Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (5367)
- History (4425)
- Music (3234)
- Religion (3154)
- Anthropology (1973)
-
- English Language and Literature (1888)
- Education (1777)
- Creative Writing (1647)
- United States History (1551)
- Art and Design (1503)
- Folklore (1501)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (1264)
- Christianity (1094)
- Music Performance (1048)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (1032)
- Philosophy (928)
- Sociology (893)
- Public History (720)
- Catholic Studies (657)
- Theatre and Performance Studies (647)
- American Studies (619)
- Religious Thought, Theology and Philosophy of Religion (605)
- Women's Studies (602)
- Communication (554)
- Higher Education (547)
- Film and Media Studies (520)
- Fine Arts (515)
- Law (506)
- Medicine and Health Sciences (504)
- Institution
-
- University of Mississippi (2065)
- Brigham Young University (676)
- Western Kentucky University (584)
- City University of New York (CUNY) (540)
- Louisiana Tech University (531)
-
- Georgia Southern University (335)
- Andrews University (327)
- Liberty University (327)
- College of the Holy Cross (307)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (300)
- Duquesne University (241)
- Illinois State University (234)
- Eastern Illinois University (231)
- University of Alabama at Birmingham (225)
- George Fox University (210)
- Rhode Island School of Design (210)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (208)
- Asbury Theological Seminary (191)
- Syracuse University (185)
- University of Arkansas, Fayetteville (184)
- Chulalongkorn University (183)
- Claremont Colleges (182)
- Gettysburg College (181)
- Dordt University (176)
- Stephen F. Austin State University (175)
- Purdue University (172)
- Virginia Commonwealth University (171)
- University of Northern Iowa (168)
- University of New Mexico (159)
- University of Nebraska - Lincoln (158)
- Keyword
-
- Louisiana Industrial Institute (529)
- Louisiana Polytechnic Institute (529)
- Louisiana Tech University (529)
- Poetry (338)
- Western Kentucky University (281)
-
- English (261)
- History (222)
- Art (219)
- James (212)
- Literature (212)
- Meredith (207)
- Deaf culture (205)
- Church work with the deaf -- Catholic Church (204)
- Deaf -- Periodicals (204)
- Hearing impaired (204)
- Pastoral care of people with disabilities (204)
- EIU (190)
- Syllabi (189)
- 1933-; College integration -- Mississippi -- Oxford; Race relations; University of Mississippi -- History (178)
- Music (172)
- UAB (160)
- Fiction (156)
- Literary (152)
- Gender (150)
- Kentucky (148)
- Litmag (146)
- Holy Bible (142)
- Women (139)
- Photography (137)
- Archaeology (136)
- Publication
-
- Broadside Ballads: England (1328)
- Theses and Dissertations (371)
- Manuscript Finding Aids (330)
- Electronic Theses and Dissertations (249)
- Manuscript Collection Finding Aids (217)
-
- University Archives Finding Aids (213)
- WKU Archives Collection Inventories (211)
- Correspondence: Pro-integration (207)
- Independent Study Project (ISP) Collection (204)
- African American Funeral Programs (202)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (192)
- School of Music Programs (183)
- Mémoire Spiritaine (171)
- Uruk Journal of Human Sciences (151)
- Faculty Publications (137)
- Masters Theses (133)
- Theoretical Studies in Literature and Art (128)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (127)
- Publications and Research (127)
- Correspondence (123)
- Birmingham Poetry Review (119)
- The Light of Islam (119)
- Honors Theses (118)
- Index of Texas Archaeology: Open Access Gray Literature from the Lone Star State (115)
- Journal of International Women's Studies (113)
- Animal Sentience (106)
- Calliope (102)
- Broadside Ballads: Ireland (101)
- 101 Most Asked Questions (100)
- Conservatory of Music Concert Programs (97)
- Publication Type
- File Type
Articles 20311 - 20340 of 20627
Full-Text Articles in Arts and Humanities
กรรมวิธีการสร้างบัณเฑาะว์ของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์, พรรษพงศ์ สิขัณฑกนาค
กรรมวิธีการสร้างบัณเฑาะว์ของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์, พรรษพงศ์ สิขัณฑกนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องกรรมวิธีการสร้างบัณเฑาะว์ของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทเกี่ยวกับบัณเฑาะว์ ชีวประวัติครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ กรรมวิธีการสร้างบัณเฑาะว์ของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ และปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพเสียงบัณเฑาะว์ของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรี ด้านประวัติศาสตร์ ดนตรีพระราชพิธี และใช้การสังเกตอย่างมีส่วนร่วมเป็นเวลา 10 เดือน ผลการวิจัยพบว่าบัณเฑาะว์ปรากฏในคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นเครื่องดนตรีประจำองค์พระศิวะ จึงใช้ในพระราชพิธีสำคัญเท่านั้น บัณเฑาะว์มีส่วนประกอบทั้งหมด 9 ส่วน วิธีการบรรเลงแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือการไกวสำหรับการประโคมและการไกวสำหรับวงขับไม้ ในด้านการศึกษาประวัติชีวิตของครูบุญรัตน์พบว่าท่านเป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด เริ่มฝึกหัดการสร้างเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือตั้งแต่อายุ 20 ปีโดยได้รับการถ่ายทอดจากเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ได้รับมอบกระสวนเครื่องดนตรีราชสำนักภาคกลางจากอาจารย์ภาวาส บุนนาค เสาบัณเฑาะว์เป็นผลงานการออกแบบที่ใช้เวลาศึกษาและพัฒนาด้วยตนเอง กรรมวิธีการสร้างบัณเฑาะว์ของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ เริ่มจากการคัดเลือกวัสดุที่มีคุณภาพ และปรับวัสดุให้มีความแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการสร้างบัณเฑาะว์เริ่มด้วยขั้นตอนการเตรียมขอบบัณเฑาะว์ ทำโครงบัณเฑาะว์ ทำหัวขุน ทำเสาบัณเฑาะว์ ทำขันชะเนาะ และประกอบบัณเฑาะว์ การกลึงบัณเฑาะว์ของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ การกลึงลวดลายต่าง ๆ คมชัดเปี่ยมด้วยสุนทรียะในเชิงช่างเป็นความประณีตในงานประณีตศิลป์ และการเก็บรายละเอียดที่งดงามชัดเจน จึงสร้างความเป็นอัตลักษณ์เชิงช่างของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์อย่างแท้จริง
ระเบียบวิธีการบรรเลงวงปี่พาทย์มอญ คณะพาทยโกศล ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร, พีระพล ปลิวมา
ระเบียบวิธีการบรรเลงวงปี่พาทย์มอญ คณะพาทยโกศล ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร, พีระพล ปลิวมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับวงปี่พาทย์มอญ คณะพาทยโกศล และศึกษาระเบียบวิธีการบรรเลงวงปี่พาทย์มอญ คณะพาทยโกศลที่ใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผลการวิจัยพบว่าตระกูลพาทยโกศล ผู้มีบทบาทสำคัญ คือ หลวงกัลยาณมิตตาวาส (ทับ) และจางวางทั่ว พาทยโกศล วงปี่พาทย์มอญบ้านพาทยโกศล สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยจางวางทั่ว เครื่องมอญเก่าแก่ที่สุดที่มีการสร้างไว้เอง คือ ฆ้องโพธิ์ เอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์มอญ คือวงปี่พาทย์มอญชุดเครื่องมุกที่ประดับตราประจำตระกูล “พศ” และฆ้องกระแต ปรากฏในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2551 ระเบียบวิธีการบรรเลง พบว่าเพลงที่ใช้และรูปแบบการบรรเลงเป็นเอกลักษณ์ของบ้านพาทยโกศล ได้แก่ เพลงนาคบริพัตรทางมอญ เพลงช้างประสานงาทางมอญ เพลงพม่าเห่ทางมอญ ซึ่งเป็นเพลง ที่ครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล ประพันธ์ไว้ ปรากฏพบเพลงในการบรรเลงประโคมทั้งสิ้น 13 เพลง ได้แก่ เพลงประจำบ้าน เพลงยกศพ เพลงพญาขวัญ เพลงพญาโศก เพลงสองไม้เต่าทอง เพลงสองไม้สี่เกลอ เพลงประจำวัดเสียงล่าง เพลงนาคบริพัตรทางมอญ เพลงพม่าเห่ทางมอญ เพลงช้างประสานงาทางมอญ เพลงเขมรทม เพลงจะเด็ด และเพลงมอบเรือ
การสืบทอดความรู้ด้านซอสามสายของครูเจริญใจ สุนทรวาทิน, วีรศิลป์ ห่วงประเสริฐ
การสืบทอดความรู้ด้านซอสามสายของครูเจริญใจ สุนทรวาทิน, วีรศิลป์ ห่วงประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิหลังสายการสืบทอดความรู้ วิธีการถ่ายทอดความรู้ และการสืบทอดความรู้ของครูเจริญใจ สุนทรวาทิน ผลการศึกษาพบว่า (1) ครูเจริญใจ สุนทรวาทิน ได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดจากพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) และครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล มาบูรณาการเข้ากับความรู้ด้านขับร้องและบุคลิกเฉพาะตน จนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งเน้นความเรียบง่ายและความพอดี (2) ขั้นตอนการถ่ายทอดความรู้ประกอบด้วยการฝากตัว การถ่ายทอดความรู้ การวัดประเมินผล และการฝึกฝนเรียนรู้จากสถานการณ์จริง (3) การสืบทอดความรู้ประกอบด้วยการถ่ายทอดความรู้ 3 รูปแบบ ได้แก่ ถ่ายทอดโดยยึดหลักความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดจากครูเจริญใจ สุนทรวาทิน ถ่ายทอดโดยเลือกเฉพาะบางส่วนของวิชาความรู้ และถ่ายทอดโดยบูรณาการตามแนวทางของตนเอง ทั้งนี้ยังมีการสืบทอดความรู้โดยการเผยแพร่ผ่านการจัดการแสดง งานวิชาการ และสื่อรูปแบบต่าง ๆ อย่างไรก็ตามการสืบทอดความรู้ซอสามสายของครูเจริญใจ สุนทรวาทิน คงแพร่หลายอยู่ในกลุ่มศิษย์ที่ศึกษาซอสามสายกับครูเจริญใจ สุนทรวาทินโดยตรง
การถ่ายทอดดนตรีไทยของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ผ่านสื่อโทรทัศน์, พีรพันธุ์ กาญจนโหติทัศ
การถ่ายทอดดนตรีไทยของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ผ่านสื่อโทรทัศน์, พีรพันธุ์ กาญจนโหติทัศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินวิจัยเรื่องการถ่ายทอดดนตรีไทยของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ผ่านสื่อโทรทัศน์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิตและการถ่ายทอดดนตรีไทยผ่านสื่อโทรทัศน์ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากเทปบันทึกรายการจำนวน 2 เทปที่ท่านเป็นผู้ดำเนินรายาการด้วยตนเองและใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ทายาท ลูกศิษย์ใกล้ชิดและผู้เคยชมรายการ 14 ท่าน ผลวิจัยพบว่าท่านเกิดวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2466 ณ บ้านของท่านที่จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรคนที่ 2 ในพี่น้อง 9 คน ตลอดชีวิตของท่านต้องต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน ด้านการงาน ด้านความรัก ตลอดจนการเรียนดนตรี ท่านเริ่มเรียนดนตรีไทยครั้งแรกกับบิดา ต่อมาเรียนซอสามสายกับพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) จนสามารถสีซอสามสายออกอากาศสถานีวิทยุได้ ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2499 ท่านได้มอบตัวเป็นศิษย์ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ท่านได้ศึกษาทั้งทฤษฎีและปฏิบัติจนสามารถบรรเลงเพลงเดี่ยวขั้นสูงโดยเฉพาะซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ และขลุ่ย นอกจากนี้ท่านยังมีความคิดสร้างสรรค์ประพันธ์บทเพลงไทยประเภทต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและไพเราะเช่น บทเพลงเดี่ยว เพลงเถา เพลงเนื้อเต็ม เป็นต้น อีกทั้งยังรับมอบโองการไหว้ครูสามารถทำพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ได้ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ริเริ่มรายการเกี่ยวกับดนตรีไทยผ่านสื่อโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2502 โดยใช้ชื่อรายการว่า “นาฏดุริยางค์วิวัฒน์” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 จากนั้นเปลี่ยนชื่อรายการมาเป็น “ดร. อุทิศ แนะดนตรีไทย” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นรายการดนตรีไทยที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมเป็นจำนวนมากและได้รับการสนัหลังจากนั้นรายการได้ยุติลงเนื่องจากการจากไปของท่านในปี พ.ศ. 2525 จากการศึกษาพบว่าท่านใช้กลวิธี 5 วิธีคือ การดำเนินรายการด้วยสนุกสนานมีคารมคมคาย การพูดหยอกล้อกับนักดนตรี การใช้มุขตลกสอดแทรกไปกับการบรรยายพร้อมกับให้ความรู้ดนตรีไทยและโฆษณาสินค้า การใช้บทเพลงที่หลากหลายอารมณ์ทุกครั้งที่จัดรายการ และใช้ความรู้ ความสามารถ ไหวพริบปฏิภาณดำเนินรายการได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้มีผู้ชมติดตาม สามารถเผยแพร่ความองค์ความรู้ทางดนตรีไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์: ซิมโฟนิกโพเอ็ม “อปัญญาประดิษฐ์”, ธาวิน ไล้ทอง
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์: ซิมโฟนิกโพเอ็ม “อปัญญาประดิษฐ์”, ธาวิน ไล้ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์ซิมโฟนิกโพเอ็ม “อปัญญาประดิษฐ์” งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการประพันธ์เพลงที่นำประเด็นเกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและมีความเกี่ยวโยงกับความเป็นไปมนุษย์ทุกคนในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เข้ามาเชื่อมโยงกับบทประพันธ์เพลงร่วมสมัย โดยนำเสนอในลักษณะของดนตรีพรรณนา ซึ่งบรรยายถึงจินตนาการและมุมมองของผู้ประพันธ์ที่มีต่อปัญญาประดิษฐ์ แบ่งออกเป็นสามกระบวน แต่ละกระบวนพรรณนาถึงประเด็นสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ได้แก่ ขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์ การแก้ปัญหาแบบศึกษาสำนึกของมนุษย์ และการแก้ไขจุดบกพร่องทางโปรแกรม บทประพันธ์นี้มีการนำเครื่องดนตรีสังเคราะห์เสียงซินธิไซเซอร์มาบรรเลงผสมกับ วงออร์เคสตราเพื่อให้เกิดสีสันที่แปลกใหม่และเพื่อสร้างบรรยากาศของกระบวนการปัญญาประดิษฐ์ตามจินตนาการของผู้ประพันธ์ โดยผู้ประพันธ์ได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มดนตรีมินิมัล จึงนำการเวียนซ้ำของลักษณะจังหวะมาเป็นจุดสำคัญของบทประพันธ์ ใช้การขัดกันของจังหวะแบบโพลีริธึมรวมถึงผสมผสานแนวคิดและเทคนิคของดนตรีในศตวรรษที่ 20 เพื่อทำให้บทเพลงเกิดความร่วมสมัยมากขึ้น โดยบทเพลงมีความยาวประมาณ 14 นาที
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย วิชญาพร เปรมานนท์, วิชญาพร เปรมานนท์
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย วิชญาพร เปรมานนท์, วิชญาพร เปรมานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาแนวทางการฝึกซ้อม ค้นคว้าข้อมูล และวิเคราะห์บทเพลงเพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพในการตีความ ถอดความ วิเคราะห์บทเพลง และการบรรเลงเปียโนของผู้แสดง รวมไปถึงการศึกษาเกี่ยวกับชีวประวัติของผู้ประพันธ์ ความเป็นมาและแรงบันดาลใจในการประพันธ์บทเพลง เพื่อเพิ่มความเข้าใจในตัวบทเพลง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสาร และถ่ายทอดบทเพลงไปยังผู้ฟังให้ตรงตามสิ่งที่ผู้ประพันธ์บทเพลงต้องการ ทั้งนี้ในการแสดงได้มีการอธิบายประกอบการแสดงเพื่อให้ผู้ฟังมีความเข้าใจในบทเพลงมากขึ้น ในการแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนชุด โดยพิจารณาจากคุณค่า ความไพเราะ ความเหมาะสมทางด้านเทคนิค โดยผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนทั้งหมด 2 ชุด ได้แก่ (1) Kinderszenen, Op.15 ผลงานการประพันธ์ของโรเบิร์ต ชูมันน์ และ (2) Children’s Corner, L.113 ผลงานการประพันธ์ของโคลด เดอบุสซี การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้จัดแสดงขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เวลา 15.00 น. ณ Tongsuang’s Piano Recital Hall สุขุมวิท ซอย 3 รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง
การแสดงขับร้องเดี่ยวโดย มัลลิกา ชมภู, มัลลิกา ชมภู
การแสดงขับร้องเดี่ยวโดย มัลลิกา ชมภู, มัลลิกา ชมภู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงขับร้องเดี่ยว โดยมัลลิกา ชมภู มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอการตีความและการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของบทเพลง Old American Songs ชุด 1 และชุด 2 ซึ่งเรียบเรียงโดยคีตกวีระดับตำนานชาวอเมริกัน แอรอน คอปแลนด์ ในปี ค.ศ.1950 และ 1952 ในส่วนของคำร้องเพลงร้องศิลป์ทั้ง 10 บทนั้น เป็นบทกวีที่สื่อถึงมนต์เสน่ห์อันหลากหลายแห่งวัฒนธรรมอเมริกัน ในส่วนของการวิจัยยังประกอบไปด้วยบทวิเคราะห์ และออกแบบวิธีการถ่ายทอดบทเพลงให้เข้ากับเนื้อความอันละเมียดละไมของบทอุปมาโวหารในคำร้อง โดยออกแบบด้วยการใช้ทักษะขั้นสูง รวมถึงความสำคัญในการออกแบบและวางแบบแผนการแสดงและการฝึกซ้อม รวมถึงการจัดการบันทึกเสียงให้มีคุณภาพระดับอาชีพ การเผยแพร่การแสดงขับร้องเดี่ยวโดยมัลลิกา ชมภู สามารถเข้าชมได้ทางยูทูปในชุดการแสดงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ภายใต้ชื่อ Malliga Chompoo’s Master Vocal Recital
การแสดงเดี่ยวดับเบิลเบสโดย แพรววนิตสิตา ณีศะนันท์, แพรววนิตสิตา ณีศะนันท์
การแสดงเดี่ยวดับเบิลเบสโดย แพรววนิตสิตา ณีศะนันท์, แพรววนิตสิตา ณีศะนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวดับเบิลเบสครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาทักษะการบรรเลงดับเบิลเบสให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และต้องการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบทประพันธ์ที่นำมาใช้ในการแสดง รวมถึงศึกษาประวัติผู้ประพันธ์เพลงและวิเคราะห์องค์ประกอบในบทเพลง ค้นคว้าเทคนิคการบรรเลงเพื่อเพิ่มความเข้าใจในตัวบทเพลงซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้สามารถสื่อสารภาษาดนตรีสู่ผู้ฟังได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ประพันธ์ต้องการ การแสดงครั้งนี้ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงบรรเลงทั้งหมด 2 บทเพลง ได้แก่ (1) Divertimento Concertante for Double Bass and Piano ผลงานของ Nino Rota และ (2) Passione Amorosa for Two Double Basses and Piano ผลงานของ Giovanni Bottesini จัดแสดงในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เวลา 15.00 น. ณ ห้องแสดงดนตรีธงสรวง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 54/1 ถนนสุขุมวิทซอย 3 กรุงเทพมหานคร รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง
กลวิธีการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิตของเรือโทหญิง เลี่ยมลักษณ์ สังจุ้ย ร.น., ศิริชัยวัตร ซ้ายสุข
กลวิธีการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิตของเรือโทหญิง เลี่ยมลักษณ์ สังจุ้ย ร.น., ศิริชัยวัตร ซ้ายสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิต กลวิธีการขับร้องเพลงแขกสาย เถา และเพลงแขกสี่เกลอ เถา สำหรับวงโยธวาทิตของเรือโทหญิง เลี่ยมลักษณ์ สังจุ้ย ร.น. สำหรับมูลบทที่เกี่ยวข้องกับการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิต พบว่า มีจุดเริ่มต้นจากการรวมวงโยธวาทิตของเหล่าทหารแตร จวบจนปี พ.ศ. 2447 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงนำเพลงไทยสองชั้นของเก่ามาพระนิพนธ์แยกเสียงประสานสำหรับวงโยธวาทิต เพื่อบรรเลงรับส่งการขับร้องเพลงไทยที่ทรงบรรจุไว้เฉพาะด้วยพระองค์เอง โดยมีครูเจริญ พาทยโกศล เป็นผู้ประพันธ์ทางขับร้อง ส่วนกลวิธีการขับร้องปรากฏ 7 กลวิธี คือ การลักจังหวะ การย้อยจังหวะ การลอยจังหวะ การผันเสียง การกระทบเสียง การสะบัดเสียง และการปั้นคำ กลวิธีที่พบมากที่สุด คือ การกระทบเสียง ส่วนกลวิธีการลอยจังหวะพบเฉพาะเพลงแขกสี่เกลอ เถา ทั้งนี้พบสำนวนการขับร้องเฉพาะปรากฏ 3 สำนวน โดยขับร้องในจังหวะที่กระชับและมีระดับเสียงการขับร้องที่สูงกว่าวงเครื่องสายแต่ไม่สูงถึงวงปี่พาทย์ไม้แข็ง สำหรับเรือโทหญิง เลี่ยมลักษณ์ สังจุ้ย ร.น.ยังคงรักษาแนวทางการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิตที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ (ศิลปินแห่งชาติ) ตามแบบฉบับของครูเจริญ พาทยโกศล ไว้อย่างเคร่งครัด
จันทบุรี : จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ, พิพัฒน์ บุญอภัย
จันทบุรี : จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ, พิพัฒน์ บุญอภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและถ่ายทอดความสำคัญของความคิดถึง ความรัก ความอบอุ่นภายในครอบครัวในแง่ของจิตวิญญาณและความผูกพันระหว่างบุคคล วิเคราะห์และตีความเพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบ 2) ศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบที่ถ่ายทอดออกมาจากความคิดถึง ความรักและความอบอุ่นภายในครอบครัว จากและสบการณ์ของศิลปินในยุคสมัยต่างๆ 3) สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาจากประสบการณ์ตรง “จันทบุรี: จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ” เป็นผลงานวิจัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความตั้งใจที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความสำคัญและความผูกพันของครอบครัว โดยถ่ายทอดเรื่องราวของวิถีชีวิตความเป็นอยู่และ อัตลักษณ์ของคนในครอบครัวที่เป็นคนพื้นถิ่นในจังหวัดจันทบุรี ผ่านผลงานจิตกรรมบนผืนผ้าใบ กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นความคิดถึง ความรัก และความอบอุ่นภายในครอบครัว ทั้งในแง่ของจิตวิทยาสังคมและสุนทรียศาสตร์ จากการศึกษาค้นคว้าและจากประสบการณ์ในอดีต โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัวที่ผู้วิจัยรักและผูกพัน เมื่อศึกษาข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าความรู้สึกรักและคิดถึงเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและยึดติดอยู่กับมัน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและความสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ไม่ได้คำนึงว่าความรู้สึกสบายใจนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป จึงทำให้ผู้วิจัยเข้าใจกระบวนการความคิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้และได้ถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกสู่ผลงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบ
วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์, ทิพยาภรณ์ ทองแช่ม
วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์, ทิพยาภรณ์ ทองแช่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการ คติความเชื่อ และรูปแบบลวดลายสลักตกแต่งสถาปัตยกรรมศิลปะร่วมแบบเขมรที่มีอิทธิพลต่อ ศาสนสถานและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดจนกระบวนการคิด ภูมิปัญญาของช่างโบราณในอดีตที่ปรับเปลี่ยน มาสู่การสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่า คติความเชื่อและรูปแบบในการสร้างสรรค์ลายจําหลักตกแต่ง สถาปัตยกรรมสมัยใหม่มีการปรับเปลี่ยนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาเป็นพุทธศาสนา ตลอดจน นําไปสู่การพัฒนาลวดลายหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นรูปแบบและวิวัฒนาการของลายประดับ ตกแต่งสถาปัตยกรรมจึงเปลี่ยนแปลงไปตามคติความเชื่อของผู้สร้าง รวมทั้งกระบวนการคิด สร้างสรรค์ลวดลายของช่างสมัยใหม่ที่มิได้มีความแตกต่างจากช่างเขมรโบราณ โดยลายสลักที่ สามารถตรวจสอบหรือกําหนดรูปแบบได้ คือ ลวดลายสลักจากทับหลังและ เสาประดับกรอบประตู
จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, ภัทรชนน ศักดิ์ศิริสัมพันธ์
จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, ภัทรชนน ศักดิ์ศิริสัมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไตรภูมิโลกสัณฐาน เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงโลกและจักรวาลตามคติพุทธศาสนา มีที่มาจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ฉบับต่างๆ ซึ่งแพร่หลายในประเทศที่นับถือพุทธศาสนา สำหรับงานศิลปกรรมในประเทศไทยนั้นมักปรากฏเนื้อหาในภาพจิตรกรรมซึ่งพบหลักฐานตั้งแต่ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 22 ทั้งในรูปแบบ จิตรกรรมฝาผนังและจิตรกรรมสมุดภาพ โครงการวิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน พระวิหารวัดสุทัศน เทพวราราม กรุงทพมหานคร ซึ่งเขียนขึ้นราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 นับเป็นจิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีรูปแบบเป็นเอกลักณ์เฉพาะ โดยปรับเปลี่ยนตําแหน่งจิตรกรรมจากขนบเดิมที่เขียน บนฝาผนังซึ่งเป็นมุมมองระนาบเดียวในลักษณะสองมิติ ให้กลายเป็นจิตรกรรมบนเสาพระวิหารทั้งสี่ด้าน จํานวน 4 คู่ หรือ 8 ต้น รวมเป็นภาพจิตรกรรมบนเหลี่ยมเสาทั้ง 32 เหลี่ยม ลักษณะดังกล่าวนี้ทําให้เกิดมุมมองที่ต่างระนาบในพื้นที่สามมิติ ตลอดจนมีลําดับและองค์ประกอบที่ซับซ้อนมากขึ้น จากผลการศึกษาพบว่าจิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐานบนเสาพระวิหารวัดสุทัศนเทพวรารามมี ความสัมพันธ์กับจิตรกรรมต้นแบบในอดีต ได้แก่ จิตรกรรมไตรภูมิในหอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตารามซึ่งเขียน ขึ้นในสมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้น และสมุดภาพไตรภูมิฉบับต่างๆ ตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 22-24 ทั้งในเรื่องการลําดับองค์ประกอบภาพ เนื้อหาเรื่องราว ตลอดจนรูปแบบของศิลปกรรม นอกจากนี้เนื้อหาของภาพจิตรกรรมดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับวรรณกรรมพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎก คัมภีร์ อรรถกถา คัมภีร์หมวดโลกศาสตร์ ตลอดจนวรรณกรรมหมวดอื่นๆ เช่น วรรณกรรมบันเทิงคดี และปกรณัมนิทาน
คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม, กชพรรณ ไพฑูรย์
คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม, กชพรรณ ไพฑูรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและการแสดงออกใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติ และเพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติ ธรรมชาติที่มีคุณค่าทางวิทยาการและสุนทรียภาพ เกี่ยวข้องเป็นสัณฐานที่สำคัญทางธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ มนุษย์นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การที่ได้เข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติจึงทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลาย ได้ปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้วิจัยที่นำธรรมชาติกับการดำรงชีวิตมาผสมผสานกัน รวมทั้งแนวคิดในการนำมาสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาธรรมชาติทางทะเล ได้ศึกษาถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ คลื่น ลม และทะเล การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม และองค์ประกอบศิลป์ เพื่อค้นหาวิธีการใช้สีที่ผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองที่มีต่อธรรมชาติทางทะเล ผนวกกับการศึกษาศิลปินในลัทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาถึงเทคนิคต่าง ๆ ทั้งในเรื่องการถ่ายทอดอารมร์ความรู้สึกผ่านแสงเงา และสีที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติทางทะเล เมื่อศึกษาแล้ว ผลวิจัยสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้คือ ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติทางทะเล นำเสนอผลงานจิตรกรรมสร้างสรรค์ให้สาธารณชนที่สนใจได้รับชม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการสร้างสรรค์ผลงานในแต่ละชิ้นไปพัฒนาและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ในอนาคตได้
พระพุทธปฎิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10, ทินภัทร เปี่ยมเจียก
พระพุทธปฎิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10, ทินภัทร เปี่ยมเจียก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “พระพุทธปฏิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ รูปแบบ แนวคิด คติความเชื่อ ตลอดจนพัฒนาการด้านรูปแบบศิลปกรรมในการสร้างพระพุทธปฏิมาในอดีตที่มีผลสืบเนื่องมาสู่ปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่า พระพุทธปฏิมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ปรากฏการสร้างใน 3 ลักษณะ คือ 1) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบศิลปกรรมในอดีตที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับภูมิวัฒนธรรมท้องถิ่นผสมผสานกับแนวคิดและคติการสร้างร่วมสมัย 2) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่สืบทอดรูปแบบศิลปกรรมจากพระพุทธปฏิมาในอดีต ตลอดจนการจำลองพระพุทธปฏิมาสำคัญ 3) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่เกิดขึ้นจากการตีความหมายใหม่และกระบวนการสร้างสรรค์ในเชิงศิลปะร่วมสมัย นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบ กลุ่ม “พระพุทธรูปทรงสร้าง” และกลุ่มพระพุทธรูป “ใต้ร่มพระบารมี” ที่เกิดขึ้นจากความรักและความศรัทธาระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน ดังนั้น การสร้างพระพุทธปฏิมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 จึงมีความหลากหลายทางด้านรูปแบบและแนวคิด มีพัฒนาการทางศิลปะอันก่อเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม ศาสนา และความเชื่อผ่านรูปลักษณ์แห่งพระพุทธปฏิมา
หลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการของภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4-5, เจนจิรา โสพล
หลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการของภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4-5, เจนจิรา โสพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 เป็นยุคแห่งการรับอิทธิพลของศิลปะแบบตะวันตกหรือศิลปะแบบสัจนิยม ที่มีเทคนิคการเขียนภาพเน้นความเหมือนจริง รวมทั้งมีการเริ่มใช้หลักทัศนียวิทยา หรือหลัก PERSPECTIVE ในการเขียนภาพจิตรกรรม จึงได้ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลจากภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถและพระวิหารในวัดกลุ่มตัวอย่างในสมัยรัชกาลที่4 และ 5 จำนวน 10 วัด และรัชกาลที่ 6 จำนวน 1 วัด เพื่อศึกษาเปรียบเทียบโดยเฉพาะเรื่องหลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง จากผลการศึกษาพบว่า การเขียนภาพจิตรกรรมในสมัยรัชกาลที่ 4 แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบที่ 1 จิตรกรรมไทยประเพณีผสมกับแบบตะวันตก มีเทคนิคการเขียนที่เน้นความสมจริงมากขึ้นใช้เส้นนอนแสดงระยะภาพที่ใกล้และไกล และใช้เส้นเฉียงแสดงความลึกของภาพ แบบที่ 2 คือ จิตรกรรมตะวันตกหรือแบบสัจนิยม มีการใช้หลักทัศนียวิทยาในการเขียนภาพจิตรกรรม ซึ่งท่าน ขรัวอินโข่ง เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพให้มีระยะใกล้ไกลแบบตะวันตก มีแสงเงา มีปริมาตรเป็นสามมิติ และแบบที่ 3 คือ จิตรกรรมไทยประเพณี ซึ่งมีเทคนิคสืบทอดมาจากงานช่างสมัยรัชกาลที่ 3 การเขียนภาพยังเป็นแบบสองมิติ ไม่มีหลักทัศนียภาพที่ชัดเจน ส่วนภาพจิตรกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น เป็นยุคที่บ้านเมืองพัฒนา มีชาวตะวันตกเข้ามาทำงานในรัชสมัยนี้ ส่งผลให้การเขียนจิตรกรรมตรงตามหลักทัศนียวิทยาในการเขียนภาพ ภาพมีเส้นนำสายตาและมีจุดรวมสายตาตามหลักวิชาการ อิทธิพลทางตะวันตกที่ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนในงานจิตรกรรมไทยดังกล่าวถือได้ว่า สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นจุดเปลี่ยน เป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง และยังส่งผลสืบทอดมายังสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้น หากกล่าวในเรื่องการเขียนภาพที่นำหลักทัศนียภาพที่ได้รับอิทธิพลแบบตะวันตกมาใช้ ยุคของรัชกาลที่ 4 และ 5 จึงถือเป็นช่วงยุคสมัยของงานจิตรกรรมไทย ที่มีความน่าสนใจ มีคุณค่าและส่งผลให้เกิดการพัฒนาสู่ยุคต่อมาของงานจิตรกรรมฝาผนังไทย
ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม, นรินทร์ ฟองฟูม
ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม, นรินทร์ ฟองฟูม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม”’ เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นคว้าวิธีสร้างผลงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกในเชิงบวกจากความงามของธรรมชาติ ในปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกทำลายโดยการตัดไม้ และการเผาป่า ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น การนำต้นไม้และถ่านไม้มาใช้หรือจำหน่ายเป็นโภชภัณฑ์ การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้โดยมิได้ปลูกทดแทนด้วยจำนวนที่เพียงพอ ล้วนทำให้มนุษย์ละเลยในความสำคัญของธรรมชาติ ดังนั้นผลงานวิจัย เรื่องนี้นำเสนอความงามของธรรมชาติ เพื่อการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของธรรมชาติ กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาความงามของธรรมชาติ อาทิเช่น ต้นไม้ ใบไม้ ภูเขาและท้องฟ้า ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ของผู้วิจัยแล้ว ได้ศึกษาถึงทฤษฎีการรับรู้ทางจิตวิทยา (perception theories) ทฤษฎีอารมณ์ (emotion theories) ทฤษฎีสี (color theory) จิตวิทยาสีกับความรู้สึก (Psychology of color) เพื่อค้นหาวิธีการใช้สีที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของตนที่มีต่อธรรมชาติ ผนวกกับศึกษาจากศิลปินในลัทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสู่การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาถึงเทคนิคต่าง ทั้งในเรื่องการถ่ายทอดความประทับใจในบรรยากาศผ่านสีสัน แสงเงาที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เมื่อศึกษาแล้ว ผู้วิจัยพบความงามของธรรมชาติโดยผ่านอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อธรรมชาติในเชิงบวก จากนั้นจึงวิเคราะห์โดยผสานกับทฤษฎีที่ค้นคว้ามาแล้ว และถ่ายทอดลงสู่การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม
สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี, ชลาลัย วงศ์อารีย์
สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี, ชลาลัย วงศ์อารีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ เรื่อง “สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี” มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบและแนวคิดการสร้างงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยเชิงสัญวิทยา รวมทั้งการตีความในเชิงสัญวิทยาเพื่อนำไปสู่การสวมบทบาทความเป็นเพศหญิงด้วยลักษณะเฉพาะตัว จากการศึกษาการแสดงนาฏยศิลป์ร่วมสมัย ชุด Ballerina : The pathetic creature นางระบำปลายเท้าผู้น่าเวทนา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเลือกใช้วิธีดำเนินงานวิจัย ได้แก่ การค้นคว้าข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การชมการแสดงจากสื่อสารสนเทศ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์ และสรุปผลเป็นรูปเล่มวิทยานิพนธ์ตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า ผลงานนาฏศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรีมีรูปแบบและแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานจากการออกแบบองค์ประกอบในการแสดงแต่ละด้านให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งสามารถอธิบายผ่านกระบวนการทางสัญวิทยาจากแนวคิดทั้ง 3 ทฤษฎี ได้แก่ 1)แนวคิดสัญญะแบบทวิลักษณ์ของแฟร์ดิน็องด์ เดอ โซซูร์ ประกอบด้วยการตีความผ่านรูปสัญญะ และ ความหมายสัญญะ 2)แนวคิดสัญญะแบบไตรลักษณ์ของชาร์ลส์ แซนเดอร์ เพิร์ซ ประกอบด้วย สัญญะ วัตถุ และสัญผล 3)แนวคิดสัญญะที่อยู่ในกระบวนการทำงานของมายาคติ ของโรล็องด์ บาร์ตส์ และเมื่อตีความผ่านการสร้างเค้าโครงเรื่อง การจัดวางองค์ประกอบการแสดง ลีลาการเคลื่อนไหว และการนำอารมณ์ความรู้สึกในมุมต่าง ๆ มาเป็นตัวแทนของการสื่อถึงผู้หญิง ส่งผลให้บทบาทการแสดงความเป็นเพศหญิงมีความเด่นชัดมากขึ้น นอกจากนี้พบว่ามีการแฝงหลักธรรมที่ว่าด้วยการเป็นไปตามธรรมดาของโลกเพื่อให้ผู้ชมได้ตระหนักในตอนจบของการแสดง ทำให้เห็นถึงความลุ่มลึกของผู้สร้างสรรค์ผลงานในการใช้ประโยชน์จากสัญญะที่สร้างขึ้น ถือได้ว่าเป็นผลงานแม่แบบในการสร้างผลงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยเชิงสัญวิทยาต่อไป
นวัตกรรมสิ่งทอโลหะรีไซเคิลสู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีรูปแบบอาวองการ์ด, วีรินทร์ สันติวรรักษ์
นวัตกรรมสิ่งทอโลหะรีไซเคิลสู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีรูปแบบอาวองการ์ด, วีรินทร์ สันติวรรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมสิ่งทอโลหะรีไซเคิลสู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีรูปแบบอาวองการ์ดเป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางพัฒนาสิ่งทอโลหะให้เหมาะสมกับการสวมใส่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบจากสิ่งทอโลหะให้มีรูปแบบที่เหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมายโดยใช้แนวคิดการออกแบบอย่างยั่งยืนด้วยวิธีการทดลองทอร่วมกับวัสดุชนิดอื่นเพื่อให้เหมาะสมต่อการสวมใส่ นับเป็นช่องทางเลือกใหม่ให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมธุรกิจแฟชั่นให้คิดค้นนวัตกรรมเส้นใยจากสิ่งที่หมดคุณค่ากลับสู่ประโยชน์การเพิ่มมูลค่าสิ่งทอ โดยเริ่มจากการศึกษาปัญหาการรีไซเคิลโลหะจากขยะรถยนต์ซึ่งประกอบไปด้วยทฤษฎีการออกแบบอย่างยั่งยืน ประเภทและคุณสมบัติของโลหะที่ใช้ในรถยนต์ ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตการใช้โลหะในการวิจัยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและสามารถทดลองทอให้เกิดเป็นสิ่งทอได้ ซึ่งได้แก่ โลหะทองแดง และสเตนเลส อีกทั้งยังพบว่ายังเกิดช่องว่างทางการตลาดเกี่ยวกับสิ่งทอโลหะสำหรับเครื่องแต่งกาย จึงได้มีการทดลองทอเส้นโลหะร่วมกับเส้นไหมน้อยเพื่อให้มีลักษณะพื้นผิวสัมผัสเหมาะสมต่อการสวมใส่มากยิ่งขึ้น โดยจากการทดลองพบว่าสิ่งทอเกิดลักษณะที่เป็น การหยักและขดตัวโดยธรรมชาติจากวัสดุ ซึ่งเกิดเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่งผลให้ได้ทำการสำรวจกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่คาดว่าจะสวมใส่ด้วยวิธีการสัมภาษณ์และเครื่องมือแบบสอบถาม กับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะหรือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งนี้จากลักษณะของการทดลองนวัตกรรมสิ่งทอรวมทั้งจากการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายสามารถสรุปได้ว่า รูปแบบการแต่งกายจะเป็นรูปแบบอาวองการ์ด โดยใช้แนวคิดศิลปะยุคอนาคตนิยมที่มีแนวความคิดสอดคล้องกับรูปแบบของสิ่งทอและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อตอบสนองช่องว่างทางการตลาด อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการใช้วัสดุที่แตกต่างโดยใช้แนวคิดการออกแบบอย่างยั่งยืนในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายในอนาคต
ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย, ชุมพล ชะนะมา
ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย, ชุมพล ชะนะมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเรื่องยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นหายุคทอง แนวความคิด และรูปแบบการสร้างสรรค์งานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. 2530 – 2560 และเพื่อศึกษาผลกระทบทางบริบทในสังคมและวัฒนธรรมต่องานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย เป็นการศึกษาและใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสัมมนา สื่อสารสนเทศอื่น ๆ และการสำรวจข้อมูลภาคสนาม โดยนำข้อมูลที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้มาซึ่งผลของการวิจัย และสรุปผลตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย อยู่ในช่วงปี พ.ศ.2536 – 2550 แนวความคิดของงานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ 1) แนวคิดการสร้างสรรค์งานจากบทวรรณกรรมเดิมในรูปแบบใหม่ 2) แนวคิดในการนำวัฒนธรรมที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้กับวัฒนธรรมดั้งเดิม 3) แนวคิดเชิงสัญลักษณ์ 4) แนวคิดการเต้นเฉพาะที่ 5) แนวคิดการแสดงที่สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในโลก 6) แนวคิดการแสดงดั้งเดิมของอาเซียนผ่านมุมมองของศิลปะร่วมสมัย 7) แนวคิดลีลาแบบธรรมชาติ 8) แนวคิดการด้นสด 9) แนวคิดการมีส่วนร่วม และใส่ใจของชุมชน 10) แนวคิดการออกแบบลีลานาฏยศิลป์ไม่ระบุเพศ 11) แนวคิดการแสดงที่อาศัย องค์ความรู้ที่หลากหลายมากกว่าองค์ความรู้ 12) แนวคิดการสร้างสรรค์งานด้วยคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีรูปแบบของงานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่นำเสนอแนวคิดออกมาเห็นเชิงประจักษ์ มีความแตกต่างจากรูปแบบของงานนาฏยศิลป์ไทยที่มีจารีต และกรอบของรูปแบบการแสดงอย่างชัดเจนผลกระทบที่เกิดจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นต่องานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย ได้ปรากฏขึ้น 7 ประเด็นคือ 1) การเมือง การปกครอง และนโยบายด้านการบริหารงานวัฒนธรรมของภาครัฐ 2) การศึกษาทางนาฏยศิลป์ 3) การสร้างสรรค์และการแข่งขันทางนาฏยศิลป์ 4) การประกอบธุรกิจทางนาฏยศิลป์ 5) ศิลปะการแสดงละครเวทีในประเทศไทย 6) ศิลปะตะวันตกและศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย 7) ดนตรีไทยร่วมสมัยในประเทศไทย ผลการวิจัยนี้ทำให้ผู้วิจัยได้พบองค์ความรู้ตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ
ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง, ธนันยวรรณ ศรีทรัพโยทัย
ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง, ธนันยวรรณ ศรีทรัพโยทัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากหลายของสถานที่เพื่อการแสดงและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สถานที่แสดงกับรูปแบบนาฏยศิลป์ มีวิธีการดำเนินงานวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลทางเอกสาร การลงพื้นที่ภาคสนามและการสัมภาษณ์ ขอบเขตการศึกษามุ่งเน้นศึกษาความหลากหลายของการใช้สถานที่เพื่อการแสดงตั้งแต่อดีตจนถึง พ.ศ.2562 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สถานที่แสดงกับรูปแบบการแสดงนาฏยศิลป์ไทย ผลการวิจัยพบว่า การใช้สถานที่เพื่อการแสดงนาฏยศิลป์นั้นมีความหลากหลาย ผู้วิจัยได้จำแนกประเภทสถานที่จากสภาพแวดล้อมของสถานที่ในแต่ละแห่ง สามารถจำแนกได้เป็น 9 ประเภท คือประเภทลาน ประเภทลู่ ประเภทโบราณสถาน ประเภทแหล่งธรรมชาติ ประเภทยานพาหนะ ประเภทอาคารสาธารณะ ประเภทบ้านเรือน ประเภทสระน้ำ และประเภทผสมผสาน สถานที่ในแต่ละแห่งมีข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ที่ต่างกัน บางสถานที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน แก้ไข การใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับการแสดง ศิลปินและผู้สร้างสรรค์ผลงานจึงจำเป็นต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์เรื่องการใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับสถานที่และการแสดง เกี่ยวกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของสถานที่ ปัจจัยเรื่องรูปแบบการแสดง องค์ประกอบในการแสดง กระบวนการแสดง ข้อกำหนดบังคับในการแสดง โอกาสในการแสดง และการใช้พื้นที่ในการแสดง เพราะการแสดงนาฏยศิลป์แต่ละรูปแบบมักจะมีธรรมเนียมทางการแสดงเป็นของตนเอง จึงมีพื้นที่สำหรับการแสดงและพื้นที่ใช้สอยตลอดจนการจัดวางของอุปกรณ์การแสดงในแต่ละรูปแบบที่ต่างกัน ทำให้รูปแบบ ขนาด และลักษณะของสถานที่เพื่อการแสดงแต่ละประเภทแตกต่างกันด้วย สถานที่แสดงและการแสดงนาฏยศิลป์นั้นจึงจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างกันเพื่อทำให้การแสดงในแต่ละรูปแบบนั้นเกิดความสมบูรณ์มากที่สุด
การประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, นรีภัค แป้นดี
การประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, นรีภัค แป้นดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและรูปแบบการออกแบบสร้างสรรค์การแสดงกลองยาวรูปแบบใหม่จากวงกลองยาวที่เข้าร่วมแข่งขัน โดยการสืบค้นข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร และวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เกี่ยวข้องและการสังเกตการณ์จากวีดิทัศน์การแสดงกลองยาวจากวงที่ผู้วิจัยทำการศึกษาจำนวน 2 วง ได้แก่ วงเอกทันต์รางวัลชนะเลิศปี พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2554 และวงศิวบุตรรางวัลชนะเลิศปี พ.ศ.2557 ผู้วิจัยพบว่า การจัดการประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นการประกวดในรูปแบบของการอนุรักษ์และพัฒนา โดยวงที่เข้าร่วมการประกวดจะต้องสร้างสรรค์การแสดงขึ้นใหม่ ส่งผลให้เกิดการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละวง เป็นการพัฒนารูปแบบการแสดงจากการรำกลองยาวแบบมาตรฐานที่มีแต่เดิม จากการศึกษารูปแบบการแสดงของวงกลองยาววงเอกทันต์และวงศิวบุตรพบว่า ได้มีการนำรูปแบบการสร้างสรรค์ที่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของการรำเถิดเทิงของกรมศิลปากร โดยมีรูปแบบที่โดดเด่นและแปลกใหม่ ดังนี้ 1. การใช้ชื่อวงในการประพันธ์บทร้องเพื่อแสดงเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำต่อผู้ชม 2. มีการต่อตัวและการตีลังกาในการแสดง 3. ใช้ลีลาท่ารำเป็นการผสมผสานของการแสดงในภาคกลางหลายประเภท ได้แก่ รำกลองยาวชาวบ้าน รำเถิดเทิง รำแม่บทเล็ก รำแม่บทใหญ่ การละเล่นลาวกระทบไม้และรำวงมาตรฐาน 4. การใช้รูปแบบการแปรแถวหลักที่พบ 9 แบบ ได้แก่ แถวตอน แถววงกลม แถวปากพนัง แถวหน้ากระดาน แถวครึ่งวงกลม แถวเฉียง แถวตัวเอ (A) แถวตัวดับเบิลยู (W) และแถวตั้งซุ้ม มาสร้างสรรค์เพิ่มเติมโดยการผสมผสานกันทำให้เกิดรูปแบบแถวใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดงกลองยาวเพื่อการประกวด อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนหรือกลุ่มคนที่สนใจแข่งขันกลองยาวมีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนารูปแบบการแสดงกลองยาวต่อไปอนาคต
โขนสมัครเล่น, ปิยะพล รอดคำดี
โขนสมัครเล่น, ปิยะพล รอดคำดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาวิวัฒนาการและคุณูปการของโขนสมัครเล่นในกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-2561) และ ศึกษากระบวนการจัดการองค์กรโขนสมัครเล่น ผู้ศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ในการค้นคว้าและรวบรวมเอกสารทั้งชั้นต้น และชั้นรอง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสังเกตการณ์ และสนทนากลุ่มย่อยกับผู้ทรงคุณวุฒิตามศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาพบว่า กลุ่มคนที่เป็นปัจจัยในวิวัฒนาการของโขนสมัครเล่น คือ ผู้จัดการแสดง ผู้แสดง ครูผู้สอน และผู้สนับสนุน และพิจารณาการวิวัฒนาการของโขนสมัครเล่นได้จากการจัดการแสดง คือ วัตถุประสงค์ การเรียนการสอน โอกาสในการจัดการแสดง งบประมาณ บทโขน และเครื่องแต่งกาย วิวัฒนาการและคุณูปการของโขนสมัครเล่นแบ่งได้เป็น 4 ยุค ยุคที่ 1 อยุธยา และธนบุรี พ.ศ. 1893-2325 วิวัฒนาการ : ยุคกำเนิดวางรากฐาน บทโขน และรูปแบบการแสดง คุณูปการ : ด้านพิธีกรรม การปกครอง และการทหาร ยุคที่ 2 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-2452 วิวัฒนาการ : ด้านหน่วยงานที่รับผิดชอบ เนื้อเรื่องรามเกียรติ์ บทพากย์ และเทคโนโลยีการจัดการแสดงคุณูปการ : การพัฒนารูปแบบ บทโขนโรงในยุคต่อมา โอกาสในการแสดง และสร้างงาน ยุคที่ 3 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2452-2488 วิวัฒนาการ : ครูโขนมีบรรดาศักดิ์ ผลิตทั้งศิลปินโขนอาชีพกับโขนสมัครเล่น เล่นตามสมัครใจ บทสั้นกระชับ และชุดราชประดิษฐ์ คุณูปการ : ต้นแบบของการอนุรักษ์ การศึกษานาฎศิลป์ บทโขนโรงใน และรูปแบบการจัดการแสดงยุคต่อมา ยุคที่ 4 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2488-2561 วิวัฒนาการ : โขนย้ายจากหลวงมาสู่รัฐ บทโขนโรงในแบบกรมศิลปากร และเกิดโขนสมัครเล่นในหลายองค์กรคุณูปการ : ยกย่องพระมหากษัตริย์ เป็นสื่อในเรื่องการเมือง การทูต และเป็นส่วนสำคัญทำให้โขนไทยได้รับการยอมรับในระดับโลก กระบวนการจัดการองค์กรโขนสมัครเล่น สามารถแบ่งได้ 5 รูปแบบ 1) โขนสมัครเล่นหลวง …
ลอดิลกล่มฟ้า : การผสานนาฏยศิลป์ไทยกับละครตะวันตกเพื่อสร้างอัตลักษณ์ละครสมัยใหม่ของไทย, พรรณศักดิ์ สุขี
ลอดิลกล่มฟ้า : การผสานนาฏยศิลป์ไทยกับละครตะวันตกเพื่อสร้างอัตลักษณ์ละครสมัยใหม่ของไทย, พรรณศักดิ์ สุขี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการค้นหา ทดลอง แนวความคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ละครเวทีไทยเรื่อง “ลอดิลกล่มฟ้า” (LOR : Love, Obsession, Revenge” เพื่อจัดแสดงในประเทศแคนาดา โดยใช้รูปแบบงานวิจัยสร้างสรรค์ที่ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์ละครเวที และงานวิจัยเชิงคุณภาพในการวิเคราะห์ผล ผลการวิจัยพบว่า ละครไทยสามารถสื่อสารกับผู้ชมต่างชาติได้อย่างดีและมีอัตลักษณ์ ด้วยกระบวนการสร้างสรรค์ 4 ขั้นตอนคือ 1. ขั้นตอนก่อนดำเนินงานสร้าง ประกอบด้วยการกำหนดแนวคิดในการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้มีความสากล ด้วยการสังเคราะห์ทฤษฎีโศกนาฏกรรมของอริสโตเติลเพื่อตีความบทวรรณกรรมเรื่องลิลิตพระลอให้สื่อสารได้อย่างมีความเป็นสากล โดยเน้นแนวคิดเรื่องชะตากรรมหรือเจตจำนงเสรี การสร้างบทละครตามทฤษฎีประพันธศิลป์ และการวางแผนงานตามระบบสากล 2. ขั้นตอนการดำเนินงานสร้าง ประกอบด้วยกระบวนการซ้อมที่ใช้แนวทางการแสดงตามระเบียบวิธีว่าด้วยกรรมรูปธรรมของคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ผสานเข้ากับการแสดงและนาฏลีลาการฟ้อนเจิงดาบที่มีความหมายเชิงสัญวิทยาทั้งในระดับโลกียะและโลกุตระ แนวทางการกำกับการแสดงที่มุ่งเน้นความเป็นเจ้าของผลงานของผู้กำกับการแสดงผ่านแก่นความคิด แนวคิด และการสร้างภาพบนเวที 3. ขั้นตอนการแสดง จัดแสดง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ณ โรงละครเฟย แอนด์ มิลตัน หว่อง นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศเข้าใจและมีอารมณ์ร่วมกับละครได้ดีด้วยแก่นความคิดที่เป็นสากล ขณะเดียวกันก็รู้สึกสัมผัสได้ถึง “ความเป็นไทย” จากทั้งรูปแบบและเนื้อหา 4. ขั้นตอนหลังดำเนินงานสร้าง ผู้จัดและผู้สนับสนุนโครงการเห็นความคุ้มค่าเนื่องจากได้เผยแพร่ศักยภาพของศิลปินยุคใหม่ของไทยสาขาศิลปะการแสดง และละครสมัยใหม่ของไทย
การรำลิเก ทาง ครูเด่นชัย เอนกลาภ, มนัสวี กาญจนโพธิ์
การรำลิเก ทาง ครูเด่นชัย เอนกลาภ, มนัสวี กาญจนโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การรำลิเกทางครูเด่นชัย เอนกลาภ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรำลิเกในรูปแบบของครูเด่นชัย เอนกลาภ ซึ่งเป็นเป็นบุคคลสำคัญทางวงการลิเก ที่มีกระบวนการสืบทอดการแสดงลิเกจากครูหอมหวล นาคศิริและครูละครจากวังสวนกุหลาบ ผนวกกับประสบการณ์ในการแสดงลิเกจนกระทั่งเป็นรูปแบบการรำเฉพาะทางที่มีความงาม ประเด็นที่ศึกษาประกอบไปด้วย การรำหน้าพาทย์เพลงเสมอออกภาษา ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ใช้ประกอบกิริยาการเดินทางของตัวละครในการแสดงลิเก จำนวน 5 เพลง ได้แก่ 1. เพลงเสมอไทย 2. เพลงเสมอพม่า 3. เพลงเสมอมอญ 4. เพลงเสมอลาว 5. เพลงเสมอเขมร นอกจากการรำเพลงเสมอออกภาษาต่าง ๆ ผู้วิจัยได้ศึกษาการรำที่สำคัญอีกคือการรำเข้าพระเข้านางหรือรำเกี้ยวเป็นการรำของตัวพระและตัวนางในบทรักใช้เพลงมะลิเลื้อย และการรำอวดความสามารถขี่ม้ารำทวน ที่เป็น ความถนัดเฉพาะของครูเด่นชัย เอนกลาภ จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า อัตลักษณ์การรำลิเกทางครูเด่นชัย เอนกลาภ นั้นมีลักษณะวิธีการปฏิบัติในรูปแบบการรำตามโครงสร้างของเพลงในลักษณะเดียวกันกับทางนาฎศิลป์ไทยแต่กระบวนท่ารำนั้นแตกต่างออกไปตามความถนัดและทักษะของผู้แสดง การใช้ศีรษะและสายตาในทางการรำลิเกนั้นพบว่ามีลักษณะการเคลื่อนที่คือการกล่อมใบหน้าและการมองที่เป็นอิสระโดยสายตาส่วนใหญ่ของการรำลิเกนั้นจะเน้นมองไปหาผู้ชมเป็นหลัก การใช้มือในการปฏิบัติท่ารำพบว่าใช้การดึงมือออกไปข้างลำตัวให้มีลักษณะท่ารำหรือการตั้งวงที่กว้างขึ้นกว่าทางนาฎศิลป์ นอกจากนั้นยังพบอีกว่าครูเด่นชัย เอนกลาภ มีจุดเด่นในเรื่องของการตั้งวงที่มีความอ่อนของนิ้วมือเป็นอย่างมากจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลักษณะการตั้งวงและการใช้มือนั้นเกิดความงามเป็นรูปแบบเฉพาะทาง การใช้ลำตัวมีลักษณะการตั้งลำตัวตรง ไม่เกร็งบริเวณเอว ตั้งลำตัวตรงไม่ดันอกขึ้น การใช้เท้าพบว่ามีลักษณะสำคัญในการปฏิบัติท่ารำนั้น ยกเท้าที่สูง ยกส้นเท้าก่อนยกปลายเท้าเพื่อเป็นการทรงตัวในการวางเท้า การรำลิเกนั้นเป็นการรำแบบอิสระสามารถด้นกระบวนท่ารำขึ้นเองได้ตามภูมิปัญญาและทักษะของผู้แสดงโดยเน้นตามความนิยมผู้ชมหากผู้ชมชอบการแสดงแบบไหนลิเกก็จะแสดงแบบนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นจึงทำให้การรำของลิเกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะทาง และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งแต่อยู่บนพื้นฐานหลักการรำและการแสดงที่ได้รับถ่ายทอดจากครูลิเกต่อไป
นาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์, พิมวลี ดีสม
นาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์, พิมวลี ดีสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์และการมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า พิธีกรรมปัญโจลมะม็วด เป็นพิธีกรรมในการรักษาโรคตามคติความเชื่อของคนกลุ่มชาติพันธุ์เขมรว่าผู้ป่วยมีสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง จึงต้องให้มะม็วดซึ่งเป็นสตรีในสายตระกูลเท่านั้นมาทำพิธีเข้าทรงเชิญวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มากำจัดสิ่งชั่วร้ายนั้น พิธีมี 11 ขั้นตอน คือ 1. การปรับพื้นที่ตามฤกษ์ 2. การปลูกปะรำพิธี 3. การนำผู้ป่วยเข้าประจำที่ 4. การโหมโรงดนตรี 5. การไหว้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ 6. การรำเข้าทรงของมะม็วด 7. การรำกำจัดสิ่งชั่วร้าย 8. การรำเชิญวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาช่วยรักษา 9. การรำเชิญวิญญาณทั้งหมดกลับ 10. การรำเรียกขวัญผู้ป่วย 11.การรำลา นาฏกรรมในพิธีกรรมนี้ปรากฏอยู่ 3 วัตถุประสงค์ คือ 1. การรำบวงสรวง คือ การรำไหว้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง 2. การรำรักษา คือ การรำดาบเพื่อฟันสิ่งชั่วร้าย 3. การรำเฉลิมฉลอง คือ การรำเพื่อยินดีกับผู้ป่วยที่รักษาหาย ผลการวิจัยเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านนาฏยศิลป์ไทย เป็นการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไปและยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการการสร้างความสามัคคี อันนำไปสู่ความสงบสุขร่มเย็นของสังคมไทย
การแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา, อรอุทัย นิลนาม
การแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา, อรอุทัย นิลนาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงในงานศิลปวัฒธรรมอุดมศึกษา เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา โดยขอบเขตการศึกษา คือ งานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา ครั้งที่ 1 – 19 ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร 2) การสัมภาษณ์บุคคล กลุ่มที่ 1 ที่ปรึกษางานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา กลุ่มที่ 2 สมาชิกเครือข่ายอุดมศึกษาทางด้านนาฏยศิลป์ กลุ่มที่ 3 นิสิต นักศึกษาที่ได้รวมงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา 3) ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง 4) การลงพื้นที่ภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า การแสดงที่ปรากฏในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 1 – 19 ปรากฏการแสดง 5 ประเภท 23 รูปแบบการแสดง โดยการแสดงที่นำมาแสดงมากมากที่สุดถึงร้อยละ 62 ของการแสดงทั้งหมด คือการแสดงสร้างสรรค์นาฏยศิลป์พื้นบ้าน (ระบำ) โดยมีปัจจัยในการเลือกชุดการแสดง ดังนี้ 1) ความถนัด เอกลักษณ์ ทางด้านนาฏยศิลป์ของแต่ละมหาวิทยาลัย 2)สถานที่จัดงานและสถานที่จัดแสดง 3) งบประมาณ ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้โดยการแสดงที่นำมาแสดงคือการแสดงสร้างสรรค์นาฏยศิลป์พื้นบ้าน (ระบำ) สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ของแต่ละสถาบันที่เข้าร่วม ที่นำเอาวิถีชีวิต ภูมิปัญญา หรือการแสดงที่เคยมีอยู่แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงงานทางด้านนาฏยศิลป์ และจากการศึกษาการจัดการการแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา พบว่าเป็นโครงการที่ตอบสนองนโยบาย ด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ทำให้เกิดการรวมตัวกัน เพื่อจัดงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา โดยผลการประเมินการจัดงานในแต่ละครั้งมีผลการประเมินด้านตัวชี้วัดในทุกด้านอยู่ในระดับ ดี – ดีมาก และงานนี้ถือเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการอนุรักษ์การแสดงนาฏยศิลป์ที่เป็นแบบแผนตามแบบกรมศิลปากร เนื่องด้วยงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาป็นงานที่ให้ว่าที่บัณฑิตได้ฝึกฝน การสร้างสรรค์ผลงาน การจัดการการแสดง การสร้างเครือข่ายทางด้านศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นการสืบทอด อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่โดยคนรุ่นใหม่ และเป็นศูนย์รวมของบุคลากรวงการนาฏศิลป์ไทยได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อพัฒนาผลงานทางด้านนาฏยศิลป์รูปแบบต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต
งานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย, สุพจน์ จูกลิ่น
งานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย, สุพจน์ จูกลิ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์งานนาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและขั้นตอนกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงนาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย”ตามแนวนิยมความเรียบง่าย และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการถ่ายทอดความคิดและการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางการแสดงนาฏยศิลป์ เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” โดยอาศัยขอบเขตและหลักการแนวนิยมความเรียบง่ายเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีขั้นตอนในการสร้างสรรค์ทั้งหมด 8 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดกรอบแนวคิดหลักและขอบเขตเนื้อหาบทการแสดง 2. การกำหนดรูปแบบของการแสดง 3. การนำเสนอกรอบแนวคิดและรูปแบบการแสดง 4. การเลือกสรรดนตรี 5. การคัดเลือกนักแสดง 6. การคัดสรรอุปกรณ์ประกอบการแสดงและการออกแบบเครื่องแต่งกาย 7. การสร้างสรรค์ลีลาท่าทางและทดลองการแสดง 8. อภิปรายผลการวิจัยผลงานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” ซึ่งปรากฏเป็นองค์ความรู้ในงานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย โดยผลของการแสดงปรากฏว่าผู้ชมสามารถรับความรู้ที่เป็นใจความสำคัญผ่านการแสดงตามรูปแบบที่ผู้สร้างสรรค์ได้เลือกใช้ และตรงตามวัตถุประสงค์ตามแนวนิยมความเรียบง่ายอีกทั้งเป็นการเผยแพร่วรรณกรรมไทย เรื่อง พระลอ ในตอนที่ยังไม่มีปรากฎเป็นงานนาฏกรรมสู่สังคมไทยอีกด้วย
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา, เอกชัย ศรีรันดา
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา, เอกชัย ศรีรันดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางอนุรักษ์และพัฒนาการแสดงนาฏศิลป์แบบล้านนาของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ มีขอบเขตของการวิจัย คือ ศึกษารูปแบบการฟ้อนแบบนาฏศิลป์ล้านนาในสายคุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ได้รับถ่ายทอด และการพัฒนาชุดการแสดงทั้ง 3 ช่วง ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 จนถึง พ.ศ. 2561 รวมระยะเวลา 47 ปี ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล จัดลำดับและเรียบเรียงข้อมูล และนำเสนอผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่เป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ เป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองประจำภาคเหนือที่ “สร้างศาสตร์แห่งศิลป์” ด้วยการดำเนินการตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่กำหนดเป้าหมายสำคัญใน 2 ประเด็น คือ การอนุรักษ์และพัฒนา ด้วยการการสืบสาน สร้างสรรค์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมผ่านนโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา นโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษานั้นในด้านการอนุรักษ์และพัฒนาของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่จะให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้นาฏศิลป์ล้านนา เริ่มต้นจากการเชิญช่างฟ้อนที่เคยอยู่ในคุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และช่างฟ้อนที่มีความสามารถเข้ามาถ่ายทอดรูปแบบการฟ้อนรำให้กับนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ แล้วนำนาฏศิลป์ล้านนาที่ได้รับถ่ายทอดมาบรรจุไว้ในหลักสูตร ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปคณาจารย์จึงได้มีการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาชุดใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมแล้วนำการแสดงนาฏศิลป์ล้านนาออกเผยแพร่ สู่สาธารณชนในโอกาสสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา อีกทั้งการจัดโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพื่อให้ครู อาจารย์สร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาชุดใหม่ ๆ โดยผ่านกระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการส่งเสริมให้นักศึกษาสร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาในรายวิชาศิลปนิพนธ์ ถือเป็นการพัฒนา ต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้มีความแปลกใหม่ ทันสมัยเข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงรักษาของเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย นอกจากนี้ยังมีการนำนาฏศิลป์ล้านนาออกถ่ายทอดให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์นาฏศิลป์ล้านนาให้คงอยู่สืบไป วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่จึงเป็นองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีพันธกิจสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้มีการสืบทอดต่อไปยังอนาคต ด้วยการสร้างคน สร้างศาสตร์ และบริการสังคม อีกทั้งองค์ความรู้เดิมมาพัฒนาเพื่อสนองการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง
ประวัติศาสตร์ธนาคารกรุงเทพกับพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองไทย พ.ศ. 2487-2523, ปัทวี แดงโกเมน
ประวัติศาสตร์ธนาคารกรุงเทพกับพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองไทย พ.ศ. 2487-2523, ปัทวี แดงโกเมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธนาคารกรุงเทพถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการร่วมมือของกลุ่มพ่อค้าชาวจีน และข้าราชการระดับสูง จากนั้นได้ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะการบริหารงานไม่โปร่งใสของผู้บริหาร นายชิน โสภณพนิช ได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ทำให้ธนาคารกรุงเทพต้องไปเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง ต่อมาธนาคารกรุงเทพเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ จนทำให้ธนาคารกรุงเทพกลายเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา หลังจากปี พ.ศ. 2504 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ธนาคารกรุงเทพขยายสาขาในต่างจังหวัดจนกลายเป็นธนาคารที่มีจำนวนสาขาและระดมเงินฝากได้มากที่สุด ในขณะที่รัฐบาลสนับสนุนธุรกิจภาคเอกชนและให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมภายใต้การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ธนาคารกรุงเทพมีบุคลากรที่มีความสามารถสูง มีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง มีระบบบริหารจัดการภายในที่ดี ปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยตลอดเวลา รวมทั้งบุคลากรคนสำคัญของธนาคารกรุงเทพหลายคนได้เข้าไปมีบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจไทย ทำให้ฐานะและความเชื่อมั่นของธนาคารกรุงเทพมีมากขึ้น
ผู้หญิงในอุดมคติของรัฐชาติสิงคโปร์ ทศวรรษ 1950–1980, ศุภรดา ด่านเชิดชูเกียรติ
ผู้หญิงในอุดมคติของรัฐชาติสิงคโปร์ ทศวรรษ 1950–1980, ศุภรดา ด่านเชิดชูเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ศึกษาการประกอบสร้าง “ผู้หญิงในอุดมคติ” ของสิงคโปร์สมัยสร้างชาติระหว่างทศวรรษ 1950–1980 โดยรัฐบาลพรรคกิจประชาภายใต้การนำของลีกวนยู โดยจะวิเคราะห์จากนโยบายเรื่องผู้หญิง และการออกกฎหมายที่มีส่วนในกำหนดบทบาทหน้าที่ทางเพศสภาพของหญิงและชายในสิงคโปร์ รวมถึงการต่อรองระหว่างรัฐและผู้หญิงสิงคโปร์ในช่วงเวลาดังกล่าวที่กระแสสิทธิสตรีกำลังมีอิทธิพลและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนอุดมคติรัฐเกี่ยวกับผู้หญิงของสิงคโปร์ วิทยานิพนธ์เล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่าการจัดการความสัมพันธ์ทางเพศสภาพระหว่างชายหญิงในพื้นที่ครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างชาติสิงคโปร์ หลักจริยศาสตร์แบบขงจื๊อที่มีลักษณะแบบปิตาธิปไตยคือแนวคิดสำคัญที่รัฐบาลสิงคโปร์ใช้ในการกำหนดนโยบายเพศสภาพและดำเนินนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิง ผู้หญิงถูกกำหนดให้แสดงบทบาทในฐานะแม่และเมีย ส่วนผู้ชายถูกคาดหมายให้ทำงานนอกบ้าน ทั้งนี้ ผู้หญิงในฐานะแม่และเมียตามอุดมคติรัฐในบริบทการสร้างชาติต้องมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ มีการศึกษาดี มีทักษะและความสามารถในการประกอบอาชีพเพื่อตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นมารดาที่มีคุณภาพของเยาวชน อย่างไรก็ดี ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้หญิงที่เพิ่มขึ้น และกระแสสิทธิสตรี อุดมคติรัฐเกี่ยวกับผู้หญิงที่ประกอบสร้างขึ้นโดยหลักจริยศาสตร์แบบขงจื๊อที่เป็นปิตาธิปไตยก็ได้ถูกต่อรองจากผู้หญิงสิงคโปร์ด้วย