใจสารของเรื่องผ่านละครแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีนั้น จะต้องทำงานผ่าน 3 องค์ประกอบดังนี้ คือ 1. การทำงานกับนักแสดง 2.การทำงานกับจังหวะบนเวที และ 3. การทำงานกับภาพบนเวที เมื่อได้องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้แล้ว จึงเตรียมการซ้อม โดยการวิเคราะห์ตีความตามหลักการกำกับการแสดง ทั้งการหาความคิดหลัก ความต้องการ การกระทำ และความขัดแย้ง โดยเน้นย้ำเรื่องแกนตัวละครเพื่อให้ได้มาซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบเพื่อสื่อสารให้ผู้ชมสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่องเมื่อถึงวันแสดงผลการวิจัยพบว่าเมื่อทำงานผ่านองค์ประกอบทั้งสามอย่างตามหลักการกำกับการแสดงสามารถทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่อง เกิดทั้งเสียงหัวเราะและความสะเทือนใจ และสร้างความตระหนักเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมในใจของผู้ชมได้ สร้างความมั่นใจให้กับผู้วิจัยในการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสี และยังสามารถสื่อสารประเด็นสำคัญของเรื่องให้กับผู้ชมชาวไทย ถึงแม้ว่าบทละครเรื่องนี้จะถูกเขียนขึ้นในบริบทของประเทศสิงคโปร์ได้อีกด้วย
การเขียนบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ภวินท์ แย้มกลีบ
การเขียนบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ภวินท์ แย้มกลีบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นการสร้างบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยผู้วิจัยเลือกการนำเสนอผ่านรูปแบบละครเพลงและการเล่าเรื่องผ่านหลายตัวละคร ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าผ่านหนังสือ เอกสารวิชาการ และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ร่วมจากนั้นจึงนำมาสกัดเพื่อออกแบบตัวละครและโครงเรื่อง โดยผู้วิจัยเน้นการเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหลักที่เป็นคนใกล้ชิดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสี่คน ที่มีสถานะความสัมพันธ์ต่อผู้ป่วยต่างกัน อาทิ คนรัก พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนำเสนอมิติที่หลากหลายของคนใกล้ชิดผู้ป่วย บทละครในงานวิจัยชิ้นนี้ถูกจัดแสดงในชื่อ Spotlight on sunset โดยมีการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากผู้ชมทั่วไป และการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะการละครและด้านจิตเวชศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่าบทละครสามารถทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้นได้ผ่านการถ่ายทอดโดยตัวละครและการดำเนินเรื่องรวมถึงเนื้อหาในบทเพลง แต่ผู้วิจัยยังไม่สามารถใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักหลายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้มุมมองของผู้ชมยังคงอยู่กับตัวผู้ป่วยมากกว่าที่จะติดตามตัวละครคนใกล้ชิดดังที่ผู้วิจัยต้องการ นอกจากนี้การใช้บทเพลงที่มากเกินไปและเล่าใจความเดิมซ้ำ ๆ ก็ทำให้ละครมีความยาวมากจนอาจทำให้ผู้ชมหลุดออกจากเรื่องได้
การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์
การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและฝึกฝนเทคนิคการพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติ ของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ และสังเคราะห์กระบวนการการนำเทคนิคดังกล่าวมาปรับใช้ในการพัฒนาการแสดงเดี่ยวบทละครเรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ เนื่องจากผู้วิจัยประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้เสียงในการแสดง กล่าวคือผู้วิจัยไม่สามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครผ่านเสียงได้อย่างตรงไปตรงมาในบางสถานการณ์ ส่งผลให้ผู้ชมไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราวของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเทคนิคดังกล่าวอันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้นักแสดงสามารถค้นพบการใช้เสียงอย่างเป็นอิสระ นำไปสู่การสื่อสารความจริงภายในของตัวละครที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และจริงใจยิ่งขึ้น ผู้วิจัยนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ฝึกฝนในขั้นตอนของการฝึกฝนเสียงเพื่อพัฒนาเสียง และเตรียมความพร้อมของเสียงก่อนการแสดง การฝึกซ้อมบทละคร และการเตรียมตัวก่อนทำการแสดงจริง ผู้วิจัยค้นพบว่าภายหลังการฝึกฝนการใช้เสียงด้วยเทคนิคพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ ผู้วิจัยสามารถกำจัดอุปสรรค์ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงระหว่างเสียง และอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยสามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครได้อย่างลุ่มลึก และจริงใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้วิจัยค้นพบว่าตนเองพัฒนาทักษะอื่น ๆ ทางด้านการแสดงควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย จินตนาการ และประสาทสัมผัส ส่งผลต่อการพัฒนาการแสดงองค์รวมของผู้วิจัย โดยผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย และสรุปผลการวิจัยจากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จดบันทึกและบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อม การรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชม และการสัมมนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้เสียง
การศึกษากระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝนร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกี : กรณีศึกษา บทละครเรื่อง Death And Maiden (เดธ แอนด์ เดอะ เมเดน) ของ แอเรียล ดอร์ฟ, กุลสตรี ตั้งมานะกิจกำจาย
การศึกษากระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝนร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกี : กรณีศึกษา บทละครเรื่อง Death And Maiden (เดธ แอนด์ เดอะ เมเดน) ของ แอเรียล ดอร์ฟ, กุลสตรี ตั้งมานะกิจกำจาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝน ร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกีเพื่อสามารถนำไปพัฒนาการแสดงผ่านตัวละคร พอลลินา ในละครเรื่องเดธ แอนด์ เดอะ เมเดน (Death and the Maiden) โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และมีการฝึกฝนผ่านแบบฝึกหัดด้านการแสดงควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาตนเองในด้านการเรียกความทรงจำทางประสาทสัมผัสมาใช้ในขณะทำการแสดงและพัฒนาตนเองในด้านการใช้ร่างกายเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารของตัวละครอย่างมีอิสระและผ่อนคลาย เนื่องจากบทละครเรื่องนี้ตัวละครพอลลินา มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกับตัวผู้วิจัยเองอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายที่ผู้วิจัยจะพัฒนาความสามารถในการแสดงของตนให้สามารถถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมาได้อย่างสมจริงแบบฝึกหัดที่ผู้วิจัยใช้ฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเองในด้านความทรงจำทางประสาทสัมผัสจะประกอบไปด้วย 12 แบบฝึกหัด โดยที่จะแบ่งการฝึกออกเป็น 4 สัปดาห์ และฝึกฝนสัปดาห์ละ 3 แบบฝึกหัด และแบบฝึกหัดฝึกฝนร่างกายจะประกอบไปด้วย 6 แบบฝึกหัด โดยที่แบ่งการฝึกออกเป็นสัปดาห์ละ 1 แบบฝึกหัด ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดิโอการฝึกซ้อมและการแสดง และมีการประเมินหลังการแสดงจบจากผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ชมทั่วไปสิ่งที่ผู้วิจัยได้พัฒนาหลังจากการฝึกฝนแบบฝึกหัดจนครบ 10 สัปดาห์แล้วนำมาพัฒนาตนเองในการแสดงบนเวทีนั้น ผู้วิจัยสามารถเรียกความทรงจำทางประสาทสัมผัสมาใช้ขณะแสดงบนเวทีได้อย่างมีชัดเจนและเสถียร รวมไปถึงสามารถเทียบเคียงและใช้การจินตนาการเพื่อเข้าใจความเจ็บปวดของตัวละครที่ไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตเหมือนกับผู้วิจัยเอง และสามารถอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้าในขณะแสดงได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของร่างกายนั้น ผู้วิจัยรู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระ ผ่อนคลาย ไม่เกิดอาการเกร็งจากความตื่นเต้นในขณะแสดง
กระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ตามหลักแนวคิดละครแอบเสิร์ด, อรรถกฤษณ์ พฤกษ์เลิศตระกูล
กระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ตามหลักแนวคิดละครแอบเสิร์ด, อรรถกฤษณ์ พฤกษ์เลิศตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เกิดจากผู้วิจัยตีความบทละครแนวสมจริงเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ มีความคิดหลักและประเด็นสำคัญว่าด้วยความไร้แก่นสารของชีวิต ซึ่งเป็นแนวคิดของละครแนวแอบเสิร์ด ทำให้ผู้วิจัยเกิดคำถามว่า จะใช้กระบวนการกำกับการแสดงเพื่อสื่อสารความคิดจากแนวละครแอบเสิร์ดนี้ให้ออกมาในละครสมจริงได้อย่างไร ดังนั้น จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทดลองกระบวนการกำกับการแสดงที่เหมาะสมให้สื่อสารเพื่อตอบข้อคำถามดังกล่าว ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ วิเคราะห์รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สร้างกรอบแนวคิดให้เข้าใจรายละเอียดของประเด็นดังกล่าวที่ซ่อนในเนื้อหาบทละคร แล้วนำมาวิเคราะห์ตีความตามหลักการสำหรับกำกับการแสดง และกำหนดแนวคิดงานออกแบบของผู้กำกับการแสดง รวบรวมเตรียมเป็นข้อมูลเพื่อกำกับการแสดง ในช่วงการวิเคราะห์ตีความและการฝึกซ้อม ผู้วิจัยใช้หลักแนวคิดของละครแอบเสิร์ดในการวิเคราะห์ตีความพฤติกรรมตัวละคร ประกอบกับหลักวิเคราะห์ตีความของ สตานิสลาฟสกี ใช้แบบฝึกหัดจินตนาการของแอดเลอร์ ใช้วิธีแนะนำการแสดงให้กับนักแสดงด้วยการเทียบเคียงเหตุการณ์ในเรื่องกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไป และใช้วิธีการซ้อมดำเนินผ่านฉากตามลำดับต่อเนื่อง เพื่อช่วยตรวจทานสร้างความเข้าใจแกนเงื่อนไขตัวละครให้กับนักแสดง อีกทั้งภาพรวมของจังหวะดำเนินเรื่องร่วมกับองค์ประกอบศิลป์ในการแสดง และทดลองเรียนรู้พัฒนาตลอดช่วงการฝึกซ้อมจนถึงขั้นแสดงผลงานละครต่อสาธารณะชน ผลวิจัยปรากฎว่า เมื่อผู้วิจัยมีกรอบแนวคิดประเด็นเรื่องความไร้แก่นสารของชีวิตมนุษย์ ช่วยเชื่อมโยงประกอบวิเคราะห์ตีความบทละคร ทำให้กระบวนการคิดของผู้วิจัยเข้าใจรายละเอียดในเนื้อหาของบทละครโดยเฉพาะความคิดหลักของเรื่องอย่างกระจ่าง และสร้างความมั่นใจให้กับผู้วิจัยเมื่อกำกับการแสดง สามารถสื่อสารเนื้อหาของบทละครแก่นักแสดง ตลอดจนผู้ชมละครเวทีให้รู้สึกร่วมไปตามรูปแบบนำเสนอละครสมจริงได้ นอกจากนี้ กระบวนวิธีวิจัยดังกล่าว อาจเป็นแนวทางและวิธีช่วยให้ผู้กำกับการแสดง ได้ฝึกหัดค้นหาความคิดหลักของเรื่องให้เข้าใจแม่นยำ ตระหนักกับสิ่งที่ต้องการสื่อสาร รวมทั้งลำดับความสำคัญโดยใช้ความคิดหลักนั้นนำทางค้นหารูปแบบกลวิธีนำเสนอได้อย่างมีทิศทางชัดเจนขึ้นด้วย
กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่ กับความต้องการของตัวละคร : กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร “มาช่า” ในละครเวทีเรื่อง วานย่า และ ซอนย่า และ มาช่า และ สไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการแสดงในการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงและเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการตัวละครของนักแสดงในฐานะตัวละคร “มาช่า (Masha)” ในบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่มากพอทำให้ผู้วิจัยประสบปัญหาในการแสดง 2 เรื่อง คือ 1.) การเป็นตัวละครหรือการเข้าถึงบทบาทของตัวละคร และ 2.) การอยู่กับความต้องการของตัวละคร โดยมีคำถามงานวิจัยว่า ผู้วิจัยจะสามารถพัฒนาทักษะการแสดงเรื่องการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงในการแสดงบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ค้นคว้าหาข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี ของนักการละครตะวันตกที่ได้ร่ำเรียนจากศาสตร์ด้านการแสดงของหลักสูตรปริญญาโท ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตั้งสมมติฐานของงานวิจัยไว้ว่าการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละคร "มาช่า (Masha)" จะช่วยให้ร่างกายของผู้วิจัยในฐานะนักแสดงสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1.) การทำงานวิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2.) กระบวนการฝึกซ้อมการแสดง 3.) ช่วงระยะเวลาการทำงานก่อนวันแสดง (Pre - Production) และ 4.) ช่วงระยะเวลาการแสดงและหลังการแสดง (Production) นอกจากนี้ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินผลการวิจัย 2 แบบดังนี้ คือ 1.) แบบบันทึกวิดิโอการซ้อมการแสดงและการสังเกต (Observation) ผู้วิจัยได้มีการจดบันทึกคำแนะนำจากผู้กำกับหลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง พร้อมทั้งบันทึกภาพวิดิโอตอนช่วงฝึกซ้อมบางช่วงกับบันทึกวิดีโอรอบวันแสดงจริง และ 2.) การประเมินผลจากการแสดงจริงของช่วงระยะหลังการแสดง(Post Production) ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามจากผู้รับชมการแสดงและคำแนะนำจากผู้กำกับและครูที่ปรึกษาหลักด้านการแสดง ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า การเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวละครโดยการที่นักแสดงต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบตัวละคร พร้อมทั้งการปล่อยวางตนเองให้อยู่กับปัจจุบันขณะ(Moment) จะสามารถช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสื่อสารการแสดง ถ่ายทอดบทบาท และสามารถตอบสนองปรับเปลี่ยนวิธีการการแสดงที่มีมิติหลากหลายพร้อมทั้งแสดงตามสถานการณ์ในฉากได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้นำ แนวคิด ทฤษฎี เทคนิคการแสดงของผู้เชี่ยวชาญการแสดงชื่อดังทั้ง 3 ท่านคือ …
การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช
การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะความเป็นมืออาชีพของแพทย์ที่ควรเสริมสร้างตั้งแต่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ความเห็นอกเห็นใจส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีของแพทย์และคนไข้ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและเก็บข้อมูลจากคนไข้ได้ดีขึ้น ลดความวิตกกังวลและความเครียดของคนไข้ ศิลปะการละครเป็นศาสตร์ที่มีศักยภาพในการฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ ปัจจุบันมีการใช้ละครด้นสดมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจในนักศึกษาแพทย์ แต่ยังขาดการศึกษาที่ใช้ทฤษฎีการแสดงมาประยุกต์ในเชิงปฏิบัติ และยังไม่มีการศึกษารูปแบบนี้ในประเทศไทย วิจัยนี้ศึกษาการออกแบบ ‘หลักสูตรการแสดงเพื่อความเห็นอกเห็นใจ’ สำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสม ความพึงพอใจ และทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ที่มีต่อหลักสูตร ตลอดจนศึกษาพัฒนาการด้านการสื่อสารและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเรียน การออกแบบหลักสูตรใช้หลักการแสดงของนักการละครชาวรัสเซีย คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ประกอบด้วยทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะสร้างสรรค์ การเชื่อมโยง และจินตนาการ นำมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เป็นหลักสูตรการแสดงความยาว 3 วัน รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมงที่มุ่งหวังให้นักศึกษาแพทย์เชื่อมโยงกับตนเอง ผู้อื่น และคนไข้อย่างมืออาชีพ หลักสูตรได้นำมาใช้กับนักศึกษาแพทย์กลุ่มนำร่อง 6 ราย เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและกลุ่มตัวอย่าง 21 ราย เพื่อวัดผล ตัวอย่าง 19 ราย ได้สื่อสารกับผู้ป่วยจำลองก่อนและหลังเรียนเพื่อประเมินทักษะการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ผลวิจัยพบว่ามากกว่า 95% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าหลักสูตรช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เข้าใจความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาแพทย์ อยากชักชวนเพื่อนให้มาเรียน สนใจเข้าร่วมอีกในอนาคต และเห็นด้วยว่าการละครช่วยให้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจได้ดีขึ้น การสื่อสารกับผู้ป่วยจำลองหลังจบหลักสูตรพบว่า ตัวอย่างมีคะแนนการประเมินทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสูงขึ้นในทุกด้าน ทักษะที่พัฒนาเด่นชัดคือด้านความเห็นอกเห็นใจและภาษากาย ตัวอย่างได้สะท้อนถึงคุณลักษณะเด่นของละครในการพัฒนาศักยภาพทั้งในระดับบุคคลไปถึงระดับระหว่างบุคคล การเรียนรู้มนุษย์และอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านตัวละครคือจุดเด่นของหลักสูตรนี้ ละครเป็นกิจกรรมแบบบูรณาการที่เหมาะสมและสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจของนักศึกษาแพทย์ได้ สามารถประยุกต์เป็นกิจกรรมเสริมในรายวิชาหรือประยุกต์ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้
การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัว, จุฑาพิชญ์ อุสาหะ
การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัว, จุฑาพิชญ์ อุสาหะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยทางศิลปะที่บูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างศิลปะแสดงสด กับศิลปะการละคร โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผลงาน “ศิลปะแสดงสด”ด้วยสื่อศิลปะหลายรูปแบบ และประยุกต์ใช้กลวิธีของศิลปะการละคร ได้แก่ การเล่าเรื่อง และ การแสดง เพื่อนำเสนอผลงาน ศิลปะแสดงสด จากเรื่องเล่าส่วนตัวและความทรงจำ โดยกำหนดประเด็นหลักที่จะสื่อสาร ได้แก่ การกลับไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ได้ทำความเข้าใจกับอดีต การเยียวยาและการรับรู้บริบทของ “ครอบครัว” ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อก้าวพ้นผ่านเวลาที่ยากลำบากผู้วิจัยคาดหวังว่าผลงาน “ศิลปะแสดงสด” ที่ใช้หลักของการเล่าเรื่องและการแสดงทางศิลปะการละคร จะสามารถสื่อสารและสร้างประสบการณ์การรับรู้ในการรับมือกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกกลั่นแกล้งทางสังคมให้กับผู้ชมแต่ละบุคคลในขณะชมการแสดง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ชมในการรับรู้เรื่องราวที่เป็นประเด็นทางสังคมนำไปสู่การก้าวผ่านความรู้สึกอันเป็นทุกข์ของตนได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
การกํากับการแสดงละครเวทีประเภทละครโศกนาฏกรรมจำอวด เพื่อนำเสนอปัญหาการหลีกหนีความเป็นจริง : กรณีศึกษา เรื่อง เดอะ เมดส์ ของ ฌอง เฌอเนต์, เมธาวุฒิ นวลฉวี
การกํากับการแสดงละครเวทีประเภทละครโศกนาฏกรรมจำอวด เพื่อนำเสนอปัญหาการหลีกหนีความเป็นจริง : กรณีศึกษา เรื่อง เดอะ เมดส์ ของ ฌอง เฌอเนต์, เมธาวุฒิ นวลฉวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีตามแนวทางของละครประเภทโศกนาฏกรรมจำอวด (Tragic Farce) ผ่านกรณีศึกษาการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เดอะ เมดส์ (The Maids) ของ ฌอง เฌอเนต์ โดยมุ่งหมายในการถ่ายทอดประเด็น “การหลีกหนีความเป็นจริง” (Escapism) อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวคิดเชิงจิตวิทยาที่อ้างอิงจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องกลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) ผู้วิจัยในฐานะผู้กำกับการแสดงได้ออกแบบและดำเนินกระบวนการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยการตีความบทละคร การพัฒนาแนวทางการกำกับการแสดงที่บูรณาการองค์ประกอบของโศกนาฏกรรมกับลักษณะตลกร้ายของละครจำอวด การฝึกซ้อมกับนักแสดง การออกแบบองค์ประกอบศิลป์ และการจัดการแสดงต่อผู้ชมจริง รวมถึงการเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ชมจำนวน 325 คน โดยอาศัยทั้งวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ชมส่วนใหญ่สามารถรับรู้และเข้าใจสาระสำคัญของประเด็น “การหลีกหนีความเป็นจริง” ได้อย่างชัดเจน และมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่สะท้อนถึงการเข้าถึงแก่นสารของบทละคร การกำกับการแสดงตามแนวทางโศกนาฏกรรมจำอวดช่วยลดทอนภาวะตึงเครียดของผู้ชมลง ขณะเดียวกันยังสามารถคงไว้ซึ่งความเข้มข้นทางความหมายและพลังของสารที่ต้องการสื่อ ผลการวิจัยยืนยันว่าการกำกับการแสดงละครเวทีโดยผสานแนวคิดทางจิตวิทยาเข้ากับรูปแบบโศกนาฏกรรมจำอวดสามารถเป็นแนวทางที่ทรงประสิทธิภาพในการสื่อสารประเด็นทางจิตใจที่ซับซ้อนในบริบทร่วมสมัย และส่งเสริมให้เกิดการใคร่ครวญตนเองในหมู่ผู้ชมได้อย่างลุ่มลึก
การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล
การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้แบบฝึกหัดการแสดงด้วยหน้ากาก ได้แก่ หน้ากากนูทรัล หน้ากากตัวละคร และคอมเมเดีย เดลลาร์เต เพื่อพัฒนาและฝึกฝนทักษะการแสดงตลกจำอวดของนักแสดง กรณีศึกษาบทบาทของเบอร์นาร์ดจากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของมาร์ค คาโมเลตติ โดยศึกษาความสัมพันธ์โรแมนติกที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็วของเบอร์นาร์ดที่ส่งผลต่อการแสดงออกทางกายภาพ กระบวนการฝึกฝนใช้เทคนิคการแสดงหน้ากากของฌาคส์ เลอค็อก เริ่มต้นด้วยการฝึกหน้ากากนูทรัลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมตนเอง ตามด้วยหน้ากากตัวละครเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร และต่อเนื่องด้วยหน้ากากคอมเมเดีย เดลลาร์เต โดยเฉพาะอาร์เลคคีโน ซานนี และกัปปิตาโน นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ทดลองใช้หน้ากากกาย ฟอว์คส์ เพื่อสำรวจมุมมองใหม่ในการเข้าถึงบุคลิกภาพที่แตกต่างจากตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนความรู้สึกภายในและตัวละคร สามารถขจัดบุคลิกภาพเดิม เช่น ความอ่อนโยน นุ่มนวล และสร้างกายภาพใหม่ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาย ทั้งในด้านความมั่นใจ ความเจ้าเล่ห์ และการเคลื่อนไหวที่เฉียบคม การทดลองนี้ยังส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนและขยายลักษณะทางกายภาพในฐานะตัวละครและนักแสดง รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาภาษากายที่เหมาะสมกับตัวละคร จากการฝึกฝน ผู้วิจัยพบว่าตนเองในฐานะนักแสดงมีการพัฒนาการใช้ร่างกายเพื่อการแสดงที่ดีขึ้นและมีอิสระในการใช้ร่างกาย ลดการใช้ความคิด และเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมท่าทางและจังหวะการเคลื่อนไหวที่ราบรื่น ซึ่งนำไปสู่การแสดงเป็นเบอร์นาร์ดในละครตลกจำอวดที่มีจังหวะและสร้างอารมณ์ขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ (Michael Chekhov) ในการพัฒนาทักษะด้านความเชื่อในตัวละครและสมาธิ ผ่านกระบวนการฝึกซ้อมบทบาท “โลมอฟ” จากละครเรื่อง “The Proposal” ซึ่งเป็นละครแนวฟาร์ซที่มีความซับซ้อนทั้งทางอารมณ์และจังหวะการแสดง การใช้เทคนิคเชคอฟช่วยให้นักแสดงสามารถเข้าถึงสภาวะภายในของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และเสริมสร้างสมาธิที่มั่นคงระหว่างการแสดง ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์และพลังของบทบาทได้อย่างเต็มที่ ในกระบวนการฝึกซ้อมผู้วิจัยได้เผชิญกับความท้าทายเรื่องการใช้พลังงานทางร่างกายที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดอารมณ์และความเข้มข้นของตัวละคร จึงมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการฝึกซ้อมโดยเน้นการปรับสมดุลของพลังงานและการตอบสนองในกลุ่มนักแสดง ผลจากการปรับวิธีฝึกนี้ทำให้เกิดพัฒนาการที่ชัดเจนทั้งในด้านความมั่นใจและการแสดงออกของนักแสดงแม้ว่าในวันแสดงจริงจะมีข้อจำกัดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้การแสดงสามารถจัดขึ้นได้เพียงรอบเดียว และไม่สามารถเก็บข้อมูลจากผู้ชมได้อย่างครบถ้วน แต่ผลการประเมินจากการสะท้อนตนเองของผู้วิจัย รวมถึงความคิดเห็นจากผู้กำกับและผู้ทรงคุณวุฒิ ยังคงยืนยันว่าเทคนิคของไมเคิล เชคอฟเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการแสดงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านการสร้างและรักษาภาวะตัวละครที่มีความซับซ้อนและหลากหลายทางอารมณ์
การสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตด้วยแนวทางไซโคฟิสิคัลและศาสตร์ชี่กง สำหรับนักแสดงเดี่ยวละครแนวสมจริง : กรณีศึกษาบทละครเรื่อง กราวด์ โดย จอร์จ บรานท์, มาเรียน พุ่มอ่อน
การสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตด้วยแนวทางไซโคฟิสิคัลและศาสตร์ชี่กง สำหรับนักแสดงเดี่ยวละครแนวสมจริง : กรณีศึกษาบทละครเรื่อง กราวด์ โดย จอร์จ บรานท์, มาเรียน พุ่มอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตของนักแสดงเดี่ยวในละครแนวสมจริง โดยใช้บท กราวด์ เป็นกรณีศึกษา ผ่านการฝึกชี่กงควบคู่กับแนวทางไซโคฟิสิคัล ภาวะพร้อมทางกายจิตหมายถึงภาวะที่กายและจิตทำงานสอดประสาน มีพลังงานภายในที่ไหลลื่นและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างสมดุล สมมติฐานของงานวิจัยคือ การฝึกชี่กงและแนวทางไซโคฟิสิคัลเน้นแนวทางของลาบานและเชคอฟจะช่วยให้นักแสดงมีภาวะพร้อมทางกายจิต ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดตัวละครได้อย่างมีพลัง ทำให้สามารถสื่อสารหลักของบทละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ การเตรียมฐานกายจิตด้วยชี่กง การใช้ Eight Efforts ของลาบาน และการเข้าถึงภาวะภายในผ่าน Psychological Gesture, Archetypes, Image Work ก่อนทำการแสดงจริง 3 รอบ โดยเก็บข้อมูลจากวิดีโอการแสดง แบบสอบถามผู้ชม ความเห็นจากผู้กำกับ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบันทึกของผู้วิจัย ผลการวิจัยพบว่า ชี่กงมีบทบาทหลักในการวางฐานกายจิตและเปิดการรับรู้พื้นที่ ส่วนแนวทางของลาบานและเชคอฟช่วยให้นักแสดงแปลงภาวะภายในเป็นการแสดงที่ทรงพลัง ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้พลังงานจากนักแสดงได้แม้ในช่วงไร้บทพูด งานวิจัยจึงเสนอว่า ลำดับการฝึกที่เริ่มจากชี่กงแล้วต่อด้วยไซโคฟิสิคัล เหมาะอย่างยิ่งกับการแสดงเดี่ยวแนวสมจริงที่ต้องการภาวะพร้อมทางกายจิตของนักแสดงที่ส่งพลังถึงผู้ชมได้ทั้งพื้นที่
The Use Of Stella Adler And Michael Chekhov’S Acting Technique And Theory In Developing Acting Skills For Characters With Mental Health Conditions: A Case Study Of Henrik Ibsen's Hedda Gabler, Suhansa Jarurattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the application of Stella Adler’s and Michael Chekhov’s acting techniques in portraying characters with mental health conditions, focusing specifically on Narcissistic Personality Disorder (NPD), Major Depressive Disorder (MDD), and Borderline Personality Disorder (BPD). Recognising the complexity of these conditions, which often involve emotional instability, identity disturbance, and behavioural contradictions, the study examines the challenges actors face in authentically representing both the internal psychological states and external behaviours of such characters. The research analyses Adler’s emphasis on imagination and the character’s given circumstances, alongside Chekhov’s techniques of Psychological Gesture and Imaginary Centre, using Henrik Ibsen’s Hedda Gabler as …
การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล
การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นหากลวิธีการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิดและองค์ประกอบบทแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาที่ปรากฏในบทความของ เจสัน เฮเลอร์แมน (2024) และ ไอวี่ ลอฟเบิร์ก (2016) รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับการใช้องค์ประกอบละครเวทีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญจากงานวิจัยของ เอมิลี่ โอดันเนิล (2018) เพื่อค้นหากลวิธีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยา โดยผู้วิจัยเลือกศึกษาข้อมูลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กเพื่อใช้สภาวะดังกล่าวเป็นประเด็นหลักของเรื่อง (main theme) จากนั้นผู้วิจัยนำองค์ความรู้ที่ได้มาสร้างสรรค์บทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาเรื่อง ว้าง โดยมุ่งใช้แนวคิดและองค์ประกอบของบทแนวดังกล่าวในการทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจสภาวะดังกล่าวและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ ผู้วิจัยจัดแสดงละครเวทีเรื่อง ว้าง ในรูปแบบการอ่านบท (staged reading) เพื่อเก็บความคิดเห็นของผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชมสามารถเข้าใจและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ชมส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าความคลุมเครือของเรื่องและตัวละคร ‘ผี’ ส่งผลให้ประเด็นหลักของเรื่องไม่ชัดเจน โดยจากการวิเคราะห์ผล ผู้วิจัยเห็นว่าเนื่องจากบทแนวดังกล่าวมีความคลุมเครือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ผู้เขียนบทจึงต้องให้ความสำคัญและคำนึงถึงกลวิธีการสร้างความชัดเจนให้กับนัยยะที่ต้องการสื่อผ่านความสยองขวัญในเรื่องเพื่อให้ประเด็นหลักและสารของเรื่องถูกนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างสรรค์นาฏกรรม "มรณานุสติของอินทรชิต", อดิศักดิ์ พรหมนอก
การสร้างสรรค์นาฏกรรม "มรณานุสติของอินทรชิต", อดิศักดิ์ พรหมนอก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์นาฏกรรม “มรณานุสติของอินทรชิต” โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการทดลองสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า อินทรชิตเป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากรามายณะของฮินดู การที่อินทรชิตตระหนักถึงการเข้าสู่ความตายของตนเอง สอดคล้องกับหลักมรณานุสติในพระพุทธศาสนา จึงมีการกำหนดแนวคิดการแสดงเพื่อนำเสนอการระลึกถึงความตายของอินทรชิต ผ่านการแสดงเดี่ยวในรูปแบบนาฏกรรมไทยร่วมสมัย มีองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ 1) บทบาทตัวละคร 1 ตัวละคร คือ อินทรชิต วิเคราะห์ตามหลักขันธ์ 5 2) เครื่องแต่งกาย จำแนกเป็น 3 ส่วน คือ ศิราภรณ์ พัสตราภรณ์ และถนิมพิมพาภรณ์ 3) บทพากย์และเจรจา ปรับกลอนบทละครเป็นบทพากย์และเจรจา รวม 10 บท 4) ดนตรีประกอบการแสดง เป็นดนตรีไทยร่วมสมัยแทรกคำพากย์และเจรจา ประสานเสียงชาย-หญิง 5) ภาพร่างเรื่องราว มีจำนวน 7 ฉาก ได้แก่ ฉากที่ 1 สนามรบ ฉากที่ 2 นอกกำแพงกรุงลงกา ฉากที่ 3 โถงทางเดิน ฉากที่ 4 ที่ไสยาทศกัณฐ์ ฉากที่ 5 เคลื่อนทัพ ฉากที่ 6 สนามรบ และฉากที่ 7 มรณานุสติ 6) ฉากการแสดง นำเครื่องฉายภาพและวีดิทัศน์ (Projector) ฉายลงบนผ้าขาว 7) ท่ารำและพื้นที่แสดง ท่ารำแบบนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย เรียงจากท่าเล็ก (ท่าที่ระดับแขนอยู่ล่าง) ไปท่าใหญ่ (ท่าที่ระดับแขนอยู่บน) และกำหนดแรงของการเคลื่อนไหวท่ารำช้า-เร็ว-ช้าตามลำดับ พื้นที่แสดงแบ่งส่วนตามกฎ 3 ส่วน (Rule of Thirds) ทิศทางการเคลื่อนที่เป็น 8 ทิศ การทดลองสร้างสรรค์นี้เป็นการนำมรณานุสติในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นนามธรรม มาถ่ายทอดผ่านอินทรชิตตัวละครสำคัญในรามเกียรติ์ให้เกิดเป็นรูปธรรมที่สามารถสื่อสารให้รับรู้และเข้าใจได้
การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต, พนิดา ปวงบุผา
การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต, พนิดา ปวงบุผา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดแสดงโขนของโรงเรียนสาธิตระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งศึกษากระบวนการจัดแสดงโขนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วง พ.ศ. 2562–2567 การวิจัยฉบับนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสาร ได้แก่ หนังสือ วิจัย บทความที่เกี่ยวข้องกับนาฏยศิลป์ โขน การจัดการแสดง เก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏยศิลป์และโขน ผู้ฝึกสอน ผู้เรียน และผู้ปกครอง และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนสาธิตระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่มีการจัดแสดงโขนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ถึงปัจจุบัน ได้แก่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้แนวคิด 1 ศ 5 ส และโรงเรียนดรุณสิกขาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ใช้การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ด้วยปัญญา แต่ละโรงเรียนมีแนวทางการสอนที่แตกต่างกันตามปรัชญาการศึกษา แต่มีพันธกิจร่วมกันในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร อาจารย์ ผู้เรียน และผู้ปกครอง การจัดแสดงโขนในโรงเรียนสาธิตมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เยาวชน ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เช่น ความมีวินัย ความรับผิดชอบ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย ควรมีการศึกษาทฤษฎีหรือแนวคิดอื่นเพิ่มเติมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสอนโขนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต
การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019, ธัญวุฒิ พยายาม
การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019, ธัญวุฒิ พยายาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนการสอนและการปรับการดำเนินการสร้างงานนาฏกรรมในรายวิชาศิลปนิพนธ์ของสถาบันอุดมศึกษาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยกำหนดขอบเขตการศึกษาเฉพาะช่วงปีการศึกษา 2563–2565 และศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนวิชาศิลปนิพนธ์ด้านนาฏยกรรมไทยจำนวน 7 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จากการศึกษาพบว่า รายวิชาศิลปนิพนธ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ศิลปนิพนธ์เชิงอนุรักษ์ และศิลปนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด นิยมจัดแสดงผลงานบนเวทีต่อสาธารณชน แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 พบปัญหาในหลายด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านสถานที่ ด้านอุปกรณ์ ด้านความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต ด้านสมาธิ และสภาพจิตใจของผู้เรียน ปัญหาเฉพาะของศิลปนิพนธ์เชิงอนุรักษ์ ได้แก่ ด้านการต่อท่ารำ ด้านการงบประมาณ ด้านสถานที่ และด้านคุณภาพผลงาน ส่วนศิลปนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์พบปัญหาด้านสถานที่ ด้านการฝึกซ้อม การลงพื้นที่เก็บข้อมูล การจำกัดจำนวนผู้แสดง และด้านงบประมาณ การปรับรูปแบบการนำเสนอศิลปนิพนธ์ในช่วงวิกฤตนี้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) ด๊านซ์ฟิล์ม (Dance Film) ซึ่งใช้เทคนิคภาพยนตร์มาสนับสนุนการแสดงท่านาฏยศิลป์ 2) การบันทึกวีดิทัศน์ เน้นการถ่ายทอดท่ารำ 3) การแสดงสดบนเวทีซึ่งกลับมาใช้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายผลการศึกษาสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของทั้งผู้เรียนและผู้สอนภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ การใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารทางไกลมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนศิลปนิพนธ์ในยุควิกฤต
การสร้างสรรค์ละครรำเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม, ธนพล สุขสมรูป
การสร้างสรรค์ละครรำเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม, ธนพล สุขสมรูป
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ละครรำเรื่องธรรมาธรรมะสงครามเป็นวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ ผลการศึกษาพบว่า ธรรมาธรรมะสงคราม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นบทพากย์ มีความโดดเด่นในเรื่องคุณธรรม เคยนำมาจัดแสดงแนวโขนแต่ไม่ได้รับความนิยมผู้วิจัยสนใจนำบทพระราชนิพนธ์จัดทำในรูปแบบละครรำ การทดลองสร้างงานในครั้งนี้ผู้วิจัยสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่แต่งยังคงยึดรูปแบบจารีตของละครรำ มีกระบวนการสร้างสรรค์ประกอบด้วย 1.บทละคร เป็นการถอดความจากบทพากย์พระราชนิพนธ์เรื่องธรรมาธรรมะสงคราม มาทำเป็นบทละคร โดยคงรูปแบบของคำศัพท์เดิมไว้ให้มากที่สุด 2.การบรรจุเพลง ได้แก่ เพลงช้าประสม เพลงเวสสุกรรม(ประสานเสียง) และสอดแทรกการสวดโอ้เอ้วิหารราย 3.เครื่องแต่งกาย ออกแบบเครื่องแต่งกายตัวละครธรรมะเทวบุตร และอธรรมะเทวบุตร 4.การออกแบบท่ารำ ได้แก่ 1.ท่ารำเฉพาะของตัวละคร 2.ท่ารำกลมบนราชรถ 3.กระบวนท่ารบบนราชรถ โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ในการทดลองสร้างงานในครั้งนี้หากมีแนวคิดที่ดี ความรู้ที่ถูกต้องสามารถนำมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดงได้หลากหลายรูปแบบ
การสวมบทบาทนางรจนาในละครเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2, กัณฑ์กรพัชญ์ สุทธิพร
การสวมบทบาทนางรจนาในละครเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2, กัณฑ์กรพัชญ์ สุทธิพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ เรื่อง การสวมบทบาทนางรจนาในละครเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการสวมบทบาทนางเอก (ผู้ชาย) ละครนอกแบบหลวง บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ของรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์ ผลการวิจัยพบว่า การสวมบทบาทการแสดงเป็นผู้หญิงปรากฏอยู่ในนาฏกรรมไทยหลายประเภท เช่น ละครนอก สันนิษฐานว่าเริ่ม มาจากการละเล่นมหรสพของชาวบ้านในสมัยอยุธยา การสวมบทบาทนางรจนาในละครนอกเรื่องสังข์ทองของรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ได้รับการถ่ายทอดและฝึกหัดบทบาทนางรจนาจากคุณครูเฉลย ศุขะวณิช และได้รับคำแนะนำจากคุณครูจำเรียง พุธประดับ เนื่องจากบุคลิกและอุปนิสัยที่สอดคล้องกับบทบาทนางรจนา ประกอบกับการศึกษาตัวละครนางรจนาในเรื่องสังข์ทอง การฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และประสบการณ์การแสดงมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับตนจนกลายเป็นกลวิธีเฉพาะบุคคล การพิจารณาเลือกผู้ชายมาสวมบทบาทนางเอก คือ รูปร่างเล็กสันทัด ใบหน้ารูปไข่หรือใบหน้ากลม มือและแขนยาวเรียว ปากเรียว และมีปฏิภาณไหวพริบดี รูปแบบกระบวนท่ารำ จำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การตีความอุปนิสัยของตัวละคร และการตีบทตามอารมณ์ความคิดของตัวละคร โครงสร้างกระบวนท่ารำ ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนศีรษะและใบหน้า ส่วนลำตัวและไหล่ ส่วนแขนและมือ และส่วนเท้า รวมถึงการแสดงสีหน้าอารมณ์ ได้แก่ อารมณ์รัก อารมณ์เศร้า อารมณ์ประชดประชัน และอารมณ์โกรธ ท่ารำที่เป็นอัตลักษณ์ คือ ท่าพลิกเท้า เครื่องมือในการแสดง ประกอบด้วย ภายนอก (สรีระร่างกาย) และภายใน คือ (อารมณ์และความคิด) องค์ประกอบเสริม ได้แก่ การแต่งหน้า การแต่งกาย และการเลือกศิราภรณ์ จากการสังเคราะห์คุณสมบัติของนักแสดงที่ดีพบว่ามี 6 ประการ ได้แก่ ความงดงามของจิตใจ ความพร้อมของร่างกาย ความสามารถในการสังเกต ความจำ ความเข้าใจ และความมีวินัย กล่าวได้ว่าผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบทบาทของตัวนางในนาฏกรรมไทยต่อไป
การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการในการแสดงที่จะสามารถนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ (Tell Me on a Sunday) อีกทั้งเพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการร้องเพลงเพื่อนำเสนอตัวละคร เอ็มม่า ผ่านบทละครเพลงดังกล่าว โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และฝึกซ้อมการแสดงควบคู่กับการฝึกฝนแบบฝึกหัดทางด้านการแสดงเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ซึ่งความท้าทายของละครเพลงข้างต้นคือ จะมีเพียง 1 ตัวละคร ที่นำเสนอเรื่องราวบนเวที โดยมีการพูดคุยกับตัวละครอื่นที่ไม่ปรากฏบนเวที ดังนั้นนักแสดงจึงต้องใช้จินตนาการในการแสดงอย่างมากเพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม และเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น วิธีการหลักที่ถูกใช้ในการพัฒนาและสร้างตัวละครในงานวิจัยนี้คือมนต์สมมติ (Magic If) โดยคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี (Constantin Stanislavski) ควบคู่ไปกับทฤษฎีการแสดงเกี่ยวกับการใช้จินตนาการ (Imagination) ของ สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อมและการแสดง ซึ่งมีการประเมินผลหลังจากนำเสนอผลงานการแสดงแล้วโดยการเก็บรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชมทั้งหมด 50 ชุด การประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษาในรอบก่อนการแสดงจริง และมีการวิเคราะห์จากการพูดคุยจากการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิหลังจบการแสดง กระบวนที่สังเคราะห์ได้คือการฝึกฝนตามลำดับดังนี้ Magic If, Given Circumstances, Super Objective และการใช้แบบฝึกหัดเข้ามาช่วยพัฒนาระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งผลจากการฝึกฝนตามกระบวนการที่ได้มาทำให้ผู้วิจัยสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ที่ตัวละครกำลังประสบอยู่ และเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเอ็มม่า ในส่วนของผลของการฝึกฝนการร้องเพลงคือผู้วิจัยเกิดความมั่นใจในการร้องเพลงเพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวของตัวละครสู่ผู้ชมมากขึ้น และผู้วิจัยไม่เกิดความกังวลขณะที่กำลังแสดงอยู่เนื่องจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก่อนการแสดงจริง
กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ
กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงลูกกรุง โดยใช้หลักการและแบบฝึกหัดลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์มาปรับใช้สำหรับการสอน โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อค้นหาแนวทางการสอนการแสดงและแบบฝึกหัดทางการแสดงที่เหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลงสำหรับนักร้อง และเพื่อให้ผู้วิจัยได้ศึกษากระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการในฐานะครูสอนการแสดง และได้เลือกศึกษากับผู้เข้ารับวิจัยจำนวน 5 คน โดยมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1) เป็นบุคคลกลุ่มเพศใดก็ได้ 2) เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 3) เป็นผู้ที่มีพื้นฐานการร้องเพลงอยู่แล้ว 4) เป็นผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง ผู้วิจัยได้ออกแบบแผนการสอนที่เน้นใช้แบบฝึกหัดของลี สตราสเบิร์ก และแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ให้ผู้เข้ารับวิจัยได้ฝึกไว้เป็นหลัก ซึ่งมีระยะเวลาการสอนทั้งหมดจำนวน 12 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง และเมื่อผู้เข้ารับวิจัยเรียนครบตลอดแผนการสอนแล้วจึงได้จัดคอนเสิร์ตประกอบวิทยานิพนธ์เพื่อแสดงต่อหน้าผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนำข้อเสนอแนะรวมถึงแบบสอบถามจากผู้ชมมาประเมินผล ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกหัดและหลักการของทั้งลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ ที่ผู้วิจัยนำสอนสามารถใช้พัฒนาผู้เข้ารับวิจัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้วิจัยค้นพบว่าหลักการของลีสตราสเบิร์กในเรื่องของการสร้างความจริงจากภายในโดยใช้จิตนาการแห่งการรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตนั้น สามารถทำให้ผู้เข้ารับการวิจัยสามารถถ่ายทอดและสื่อสารความรู้สึกออกมาได้อย่างจริงใจได้จริง รวมถึงแบบฝึกหัดการพูดซ้ำ (Repetition) ในหลักการของแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ที่เน้นให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับมีสติปัจจุบันขณะแม้อยู่ภายใต้สถานการณ์สมมตินั้นก็สามารถทำให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับปัจจุบันขณะ (Moment) ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาเสถียรภาพการอยู่กับปัจจุบันขณะให้มั่นคงจนสามารถนำสามารถมาใช้ได้เป็นเองโดยอัตโนมัติ การทำวิจัยครั้งนี้ทำให้ผู้วิจัยค้นพบการที่จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นแบบฝึกหัดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ จะต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้เรียนเองเพราะพลังแห่งความตั้งใจนี้จะส่งผลให้ผู้เรียนไม่ทำอะไรอย่างครึ่งๆ กลางๆ และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างก้าวกระโดด อีกประการหนึ่งคือทักษะด้านการร้องเพลงของผู้เรียนเอง ผู้เรียนควรมีทักษะการร้องที่ดีอยู่แล้วจึงจะต่อยอดทักษะทางด้านนี้ต่อไปได้ เพราะหากยังพะวงเกี่ยวกับการร้องเพลงของตนเองอยู่ จะส่งผลทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าสมาธิผิดที่ได้โดยง่าย นอกจากนี้ครูผู้สอนจำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านการแสดงที่แม่นยำเพื่อที่จะได้ฝึกผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างสูงสุด
แนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ, มยุริญ แพงทรัพย์
แนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ, มยุริญ แพงทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติและศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ โดยเป็นการวิจัยเชิงทดลองประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการทดลองสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยส่งตัวแทนเข้าประกวดนางงามจักรวาลครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2497 และเข้าร่วมรายการมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการประกวดรอบชุดประจำชาติ ที่ผ่านมาการสร้างสรรค์ท่าทางลีลานาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) นางงามและบุคคลใกล้ชิดเตรียมท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยเพื่อใช้ในการประกวด 2) กองประกวดผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยส่งนางงามเข้าฝึกหัดท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างคลังท่าหรือโครงสร้างของท่าและกระบวนท่าสำหรับให้นางงามเลือกใช้เมื่อถึงการประกวด 3) กองประกวดผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยจัดหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยสำหรับการนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ ส่วนแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ ผู้วิจัยพบว่ามีปัจจัยที่เป็นข้อบังคับจากกองประกวดนางงามจักรวาลและผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยอยู่ 6 ประการ ได้แก่ 1) แนวคิดเครื่องแต่งกาย 2) แนวดนตรีประกอบการประกวดในรอบชุดประจำชาติ 3) ระยะเวลาในการนำเสนอ 30-90 วินาที 4) รูปแบบเวทีการวางตำแหน่งเมื่ออยู่บนเวที และมุมกล้อง 5) คุณสมบัติของนางงาม 6) วิธีการเดินของนางงาม เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้แล้วจึงดำเนินการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางโดยเน้นการเดินของนางงามผสานเข้ากับลีลาท่าทางนาฏศิลป์ไทยและการแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านสีหน้าแววตา โดยคำนึงถึงการส่งเสริมแนวคิดของเครื่องแต่งกายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล
การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ดำเนินการในสามส่วนหลัก ๆ ได้แก่ การวิเคราะห์กิจกรรมต่าง ๆ ในการผลิตภาพยนตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบนิเวศทางวัฒนธรรม โดยการวิเคราะห์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันของผู้คนที่เชื่อมโยงกับองค์กร สถาบัน ธุรกิจ ระบบเทคโนโลยี และปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์ในการผลิตภาพยนตร์ดิจิทัล ส่วนต่อมา คือ การรวบรวมข้อมูลและประเมินทรรศนะของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญ และความต้องการในอนาคต เพื่อรักษาและเสริมสร้างระบบในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ และส่วนสุดท้าย คือ การออกแบบแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีของความยั่งยืน แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ได้ระบุถึงโอกาสสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลผ่านการดำเนินการสองระยะ ได้แก่ ระยะแรกเป็นการมุ่งเน้นและเสริมจุดแข็งเพื่อการเป็น “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ผ่านการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ และระยะหลังเป็นการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ไปสู่ความเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนผ่านโครงการและแผนงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นผู้วิจัยได้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี คือใช้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนในท้องถิ่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ วารสาร เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศของจังหวัดเชียงใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัล และนับเป็นจุดแข็งที่ชัดเจน ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีมากขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และรองลงมาคือสภาพการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ซึ่งมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความพร้อมในธุรกิจภาพยนตร์ดิจิทัล สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย และเครือข่ายระดับนานาชาติ อีกทั้งประชาชนในท้องถิ่นยังมีความต้องการให้มุ่งเน้นการพัฒนาคนรวมถึงการสร้างเสริมโอกาสงานเป็นอันดับแรก เพื่อให้คนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ต่อไปส่วนประเด็นสำคัญในการสร้างแผนยุทธศาสตร์นี้มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดแนวทางแผนปฏิบัติการเร่งรัดสำหรับการจัดกิจกรรมทางภาพยนตร์ในพื้นที่เพื่อสร้างความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมภาคประชาชนให้แก่ผู้คนในท้องถิ่นตามวิถีนิเวศวัฒนธรรม 2) การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ องค์กร หรือเครือข่ายขึ้นเพื่อดูแลรับผิดชอบงานด้านภาพยนตร์ในพื้นที่ ตลอดจนการอัปเดตข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) ความสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและเชื่อมต่อกับนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งสามารถช่วยสร้างเสริมอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ให้มีเสน่ห์และความโดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะ “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ด้วยระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สำหรับงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้กำหนดประเด็นพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีนิเวศวัฒนธรรมไว้ 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านศักยภาพของคน ศักยภาพของพื้นที่ การจัดการ และการมีส่วนร่วม โดยมีเป้าหมายในระยะสั้นไปสู่การเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์ และปูทางไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนต่อไป
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศ, นัทธมน ปุยภูงา
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศ, นัทธมน ปุยภูงา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการค้นคว้าทางเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการทดลองสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏยศิลป์ กีฬาลีลาศมีทั้งความเป็นศิลปะและเป็นกีฬาอยู่ในศาสตร์เดียวกัน ผู้วิจัยได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ลีลาศที่มีการนำนาฏยศิลป์ไทยมาใช้ในการออกแบบ ได้แก่ จังหวะตะลุง จึงได้ทำการทดลองสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศจำนวน 2 ประเภท โดยใช้การฟ้อนแบบนีโอล้านนาที่มีลักษณะการรำที่ช้าในจังหวะวอลซ์ เกิดขึ้นเป็น “ล้านนาวอลซ์” และ การเซิ้งทางภาคอีสานของไทยที่มีลักษณะการรำที่เร็วในจังหวะแซมบ้า เกิดขึ้นเป็น “ภูไทแซมบ้า กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ 1. แนวคิด 2. เพลงประกอบ 3. การออกแบบท่าเต้น 4. การออกแบบเครื่องแต่งกาย และ 5. การนำเสนอผลการสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศคือ การใช้ลักษณะเด่นของนาฏยศิลป์ไทยได้แก่ การจีบ การตั้งวง และการกดเกลียวข้าง มาใช้กับส่วนบนของร่างกาย ส่วนการใช้เท้าและการใช้พื้นที่เป็นไปตามแบบลีลาศ ทั้งการฟ้อนแบบนีโอล้านนาและการเซิ้งทางภาคอีสานของไทย เหมาะสำหรับการออกแบบส่วนบนของร่างกาย การเต้นของวอลซ์และแซมบ้ามีลักษณะการใช้เท้าและขาเหมาะสำหรับการสร้างสรรค์ส่วนล่าง โดยผู้วิจัยเห็นว่ามีความเป็นไปได้ในการนำนาฏยศิลป์ไทยมาออกแบบสร้างสรรค์ในรูปแบบกีฬาลีลาศ และยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก