Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Law (8045)
- Social and Behavioral Sciences (5139)
- Arts and Humanities (3975)
- Education (2300)
- Medicine and Health Sciences (2199)
-
- Life Sciences (1583)
- Physical Sciences and Mathematics (1458)
- History (1268)
- Engineering (1194)
- Constitutional Law (1093)
- Business (968)
- Political Science (873)
- Sociology (860)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (801)
- Religion (718)
- Psychology (682)
- Criminal Law (624)
- United States History (588)
- International Law (587)
- Higher Education (572)
- Communication (557)
- American Studies (536)
- Law and Society (510)
- Medical Specialties (496)
- Intellectual Property Law (493)
- Public Health (477)
- Environmental Law (448)
- Civil Rights and Discrimination (446)
- International and Area Studies (445)
- Health Law and Policy (435)
- Institution
-
- Villanova University Charles Widger School of Law (1005)
- UIdaho Law (582)
- Fordham Law School (525)
- University of Nebraska - Lincoln (517)
- Walden University (501)
-
- University of Central Florida (498)
- City University of New York (CUNY) (488)
- University of Mississippi (403)
- University of South Florida (379)
- Brigham Young University (362)
- University of Kentucky (358)
- San Jose State University (356)
- Yale University (293)
- University of Colorado Law School (289)
- American University Washington College of Law (276)
- Louisiana State University (273)
- University of Montana (268)
- University of New Mexico (266)
- Yeshiva University, Cardozo School of Law (265)
- Singapore Management University (257)
- University of Plymouth (256)
- University of South Carolina (255)
- Portland State University (225)
- University of Michigan Law School (216)
- Brigham Young University Law School (210)
- Universitas Indonesia (210)
- Coastal Carolina University (208)
- TÜBİTAK (206)
- Washington University School of Medicine (206)
- Liberty University (203)
- Keyword
-
- COVID-19 (348)
- United States (250)
- Education (223)
- Law (200)
- History (173)
-
- Gender (168)
- Undergraduate (155)
- Women (140)
- Philosophy (138)
- Politics (128)
- Theology (127)
- Immigration (122)
- Higher education (121)
- Coronavirus (119)
- Humans (119)
- Race (118)
- Pandemic (112)
- Leadership (109)
- Constitutional law (106)
- First Amendment (106)
- Constitution (105)
- COVID-19 Crisis (2020 - Present) (103)
- Discrimination (102)
- Technology (100)
- Religion (95)
- Ethics (93)
- Identity (93)
- Climate change (92)
- Culture (90)
- Supreme Court (90)
- Publication
-
- 2020 Decisions (951)
- Theses and Dissertations (760)
- Faculty Scholarship (553)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (482)
- Faculty Publications (435)
-
- Idaho Supreme Court Records & Briefs, All (330)
- Dissertations (324)
- Florida Historical Quarterly (316)
- Electronic Theses and Dissertations (304)
- Articles (298)
- Not Reported (235)
- Documents (217)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (207)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (203)
- Honors Theses (198)
- Journal of Political Science (196)
- Open Access Publications (192)
- Session Laws 2001-Present (189)
- All Decisions (175)
- Historical and Topical Legal Documents (168)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (164)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (150)
- Journal Articles (143)
- Publications and Research (141)
- Utah Court of Appeals Briefs (2020 –) (130)
- Graduate Theses/Dissertations (118)
- Scholarly Works (118)
- Theses (117)
- Master's Theses (113)
- Doctoral Dissertations and Projects (107)
- Publication Type
Articles 30991 - 31020 of 31133
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัญหาความเป็นแบบแห่งนิติกรรมของการจดทะเบียนสมรส, ชนนิกานต์ วงศ์ทองทิว
ปัญหาความเป็นแบบแห่งนิติกรรมของการจดทะเบียนสมรส, ชนนิกานต์ วงศ์ทองทิว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสมรสเป็นจุดเริ่มต้นของนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะบุคคล มิได้มุ่ง โดยตรงไปทางการเคลื่อนสิทธิในทางทรัพย์สิน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบต่อกัน โดยผลของกฎหมายลักษณะครอบครัวในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ในเรื่องการสมรสกับนิติกรรมนั้นนักกฎหมายในปัจจุบันยังมีความเห็นแตกต่างกัน ดังนั้น จึงเกิดประเด็นให้ต้องพิจารณาถึงลักษณะของการสมรสว่าเป็นเป็นนิติกรรมหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การพิจารณาต่อมาว่าสามารถนำบทบัญญัติในบรรพ 1 ว่าด้วยหลักทั่วไปมาปรับใช้กับบทบัญญัติในเรื่องการสมรสตามบรรพ 5 ได้หรือไม่ ทั้งนี้ มาตรา 1457 กำหนดให้ การสมรสตามกฎหมายจะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น ดังนั้นจึงเกิดประเด็นว่าสถานะของการจด ทะเบียนสมรสนั้นเป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศสแล้วมี ความแตกต่างจากของประเทศไทยหรือไม่ จากการศึกษาลักษณะของการสมรส ผู้เขียนมีความเห็นว่า การสมรสนั้นเป็นกรณีที่ชายหญิงแสดงเจตนา ยินยอมผูกพันตนตามกฎหมาย มุ่งโดยตรงต่อการก่อสถานภาพบุคคลในอีกฐานะหนึ่ง การสมรสจึงมีลักษณะเป็น นิติกรรมก่อสถานะบุคคลที่มีลักษณะแตกต่างจากนิติกรรมในบทกฎหมายอื่น ดังนั้นเมื่อพิจารณาหลักทั่วไป เรื่อง นิติกรรมตามบรรพ 1 แล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่า กฎหมายกำหนดเรื่องการสมรสตั้งแต่การก่อให้เกิดการสมรส เงื่อนไขของการสมรส รวมไปถึงผลของการไม่ปฏิบัติตามการสมรสไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติ ในเรื่องนิติกรรมตามบรรพ 1 มาปรับใช้กับการสมรสซึ่งเป็นนิติกรรมเกี่ยวกับการก่อสถานะบุคคลในบรรพ 5 ได้ นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้การสมรสต้องมีการจดทะเบียนสมรส โดยการจดทะเบียนสมรสเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ รัฐต้องการควบคุมความมีอยู่ของการสมรสตามกฎหมายและให้มีความสอดคล้องกับระบบของการสมรสตามหลัก ผัวเดียวเมียเดียว การจดทะเบียนสมรสจึงมีลักษณะเป็นแบบแห่งความมีอยู่ของการสมรส อันเป็นแบบแห่งนิติกรรมประเภทหนึ่ง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาสถานะของการจดทะเบียนสมรส เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส พบว่ากฎหมายการสมรสของทั้งสาม ประเทศรวมถึงประเทศไทยกำหนดให้มีการจดทะเบียนสมรส แต่ลักษณะของการจดทะเบียนสมรสในบางประเทศ มีความแตกต่างจากประเทศไทย ดังนั้นจากการศึกษา ผู้เขียนจึงได้เสนอให้มีการตีความและการปรับใช้กฎหมายโดยบทบัญญัติของ กฎหมายในบรรพ 1 ไม่สามารถนำมาใช้กับการสมรสในบรรพ 5 และเสนอให้มีการกำหนดผลของการไม่ปฏิบัติตาม ขั้นตอนของการจดทะเบียนสมรสมาใช้ เพื่อให้การตีความและปรับใช้กฎหมายมีความชัดเจนและมีแนวทางในการตัดสินปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าควรตัดสินไปในทิศทางใดเพื่อคุ้มครองความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, พิชญนันท์ ทิพย์มณี
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, พิชญนันท์ ทิพย์มณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทจํากัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเอกชนด้วยทุนมูลค่าเกินกว่าร้อยละ 50 หรืออยู่ภายใต้การครอบงำชี้ขาดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า “วิสาหกิจมหาชนท้องถิ่น” (Local Public Enterprise) แยกเป็นอิสระออกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ และเมื่อบริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริษัทดังกล่าวจึงถือเป็น “ผู้ประกอบการ” ที่ต้องตกอยู่ภายใต้กติกาและการแข่งขันทางการค้า ตามหลักการแข่งขันเสรีและเสมอภาค ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ประเทศไทยได้มีการบัญญัติให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยในการจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัด โดยพบว่า ปัจจุบันมีการจัดตั้งบริษัทจำกัดโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียง 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญแก่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการดำเนินกิจการด้วยวิธีการจัดตั้งบริษัท อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยประเด็นปัญหาทางกฎหมาย เช่น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจัดตั้ง สถานะทางกฎหมาย ขอบวัตถุประสงค์ การกำกับดูแล และการกำหนดแนวทางการบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยไม่สามารถจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดได้ตามเจตนารมณ์ของตน ก่อให้เกิดอุปสรรคแก่ภาครัฐในการควบคุมกำกับดูแลการจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังก่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐและเอกชน วิทยานิพนธ์เล่มนี้ จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการตรากฎหมายให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยทั้ง 5 ประเภท ให้สามารถจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยนิติบุคคลคนเดียวและบริษัทร่วมทุน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภายใต้หลักเกณฑ์และการกำกับดูแลของรัฐบาลส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และเสนอแนะให้มีการบัญญัติสถานะทางกฎหมายด้วยคำว่า “วิสาหกิจมหาชนท้องถิ่น” ประกอบกับ การวางแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน เช่น การบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 แก่บริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะ “ผู้ประกอบธุรกิจ” เพื่อเป็นมาตรการช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเลือกใช้วิธีการได้อย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งถือหุ้นในบริษัทจำกัดให้เป็นโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทางเศรษฐกิจตามหลักการแข่งขันเสรีและเสมอภาค ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ปัญหาผลทางกฎหมายในข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ของลูกหนี้, นรรัตน์ ธีรานุกูร
ปัญหาผลทางกฎหมายในข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ของลูกหนี้, นรรัตน์ ธีรานุกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ (Cross-default clause) เกิดจากการตกลงของคู่สัญญา มีสาระสำคัญ คือ นำเอาการผิดนัดของลูกหนี้ในสัญญาฉบับหนึ่งมาเป็นเหตุแห่งการผิดนัดในสัญญาอีกฉบับหนึ่ง เพื่อปกป้องประโยชน์ของเจ้าหนี้ให้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้พร้อมกับหนี้อื่นหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้อื่นนั้น ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้นี้ถูกนำไปใช้ในสัญญาต่าง ๆ แต่ผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับชำระหนี้และความรับผิดของคู่สัญญาและบุคคลภายนอกที่เข้าประกันหนี้ให้แก่ลูกหนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ในระบบกฎหมายไทย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 รวมถึง กฎและประกาศ ตลอดจนหลักกฎหมายทั่วไป แต่ไม่รวมถึงกรณีเจ้าหนี้ผิดนัด สัญญาของสมาคมระหว่างประเทศ สัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาทางปกครอง ทั้งนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีการศึกษากฎหมายต่างประเทศเพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ด้วย พบว่า ตามกฎหมายสัญญาของรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้สามารถใช้บังคับได้ เนื่องจากความรับผิดตามสัญญาของกฎหมายของรัฐนิวยอร์กเป็นไปตามหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดที่คู่สัญญาต้องรับผิดตามที่ตกลงกัน แต่ในกรณีกฎหมายล้มละลาย ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้มีผลบังคับใช้ได้ต่อเมื่อสัญญาต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกัน สำหรับกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สำคัญในการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย พบว่า ความรับผิดทางแพ่งของกฎหมายเยอรมันเป็นไปตามหลักความผิด โดยมีบทบัญญัติระบุไว้อย่างชัดเจนในประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน แต่กฎหมายเยอรมันไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับผลบังคับใช้ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ไว้โดยเฉพาะ จากการศึกษาพบปัญหาข้อสัญญาการผิดนัดไขว้เป็นการตกลงเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดของคู่สัญญาต่างจากที่กฎหมายกำหนด เช่น ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ ลูกหนี้เป็นลูกหนี้ผิดนัดทันทีโดยข้อสัญญาแม้ว่าลูกหนี้ไม่ได้ชำระหนี้ล่าช้า หรือ ลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้โดยไม่มีความผิด เป็นต้น อีกทั้ง ยังพบปัญหาความไม่ธรรมในการบังคับใช้ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ที่ไม่มีเงื่อนไขในการเรียกให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญา ทำให้ลูกหนี้รับภาระในหนี้โดยไม่เป็นธรรมและเกินสมควร ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอหลักเกณฑ์ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ให้มีผลบังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี โดยพิจารณาจากความเกี่ยวข้องของสัญญาเหล่านั้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง รวมถึง การตีความเรื่องความเกี่ยวข้องของสัญญาเหล่านั้น เพื่อให้ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ถูกนำมาใช้บังคับอย่างหมาะสมและเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
มาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก แก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, ปาณิสสรา สุดชูเกียรติ
มาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก แก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, ปาณิสสรา สุดชูเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มุ่งหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งซึ่งเป็นพื้นฐานในการใช้สิทธิของประชาชนเพื่อเลือกผู้แทนที่จะใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ภายใต้หลักเกณฑ์พื้นฐานของการเลือกตั้ง เมื่อปรากฏว่าคนพิการทางการเห็นยังมีอุปสรรคในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐจึงต้องกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่คนพิการทางการเห็นให้สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งโดยปราศจากอุปสรรค โดยมาตรการดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับด้วย จากการศึกษาพบว่า แม้ปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรการทางการเพื่อช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ คนพิการในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 92 แล้วก็ตาม แต่มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวยังไม่อาจขจัดอุปสรรคในการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนพิการทางการเห็นได้ครอบคลุมเพียงพอ ทำให้ยังมีคนพิการทางการเห็นบางส่วนไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งของตนได้ อีกทั้งยังไม่ปรากฏมาตรการทางกฎหมายในการรับรองและคุ้มครองแก่คนพิการทางการเห็นในกรณีต้องมีผู้ช่วยเหลือในทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งเพื่อให้การลงคะแนนเสียงเป็นไปภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้การใช้สิทธิเลือกตั้งของคนพิการทางการเห็นอาจมีผลเป็นการขัดหรือแย้งกับหลักความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ และหลักเกณฑ์พื้นฐานในการเลือกตั้งได้ จากปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางการกำหนดมาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ โดยกำหนดให้รัฐต้องเพิ่มเติมมาตรการทางกฎหมายโดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กำหนดมาตรการในการลงคะแนนเสียงเพื่อให้คนพิการทางการเห็นสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ด้วยตนเอง กำหนดมาตรการในการเข้าถึงหน่วยเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการเลือกตั้งแก่คนพิการทางการเห็นทั้งที่สามารถเดินทางมายังหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม และกำหนดมาตรการตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ให้ชัดเจนและเด็ดขาดในกรณีที่บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งผู้ใดทำให้การอำนวยความสะดวกหรือการให้ความช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนไม่ตรงตามเจตนาของคนพิการหรือ ทำให้ไม่เป็นวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ด้วย
มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา, ชุติกาญจน์ ชาญเชิงพานิช
มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา, ชุติกาญจน์ ชาญเชิงพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษซึ่งป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษาโดยศึกษาสภาพปัญหาการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตได้ตามกฎหมายไทยและมาตรการกฎหมายในกระบวนการชั้นราชทัณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษจำคุกที่ป่วยทางจิต โดยศึกษาแนวคิดและแนวทางของต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์และแสวงหามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมนำมาปรับปรุงแก้ไขอันทำให้สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้ป่วยทางจิตและสังคมมากขึ้น มาตรการกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา ในด้านการบังคับตามคำพิพากษากรณีผู้ต้องโทษเพิ่งปรากฏอาการป่วยทางจิตหลังมีคำพิพากษาตามกฎหมายไทยนั้น ยังมีข้อบกพร่องบางประการที่ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิต เนื่องจากกฎหมายไม่ให้อำนาจแก่ศาลในการสั่งทุเลาการบังคับโทษกักขังได้ และกรณีศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับโทษจำคุกกรณีที่จำเลยวิกลจริตยังไม่มีการประกาศกำหนดให้สถานบำบัดทางจิตเป็นสถานที่อันควรนอกเรือนจำที่ใช้ในการทุเลาการบังคับโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่วิกลจริต อีกทั้งมาตรการในการดำเนินการในชั้นราชทัณฑ์ ไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการส่งตัวผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตไปรักษานอกเรือนจำ และไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการรับดูแลผู้ป่วยดังกล่าวโดยบุคคลอื่น อันทำให้ไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตได้ ด้วยเหตุที่กล่าวมาในข้างต้น จึงขอเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 โดยกำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับโทษกักขังได้ในกรณีจำเลยวิกลจริต และกำหนดให้สถานบำบัดทางจิตเป็นสถานที่อันควรนอกเรือนจำที่ใช้ในการทุเลาการบังคับโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่วิกลจริต และเพิ่มเติมมาตรการให้บุคคลที่ป่วยทางจิตมีผู้รับดูแลและมีการติดตามดูแลหลังจากปล่อยตัวออกจากสถานบำบัด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะทำให้สามารถให้การคุ้มครองผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตให้ได้รับการรักษาอาการป่วยทางจิตของตนและช่วยคุ้มครองสังคมจากการกระทำความผิดของบุคคลที่ป่วยทางจิตมากขึ้น
ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีกรณีต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) : ศึกษาผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ, วริสสรา ธีรทัตตานนท์
ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีกรณีต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) : ศึกษาผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ, วริสสรา ธีรทัตตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis aims to study the problem of legitimacy, proportionality, and interpretation of provisions relating to the disqualification of minister in case of being sentenced by a judgment to imprisonment under section 160 (7) and section 160 (6) in conjunction with section 98 (7), (9) and (10) of the Constitution of the Kingdom of Thailand (B.E. 2560) to achieve a more appropriate and clearer scope of application of the provisions. This thesis uses Documentary Research Method to investigate the decision of the Constitutional Court, legal opinions of the Office of the Council of State, and the Foreign Constitutions and In-depth …
สิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง, ปิยธิดา จันทร์หอม
สิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง, ปิยธิดา จันทร์หอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและทฤษฎีสิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขังในคดีอาญา รวมถึงแนวคิดในการกำหนดแนวทางการค้นตัวและการคุมขังบุคคลข้ามเพศของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบหาแนวทางแก้ไขปรุงกฎหมายการค้นตัวและการคุมขังบุคคลข้ามเพศในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยไม่มีแนวทางการปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้เกณฑ์เพศกำเนิดในการจำแนกบุคคลข้ามเพศและปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศตามดุลพินิจ ซึ่งเมื่อผู้ศึกษาได้ศึกษากระบวนการค้นตัวและการคุมขังตามกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย พบว่าประเทศดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและรายละเอียดการค้นตัวและคุมขังบุคคลข้ามเพศไว้โดยเฉพาะ ส่วนประเทศเยอรมนีไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การปฏิบัติสำหรับบุคคลข้ามเพศเช่นเดียวกับประเทศไทย ดังนั้น ผู้ศึกษาเสนอแนะให้นำแนวคิดการปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขังของต่างประเทศมาปรับใช้กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย โดยกำหนดให้การค้นตัวต้องดำเนินการโดยบุคคลที่มีเพศเหมาะสม และจัดสรรห้องขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องหาข้ามเพศ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ต้องหาข้ามเพศมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับห้องคุมขังที่เหมาะสมกับเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ
สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 213 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560), จินต์จุฑา พานิชวงศ์
สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 213 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560), จินต์จุฑา พานิชวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ วิธีการ และระบบการใช้สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการพัฒนาหลักการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญมาก่อนประเทศไทย ซึ่งได้แก่ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ราชอาณาจักรสเปน และสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อนำมาวิเคราะห์ ตีความ ศึกษาแนวทางและรูปแบบที่เหมาะสมของสิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 นั้น มีความแตกต่างจากประเทศที่มีการพัฒนาหลักการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญมาก่อน ทำให้บทบัญญัติดังกล่าวมีปัญหาความคลุมเครือ และมีปัญหาว่าสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลได้หรือไม่ ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงขอเสนอแนะแนวทาง โดยเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 เพื่อให้สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 นั้น สามารถใช้บังคับได้จริงในทางปฏิบัติ และบรรลุดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งหมายให้มีการรับรอง ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจนและครอบคลุมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
แนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, ปาลิดา สวัสดิภัทรากร
แนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, ปาลิดา สวัสดิภัทรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สาม (Third Party Funding) เริ่มมีความแพร่หลายในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาการสนับสนุนเงินทุนในบริบทดังกล่าวที่มีลักษณะเฉพาะอันเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐและนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ เขตอำนาจของอนุญาโตตุลาการ รวมถึงคำสั่งให้วางประกันค่าใช้จ่ายและการจัดสรรค่าใช้จ่าย เพื่อวิเคราะห์ว่า ควรมีการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนหรือไม่ และจะมีแนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร จากการศึกษาพบว่า ควรอนุญาตให้มีการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สาม และมีแนวทางในการกำกับโดยการจำกัดไม่ให้มีการสนับสนุนเงินทุนในบางกรณี รวมถึงมีเงื่อนไขและกฎเกณฑ์เพื่อใช้กำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามโดยเฉพาะ ดังนั้น การศึกษานี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เช่น สนธิสัญญา และข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามได้อย่างเหมาะสมต่อไป
แนวทางในการพัฒนาการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด, ศรัณย์ราช พลายเพ็ชร์
แนวทางในการพัฒนาการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด, ศรัณย์ราช พลายเพ็ชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด (Expedited Arbitration) เป็นรูปแบบหนึ่งของกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่มีลักษณะที่เคร่งครัดทั้งในแง่ของกระบวนการและระยะเวลา โดยมีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาที่ถูกตั้งคำถามมากว่าทศวรรษว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการใช้ระยะเวลาที่ยาวนานและมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่ลักษณะของกระบวนการดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาความสอดคล้องกับส่งผลกระทบต่อหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะเป็นหลักความอิสระของคู่สัญญาและหลักศุภนิติกระบวนซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการขอให้ศาลยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดต่อไป ดังนั้น เพื่อพัฒนากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงรักษาคุณค่าและหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาถึงลักษณะของกระบวนการแบบเร่งรัด กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดภายใต้กฎข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการและองค์การระหว่างประเทศ และวิเคราะห์ความสอดคล้องของข้อบังคับกับหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการนำกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดมาใช้ในประเทศไทย โดยรักษาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของกระบวนการอนุญาโตตุลาการกับการเคารพหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ จากการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้วกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด เป็นกระบวนการอนุญาโตตุลาการในรูปแบบหนึ่งที่คู่พิพาทต้องดำเนินกระบวนการพิจารณาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด มีการพิจารณาเฉพาะพยานเอกสาร และมีระยะเวลาที่สั้นกระชับกว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบปกติซึ่งทำให้การระงับข้อพิพาทรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดสามารถได้รับการพัฒนาให้มีความสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการอันสะท้อนอยู่ในกฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ค.ศ. 2006 และอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 รวมถึงพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ได้ ผู้เขียนเห็นว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการอนุุญาโตตุลาการและในขณะเดียวกันก็รักษาหลักพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังมีประโยชน์ในด้านการส่งเสริมให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น จึงเสนอแนวทางของกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดที่เหมาะสมกับประเทศไทย
การใช้เรื่องเล่าในกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมของบริษัทผลิตภาพยนตร์ไทย, ณัฐกร จุลระศร
การใช้เรื่องเล่าในกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมของบริษัทผลิตภาพยนตร์ไทย, ณัฐกร จุลระศร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เรื่องเล่าที่องค์กรใช้ในกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมต่อ พนักงานใหม่และ 2) การรับรู้ของพนักงานใหม่ต่อเรื่องเล่าขององค์กรบริษัทผลิตภาพยนตร์ไทยแห่งหนึ่ง เครื่องมือหลักในการศึกษา ได้แก่ การสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งองค์กร ผู้บริหารและพนักงานใหม่ (อายุงานไม่เกิน 3 ปี) รวมทั้งสิ้น 16 คน ร่วมกับการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม โดยวิเคราะห์ข้อมูลตามหลักการวิเคราะห์เรื่องเล่าและการวิเคราะห์แก่นสาระตามการปฏิบัติการต่าง ๆ ในองค์กร ผลการวิจัยพบว่า วัฒนธรรมและค่านิยมหลักขององค์กรที่ถ่ายทอดไปยังพนักงานผ่านเรื่องเล่า ได้แก่ แนวคิดสุขนิยม ครอบครัวมืออาชีพ และความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยผู้บริหารองค์กรใช้แนวคิดสุขนิยมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือก พนักงานใหม่ ในเรื่องครอบครัวมืออาชีพ องค์กรได้สื่อสารผ่านการปฏิบัติต่อกันแบบพี่น้องและการจัดการด้านกายภาพที่ออกแบบตกแต่งองค์กรในรูปแบบบ้าน ส่วนเรื่องความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นภายหลังเนื่องจากรูปแบบธุรกิจที่ไม่สามารถ คาดเดาผลประกอบการได้ โดยผู้บริหารเห็นว่าพิธีกรรมมีส่วนช่วยรวมกลุ่มคนทำงานด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าเรื่องเล่าและการเล่าเรื่องที่ใช้ในกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมขององค์กรสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับวัฒนธรรมและค่านิยมองค์กรและเกี่ยวข้องกับความเป็นมาขององค์กร ความยากลำบากของการทำงานในอดีต ความผิดพลาดในอดีต การเรียนรู้ และความสำเร็จขององค์กร ความภาคภูมิใจของคนในองค์กร และความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับกลวิธีที่ใช้เรื่องเล่าใน กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมขององค์กร พบว่ามีการกล่อมเกลาทางสังคมทั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม การกล่อมเกลาทางสังคมทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การกล่อมเกลาทางสังคมแบบมีตัวแบบ และการกล่อมเกลาทางสังคมแบบที่ตารางเวลาไม่คงที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการฉายของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ในส่วนการรับรู้ของพนักงานใหม่ พนักงานใหม่รับรู้วัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กรในด้านความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครอบครัวมืออาชีพ และแนวคิดสุขนิยมตามลำดับ อย่างไรก็ตามในความเป็นครอบครัวมืออาชีพ พนักงานใหม่ส่วนใหญ่รับรู้เพียงมิติความเป็นครอบครัว นอกจากนี้การรับรู้เรื่องเล่าของพนักงานมีความสอดคล้องกับเรื่องเล่าที่องค์กรถ่ายทอด ส่วนในด้านการยอมรับและการต่อรองความหมายในวัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กร มีกลุ่มพนักงานที่ยอมรับวัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กร และมีทั้งที่อยากปฏิบัติงานต่อและไม่อยากปฏิบัติงานต่อ เช่นเดียวกับพนักงานที่ไม่ยอมรับวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมขององค์กร
อุปลักษณ์: ความเป็นปริศนาสนเท่ห์ของภาษาในแดร์ริดา, สุรกานต์ โตสมบุญ
อุปลักษณ์: ความเป็นปริศนาสนเท่ห์ของภาษาในแดร์ริดา, สุรกานต์ โตสมบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการรื้อสร้างบทบาทและมโนทัศน์ “อุปลักษณ์” ในบทความ “ปรัมปราสีขาว: อุปลักษณ์ในตัวบทปรัชญา” และ “การถอดถอนอุปลักษณ์” ของแดร์ริดา เพื่อถกเถียงว่าอุปลักษณ์ไม่ได้เป็นเพียงมโนทัศน์ชายขอบของตัวบทปรัชญา และเพื่อเปิดให้เห็นถึงคุณลักษณ์ของภาษาที่ไม่อาจถูกกำหนดกะเกณฑ์ไว้ภายใต้สมมุติฐานเรื่องการมีนัยแท้-นัยเดียว แต่ภาษามีความเป็นอุปลักษณ์อย่างไม่อาจลดทอนได้
ประสบการณ์ชีวิตของการเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยินของผู้สูงอายุ, อนัญญา โสภณนาค
ประสบการณ์ชีวิตของการเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยินของผู้สูงอายุ, อนัญญา โสภณนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ชีวิตของการเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยินของผู้สูงอายุ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดปรากฏการณ์วิทยาของ Husserl Phenomenology (Koch, 1995) ผู้เข้าร่วมวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีภาวะบกพร่องทางการได้ยิน จำนวน 17 ราย ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและการบันทึกเทป นำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของ โคไลซีย์ (Colaizzi, 1978 cite in Hollway and Wheeler, 1996) ผลการศึกษาวิจัยพบว่าประสบการณ์ชีวิตของการเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยินของผู้สูงอายุ สรุปได้ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การรับรู้อาการได้ยินบกพร่อง ได้แก่ การที่ผู้สูงอายุในช่วงแรกจะยังไม่รู้ว่าตนเองมีการได้ยินลดลงหรือผิดปกติ ผ่านไปสักระยะรับรู้จากการสังเกตตนเองและคนรอบข้างทัก ซึ่งอาการไม่ได้ยินที่เกิดขึ้นนั้นเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป 2) ชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่ การที่ผู้สูงอายุปกปิดไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าตนเองมีความบกพร่องทางการได้ยิน อีกทั้งไม่อยากพูดคุยกับใคร รู้สึกเป็นปมด้อย ทำให้สูญเสียความมั่นใจ และรู้สึกเครียดจากการไม่ได้ยิน นอกจากนี้ต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้นในการฟังข้อมูล 3) การแสดงออกของคนรอบข้างต่อผู้สูงอายุที่มีการได้ยินบกพร่อง ได้แก่ ไม่พูดด้วย บางครั้งถูกดุว่า ตะคอก รวมทั้งถูกหัวเราะ มองการไม่ได้ยินของผู้สูงอายุเป็นเรื่องตลก 4) ปรับตัวปรับใจกับการเป็นผู้สูงอายุที่บกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่ ผู้สูงอายุต้องปรับตัวกับการใช้เครื่องช่วยฟัง และต้องปรับตัวในการสื่อสารกับผู้อื่น อีกทั้งยังต้องเพิ่มความระมัดระวังอุบัติเหตุในการใช้ชีวิตมากกว่าบุคคลทั่วไป สุดท้ายแล้วผู้สูงอายุต้องยอมรับที่จะอยู่ร่วมกับภาวะบกพร่องทางการได้ยิน ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์ชีวิตของการเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยินของผู้สูงอายุมากขึ้น ชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน การแสดงออกของคนรอบข้างต่อผู้สูงอายุที่มีการได้ยินบกพร่อง รวมไปถึงการปรับตัวปรับใจกับการเป็นผู้สูงอายุที่บกพร่องทางการได้ยิน ผลการวิจัยนำไปเป็นแนวทางในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะบกพร่องทางการได้ยิน
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการสงบ, ภัทรานิษฐ์ ยิ่งธนฐานนันท์
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการสงบ, ภัทรานิษฐ์ ยิ่งธนฐานนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพ ตามแนวคิดปรากฎการณ์วิทยาของ Husserl มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการสงบ ทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 20 – 59 ปี ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก ไม่มีอาการทางจิตอื่น ๆ มีคะแนนการประเมินภาวะซึมเศร้าโดยใช้ Hamilton Rating Scale for Depression (HRSD-17) อยู่ในระดับปกติคือ 0-7 คะแนน รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบมีแนวทางการสัมภาษณ์ร่วมกับการบันทึกเสียง และนำข้อมูลที่ได้มาถอดข้อความแบบคำต่อคำ และวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีของ Colaizzi จนได้ข้อมูลอิ่มตัว จำนวน 10 ราย ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการสงบ เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความพยายามในการดูแลตนเอง ซึ่งทำด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น ใส่ใจ และไม่ละเลยต่ออาการความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเอง ซึ่งความพยายามในการดูแลตนเองนั้นมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้เกิดภาวะอาการสงบ เพื่อป้องกันอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ เพื่อช่วยบำบัดรักษา และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้อีก สำหรับประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการสงบ ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ตระหนักรู้ เข้าใจ และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2) จัดการชีวิตตนเองให้ดีขึ้น 3) สร้างพลังใจที่จะก้าวเดินต่อไป การศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการสงบ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทีมพยาบาลและทีมบุคลากรสุขภาพ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุมและเหมาะสมตามความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งจะนำไปสู่การการส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีอาการสงบ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา ของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร, จักรายุทธ เอี่ยมละออ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา ของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร, จักรายุทธ เอี่ยมละออ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Qualitative data) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร คือ 1) ปัจจัยองค์กรคริสต์ศาสนา เป็นผลมาจากความสวยงามของพิธีกรรม กิจกรรมทางศาสนา สภาพแวดล้อม กระบวนการเรียนการสอนที่เป็นระบบ และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของโบสถ์ที่มีความรวดเร็ว 2) ปัจจัยภายใน มาจากแรงจูงใจภายในจิตใจ ประสบการและวิกฤติชีวิตที่เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา 3) ปัจจัยภายนอกในมิติครอบครัว สังคม ชุมชน วัฒนธรรม และมิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นทั้งแรงจูงใจรวมถึงเป็นปัญหาและอุปสรรคในการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาด้วย ได้แก่ 3.1 ด้านครอบครัว ไม่เห็นด้วยและไม่อนุญาตให้เดินทางมาเรียนและเปลี่ยนศาสนา 3.2 ด้านเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจึงต้องทำงานในวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ และ 3.3 ด้านสังคม ชุมชน และวัฒนธรรม เป็นผลกระทบมาจากการย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมืองหลวงทำให้ความเป็นอยู่เปลี่ยนไปจากสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมือง ทำให้คริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว เป็นผลมาจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป และต้องการแสวงหาที่พึ่งพิงทางจิตใจ 4) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นของผู้ที่ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: การศึกษาแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, นิธิชญา ใจเย็น
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: การศึกษาแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, นิธิชญา ใจเย็น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้รับการนำเสนอจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางว่าเป็นวิธีการเลี้ยงลูก “ที่ดีเหมาะสม” ในสังคมปัจจุบันและมีการเผยแพร่ไปในวงกว้าง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 โดยใช้กรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995) ผลการวิเคราะห์ตัวบทพบว่า วาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางนำเสนออุดมการณ์ 3 อุดมการณ์ ได้แก่ อุดมการณ์การเลี้ยงลูก “เชิงบวก” อุดมการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว และอุดมการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย อุดมการณ์ทั้งสามสอดรับและสัมพันธ์กัน กลวิธีทางภาษาที่สื่ออุดมการณ์มีทั้งสิ้น 35 กลวิธี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) การแสดงความมีหลักวิชาการและเหตุผล มี 14 กลวิธี เช่น การใช้คำศัพท์ทางวิชาการ การใช้คำศัพท์ทางกฎหมาย การใช้ข้อความแสดงเหตุผล 2) การใช้น้ำเสียงที่มีอำนาจ มี 19 กลวิธี เช่น การใช้คำคู่ตรงข้ามที่แสดงการประเมินค่า การใช้คำที่มีผลในการประเมินคุณค่า การใช้คำแสดงผลลัพธ์ และ 3) การใช้วาทกรรมแห่งมิตร มี 2 กลวิธี ได้แก่ การใช้สหบท และการใช้วัจนลีลาเป็นกันเอง กลวิธีทั้งหมดทำให้เห็นว่าวาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางนำเสนอความคิดของตนเองในด้านบวกและนำเสนอความคิดของผู้อื่นในด้านลบ ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า ตัวบทผลิตโดยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวคิดเรื่องการเลี้ยงลูก “เชิงบวก” และต้องการให้ผู้รับสารนำไปปฏิบัติ ตัวบทเผยแพร่ผ่านพื้นที่เสมือนในสื่อสังคมออนไลน์ เอื้อต่อการผลิตซ้ำและกระจายไปสู่กลุ่มผู้รับสารในวงกว้าง ตัวบทมีการใช้น้ำเสียงจริงจังในเชิงสั่งสอนหรือออกคำสั่งเป็นหลักแต่ผสานวัจนลีลาแบบเป็นกันเองทำให้ตัวบทมีลักษณะเป็นวาทกรรมแห่งมิตร ผู้รับสารตีความได้ว่า วาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสารนั้นถูกถ่ายทอดมาจากความหวังดี ผู้รับสารมีหน้าที่เรียนรู้และนำไปปฏิบัติตาม ตัวบทมีการจัดเรียงระเบียบวาทกรรมที่ซับซ้อน คือ ใช้ “วาทกรรมการอบรมสั่งสอนเรื่องการเลี้ยงลูก” ผสมผสานกับ “วาทกรรมการแพทย์” บ่งชี้ให้เห็นสถานการณ์ทางสังคมที่แพทย์ก้าวล้ำเข้ามาในพื้นที่ของครอบครัว เกิดการเชื่อมโยงระหว่างวิถีปฏิบัติทางสังคมของวาทกรรมครอบครัวเข้ากับวาทกรรมการแพทย์ อุดมการณ์ที่นำเสนอผ่านวาทกรรมจึงมีแนวโน้มว่าน่าจะมีอิทธิพลต่อความคิด การกระทำของกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งก็คือพ่อแม่ในสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่า สถานการณ์หรือปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับ การผลิตและบริโภคตัวบทเกิดจากปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม 5 ประการ ได้แก่ 1) การรับแนวคิดเรื่องการเลี้ยงลูก “เชิงบวก” จากสังคมตะวันตก 2) แนวทางการเลี้ยงลูกในสังคมไทย 3) สภาพพื้นฐานของสังคมไทย …
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทย, เสาวรส มนต์วิเศษ
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทย, เสาวรส มนต์วิเศษ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับการสร้างภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทยและเปรียบเทียบภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทย 3 ยุค ได้แก่ ยุคกฎหมายจารีตประเพณี ยุคเปลี่ยนผ่านสู่ระบบประมวลกฎหมาย และยุคประมวลกฎหมาย โดยเก็บข้อมูลจากตัวบทกฎหมายจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ ศิลาจารึกกฎหมายลักษณโจร กฎหมายตราสามดวง กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 และประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 รวมจำนวนบทบัญญัติกฎหมายทั้งสิ้น 2,571 มาตรา ผลการศึกษาพบว่าวาทกรรมกฎหมายไทยใช้กลวิธีทางภาษาเพื่อนำเสนอภาพตัวแทนผู้กระทำผิด 2 กลวิธีหลัก ได้แก่ การเลือกใช้ศัพท์และการใช้ประโยคเพื่อสื่อความหมาย เมื่อวิเคราะห์ “กลวิธีทางภาษา” ทำให้เห็นการสร้างภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทยแต่ละยุคทั้งที่เหมือนและแตกต่างกัน ภาพตัวแทนผู้กระทำผิดที่ปรากฏเหมือนกันในกฎหมายทุกยุค ได้แก่ “ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลอันตราย” ส่วนภาพตัวแทนผู้กระทำผิดที่แตกต่างกันในกฎหมายแต่ละยุคสรุปได้ดังนี้ ยุคแรก (สมัยสุโขทัย อยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น) เป็นยุคที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะผู้ปกครองสูงสุด ทรงเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการบริหารและปกครองประเทศ ตลอดจนอำนาจในการตรากฎหมายภายใต้หลักการแห่งพระธรรมศาสตร์ พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนเทวโองการอันศักดิ์สิทธิ์ การกระทำผิดกฎหมายในยุคนี้คือการละเมิดทั้งศีลธรรมและพระมหากษัตริย์ ภาพตัวแทนผู้กระทำผิดที่ถูกประกอบสร้างผ่านตัวบทกฎหมายในยุคนี้จึงเป็น “ผู้กระทำผิดคือคนบาป” เป็น “คนที่ไม่เคารพยำเกรงพระมหากษัตริย์” และเป็น “คนที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย” ซึ่งกฎหมายต้องกำจัดทิ้ง ยุคที่สอง (สมัยรัชกาลที่ 4 – 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ซึ่งสังคมไทยจำเป็นต้องปรับตัวตามด้วยการปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประเทศ และปฏิรูปกฎหมายโดยการรับแนวคิดกฎหมายตะวันตกมาปรับใช้กับกฎหมายไทย ยุคนี้เป็นยุคที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะผู้ปกครองสูงสุดเช่นในยุคแรกแต่แตกต่างกันตรงที่ในยุคนี้มีแนวคิดว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้นโดยมนุษย์ ส่งผลให้กฎหมายที่ถูกตราขึ้นในยุคที่สองนี้เป็นกฎที่มาจากพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยตรง บทบัญญัติกฎหมายในยุคนี้จึงสร้างภาพตัวแทนผู้กระทำผิดประการหนึ่งซึ่งแตกต่างกับกฎหมายยุคอื่นคือ “ผู้กระทำผิดคือคนที่พระมหากษัตริย์ระบุว่ากระทำความผิดหรือมีความผิด” ส่วนภาพตัวแทนผู้กระทำผิดที่ปรากฏชัดเจนในกฎหมายอาญาไทยยุคนี้คือ “ผู้กระทำผิดเป็นคนที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย” และผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายถือเป็น “คนที่(สมควร)ต้องถูกลงโทษ” ยุคที่สาม ภายหลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้วยระบบคิดแบบประชาธิปไตยทำให้พระมหากษัตริย์ในยุคนี้มิใช่ผู้มีอำนาจในการตรากฎหมายเช่นเดิม บทบัญญัติกฎหมายอาญาไทยในยุคนี้จึงไม่มีการกล่าวถึงการกระทำความผิดว่าเป็นการละเมิดพระราชอาชญาของพระมหากษัตริย์เช่นกฎหมายในยุคก่อน หากแต่นำเสนออย่างชัดเจนว่า “ผู้กระทำผิดคือคนที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย” และถือเป็น “คนที่(สมควร)ต้องถูกลงโทษ”
ภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาที่ประกอบสร้างผ่านภาษาในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐ: การศึกษาแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, สิริภัทร เชื้อกุล
ภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาที่ประกอบสร้างผ่านภาษาในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐ: การศึกษาแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, สิริภัทร เชื้อกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเด็นเรื่องผู้เรียนอาชีวศึกษาได้รับการกล่าวถึงในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน เนื่องจากมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและตลาดแรงงานต้องการกำลังคนอาชีวศึกษาจำนวนมาก แต่คนในสังคมส่วนใหญ่มักมีอคติและมองผู้เรียนอาชีวศึกษาในลักษณะเหมารวมในด้านลบ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาที่ประกอบสร้างผ่านภาษาในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐ ได้แก่ หนังสือพิมพ์รายวัน รายการโทรทัศน์ และข่าวประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ เก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2555-2561 โดยศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ผลการวิเคราะห์ตัวบทพบว่า ภาพตัวแทนด้านลบที่ปรากฏในวาทกรรมทั้งสองกลุ่ม ได้แก่ ผู้เรียนอาชีวศึกษาเป็นบุคคลอันตรายที่มีพฤติกรรมเป็นนักเลงอันธพาล ผู้เรียนอาชีวศึกษาเป็นปัญหาสังคมที่ยากจะแก้ไข และผู้เรียนอาชีวศึกษาไม่เกรงกลัวกฎหมาย ภาพตัวแทนด้านบวก ได้แก่ ผู้เรียนอาชีวศึกษามีทักษะฝีมือ ผู้เรียนอาชีวศึกษาสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ผู้เรียนอาชีวศึกษาได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เรียนอาชีวศึกษามีน้ำใจ และผู้เรียนอาชีวศึกษามีความมั่นคงก้าวหน้า ภาพตัวแทนทั้งหมดสื่อผ่านกลวิธีทางภาษา 8 กลวิธี ได้แก่ การเลือกใช้คำศัพท์ การใช้อุปลักษณ์ การใช้สหบท การใช้ทัศนภาวะ การใช้มูลบท การปฏิเสธมูลบท การเชื่อมโยงข้อความบอกความขัดแย้ง และการใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ เมื่อพิจารณาเชิงปริมาณพบว่า ในวาทกรรมสื่อมวลชนเนื้อหาหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เน้นการนำเสนอภาพด้านลบมากกว่าด้านบวก ขณะที่เนื้อหาหน้าในเน้นการนำเสนอภาพด้านบวกมากกว่าด้านลบ ส่วนวาทกรรมสื่อภาครัฐทั้งรายการโทรทัศน์และข่าวประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์เน้นการนำเสนอภาพด้านบวกมากกว่าด้านลบ เมื่อพิจารณาเชิงคุณภาพพบว่า ภาพตัวแทนด้านลบมักนำเสนอโดยใช้กลวิธีทางภาษาเพื่อเน้นย้ำแง่มุมด้านลบให้โดดเด่น และบางครั้งมีการนำเสนอในลักษณะ “เหมารวม” ส่วนการนำเสนอภาพตัวแทนด้านบวกบางส่วนกลับมีการสะท้อนมุมมองด้านลบต่อผู้เรียนอาชีวศึกษา ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า วัตถุประสงค์ของผู้ผลิตตัวบท พื้นที่หรือช่องทางการนำเสนอ ตลอดจนกลุ่มผู้รับสาร ในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐ มีส่วนสำคัญต่อการประกอบสร้างและนำเสนอภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษา ตลอดจนส่งผลต่อการรับรู้ภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาของคนในสังคม ที่สำคัญคือภาพตัวแทนด้านลบมักนำเสนอในพื้นที่ที่ผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าและมักจะได้รับความสนใจมากกว่าภาพตัวแทนด้านบวก ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่า ปัจจัยทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการผลิตตัวบท ได้แก่ สถานการณ์ด้านการอาชีวศึกษาในสังคมไทย กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับการอาชีวศึกษา แนวคิดที่มีในสังคมวัฒนธรรมไทย ได้แก่ แนวคิดเรื่องการเป็นเจ้าคนนายคน ค่านิยมที่มีต่อการเรียนสายสามัญและปริญญาบัตร บทบาทของผู้เรียนอาชีวศึกษาในเหตุการณ์สำคัญ กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษานี้เผยให้เห็นว่าภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐถูกคัดเลือกบางด้านมานำเสนอให้โดดเด่นตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตวาทกรรม ความตระหนักรู้ดังกล่าวน่าจะนำไปสู่การรับสารอย่างมีวิจารณญาณและการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้านปราศจากการแฝงอคติ ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการอาชีวศึกษาให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
การเมืองของกระบวนการกำหนดนโยบายน้ำของอินโดนีเซียกรณีศึกษาบริเวณ Kuta และ Sanur ในจังหวัดบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย, ธนพร นิธิพฤทธิ์
การเมืองของกระบวนการกำหนดนโยบายน้ำของอินโดนีเซียกรณีศึกษาบริเวณ Kuta และ Sanur ในจังหวัดบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย, ธนพร นิธิพฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านทรัพยากรน้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณ Kuta และ Sanur ในจังหวัดบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากที่ได้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท้องถิ่นนั้น รัฐบาลท้องถิ่นต้องพึ่งพาหรือหารายได้ด้วยตนเองมากขึ้น โดยการหารายได้ดังกล่าวอาจจะเป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ของฝ่ายรัฐบาลมากเกินไป จึงส่งผลกระทบต่อทั้งตัวชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับวัตถุประสงค์ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ข้อ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของการจัดสรรทรัพยากรน้ำในพื้นที่ท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซีย 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแสดงที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรทรัพยากรน้ำ 3) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบของกระบวนการของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือที่ใช้แก้ไขการจัดสรรทรัพยากรน้ำในพื้นที่ท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซีย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีสมมติฐานคือ การออกแบบเชิงสถาบัน (Institutional Design) ในการจัดการทรัพยากรน้ำ อันได้แก่ กระบวนการแสดงความคิดเห็นของชุมชน และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องที่สอดคล้องกับ deliberative democracy หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่มีลักษณะที่เป็นแบบ Horizontal ซึ่งจะมีศักยภาพมากกว่าลักษณะที่เป็นแบบ Vertical มีแนวโน้มที่จะลดความขัดแย้งในการจัดสรรทรัพยากรน้ำในพื้นที่ได้ สำหรับการเก็บข้อมูลผู้วิจัยได้ทำการลงพื้นที่เพื่อทำการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด 4 กลุ่ม อันได้แก่ 1) กลุ่มหมู่บ้าน/ชุมชน 2) กลุ่ม NGOs 3) กลุ่มรัฐบาลท้องถิ่นที่รับผิดชอบงานด้านทรัพยากรน้ำ และ 4) กลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งบริเวณ Kuta และ Sanur จังหวัดบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ผลการวิจัยพบว่าในบริบทของบริเวณ Kuta และ Sanur ในจังหวัดบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ถึงแม้ว่าจะมีความไม่เสมอภาคในตอนเริ่มแรก แต่ผลประโยชน์ของชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณที่ทรัพยากรน้ำขาดแคลนอย่างจริงจัง ก็ถูกเริ่มนำมาพิจารณาอย่างต่อเนื่องในเวทีการเจรจาหาทางออกร่วมกัน ดังนั้นจะตอบสมมติฐานได้ว่า องค์ประกอบที่นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรน้ำที่เท่าเทียมและทำให้ประชาชนในท้องถิ่นบริเวณ Kuta และ Sanur ในจังหวัดบาหลี ประเทศอินโดนีเซียสามารถเข้าถึงน้ำได้อย่างเท่าเทียม ไม่เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำ จะประกอบไปด้วย ประการที่ 1 การที่รัฐบาลท้องถิ่นรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ประการที่ 2 กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งที่มีลักษณะเป็น Deliberative democracy โดยประการที่ 1 และประการที่ 2 จะเห็นได้จากการจัดตั้งคณะกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำ หรือ Water Management Committees (WMCs) และประการที่ 3 …
การนำเสนอความเป็นอื่น: นักแสดงตัวประหลาดในนวนิยายอเมริกันร่วมสมัย, วิริยา ด่านกำแพงแก้ว
การนำเสนอความเป็นอื่น: นักแสดงตัวประหลาดในนวนิยายอเมริกันร่วมสมัย, วิริยา ด่านกำแพงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์การนำเสนอภาพความเป็นอื่นของนักแสดงตัวประหลาดในนวนิยายอเมริกันร่วมสมัยคัดสรร โดยเรื่องเล่าดังกล่าวเผยให้เห็นอิทธิพลของวาทกรรมกระแสหลักที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอื่นทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรมทางการแพทย์และทางเชื้อชาติที่ประกอบสร้างแนวคิดขั้วตรงข้ามเกี่ยวกับความปกติ/ความประหลาด ตลอดจนศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของการแสดงตัวประหลาดและนักแสดงตัวประหลาดในช่วงเวลาที่ถูกนำเสนอในนวนิยายคัดสรร เพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์กระบวนการสร้างความหมายของความปกติ/ความประหลาดซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ผลการศึกษาสรุปได้ว่างานเขียนนวนิยายอเมริกันร่วมสมัยคัดสรรที่นำเสนอภาพนักแสดงตัวประหลาด แสดงให้เห็นถึงการใช้วาทกรรมความพิการประกอบกับวาทกรรมการแสดงตัวประหลาดในการประกอบสร้างความเป็นอื่นของนักแสดงตัวประหลาด ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามกลุ่มหรือประเภทที่ตัวละครนักแสดงตัวประหลาดแต่ละตัวถูกพิจารณาจัดวางให้เป็น เช่น ความเป็นอื่นทางด้านเรือนร่างและความเป็นอื่นทางด้านเชื้อชาติ โดยที่จากการวิเคราะห์การสร้างอัตลักษณ์ของตัวละครนักแสดงตัวประหลาดผ่านความสัมพันธ์กับตัวละครอื่น ๆ ที่ปรากฏในนวนิยายคัดสรรพบว่า นวนิยายคัดสรรบางเรื่องแสดงให้เห็นถึงการวิพากษ์และโต้กลับของตัวละครเหล่านี้ต่อแนวคิดเรื่องสภาวะความปกติและอคติทางด้านเชื้อชาติผ่านการใช้ร่างกายทั้งบนและภายนอกเวที อย่างไรก็ตาม ในนวนิยายคัดสรรบางเรื่องยังคงแสดงให้เห็นถึงการผลิตซ้ำการสร้างภาพลักษณ์แบบเหมารวมของบุคคลที่มีร่างกายที่ถูกมองว่า “เบี่ยงเบน” จากบรรทัดฐานและตีตราพวกเขาเหล่านั้นอีกครั้งโดยไม่ตั้งใจ
การแปลงมโนทัศน์ทางการเมืองเพื่อสร้างชาติไทยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ชัชพันธุ์ ยิ้มอ่อน
การแปลงมโนทัศน์ทางการเมืองเพื่อสร้างชาติไทยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ชัชพันธุ์ ยิ้มอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีจุดประสงค์ในวิเคราะห์ “การแปลงมโนทัศน์ทางการเมืองเพื่อสร้างชาติไทยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” การวิจัยประยุกษ์ใช้กรอบแนวคิด “ภาษาการเมือง” ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของสภาพบริบทที่มีอิทธิพลต่อการนำเข้าความคิดทางการเมืองตะวันตกผ่านการทับศัพท์ แปลแปลง และการบัญญัติศัพท์ มโนทัศน์ระบอบการเมืองต่างประเทศจึงเป็นที่รับรู้และเข้าใจในประเทศสยามจนนำไปสู่การเกิดข้อเรียกร้องให้ผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองตามประเทศตะวันตก ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลงมโนทัศน์ทางการเมืองตะวันตกให้เกิดการเปลี่ยนความหมายเพื่อป้องกันพวกลัทธิเอาอย่าง และกำหนดกรอบพลเมืองให้รับรู้ว่า "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" เป็นอุดมการณ์รัฐที่เป็นทางการ
ธุรกิจกองทัพกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา ค.ศ. 1958-2020, เอนกชัย เรืองรัตนากร
ธุรกิจกองทัพกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา ค.ศ. 1958-2020, เอนกชัย เรืองรัตนากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กองทัพเมียนมา หรือตัตมะด่อ (Tatmadaw) เป็นตัวแสดงหลักที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจของเมียนมา วิทยานิพนธ์นี้มุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใต้อำนาจของกองทัพเมียนมากับการขยายธุรกิจของกองทัพเมียนมานับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษจนถึงปัจจุบัน โดยต้องการพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาสำคัญส่งผลต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของกองทัพอย่างไร และในทางกลับกัน อำนาจทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลต่อการรักษาและขยายอำนาจทางการเมืองของกองทัพเมียนมาอย่างไร การศึกษานี้วิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง ‘รูปแบบของความสัมพันธ์พลเรือน-ทหาร’ กับ ‘ระดับการควบคุมของทหารต่อธุรกิจกองทัพ’ ของ Ayesha Siddiqa ผลการศึกษาพบว่า ‘อำนาจทางการเมือง’ กับ ‘อำนาจทางเศรษฐกิจ’ ของกองทัพเมียนมาเป็นเงื่อนไขเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน กองทัพเมียนมาได้อาศัยอำนาจทางการเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การสร้างและดำเนินธุรกิจของตนเอง ธุรกิจของกองทัพสามารถปรับตัวและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และขยายตัวมากขึ้นออกไปครอบคลุมธุรกิจทุกประเภท ทั้งในรูปของเครือบริษัทที่ดำเนินการโดยกระทรวงกลาโหม อย่างเครือบริษัท UMEHL และเครือบริษัท MEC, ธุรกิจที่ดำเนินการโดยหน่วยงานย่อยต่างๆ ในกระทรวงกลาโหม, ธุรกิจของหน่วยทหารในระดับภูมิภาค รวมถึงเอื้อให้เกิดระบบ ทุนนิยมแบบเครือญาติ (Nepo-capitalism) และระบบทุนนิยมแบบเครือข่ายบริวาร (Crony capitalism) ในทางกลับกัน กองทัพเมียนมาก็ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่ตนเองครอบครองเพื่อรักษาและขยายอำนาจทางการเมืองของตนเองให้เข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิม อันจะเป็นหลักประกันว่าตนเองจะสามารถควบคุมธุรกิจให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่พึงพอใจได้ กองทัพจึงดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพทางการทหาร, สะสมความมั่งคั่งในหมู่ผู้นำทหาร, สนับสนุนสวัสดิการเพื่อสร้างความจงรักภักดีในเหล่าเจ้าหน้าที่ทหาร และทหารเกษียณอายุ, ก่อตั้งมวลชนจัดตั้ง และให้การสนับสนุนขบวนการชาตินิยมที่ฝักใฝ่กองทัพ ตลอดจนเปิดโอกาสให้พลเรือนเข้ามาประกอบอาชีพในธุรกิจของกองทัพ เพื่อขยายความนิยมทางการเมืองของตนเองออกไปสู่ภาคพลเรือนในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การศึกษายังพบว่า อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของกองทัพเมียนมาที่ปราศจากการควบคุมและตรวจสอบจากรัฐบาลหรือหน่วยงานใดๆ เป็นอุปสรรคสำคัญที่บ่อนเซาะการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยของเมียนมา ให้กลายเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้กองทัพผู้พิทักษ์ระบอบเดิมเท่านั้น
ความชุกและรูปแบบลายพิมพ์อาร์อีพีของยีน Blaoxa-51, Blandm-1, Blaadc, Apha6 และ Isaba125 ใน Acinetobacter Baumannii ที่แยกได้จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย จังหวัดพิษณุโลก, จริยา ศรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Acinetobacter baumannii เป็นเชื้อที่สำคัญที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อภายในโรงพยาบาลและมีการดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิดเพิ่มมากขึ้น โดยการสร้างเอนไซม์ทำลายยาเป็นกลไกการดื้อยาที่มีความสำคัญและพบได้บ่อย ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำในเชื้อ A. baumannii ที่แยกได้จากสิ่งส่งตรวจตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 ถึง กุมภาพันธ์ 2562 จำนวน 257 ตัวอย่าง นำมาตรวจหาความชุกของยีนที่สร้างเอนไซม์ beta-lactamase เอนไซม์ cephalosporinase เอนไซม์ aminoglycoside-modifying enzymes (AMEs) และอินเซอร์ชันซีเควน (ISAba125) โดยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส และหาความหลากหลายทางสายพันธุ์ของเชื้อด้วยวิธี repetitive element polymerase chain reaction (REP-PCR) ผลการศึกษาพบว่าเชื้อ A. baumannii 221 ตัวอย่าง (ร้อยละ 86.0) เป็นเชื้อที่ดื้อยาหลายชนิด (multidrug-resistant A. baumannii : MDR-AB) โดยเชื้อ A. baumannii 257 ตัวอย่าง ให้ผลบวกกับยีน blaOXA-51 คิดเป็นร้อยละ 100.0 รองลงมาได้แก่ ยีน blaADC ยีน blaNDM-1 ยีน ISAba125 และยีน aphA6 คิดเป็นร้อยละ 38.5, 8.2, 6.2 และ 2.3 ตามลำดับ โดยพบ blaOXA-51 ร่วมกับยีน blaADC มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 35.0 ในการศึกษาครั้งนี้สามารถจำแนกความหลากหลายทางสายพันธุ์ของเชื้อ A. baumannii ด้วยวิธี rep-pcr ได้ 18 กลุ่ม โดยพบว่ากลุ่มที่ 1 และ กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ใหญ่ที่สุด กลุ่มที่ 1 พบยีน blaOXA-51 (ร้อยละ 59.7) และ blaOXA-51 ร่วมกับยีน …
Artificial Intelligence And Copyright Law In Singapore A Study On The Protection Of Compilations And Databases Arranged By Ai-Systems, Sella Say
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
While the capability of artificial intelligence ("AI") gains remarkable momentum in creating copyrightable materials – the questions regarding the eligibility of these new creations, at the moment, are broadly discussed and posed challenges to the regime. The problem of how we fit the conventional notion of authorship and the condition of originality for AI-generated works remains a controversial topic. Some might suggest that subject matter created by AI should not be granted copyright protection on the presumption that AI is not a human who could treat as authors of works. At the same time, other supportive claims that the first …
Enhancing The Level Of Consumer Protection In China: A Reform Proposal For The Odr System, Xiao Gu
Enhancing The Level Of Consumer Protection In China: A Reform Proposal For The Odr System, Xiao Gu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the limits of current dispute resolutions to resolve disputes between consumers and online platform economics entities to make recommendations to optimize the ODR system to resolve these disputes. Therefore, there is a hypothesis of this thesis that by reference to the legislation and experience abroad, the author should make a proposal on the reformation of the current ODR system based on the context and tradition of the ODR system in China to enhance the level of consumer protection. In the thesis, the author performed analyses and made suggestions as follows: (1) to clarify some basic concepts related …
Sonographic Ductal Changes And Pertinent Characteristics That Associate With Proliferative Lesions Of Breast, Anggraeni Ayu Rengganis
Sonographic Ductal Changes And Pertinent Characteristics That Associate With Proliferative Lesions Of Breast, Anggraeni Ayu Rengganis
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Managing for sonographic focally thick duct lesions is not established in practice guidelines. Most cases showed scant cells on fine-needle aspiration (FNA). The study aimed to detect any variables that could predict proliferative lesions of the ducts and avoid unnecessary biopsies. A retrospective cohort design was done to analyze the association between ultrasound (US) variables and the outcome of proliferative or non-proliferative ductal lesions, determined by corresponding histopathology or cytology on consecutive follow-ups for at least three years. The data collection from 2015-2017 at King Chulalongkorn Memorial Hospital showed that 199 female patients with 210 index lesions met the eligibility …
The Labeling Of 99mtc-Psma-Hbed-Cc For Prostate Cancer Imaging, Benchamat Phromphao
The Labeling Of 99mtc-Psma-Hbed-Cc For Prostate Cancer Imaging, Benchamat Phromphao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Prostate cancer (PCa) is the second most common cancer and the fifth leading cause of death worldwide in 2018 (1). Initially, PCa diagnosis is based on Prostate Specific Antigen (PSA) blood test, which is low sensitivity and low specificity, and sonography guided needle biopsy, which is invasive. Therefore, molecular imaging recently enrolls as an important technique in PCa diagnosis using some small molecules which are well developed to bind to overexpressed Prostate Specific Membrane Antigen (PSMA). The small molecules, for example PSMA-HBED-CC, PSMA I&T, can be chelated with Ga-68 for diagnostic purpose using positron emission tomography (PET) scan. Even though …
Surface And Build-Up Region Dose Measurement In Head And Neck Region Using Radio - Photoluminescent Glass Dosimeter, Sonam Choki
Surface And Build-Up Region Dose Measurement In Head And Neck Region Using Radio - Photoluminescent Glass Dosimeter, Sonam Choki
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The use of commercially available radio-photoluminescent glass dosimeter (RPLGD) for radiation measurement has increased in recent years. It has been shown to have superior dosimetric characteristics as compared to other dosimeters. The purpose of this research is to evaluate the suitability of the GD-302M glass dosimeter for surface and build-up region dose measurement in head and neck region. The glass dosimeter was analyzed for its dosimetric properties in photon beam. Then, the study was performed for surface and build-up region dose comparison between EBT3 film and RPLGD in solid water phantom at 0, 2, 3, 5, 10 and 15mm depths …
Developing A Novel Bioink From Hyaluronic Acid-Alginate-Silk Fibroin (Ha- Alg-Sf) For Cartilage 3d Printing, Truc Thanh Nguyen
Developing A Novel Bioink From Hyaluronic Acid-Alginate-Silk Fibroin (Ha- Alg-Sf) For Cartilage 3d Printing, Truc Thanh Nguyen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the development of a bioink for cartilage 3D printing, Hyaluronic acid (HA), Alginate (Alg) were modified into amine-hyaluronic acid (HA-NH2) and aldehyde alginate (Alg-CHO). Magnetic Nuclear Resonance (NMR) and Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) confirmed the successful modification of HA-NH2 and Alg-CHO. The hydrogel HA-Alg was crosslinked as a result of Schiff's base reaction, between primary amines and aldehydes to form imine bonds. By varying volume ratios, the optimal hydrogel HA-Alg (5:5) exhibited its printability, biocompatibility, and functionality as a bioink for cartilage tissue. HA-Alg (5:5) was printable with a custom-made extrusion 3D printer, had slow degradation, shear-thinning behavior, …
The Study Of Women Leaders In Southeast Asia, Jin Meichen
The Study Of Women Leaders In Southeast Asia, Jin Meichen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In a patriarchal society, the subjection of women to men is a universal custom, so any departure from it appears unnatural. However, since the very early time in Southeast Asia, females enjoyed a relatively high status and independence. They also took important roles no matter in the family or the society. As a result, there were many outstanding women leaders and elite women throughout history. However, the concept of patriarchy still affects Southeast Asia society. It is more common for a man to hold the position of leader in society. This article studied female leaders of Southeast Asia during the …