Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 15271 - 15281 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การประมาณค่าสภาพด่างฟีนอล์ฟทาลีนและค่าสภาพกรดรวมในกระบวนการเตรียมพื้นผิวชิ้นงานด้วยวิธีการถดถอยบางส่วนกำลังสองน้อยที่สุด, ชลธร ช้างพิงงา
การประมาณค่าสภาพด่างฟีนอล์ฟทาลีนและค่าสภาพกรดรวมในกระบวนการเตรียมพื้นผิวชิ้นงานด้วยวิธีการถดถอยบางส่วนกำลังสองน้อยที่สุด, ชลธร ช้างพิงงา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในกระบวนการเคลือบสี กระบวนการเตรียมพื้นผิวชิ้นงาน (Pretreatment process) เป็นการดำเนินงานที่สำคัญมากงานหนึ่ง ประกอบด้วยขั้นตอนการล้างด่าง (Degreasing step) เพื่อล้างเอาฝุ่นรวมถึงคราบไขมันออกจากชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ และขั้นตอนการเคลือบผิวโลหะ (Coating step) เพื่อเพิ่มพฤติกรรมการต้านทานการกัดกร่อนของโลหะ กระบวนการนี้ใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดมลภาวะทางน้ำ และเกิดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการบำบัดน้ำเสีย ความสามารถในการควบคุมเข้มข้นของสารละลายในกระบวนการเตรียมพื้นผิวชิ้นงานให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมก่อให้เกิดการใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิผล และส่งผลถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความเข้มข้นของสารทำความสะอาดในบ่อล้างไขมันสามารถตรวจวัดได้ด้วยการไตเตรทค่าสภาพด่างฟีนอล์ฟทาลีน (Phenolphthalein Alkalinity: P-Alkalinity) และความเข้มข้นของสารละลายบ่อการเคลือบผิวสามารถตรวจวัดได้โดยการไตเตรตค่าสภาพกรดรวม (Total-Acidity) กระบวนการนี้ทำโดยคนนำมาซึ่งความผิดพลาดที่ไม่น่าพอใจ ดังนั้นการควบคุมความเข้มข้นของสารละลายในบ่อทั้งสองจึงกลายเป็นเรื่องที่ยากมากื งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการประมาณค่าสภาพด่างฟีนอล์ฟทาลีน และค่าสภาพกรดรวม ซึ่งแสดงถึงความเข้มข้นของสารละลายในบ่อล้างไขมันและบ่อเคลือบผิวตามลำดับ โดยอาศัยตัวแปรที่วัดค่าได้ ค่าความเป็นกรด-ด่าง ค่าสภาพการนำไฟฟ้า ค่าความหนาแน่น และอุณหภูมิ กระบวนเตรียมพื้นผิวชิ้นงานของโรงงานแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องปรับอากาศจะนำมาใช้เป็นกรณีศึกษา วิธีการประมาณนี้จะอาศัยหลักการทางสถิติ และวิธีการถดถอยบางส่วนกำลังสองน้อยที่สุด (Partial Least Squared Regression: PLS) งานวิจัยพบว่าวิธีนี้จะให้ค่าประมาณสภาพด่างฟีนอล์ฟทาลีน และค่าสภาพกรดรวมที่มีค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 7.45 และ 4.29 ตามลำดับ
อิทธิพลของสารต้านจุลินทรีย์ซิงค์ออกไซด์และคาร์วาครอลต่อสมบัติของบรรจุภัณฑ์อาหารที่เตรียมจากพอลิบิวทิลีนซัคซิเนต, ศสิณี วิบูรณวงศ์
อิทธิพลของสารต้านจุลินทรีย์ซิงค์ออกไซด์และคาร์วาครอลต่อสมบัติของบรรจุภัณฑ์อาหารที่เตรียมจากพอลิบิวทิลีนซัคซิเนต, ศสิณี วิบูรณวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พอลิบิวทิลีนซัคซิเนต (PBS) เป็นพลาสติกย่อยสลายได้ทางธรรมชาติกลุ่มพอลิเอสเทอร์ ที่มีสมบัติใกล้เคียงกับพลาสติกจากปิโตรเคมี งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาฟิล์มบรรจุภัณฑ์อาหาร PBS ที่สามารถต้านเชื้อจุลินทรีย์ได้โดยการเติมสารต้านจุลินทรีย์ 2 ชนิด คือ ซิงค์ออกไซด์ (ZnO) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสารต้านจุลินทรีย์จากสารเคมี และคาร์วาครอล (Carvacrol) ซึ่งเป็นสารต้านจุลินทรีย์จากธรรมชาติ งานวิจัยนี้ศึกษาอิทธิพลของปริมาณสารต้านจุลินทรีย์แต่ละชนิด ร้อยละ 2, 4, 6, 8 และ10 โดยน้ำหนัก ต่อการยับยั้งเชื้อ E.coli (แบคทีเรียแกรมลบ) และ S.aureus (แบคทีเรียแกรมบวก) พร้อมทั้งศึกษาอิทธิพลของความหนาของฟิล์ม PBS ที่ผสมสารต้านเชื้อจุลินทรีย์แต่ละชนิด ระดับความหนา 50 75 และ 100 ไมโครเมตร ต่อสมบัติเชิงกลและการยับยั้งเชื้อ ผลการทดสอบบริเวณยับยั้งเชื้อ (Clear zone) ด้วยวิธีการแพร่ในอาหารเลี้ยงเชื้อแบบแข็ง (Agar diffusion method) พบว่า เริ่มพบบริเวณยับยั้งเชื้อ S.aureus และพบบริเวณยับยั้งเชื้อ E.coli เมื่อเติม ZnO ร้อยละ 6 โดยน้ำหนัก สำหรับฟิล์มหนา 50 ไมโครเมตร ในทำนองเดียวกัน เริ่มพบบริเวณยับยั้งเชื้อ S.aureus เมื่อเติม Carvacrol ร้อยละ 4 โดยน้ำหนัก แต่เริ่มพบบริเวณยับยั้งเชื้อ E.coli เมื่อเติม Carvacrol ร้อยละ 6 โดยน้ำหนัก ผลการทดสอบสมบัติเชิงกล พบว่า ฟิล์ม PBS/ZnO มีระยะยืด ณ จุดขาดและความต้านทานแรงกระแทกลดลง เมื่อปริมาณ ZnO มากขึ้น เพราะอนุภาค ZnO เป็นสารอนินทรีย์ที่มีความแข็งมากกว่า PBS และ ZnO มิได้สร้างพันธะยึดติดกับ PBS ดังยืนยันโดยผลทดสอบ FTIR การตรวจดูระดับจุลภาค พบ ZnO จับตัวเป็นกลุ่มก้อนเมื่อปริมาณ ZnO …
การศึกษากลยุทธ์ทางธุรกิจของมิเตอร์อัจฉริยะ, ธนพินท์ มังคละภาณุพงศ์
การศึกษากลยุทธ์ทางธุรกิจของมิเตอร์อัจฉริยะ, ธนพินท์ มังคละภาณุพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นการศึกษาแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจของมิเตอร์อัจฉริยะ ที่ใช้ Balanced Scorecard ในการแปลงกลยุทธ์ไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาดัชนีชี้วัด (Key Performance Indicator: KPI) และ ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ (Critical Success Factor: CSF) สำหรับขั้นตอนในการทำ Balanced Scorecard จะเริ่มจากการกำหนดวิสัยทัศน์ และพันธกิจ ของธุรกิจมิเตอร์อัจฉริยะ หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์ SWOT Analysis แล้วจับคู่ให้อยู่ในรูป TOWS Matrix เพื่อหาวัตถุประสงค์และตัวชี้วัดในการจัดทำแผนที่เชิงกลยุทธ์ (Strategy Map) โดยมีกรอบการวัดและประเมินผลของธุรกิจ ผ่านมุมมองการวัดผล 4 ด้าน คือ มุมมองการเรียนรู้และการเติบโต มุมมองกระบวนการภายใน มุมมองด้านลูกค้า และมุมมองด้านการเงิน โดยมีดัชนีชี้วัดทั้งหมด 32 ตัว และมีปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จทั้งหมด 20 ตัว ตัวอย่างเช่นดัชนีชี้วัดและปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จของมุมมองด้านการเรียนรู้และเติบโตคือ ความปลอดภัยของพนักงาน และจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุในสายการผลิต มุมมองด้านกระบวนการภายในคือ อัตราของเสียจากการผลิตและจำนวนของเสียที่เกิดขึ้นในสายการผลิต มุมมองด้านลูกค้า คือ อัตราการส่งคืนสินค้าและจำนวนมิเตอร์อัจฉริยะที่ถูกส่งคืน และมุมมองด้านการเงิน คือ อัตราส่วนรายได้ในส่วนของลูกค้ารายใหม่และจำนวนลูกค้ารายใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการกำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ของธุรกิจเพื่อกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ขั้นตอนในการดำเนินงาน การควบคุมและติดตามผลการดำเนินงาน ผลจากการศึกษาโดยการสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า แผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์จะใช้ได้ในช่วงการเริ่มต้นธุรกิจ โดยมีแบบแผนปฎิบัติการในการควบคุมการดำเนินงานตามตัวชี้วัดในแต่ละมุมมอง
การศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดตามดในกระบวนการหล่อฉีดแรงดันสูง, แพรวดี แก้วคงคา
การศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดตามดในกระบวนการหล่อฉีดแรงดันสูง, แพรวดี แก้วคงคา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อตามดในกระบวนการหล่อฉีดแรงดันสูงอลูมิเนียม R14 สำหรับคอมเพรสเซอร์ของชิ้นส่วนยานยนต์ ที่แรงดันในการฉีด 75 ถึง 85 เมกกาปาสคาล ความเร็วในการเคลื่อนที่ของลูกสูบที่ความเร็วต่ำ 0.16 ถึง 0.30 เมตรต่อวินาที ความเร็วในการเคลื่อนที่ของลูกสูบที่ความเร็วสูง 1.8 ถึง 3.0 เมตรต่อวินาที ระยะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง 320 ถึง 340 มิลลิเมตร และแรงดันสุญญากาศ -93.0 ถึง -100.0 กิโลปาสคาล โดยการตรวจสอบการวิเคราะห์พื้นผิวตอบสนองกับวิธีบ็อกซ์-เบหน์เคน การออกแบบเพื่อศึกษาปัจจัยและความสัมพันธ์ของพารามิเตอร์และหาสภาวะที่เหมาะสมเพื่อลดสัดส่วนตามดให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด จากผลการทดลองพบว่าทั้ง 5 ปัจจัยมีอิทธิพลต่อการเกิดข้อบกพร่องประเภทตามดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้สัดส่วนของเสียตามดลดลงเหลือ 5.18 เปอร์เซ็นต์จากการตั้งค่าสภาวะที่เหมาะสมจากการทดลองได้แก่ แรงดันในการฉีดคือ 85 เมกกะปาสกาล การเคลื่อนที่ของลูกสูบที่ความเร็วต่ำคือ 0.30 เมตรต่อวินาที การเคลื่อนที่ของลูกสูบที่ความเร็วสูงคือ 2.49 เมตรต่อวินาที ระยะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงคือ 326.81 มิลลิเมตร และแรงดันสุญญากาศที่ -97.28 กิโลปาสกาล
Effect Of Additives In Lubricant On Cobalt-Iron Alloy Lapping, Wiraya Anamnart
Effect Of Additives In Lubricant On Cobalt-Iron Alloy Lapping, Wiraya Anamnart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
To maintain this flying height of read-write head (called slider) at 12 nm across the disk, read and writer elements will be lapped to meet designed surface roughness, surface topography, as well as magnetic property. The writer element was made from cobalt-iron alloy (CoFe). Final lapping process of sliders uses lubricant to control surface morphology and to avoid corrosion. The aim of this study was to determine the effect of additives on corrosion protection of CoFe. The corrosion was studied by potentiostat technique and atomic force microscopy (AFM). Water content was determined by Karl Fischer method. Thin film passivation was …
The Effect Of N-Trans-P-Coumaroyl Tyramine On Indomethacin-/Diclofenac-Mediated-Cytotoxicity In Breast Cancer Cells., Angkana Wongsakul
The Effect Of N-Trans-P-Coumaroyl Tyramine On Indomethacin-/Diclofenac-Mediated-Cytotoxicity In Breast Cancer Cells., Angkana Wongsakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Indomethacin (INDO) and diclofenac (DIC) are non-steroidal anti-inflammatory (NSAIDs) have been reported their anticancer potential. Their cytotoxicity could be increased when combining with certain natural compounds such as piperine in Piper plants. N-trans-p-coumaroyltyramine (TCT) (a coumaric acid derivative) was also found at significant amount in these plants and other commonly used in traditional medicine. This study determined the potentiative effect of TCT on NSAIDs (INDO and DIC) induced cytotoxicity in MCF-7 breast cancer cells, and the underlying mechanisms. Combination of TCT with either NSAIDs or various ER stressors at their non-cytotoxic concentrations were able to reduce cell viability in MCF-7 …
การเปรียบเทียบสถิติเดอร์บินวัตสัน สถิติวอลลิส กับตัวสถิติบูทสแตรปสำหรับการตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ของความคลาดเคลื่อนในตัวแบบถดถอยเชิงเส้น, กิตติพงษ์ ไตรทิพย์พานิชย์
การเปรียบเทียบสถิติเดอร์บินวัตสัน สถิติวอลลิส กับตัวสถิติบูทสแตรปสำหรับการตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ของความคลาดเคลื่อนในตัวแบบถดถอยเชิงเส้น, กิตติพงษ์ ไตรทิพย์พานิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ ต้องการศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 และอำนาจการทดสอบของตัวสถิติที่ใช้ตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ ของความคลาดเคลื่อนในสถานการณ์ดังต่อไปนี้ 1) เปรียบเทียบสถิติ 3 วิธี คือ ตัวสถิติเดอร์บินวัตสัน บูทสแตรปเดอร์บินวัตสัน และ บูทสแตรปโรล ในการตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ตำแหน่งที่ 1 2) เปรียบเทียบสถิติ 3 วิธี คือ ตัวสถิติวอลลิส บูทสแตรปวอลลิส และบูทสแตรปโรล และในการตรวจสอบอัตตสหสัมพันธ์ตำแหน่งที่ 4 เมื่อจำนวนตัวแปรอิสระเท่ากับ 1, 2 และ 5 และกำหนดขนาดตัวอย่างที่ทำการศึกษา คือ 15, 20, 50, 60, 90 และ 100 สำหรับในแต่ละสถานการณ์ ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยนี้ได้จากการทดลองด้วยเทคนิคมอนติคาร์โล โดยจำลองการทดลองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ 1000 ครั้ง สำหรับแต่ละสถานการณ์ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ความสามารถในการควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 เมื่อมีอัตตสหสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ 1 ตัวสถิติบูทสแตรปเดอร์บินวัตสัน และ บูทสแตรปโรล สามารถควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ได้ในทุกกรณี และเมื่อมีอัตตสหสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ 4 ตัวสถิติบูทสแตรปวอลลิส และ บูทสแตรปโรล สามารถควบคุมความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ได้ในทุกกรณี 2. อำนาจการทดสอบ เมื่อมีอัตตสหสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ 1 โดยทั่วไปตัวสถิติบูทสแตรปเดอร์บินวัตสันให้อำนาจการทดสอบสูงที่สุด และเมื่อมีอัตตสหสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ 4 ตัวสถิติบูทสแตรปวอลลิส จะให้ค่าอำนาจการทดสอบที่สูงสุด
Synthesis And Characterization Of Poly(Urethane-Imide)/Poss Nanocomposite, Supanan Patthamasang
Synthesis And Characterization Of Poly(Urethane-Imide)/Poss Nanocomposite, Supanan Patthamasang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A novel type of poly(urethane-imide) (PUI) was prepared by blending the isocyanate terminated polyurethane containing dihydroxy-POSS prepolymer (PU/POSS) and anhydride-terminated polyimide (PI) with various chain lengths of PU/POSS prepolymer and various molecular weights of PI. The effect of chain length of PU prepolymer and molecular weight of PI on the properties of PUI/POSS films was examined. From the results, we found the best condition for synthesis of the PUI/POSS hybrid films is to use the PI prepared via 1 step method with MW of 80,000 and that can prepared the transparent films, follwed by casting films and heat treatment at …
การปรับปรุงกระบวนงานของสำหนังานประกันสังคมโดยใช้แนวทาง ลีน ซิกซ์ ซิกมา, กาญจน์ สุนทราภา
การปรับปรุงกระบวนงานของสำหนังานประกันสังคมโดยใช้แนวทาง ลีน ซิกซ์ ซิกมา, กาญจน์ สุนทราภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการกระบวนงานให้บริการของสำนักงานประกันสังคมเขต 6 โดยการหาแนวทางเพื่อลดจำนวนขั้นตอนและระยะเวลาที่ผู้ประกันตนใช้ในการรับบริการในกระบวนงานขอรับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมจำนวน 5 ประเภทงาน โดยงานวิจัยนี้ใช้แนวคิดและขั้นตอนของ ลีน ซิกซ์ ซิกมา ซึ่งประกอบด้วย การนิยามปัญหา การวัดและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหา การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา การหาแนวทางปรับปรุงแก้ไข และการควบคุมและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ระบบการให้บริการพบว่าสาเหตุหลักของปัญหาเกิดจากการกำหนดขั้นตอนการให้บริการและการจัดสรรเจ้าหน้าที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงกำหนดแนวทางในการปรับปรุงระบบการให้บริการตามแนวทางลีน ซิกซ์ ซิกมาโดย 1) ออกแบบผังที่นั่งทำงานของเจ้าหน้าที่ใหม่ 2) ปรับลดและรวมขั้นตอนการทำงาน 3) ปรับปรุงการจัดการการไหลของงานเอกสาร 4) จัดสรรจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมและสมดุลในแต่ละขั้นตอนการทำงาน 5) จัดการฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ ทั้งนี้ในขั้นตอนการจัดรูปแบบของระบบการให้บริการ และจัดจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมได้ใช้วิธีการเขียนแบบจำลองเข้ามาช่วย ซึ่งพบว่าหลังจากปรับปรุงระบบการให้บริการสามารถลดจำนวนเจ้าหน้าที่ในระบบให้บริการลงได้ อีกทั้งค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่ผู้ประกันตนอยู่ในระบบของทั้ง 5 ประเภทงานมีค่าลดลง คือ ก่อนปรับปรุงมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 35-45 นาทีได้ลดลงจนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 30.9-35.1 นาที และร้อยละของผู้ประกันตนที่ใช้เวลาในระบบเกิน 40 นาทีได้ลดลงจากร้อยละ 19-90 เหลือร้อยละ 0.71-4.9
การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตัวแบบล็อกการิทึมเชิงเส้นที่มีการแจกแจงพหุนาม, ประกาศิต สิงคะตีระ
การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตัวแบบล็อกการิทึมเชิงเส้นที่มีการแจกแจงพหุนาม, ประกาศิต สิงคะตีระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบวิธีการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตัวแปรเชิงกลุ่ม 3 ตัวแปร ในตารางการณ์จร 3 ทาง ขนาด 2x2x2 และศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำวิธีการมอนติคาร์โลมาใช้แทนวิธีการทดสอบด้วยตัวสถิติอัตราส่วนภาวะน่าจะเป็น วิธีการทดสอบที่นำมาศึกษาเปรียบเทียบมี 3 วิธี ได้แก่ วิธีการทดสอบด้วยตัวสถิติอัตราส่วนภาวะน่าจะเป็น วิธีการทดสอบด้วยตัวสถิติของเซลเทอร์แมนและวิธีมอนติคาร์โล โดยวิธีการมอนติคาร์โลเป็นวิธีการทดสอบสมมติฐานที่ไม่อาศัยค่าวิกฤติของตัวสถิติทดสอบ แต่จะทำการเปรียบเทียบค่าสถิติที่คำนวณได้จากข้อมูลตัวอย่างที่ต้องการศึกษากับค่าสถิติที่คำนวณได้จากข้อมูลเทียมแต่ละชุดที่จำลองขึ้นโดยการสุ่มตัวอย่างซ้ำภายใต้ข้อกำหนดตามสมมติฐานว่าง เพื่อนำไปสู่การหาค่า P-value ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในแต่ละตัวแบบที่เป็นไปได้และเป็นตัวแบบที่มีรูปแบบปิดของค่าความถี่คาดหวัง เพื่อให้สามารถจำลองข้อมูลได้ถูกต้อง ซึ่งตัวแบบต่างๆ ประกอบด้วยตัวแบบที่เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ตัวแบบความเป็นอิสระร่วม และตัวแบบความเป็นอิสระอย่างมีเงื่อนไข และได้กำหนดระดับความสัมพันธ์ให้กับตัวแปรร่วมที่มีความสัมพันธ์ร่วมกัน จากน้อยไปหามากคือ 0.25, 0.50 และ 0.75 ขนาดตัวอย่างที่ใช้คือ 40, 60, 80, 120, 160, 200 และ 240 และระดับนัยสำคัญที่ใช้คือ 0.05 และ 0.01 เกณฑ์ที่ใช้ในการเปรียบเทียบคือการพิจารณาความสามารถในการควบคุมความน่าจะเป็นของความผิดพลาดประเภทที่ 1 และ ค่าอำนาจการทดสอบ การวิจัยครั้งนี้ได้จำลองข้อมูลโดยกระทำซ้ำแบบเทคนิคมอนติคาร์โล (Monte Carlo simulation technique) จำนวน 500 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะกระทำซ้ำแบบมอนติคาร์โลอีก 500 ครั้ง เพื่อสร้างชุดข้อมูล 500 ชุด เพื่อคำนวณค่า P-value ของวิธีการทดสอบแบบมอนติคาร์โล ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ วิธีการทดสอบทั้ง 3 วิธีสามารถควบคุมความน่าจะเป็นของความผิดพลาดประเภทที่ 1 ได้ในทุกสถานการณ์ วิธีการมอนติคาร์โลมีแนวโน้มที่จะให้ค่าอำนาจการทดสอบสูงที่สุด รองลงมาคือวิธีการทดสอบด้วยตัวสถิติอัตราส่วนภาวะน่าจะเป็น และวิธีการสอบด้วยตัวสถิติของเซลเทอร์แมน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีตัวอย่างขนาดเล็ก วิธีการมอนติคาร์โลจะมีค่าอำนาจการทดสอบสูงกว่าวิธีการอื่นอย่างชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากแนวคิดของวิธีการมอนติคาร์โลที่มีการจำลองข้อมูลเทียมหลายชุดภายใต้สมมติฐานว่างขึ้นมาพิจารณานั้นเสมือนเป็นการสร้างขอบเขตที่เป็นไปได้ของข้อมูลตามข้อกำหนดในสมมติฐานว่าง เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลตัวอย่างที่ศึกษา จึงมีความถูกต้องมากกว่าการทดสอบสมมติฐานโดยทั่วไปซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างค่าสถิติที่คำนวณได้กับค่าวิกฤติเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ยังพบว่าค่าอำนาจการทดสอบของวิธีการทดสอบทั้ง 3 วิธีแปรผันตามขนาดตัวอย่าง ระดับความสัมพันธ์ของตัวแปรร่วม และระดับนัยสำคัญ โดยสรุป ผู้วิจัยพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำเอาการทดสอบสมมติฐานด้วยวิธีการมอนติคาร์โลมาใช้ทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตัวแบบล็อกการิทึมเชิงเส้น แทนการทดสอบทั้งสองวิธีดังกล่าวใน 3 ตัวแบบข้างต้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีตัวอย่างขนาดเล็ก
การประเมินราคาที่ดินเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย : กรณีศึกษาการประเมินราคาที่ดินเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย ในเขตกรุงเทพมหานคร, กานต์ อัศวปานทิพย์
การประเมินราคาที่ดินเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย : กรณีศึกษาการประเมินราคาที่ดินเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย ในเขตกรุงเทพมหานคร, กานต์ อัศวปานทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการประเมินราคาที่ดินสำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อมูลค่าของที่ดิน และโครงการที่อยู่อาศัยผลของการศึกษาพบว่า วิธีการประเมินราคาที่เหมาะสมสำหรับการประเมินราคาเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย คือ การประเมินราคาที่ดินจากส่วนที่เหลือ หรือวิธีการประเมินราคาที่ดินจากการตั้งสมมุติฐานในการพัฒนาโครงการ โดยมีหลักการในการประเมินราคา คือ การกำหนดมูลค่าสูงสุดที่ได้จากการพัฒนาโครงการในแปลงที่ดิน แล้วนำมาลบด้วยต้นทุนรวมในการพัฒนาโครงการและผลกำไรที่คาคว่าจะได้รับของผู้ประกอบการ ส่วนที่เหลือคือราคาที่ดินที่ต้องการทราบมูลค่าโดยนำมาคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันตามระยะ เวลาในการดำเนินโครงการในส่วนของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลกระทบต่อมูลค่าในการประเมินราคา ได้แก่ ปัจจัยด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ปัจจัยด้านสังคมและประชากร, ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการตลาด, ปัจจัยด้านการเมืองและนโยบายของรัฐ และปัจจัยด้านกายภาพ พี่งปัจจัยดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญต่อมูลค่าของที่ดินในการประเมินราคาแนวทางในการนำวิธีการประเมินราคาที่ได้จากการศึกษาไปใช้ จะเหมาะสำหรับนักลงทุน หรือ นักพัฒนาที่ดิน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อที่ดินสำหรับนำไปพัฒนาโครงการ และสำหรับนักประเมินราคา ควรนำไปใช้ร่วมกับการประเมินราคาตามวิธีเปรียบเทียบราคาตลาดเพื่อให้ได้ราคาประเมินที่ดินที่มีมูลค่า เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง