Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 5461 - 5490 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566 - 2570, ชัยพัฒน์ กุศลจิตต์
การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566 - 2570, ชัยพัฒน์ กุศลจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาครัฐและภาคเอกชน มีส่วนร่วม เหมือนหรือต่างกันอย่างไรในกระบวนการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย (พ.ศ. 2566 - 2570) รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีระดับการมีส่วนร่วมในกระบวนการของการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ (พ.ศ. 2566 - 2570) ระดับใด โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูล 6 คน จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ผลการศึกษาพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย (พ.ศ. 2566 – 2570) อยู่ในระดับ สร้างความร่วมมือ (ระดับที่ 4 จาก 5 อันดับ) โดยระดับการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคเอกชนไม่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองภาคส่วนนั้นมีประเด็นในการมีส่วนร่วมที่ต่างกัน โดยภาคเอกชนส่วนมากจะมีประเด็นในส่วนของการสะท้อนปัญหาหน้างานที่ได้ไปพบมาจากการใช้งานระบบโลจิสติกส์ที่ภาครัฐเป็นผู้พัฒนา ส่วนภาครัฐจะมีประเด็นการมีส่วนร่วมในส่วนของการตอบสนองต่อการดำเนินการของตนเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากส่วนใหญ่ภาครัฐมักจะชำนาญงานในส่วนของตนเอง และไม่ก้าวก่ายงานของหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม แม้ระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะอยู่ในระดับที่สูง แต่ระดับการมีส่วนร่วมดังกล่าวจำกัดเพียงการมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวชี้วัดที่ต้องการบรรลุเท่านั้น งานวิจัยพบว่า แม้ว่าแผนฉบับดังกล่าวจะเป็นแผนปฏิบัติการ แต่เนื้อหาของแผนไม่ได้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดแนวทางการบรรลุตัวชี้วัดจึงยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของแผนในขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติกรณีการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี, ชิติพัทร สุขขี
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติกรณีการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี, ชิติพัทร สุขขี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติกรณีการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี อุบัติเหตุทางถนนก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อความปลอดภัยสาธารณะ และการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงเหล่านี้ การศึกษานี้ใช้วิธีผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายในจังหวัดราชบุรี ขั้นตอนเชิงปริมาณเกี่ยวข้องกับการสำรวจระดับความคิดเห็นเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบนโยบายความปลอดภัยทางถนน ในขณะที่ขั้นตอนเชิงคุณภาพประกอบด้วยการสัมภาษณ์หน่วยงานที่กำหนดนโยบายและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยหลักสามประการที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายคือ ปัจจัยด้านทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงข้อจำกัดงบประมาณและการขาดแคลนบุคลากร ปัจจัยความร่วมมือหรือการตอบสนองการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและการประสานงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบาย และปัจจัยการติดตามผลการปฏิบัติงานเป็นกลไกที่มีความสำคัญต่อประสิทธิผลของนโยบาย การศึกษาครั้งนี้จึงเป็นข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนให้กับผู้กำหนดนโยบายที่จะสามารถพัฒนากลยุทธ์ที่กำหนดเป้าหมายเพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางถนนและลดการเกิดอุบัติเหตุในจังหวัดราชบุรี
บทบาทของรัฐบาลไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงปี พ.ศ.2557-2565, ณพาวัน วระกมล
บทบาทของรัฐบาลไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงปี พ.ศ.2557-2565, ณพาวัน วระกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของรัฐบาลไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงปี พ.ศ.2557-2565 โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น 2. เพื่ออธิบายวิธีการที่รัฐบาลไทยใช้ดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น และ 3. เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและใช้กรอบแนวคิดระบอบระหว่างประเทศเพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าการดำเนินการนโยบายต่างๆภายในประเทศของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์มีมาตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมิได้เป็นผู้ริเริ่มในการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองแต่จะเป็นผลมาจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงในระดับระหว่างประเทศในการกำหนดประเด็นวาระให้เป็นปทัสถานระหว่างประเทศ ต่อมาประเทศมหาอำนาจได้นำประเด็นการค้ามนุษย์มาทางด้านแรงงานมาเป็นเงื่อนไขเพื่อที่จะกำหนดมาตรการในการแทรกแซงทางด้านเศรษฐกิจได้อย่างชอบธรรม โดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปนั้นได้เป็นตลาดที่ส่งออกสินค้าสำคัญสำหรับประเทศไทย ส่งผลทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นตัวแสดงที่สำคัญที่สุดทำให้รัฐบาลไทยต้องปรับพฤติกรรมดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์อย่างจริงมากยิ่งขึ้น และมีสหภาพยุโรปเป็นอีกตัวแสดงเสริมทำให้รัฐบาลไทยปรับเปลี่ยนนโยบายการค้ามนุษย์เช่นกัน ซึ่งตัวแสดงทั้งสองต่างก็มีส่วนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประเทศที่ไม่ตรงกันให้ตรงตามแบบแผนของประเทศมหาอำนาจและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากอยู่ระบอบในการต่อต้านการค้ามนุษย์เหมือนกันและอีกประการเนื่องจากรัฐบาลไทยกลัวที่จะเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมง
ภาวะผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย: กรณีศึกษา การดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา, ณัชฐานันท์ รูปขจร
ภาวะผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย: กรณีศึกษา การดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา, ณัชฐานันท์ รูปขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องภาวะผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย กรณีศึกษา : การดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาภูมิหลังและชีวประวัติของศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย (2) เพื่อศึกษาความเป็นผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ในการดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา และ (3) เพื่อศึกษาประเมินความเป็นผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ในการดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทำการศึกษาจากเอกสาร (Documentary Study) และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (In – depth Interview) 5 กลุ่ม ประกอบด้วย (1) กลุ่มอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสมาชิกวุฒิสภา (2) กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายการเมือง (3) กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายข้าราชการประจำ (4) บุคคลผู้เห็นต่างในการทำหน้าที่ของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย และ (5) ทำการสัมภาษณ์ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชรวิชิตชลชัย เป็นหน่วยการศึกษาหลัก ในการทำหน้าที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา ผลการศึกษาพบว่า (1) ภูมิหลังและชีวประวัติของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย (socialization) สามารถอธิบายพื้นฐานความเป็นมาของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร ฯ ที่มีผลต่อรูปแบบลักษณะเชิงพฤติกรรมในการทำหน้าที่ทางการเมือง จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากวชิราวุธวิทยาลัย ระดับอุดมศึกษาปริญญาตรีจบจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติบัณฑิตไทยสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และปริญญาโทกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาล ก.พ. ตำแหน่งในการรับราชการที่สำคัญตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 4 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ฯลฯ เป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายในหลายวิทยาลัย จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้เป็น “ศาสตราจารย์พิเศษ” คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2556 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินปี 2557 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี 2562 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภา ผ่านการอบรมจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.41) และสถาบันพระปกเกล้า (ปปร.11) ซึ่งภูมิหลังถือหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ช่วยขัดเกลาความเป็นผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร ฯ ในกรอบของชนชั้นนำและมุมมองความคิดที่ยึดถือกฎหมายเป็นหลักอย่างเข้มแข็ง ในส่วนของการหล่อหลอมจากครอบครัว ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร ฯ เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง สมาชิกในครอบครัวรับราชการ …
การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อเวียดนามตั้งเเต่ยุคโอบามาจนถึงต้นยุค โจ ไบเดน, ณัฐนันท์ โพลงพันธ์
การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อเวียดนามตั้งเเต่ยุคโอบามาจนถึงต้นยุค โจ ไบเดน, ณัฐนันท์ โพลงพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามตั้งแต่ยุคบริหารของประธานาธิบดี บารัค โอบามา จนถึงยุคประธานาธิบดี โจ ไบเดน เพื่อทำความเข้าใจเหตุผลว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงให้ความสำคัญกับเวียดนาม โดยมุ่งตอบคำถามว่าแต่ละยุคสมัยนั้นการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อเวียดนามมีความต่อเนื่องและต่างกันอย่างไร โดยใช้แนวคิด partnership – alliance เป็นกรอบการวิเคราะห์ เพื่อเสนอจุดยืนว่า ทั้งสามนโยบาย Pivot to Asia, Free and Open Indo-Pacific และ Indo-Pacific Strategy ของสามยุคสมัยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โอบามา ทรัมป์ และโจ ไบเดน มีวัตถุประสงค์หลักที่ต่อเนื่องกันคือการคานการผงาดขึ้นมาของจีนที่เป็นมหาอำนาจใหม่ที่กำลังท้าทายสถานภาพของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคงไว้สถานะมหาอำนาจของสหรัฐฯ โดยเน้นส่งเสริมด้านเศรษฐกิจและ ความมั่นคง แต่แตกต่างกันตรงที่วิธีการดำเนินนโยบายต่อเวียดนามจะปรับตามแนวคิดของแต่ละยุคประธานาธิบดี
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราการระบายอากาศตาม ข้อมูลความหนาแน่นของบุคคลในอาคารสำนักงานเพื่อ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคโควิด-19, พิชชาพร ประพิณศรี
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราการระบายอากาศตาม ข้อมูลความหนาแน่นของบุคคลในอาคารสำนักงานเพื่อ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคโควิด-19, พิชชาพร ประพิณศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศผ่านระบบทางเดินหายใจเป็นสิ่งที่มนุษย์เผชิญมาตั้งแต่อดีต การควบคุมสภาพแวดล้อมสามารถลดปริมาณเชื้อโรค และความเสี่ยงในการติดเชื้อของผู้ใช้งานพื้นที่ได้ ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาแบบจำลองค่าความเสี่ยงในการติดเชื้อร่วมกับดัชนีชี้วัดระยะห่างทางสังคม และประสิทธิภาพอุปกรณ์ป้องกันซึ่งแบบจำลองมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยเพียง 10.78 เปอร์เซ็นต์จากตัวอย่างสถานการณ์จริงทั้งหมด 11 สถานการณ์ แบบจำลองใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นคนกับอัตราการระบายอากาศในพื้นที่ได้ เพื่อใช้กำหนดมาตรการป้องกันโรคติดต่อ เช่น การกำหนดความหนาแน่นคนในพื้นที่ การกำหนดระยะเวลาเข้าใช้ และการสวมใส่หน้ากากอนามัย ในงานวิจัยนี้วิเคราะห์จำนวนคนที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่เมื่อมีการระบายอากาศที่จำกัด กำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานของ ASHRAE 62.1 และวิเคราะห์หาอัตราการระบายอากาศที่เหมาะสมกับจำนวนคนที่เข้าออกโดยพื้นที่มีการรักษาค่าความเสี่ยงในการติดเชื้อที่ยอมรับได้ พื้นที่ตัวอย่าง คือ พื้นที่สำนักงาน ร้านอาหาร และบาร์ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อกำหนดระยะเวลาที่อยู่ในพื้นที่เป็นเวลา 1 – 3 ชั่วโมงและค่าความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่เกิน 0.01 – 0.05 ในที่ที่มีการระบายอากาศจำกัด การใส่หน้ากากอนามัยจะรับความหนาแน่นได้สูงกว่าการไม่ใส่หน้ากากอนามัย โดยเพิ่มขึ้นได้ 51.52 – 800.00 เปอร์เซ็นต์เมื่อพิจารณาค่าความเสี่ยงในการติดเชื้อที่ยอมรับได้มีค่าไม่เกิน 0.02 หากยอมรับค่าที่มากขึ้นได้จะทำให้พื้นที่สามารถรับคนได้มากขึ้น ในขณะที่การปรับอัตราการระบายอากาศตามจำนวนคนที่เข้าออกพื้นที่เพื่อรักษาค่าความเสี่ยงในการติดเชื้อให้ไม่เกิน 0.02 ในช่วงเวลาที่อยู่ในพื้นที่ 3 ชั่วโมง การใส่หน้ากากอนามัยจะทำให้สามารถลดอัตราการระบายอากาศลง แต่ยังคงมีค่าสูงกว่าค่าการระบายอากาศมาตรฐาน จึงกล่าวได้ว่า การระบายอากาศตามมาตรฐานมีค่าไม่เพียงพอในการรักษาค่าความเสี่ยงในการติดเชื้อให้ไม่เกิน 0.02 ในช่วงเวลาที่อยู่ในพื้นที่ 3 ชั่วโมง การปรับค่าดังกล่าวส่งผลให้ค่าพลังงานและค่าไฟฟ้าสูง ซึ่งในกรณีไม่ใส่หน้ากากอนามัย และใส่หน้ากากอนามัยสูงกว่าถึง 1,351 – 1,802 และ 169 – 269 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
The Difference Of Plasma 16s Ribosomal Bacterial Deoxyribonucleic Acid Level Between Cirrhotic Patients With And Without Hepatic Encephalopathy, Kessarin Thanapirom
The Difference Of Plasma 16s Ribosomal Bacterial Deoxyribonucleic Acid Level Between Cirrhotic Patients With And Without Hepatic Encephalopathy, Kessarin Thanapirom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Bacterial translocation (BT) and systemic inflammation play a key role in the pathogenesis of cirrhotic complications. The 16S ribosomal bacterial DNA (bactDNA) has been widely used as a marker of BT. The data on the relationship between BT, systemic inflammation and hepatic encephalopathy (HE) are scarce. This study aimed to assess the difference between plasma 16s ribosomal bactDNA and HE in patients with cirrhosis. Method: Cirrhotic patients without bacterial infection were enrolled at Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand, from August 2021 to December 2022. Grading of HE was classified by the West Haven Criteria and Psychometric hepatic encephalopathy score (PHES) …
Analysis Of Genetic Diversity In A Novel Vaccine Candidate, The Glutamic Acid-Rich Protein Of Plasmodium Falciparum (Pfgarp), Rattanaporn Rojrung
Analysis Of Genetic Diversity In A Novel Vaccine Candidate, The Glutamic Acid-Rich Protein Of Plasmodium Falciparum (Pfgarp), Rattanaporn Rojrung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Malaria vaccine development confronts high genetic polymorphism in some antigenic components of the vaccine candidates, which could potentially limit the vaccine efficacy. An antigen of Plasmodium falciparum, designated glutamic acid-rich protein (PfGARP), has recently been considered as a strong vaccine target against asexual-blood-stages parasite. It has been shown that naturally acquired anti-PfGARP antibodies elicited clinical protection against severe malaria among people living in hyperendemic areas. Furthermore, PfGARP has been involved in binding to human erythrocyte band 3, which induces erythrocyte aggregation and might bring about severe malaria. However, the extent of genetic variation in the pfgarp locus among field isolates …
Composition And Diversity Of Meibum Microbiota In Meibomian Gland Dysfunction And Its Correlation With Tear Cytokines Levels, Ubonwan Rasaruck
Composition And Diversity Of Meibum Microbiota In Meibomian Gland Dysfunction And Its Correlation With Tear Cytokines Levels, Ubonwan Rasaruck
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Meibomian gland dysfunction (MGD) is commonly caused by obstruction of the terminal meibomian gland duct, which is associated with alterations in the quantity and quality of the meibum. This may affect the composition of meibum microbiota, causing aberrant cytokine production, epithelial hyperkeratinization, and meibomian gland blockage. This cross-sectional study included 44 patients with moderate to severe MGD and 44 healthy controls, to determine the meibum microbiota by next-generation sequencing (NGS) and its association with tear cytokines levels. We observed reduced bacterial diversity in the meibum microbiota of patients with severe MGD. Significantly higher abundance of Bacteroides and Novosphingobium, and substantially …
ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนรายปีกับระดับความดันโลหิตและโรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, กัณฐรัชญ์ จันรุ่งเรือง
ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนรายปีกับระดับความดันโลหิตและโรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, กัณฐรัชญ์ จันรุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอนเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก ที่ผ่านมามีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับโรคความดันโลหิตสูง แต่มีข้อมูลน้อยมากในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 รายปีกับระดับความดันโลหิต และความชุกของโรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multilevel Generalized linear model และ Multilevel binary logistic regression model โดยมีกำลังพลทหารจำนวนทั้งสิ้น 89,641 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบความชุกโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 23.1 และพบว่าปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 รายปี มีความสัมพันธ์กับความชุกของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อควบคุมลักษณะของประชากร พฤติกรรมสุขภาพ สารมลพิษอื่น และลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา โดยไม่พบการตอบสนองต่อปริมาณที่ชัดเจน ซึ่งระดับฝุ่นละออง PM2.5 รายปีที่ ควอไทล์ที่ 4 สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความชุกของโรคความดันโลหิตสูง (OR 1.44, 95% CI = 1.20-1.72) และระดับความดันซิสโตลิก (ß 1.05 mmHg, 95% CI = 0.33-1.77) มากที่สุด และระดับฝุ่นละออง PM2.5 รายปีที่ควอไทล์ที่ 2 สัมพันธ์การเพิ่มขึ้นของระดับความดันไดแอสโตลิก (ß 0.80 mmHg, 95% CI = 0.43-1.18) มากที่สุด โดยสรุป การศึกษานี้เพิ่มหลักฐานสนับสนุนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 ระยะยาวกับการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิตและการเกิดโรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบกไทย
สุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก, ปพนพัชร์ ชัยศิริวิกรม
สุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก, ปพนพัชร์ ชัยศิริวิกรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษากลุ่มเด็กและเยาวชนภายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน โดยดำเนินการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อศึกษาเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเอง ความเกี่ยวข้องกันของสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเอง รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องของสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษกซึ่งเป็นเพศชายทั้งหมดจำนวน 52 คน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานทั่วไป แบบประเมินสุขภาวะทางจิต และแบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองระดับปานกลางคือร้อยละ 48.1 และร้อยละ 65.4 ตามลำดับ พบคะแนนของสุขภาวะทางจิตและคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองของกลุ่มตัวอย่างมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวกระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.740, p<0.01) และพบว่าปัจจัยเกี ่ยวกับการมีแบบอย่างที ่ดีในปัจจุบันมี นัยสำคัญทางสถิติที ่เกี ่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิต (p<0.05) โดยเป็นปัจจัยเดียวที ่เกี ่ยวข้องกับสุข ภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังจากการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกยังคงพบนัยสำคัญทาง สถิติในการทำนายระดับสุขภาวะทางจิต (B=-1.402, p<0.05) แต่ทว่าไม่พบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการ เห็นคุณค่าในตนเองของกลุ ่มตัวอย่างในครั ้งนี้ ผลจากการศึกษานี ้สามารถเป็นแนวทางในการดูแล และส่งเสริมเด็กและเยาวชนภายในศูนย์แห่งนี ้ให้มีสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเอง เพิ่มขึ้นในอนาคต
การศึกษาเปรียบเทียบภาพลักษณ์ของผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ปัณณวิชญ์ มูลแก้ว
การศึกษาเปรียบเทียบภาพลักษณ์ของผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ปัณณวิชญ์ มูลแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาบรรยายเชิงเปรียบเทียบเพื่อศึกษาภาพลักษณ์ของผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ จำนวน 320 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจากผู้ป่วยที่เข้ารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตติยภูมิ เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 3 โรงพยาบาล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ส่วน คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามภาพลักษณ์ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ของแบบสอบถามภาพลักษณ์ได้เท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบทีและสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ภาพลักษณ์ของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาพลักษณ์ก่อนการผ่าตัดทำทางบี่ยงหลอดเลือดหัวใจอยู่ในระดับดีมาก โดยค่าเฉลี่ยคะแนนภาพลักษณ์เท่ากับ 13.10 ± 4.14 คะแนน 2. ภาพลักษณ์ของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาพลักษณ์หลังการผ่าตัดทำทางบี่ยงหลอดเลือดหัวใจอยู่ในระดับดี โดยค่าเฉลี่ยคะแนนภาพลักษณ์เท่ากับ 19.49 ± 6.61 คะแนน 3. เมื่อเปรียบเทียบภาพลักษณ์ก่อนและหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ พบว่า ภาพลักษณ์ก่อนและหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = -24.16, df = 319, p = 0.00) 4. เมื่อพิจารณา 7 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรเพศ อายุ อาชีพ โรคร่วม ดัชนีมวลกาย สถานภาพสมรสและระดับการศึกษา พบว่าภาพลักษณ์ก่อนและหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F = 544.484, F = 136.410, F = 199.973, F = 183.928, F = 165.042, F = 391.982, F = 361.773 ตามลำดับ)
ผลของโปรแกรมการสอนแนะที่เน้นการออกกำลังกายแบบนิวโรบิกส์ต่อความจำและการทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, รัชฎาพร แสนเมือง
ผลของโปรแกรมการสอนแนะที่เน้นการออกกำลังกายแบบนิวโรบิกส์ต่อความจำและการทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, รัชฎาพร แสนเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้ ศึกษาผลของโปรแกรมการสอนแนะที่เน้นการออกกำลังกายแบบนิวโรบิกส์ต่อความจำและการทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดระยะหลังเฉียบพลัน ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 40 ปี ขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษา ณ Siriraj Acute Stroke Unit โรงพยาบาลศิริราช จำนวน 34 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 17 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสอนแนะที่เน้นการออกกำลังกายแบบนิวโรบิกส์ ที่พัฒนาจากแนวคิดการสอนแนะของ Girvin (1999) ร่วมกับแนวคิดการออกกำลังกายแบบนิวโรบิกส์ของ Katz and Rubin (1999) 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ระหว่างการวิจัยมีกลุ่มควบคุม 1 คน ถูกคัดออกจากการศึกษา จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 33 คน ประเมินความจำ ด้วยแบบประเมินพุทธิปัญญา และประเมินการทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการ ด้วยแบบทดสอบการทำหน้าที่ของสมองกลีบฟรอนทรัล ค่าความเที่ยงของทั้งสองเครื่องมือ จากการหาความสอดคล้องภายใน ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .82 เท่ากัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Descriptive Statistics, Pearson Chi-square, Fisher's Exact test และ t-test ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ ค่าเฉลี่ยคะแนนความจำและการทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการหลังทดลองของทั้งสองกลุ่มสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยคะแนนความจำและการทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการหลังทดลองของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการสอนแนะที่เน้นการออกกำลังกายแบบนิวโรบิกส์ สามารถช่วยให้ความจำและการทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการหลังโรคหลอดเลือดสมองมีการฟื้นตัวเพิ่มมากขึ้น พยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวด้านความจำและการทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองได้
Development Of Plant-Produced Bispecific Monoclonal Antibody Targeting Pd-L1 And Ctla-4 For Cancer Immunotherapy, Christine Joy Isip Bulaon
Development Of Plant-Produced Bispecific Monoclonal Antibody Targeting Pd-L1 And Ctla-4 For Cancer Immunotherapy, Christine Joy Isip Bulaon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Checkpoint blockade immunotherapy has transformed the course of cancer treatments. The use of monoclonal antibodies (mAbs) specific against immune checkpoints has displayed satisfactory clinical benefits. However,its effectiveness is limited to just a small percentage of cancer patients. In this work, a recombinant DVD-AT2C bispecific antibody (bsAb) was developed for dual inhibition of PD-1/PD-L1 and CTLA-4 axes and produced in plants. Plant system was utilized as an alternative protein production platform. Transient expression of DVD-AT2C targeting PD-L1 and CTLA-4 in Nicotiana benthamiana was determined highest after 4 days of infiltration. The size, assembly, and protein properties of the purified bsAb were …
Development Of Plant-Produced Anti-Il-6r Mab, Namthip Kaewbandit
Development Of Plant-Produced Anti-Il-6r Mab, Namthip Kaewbandit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
After the body is invaded by pathogens, it responds by secreting cytokines, for example, interleukin 6 (IL-6), which activates an intracellular signaling pathway involving JAKs/STAT3 through phosphorylation. However, overexpression of pSTAT-3 can lead to a positive feedback loop of IL-6, causing the release of more cytokines and potentially leading to cytokine storm. Thus, inhibition of IL-6 signaling is another important target for Cytokine storm treatment. Tocilizumab, a humanized IL-6R antibody has been approved for RA treatment. There are several concerns about mammalian cell protein expression systems, such as higher production costs and pathogen contamination risks. Recently, plants have become increasingly …
Identification Of Aroma Compounds In Thai Colored Rice Varieties, Supawat Jindawatt
Identification Of Aroma Compounds In Thai Colored Rice Varieties, Supawat Jindawatt
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Consumers are interested in colored rice because its health benefits and its high fiber and protein content. Normally, the colored rice smell is generally not as strong as the jasmine rice. The first objective of this research was to investigate the proper preheated time and headspace incubation temperature to extract as many volatile compounds as possible from Thai-colored rice using the static headspace GC-MS approach. Secondly, this study aimed to identify the key volatile aroma compounds in Thai native-colored rice varieties. For optimum conditions, Red Hawm Rice (KDML105R-PSL-E-14) was used in this study. The optimal condition was preheated in a …
อิทธิพลของพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์ต่อความสุขเชิงอัตวิสัยโดยมีการเห็นคุณค่าในตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ, กิตติภพ ถนอมรอด
อิทธิพลของพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์ต่อความสุขเชิงอัตวิสัยโดยมีการเห็นคุณค่าในตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ, กิตติภพ ถนอมรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟ (active) และความสุขเชิงอัตวิสัย และสำรวจการเห็นคุณค่าในตนเองในฐานะตัวแปรส่งผ่าน โดยมีการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมจากผู้ใช้งานอื่นในเครือข่ายมาเป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้เป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุ18-22 ปี จำนวน 207 คน แบ่งเป็นเพศชาย 43 คน และเพศหญิง 164 คน โดยที่กลุ่มตัวอย่างต้องมีการใช้งานทวิตเตอร์ในลักษณะที่มีการปฏิสัมพันธ์ มีส่วนร่วมในกิจกรรมกับชุมชนและเครือข่ายของตนเอง และมีการทวีตข้อความลงในทวิตเตอร์ของตนเอง ภายใน 1 เดือนก่อนการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ถดถอย โมเดลการกำกับอิทธิพลการส่งผ่าน (moderated mediation model) ในการทดสอบสมมติฐานการวิจัย ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า พฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม (r = .62, p < .01) และความสุขเชิงอัตวิสัย (r = .20, p < .01) อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเอง (r = .10, p > .05) ไม่แตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากการทดสอบสมมติฐานพบว่า พฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟไม่มีอิทธิพลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (b = -.02, p > .05) ซึ่งไม่พบอิทธิพลของการเห็นคุณค่าในตนเองในฐานะตัวแปรส่งผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟและความสุขเชิงอัตวิสัย และไม่พบอิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟและการเห็นคุณค่าในตนเอง (b= .02, p > .05) ในขณะที่พบอิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟและความสุขเชิงอัตวิสัย (b = .07, p < .05) ซึ่งโมเดลการกำกับ สามารถทำนายความแปรปรวนของความสุขเชิงอัตวิสัยได้ร้อยละ 62 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = .62, F(7, 199) = 64.29, p < .01)
ประสบการณ์การยอมรับตนเองของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, จันทิกา ลิ่มพงศธร
ประสบการณ์การยอมรับตนเองของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, จันทิกา ลิ่มพงศธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยา วัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับตนเองของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง อายุระหว่าง 63 ปี ถึง 79 ปี จำนวน 6 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกใช้คำถามสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผลการศึกษาพบประสบการณ์การยอมรับตนเอง 3 ประเด็นหลัก กล่าวคือ ประเด็นที่ 1 กาย-ใจเปราะบางจากสุขภาพที่เสื่อมถอยและภาวะพึ่งพิง ครอบคลุม 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ การตระหนักในสภาพร่างกายที่เสื่อมถอย การที่ต้องใช้ชีวิตอย่างระแวดระวัง พึ่งตัวเองได้น้อยลง ความรู้สึกรู้สึกอึดอัดใจ กังวลใจ ท้อแท้ใจ เมื่อทำสิ่งที่เคยทำไม่ได้ และความรู้สึกเกรงใจ ที่เป็นภาระผู้อื่น ประเด็นที่ 2 ความสัมพันธ์และหลักยึดทางใจช่วยให้ทำใจเมื่อต้องพึ่งพิงผู้อื่น ครอบคลุม 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ ความรักและความห่วงใยของคนรอบข้าง และการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาและมีหลักยึดเหนี่ยวทางใจ และประเด็นที่ 3 ยอมรับ ปรับการใช้ชีวิต และเปิดใจต้อนรับการเปลี่ยนแปลง ครอบคลุม 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ ยอมรับและปรับการใช้ชีวิต และเปิดใจต้อนรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความรู้ความเข้าใจดังกล่าวสามารถนำมาเป็นฐานในการเข้าใจประสบการณ์ของผู้รับบริการที่เป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง รวมถึงสามารถนำไปต่อยอดการศึกษาการบำบัดทางจิตวิทยาสำหรับผู้สูงอายุและครอบครัวต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงในงานและความต้องการลาออก: บทบาทของภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และการฟื้นพลัง, ณิชารีย์ เสนะวัต
ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงในงานและความต้องการลาออก: บทบาทของภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และการฟื้นพลัง, ณิชารีย์ เสนะวัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงในงานและความตั้งใจลาออก (2) ศึกษาบทบาทของภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในฐานะตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ข้างต้น (3) ศึกษาบทบาทของการฟื้นพลังในฐานะตัวแปรกำกับระหว่างความสัมพันธ์ของความไม่มั่นคงในงานและภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลและระหว่างความสัมพันธ์ของความไม่มั่นคงในงานและความตั้งใจลาออก กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครจำนวน 456 คน ซึ่งคิดเป็น 32.57% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ (1) มาตรวัดความต้องการลาออก (2) มาตรวัดความไม่มั่นคงในงาน (3) มาตรวัดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล (4) มาตรวัดการฟื้นพลัง ผลการวิจัยพบว่า 1. ความไม่มั่นคงในงานสามารถทำนายภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลและความตั้งใจลาออกได้อย่างมีนัยสำคัญ 2. ไม่พบนัยสำคัญของภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในการส่งผ่านความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงในงานและความต้องการลาออก 3. การฟื้นพลังสามารถลดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในกรณีที่พนักงานมีความไม่มั่นคงในงานสูงได้
อิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ผ่านภาพประกอบ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพา, รัตนกร แก้ววานิช
อิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ผ่านภาพประกอบ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพา, รัตนกร แก้ววานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจที่มีต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาเมื่อนักศึกษาอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัย ผู้ร่วมการทดลองในงานวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 222 คน ซึ่งตอบมาตรวัดความต้องการทางปัญญา แล้วจึงอ่านข้อความโน้มน้าวใจที่ถูกจัดกระทำให้มีคุณภาพของข้อโต้แย้งสูงหรือต่ำ และมีภาพประกอบที่มีความเหมือนมนุษย์หรือไม่มีความเหมือนมนุษย์ แล้วตอบมาตรวัดเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาในบริเวณมหาวิทยาลัย และเขียนรายงานความคิดที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังอ่านสารโน้มน้าวใจ ผลการวิเคราะห์พบการปฏิสัมพันธ์ 3 ทางระหว่างตัวแปรต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจอิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ในการเปลี่ยนเจตคติต่อพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
Surface-Enhanced Raman Scattering Technique For Nanoplastics Detection, Boonphop Chaisrikhwun
Surface-Enhanced Raman Scattering Technique For Nanoplastics Detection, Boonphop Chaisrikhwun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The size-dependent effect of nanoplastics (NPLs) restricts the quantification of NPLs by surface-enhanced Raman scattering (SERS) technique. In this study, we successfully established an innovative preparation method to eliminate this effect. This developed SERS method allowed us to quantify 100-, 300-, 600-, and 800-nm polystyrene nanospheres (PSNSs) in diverse aqueous conditions at a low concentration. The SERS substrate was easily fabricated and used as NPLs signal enhancement with sputtering gold particles onto a glass cover slide. By preconcentrating and dissolving PSNSs in toluene, SERS technique can be successfully quantify NPLs at extremely low concentrations with a limit of detection (LOD) …
Enzyme-Free Hydrogen Peroxide Sensor From Dual-Shaped Plasmonic Silver Nanoparticles, Charles Oliver Avenido
Enzyme-Free Hydrogen Peroxide Sensor From Dual-Shaped Plasmonic Silver Nanoparticles, Charles Oliver Avenido
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A novel growth-based strategy for the determination of hydrogen peroxide has been developed using a mixture of silver nanospheres (AgNSs) and citrate-capped silver nanoprisms (AgNPrs). The unique ability of hydrogen peroxide to oxidize silver nanoparticles and reduce silver metal consequently was exploited to produce a highly sensitive and selective sensor (AgNSs/NPrs). Citrate-capping of the AgNPrs only allows the lateral growth that resulted in a red shift and intensity enhancement of the in-plane dipole plasmon resonance (IPDPR) band. Consequently, distinct hues from yellow, orange, red, purple to blue were produced from the diluted sensors. Ratiometric analysis was employed to quantify H2O2 …
Theoretical Study Of Lithium Absorption In Silicon Nanostructures For Application As Anodes In Lithium-Ion Batteries, Fadjar Mulya
Theoretical Study Of Lithium Absorption In Silicon Nanostructures For Application As Anodes In Lithium-Ion Batteries, Fadjar Mulya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The absorption and adsorption of lithium in silicon nanostructures: silicon quantum dots (SiQDs), silicon nanowires (SiNWs) and silicon nanopores (SiNPs) were studied using density functional theory (DFT) with M06-2X hybrid functional and 6-31G+(d) basis set. The tetrahedral sites, both Tdinner and Tdsurface, are the most preferred sites for lithiation due to their favorable binding energy profiles. For single lithium absorption and adsorption, SiQDs exhibit a binding energy of 1 eV, SiNWs demonstrate a binding energy of 1.28 eV, and SiNPs display a binding energy of 0.73 eV. Similarly, multiple lithium adsorptions yield binding energies of 1.12 eV for SiQDs, 1.21 …
Production Of Vanillate From Lignin Derivatives Using Genetically Modifiedescherichia Coli, Jedsadakorn Ninrat
Production Of Vanillate From Lignin Derivatives Using Genetically Modifiedescherichia Coli, Jedsadakorn Ninrat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vanillic acid is an important compound used in food, beverage, fragrance, and pharmaceutical industries. Vanillic acid can be produced by using either natural plant, native, and engineered microorganisms. However, the industrial scale production of vanillic acid compound still difficult due to low yielding production which can be improved by metabolic engineering of bacterial cells. Hence, the efficient biocatalyst, engineering, and biotechnology process can be a promising strategy to enhance vanillic acid production from lignin derivatives and strengthen the large-scale production for industrial approach. Among several lignin-derived compounds, ferulic acid is a widely used substrate for vanillic acid production. Recently, the …
Isolation And Characterization Of Methyl Viologen-Resistant Synechocystis Sp. Pcc 6803 Mutants, Jidapa Leksingto
Isolation And Characterization Of Methyl Viologen-Resistant Synechocystis Sp. Pcc 6803 Mutants, Jidapa Leksingto
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Methyl viologen (MV) is a widely used herbicide that competes electrons from photosystem I and induces the formation of active radical species causing cellular oxidative stress in plants and photosynthetic cyanobacteria. However, the exact target molecule of methyl viologen in the cells has yet to be identified. This study aimed to identify the mutation(s) that lead to MV resistance in cyanobacterium Synechocystis sp. PCC 6803. Synechocystis wild type was cultured for 30 days to reach the stationary-growth phase to allow the occurrence of spontaneous mutations in aged cells. Approximately 109 cells were spread on an agar medium containing high MV …
Dna-Templated Synthesis Of Cationic Styryl Dyes, Kriangsak Faikhruea
Dna-Templated Synthesis Of Cationic Styryl Dyes, Kriangsak Faikhruea
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Styryl dye is a class of pi-conjugated dye that shows several desirable optical properties, such as high photostability, solvatochromic characteristics, and high fluorescence quantum yields. Due to the responsiveness to the binding with the target biomolecules such as nucleic acids, some of these dyes have been widely employed for biomolecular detection and cellular imaging. These dyes are typically synthesized via an aldol-type reaction between a methyl heterocycle and an aromatic aldehyde in the presence of acid or base as a catalyst. However, the conventional method of synthesizing these dyes is inefficient, time-consuming, and involves the use of excessive chemicals, as …
Screening Of Lactic Acid Bacteria That Have Health Promoting Effect From Thai Local Fermented Foods, Md Faridunnabi Nayem
Screening Of Lactic Acid Bacteria That Have Health Promoting Effect From Thai Local Fermented Foods, Md Faridunnabi Nayem
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Aging has become one of the most important health considerations. Aging is caused by the generation of reactive oxygen species and the activity of free radicals which degenerate the cells in the human body. Aging is the prime factor for different types of diseases like cancer, cardiovascular problems, type II diabetics, hypertension, imbalance of important gut microbiota, and other diseases. Probiotics from fermented foods aid in health promoting functionalities as a function of antioxidant activity and promoting longevity which allows them to be a potential source of supplement. These factors open an interesting prospect of screening well known probiotics, especially …
Gut Microbiome And Epigenetics Analysis Of Common Long-Tailed Macaque Macaca Fascicularis Fascicularis And Burmese Long-Tailed Macaque M. Fascicularis Aurea In Different Habitat Types, Raza Muhammad
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Macaca fascicularis (long-tailed macaques) occupy a wide habitat range in Southeast Asia and are divided into 10 subspecies. Among the 10 subspecies, M. f. fascicularis (Mff) encompassed the largest distribution, and M. f. aurea (Mfa) was the only Old-World monkey reported using stone as tools to forage encased food. Previous studies indicated the distinctive genetic characteristics between the two subspecies, and Mfa primarily inhabited coastal and estuary habitats to a greater extent than the overall Mff populations. Thus, the ecological conditions appeared to be conducive to natural selection of stone-tool use behavior. Based on the current interest in an association …
Discrimination Of Geographical Origins Of Coffees By Paper Spray Mass Spectrometry, Rujirat Pumbua
Discrimination Of Geographical Origins Of Coffees By Paper Spray Mass Spectrometry, Rujirat Pumbua
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Coffee is one of the most important agricultural commodities, and the demand for specialty coffee and single-origin coffees is also increasing significantly. Methods that can effectively differentiate the origins of coffee is tremendously beneficial. In this work, paper spray – mass spectrometry (PS-MS) was used as a tool for collecting chemical profiles of coffees for differentiating their origins. The acquired data was then processed by principal component analysis (PCA) and linear discriminant analysis (LDA), resulting in successful identification of the origins of coffee with prediction accuracies of 80-100%. Studies with the aforementioned performance include the discrimination of Arabica vs Robusta, …
Cyanide Fluorescent Sensors From Indolium-Fluorophore Conjugates, Siraporn Soonthonhut
Cyanide Fluorescent Sensors From Indolium-Fluorophore Conjugates, Siraporn Soonthonhut
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Indolium conjugated with three fluorophores including julolidine, triphenylamine, and pyrene (INJ, INT, INP) were successfully synthesized via condensation reaction with an excellent yield over 80%. All of derivatives were fully characterized and investigated the photophysical properties revealing that synthesized indolium-fluorophore conjugates has a negligible quantum yield. All synthesized compounds expressed the great selectivity toward cyanide ion indicating by colorimetric and fluorescence signal change due to internal charge transfer process (ICT) was interrupted. The sensitivity on cyanide detection was carried on both colorimetric and fluorescence mode resulting the excellent sensitivity on INT and INJ which can be operated for analysis of …