Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (5367)
- History (4425)
- Music (3234)
- Religion (3154)
- Anthropology (1973)
-
- English Language and Literature (1888)
- Education (1777)
- Creative Writing (1647)
- United States History (1551)
- Art and Design (1503)
- Folklore (1501)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (1264)
- Christianity (1094)
- Music Performance (1048)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (1032)
- Philosophy (928)
- Sociology (893)
- Public History (720)
- Catholic Studies (657)
- Theatre and Performance Studies (647)
- American Studies (619)
- Religious Thought, Theology and Philosophy of Religion (605)
- Women's Studies (602)
- Communication (554)
- Higher Education (547)
- Film and Media Studies (520)
- Fine Arts (515)
- Law (506)
- Medicine and Health Sciences (504)
- Institution
-
- University of Mississippi (2065)
- Brigham Young University (676)
- Western Kentucky University (584)
- City University of New York (CUNY) (540)
- Louisiana Tech University (531)
-
- Georgia Southern University (335)
- Andrews University (327)
- Liberty University (327)
- College of the Holy Cross (307)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (300)
- Duquesne University (241)
- Illinois State University (234)
- Eastern Illinois University (231)
- University of Alabama at Birmingham (225)
- George Fox University (210)
- Rhode Island School of Design (210)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (208)
- Asbury Theological Seminary (191)
- Syracuse University (185)
- University of Arkansas, Fayetteville (184)
- Chulalongkorn University (183)
- Claremont Colleges (182)
- Gettysburg College (181)
- Dordt University (176)
- Stephen F. Austin State University (175)
- Purdue University (172)
- Virginia Commonwealth University (171)
- University of Northern Iowa (168)
- University of New Mexico (159)
- University of Nebraska - Lincoln (158)
- Keyword
-
- Louisiana Industrial Institute (529)
- Louisiana Polytechnic Institute (529)
- Louisiana Tech University (529)
- Poetry (338)
- Western Kentucky University (281)
-
- English (261)
- History (222)
- Art (219)
- James (212)
- Literature (212)
- Meredith (207)
- Deaf culture (205)
- Church work with the deaf -- Catholic Church (204)
- Deaf -- Periodicals (204)
- Hearing impaired (204)
- Pastoral care of people with disabilities (204)
- EIU (190)
- Syllabi (189)
- 1933-; College integration -- Mississippi -- Oxford; Race relations; University of Mississippi -- History (178)
- Music (172)
- UAB (160)
- Fiction (156)
- Literary (152)
- Gender (150)
- Kentucky (148)
- Litmag (146)
- Holy Bible (142)
- Women (139)
- Photography (137)
- Archaeology (136)
- Publication
-
- Broadside Ballads: England (1328)
- Theses and Dissertations (371)
- Manuscript Finding Aids (330)
- Electronic Theses and Dissertations (249)
- Manuscript Collection Finding Aids (217)
-
- University Archives Finding Aids (213)
- WKU Archives Collection Inventories (211)
- Correspondence: Pro-integration (207)
- Independent Study Project (ISP) Collection (204)
- African American Funeral Programs (202)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (192)
- School of Music Programs (183)
- Mémoire Spiritaine (171)
- Uruk Journal of Human Sciences (151)
- Faculty Publications (137)
- Masters Theses (133)
- Theoretical Studies in Literature and Art (128)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (127)
- Publications and Research (127)
- Correspondence (123)
- Birmingham Poetry Review (119)
- The Light of Islam (119)
- Honors Theses (118)
- Index of Texas Archaeology: Open Access Gray Literature from the Lone Star State (115)
- Journal of International Women's Studies (113)
- Animal Sentience (106)
- Calliope (102)
- Broadside Ballads: Ireland (101)
- 101 Most Asked Questions (100)
- Conservatory of Music Concert Programs (97)
- Publication Type
- File Type
Articles 20341 - 20370 of 20627
Full-Text Articles in Arts and Humanities
นาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์, พิมวลี ดีสม
นาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์, พิมวลี ดีสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานาฏกรรมในพิธีกรรมปัญโจลมะม็วด จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์และการมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า พิธีกรรมปัญโจลมะม็วด เป็นพิธีกรรมในการรักษาโรคตามคติความเชื่อของคนกลุ่มชาติพันธุ์เขมรว่าผู้ป่วยมีสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง จึงต้องให้มะม็วดซึ่งเป็นสตรีในสายตระกูลเท่านั้นมาทำพิธีเข้าทรงเชิญวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มากำจัดสิ่งชั่วร้ายนั้น พิธีมี 11 ขั้นตอน คือ 1. การปรับพื้นที่ตามฤกษ์ 2. การปลูกปะรำพิธี 3. การนำผู้ป่วยเข้าประจำที่ 4. การโหมโรงดนตรี 5. การไหว้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ 6. การรำเข้าทรงของมะม็วด 7. การรำกำจัดสิ่งชั่วร้าย 8. การรำเชิญวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาช่วยรักษา 9. การรำเชิญวิญญาณทั้งหมดกลับ 10. การรำเรียกขวัญผู้ป่วย 11.การรำลา นาฏกรรมในพิธีกรรมนี้ปรากฏอยู่ 3 วัตถุประสงค์ คือ 1. การรำบวงสรวง คือ การรำไหว้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง 2. การรำรักษา คือ การรำดาบเพื่อฟันสิ่งชั่วร้าย 3. การรำเฉลิมฉลอง คือ การรำเพื่อยินดีกับผู้ป่วยที่รักษาหาย ผลการวิจัยเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านนาฏยศิลป์ไทย เป็นการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไปและยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการการสร้างความสามัคคี อันนำไปสู่ความสงบสุขร่มเย็นของสังคมไทย
การแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา, อรอุทัย นิลนาม
การแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา, อรอุทัย นิลนาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงในงานศิลปวัฒธรรมอุดมศึกษา เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา โดยขอบเขตการศึกษา คือ งานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา ครั้งที่ 1 – 19 ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร 2) การสัมภาษณ์บุคคล กลุ่มที่ 1 ที่ปรึกษางานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา กลุ่มที่ 2 สมาชิกเครือข่ายอุดมศึกษาทางด้านนาฏยศิลป์ กลุ่มที่ 3 นิสิต นักศึกษาที่ได้รวมงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา 3) ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง 4) การลงพื้นที่ภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า การแสดงที่ปรากฏในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 1 – 19 ปรากฏการแสดง 5 ประเภท 23 รูปแบบการแสดง โดยการแสดงที่นำมาแสดงมากมากที่สุดถึงร้อยละ 62 ของการแสดงทั้งหมด คือการแสดงสร้างสรรค์นาฏยศิลป์พื้นบ้าน (ระบำ) โดยมีปัจจัยในการเลือกชุดการแสดง ดังนี้ 1) ความถนัด เอกลักษณ์ ทางด้านนาฏยศิลป์ของแต่ละมหาวิทยาลัย 2)สถานที่จัดงานและสถานที่จัดแสดง 3) งบประมาณ ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้โดยการแสดงที่นำมาแสดงคือการแสดงสร้างสรรค์นาฏยศิลป์พื้นบ้าน (ระบำ) สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ของแต่ละสถาบันที่เข้าร่วม ที่นำเอาวิถีชีวิต ภูมิปัญญา หรือการแสดงที่เคยมีอยู่แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงงานทางด้านนาฏยศิลป์ และจากการศึกษาการจัดการการแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา พบว่าเป็นโครงการที่ตอบสนองนโยบาย ด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ทำให้เกิดการรวมตัวกัน เพื่อจัดงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา โดยผลการประเมินการจัดงานในแต่ละครั้งมีผลการประเมินด้านตัวชี้วัดในทุกด้านอยู่ในระดับ ดี – ดีมาก และงานนี้ถือเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการอนุรักษ์การแสดงนาฏยศิลป์ที่เป็นแบบแผนตามแบบกรมศิลปากร เนื่องด้วยงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาป็นงานที่ให้ว่าที่บัณฑิตได้ฝึกฝน การสร้างสรรค์ผลงาน การจัดการการแสดง การสร้างเครือข่ายทางด้านศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นการสืบทอด อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่โดยคนรุ่นใหม่ และเป็นศูนย์รวมของบุคลากรวงการนาฏศิลป์ไทยได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อพัฒนาผลงานทางด้านนาฏยศิลป์รูปแบบต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต
งานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย, สุพจน์ จูกลิ่น
งานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย, สุพจน์ จูกลิ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์งานนาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและขั้นตอนกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงนาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย”ตามแนวนิยมความเรียบง่าย และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการถ่ายทอดความคิดและการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางการแสดงนาฏยศิลป์ เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” โดยอาศัยขอบเขตและหลักการแนวนิยมความเรียบง่ายเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีขั้นตอนในการสร้างสรรค์ทั้งหมด 8 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดกรอบแนวคิดหลักและขอบเขตเนื้อหาบทการแสดง 2. การกำหนดรูปแบบของการแสดง 3. การนำเสนอกรอบแนวคิดและรูปแบบการแสดง 4. การเลือกสรรดนตรี 5. การคัดเลือกนักแสดง 6. การคัดสรรอุปกรณ์ประกอบการแสดงและการออกแบบเครื่องแต่งกาย 7. การสร้างสรรค์ลีลาท่าทางและทดลองการแสดง 8. อภิปรายผลการวิจัยผลงานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์เรื่องพระลอ ตอน “ศึกโหงพราย” ซึ่งปรากฏเป็นองค์ความรู้ในงานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ เรื่อง พระลอ ตอน ศึกโหงพราย โดยผลของการแสดงปรากฏว่าผู้ชมสามารถรับความรู้ที่เป็นใจความสำคัญผ่านการแสดงตามรูปแบบที่ผู้สร้างสรรค์ได้เลือกใช้ และตรงตามวัตถุประสงค์ตามแนวนิยมความเรียบง่ายอีกทั้งเป็นการเผยแพร่วรรณกรรมไทย เรื่อง พระลอ ในตอนที่ยังไม่มีปรากฎเป็นงานนาฏกรรมสู่สังคมไทยอีกด้วย
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา, เอกชัย ศรีรันดา
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา, เอกชัย ศรีรันดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ล้านนา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางอนุรักษ์และพัฒนาการแสดงนาฏศิลป์แบบล้านนาของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ มีขอบเขตของการวิจัย คือ ศึกษารูปแบบการฟ้อนแบบนาฏศิลป์ล้านนาในสายคุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ได้รับถ่ายทอด และการพัฒนาชุดการแสดงทั้ง 3 ช่วง ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 จนถึง พ.ศ. 2561 รวมระยะเวลา 47 ปี ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล จัดลำดับและเรียบเรียงข้อมูล และนำเสนอผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่เป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ เป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองประจำภาคเหนือที่ “สร้างศาสตร์แห่งศิลป์” ด้วยการดำเนินการตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่กำหนดเป้าหมายสำคัญใน 2 ประเด็น คือ การอนุรักษ์และพัฒนา ด้วยการการสืบสาน สร้างสรรค์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมผ่านนโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา นโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษานั้นในด้านการอนุรักษ์และพัฒนาของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่จะให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้นาฏศิลป์ล้านนา เริ่มต้นจากการเชิญช่างฟ้อนที่เคยอยู่ในคุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และช่างฟ้อนที่มีความสามารถเข้ามาถ่ายทอดรูปแบบการฟ้อนรำให้กับนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ แล้วนำนาฏศิลป์ล้านนาที่ได้รับถ่ายทอดมาบรรจุไว้ในหลักสูตร ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปคณาจารย์จึงได้มีการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาชุดใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมแล้วนำการแสดงนาฏศิลป์ล้านนาออกเผยแพร่ สู่สาธารณชนในโอกาสสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา อีกทั้งการจัดโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพื่อให้ครู อาจารย์สร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาชุดใหม่ ๆ โดยผ่านกระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการส่งเสริมให้นักศึกษาสร้างสรรค์นาฏศิลป์ล้านนาในรายวิชาศิลปนิพนธ์ ถือเป็นการพัฒนา ต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้มีความแปลกใหม่ ทันสมัยเข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงรักษาของเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย นอกจากนี้ยังมีการนำนาฏศิลป์ล้านนาออกถ่ายทอดให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์นาฏศิลป์ล้านนาให้คงอยู่สืบไป วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่จึงเป็นองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีพันธกิจสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้มีการสืบทอดต่อไปยังอนาคต ด้วยการสร้างคน สร้างศาสตร์ และบริการสังคม อีกทั้งองค์ความรู้เดิมมาพัฒนาเพื่อสนองการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง
ประวัติศาสตร์ธนาคารกรุงเทพกับพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองไทย พ.ศ. 2487-2523, ปัทวี แดงโกเมน
ประวัติศาสตร์ธนาคารกรุงเทพกับพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองไทย พ.ศ. 2487-2523, ปัทวี แดงโกเมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธนาคารกรุงเทพถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการร่วมมือของกลุ่มพ่อค้าชาวจีน และข้าราชการระดับสูง จากนั้นได้ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะการบริหารงานไม่โปร่งใสของผู้บริหาร นายชิน โสภณพนิช ได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ทำให้ธนาคารกรุงเทพต้องไปเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง ต่อมาธนาคารกรุงเทพเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ จนทำให้ธนาคารกรุงเทพกลายเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา หลังจากปี พ.ศ. 2504 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ธนาคารกรุงเทพขยายสาขาในต่างจังหวัดจนกลายเป็นธนาคารที่มีจำนวนสาขาและระดมเงินฝากได้มากที่สุด ในขณะที่รัฐบาลสนับสนุนธุรกิจภาคเอกชนและให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมภายใต้การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ธนาคารกรุงเทพมีบุคลากรที่มีความสามารถสูง มีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง มีระบบบริหารจัดการภายในที่ดี ปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยตลอดเวลา รวมทั้งบุคลากรคนสำคัญของธนาคารกรุงเทพหลายคนได้เข้าไปมีบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจไทย ทำให้ฐานะและความเชื่อมั่นของธนาคารกรุงเทพมีมากขึ้น
ผู้หญิงในอุดมคติของรัฐชาติสิงคโปร์ ทศวรรษ 1950–1980, ศุภรดา ด่านเชิดชูเกียรติ
ผู้หญิงในอุดมคติของรัฐชาติสิงคโปร์ ทศวรรษ 1950–1980, ศุภรดา ด่านเชิดชูเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ศึกษาการประกอบสร้าง “ผู้หญิงในอุดมคติ” ของสิงคโปร์สมัยสร้างชาติระหว่างทศวรรษ 1950–1980 โดยรัฐบาลพรรคกิจประชาภายใต้การนำของลีกวนยู โดยจะวิเคราะห์จากนโยบายเรื่องผู้หญิง และการออกกฎหมายที่มีส่วนในกำหนดบทบาทหน้าที่ทางเพศสภาพของหญิงและชายในสิงคโปร์ รวมถึงการต่อรองระหว่างรัฐและผู้หญิงสิงคโปร์ในช่วงเวลาดังกล่าวที่กระแสสิทธิสตรีกำลังมีอิทธิพลและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนอุดมคติรัฐเกี่ยวกับผู้หญิงของสิงคโปร์ วิทยานิพนธ์เล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่าการจัดการความสัมพันธ์ทางเพศสภาพระหว่างชายหญิงในพื้นที่ครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างชาติสิงคโปร์ หลักจริยศาสตร์แบบขงจื๊อที่มีลักษณะแบบปิตาธิปไตยคือแนวคิดสำคัญที่รัฐบาลสิงคโปร์ใช้ในการกำหนดนโยบายเพศสภาพและดำเนินนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิง ผู้หญิงถูกกำหนดให้แสดงบทบาทในฐานะแม่และเมีย ส่วนผู้ชายถูกคาดหมายให้ทำงานนอกบ้าน ทั้งนี้ ผู้หญิงในฐานะแม่และเมียตามอุดมคติรัฐในบริบทการสร้างชาติต้องมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ มีการศึกษาดี มีทักษะและความสามารถในการประกอบอาชีพเพื่อตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นมารดาที่มีคุณภาพของเยาวชน อย่างไรก็ดี ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้หญิงที่เพิ่มขึ้น และกระแสสิทธิสตรี อุดมคติรัฐเกี่ยวกับผู้หญิงที่ประกอบสร้างขึ้นโดยหลักจริยศาสตร์แบบขงจื๊อที่เป็นปิตาธิปไตยก็ได้ถูกต่อรองจากผู้หญิงสิงคโปร์ด้วย
การตรวจราชการหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทยในสมัยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ. 2435–2458, อิทธิกร ทองแกมแก้ว
การตรวจราชการหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทยในสมัยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ. 2435–2458, อิทธิกร ทองแกมแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ศึกษากระบวนการตรวจราชการหัวเมืองในสมัยที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยระหว่างพ.ศ. 2435-2458 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มต้นการวางระเบียบแบบแผนในการตรวจราชการหัวเมือง ในฐานะที่เป็นเครื่องมือหรือเทคโนโลยีสำคัญของรัฐสยามในการเข้ามาควบคุมและดำเนินการปกครองท้องที่สนองแนวคิดการปกครองของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จากการศึกษาพบว่า การตรวจราชการมีการเปลี่ยนแปลงเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกระหว่าง พ.ศ. 2435-2440 ซึ่งการตรวจราชการยังมิได้มีการวางแบบแผนชัดเจนทั้งวิธีการ ผู้ตรวจ ระยะเวลา และแบบแผนรายงาน ระยะที่ 2 พ.ศ. 2440-2458 หลังการออกพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) การตรวจราชการกลายเป็นรัฐกิจที่เสนาบดีและข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยถือปฏิบัติเป็นประจำ ทำให้เกิดแบบแผนการตรวจราชการที่เป็นระเบียบชัดเจน การตรวจราชการในช่วงเวลานี้ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบออฟฟิศในหัวเมือง การตรวจสอบข้าราชการท้องที่และการแสวงหาข้าราชการรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติราชการตามระบบใหม่ ควบคู่กับการเรียนรู้ “พื้นที่” และ “ผู้คน” เพื่อรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยาม เสนาบดีและข้าราชการกระทรวงมหาดไทยยังได้อาศัยการตรวจราชการเป็นเครื่องมือในการรวบรวมความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรัฐสยามเช่นด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชากร ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่นำสู่ความรู้ด้านการปกครอง รวมทั้งการประกอบสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยในเวลาต่อมา
ภาพตัวแทนผู้สูงอายุไทยที่สื่อผ่านกลวิธีทางภาษาในวาทกรรมสื่อสาธารณะ, ธีระ บุษบกแก้ว
ภาพตัวแทนผู้สูงอายุไทยที่สื่อผ่านกลวิธีทางภาษาในวาทกรรมสื่อสาธารณะ, ธีระ บุษบกแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเด็นเรื่องผู้สูงอายุได้รับความสนใจจากนักวิชาการหลายสาขาเพราะสังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพตัวแทนของผู้สูงอายุที่สื่อผ่านกลวิธีทางภาษาในวาทกรรมสื่อสาธารณะในสังคมไทย 2 ประเภท ได้แก่ หนังสือพิมพ์ และรายการโทรทัศน์ ข้อมูลที่ใช้ศึกษาคือปี พ.ศ. 2559 โดยใช้กรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995) ผลการวิเคราะห์ตัวบทพบว่า วาทกรรมหนังสือพิมพ์ขับเน้นภาพตัวแทนผู้สูงอายุด้านลบ กล่าวคือมองผู้สูงอายุในฐานะผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เป็นผู้พึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐและสังคม อีกทั้งยังเป็นปัญหาและภาระที่รัฐต้องแก้ไข การเน้นนำเสนอภาพดังกล่าวมากเป็นพิเศษเป็นการมองภาพแบบเหมารวม ภาพดังกล่าวอาจ ทำให้เกิดเป็น “วาทกรรมแห่งความกลัว” ในสังคมไทย คือทำให้เกิดความกลัวความชรา หรือปฏิเสธความแก่ ความชรา ในขณะที่วาทกรรมรายการโทรทัศน์พยายามนำเสนอภาพด้านบวกของผู้สูงอายุขึ้นมาแข่งขันเพื่อปฏิเสธความคิดด้านลบของคนในสังคม กล่าวคือ ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าและมีพลังร่วมสร้างสังคมไทยได้ ภาพดังกล่าวสอดคล้องไปกับทิศทางของหน่วยงานรัฐ คือเน้นให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตัวเองและทำประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งนี้จะได้ไม่เป็นภาระของรัฐ ขณะเดียวกันก็นำเสนอภาพผู้สูงอายุเพียงกลุ่มเดียวคือ กลุ่มที่มีความสามารถช่วยสังคมได้จึงอาจสร้างภาพเหมารวมผู้สูงอายุในบางแง่มุม ภาพตัวแทนเหล่านี้สื่อผ่านกลวิธีทางภาษา 6 กลวิธี ได้แก่ การเลือกใช้คำอ้างถึง การใช้ชนิดกระบวนการ การนิยาม การให้รายละเอียด การแนะความ การใช้สหบท ทั้งนี้ภาพตัวแทนจากสื่อทั้งสองกลุ่มมิได้นำเสนอภาพผู้สูงอายุในฐานะปู่ย่าตายายที่มีบทบาทสำคัญในครอบครัว อาทิ บทบาทผู้ดูแลบ้านและเลี้ยงดูลูกหลาน บทบาทผู้ให้การพึ่งพา บทบาทผู้แนะนำสั่งสอน ด้านการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า วาทกรรมหนังสือพิมพ์และวาทกรรมรายการโทรทัศน์ ที่ถ่ายทอดออกไปสู่สังคมต่างก็มีรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลังวาทกรรม ดังนั้นภาพตัวแทนผู้สูงอายุที่ถูกผลิตขึ้นจึงสนองไปกับนโยบายของรัฐ ด้านการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่า ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ สถานการณ์สังคมสูงอายุ นโยบายรัฐและกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ การแพทย์และสาธารณสุข แนวคิดที่มีอยู่ในสังคมวัฒนธรรมไทย แนวคิดเรื่องความกตัญญู ความอาวุโส คุณค่าของผู้สูงอายุ และอิทธิพลจากสหประชาชาติ มีอิทธิพลต่อการผลิต ตัวบท ขณะเดียวกันภาพตัวแทนผู้สูงอายุที่สื่อผ่านตัวบทก็อาจส่งผลต่อความคิดความเชื่อของคนในสังคมด้วยเช่นกัน กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษานี้เผยให้เห็นว่าภาพตัวแทนผู้สูงอายุในวาทกรรมสื่อสาธารณะทั้งสองประเภทถูกเลือกสรรเฉพาะบางด้านมานำเสนอให้โดดเด่นตามอุดมการณ์หรือจุดยืนที่ผู้ผลิตวาทกรรมมีอยู่ การตระหนักรู้ภาพตัวแทนผู้สูงอายุที่ถูกนำเสนอในวาทกรรมสื่อสาธารณะนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจประเด็นผู้สูงอายุมากขึ้น
คติชนกับการสร้างอัตลักษณ์ทหาร : กรณีศึกษาสถาบันการศึกษาและการฝึกทางทหารกองทัพอากาศไทย, พริมรตา จันทรโชติกุล
คติชนกับการสร้างอัตลักษณ์ทหาร : กรณีศึกษาสถาบันการศึกษาและการฝึกทางทหารกองทัพอากาศไทย, พริมรตา จันทรโชติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดในการสร้างคติชนทหารอากาศไทย อัตลักษณ์ของทหารอากาศไทยที่ประกอบสร้างจากคติชนทหารอากาศไทย และวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของคติชนทหารอากาศไทยในสถาบันการศึกษาและการฝึกทางทหาร กองทัพอากาศไทย 3 แห่ง คือ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช โรงเรียนการบิน และหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน โดยเก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ.2557-2561 ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องอัตลักษณ์และแนวคิดเรื่องบทบาทหน้าที่ของคติชนเป็นแนวคิดหลักในการศึกษา ผลการศึกษาพบคติชนทหารอากาศไทยจำนวน 5 ประเภท ได้แก่ 1) ประเพณีและพิธี 2) วิถีปฏิบัติ 3) บทเพลง 4) เรื่องเล่า และ 5) ความเชื่อและวัตถุมงคล และจัดกลุ่มตามผู้สร้างคติชนได้ 2 กลุ่มสำคัญ คือ คติชนสถาบันกองทัพอากาศ และคติชนกลุ่มทหารอากาศ จากการวิเคราะห์แนวคิดในการสร้างคติชนทหารอากาศไทยพบว่าสถาบันกองทัพอากาศและกลุ่มทหารอากาศมีแนวคิดในการสร้างคติชน 10 แนวคิด คือ 1) แนวคิดเรื่องความเข้มแข็งอดทนของร่างกายและจิตใจ 2) แนวคิดเรื่องความกล้าหาญและเสียสละ 3) แนวคิดเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความรักชาติ ศาสนา 4) แนวคิดเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกันและความผูกพัน 5) แนวคิดเรื่องการมีเกียรติศักดิ์และวินัยทหาร 6) แนวคิดเรื่องการลำดับชั้นและอาวุโสทางทหาร 7) แนวคิดเรื่องการรับวัฒนธรรมทหารอากาศสากล 8) แนวคิดเรื่องการมีศักยภาพสูงและความภาคภูมิใจในความเป็นทหารอากาศ 9) แนวคิดเรื่องการสร้างขวัญและกำลังใจ และ 10) แนวคิดเรื่องการแหวกกฎ ข้อบังคับ และขนบจารีต ซึ่งเป็นแนวคิดที่พบเฉพาะในการสร้างคติชนกลุ่มทหารอากาศ การวิเคราะห์อัตลักษณ์ของทหารอากาศไทยที่ประกอบสร้างจากคติชนชนทหารอากาศไทยพบว่ามีด้วยกัน 5 ประการ คือ 1) ทหารอากาศผู้เข้มแข็งอดทนและกล้าหาญเสียสละที่ควรแก่การภาคภูมิใจ 2) ทหารอากาศผู้จงรักภักดีและมีความผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ทหารอากาศผู้มีเพื่อนและพี่น้อง 4) ทหารอากาศผู้ชาญฉลาดและเป็นนักรบปกป้องน่านฟ้าไทย และ 5) ทหารอากาศผู้มีศักยภาพทัดเทียมทหารอากาศสากล ทั้งนี้ อัตลักษณ์ของผู้เข้มแข็งอดทน อัตลักษณ์ของผู้จงรักภักดีและผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และอัตลักษณ์ของผู้มีเพื่อนและพี่น้องเป็นอัตลักษณ์ที่ทหารอากาศไทยมีร่วมกับทหารเหล่าทัพอื่น ส่วนอัตลักษณ์ของผู้ชาญฉลาดและเป็นนักรบปกป้องน่านฟ้าไทยเป็นอัตลักษณ์ที่พบเฉพาะกลุ่มทหารอากาศไทย อัตลักษณ์ของผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้ทหารอากาศไทยมีความแตกต่างจากทหารอากาศสากล นอกจากนี้คติชนทหารอากาศไทยมีบทบาทในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันจากการมีความทรงจำร่วมกัน บทบาทในการสร้างความมั่นคงทางใจในช่วงการเปลี่ยนผ่านและการปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย และบทบาทในการปลดปล่อยความตึงเครียดและเติมเต็มความต้องการทางใจ การศึกษาคติชนกับการสร้างอัตลักษณ์ของทหารอากาศไทยนอกจากทำให้เห็นการผสมผสานระหว่างความเป็นนักรบไทยและความเป็นทหารในกองทัพสมัยใหม่ ยังทำให้เห็นบทบาทหน้าที่สำคัญของคติชนต่อการสร้างทหารของกองทัพอากาศไทยที่มีลักษณะพึงประสงค์
"เยอแนล": ลักษณะเด่นและคุณค่าในฐานะประเภทวรรณคดี, วรรณวิวัฒน์ รัตนลัมภ์
"เยอแนล": ลักษณะเด่นและคุณค่าในฐานะประเภทวรรณคดี, วรรณวิวัฒน์ รัตนลัมภ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่า “เยอแนล” (Journal) รวมถึงพระนิพนธ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ งานเขียนของข้าราชการ และงานเขียนของราษฎรที่มีลักษณะสอดคล้องกับเยอแนลและเขียนขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรวมทั้งสิ้น 16 เรื่อง โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะเด่นและคุณค่าของตัวบทในฐานประเภทวรรณคดี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเยอแนลเป็นประเภทวรรณคดีย่อย (subgenre) ของวรรณกรรมบันทึกการเดินทางของไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับรูปแบบเยอแนลมาจากงานประเภท journal ของตะวันตกโดยมีงานดั้งเดิมของไทยคือจดหมายเหตุและนิราศบันทึกการเดินทางเป็นพื้นฐานในการรับรูปแบบงานเขียนของต่างชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวรรณคดีไทย นอกจากนี้บริบทสังคมในช่วงการขยายอิทธิพลของลัทธิจักรวรรดินิยมก็เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้เยอแนลเกิดขึ้นด้วย เยอแนลมีลักษณะสำคัญ 4 ประการที่จำแนกเยอแนลออกจากบันทึกการเดินทางกลุ่มอื่น จะขาดลักษณะข้อใดข้อหนึ่งไปมิได้ ได้แก่ 1.เป็นร้อยแก้วบันทึกการเดินทาง 2. นำเสนอเนื้อหาตามลำดับวันที่และเวลา 3. เกิดขึ้นจากเจตจำนงของปัจเจกบุคคล 4. มีจุดประสงค์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในบันทึกแก่ผู้อ่านทั่วไป เยอแนลมีลักษณะเด่นด้านเนื้อหาที่การนำเสนอความเป็นปัจเจกบุคคลผ่านการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและการแสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเปิดเผย มีลักษณะเด่นด้านลีลาภาษาคือ ใช้ภาษานำเสนอภาพและความคิดด้วยวิธีการอธิบายขั้นตอนหรือวิธีการ การพรรณนารายละเอียด และการโน้มน้าวหรือจูงใจ เยอแนลมีคุณค่าสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ คุณค่าด้านวรรณคดี คุณค่าด้านความรู้ คุณค่าด้านการเมืองการปกครอง และคุณค่าด้านสังคมวัฒนธรรม
คำเชื่อมในภาษาไทยถิ่นใต้: การศึกษาเชิงประวัติ, อภิชญา แก้วอุทัย
คำเชื่อมในภาษาไทยถิ่นใต้: การศึกษาเชิงประวัติ, อภิชญา แก้วอุทัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์หน้าที่ของคำเชื่อมในภาษาไทยถิ่นใต้ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของคำเชื่อมในภาษาไทยถิ่นใต้ และกลไกทางภาษาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของคำเชื่อมในภาษาไทยถิ่นใต้ ผู้วิจัยแบ่งสมัยข้อมูลภาษาออกเป็น 5 ช่วงสมัย ได้แก่ ช่วงที่ 1 สมัยอยุธยา, ช่วงที่ 2 สมัยรัชกาลที่ 1–รัชกาลที่ 3, ช่วงที่ 3 สมัยรัชกาลที่ 4–รัชกาลที่ 5, ช่วงที่ 4 สมัยรัชกาลที่ 6–รัชกาลที่ 8 และช่วงที่ 5 สมัยรัชกาลที่ 9-รัชกาลที่10 ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากเอกสารเฉพาะที่เป็นร้อยแก้วในทุกช่วงสมัยของการศึกษา โดยในขั้นตอนที่ 1 ผู้วิจัยใช้กรอบทดสอบคำบุพบท คำเชื่อมนาม และคำเชื่อมอนุพากย์ของวิจินตน์ ภาณุพงศ์ (2538) มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจำแนกคำเชื่อมออกจากคำชนิดอื่น ขั้นตอนที่ 2 ผู้วิจัยใช้เกณฑ์ความหมาย หากมีกรณีที่กรอบทดสอบในขั้นตอนที่ 1 ไม่สามารถจำแนกคำเชื่อมออกจากหมวดคำอื่นได้ ผลจากการใช้เกณฑ์ในขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 พบคำเชื่อมในข้อมูลทั้งสิ้น 119 คำ ลำดับถัดมา ในขั้นตอนที่ 3 ผู้วิจัยได้นำคำเชื่อมทั้งหมดมาจำแนกหมวดหน้าที่และหน้าที่ย่อย โดยประยุกต์ตามกรอบเกณฑ์ของนววรรณ พันธุเมธา (2554) เป็นแนวทางในการวิเคราะห์หมวดหน้าที่ของคำเชื่อม และใช้เกณฑ์ทางอรรถวากยสัมพันธ์อื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อวิเคราะห์หน้าที่ย่อยของคำเชื่อมในแต่ละหมวดหน้าที่ ผลการศึกษาหน้าที่ของคำเชื่อมในภาษาไทยถิ่นใต้ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยปัจจุบันพบว่า จำนวนหมวดหน้าที่ของคำเชื่อมในแต่ละสมัยมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ในสมัยอยุธยาปรากฏหมวดหน้าที่จำนวน 20 หมวดหน้าที่ ในสมัยรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 3 และสมัยรัชกาลที่ 4 - รัชกาลที่ 5 ปรากฏ 19 หมวดหน้าที่ ในสมัยรัชกาลที่ 6-รัชกาลที่ 8 ปรากฏ 21 หมวดหน้าที่ และสมัยปัจจุบันปรากฏทั้งสิ้น 22 หมวดหน้าที่ เมื่อพิจารณาด้านการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของคำเชื่อมในภาษาไทยถิ่นใต้พบว่า คำเชื่อมมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการเพิ่มหน้าที่ การสูญหน้าที่ และการคงหน้าที่ ทั้งนี้ กระบวนการทางภาษาที่สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคำเชื่อมในภาษาไทยถิ่นใต้ คือ การกลายเป็นคำไวยากรณ์ โดยกลไกสำคัญ ได้แก่ …
พลวัตของคติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารจังหวัดนครศรีธรรมราช ในสังคมไทยร่วมสมัย, พลกฤษณ์ วสีวิวัฒน์
พลวัตของคติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารจังหวัดนครศรีธรรมราช ในสังคมไทยร่วมสมัย, พลกฤษณ์ วสีวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมคติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในสังคมไทยร่วมสมัย ศึกษาปัจจัยและบริบททางสังคมที่มีผลต่อพลวัตของ คติชน รวมทั้งวิเคราะห์พลวัตของคติชนและวิธีคิดในการนำคติชนมาใช้ในสังคมไทยร่วมสมัย ผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาคสนามในช่วง พ.ศ. 2559-2562 ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง และตรัง ผลการศึกษาพบว่า บริบทสังคมนครศรีธรรมราช บริบทสังคมไทย และบริบทสังคมโลกเป็น “ปัจจัยเร่ง” ที่กระตุ้นให้มีการนำคติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์มาใช้ในบริบทใหม่ ๆ ขณะที่ลักษณะเด่นของคติชนในเรื่องความชัดเจนและความคลุมเครือของตำนานพระบรมธาตุเจดีย์ รวมทั้ง การผสมผสานคติการบูชาพระธาตุกับความเชื่อในท้องถิ่น เป็น “ปัจจัยเอื้อ” ต่อการเลือกนำส่วนใดส่วนหนึ่งของคติชนมาใช้ประโยชน์ เมื่อปัจจัยทั้งสองสอดรับกันจึงเกิดการนำคติชนในสังคมประเพณีมาปรับใช้ในสังคมปัจจุบันหลายลักษณะ ทั้งการสืบทอด การรื้อฟื้น การผลิตซ้ำ การประยุกต์ รวมถึงการตีความและสร้างความหมายใหม่ ทำให้เกิดคติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์ ในสังคมไทยร่วมสมัยหลายประเภท ได้แก่ คติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์ที่สืบทอดจากคติชนเดิม รื้อฟื้นจากคติชนเดิม ประยุกต์จากคติชนเดิม ผลิตซ้ำจากบางส่วนของคติชนเดิม และคติชนที่สร้างขึ้นใหม่ การนำคติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์มาใช้ในบริบทใหม่ ๆ ดังกล่าว ส่งผลให้คติชนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตในหลายมิติ คือ คติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์มีการนำเสนอผ่านกระบวนการวิชาการ มีการกลายเป็นสินค้าวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือในการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจและช่วยขยายความศรัทธาต่อพระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งทำให้เกิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่ ตลอดจนเกิดศิลปะรูปแบบใหม่ ๆ นอกจากนี้พลวัตของคติชนเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์ยังสะท้อนให้เห็นวิธีคิดของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการนำคติชนมาใช้ในสังคมปัจจุบัน คือ การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้ที่มีความศรัทธาต่อพระบรมธาตุเจดีย์ การเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาในภาคใต้ การดัดแปลงให้เป็นของท้องถิ่นและการอนุรักษ์เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย การศึกษาครั้งนี้จึงทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับ “คติชนสร้างสรรค์” พระธาตุศึกษา และมรดกโลกศึกษาซึ่งจะเป็นแนวทางในการศึกษาการนำ คติชนในสังคมประเพณีมาใช้ในบริบทใหม่ ๆ ในแง่ของการเป็น “คติชนสร้างสรรค์” การเปลี่ยนแปลงของคติการบูชาพระธาตุในสังคมไทยร่วมสมัย และกระบวนการนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในเชิงคติชนวิทยา
การศึกษาวัจนกรรมการแสดงความเห็นแย้งของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษา: กรณีศึกษานักศึกษาชาวจีนจากมณฑลยูนนานและกวางสี, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล
การศึกษาวัจนกรรมการแสดงความเห็นแย้งของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษา: กรณีศึกษานักศึกษาชาวจีนจากมณฑลยูนนานและกวางสี, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัจนกรรมการแสดงความเห็นแย้งเป็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในกรณีของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน จากการสังเกตการณ์ในชั้นเรียนและโครงการวิจัยนำร่องแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนมักแสดงความเห็นแย้งคู่สนทนาในปริบทที่ชาวไทยเลือกไม่แสดงวัจนกรรม วิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นการศึกษาตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษาและวัจนปฏิบัติศาสตร์ข้ามวัฒนธรรม เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดเติมเต็มบทสนทนาผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีน กลุ่มละ 100 คน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาและนำมาเปรียบเทียบโดยใช้วิธีการทางสถิติ พร้อมทั้งวิเคราะห์การถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนและผู้พูดภาษาจีนเลือกที่จะแสดงความเห็นแย้งมากกว่าไม่แสดงวัจนกรรม ซึ่งต่างกับผู้พูดภาษาไทยอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นมุมมองต่อการแสดงความเห็นแย้งที่แตกต่างกันของชาวไทยและชาวจีน อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจแสดงความเห็นแย้ง ทั้งผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีน นิยมใช้กลวิธีลดน้ำหนักการแย้งมากกว่ากลวิธีตรงเช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของสังคมปริบทสูงและการให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนา เมื่อเปรียบเทียบความถี่ของกลวิธีที่ใช้พบว่าผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีนใช้กลวิธีตรงในความถี่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนใช้กลวิธีลดน้ำหนักการแย้งน้อยกว่าผู้พูดภาษาไทยและผู้พูดภาษาจีนอย่างมีนัยสำคัญ และใช้กลวิธีเสริมมากกว่าผู้พูดภาษาไทยและผู้พูดภาษาจีนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผู้วิจัยสันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากความสามารถในการใช้ภาษาของผู้เรียน นอกจากนี้ ยังพบว่าลักษณะการใช้ภาษาบางประการของผู้เรียนอาจก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ได้ ได้แก่ การใช้คำว่า “ต้อง” และการใช้คำว่า “ไม่ได้” ซึ่งเป็นผลมาจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ ทำให้ถ้อยคำของผู้เรียนไม่สื่อเจตนาตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนใช้คำลงท้ายแสดงสถานภาพไม่เหมาะสมทั้งในด้านความถี่และสถานภาพของคู่สนทนา ส่งผลให้การใช้ภาษาของผู้เรียนไม่เป็นธรรมชาติ ไม่สุภาพ และดูห่างเหินกับผู้ฟัง
เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ : การสร้างสรรค์และบทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย, ภัทรธรณ์ แสนพินิจ
เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ : การสร้างสรรค์และบทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย, ภัทรธรณ์ แสนพินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่และวิเคราะห์บทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย เรืองเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ที่ศึกษามีทั้งหมด 45 แหล่ง ทั้งจากสื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือและนิตยสาร มี 17 แหล่ง และสื่อดิจิทัล ได้แก่ เว็บไซต์, เฟซบุ๊กและยูทูบ มี 28 แหล่ง ผลการศึกษาพบว่าเรื่องเล่าราหูในหนังสือรวบรวมเรื่องของราหูฉบับเต็มและเป็นแหล่งข้อมูลต้นตอของเรื่องเล่าราหูในสื่ออื่นๆ เรียบเรียงขึ้นใหม่โดยอิงกับตำนานราหูจากวรรณคดีพราหมณ์-ฮินดู, วรรณคดีพุทธศาสนา และวรรณกรรมไทยด้วยกลวิธี 3 แบบ ได้แก่ (1) ตัดต่อ, (2) ปรับเปลี่ยนเนื้อหาโดยการดัดแปลงกับขยายความ และ (3)สร้างเรื่งอเล่าขึ้นใหม่ การตัดต่อคือการเลือกตำนานสำคัญเพื่ออธิบายภูมิหลังและชูบทบาทของราหูในเรื่องเล่า ได้แก่ ตอนกำเนิดเทพนพเคราะห์และตอนบุพกรรมกับพระอาทิตย์และพระจันทร์จากเฉลิมไตรภพ, พระพุทธเจ้าทรมานราหูจากจันทิมสูตรและสุริยสูตร ราหูฟังธรรมและได้รับพุทธพยากรณ์จากอรรถกถาโสณทัณฑสูตร การปรับเปลี่ยนเนื้อหาคือการดัดแปลงตำนานที่มีอยู่เดิมมาอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้ราหูมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นเทพที่ควรได้รับการบูชาในพุทธศาสนา ตำนานที่ดัดแปลง ได้แก่ ตอนราหูดื่มน้ำอมฤตเพื่อแสดงว่าราหูมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และตอนที่ได้รับพุทธพยากรณ์ การสร้างขึ้นใหม่เป็นเล่าที่มาของสถานะความเป็นเทพของราหู และประสบการณ์บุคคลซึ่งไม่อิงกับตำนานที่มีอยู่เดิม ได้แก่ โชคลาภจากราหู และความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องราง เรื่องเล่าราหูในสื่อดิจิทัลมีพื้นที่จำกัดจึงมีเฉพาะตอนสำคัญ ได้แก่ กำเนิดและพงศ์พันธุ์, การลักดื่มน้ำอมฤต, การพบพระพุทธเจ้าและได้รับพุทธพยากรณ์, และการร่วมรจนาบทนะโม เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญทำให้ตำนานราหูจากวรรณคดีศาสนาและวรรณกรรมไทยเป็นที่รู้จักในสังคมไทยปัจจุบัน ช่วยสร้างเสริมความมั่นใจของผู้บูชา รับรองหรือสนับสนุนการบูชาราหูทั้งในแง่อามิสบูชาและปฏิบัติบูชา และช่วยอธิบายรูปแทนและเครื่องรางพระราหูที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง รวมถึงพิธีทรงเจ้าซึ่งอ้างว่าราหูเข้าร่างทรงเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของตำนานเทพปกรณัมในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูซึ่งเป็นพื้นฐานของตำนานเทวดาในพุทธศาสนาในการสร้างเรื่องเล่ารองรับความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีและวิญญาณในพุทธศาสนาปัจจุบัน
ลักษณะเด่นของตัวละครราวณะใน ปอุมจริยะ ของวิมลสูริ, บุณฑริกา บุญโญ
ลักษณะเด่นของตัวละครราวณะใน ปอุมจริยะ ของวิมลสูริ, บุณฑริกา บุญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปอุมจริยะของวิมลสูริเป็นวรรณคดีเรื่องรามายณะที่เก่าแก่ที่สุดของศาสนาเชนและมีอิทธิพลต่อรามายณะฉบับของศาสนาเชนฉบับอื่นที่แต่งขึ้นภายหลัง วรรณคดีเรื่องรามายณะของศาสนาเชนจัดอยู่ในวรรณคดีเรื่องเล่าประเภทปุราณะหรือจริตะ มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับแนวคิดศลากาปุรุษะซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับวีรบุรุษในศาสนาเชน วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาลักษณะเด่นของตัวละครราวณะในเรื่องปอุมจริยะ ซึ่งเป็นตัวละครปรปักษ์ของเรื่อง และศึกษาความสัมพันธ์ของแนวคิดทางศาสนาเชนที่มีต่อตัวละครราวณะ ผลการศึกษาพบว่าลักษณะเด่นของราวณะในปอุมจริยะแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ลักษณะเด่นด้านรูปลักษณ์, ลักษณะนิสัย, ลักษณะเด่นด้านความสามารถ และลักษณะเด่นด้านลบจากมุมมองของตัวละครอื่น ลักษณะเด่นเหล่านี้ของราวณะมีทั้งด้านดีและด้านร้าย สะท้อนมิติตัวละครที่เป็นมากกว่าตัวละครปรปักษ์ผู้ประพฤติแต่ความชั่ว แต่ยังมีลักษณะวีรบุรุษผู้ทรงคุณธรรมซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของราวณะในฐานะเชนศาสนิกผู้มีความภักดีต่อพระชินะ แนวคิดทางศาสนาเชนที่มีความสัมพันธ์ต่อตัวละครราวณะได้แก่แนวคิดทางจริยศาสตร์และแนวคิดเรื่องศลากาปุรุษะ กรอบแนวคิดทางจริยศาสตร์แบบเชนแสดงให้เห็นการสร้างตัวละครปรปักษ์ให้เป็นแบบอย่างของผู้ครองเรือนที่ไม่อาจรักษาอนุพรตไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และท้ายสุดเมื่อสิ้นชีวิตต้องตกนรกเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ ซึ่งเป็นภาพตรงกันข้ามกับตัวละครเอกคือพระรามผู้ประพฤติตามหลักศาสนาและตามหลักอหิงสา เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิตก็ได้ออกบวชบำเพ็ญตบะจนบรรลุความหลุดพ้น ในขณะที่กรอบแนวคิดเรื่องศลากาปุรุษะมีอิทธิพลในการดัดแปลงบทบาทของตัวละครให้ต่างออกไปจากรามายณะฉบับของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ตามแนวคิดศลากาปุรุษะ ราวณะเป็นประติวาสุเทวะซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับพระลักษมณ์ผู้เป็นวาสุเทวะ ประติวาสุเทวะจะถูกวาสุเทวะสังหารด้วยจักรของตนเอง ส่วนพระรามเป็นพลเทวะผู้ประพฤติอหิงสาและจะบรรลุความหลุดพ้น ในขณะที่ทั้งวาสุเทวะและประติวาสุเทวะจะต้องตกนรกเพราะกรรมที่ได้กระทำไว้ จึงนับได้ว่ากรอบแนวคิดทั้งสองข้างต้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปอุมจริยะเป็นรามายณะของศาสนาเชนอย่างแท้จริง
บทแหล่เทศน์มหาชาติในสังคมไทยร่วมสมัย: บทบาทและความสำคัญในฐานะวรรณคดีประกอบพิธีกรรม, ทศพล ศรีพุ่ม
บทแหล่เทศน์มหาชาติในสังคมไทยร่วมสมัย: บทบาทและความสำคัญในฐานะวรรณคดีประกอบพิธีกรรม, ทศพล ศรีพุ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาบทบาทและความสำคัญของบทแหล่เทศน์มหาชาติในฐานะวรรณคดีประกอบพิธีกรรมในสังคมไทยร่วมสมัย โดยศึกษาจากข้อมูลวีดิทัศน์มหาชาติในภาคกลางจำนวน 300 ชุด เป็นวีดิทัศน์การเทศน์แบบเรียงกัณฑ์ทั้ง 13 กัณฑ์ จำนวน 260 ชุด และเป็นวิดิทัศน์การเทศน์มหาชาติประยุกต์ซึ่งเล่าเรื่องสรุปความจำนวน 40 ชุด นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลภาคสนามจากการเทศน์มหาชาติในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 10 ครั้ง ระหว่าง พ.ศ. 2559-2562 ผลการศึกษาพบว่าการเทศน์มหาชาติในปัจจุบันยังคงสืบทอดคติความเชื่อเรื่องคาถาพัน และมุ่งถ่ายทอดเวสสันดรชาดกเพื่อนำเสนอแนวคิดเรื่องทานบารมี แต่องค์ประกอบสำคัญของพิธีกรรมมีความเปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ระยะเวลาการจัดเทศน์ลดลง โอกาสในการจัดเทศน์มีความหลากหลายมากขึ้น และเกิดผู้ฟังกลุ่มใหม่ซึ่งมาจากหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้พระนักเทศน์มหาชาติต้องลดเนื้อหาที่นำมาเทศน์ โดยจะเลือกเฉพาะเนื้อหาตอนเด่นมาถ่ายทอด มีทั้งตอนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทานบารมี เช่น การบำเพ็ญทาน การแสดงความเศร้าโศก และการพรรณนาเครื่องทาน และตอนที่เป็นรายละเอียดซึ่งเน้นสร้างสีสันและเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ทำบุญ เช่น การพรรณนาธรรมชาติ การแสดงอารมณ์ขัน การให้พร ตัวบทที่ใช้มีทั้งบทแหล่ในซึ่งแต่งเป็นร่ายยาว และบทแหล่นอกซึ่งแต่งเป็นกลอนประกอบกัน โดยมีตัวบทสำคัญคือร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ลักษณะเช่นนี้สะท้อนว่าวิธีการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะและขั้นตอนในพิธีกรรมมีส่วนกำกับการถ่ายทอดบทแหล่เทศน์มหาชาติ ในการถ่ายทอดบทแหล่เทศน์ มีการประสานวรรณศิลป์กับศิลปะ 3 ประเภท ได้แก่ คีตศิลป์ ศิลปะการสื่อสารการแสดง และวาทศิลป์ การประสานศิลป์เหล่านี้ช่วยให้เล่าเรื่องได้อย่างราบรื่น เน้นเนื้อหาตอนเด่น และช่วยเสริมบรรยากาศของพิธีกรรมให้สอดคล้องกับอารมณ์ในเรื่อง เอื้อให้เทศน์ได้สอดคล้องกับระยะเวลา และเปิดโอกาสให้พระผู้เทศน์อธิบายเนื้อความของเวสสันดรชาดกให้เข้ากับประเด็นต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมร่วมสมัย การใช้บทแหล่เทศน์มหาชาติข้างต้นสะท้อนให้เห็นบทบาทและความสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ บทบาทที่มีต่อพระพุทธศาสนา คือช่วยให้เผยแผ่เวสสันดรชาดกได้อย่างกว้างขวาง สร้างศรัทธาอย่างลึกซึ้ง และถ่ายทอดคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างมีสุนทรียะ บทบาทที่มีต่อวรรณคดีไทยและขนบวรรณคดีไทย คือช่วยเผยแพร่วรรณคดีไทยเป็นบทแหล่นอก และใช้ขนบวรรณคดีไทยผ่านการสร้างสรรค์บทแหล่ใหม่ ๆ และคำบรรยายร้อยแก้ว และบทบาทที่มีต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่สังคม กล่าวได้ว่าบทแหล่เทศน์มหาชาติเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากอดีตและยังดำรงอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัยอย่างน่าสนใจ
การอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย : ความสำคัญและคำอธิบายร่วมสมัย, พระมหาอนุกูล เงางาม
การอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย : ความสำคัญและคำอธิบายร่วมสมัย, พระมหาอนุกูล เงางาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคติเรื่องการอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตจากวรรณคดีพระพุทธศาสนาภาษาบาลีที่สำคัญ และพิธีกรรมความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติในปัจจุบัน วรรณคดีพระพุทธศาสนาที่ใช้ศึกษา ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา มิลินทปัญหา มาเลยยเทวัตเถรวัตถุ และมังคลัตถทีปนี ส่วนพิธีกรรมความเชื่อศึกษาจากบทกรวดน้ำที่ใช้ในพิธีและคำอธิบายของพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียง 8 รูป ผลการศึกษาพบว่าพระไตรปิฎกมีความคิดเรื่องการอุทิศบุญจากการถวายทานแด่เทวดาหรือญาติผู้ล่วงลับ ในชั้นอรรถกถาเป็นต้นไป การอุทิศบุญถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งหลังจากการทำบุญใด ๆ ซึ่งผู้รับส่วนบุญจะต้องรับรู้และอนุโมทนา ในประเพณีไทย การอุทิศบุญอยู่ในช่วงที่พระภิกษุสงฆ์สวดอนุโมทนาบุญและผู้อุทิศบุญกรวดน้ำ บทกรวดน้ำที่ใช้ในประเพณีไทยมีเนื้อหาและความคิดสอดคล้องกับวรรณคดีพระพุทธศาสนาในชั้นอรรถกถา ส่วนคำอธิบายเรื่องการอุทิศบุญของพระภิกษุร่วมสมัยมีส่วนที่เหมือนและแตกต่างจากวรรณคดีพระพุทธศาสนา กล่าวคือ มีทั้งท่านที่อธิบายตามคัมภีร์พระพุทธศาสนา, ท่านที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมโดยอาศัยประสบการณ์ทางจิต, และท่านที่ไม่ให้ความสำคัญกับการอุทิศบุญอันเป็นผลจากการเน้นคำสอนอื่นที่สำคัญ แสดงให้เห็นว่าความคิดเรื่องการอุทิศบุญในสังคมไทยมีความหลากหลายในภาพรวม การอุทิศบุญยังคงมีความสำคัญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย เป็นการบำเพ็ญกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับรวมไปถึงมิตรสหายที่รู้จัก เจ้ากรรมนายเวร ทั้งสรรพสัตว์ต่าง ๆ ในโลก จึงถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งที่ไม่จำกัดขอบเขตและให้ผลมาก
Syntactic And Semantic Interpretations Of Control Constructions In British And American Sports News Articles, Abhinan Wongkittiporn
Syntactic And Semantic Interpretations Of Control Constructions In British And American Sports News Articles, Abhinan Wongkittiporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study observes control constructions, traditionally known as to- infinitives, null infinitives, and -ing infinitives to examine their occurrence and connection with syntactic functions and semantic interpretations. The data is from sports news articles in British and American English. From previous studies, semantic interpretation and language variation are the reasons for the appearances of most control constructions. However, most previous studies only paid attention to specific types of control constructions, specific verbs and positions (i.e. Verb Phrase complements) in academic and fiction texts. This study observes all types of control constructions. While interpreting the appearance of control constructions in British …
Variability Of English Past Tense Morphology By L1 Thai And L1 French Learners, Chariya Prapobratanakul
Variability Of English Past Tense Morphology By L1 Thai And L1 French Learners, Chariya Prapobratanakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examined variability of English past tense morphology by L1 Thai and L1 French learners. English, French and Thai are different in that past tense inflectional morphology is obligatory in English and French, but not in Thai. Based on the Failed Functional Features Hypothesis (FFFH) (Hawkins & Chan, 1997; Hawkins & Liszka, 2003), it was hypothesized that variability of English past tense morphology by L1 Thai learners was due to non-target-like syntactic representations, not the target-like syntactic representations according to the Missing Surface Inflection Hypothesis (MSIH) (Prévost & White, 2000; Lardiere, 2003). A cloze test and a grammaticality judgment …
The Effects Of Speaking Instruction Using Differentiated-Flipped Learning Approach On Speaking Ability And Levels Of Willingness To Communicate Of Thai Efl Undergraduates, Kanpajee Rattanasaeng
The Effects Of Speaking Instruction Using Differentiated-Flipped Learning Approach On Speaking Ability And Levels Of Willingness To Communicate Of Thai Efl Undergraduates, Kanpajee Rattanasaeng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The study aim (1) to investigate the effects of speaking instruction using differentiated-flipped learning approach on students’ speaking ability, (2) to examine the effects of speaking instruction using differentiated-flipped learning approach on students’ levels of willingness to communicate, (3) to investigate the relationship between speaking ability and willingness to communicate, and (4) to examine the students’ perceptions toward speaking instruction using differentiated-flipped learning approach. Thirty second to fourth - year undergraduates from the Faculty of Agro-Industry in King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang were chosen as the sample group. The study was a single group design using quantitative and qualitative …
Effects Of Oracy Building Instruction Via Blended Learning Environment On Eil Students’ Metacognitive Awareness, Kusuma Bangkom
Effects Of Oracy Building Instruction Via Blended Learning Environment On Eil Students’ Metacognitive Awareness, Kusuma Bangkom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The study aim (1) to develop oracy skills instruction in a blended-learning environment, (2) to investigate the effects of students’ metacognitive awareness after implementing the oracy building instruction via blended-learning environment, (3) and to investigate the students’ opinion towards using blended-learning environment. Twenty- nine high school students in Rayong were chosen as the sample group. The findings revealed that 1) there was a significant improvement of the participants’ metacognitive awareness after taking OBIBLE, 2) there was a significant improvement of the participants’ oracy skills after taking OBIBLE, 3) the students had positive opinions towards blened-learning environment. This research provides empirical …
A Study Of Translation Of Relative Clauses From English Into Thai And From Thai Into English, Nattharath Leenakitti
A Study Of Translation Of Relative Clauses From English Into Thai And From Thai Into English, Nattharath Leenakitti
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examined translation strategies which were used in translating English relative clauses (ERCs) with the relativizers ‘who,’ ‘which,’ and ‘that’ into Thai and Thai relative clauses (TRCs) with the relativizers ‘/tʰîː/’ and ‘/sɯ̂ŋ/’ into English. In addition, the types of relative clauses, namely restrictive and non-restrictive, in English were investigated for their effects on the translation strategies in the English-Thai translation. The data comprised 714 sentence pairs whose source texts contained relative clauses. English-Thai translation consisted of 348 sentence pairs from two English novels and their Thai translations. With regard to Thai-English translation, the data covered 366 sentence pairs …
An Investigation Of The Quality Of Thai Undergraduate Students’ Peer Feedback, Interaction Patterns, And Written Revisions Through The Incorporation Of Technology, Nutchayaporn Jaritngarm
An Investigation Of The Quality Of Thai Undergraduate Students’ Peer Feedback, Interaction Patterns, And Written Revisions Through The Incorporation Of Technology, Nutchayaporn Jaritngarm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Giving and receiving feedback is an important facet in developing writing. This study aimed to investigate different online interaction patterns during peer feedback activity and to examine how it could lead to students’ writing improvement. The study sample consisted of 30 first-year undergraduate students of Chulalongkorn University who were enrolled in a required foundation English course II. Subjects were classified into three writing proficiency levels using scores from an English writing proficiency test. They were required to use an online platform to provide peer feedback anonymously on two writing assignments. Quantitative and qualitative data were collected from students’ online interactions, …
An Interlanguage Study Of L2 Perception And Production Of English Word Stress By L1 Thai Learners., Sawaros Jaiprasong
An Interlanguage Study Of L2 Perception And Production Of English Word Stress By L1 Thai Learners., Sawaros Jaiprasong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The aim of this study was to investigate L1 Thai learners’ English word stress perception and production of two different groups of English words: English words with different suffixes (suffixes affecting stress shift and neutral suffixes) and compound words (compound nouns and compound verbs). Three objectives were 1) to compare and contrast the perception of English word stress focusing on words, 2) to compare and contrast the production of English word stress focusing on words and 3) to investigate whether there is a relationship between L1 Thai learners’ perception and production of English word stress. Two groups of L1 Thai …
Out-Of-Class Language Learning Strategies Of Thai University Students During Participant In The Summer Work And Travel Program, Thunyaporn Thanasumbun
Out-Of-Class Language Learning Strategies Of Thai University Students During Participant In The Summer Work And Travel Program, Thunyaporn Thanasumbun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
It has long believed that in-class instruction alone is not sufficient to promote language skill development of second and foreign language learners, so spending time during school break in a country where the target language is spoken is one way to further increase their language proficiency outside classes. The present study aimed to investigate out-of-class language learning strategies and intercultural competence skills of 353 Thai undergraduate students who participated in the Summer Work and Travel Program in the United States in the year 2018. Quantitative data were collected using the Strategy Inventory for Language Learning (SILL) developed by Oxford (1990) …
An Interlanguage Study Of Lexical Priming And The Acquisition Of English Vocabulary By L1 Thai Learners, Suparuthai It-Ngam
An Interlanguage Study Of Lexical Priming And The Acquisition Of English Vocabulary By L1 Thai Learners, Suparuthai It-Ngam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The present study explored English vocabulary acquisition of L1 Thai learners. The lexical priming, which implies the lexical access, was examined to illustrate the vocabulary acquisition. The organization of the mental lexicon and the lexical processing of Thai learners were examined using the lexical priming experiments. The factors affecting the vocabulary acquisition were also investigated through qualitative approach. The present interlanguage study is a cross-sectional research that compared the English vocabulary acquisition of the learners with different degrees of language exposure. The sample groups were selected by stratified random sampling. They were Thai undergraduates who were living in Thailand. The …
Effects Of 3d Printer Parameters On Conductivity Of Nano-Titanium Dioxide On Electrode Solar Cells, Krairop Charoensopa
Effects Of 3d Printer Parameters On Conductivity Of Nano-Titanium Dioxide On Electrode Solar Cells, Krairop Charoensopa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Fabricating conductive materials on electrode of electronic devices with printing techniques continues to gain popularity, including 3D printing especially Liquid Deposition Modelling (LDM) technology which is being interested in electronics industry. This research applied LDM 3D printing to fabricate nano-Titanium dioxide (TiO₂) thin film on an electrode or anode. The aim of research was to study the effect of parameters for setting the printer, such as nozzle size, printing speed, air pressure and nozzle distance from the electrode surface, on the quality of TiO₂ thin film and related sheet resistance. The experiment began with the paste samples preparation by mixing …
Motivation In Selecting Study Korean Language Of Students And Working-Age People In Thailand, Amphai Punplub
Motivation In Selecting Study Korean Language Of Students And Working-Age People In Thailand, Amphai Punplub
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on selecting study Korean language of students and working-age people in Thailand. The Research samples were 360 university students who chose Korean language as their major and 80 working-age people who study Korean language at KEC (Korean Education Center in Thailand) and Sejong Korean Language Institution in Thailand. The instrument used for data gathering was the questionnaire that was adopted from the Gardner’s (1985) Attitude/Motivation Test Battery (AMTB). The result shows that students and working-age people have Integrative motivation more than Instrumental motivation. The result and recommendation given in this research not only reveals the motivation to …
A Study Of Korean Cultural Competence Of Korean As A Foreign Language Students At High School In Bangkok, Thailand, Kritus Tabsai
A Study Of Korean Cultural Competence Of Korean As A Foreign Language Students At High School In Bangkok, Thailand, Kritus Tabsai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The research objectives are to examine the level of students' Korean cultural competence, to study and analyze the relationship between students' background and students' Korean cultural competence. The samples consist of 254 students who study Korean as a foreign language from 8 high schools in Bangkok. The research instrument is a questionnaire about Korean cultural competence which consists of 4 components: Korean cultural knowledge, Korean cultural skill, Korean cultural awareness, and Korean communicative skill. The research data is analyzed by descriptive statistics and correlation analysis. The results are as follows: (1) Level of students' Korean cultural competence is moderate (2) …
The Factors That Influencing To Thai's Free Independent Travelers Decision To Travel In South Korea, Onjira Kumboosya
The Factors That Influencing To Thai's Free Independent Travelers Decision To Travel In South Korea, Onjira Kumboosya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nowadays, the Korea tourism industry has a popular to Thai's free independent travelers to visit South Korea. The objective of this study was the various factors that influencing to Thai’s Free Independent Travelers decision to travel in South Korea and to study behavior of Thai’s Free Independent Traveler to decide to travel in South Korea including to study principles of Korea Tourism Organization’s marketing that affect to decision of independent Thai travelers. The sample size is Thai’s Free Independent Travelers by using questionnaires 78 people consists were an online survey and in-depth interviews with bloggers 4 people and who’s don’t …