Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 5431 - 5460 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การลำดับความสำคัญของมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยกระบวนการตัดสินใจแบบหลายหลักเกณฑ์ ภาคพลังงาน กรณีศึกษาเทศบาลนครปากเกร็ด, ชญาณัฐ สง่าสงเคราะห์ Jan 2022

การลำดับความสำคัญของมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยกระบวนการตัดสินใจแบบหลายหลักเกณฑ์ ภาคพลังงาน กรณีศึกษาเทศบาลนครปากเกร็ด, ชญาณัฐ สง่าสงเคราะห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความนี้นำเสนอการลำดับความสำคัญของมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน กรณีศึกษาเทศบาลนครปากเกร็ดโดยใช้วิธีการวิเคราะห์การตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์แบบบูรณาการ ทั้งนี้ได้มีการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยจำนวนมากที่เป็นทางเลือกในการลดก๊าซเรือนกระจกแล้วจึงดำเนินการตามกระบวนการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์โดยใช้วิธีการอันประกอบด้วยการกำหนดเกณฑ์ในการตัดสินใจ ทั้งหมด 6 เกณฑ์ อันประกอบไปด้วย เกณฑ์ความพร้อมด้านนโยบายและกฎระเบียบ (Politic) เกณฑ์ความพร้อมด้านต้นทุนและผลประโยชน์ (Economic) เกณฑ์ความพร้อมความพร้อมด้านสังคม (Social) เกณฑ์ผลกระทบด้านการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เกณฑ์ผลกระทบด้านการจ้างงานและสร้างรายได้ เกณฑ์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทางเลือกของมาตรการที่เป็นไปได้โดยได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ มาตรการด้านพลังงานทดแทน มาตรการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและ มาตราการด้านขนส่ง โดยได้มีการให้ค่าถ่วงน้ำหนักของแต่ละเกณฑ์และกำหนดค่าคะแนนของมาตรการโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย จากนั้นได้ทำการประเมินลำดับความสำคัญของมาตรการทั้ง 3 กลุ่ม แล้วใช้วิธีลำดับความสำคัญแบบย่อยทีละกลุ่มมาตรการ ผลการศึกษาของบทความนี้สามารถลำดับความสำคัญของมาตรการที่เหมาะสมสำหรับเทศบาลนครปากเกร็ด และยังสามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินนโยบายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับไอศกรีมโปรตีนจากพืชผสมโพรไบโอติก, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง Jan 2022

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับไอศกรีมโปรตีนจากพืชผสมโพรไบโอติก, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นเรื่อง “การศึกษาความเป็น ไปได้เชิงพาณิชย์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการผลิตไอศกรีมโปรตีนจากพืชที่ผสมโพรไบโอติก” ที่มีสมบัติเชิงหน้าที่ ซึ่งปัจจุบัน Plant-based Foods เป็นอาหารในกลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) เป็นนวัตกรรมอาหารที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเทรนด์รักสุขภาพ และกระแสรักษ์โลกที่ให้ความสนใจในสวัสดิภาพสัตว์ด้วยความตระหนักถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและโพรไบโอติก (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยโพรไบโอติกส่วนใหญ่จะผลิตมาจากแบคทีเรียที่มาจากลำไส้มนุษย์และสัตว์ จุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นโพรไบโอติกและอนุญาติให้ใช้ในอาหารสำหรับมนุษย์ที่ให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ไอศกรีมเจลาโต้ที่ผลิตจากโปรตีนผสมโพรไบโอติกทางเลือกที่ผู้บริโภคเป้าหมายต้องการ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่มีความสนใจในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจำนวน 10 ราย และนำผลการศึกษาดังกล่าวมาออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ไอศกรีมเจลาโต้ที่ทำจากโปรตีนทางเลือกผสมโพรไบโอติกเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint analysis) ในการวิเคราะห์ส่วนประสมทางการตลาด(Marketing mix) ได้แก่ แนวคิดผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) และกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Promotion) จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 ราย ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้ปริโภคเป้าหมายคาดหวังให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อไอศกรีมเนียนนุ่มละมุ่นลิ้นเสมือนจริง รับประทานได้ง่าย มีช่องทางการจำหน่ายหลากหลาย ราคาแพงกว่าไม่เกิน 10-15% รวม และผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจในการรับประทานของมีประโยชน์มากขึ้นคนสนใจไอศกรีมแบบถ้วยพร้อมทาน มีแหล่งโปรตีนจากพืชผสมโพรไบโอติกเหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ (Healthy Food) และคนที่ต้องใส่ใจในเรื่องของสุขภาพหรือมีภูมิแพ้แฝงและโรคประจำตัวจึงต้องเลือกบริโภคอาหารและของหวาน ผลศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินจากการผลิตไอศกรีมเจลาโต้ผ่านช่องทางออฟไลน์และช่องทางออนไลน์ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินในกรณีปกติ (Base case) โดยการคาดคะเนประเมินค่าความต้องการได้ที่ 79.40% พบว่า คุ้มค่าในการเลือกลงทุน เนื่องจากธุรกิจสามารถสร้างกำไร มีค่าอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เป็นบวก และมีระยะเวลาในการคืนทุน(Payback Period) ในปีที่สอง


การจัดการพลังงานชุมชนที่ยั่งยืน กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย, ฉัตรแก้ว เพ็ญศิริ Jan 2022

การจัดการพลังงานชุมชนที่ยั่งยืน กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย, ฉัตรแก้ว เพ็ญศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน ปริมาณการใช้พลังงานและการจัดหาพลังงานสำหรับชุมชน รวมถึงเสนอแนวทางการจัดการพลังงานในชุมชน โดยใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เชิงสถิติ ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า เทศบาลตำบลบ้านดู่ เป็นเทศบาลที่ประสบปัญหาการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งจากจำนวนประชากรในท้องถิ่นที่เพิ่มมากขึ้น และประชากรแฝง โดยมีแนวโน้มที่จะมีการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องในอนาคต ส่งผลกระทบต่อการจัดการพลังงานในอนาคต ซึ่งความต้องการของชุมชนด้านพลังงาน คือ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ลดการนำเข้าพลังงานจากภายนอกชุมชน ผ่านการคัดเลือกเทคโนโลยีและมาตรการด้านพลังงาน โดยในปัจจุบันชุมชนมีการบริโภคพลังงานทั้งหมด 21,180.42 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อปี และพลังงานที่ต้องจัดหาสำหรับชุมชน 22,166.92 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อปี พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกชุมชน ร้อยละ 98 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 103,254.52 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และภายใต้สถานการณ์แบบเป็นไปตามปกติ (BAU) ปี พ.ศ. 2570 ปริมาณการบริโภคพลังงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 23,697.97 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ จะต้องจัดหาพลังงานทั้งสิ้น 24,801.73 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ และจะส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 115,527.56 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งมีแนวทางการจัดการพลังงานในชุมชนผ่านการคัดเลือกเทคโนโลยีและมาตรการที่มีความคุ้มค่าในการลงทุน และตามความต้องการของชุมชน ได้ทั้งหมด 7 รายการ จะสามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 9.62 ของการใช้พลังงานทั้งหมด กรณีปกติ ในปี พ.ศ. 2570 ลดการนำเข้าพลังงานจากภายนอกชุมชนได้ร้อยละ 18.20 และลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 11.38 ของกรณีปกติ ปี พ.ศ. 2570 เกิดการจ้างงานในชุมชน สาขาการก่อสร้างหรือติดตั้งระบบได้ 25,304,999.29 บาท และสาขาดำเนินงานและบำรุงรักษา 1,236,393.17 บาทต่อปี


การพัฒนานวัตกรรมการฝึกอบรมตามบุคลิกภาพสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม - กรณีศึกษาจากผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล Thailand Top Sme Awards และ ผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.), ภูริญ รังษีภโนดร Jan 2022

การพัฒนานวัตกรรมการฝึกอบรมตามบุคลิกภาพสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม - กรณีศึกษาจากผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล Thailand Top Sme Awards และ ผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.), ภูริญ รังษีภโนดร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษารูปแบบการพัฒนาการอบรมให้ความรู้ที่เหมาะสมกับอุปนิสัยและคุณลักษณะของผู้ประกอบการที่จะส่งผลให้มีความตั้งใจและกำลังใจในระดับสูงในการขยายธุรกิจและมีความสามารถในการใช้คืนเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกรณีของผู้ประกอบการกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) การวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ผู้ประกอบการต้นแบบลูกค้าธนาคารฯที่ได้รับรางวัล Thailand TOP SME Awards จำนวน 9 ท่าน ในประเด็นที่เกี่ยวกับอุปนิสัยและทัศนคติในการพัฒนาธุรกิจ เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการอบรม หลังจากนั้นจึงมีการคัดเลือก 3 ท่าน จากในกลุ่มผู้ประกอบการต้นแบบที่ได้รับรางวัล Thailand TOP SME Awards เพื่อทำการสัมภาษณ์เชิงลึกจากอุปนิสัยและทัศนคติทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ความโน้มเอียงในการเป็นผู้ประกอบการ 2. การมุ่งเน้นการตลาด 3. การดูดซับความรู้ และ 4. ความมีใจรักและความเพียร และทำการวิเคราะห์ความสอดคล้องของอุปนิสัยและทัศนคติกับหัวข้อในการอบรมที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญ โดยใช้เครื่องมือ QFD (Quality Function Deployment) เมื่อได้หัวข้อการอบรมที่เหมาะสม ผู้วิจัยจึงประสานไปยังวิทยากรที่มีอุปนิสัยและคุณลักษณะที่โดดเด่นสอดคล้องเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดเนื้อหา และเปิดรับสมัครให้ผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของธนาคารฯ และผู้ประกอบการทั่วไปที่สนใจ โดยมุ่งเน้นไปที่การอบรมที่เกี่ยวกับ การหาโอกาสใหม่ในธุรกิจ การนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ การจัดการกับปัญหาและอุปสรรค พร้อมด้วยเสริมบริการเข้าถึงแหล่งทุนของธนาคารฯ ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับผู้ประกอบการ 42 ราย ที่เข้าอบรมแบ่งออกเป็น 2 แบบ 1) ข้อมูลทั่วไปของธุรกิจและประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะก่อนเริ่มอบรม 2) ประเมินความพึงพอใจและการนำความรู้ไปใช้หลังการอบรม ผลวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า ปัจจัยอุปนิสัยของผู้ประกอบการ ทั้ง 4 ด้าน ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญด้านการให้ความสำคัญกับเนื้อหาในการอบรมกับผู้ประกอบการในกลุ่มประเภทธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีการให้ความสำคัญกับ การอยากทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น และ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับน้อยกว่า 0.05 และพบข้อมูลผู้ที่ประเมินว่าตัวองมีความโน้มเอียงในการเป็นผู้ประกอบการสูง จะมีการนำความรู้ไปใช้ในช่วงเวลา 3-6 เดือน คิดเป็น 80.92% มากกว่า กลุ่มอุปนิสัยอื่นคิดเป็น 20.67% โดยผลวิเคราะห์สามารถนำมาพัฒนาการอบรมและต่อยอดการเข้าถึงแหล่งทุนของธนาคารได้มากยิ่งขึ้น


การประเมินความคุ้มค่าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา กรณีศึกษา : บริษัทอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ยา, วิภวา อัศวโนดม Jan 2022

การประเมินความคุ้มค่าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา กรณีศึกษา : บริษัทอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ยา, วิภวา อัศวโนดม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณ์การใช้พลังงานไฟฟ้าภายในโรงงานกรณีศึกษา เพิ่มสูงขึ้นทุกปี การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เป็นหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานจากสายส่งของการไฟฟ้าลงได้ จึงเป็นที่มาของการวิจัยนี้ โดยทำการศึกษาความคุ้มค่าทางการเงินของการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าฯของโรงงานกรณีศึกษา พื้นที่ติดตั้งทั้งหมด 2,500 ตรม.(อาคารที่1,2และ4) โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ต่างกันทั้งหมด 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่1 แผงMonocrystalline Full Cell , กรณีที่2 แผง Polycrystalline Full Cell และกรณีที่ 3 แผงMonocrystalline Half-Perc Cell ผ่านโปรแกรม PVSyst เพื่อเปรียบเทียบค่าพลังงานที่ผลิตได้และมีความคุ้มค่าที่สุด ผลที่ได้คือ กรณีที่ 3 มีความคุ้มค่าทางการเงินและประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้ามากที่สุด คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (24,624,574.60 บาท), ผลตอบแทนภายในที่สูงที่สุด(22.99%) และมีระยะเวลาคืนทุน(4.31ปี) ที่สั้นที่สุด นอกจากนี้ ค่าต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ(3.53 บาท/หน่วย) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงที่ทางโรงงานใช้อยู่(4.18 บาท/หน่วย) รองลงมาคือกรณีที่ 1 และ กรณีที่ 2 ตามลำดับ อีกทั้งหลังคาที่ติดตั้งโซล่าเซลล์สามารถช่วยสกัดกั้นการถ่ายเทความร้อนรวมของหลังคาได้ดีกว่าหลังคาที่ไม่ทำการติดตั้งจากการประเมินผ่านโปรแกรม BEC คือมีค่า RTTV = 8.743 W/m2 ผ่านเกณฑ์ประกาศกระทรวงพลังงานซึ่งต้องไม่เกิน RTTV=10 W/m2 นอกจากนี้งานวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) จากปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของโครงการ โดย อัตราค่าไฟฟ้า มีผลต่อโครงการมากที่สุด และค่าต้นทุนโครงการ CAPEX และ OPEX ตามลำดับ ซึ่งทุกกรณีเป็นไปในทางเดียวกันและยังคงมีความคุ้มทุนในการลงทุน


การวิเคราะห์เปรียบเทียบแผงโซล่าเซลล์มือสองและแผงโซล่าเซลล์ใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าลอยน้ำ, สมบัติ พรมมาพิษ Jan 2022

การวิเคราะห์เปรียบเทียบแผงโซล่าเซลล์มือสองและแผงโซล่าเซลล์ใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าลอยน้ำ, สมบัติ พรมมาพิษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการโซล่าฟาร์มได้ทำการเปลี่ยนแผงโซล่าเซลล์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากแผงโซล่าเซลล์รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีราคาที่ถูกลง ผู้ประกอบการมีปัญหาเรื่องการใช้ประโยชน์จากแผงโซล่าเซลล์เดิมที่ถูกเปลี่ยนออก สามารถนำไปเพิ่มมูลค่ามากกว่าการจำหน่ายไปต่างประเทศหรือไม่ การนำแผงโซล่าเซลล์ไปติดตั้งในรูปแบบลอยน้ำสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแผงโซล่าเซลล์ได้ 10-15% ซึ่งมีโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าเพื่อขายไฟให้ลูกค้าในรูปแบบ Private PPA โดยได้นำแผงโซล่าเซลล์มือสองมาติดตั้งร่วมกับแผงโซล่าเซลล์ใหม่ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและความคุ้มค่าการลงทุน มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 615.36 kW โดยติดตั้งแผงโซล่าเซลล์มือสอง 246 kWp หรือคิดเป็น 40% และแผงโซล่าเซลล์ใหม่ 369.36 kWp หรือคิดเป็น 60% ในพื้นที่โรงผลิตน้ำประปา อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เริ่มจัดเก็บข้อมูล ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ถึง ตุลาคม 2565 เป็นระยะเวลา 1 ปี จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของแผงโซล่าเซลล์มือสองและแผงโซล่าเซลล์ใหม่ ได้ข้อสรุปว่า แผงโซล่าเซลล์ใหม่มีปริมาณพลังงานไฟฟ้าผลิตได้จริงมากกว่าแผงโซล่าเซลล์มือสอง 13% ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบด้านความคุ้มค่า แผงโซล่าเซลล์ใหม่มีความคุ้มค่ามากกว่าแผงโซล่ามือสอง โดยแผงโซล่าเซลล์มือสองคิดมูลค่า 500 บาท/แผ่น มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value) เท่ากับ 4.11 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (Internal Rate Return) เท่ากับ 27.84 % และมีระยะเวลาคืนทุน (Pay Back Period) 3.4 ปี มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของต้นทุนต่อหน่วยการผลิตฟ้าตลอดอายุการใช้งานเท่ากับ 0.53 บาท/หน่วย และแผงโซล่าเซลล์ใหม่ คิดมูลค่าแผง 4,723 บาท/แผ่น มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value) เท่ากับ 7.64 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (Internal Rate Return) เท่ากับ 30.57 % และมีระยะเวลาคืนทุน (Pay Back Period) 3.1 ปี มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของต้นทุนต่อหน่วยการผลิตฟ้าตลอดอายุการใช้งานเท่ากับ 0.45 บาท/หน่วย


การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการเตรียมตัวสู่กระบวนการการ เปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศ, ศุภณัฐ กระจ่างแจ้ง Jan 2022

การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการเตรียมตัวสู่กระบวนการการ เปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศ, ศุภณัฐ กระจ่างแจ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เริ่มต้นขึ้นจากการรับรู้ถึงความจำเป็นในการเข้าถึงข้อมูลทางสุขภาพที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศที่ยังขาดหาย และมีอยู่อย่างไม่เพียงพอในสังคมไทย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงความรู้และบริการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศ ผู้วิจัยจึงได้เสนอความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้กลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศสามารถเข้าถึงข้อมูล และรับการปรึกษาที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีและแนวคิดที่ทันสมัยโดย งานศึกษาฉบับนี้นี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มตัวอย่างกว่า 130 คน และได้รับความอนุเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในการทดสอบ IOC และ การทดสอบต้นแบบแอปพลิเคชั่น จากคณาจารย์ แพทย์ เภสัชกร บุคลากรทางสาธารณสุข และผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือวิจัยที่ใช้นั้นถูกต้องและเหมาะสม และทำให้สามารถสรุปผลวิจัยได้ถูกต้องและเที่ยงธรรม ซึงพบว่าการเปลี่ยนแปลงตนเองเข้าไปสู่อัตลักษณ์ทางเพศที่ต้องการนั้นสามารถลดความกังวล ความเครียด และสร้างเสริมสุขภาพ และสุขภาวะที่ดีต่อตนเองได้ และได้นำข้อค้นพบดังกล่าวไปพัฒนาต่อ และทำการศึกษาในประเด็นต่างๆเพิ่มเติม เพื่อนำแอปพลิเคชั่นดังกล่าวเข้าสู่เชิงพาณิชย์ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานศึกษาฉบับนี้อาจมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การยอมรับความหลากหลายทางเพศ และการทำให้เกิดการสร้างสังคมที่เท่าเทียม และมีการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนต่อไป


การลดพลังงานต่อหน่วยการผลิต โดยการเพิ่มประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรอุปกรณ์ กรณีศึกษา เครื่องจักร Electrolytic De Flash And Water Jet, สวัสดิ์ อินทองคำ Jan 2022

การลดพลังงานต่อหน่วยการผลิต โดยการเพิ่มประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรอุปกรณ์ กรณีศึกษา เครื่องจักร Electrolytic De Flash And Water Jet, สวัสดิ์ อินทองคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่องการลดพลังงานต่อหน่วยการผลิต (Specific Energy Consumption : SEC) โดยการเพิ่มประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรอุปกรณ์ (Overall Equipment Effectiveness : OEE) กรณีศึกษาเครื่องจักร Electrolytic De flash and Water jet นี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการใช้พลังงานไฟฟ้าในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด ไม่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อลดค่า SEC และเพิ่มค่า OEE ที่เครื่องจักรหมายเลข TEBM2-6 วิธีการวิจัยประกอบด้วย 1. ศึกษาหลักการเพิ่ม OEE คือการวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรอุปกรณ์ ช่วยให้การประเมินประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของเครื่องจักร นำมาใช้ในการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิผลโดยรวมสูงสุด 2. ศึกษาหลักการลด SEC คือค่าการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต ค่านี้มีประโยชน์ที่จะช่วยบอกว่ามีการใช้พลังงานเฉลี่ยเท่าใดในการผลิตสินค้าต่อ 1 หน่วย การติดตามและควบคุมค่าการใช้พลังงาน เป็นวิธีการจัดการการอนุรักษ์พลังงานที่ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง ค่า SEC เป็นตัวบ่งชี้การใช้พลังงาน SEC สูงหมายถึงการใช้พลังงานประสิทธิภาพต่ำ ถ้า SEC ต่ำหมายถึงการใช้พลังงานประสิทธิภาพสูง 3.ศึกษาหลักการ Equivalent Unit : EU คือเทคนิคหน่วยเทียบสำเร็จรูป ด้วยความที่ผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีขนาดที่หลากหลายและขั้นตอนการผลิตที่ยากง่ายแตกต่างกัน จึงต้องคำนวณหาปริมาณผลผลิตใหม่ ให้เป็นหน่วยเดียวกันก่อน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าวิธีที่จะทำให้ค่า OEE เพิ่มขึ้น คือการปรับปรุงโดยใช้หลักการทำให้เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการทำงานเป็นอัตโนมัติ เพื่อลดความสูญเปล่าในการผลิต (Loss time) หลังการปรับปรุงสามารถสรุปผลจากการศึกษาวิจัยได้คือทำให้ค่า OEE เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 50% เป็น 73% เพิ่มขึ้น 23% ค่า SEC ลดลงเฉลี่ยจาก 1.98 kWh/EU เป็น 1.32 kWh/EU ลดลง 0.66 kWh/EU และได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 3,039 Lot size เป็น 5,477 Lot size เพิ่มขึ้น 80%


การประเมินประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา, สุกานดา แสงใส Jan 2022

การประเมินประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา, สุกานดา แสงใส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ศึกษาการออกแบบของระบบผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคาแบบโมโนคริสตัลไลน์ จากโปรแกรม PVSyst เพื่อเปรียบเทียบกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงจากการติดตั้งระบบของโรงงานอุตสาหกรรม ขนาด 223.56 kW ในพื้นที่ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และศึกษาต้นทุนทางการเงินของการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเปรียบเทียบกับการลดพลังงานไฟฟ้าก่อนและหลังติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา โดยเปรียบเทียบความเข้มแสงและค่าพลังงานไฟฟ้าจากค่าพยากรณ์จากโปรแกรม PVSyst เทียบกับค่าค่าเข้มแสงจากการเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ Meteonorm ที่ติดตั้งภายในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ในทางทฤษฎี โดยการวิจัยพบว่าความเข้มแสงจากทั้งสองแหล่งมีความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 7.88% ซึ่งทำให้ผู้ที่สนใจต้องการวิเคราะห์ค่าความเข้มแสงในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้พยากรณ์ผลเพิ่มเติมจากโปรแกรม PVSyst เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ได้ รวมถึงมีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการนำพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา ซึ่งพิจารณาถึงความคุ้มค่าเพื่อให้ได้ผลประหยัดไฟฟ้าและระยะเวลาคืนทุน โดยพบว่าระยะเวลาคืนทุนมีระยะเวลาอยู่ที่ 3 ปี 2 เดือน จนถึง 4 ปี 9 เดือน ขึ้นอยู่กับค่า Ft และหน่วยไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟสามารถนำไปใช้ได้


การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำระบบรู้จำเสียงเพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนกลุ่มเด็กพิเศษ, สุวัสสา มารัตน์ Jan 2022

การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำระบบรู้จำเสียงเพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนกลุ่มเด็กพิเศษ, สุวัสสา มารัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำระบบรู้จำเสียงเพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนกลุ่มเด็กพิเศษ โดยวิจัยหาความเป็นไปได้ทั้งทางนวัตกรรมและเชิงพาณิชย์ ประชากรที่ศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้สอนเด็กพิเศษและกลุ่มนักเรียนเด็กพิเศษ โดยได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผ่านแบบสอบถาม เป็นจำนวน 200 คน ผลการวิจัยพบว่าร้อยละ 73 สนใจที่จะใช้งานนวัตกรรม จึงได้นำผลจากแบบสอบถามมาจัดทำนวัตกรรมต้นแบบระบบการศึกษาผสมผสานเข้ากับระบบรู้จำเสียงพูด จากนั้นจึงได้นำต้นแบบไปให้กลุ่มเป้าหมายทดลองใช้งาน เพื่อดูการยอมรับนวัตกรรมและความพึงพอใจในระบบ ผลจากการทดลองใช้งานและการทำแบบสอบถามพบว่า ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจและการยอมรับนวัตกรรมอยู่ในระดับมาก ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมนี้ต่อยอดไปในเชิงพาณิชย์ โดยการนำไปวิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอกปัจจุบัน กลุ่มเป้าหมาย คู่แข่ง วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนและรายได้ พบว่ากลุ่มนักเรียนเด็กพิเศษยังเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ไม่มีคู่แข่งในประเทศไทย ในขณะที่การศึกษาออนไลน์ก็มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่ายังมีอุปสรรค์ในด้านความเหลื่อมล้ำ และความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้อาหาร, อิทธิชัย ทิพย์ธาราจันทร์ Jan 2022

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้อาหาร, อิทธิชัย ทิพย์ธาราจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้เชิงธุรกิจในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้อาหารเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานและเข้าถึงข้อมูลสำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้อาหาร เป็นผลมาจากการศึกษาปฐมภูมิโดยใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์แบบลึกซึ้ง (In-Depth Interview) และการค้นหาโดยใช้เครื่องมือค้นหา พบว่าผู้ที่มีอาการภูมิแพ้อาหารมีความรู้สึกไม่สบายหรือกังวลใจในการรับประทานอาหาร จึงพัฒนาแอปพลิเคชันที่ตรวจจับอาหารที่แพ้และสร้างรายงานการแพ้อาหาร และมีฟังก์ชันขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ในการพัฒนาแอปพลิเคชันมีการสอบถามผู้มีอาการภูมิแพ้อาหารเพื่อระบุความต้องการและสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็น โดยแบ่งฐานข้อมูลเป็นตารางแยกย่อยตามหลักการ Design Thinking เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีการสร้างต้นแบบแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้ทดลองใช้และประเมินผลโดยใช้หลักการ Net Promoter Score (NPS) พบว่าผู้ทดสอบมีการสนับสนุนแอปพลิเคชันมากกว่าผู้ทดสอบที่ไม่สนับสนุนคิดเป็น 66.67% ในการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์และการเงิน การนำแอปพลิเคชันไปใช้มีความเป็นไปได้สูง และการวิเคราะห์เทคโนโลยีและตลาดพบว่าเทคโนโลยีการรู้จำรูปภาพ (Food Image Recognition) ในการตรวจจับอาหารมีแนวโน้มสูง และทางการเงินมีการประเมินโดยใช้ Net Present Value (NPV) Internal Rate of Return (IRR) Modified Internal Rate of Return (MIRR) และ Payback Period ซึ่งจะเห็นได้ว่า NPV IRR และ MIRR มีค่าเท่ากับ 3,971,536.03 บาท 76.87% 40.77% และใช้เวลา 1 ปี 4 เดือน 9 วัน เพื่อใช้เพื่อคืนต้นทุนตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันนี้มีความน่าสนใจในการลงทุนโดยมีรูปแบบการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็น Spin-Offs/Spin-Outs


Dietary Fiber-Rich Powder From Dragon Fruit Peel And Its Effects On Nutrient Digestion, Intestinal Function And Food Application, Siriwan Chumroenvidhayakul Jan 2022

Dietary Fiber-Rich Powder From Dragon Fruit Peel And Its Effects On Nutrient Digestion, Intestinal Function And Food Application, Siriwan Chumroenvidhayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Western diet, which is rich in refined carbohydrates and unhealthy fats but low in dietary fiber, has been linked to an increased risk of metabolic disorders and gut barrier dysfunction. In the present study, the dietary fiber-rich powder from dragon fruit (Hylocereus undatus) peel (DFP) was developed as a functional food ingredient. DFP contains high dietary fiber (65.2%), primarily cellulose and pectin, along with bioactive phytochemicals such as phenolic compounds and betacyanins. This study aimed to investigate the effect of DFP on in vitro starch digestibility, its application in bakery products, and its impact on intestinal permeability and gut …


Royal Thai Army’S Role In De-Escalating The Thai-Cambodian Border Dispute: A Case Study Of Suranaree Command (2012-2022), Phromnachanok Ketphan Jan 2022

Royal Thai Army’S Role In De-Escalating The Thai-Cambodian Border Dispute: A Case Study Of Suranaree Command (2012-2022), Phromnachanok Ketphan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As witnessed from 2008 to 2011 in the case of the Preah Vihear temple, boundary demarcation can become securitized and lead to armed clashes. The Royal Thai Army of the Kingdom of Thailand is primarily responsible for securing the land border. Along the Thai-Cambodian border, security threats still exist. Therefore, this paper aims to analyze how the Suranaree Command, one of the RTA’s border defense units, has performed its de-escalation efforts on the contentious Thai-Cambodian border. Using anonymous interviews and open-source information due to the confidentiality of the unit, this research investigates the Command’s performance from 2012-2022, along with other …


Challenges In Establishing An Asean Peacekeeping Force, Thanaphat Diewvilai Jan 2022

Challenges In Establishing An Asean Peacekeeping Force, Thanaphat Diewvilai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research consults with the "norm’s life cycle" under international norm dynamics concept to identify and analyze the challenges in establishing an ASEAN Peacekeeping Force. This study argues that the emergent norm of establishing an ASEAN Peacekeeping Force has not yet reached the threshold to transition into the second stage of norm cascade where it is widely embraced by ASEAN member states; and the norm has not reached the stage of norm internalization where it is accepted within the practices of ASEAN. The presence of long-standing and powerful norms within the "ASEAN Way" hinders the advancement and full integration of …


Russian Motives In Cyberattacks: Case Studies Of Estonia And Ukraine, Theeratiphong Pannil Jan 2022

Russian Motives In Cyberattacks: Case Studies Of Estonia And Ukraine, Theeratiphong Pannil

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this independent_study is to examine Russian motivations for the 2007 cyberattacks on Estonia's critical information infrastructure and the 2015 Ukraine power grid breach. It also analyzes the aftermath and consequences of the attacks, as well as efforts to address the issues. The study found that Russia's primary purpose in cyberattacks is most likely to survive the anarchy of the international system, in which states can never trust each other and must rely on themselves. The acts of Estonia and Ukraine, as well as NATO's ambitions to expand, intervene, and achieve dominance in Russia's sphere of influence, would …


ยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียต่อจีน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริซัน, เจษฎา มีทรัพย์ Jan 2022

ยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียต่อจีน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริซัน, เจษฎา มีทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย, เอกศักดิ์ อุ่นใจ Jan 2022

การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย, เอกศักดิ์ อุ่นใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และหาแนวทางบริหารจัดการความเครียด ด้วยวิธีวิจัยเชิงเอกสารเชิงเปรียบเทียบแนวทางการปฏิบัติที่ดี ตามกรอบแนวคิดการจัดการความเครียดอย่างเป็นระบบ และกรอบแนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสานมุ่งเน้นความยืดหยุ่น และสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 10 คน ผลการศึกษา พบว่ามีปัจจัยภายในที่อยู่ในขอบเขตอำนาจศูนย์ดำรงธรรมที่ส่งผลต่อความเครียด ได้แก่ (1) ปัจจัยบทบาทหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ความรับผิดชอบกับคำตอบ และ (2) การเป็นตัวกลางในการประสานงาน ส่วนปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกขอบเขตอำนาจของศูนย์ดำรงธรรม ได้แก่ (1) ปัจจัยลักษณะงาน เกี่ยวข้องกับการรับสายเป็นเวลานาน การทราบปัญหา แต่ช่วยไม่ได้ และ (2) ปัจจัยผลตอบแทนและสวัสดิการ เกี่ยวข้องกับค่าล่วงเวลา ช่วงเวลาพักหรือเลิกงาน และวันลา วันหยุดประจำปี ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิดกรอบการบริหารจัดการเชิงระบบและการทำงานแบบผสมผสานมุ่งเน้นความยืดหยุ่น ศูนย์ดำรงธรรม ควรสร้างแบบประเมินสาเหตุของความเครียดเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการ ผู้นำองค์กรควรส่งเสริมการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบสองทาง เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานเป็นทีมที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่น เกิดการช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ เพื่อสามารถรับมือกับผู้ร้องทุกข์ สิ่งเร้า และปริมาณงานที่ไม่สามารถควบคุมได้


แรงจูงใจของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา ฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กณิศา สุภาแพ่ง Jan 2022

แรงจูงใจของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา ฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กณิศา สุภาแพ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แรงจูงใจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพของข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชากาตำรวจสันติบาลในปัจจุบัน เพื่อระบุแรงจูงใจที่ควรได้รับการปรับปรุง พัฒนา และเพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ของข้าราชการตำรวจในสังกัดดังกล่าว โดยผู้วิจัยทำการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการตำรวจระดับผู้บริหาร และระดับปฏิบัติการ ในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล และผู้ปฏิบัติงานร่วม ผลจากการศึกษาพบว่าแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลให้มีประสิทธิภาพนั้น เกิดจากทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน โดยปัจจัยจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับการยอมรับโดยข้าราชการตำรวจในฝ่ายกิจการต่างประเทศที่มีความรู้ ความสามารถ ความถนัดที่แตกต่างกัน ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและได้มอบหมายงานที่ท้าทาย และตรงกับความถนัด ซึ่งทำให้ข้าราชการตำรวจพึงพอใจในการปฏิบัติงาน และส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ปัจจัยค้ำจุนที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานโดยผลการศึกษาพบว่าการที่ข้าราชการตำรวจในฝ่ายกิจการต่างประเทศ มีบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีภายในที่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความอยากมาทำงาน และส่งเสริมให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยดี เพราะสามารถสนับสนุนและสื่อสารระหว่างกันภายในฝ่ายได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการศึกษานี้พบว่า หากปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เช่น ความชัดเจนของการกำหนดปริมาณงานที่ทำสำเร็จ มาตรฐานของแต่ละงาน แต่ละภารกิจ ลักษณะผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมาและยุติธรรม และมีรางวัลหรือค่าตอบแทนพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจ ได้รับการปรับปรุงให้เป็นรูปธรรมและนำไปใช้จริงได้ จะยิ่งส่งเสริมปัจจัยค้ำจุนให้สูงยิ่งขึ้น และผลักดันให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย


การเติบโตของวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอล: การประกอบการเชิงนโยบายและผลกระทบ, กัญญารัตน์ ฤดีสิน Jan 2022

การเติบโตของวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอล: การประกอบการเชิงนโยบายและผลกระทบ, กัญญารัตน์ ฤดีสิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาพัฒนาการของวิสาหกิจเริ่มต้นและการดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้นของประเทศอิสราเอล เพื่อศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการนโยบายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอลนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ โดยใช้แนวคิดการเป็นผู้ประกอบการทางนโยบายเป็นกรอบในการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเทคโนโลยีและวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอล ประกอบด้วยผู้ประกอบการนโยบายที่ทำงานร่วมกัน 3 กลุ่ม คือ ชุมชนเกษตร กองทัพ และรัฐบาล ซึ่งมีคุณลักษณะของการเป็นผู้เข้าใจบริบททางสังคม มีความสามารถในการนิยามปัญหา การสร้างทีม และการประพฤติตนเป็นแบบอย่าง ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการนโยบายทั้งสามกลุ่มมองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเป็นประเทศเกิดใหม่ของอิสราเอล ในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเครือข่ายและฉกฉวยโอกาสจากปัญหาและอุปสรรคด้านภูมิประเทศ ความเป็นพื้นที่ทะเลทราย การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาจากภัยสงครามที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และปัญหาเรื่องผู้อพยพ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเทคโนโลยี ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออิสราเอลมีระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มีอัตราการเติบโตของธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นสูง มีธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นที่เติบโตไปเป็นยูนิคอร์นเพิ่มขึ้นทุกปี มีโครงการทั้งจากภาครัฐและเอกชนในการให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบการ และมีการร่วมลงทุนในธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง


ท่าทีของญี่ปุ่นต่อการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ (ค.ศ.2018-2019), กาญจนา ปานสีนุ่น Jan 2022

ท่าทีของญี่ปุ่นต่อการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ (ค.ศ.2018-2019), กาญจนา ปานสีนุ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาศึกษาท่าทีของญี่ปุ่นที่มีต่อการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือระหว่างปี 2018-2019 เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ เพราะมองว่าการเจรจาไม่ส่งผลให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนพฤติกรรมจนทำให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์และยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงแห่งชาติ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นไม่เห็นด้วย กับการประชุมสุดยอดดังกล่าว เกิดจากการรับรู้ (perception) ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มีต่อเกาหลีเหนือ เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นหวาดระแวงและมองว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ส่วนนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะก็มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับเกาหลีเหนือมาก่อน จึงไม่ไว้วางใจเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกันสังคมญี่ปุ่นก็มองว่าเกาหลีเหนือเป็นศัตรูมาตั้งแต่ในอดีต และโกรธเคืองเกาหลีเหนือในประเด็นการลักพาตัวชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ การเข้าหาเกาหลีเหนือของสหรัฐฯ ก็ทำให้ญี่ปุ่น มองว่า เป็นเรื่องที่กระทบต่อระบบพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ทำให้กลไกในการป้องปราม (deterrence) ลดประสิทธิภาพลง และจะเกิดผลกระทบต่อการถ่วงดุลอำนาจ (balance of power) ในภูมิภาค จนอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพภายในของญี่ปุ่น ในการป้องปรามภัยคุกคาม


การศึกษาแนวทางการประยุกต์แนวคิดการออกแบบบริการ (Service Design) ของภาครัฐ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มระบบบริการตีความพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Advance Tariff Ruling), กาญจนาพร ฉ่ำมณี Jan 2022

การศึกษาแนวทางการประยุกต์แนวคิดการออกแบบบริการ (Service Design) ของภาครัฐ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มระบบบริการตีความพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Advance Tariff Ruling), กาญจนาพร ฉ่ำมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการประยุกต์แนวคิดการออกแบบบริการรวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบบริการตีความพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Advance Tariff Ruling) ของกองมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากร กรมศุลกากร โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน, ระดับผู้บริหาร คณะทำงานพัฒนาฯ รวมทั้ง ผู้ใช้บริการ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ออกมาตามคุณสมบัติทางเทคนิคเป็นกระบวนการ 6 ขั้นตอน ได้แก่ การลงทะเบียน การยื่นเอกสาร การรอการตอบรับ การดำเนินการพิจารณาพิกัดอัตราศุลกากร การชำระเงิน และการแจ้งผล พบว่าแต่ละกระบวนการในแพลตฟอร์มยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน ผู้วิจัยจึงทำการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกค้นพบว่า ผู้ใช้บริการต้องการทราบถึงความคืบหน้าของกระบวนการดำเนินการพิจารณาตีความพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า เพื่อการสามารถวางแผนการนำเข้า ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบ “ระบบแสดงสถานะการดำเนินงานพิจารณาตีความล่วงหน้า” (ระบบย่อยที่ 2) อาจจะมีการกำหนดสถานะ “การพิจารณาขั้นต้น > การพิจารณาขั้นสุดท้าย” และการแสดงระยะเวลาการนับถอยหลังเพื่อให้ผู้นำเข้ามั่นใจได้ว่า จะแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลา 30/60 วันทำการ ในการออกแบบระบบแสดงสถานะดังกล่าว ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดการออกแบบบริการ (Service Design) ของภาครัฐ พบว่า หากต้องการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบฯ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ควรเป็นการทำงานร่วมกันของระหว่าง 3 ฝ่ายคือ เจ้าหน้าที่ ผู้ใช้บริการ บริษัทผู้พัฒนาระบบ ทั้งใน 3 ขั้นตอน นับตั้งแต่ การสำรวจและเก็บข้อมูล การออกแบบแนวคิด และการทดสอบและลงมือทำจริง ซึ่งในแต่ละขั้นตอนโดยเฉพาะขั้นตอนที่ให้ผู้ใช้บริการร่วมออกแบบตามหลักผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กีรติ ฐิติพงศกร Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กีรติ ฐิติพงศกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรกรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจ กองการเงิน และศึกษาหาแนวทางเพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กร การศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจ กองการเงิน ขั้นตอนเชิงปริมาณเกี่ยวข้องกับการสำรวจระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กร ขณะที่ขั้นตอนเชิงคุณภาพจะเป็นการสัมภาษณ์ข้าราชการตำรวจ กองการเงินและข้าราชการตำรวจที่เคยสังกัดกองการเงิน แต่ได้ย้ายไปอยู่หน่วยงานอื่น ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลเกี่ยวกับระดับการทำงาน และระยะเวลาปฏิบัติงานในหน่วยงาน ปัจจัยด้านลักษณะงาน ได้แก่ ความท้าทายในการทำงาน ความก้าวในการทำงาน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และอาศัยการทำงานเป็นทีม และปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงาน ได้แก่ เงินเดือนและสวัสดิการ การพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา และความรู้สึกว่าตนสำคัญต่อองค์กร ส่งผลต่อระดับความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ


การนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี, คมสัน วงศ์แหลมมัจฉา Jan 2022

การนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี, คมสัน วงศ์แหลมมัจฉา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐมาปฏิบัติของที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โดยมุ่งตอบคำถามว่าที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี มีการนำมาตรการประหยัดพลังงานไปปฏิบัติอย่างไร และมีภาระทางการบริหารอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเก็บข้อมูลสถิติค่าไฟ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 10 คน มีข้อค้นพบว่า นโยบายนี้มีลักษณะของมาตรการบังคับและ “ตัดเสื้อโหล” (One-size-fits-all) ที่ขาดความยืดหยุ่นต่อภารกิจและบริบทของหน่วยงาน การนำนโยบายไปปฎิบัติประสบปัญหาด้านทรัพยากร โดยที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรีสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ถึง 20.65% ในช่วงที่บังคับใช้มาตรการ โดยได้มีการสนองนโยบายอย่างเข้มข้น เช่น กำหนดระยะเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ ระยะเวลาพักหน้าจอคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ใช้งาน เนื่องจากต้องชดเชยในส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการประหยัดพลังงานได้ เช่น การปฏิบัติภารกิจบริการประชาชน และการใช้บริการจากหน่วยงานอื่น หรือหน่วยงานที่มีสถานที่ตั้งอยู่บนอาคารที่ว่าการอำเภอ และการที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน โดยพบว่าที่ทำการปกครองฯ ต้องแบกรับต้นทุนจากการปฏิบัติตามนโยบาย และต้นทุนด้านการเรียนรู้


ประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ที่ทำการปกครองอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี, จณิสตา อินทรสุวรรณโณ Jan 2022

ประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ที่ทำการปกครองอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี, จณิสตา อินทรสุวรรณโณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง "ประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน(กม.)อำเภอจอมบึงจังหวัดราชบุรี" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อทราบถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน และ เพื่อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน ในการศึกษา ครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการศึกษาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In – depth Interview) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการหมู่บ้านของอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำกลุ่มต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยบุคคล คือ ทักษะ ความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจ ในการทำงานตามหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน ปัจจัยกลุ่ม คือ กระบวนการทำงาน โครงสร้าง และภาวะผู้นำ และ ปัจจัยองค์การ คือ การสร้างแรงจูงใจ การประสานงาน สภาพแวดล้อม


การนำนโยบายไปปฏิบัติ: กรณีศึกษานโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (Universal Coverage For Emergency Patients: Ucep), จามีกร แคนนารี่ Jan 2022

การนำนโยบายไปปฏิบัติ: กรณีศึกษานโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (Universal Coverage For Emergency Patients: Ucep), จามีกร แคนนารี่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาของการนำนโยบาย UCEP ไปปฏิบัติ โดยใช้วิธีการศึกษาจากการค้นคว้าเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สื่อสังคมออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย UCEP จำนวน 7 คน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย 2) กลุ่มผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ 3) กลุ่มผู้รับประโยชน์จากนโยบาย โดยใช้ทฤษฎีการนำนโยบายไปปฏิบัติจากบนลงล่าง (Top-down Theory of Policy Implementation) ตามตัวแบบกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติของแวน มีเตอร์ และแวน ฮอร์น ผลการศึกษาพบว่าปัญหาของการนำนโยบาย UCEP ไปปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 6 ประเด็นดังนี้ 1) มาตรฐานและวัตถุประสงค์ของนโยบายยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควรทั้งในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ การวินิจฉัยระดับอาการของความฉุกเฉิน และการนำส่งผู้ป่วย 2) ทรัพยากรของนโยบายมีไม่เพียงพอ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างองค์การยังเกิดปัญหา การสื่อสารให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับนโยบายยังไม่ละเอียดครอบคลุม 4) องค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติ มีความพร้อมที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติ แต่ยังมีข้อจำกัดในบางเรื่อง 5) เงื่อนไขและทรัพยากรทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในตัวของนโยบาย UCEP และ 6) ความร่วมมือหรือการตอบสนองของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่าที่ควร ผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำนโยบาย UCEP ไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพและตอบสนองการต่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีข้อเสนอแนะให้มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม การทำนโยบาย CO-PAY การรวมระบบคู่สายต่าง ๆ เพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการจัดโครงการให้ความรู้กับประชาชาเกี่ยวกับนโยบาย UCEP เป็นต้น


บทบาทของสหภาพยุโรปในการจัดการปัญหาการลักลอบอพยพจากแอฟริกามายุโรปในห้วงปี 2017-ปัจจุบัน: กรณีศึกษาเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง, จารุวรรณ จั่นแจ้ง Jan 2022

บทบาทของสหภาพยุโรปในการจัดการปัญหาการลักลอบอพยพจากแอฟริกามายุโรปในห้วงปี 2017-ปัจจุบัน: กรณีศึกษาเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง, จารุวรรณ จั่นแจ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของสหภาพยุโรปในการจัดการปัญหาการลักลอบอพยพของชาวแอฟริกันไปยังทวีปยุโรปในห้วงปี 2017-ปัจจุบัน มุ่งศึกษาในเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง ซึ่งมีต้นทางจากประเทศในทวีปแอฟริกาตอนเหนือ ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังประเทศปลายทางในทวีปยุโรปคืออิตาลีและมอลตา โดยจะอธิบายคลอบคลุมถึงสถานการณ์ของปัญหาการอพยพ สาเหตุการอพยพ การดำเนินการของสหภาพยุโรปผ่านการบูรณาการภายในและการส่งเสริมความร่วมมือกับสหภาพแอฟริกาและประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง ตลอดจนศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่อการจัดการปัญหาผู้อพยพชาวแอฟริกันภายใต้สภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่ทั่วโลกเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้สถานการณ์การลักลอบอพยพของชาวแอฟริกันไปยังทวีปยุโรปทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้วิจัยใช้แนวคิดระบอบระหว่างประเทศ (International Regime) ภายใต้ทฤษฎีเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน Neoliberal Institutionalism (NI) มาอธิบายในฐานะที่เป็นกลไกที่ทำให้เกิดสถาบันระหว่างประเทศหรือเป็นตัวกลางในการติดต่อประสานงาน วางกติกา หรือกฎหมาย เพื่อจัดระเบียบหรือแก้ไขปัญหาผู้อพยพร่วมกัน


ความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย : กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี, จิรัชญา บุรุษพัฒน์ Jan 2022

ความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย : กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี, จิรัชญา บุรุษพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย: กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในจังหวัดปทุมธานีที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและเคยใช้บริการของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี จำนวน 263 คนสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างทำการสัมภาษณ์เชิงลึกจากประชาชนในจังหวัดปทุมธานีที่เคยใช้บริการศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี จำนวน 10 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ระดับความความไว้วางใจในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยส่วนบุคคล ด้านระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยที่แตกต่างกันมีผลต่อระดับความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ประกอบกับปัจจัยด้านความซื่อสัตย์ การตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง และความเป็นธรรม ส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และปัจจัยที่ส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีที่สำคัญมากที่สุด คือ ด้านการตอบสนอง (Beta = 0.299) รองลงมาคือ ด้านความน่าเชื่อถือ (Beta = 0.266) ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง (Beta = 0.232) ด้านความเป็นธรรม (Beta = 0.186) และด้านความซื่อสัตย์ (Beta = 0.130) ตามลำดับ ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มการต่อยอดในการพัฒนาความไว้วางใจผ่านปัจจัย 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการตอบสนอง ควรเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้พอเพียงกับปริมาณงาน 2.ด้านความน่าเชื่อถือ เจ้าหน้าที่ต้องมีองค์ความรู้และความชำนาญในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะความรู้ด้านกฎหมาย และเก็บข้อมูลของผู้มาร้องเรียนเป็นความลับ 3. ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง เจ้าหน้าที่ต้องมีความตั้งใจและเปิดกว้างรับฟังในทุกปัญหาความเดือดร้อน 4. ด้านความเป็นธรรม ปลูกฝังความเท่าเทียมทั้งในองค์กรและปฏิบัติภายใต้อำนาจหน้าที่อย่างยุติธรรม และ 5.ด้านความซื่อสัตย์ ปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์ในองค์กร ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับขององค์กรอย่างเคร่งครัด


ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล: กรณีศึกษาระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย, จิรัชยา จารุภาวัฒน์ Jan 2022

ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล: กรณีศึกษาระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย, จิรัชยา จารุภาวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความคิดเห็นของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ขอรับการส่งเสริมผ่านระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย เกี่ยวกับการเปิดใช้ระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย รวมถึงศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคในการเปิดใช้ระบบ เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานมากยิ่งขึ้น โดยการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ผู้ปฏิบัติงานในกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย และผู้ขอรับการส่งเสริมผ่านระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ในปีงบประมาณ 2566 ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ขอรับการส่งเสริม มีความคิดเห็นว่าการเปิดใช้ระบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานในแต่ละด้านดีมากขึ้น กล่าวคือด้านคุณภาพงาน (Quality) พบว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น, ด้านปริมาณงาน (Quantity) พบว่าทำให้ปริมาณงานและจำนวนผู้ปฏิบัติงานลดลง, ด้านเวลา (Time) พบว่าช่วยลดระยะเวลาในการปฏิบัติงานลง, และด้านค่าใช้จ่าย (Costs) พบว่าถึงแม้มีต้นทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาระบบ แต่ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจำเป็น เนื่องจากเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขอรับการส่งเสริม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานในระยะยาว อย่างไรก็ตามข้อค้นพบเกี่ยวกับประเด็นปัญหาและอุปสรรค ผู้วิจัยพบว่าผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ขอรับการส่งเสริม มีมุมมองแตกต่างกัน กล่าวคือผู้บริหารมองว่าปัญหาและอุปสรรคเกิดจากการที่หน่วยงานอยู่ในระหว่างการจัดทำนโยบายส่วนบุคคล ซึ่งทำให้ฟังก์ชั่นของระบบบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ ในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานมองว่าปัญหาและอุปสรรคส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างการเปิดใช้ระบบและหลังจากการปิดระบบไปแล้ว รวมถึงผู้ขอรับการส่งเสริมซึ่งพบว่ามีปัญหาและอุปสรรคระหว่างการเปิดใช้ระบบเช่นกัน ในการนี้งานวิจัยดังกล่าวสรุปแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงระบบจำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การพัฒนาและปรับปรุงระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย 2) การพัฒนาและปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงาน และ 3) การพัฒนาบุคลากรของกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย


แรงจูงใจของอาเซียนต่อการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของอินเดีย, จุฑารัตน์ บัวศรีจันทร์ Jan 2022

แรงจูงใจของอาเซียนต่อการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของอินเดีย, จุฑารัตน์ บัวศรีจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ท่ามกลางสภาวะการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุด อาเซียนได้ริเริ่มจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ขึ้น เพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค โดยเมื่อแรกเริ่มเจรจา RCEP มีสมาชิกทั้งหมด 16 ประเทศ แต่ภายหลังในปี 2019 อินเดียได้ถอนตัวออกจากการเจรจา จากความต้องการรักษาผลประโยชน์ภายในประเทศ อย่างไรก็ดี อินเดียมีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามาร่วมความตกลงอีกครั้งในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวและเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะถดถอย ซึ่ง RCEP เองก็ยังคงเปิดรับอินเดียให้กลับเข้ามาร่วมในฐานะสมาชิกดั้งเดิมได้เสมอ ซึ่งหากอินเดียตัดสินใจกลับเข้ามาร่วมในความตกลง RCEP อีกครั้งในอนาคต การตัดสินใจดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคเอเชียค่อยข้างสูง โดยจากการศึกษาพบว่า อินเดียจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนอย่างมาก โดยคาดว่าจะทำให้มูลค่า GDP ของอาเซียนเพิ่มขึ้น และการค้าระหว่างอาเซียนกับอินเดียภายใต้ความตกลง RCEP มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าสูงกว่าการค้าระหว่างอาเซียนกับอินเดียภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ซึ่งมีการเปิดเสรีในระดับที่น้อยกว่า นอกจากนี้ อินเดียจะช่วยให้อาเซียนมีดุลทางการค้าภายใต้ความตกลง RCEP เพิ่มขึ้น และสนับสนุนอาเซียนในการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในเอเชียใต้ รวมถึงการที่อินเดียเป็นสมาชิก RCEP จะส่งผลดีต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับอินเดีย ภายใต้กรอบความร่วมมืออื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน


ผลลัพธ์ด้านความเสมอภาคของนโยบาย Thai Select (พ.ศ. 2561 - 2566), ชลิดา เดชมนต์ Jan 2022

ผลลัพธ์ด้านความเสมอภาคของนโยบาย Thai Select (พ.ศ. 2561 - 2566), ชลิดา เดชมนต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามว่านโยบาย Thai SELECT (พ.ศ. 2561 - 2566) ส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายของนโยบายแต่ละกลุ่มเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรและผลลัพธ์ของนโยบายเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมหรือไม่ โดยใช้แนวคิดวงจรนโยบายในเรื่องการกำหนดนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งแนวคิดของความเสมอภาคมาเป็นแนวทางในการทำวิจัย งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ซึ่งข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้คือ นโยบาย Thai SELECT ส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายของนโยบายแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน ได้แก่ ร้านอาหารที่ประกอบอาหารไทยแบบดั้งเดิม ร้านอาหารขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ และร้านอาหารต้นทุนสูงที่พร้อมเข้ารับการประเมินตามเกณฑ์มีสิทธิได้รับการคัดเลือกมากกว่า เกณฑ์การคัดเลือกของโครงการมีความไม่แน่นอนส่งผลให้มีร้านอาหารถูกตัดสิทธิออกจากโครงการ ร้านอาหารที่ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจในกระทรวงพาณิชย์ชื่นชอบจะได้รับการอำนวยความสะดวกในการดำเนินการสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นกรณีพิเศษ และร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองจะได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการมากกว่า ดังนั้น ผลลัพธ์ของนโยบาย Thai SELECT จึงเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในสังคม แต่เนื่องจากนโยบายดังกล่าวไม่บรรลุวัตถุประสงค์และไม่มีประสิทธิผลมากนักจึงทำให้ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นต่อกลุ่มเป้าหมายของนโยบายแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไม่มากและทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมเกิดขึ้นไม่มากเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะคือ หากผู้กำหนดนโยบายต้องการให้นโยบายบรรลุผลควรประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้เข้มแข็ง พัฒนาตราสัญลักษณ์ที่มีอยู่เดิมให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนที่จะขยายขอบเขตไปช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มอื่น และควรสนับสนุนผู้ประกอบการด้านสาธารณูปโภคและราคาวัตถุดิบจึงจะทำให้นโยบาย Thai SELECT สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น