Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2731 - 2760 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

แนวทางการกำกับดูแลการไลฟ์สดขายสินค้าของประเทศไทย : กรณีศึกษากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, หยวนฟาง เติ้ง Jan 2023

แนวทางการกำกับดูแลการไลฟ์สดขายสินค้าของประเทศไทย : กรณีศึกษากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, หยวนฟาง เติ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งหมายถึงการเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยใช้ คำพูด รูปภาพ ประสบการณ์ทดลอง และรูปแบบอื่นๆ เพื่อการโฆษณาและโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการแก่ผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ และดึงดูดผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อ การบูรณาการการโฆษณาและการขายได้รับการควบคุมโดยกฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับ เช่น กฎหมายต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายการโฆษณา กฎหมายอีคอมเมิร์ซ และกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ในการศึกษามาตรการควบคุมที่เกี่ยวกับการไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ครั้งนี้ ได้ศึกษากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยและประเทศจีน รวมไปถึงปัญหาที่พบบ่อยในการไลฟ์สดและวิธีการแก้ไขปัญหาของจีน พร้อมทั้งเปรียบเทียบหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภคในการประกอบธุรกิจการไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมการไลฟ์สดขานของ ช่วยให้อีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ก้าวไปสู่ทิศทางที่ดีและเป็นมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากการพัฒนาอีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ


หลักการจัดสรรค่าตอบแทนที่เหมาะสมและได้สัดส่วนแก่ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์, สายสิทธิ์ ลี้อิสสรพงษ์ Jan 2023

หลักการจัดสรรค่าตอบแทนที่เหมาะสมและได้สัดส่วนแก่ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์, สายสิทธิ์ ลี้อิสสรพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นมุ่งเน้นคุ้มครองการใช้ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ป้องกันไม่ให้บุคคลอี่นที่มิใช้เจ้าของลิขสิทธิ์นำผลงานไปใช้ ทั้งยังมุ่งปกป้องชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์ งานอันมีลิขสิทธิ์อาจถูกโอนเปลี่ยนมือจากผู้สร้างสรรค์ไปสู่เจ้าของลิขสิทธิ์ โดยได้รับค่าตอบแทนภายใต้สัญญาที่ทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงเงื่อนไขกันไว้ แต่ในบางสถานการณ์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์อาจไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมจากการโอนผลงานลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งหลักการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์ยังไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ ทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์นั้นไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเสียสิทธิในผลงานของตนไป เมื่อศึกษากฎหมายสหภาพยุโรปที่เล็งเห็นถึงการเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการใช้ในชีวิตประจำวัน ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสิทธิของผู้สร้างสรรค์และสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงมีการบัญญัติกรอบกฎหมายเพิ่ม โดยมีจุดประสงค์หลักคือการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลในการเจรจาต่อรองระหว่างผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ กับบุคคลที่ได้รับสิทธิ โดยให้ความสำคัญกับมาตรการที่จะให้แน่ใจว่าผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์จะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและได้สัดส่วน และอนุญาตให้ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ขอรับค่าตอบแทนเพิ่มเติมเมื่อค่าตอบแทนที่ตกลงแล้วน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้และประโยชน์ที่มีจากการใช้ผลงานของพวกเขา สิทธิในการรับข้อมูลที่สม่ำเสมอ ทันเวลา และเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการใช้บริการผลงานของผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมถึงกระบวนการทางเลือกในการแก้ไขข้อพิพาท และสิทธิในการเพิกถอน เห็นได้ว่าทางสหภาพยุโรปพยายามถ่วงดุลสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยการให้การคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์มากขึ้น เอกัตศึกษาเล่มนี้จึงเสนอว่าควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดสรรค่าตอบแทนและสิทธิต่าง ๆ ของผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถกำหนดเงื่อนไขในสัญญาหรืออำนาจต่อรองกับคู่สัญญาหรือผู้รับโอนสิทธิได้อย่างเป็นเหมาะสมและได้สัดส่วน


ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสŠาง ศึกษากรณีการประเมินราคาที่ดินสนามบินเอกชน (ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย), ยุทธพล สอิ้งทอง Jan 2023

ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสŠาง ศึกษากรณีการประเมินราคาที่ดินสนามบินเอกชน (ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย), ยุทธพล สอิ้งทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินมูลค่าที่ดินของทรัพย์สินประเภทสนามบินหรือท่าอากาศยานเอกชนยังเป็นปัญหาในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ซึ่งควรถูกจัดให้เป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษ ด้วยมีลักษณะของทรัพย์สินตรงตามนิยามของทรัพย์สินที่ลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด โดยกฎกระทรวงได้กำหนดราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจัดทำบัญชีราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และแผนที่ประกอบการประเมินราคาที่ดิน พ.ศ. 2563 ข้อ 1 ได้กำหนดนิยาม “สิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะพิเศษ" ไว้ว่า สิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดใหญ่และลักษณะการใช้ที่เฉพาะอย่าง ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ได้ ให้ใช้วิธีรายได้ ในการประเมินราคาทรัพย์สิน หากไม่มีข้อมูลรายได้หรือมีแต่ไม่เพียงพอที่จะใช้ประเมินราคาได้ ให้ใช้วิธีต้นทุนในการประเมินราคาทรัพย์สินนั้น ในขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ถูกใช้วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด ซึ่งเป็นวิธีการประเมินราคาที่ไม่แตกต่างกับที่ดินโดยรอบท่าอากาศยาน รวมถึงที่ดินอื่นในเกาะสมุยต่างก็ใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด วิธีการประเมินราคาทรัพย์สินของท่าอากาศยานนานาชาติสมุยมีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับลักษณะการจำแนกประเภทของทรัพย์สินเนื่องจากกฎหมายขาดความชัดเจนเป็นผลให้ผู้ประเมินต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ ซึ่งวิธีการประเมินราคาท่าอากาศยานนานาชาติสมุยควรมีความแตกต่างจากทรัพย์สินอื่นที่มีลักษณะทั่วไป เพื่อความเป็นธรรมและการบริหารภาษีที่ดี ทั้งนี้ผู้เขียนได้ศึกษาการประเมินราคาท่าอากาศยานในต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 2 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร และประเทศออสเตรเลีย พบว่าทั้งสองประเทศมีการแยกการประเมินสำหรับทรัพย์สินของท่าอากาศยานออกมาจากทรัพย์สินประเภทอื่นๆ และใช้วิธีการประเมินด้วยหลักการที่เฉพาะเจาะจง อาทิเช่น สหราชอาณาจักรและประเทศออสเตรเลีย ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านท่าอากาศยานมาร่วมในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินราคาท่าอากาศยานโดยเฉพาะ เป็นต้นจากการศึกษาความไม่เหมาะสมในการประเมินมูลค่าท่าอากาศยานนานาชาติสมุย มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการกำหนดให้ท่าอากาศยานเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะพิเศษ และควรมีกฎหมายเฉพาะสำหรับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินท่าอากาศยาน โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำงานในส่วนนี้เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ประเมินท้องถิ่น


มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้อขายใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน, วรวุฒิ ตั้งพรเจริญสุข Jan 2023

มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้อขายใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน, วรวุฒิ ตั้งพรเจริญสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจเพื่อช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 และจะช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้ในท้ายที่สุด ในปัจจุบัน หลายบริษัททั่วโลกมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม RE 100 ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 100 กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก บริษัทเหล่านี้ต่างต้องการที่จะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำไปเปิดเผยในรายงานด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพียงแค่ร้อยละ 13 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้มีข้อจำกัดในการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การซื้อ REC จึงเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากบริษัทที่ซื้อ REC จะนำ REC ไปใช้เพื่อแสดงว่าตนเองใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนและนำไปสู่การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร นอกจากนี้ หากมีความต้องการซื้อ REC ที่มากขึ้นจะส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้าให้หันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสามารถขอจดทะเบียน REC และขาย REC ได้ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการขายพลังงานไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยังคงน้อยเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่งผลให้การจดทะเบียน REC อาจมีไม่เพียงพอกับความต้องการซื้อที่จะเริ่มมากขึ้นในอนาคต สาเหตุเนื่องมาจากมาตรการทางภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นยังไม่สร้างแรงจูงใจอย่างเพียงพอให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าให้หันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และยังไม่มีการกำหนดราคาคาร์บอนและออกกฎหมายเพื่อเก็บภาษีคาร์บอนกับองค์กรซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อีกทั้งการขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้กับผู้ซื้อ REC ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นอุปสรรคให้เกิดการซื้อ REC ให้มากขึ้นเนื่องจากหากมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็จะช่วยลดต้นทุนของผู้ซื้อ REC ได้ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการซื้อขาย REC กันอย่างแพร่หลาย โดยการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอันจะทำให้เกิดการจดทะเบียน REC ให้มากขึ้น และสนับสนุนผู้ซื้อ REC ที่จะส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อ REC ให้มีมากขึ้นผ่านการศึกษาเปรียบเทียบกับมาตรการทางภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลีย อันจะทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์และดึงดูดบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ให้มาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลดีต่อการจ้างงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป


แนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน, อัญชลี ใหม่อารินทร์ Jan 2023

แนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน, อัญชลี ใหม่อารินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ดังนั้น จำเป็นจะต้องมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีหลักการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพที่สุดควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม การศึกษานี้จึงต้องการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นแผนการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ วิธีการศึกษาคือการศึกษาพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้นำหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่สอดคล้องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำมาเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวชี้วัดของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และตัวชี้วัดกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและประกาศใช้ตัวชี้วัดของกฎหมายอย่างเป็นทางการ ทำให้เป็นตัวอย่างในการเปรียบเทียบเพื่อหาแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดของกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรมไทยที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและยุทธศาสตร์ชาติ ผู้เขียนได้เสนอให้ใช้ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและยุทธศาสตร์ชาติ โดยครอบคลุมถึงกระบวนการทางอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถสรุปตัวชี้วัดเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นตอนการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ ควรมีตัวชี้วัด คือ ผลิตภาพทรัพยากร 2) ขั้นตอนการเปลี่ยนวัสดุดิบและทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ ควรมีตัวชี้วัด คือ อัตราการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร อัตราการใช้ทรัพยากรต่อหน่วย GDP 3) ขั้นตอนการนำวัสดุและทรัพยากรที่เหลือใช้มาปรับผลผลิตให้กลายเป็นวัตถุดิบหรือทรัพยากรขั้นทุติยภูมิ ควรมีตัวชี้วัด คือ อัตราการใช้ทรัพยากรขั้นทุติยภูมิ อัตราการรีไซเคิลทรัพยากรทุติยภูมิ อัตราการใช้ประโยชน์วัสดุหมุนเวียนในการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม ปริมาณการฟื้นตัวของทรัพยากรหมุนเวียน4) ขั้นตอนการกลับคืนสู่ธรรมชาติของทรัพยากร ควรมีตัวชี้วัด คือ ปริมาณการกำจัดขยะสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอย่างปลอดภัย ปริมาณการปล่อยมลพิษที่สำคัญ จำนวนประชาชนมีจิตสาธารณะและรับผิดชอบต่อสังคม โดยตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้มีเครื่องมือที่สามารถติดตามและประเมินผลทำให้เกิดการบรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามยุทธศาสตร์ชาติและความร่วมมือระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม


มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม Jan 2023

มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การนำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาปรับใช้กับการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชนยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เนื่องจากบุคคลที่อาจถูกประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นได้ทั้งผู้ร้องเรียน พยาน ผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการสืบสวน และไม่จำกัดแต่เพียงเฉพาะพนักงาน แต่ยังรวมถึงบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียด้วย นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวแก่เหตุคุกคามส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวด้วย จึงก่อให้เกิดความซับซ้อนในระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการสืบสวนสอบสวนเหตุดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาในการพิจารณาหาฐานทางกฎหมาย (Lawful Basis) ที่เหมาะสม และความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์ขององค์กรกับสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Proportionality) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องขอบเขตการสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในอุปกรณ์อันเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่มอบให้พนักงานใช้ในการปฏิบัติงาน ที่ยังมีปัญหาในการตีความทางกฎหมายว่าการกระทำในลักษณะใดและเพียงใดที่ถือว่าเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทและได้สัดส่วนสำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อได้ทำการศึกษาวิเคราะห์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักสากล กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายในประเทศไทยประกอบกันแล้ว พิจารณาเห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาออกกฎหมายและแนวนโยบายเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ (Legal Certainty) และความได้สัดส่วน (Proportionality) โดยภาครัฐควรมีการออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Law) เพื่อคุ้มครองกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในองค์กรเอกชนให้มีมาตรฐานและเป็นธรรม นอกจากนั้นภาครัฐควรประกาศแนวนโยบายของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเพิ่มเติมแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชน ประกอบกับการออกแนวนโยบายเพื่อสนับสนุนการจัดทำเอกสารตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ เอกสารประเมินความสมดุลของผลประโยชน์ (Legitimate Interest Assessment) และเอกสารประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment) อันจะช่วยให้บริษัทสามารถนำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุด ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้กฎหมาย โดยการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการการจัดตั้งองค์กรหรือสมาคมเพื่อการสืบสวนสอบสวนภายใน (Corporate Investigation Association) ประกอบการจัดทำแนวทางการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชนให้ชัดเจน (Corporate Investigation Handbook) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในที่สุด


ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ศึกษากรณีกำหนดหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัย เทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ, นิติธร ธิราไชย Jan 2023

ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ศึกษากรณีกำหนดหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัย เทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ, นิติธร ธิราไชย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบรรเทาภาระภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้โดยทั่วไป โดยศึกษาหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุสาธารณภัยในประเทศไทย เทียบเคียงกับหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีในกรณีเดียวกันกับของต่างประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในประเทศไทย พร้อมทั้งนำหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีของต่างประเทศ มาเป็นแนวทางในการกำหนดหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวไปในประเทศไทยให้มีความเหมาะสม จากการศึกษาหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุสาธารณภัย มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างกว้างและยังขาดความเหมาะสม ประกอบกับได้ทำการศึกษากรณีการลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายจากพื้นที่จริง (เหตุอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี) ทำให้ได้เห็นถึงปัญหาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความไม่ได้สัดส่วนของการลดหรือยกเว้นภาษีกับทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงมิได้มุ่งที่ตัวทรัพย์สินเป็นสำคัญ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับความเสมอภาคทางภาษีอากร และหลักการบริหารภาษีที่ดี ผู้เขียนยังได้ทำการศึกษาเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีของต่างประเทศในกรณีเดียวกัน ในกลุ่มประเทศที่เกิดภัยพิบัติและมีการบรรเทาภาระภาษีเช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐมินนิโซตา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มลรัฐมอนแทนา และมลรัฐเทกซัส ส่วนในทวีปเอเชีย ได้แก่สาธารณรัฐเกาหลี พบว่าในกฎหมายต่างประเทศล้วนมีการกำหนดหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวไว้ชัดเจน และการลดหรือยกเว้นภาษีได้สัดส่วนกับทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย อันเป็นสาระสำคัญของภาษีทรัพย์สิน เมื่อหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวที่กำหนดไว้นั้นเกิดปัญหาในการนำบังคับใช้ จึงควรนำแนวทางของต่างประเทศที่ได้จากการศึกษา เพื่อใช้ในการกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ที่ความเหมาะสม เกี่ยวกับการลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัยของประเทศไทยที่สะท้อนกับหลักภาษีทรัพย์สิน และเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรม สอดคล้องกับความเสมอภาคทางภาษีอากร และหลักการบริหารภาษีที่ดี


มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการ, เจนจิรา วิริยะ Jan 2023

มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการ, เจนจิรา วิริยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ ซึ่งสามารถจำแนกประเภทความพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ได้ 7 ประเภท ประกอบด้วย ความพิการทางการเคลื่อนไหวและร่างกาย ความพิการทางการได้ยินและสื่อความ ความพิการทางการมองเห็น ความพิการทางด้านจิตใจและพฤติกรรม ความพิการทางด้านสติปัญญา ความพิการทางการเรียนรู้ และความพิการทางออทิสติก โดยจากข้อมูลพบว่าในประเทศไทยมีสัดส่วนคนพิการทางการเคลื่อนไหวสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 51.57 ของจำนวนคนพิการทั้งสิ้น อีกทั้งพบว่าคนพิการในประเทศไทยพบปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก คือ การเดินทางนอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลจากกรมขนส่งทางบก ซึ่งเปิดเผยข้อมูลการทำใบขับขี่ใหม่และต่ออายุใบขับขี่รถยนต์ของคนพิการมีแนวโน้มสูงขึ้นจากอดีต ประกอบกับข้อมูลที่ผู้เขียนดำเนินการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามกับคนพิการ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า คนพิการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลสูงที่สุด รองลงมาคือรถแท็กซี่ และเดินทางด้วยมอเตอร์ไซดัดแปลงส่วนบุคคลเป็นอันดับที่สาม เนื่องจากมีความสะดวกสบาย สามารถเดินทางได้อย่างเป็นอิสระ และเป็นการหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีเพียงมาตรการมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะให้แก่คนพิการ แต่ยังไม่มีมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการและมาตรการเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมให้คนพิการสามารถเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ อีกทั้ง จากการศึกษามาตรการในต่างประเทศ พบว่า ต่างประเทศเล็งเห็นถึงปัญหาในการเดินทางของคนพิการ จึงมีมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเดินทางและส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงการเดินทางได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาถึงมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีของประเทศออสเตรเลียและประเทศไอร์แลนด์ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างก็มีมาตรการเพื่อบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์รวมถึงอุปกรณ์เสริมเพื่อดัดแปลงรถยนต์ โดยกำหนดเงื่อนไขในการให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกันออกไป อีกทั้ง มีมาตรการเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี เพื่อให้คนพิการได้มีทางเลือกในการเดินทางนอกเหนือจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยจากการศึกษาพบว่าประเทศไทยควรปรับแนวทางมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีดังต่อไปนี้ (1)มาตรการทางภาษี(1.1)การกำหนดให้มีมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการซื้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงรถยนต์ดัดแปลงแก่คนพิการ เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากฐานการบริโภค โดยผู้ที่รับภาระภาษีที่แท้จริงคือผู้บริโภคขั้นสุดท้าย โดยที่บุคคลนั้นไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้บุคคลอื่นได้ ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาระแก่ผู้ที่มีรายได้น้อยมากกว่าผู้ที่มีรายได้มาก(2)มาตรการส่งเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี(2.1)การให้เงินอุดหนุนสำหรับค่าใช้จ่ายการเดินทางด้วยรถแท็กซี่ เพื่อให้คนพิการที่ยังไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล หรือ ไม่สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้ มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น(2.2)มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าทางด่วน (Toll fee) สำหรับคนพิการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในกรณีที่คนพิการมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้บริการทางด่วน(2.3)การสนับสนุนค่าใช่จ่ายสำหรับการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการที่ยังไม่สามารถซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล มีทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัด สะดวก และปลอดภัย เนื่องจากมีผู้ติดตาม เช่น คู่สมรส หุ้นส่วนทางกฎหมาย (Civil partnership) หรือ เพื่อนร่วมเดินทาง (Companion) เดินทางไปด้วยและช่วยดูแลระหว่างเดินทาง(2.4)การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้สร้างแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นสำหรับการวางแผนการเดินทาง โดยรวม ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดและบอกตารางเวลาเดินทาง เพื่อช่วยให้คนพิการสามารถบริหารเวลาในการเดินทางได้ และเพื่อให้ทราบว่ายานพาหนะนั้นรองรับคนพิการที่ใช้รถเข็น (Wheelchair) หรือไม่(2.5)การสนับสนุนให้นำป้ายสัญลักษณ์มาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของคนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการที่มีปัญหาทางด้านการสื่อสารสามารถบอกข้อจำกัดและความต้องการของตนเองขณะเดินทางกับคนอื่นที่ร่วมเดินทาง ซึ่งการใช้ป้ายหรือสัญลักษณ์จะสามารถทำให้เข้าใจได้ในทันทีทั้งฝ่ายคนพิการและคนอื่นๆในสังคมอย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะนำมาปรับใช้ข้างต้น ภาครัฐต้องมีการพิจารณาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขต่างๆให้ชัดเจน …


มาตรการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากผลิตภัณฑ์กัญชา, ธันชนก บุญรอดจุ้ย Jan 2023

มาตรการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากผลิตภัณฑ์กัญชา, ธันชนก บุญรอดจุ้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลังจากได้มีการถอดถอนกัญชาออกจากรายชื่อสารเสพติดให้โทษในประเภท 5 ทำให้พืชกัญชาไม่จัดเป็นยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด การปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดเป็นเหตุให้มีความอิสระในการใช้หรือบริโภคกัญชามากยิ่งขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกัญชามีการเติบโตสูงขึ้นด้วยในประเทศไทย แต่ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์กัญชายังไม่ได้มีการกำหนดอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตในฐานะผู้บริโภคและยังส่งผลกระทบต่อการเลือกหรือการตัดสินใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่นกัน จากการศึกษาเอกัตศึกษาฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะศึกษาแนวทางการควบคุมที่มีความเป็นไปได้และมีความเหมาะสมเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค จากการศึกษาจากทั้งข้อกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกฎหมายในประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ส่วนที่มีความคล้ายคลึงกับกัญชาที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 พบว่ามีข้อกำหนดในกฎหมายเฉพาะที่ชัดเจนและช่วยคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา พบว่ามีการกำหนดโดยบัญญัติเป็นกฎหมายกัญชา เกี่ยวกับการกำหนดลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามเกี่ยวกับรูปแบบและรายละเอียดของฉลากผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อควบคุมให้เป็นไปตามความเหมาะสมและคุ้มครองผู้บริโภค ดั้งนั้นผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและได้เสนอให้มีแนวทางในการควบคุมกัญชาโดยการออกเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมลักษณะบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์กัญชา หรือมีแนวทางในการควบคุมเพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งการกำหนดในลักษณะนี้จะเกิดผลดีต่อผู้บริโภคและ เป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมากขึ้น


ปัญหาการใช้สิทธิของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในการขจัดเหตุเดือดร้อนรำคาญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ศึกษากรณีอาคารสูงบดบังแสงแดดและทิศทางลม, ไกรวิชญ์ โถบำรุง Jan 2023

ปัญหาการใช้สิทธิของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในการขจัดเหตุเดือดร้อนรำคาญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ศึกษากรณีอาคารสูงบดบังแสงแดดและทิศทางลม, ไกรวิชญ์ โถบำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การใช้สิทธิของบุคคล กฎหมายมิให้ละเมิดต่อสิทธิของบุคคลอื่น สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่โดยสภาพติดอยู่กับผิวโลก ไม่อาจจับเคลื่อนที่โยกย้ายไปได้โดยอิสระ ด้วยเหตุแห่งสภาพของทรัพย์นี้เอง กฎหมายจึงให้สิทธิแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ในอันที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนให้สิ้นไปได้ รวมถึงมีสิทธิเรียกเอาค่าทดแทนเพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายด้วย จากการศึกษาในกรณีความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกอาคารสูงบดบังแสงแดดและทิศทางลมนั้น พบว่าการปรับใช้มาตรา 1337 ในบางคำพิพากษา ศาลพิจารณาเรื่องที่ตั้งแห่งทรัพย์สินเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นได้รับเหตุเดือดร้อนรำคาญเกินควรหรือไม่ กล่าวคือ ในย่านที่มีความเจริญมาก ราคาที่ดินสูงและมีเนื้อที่ว่างน้อย การก่อสร้างบ้านหรืออาคารในทำเลดังกล่าว เจ้าของบ้านหรืออาคารควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าอาจมีผู้มาก่อสร้างอาคารสูงใกล้กันเป็นเหตุให้ บังทิศทางลมและแสงสว่าง อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรอยู่แล้ว ส่งผลให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องเดือดร้อนเสียหายจากการถูกบดบังแสงแดดและทางลมนั้นไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย ทั้งนี้การให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์เรื่องที่ตั้งแห่งทรัพย์สินอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับสภาพบริบทสังคมในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาและชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาว่าความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกบดบังแสงแดด ซึ่งอาจถึงขนาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หรือกระทบต่อการใช้ประโยชน์ของแสงอาทิตย์ในรูปของพลังงานทดแทน และการก่อสร้างอาคารอาจทำให้กระแสลม และทิศทางลมเปลี่ยนแปลงไปจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำกิจกรรมของผู้อยู่อาศัยได้ อีกทั้งในการก่อสร้างบ้านหรืออาคาร เจ้าของย่อมปรารถนาที่จะได้อยู่อาศัยในบ้านหรืออาคารที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีแสงแดดและลมอย่างปกติสุข หากต่อมาถูกอาคารสูงก่อสร้างขึ้นบดบังแสงแดดและทางลม แม้จะเป็นบ้าน หรืออาคารที่ตั้งอยู่ในย่านที่มีความเจริญมาก ราคาที่ดินสูง หรือเป็นย่านธุรกิจ ก็สมควรมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายเช่นเดียวกัน โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมาย แนวคิด ทฤษฎี และคำพิพากษาศาล ในเรื่องเหตุเดือดร้อนรำคาญจากการก่อสร้างอาคารสูงบดบังแสงแดดของประเทศอังกฤษและประเทศสหรัฐอเมริกา และพบว่ากฎหมายอังกฤษให้ความสำคัญเรื่องสิทธิในแสงสว่างอย่างมาก การปลูกสร้างอาคารสูงบดบังแสงแดดนั้น เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายย่อมฟ้องให้ระงับการก่อสร้าง แก้ไขหรือรื้อถอนอาคารที่บดบังแสงแดดได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา แม้เดิมจะไม่รับรองสิทธิในแสงสว่างและอากาศ แต่ได้มีคำพิพากษาศาลที่แสดงให้เห็นว่า ศาลยอมรับว่าการก่อสร้างอาคารสูงบดบังแสงแดดในการผลิตพลังงานทดแทนของเพื่อนบ้าน ถือเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญอย่างหนึ่งด้วย ดังนั้น เพื่อให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเดือดร้อนเสียหายจากการถูกอาคารสูงบดบังแสงแดดและทางลม ได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรม เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้มีการปรับใช้บทบัญญัติมาตรา 1337 ในกรณีอาคารสูงบดบังแสงแดดและทิศทางลม โดยควรพิจารณาจากระดับความเสียหายที่แท้จริงที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับจากการถูกบดบังแสงแดดและทิศทางลมเป็นสำคัญ เนื่องจากแม้จะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งใดก็สมควรมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายด้วยเช่นกัน และในกรณีที่ศาลเห็นว่าการรื้อถอนอาคารสูงที่บดบังแสงแดดจะสร้างผลกระทบอย่างมากตามมา ก็ควรใช้ดุลพินิจกำหนดค่าทดแทนที่เหมาะสมเพื่อให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่เดือดร้อนเสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายตามความเหมาะสมได้


มาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในบริษัทจดทะเบียน : ศึกษาร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ...., พรรณผกา อัครธรรมกุล Jan 2023

มาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในบริษัทจดทะเบียน : ศึกษาร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ...., พรรณผกา อัครธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในบริษัทจดทะเบียน ตามร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่....) พ.ศ. .... ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าว มีวัตถุประสงค์คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้รับทราบ หรือใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่มีการกระทำความผิดมาให้ความร่วมมือในการให้ข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอันนำไปสู่การป้องกันและยับยั้ง การกระทำความผิด โดยนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานในคดีอาญามาใช้บังคับ จากการศึกษาพบว่ามาตรการตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ยังไม่ครอบคลุมและไม่เป็น การสนับสนุนให้ผู้แจ้งเบาะแสกล้าที่จะออกมาเปิดเผยการกระทำความผิด ที่จะทำให้ผู้แจ้งเบาะแสได้รับ การคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม เกิดความมั่นใจและความกล้าที่จะเข้าสู่กระบวนการแจ้งเบาะแสมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่....) พ.ศ. ....ในหลักเกณฑ์ของมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ได้แก่ กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่ขัดขวางการรายงานการฝ่าฝืนกฎหมายหลักทรัพย์ และกำหนดโทษทางแพ่งแก่ผู้ที่กระทำการตอบโต้ผู้แจ้งเบาะแส กำหนดบทบัญญัติในการคุ้มครอง ได้แก่ ให้มีการคุ้มครองกรณีผู้แจ้งเบาะแสถูกฟ้องคดีปิดปาก การรักษาความลับโดยไม่ให้ถือว่าบุคคลที่แจ้งเบาะแสฝ่าฝืนการรักษาความลับ และกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้เงินรางวัล และมาตรการอื่นๆ นอกจากกฎหมาย ได้แก่ การปรับปรุงแบบฟอร์ม กำหนดให้มีการตั้งทนายความในการดำเนินการแจ้งเบาะแสแทนตัวผู้แจ้ง และการเสริมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการแจ้งเบาะแส


เหตุฉกรรจ์ในความผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส, พิมพ์ชนก นาคทรัพย์ Jan 2023

เหตุฉกรรจ์ในความผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส, พิมพ์ชนก นาคทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้นในกรณีการขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และมาตรา 300 ตามลำดับ โดยศึกษาความหมายของการกระทำโดยประมาทและการกำหนดเหตุเพิ่มโทษใน กรณีการขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บตามกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการบัญญัติเหตุฉกรรจ์ในความผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสของประเทศไทย สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2565) มาตรา 160 ทวิ/1 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันบัญญัติ บัญญัติเหตุเพิ่มโทษสำหรับความผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 291 และมาตรา 300 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไว้เพียง การฝ่าฝืนกฎหมายเรื่องใบอนุญาตขับขี่ อย่างไรก็ตาม ยังมีลักษณะการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจราจร ประการอื่นที่มีความร้ายแรงเช่นเดียวกับการฝ่าฝืนกฎหมายเรื่องใบอนุญาตขับขี่ โดยคำนึงปัจจัยด้านผู้กระทำและปัจจัยด้านพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ดังนั้นจึงสมควรบัญญัติเหตุที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นในความผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสเพิ่มขึ้นในรูปแบบเหตุฉกรรจ์ ในกรณีผู้ขับขี่ขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด และกรณีผู้ขับขี่รู้ว่าตนเป็นต้นเหตุหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่หยุดและพยายามหลบหนีจากความรับผิดทางอาญาหรือทางแพ่งที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนเหตุเพิ่มโทษเรื่องการฝ่าฝืนกฎหมายเรื่องใบอนุญาตขับขี่เป็นการรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากเหตุฉกรรจ์ และกำหนดบทลงโทษโดยการกำหนดระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง จะช่วยให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการลงโทษผู้กระทำผิดได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการลงโทษทางอาญาได้อย่างเหมาะสมขึ้น อันรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยในสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายอาญา


แนวทางการยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, เสฎฐวุฒิ ศิริวุฒิ Jan 2023

แนวทางการยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, เสฎฐวุฒิ ศิริวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เนื่องจากความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานเป็นการคุ้มครองเกียรติของเจ้าพนักงานเป็นสำคัญและเป็นการบังคับใช้อำนาจเด็ดขาดของรัฐ เพื่อศึกษาว่าเกียรติของเจ้าพนักงานสมควรที่จะได้รับความคุ้มครองมากกว่าเกียรติของบุคคลธรรมดาหรือไม่ และโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับนั้นได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดจากการกระทำความผิดหรือไม่ อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานมิได้ให้ความสำคัญถึงการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมากเท่าที่ควร จากการศึกษาหลักเกณฑ์และทฤษฎีเกี่ยวกับการคุ้มครองเกียรติของบุคคลพบว่าบุคคลที่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานกับบุคคลธรรมดาย่อมจะต้องได้รับความคุ้มครองเกียรติอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ส่วนโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับนั้น จากการศึกษาคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปพบว่า ศาลได้วางหลักการไว้ว่าการนำโทษจำคุกมาบังคับใช้นั้นไม่ได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้นและถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นเกินสมควร อีกทั้งประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมันแม้จะใช้โทษจำคุกมาลงโทษก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณคดีลดน้อยลงไป ในส่วนของการบังคับใช้ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานนั้น จากการศึกษาแนวคำวินิจฉัยของคำพิพากษาฎีกาของไทยเกี่ยวกับการตีความคำว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานยังพบปัญหาว่าการตีความว่าถ้อยคำใดเป็นถ้อยคำดูหมิ่นหรือถ้อยคำใดเป็นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน จากผลการศึกษาจึงนำไปสู่ข้อเสนอแนะของผู้เขียนว่าสมควรยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และหากมีการดูหมิ่นเจ้าพนักงานเกิดขึ้น ย่อมอาศัยความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดามาใช้บังคับและสมควรยกเลิกโทษจำคุกในความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดา ประการสุดท้าย เพิ่มเติมถ้อยคำในความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดาเกี่ยวกับการการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของบุคคลที่ไม่ถือว่าเป็นความผิด เพื่อให้ศาลได้คำนึงเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเป็นสำคัญด้วย


การบังคับใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ค.ศ.1980 ภายใต้การตั้งข้อสงวนข้อ 96 : ศึกษากรณีการรับฟังพยานหลักฐานนอกเอกสาร, อริญชย์ กุลพรเพ็ญ Jan 2023

การบังคับใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ค.ศ.1980 ภายใต้การตั้งข้อสงวนข้อ 96 : ศึกษากรณีการรับฟังพยานหลักฐานนอกเอกสาร, อริญชย์ กุลพรเพ็ญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา CISG แต่อย่างใด ประเทศไทยพิจารณาเข้าร่วมโดยตั้งข้อสงวนข้อ 96 ส่งผลให้รูปแบบของการทำสัญญา รวมถึงการพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของสัญญา ตามมาตรา 11 แห่ง CISG ไม่มีผลใช้บังคับ กรณีเช่นนี้ศาลประเทศไทยจะต้องปรับบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และรับฟังพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอาจมีความไม่สอดคล้องกับบริบททางการค้าระหว่างประเทศและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ UNCITRAL เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ค.ศ.1980 (CISG) ภายใต้การตั้งข้อสงวนข้อ 96 โดยพิจารณาถึงผลกระทบของการตั้งและไม่ตั้งข้อสงวนข้อ 96 ทั้งนี้จะพิจารณารวมไปถึงการรับฟังพยานหลักฐานนอกเอกสาร จากการศึกษาเปรียบเทียบอนุสัญญา CISG ต่างประเทศ พบว่าประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีการตั้งข้อสงวนข้อ 96 สัญญาสามารถทำด้วยวิธีการใด รวมถึงพิสูจน์พยานหลักฐานด้วยวิธีการใดก็ได้ไม่นำกฎหมายภายใน Parol Evidence Rule มาใช้บังคับ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามกฎหมายภายในกำหนดให้สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรจึงมีการตั้งข้อสงวนข้อ 96 ส่วนสาธารณรัฐประชาชนจีนขณะเข้ารวมเป็นภาคีมีการตั้งข้อสงวนข้อ 96 ไว้ แต่ภายหลังมีการแก้ไขกฎหมายภายในว่าการทำสัญญาจะกระทำด้วยวิธีการใดก็ได้จึงมีการยกเลิกข้อสงวนข้อ 96 ผลของการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา CISG โดยไม่ตั้งข้อสงวนข้อ 96 เพื่อที่การทำสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศจะกระทำลงในรูปแบบใดก็ได้ และสามารถพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของสัญญาด้วยวิธีใดก็ได้เช่นกัน ตามมาตรา 11 แห่งอนุสัญญา CISG เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อแก้ไขการขัดกันของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กับอนุสัญญา CISG ผู้เขียนจึงขอเสนอให้แยกกฎหมายที่บังคับใช้กับสัญญาซื้อขายภายในประเทศออกจากกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ โดยนำวิธีการปรับใช้บทกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นแนวทางปรับใช้ เพื่อให้การปรับใช้กฎหมายมีความชัดเจนต่อไป


การกำหนดฐานความผิดอาญาสำหรับการหลอกลวงว่ามีวัตถุระเบิดอันอาจก่อให้เกิดความโกลาหล, นภัสวรรณ ดวงภิรมย์ Jan 2023

การกำหนดฐานความผิดอาญาสำหรับการหลอกลวงว่ามีวัตถุระเบิดอันอาจก่อให้เกิดความโกลาหล, นภัสวรรณ ดวงภิรมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดฐานความผิดอาญาสำหรับการหลอกลวงว่ามีวัตถุระเบิดอันอาจก่อให้เกิดความโกลาหล สืบเนื่องจากการกระทำในลักษณะหลอกลวงว่ามีระเบิดหรือขู่วางระเบิดตามกฎหมายไทยไม่ได้ถูกบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ แต่มีบทบัญญัติหลักที่ใช้บังคับคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 ซึ่งอยู่ในภาคลหุโทษ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การกำหนดโทษทางอาญาตามมาตราดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องแก่ความร้ายแรงของการกระทำความผิดที่อาจก่อให้เกิดความโกลาหลแก่สังคมได้ จากการศึกษาพบว่า เมื่อเทียบกับความร้ายแรงของการหลอกลวงว่ามีระเบิดหรือขู่วางระเบิดซึ่งก่อให้เกิดความแตกตื่นตกใจแก่ประชาชนหรือถึงขั้นเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 ไม่สามารถป้องกันและยับยั้งการกระทำความผิดดังกล่าวได้ อีกทั้งจากการเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส พบว่าทั้งสามประเทศมีบทบัญญัติความผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงว่ามีระเบิดไว้เป็นการเฉพาะและจัดเป็นอาชญากรรมที่มีความร้ายแรงจึงมีอัตราโทษที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้กำหนดฐานความผิดอาญาสำหรับการหลอกลวงว่ามีวัตถุระเบิดอันอาจก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นมาใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาความแตกต่างของโทษทางอาญาสำหรับการกระทำความผิดอย่างเดียวกันในการหลอกลวงว่ามีระเบิดและปัญหาเรื่องสัดส่วนการลงโทษที่ไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด


ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตของผู้บริโภคภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 : ศึกษากรณีนิติบุคคล ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก และวัตถุประสงค์ของสัญญา, กฤศ พันธุ์โยธิน Jan 2023

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตของผู้บริโภคภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 : ศึกษากรณีนิติบุคคล ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก และวัตถุประสงค์ของสัญญา, กฤศ พันธุ์โยธิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นิยามคำว่า “ผู้บริโภค" ถือเป็นหนึ่งบทบัญญัติที่กำหนดขอบเขตของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นบทบัญญัติที่กำหนดว่าผู้ใดจะเป็นประธานแห่งสิทธิในกฎหมายทั้งสองฉบับ อย่างไรก็ตามการมีสถานะเป็นผู้บริโภคนั้นแตกต่างจากสถานะบุคคล คือ มิได้เป็นสถานะที่อยู่ติดกับตัวของผู้ทรงสถานะตลอดเวลา แต่บุคคลจะทรงสถานะผู้บริโภคก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่กฎหมายกำหนดและกระทำกิจกรรมหรือเข้าทำสัญญาภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งนิยามผู้บริโภคนั้นนอกจากจะเป็นบทบัญญัติกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ทรงสถานะผู้บริโภคแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้มีหน้าที่ต่อผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนศาล ทราบว่าตนมีหน้าที่ต่อผู้บริโภคตามกฎหมายอย่างไร จึงอาจกล่าวได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้เลยก็ว่าได้ แต่อย่างก็ตามจากการศึกษาแนวทางการปรับใช้บทบัญญัติดังกล่าวของศาล กลับพบว่าศาลได้สร้างหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าใครเป็นผู้บริโภคขึ้นมามากมาย ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งหากพิจารณาแต่เพียงบทบัญญัติของกฎหมายก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีหลักเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ จึงส่งผลให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฎหมายยฉบับนี้ที่อยู่ต้นน้ำไม่อาจทราบได้อย่างแน่ชัดว่าใครคือผู้บริโภคในหลายกรณี อีกทั้งด้วยลักษณะของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่มีลักษณะของกฎหมายปกครองที่ให้อำนาจรัฐในการออกกฎหรือคำสั่งต่อเอกชน ตลอดจนมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของผู้ประกอบธุรกิจ การขาดความชัดเจนดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมต่อผู้ที่ต้องมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายดังกล่าวด้วยทั้งนี้ ผู้เขียนได้ศึกษาเปรียบเทียบกับแนวทางการบัญญัติและการปรับใช้กฎหมายของต่างประเทศ พบว่า มีแนวทางในการกำหนดขอบเขตของผู้บริโภคที่หลากหลาย เช่น ประเทศออสเตรเลียทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอาจเป็นผู้บริโภคได้ และมีการนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับวงเงินของสัญญามาใช้ในการกำหนดว่าใครคือผู้บริโภคโดยไม่ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของสัญญาที่อยู่ในวงเงินจำนวนดังกล่าว เว้นแต่ เป็นการซื้อวัตถุดิบเพื่อการแปรรูป หรือการซื้อมาเพื่อขายต่อ ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหาการต้องตีความและความไม่ชัดเจนของกฎหมายและเป็นการขยายความคุ้มครองไปยังผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศสกำหนดให้บุคคลธรรมดาเท่าที่กระทำการนอกขอบเขตของกิจกรรมทางการค้า อุตสาหกรรม งานฝีมือ วิชาชีพ หรือเกษตรกรรมเท่านั้นเป็นผู้บริโภค แต่ก็มีการให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายว่าด้วยการบริโภคบางส่วนไปใช้กับผู้ประกอธุรกิจด้วย โดยมิได้ถือว่าผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้บริโภค หรือในส่วนของสหภาพยุโรปที่แม้จะกำหนดให้บุคคลธรรมดาที่กระทำนอกกรอบวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่ในทางการค้า ทางธุรกิจ งานฝีมือ หรือวิชาชีพเท่านั้นเป็นผู้บริโภค แต่ก็ไม่ได้ห้ามรัฐสมาชิกในการที่จะขยายขอบเขตของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคไปยังนิติบุคคล หรือผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก จึงอาจกล่าวได้ว่า นิยามคำว่าผู้บริโภคของแต่ละประเทศอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ๆ อย่างไรก็ตามทุกประเทศมีการบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง แต่ประเทศไทยไม่มีคือ การบัญญัติวัตถุประสงค์ของกิจกรรมหรือสัญญาที่จะถือว่าเป็นการกระทำในฐานะผู้บริโภคดังนั้น ผู้เขียนเห็นว่า การกำหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมหรือสัญญาและการกำหนดว่านิติบุคคลเป็นผู้บริโภคได้หรือไม่ไว้โดยชัดแจ้งในนิยามคำว่า “ผู้บริโภค" จะสามารถช่วยสร้างช่วยความชัดเจนและความแน่นอนแก่กฎหมายฉบับนี้ และช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนสามารถทราบได้แน่ชัดมากขึ้นว่าใครคือผู้บริโภค ตลอดจนสามารถทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของตน และวางแผนในอนาคตของตนได้อย่างมีความมั่นใจว่าตนได้ปฏิบัติตามกฎหมาย


ปัญหาการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ : ศึกษาเฉพาะกรณีแสดงราคาแบบ Drip Pricing, รัตติยากร ชัยศรี Jan 2023

ปัญหาการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ : ศึกษาเฉพาะกรณีแสดงราคาแบบ Drip Pricing, รัตติยากร ชัยศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจในวงอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆได้ใช้กลยุทธ์การแสดงราคาแบบ Drip Pricing มาใช้ในการโฆษณาเสนอขายสินค้าหรือบริการของตนในตลาดออนไลน์มากขึ้น ซึ่งการแสดงราคาแบบ Drip Pricing เป็นการโฆษณาเพียงส่วนหนึ่งของราคาสินค้าหรือบริการครั้งแรกต่อผู้บริโภค และเปิดเผยค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่บังคับหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ในภายหลังเมื่อผู้บริโภคดำเนินการตามขั้นตอนการซื้อ หรือเปิดเผยราคารวมในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการซื้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคจ่ายเงินในราคาสูงกว่าราคาที่โฆษณาครั้งแรกหรือจ่ายเงินมากกว่าที่คาดหมายและทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบข้อเสนอราคาของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นทำได้ยากขึ้น จึงเป็นการโฆษณาราคาสินค้าหรือบริการที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังจะจ่ายราคาที่โฆษณาหรือเชื่อว่าตนสามารถซื้อสินค้าหรือบริการในราคาที่โฆษณาครั้งแรกได้ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาและการแสดงราคาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แต่ไม่สามารถนำมาใช้บังคับแก้ปัญหาการแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากการศึกษากฎหมายของประเทศแคนาดา ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนพบว่า ทั้งสามประเทศดังกล่าวมีมาตรการทางกฎหมายในการบังคับใช้ควบคุมป้องกันและยับยั้งการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing เป็นการกระทำหรือการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมหรือหลอกลวงและเป็นวิธีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการโฆษณาเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยไม่เปิดเผยอย่างชัดเจนถึงราคารวมทั้งหมดที่ ผู้บริโภคจะต้องชำระซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด การโฆษณาดังกล่าวจึงต้องห้ามตามกฎหมายของทั้งสามประเทศ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องออกมาตรการทางกฎหมายควบคุมการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อควบคุมกำกับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ)ของสินค้าหรือบริการถูกต้องตามกฎหมายโดยแสดงให้ชัดเจนและถูกต้องตามความจริง ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาสินค้าหรือบริการและมีหน้าที่ป้องกันการกระทำดังกล่าว เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องและเพียงพอในการตัดสินใจซื้อหรือในการเปรียบข้อเสนอราคาอย่างรอบรู้และมีประสิทธิภาพ และป้องกันมิให้ผู้บริโภคจ่ายเงินในราคาสูงกว่าราคาที่โฆษณาหรือจ่ายเงินมากกว่าที่คาดหมาย ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยเพื่อควบคุมป้องกันและยับยั้งการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เป็นธรรมหรือหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ 1.) ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ตามมาตรา 22 วรรคสอง(5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยกำหนดห้ามการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing และ 2.)ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ “การแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ)" ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ) ให้ชัดเจนและถูกต้องในโฆษณา ก่อนที่ผู้บริโภคจะเริ่มกระบวนการซื้อทางออนไลน์


การอนุญาตและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า : วิเคราะห์เปรียบเทียบตามแนวคิดในทางกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ, ปกรณ์ เกศจรัสวรรณ Jan 2023

การอนุญาตและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า : วิเคราะห์เปรียบเทียบตามแนวคิดในทางกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ, ปกรณ์ เกศจรัสวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจในการควบคุมสินค้าที่อันตรายโดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า โดยเปรียบเทียบและศึกษากฎหมายต่างประเทศเพื่อชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสีย ตลอดจนผลลัพธ์ในทางเศรษฐกิจของกฎหมายต่างประเทศในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับหลักกฎหมายไทยในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจากการศึกษาพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงมาก และยังให้ผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจอีกด้วย ฉะนั้น การที่ประเทศไทยใช้มาตรการห้ามเด็ดขาดบุหรี่ไฟฟ้าแต่กลับปล่อยให้สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าดังเช่นบุหรี่มวนแบบดั้งเดิมสามารถนำเข้า ผลิต จำหน่าย หรือใช้และครอบครองได้อย่างถูกกฎหมายนั้น เป็นการไม่สอดคล้องต่อแนวคิดในทางกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการอนุญาตบุหรี่ไฟฟ้าภายใต้การควบคุมตามหลักการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจมากที่สุดและในขณะเดียวกันยังเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะในเรื่องอื่น ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าควรจะนำเอามาตรการในการควบคุมของประเทศต่าง ๆ ที่ทำการอนุญาตบุหรี่ไฟฟ้ามาปรับใช้ โดยมาตรการในการควบคุมในแต่ละประเทศก็จะมีความแตกต่างกันออกไป จึงควรนำเอามาตรการที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย


การฟ้องคดีแทนประชาชน : ศึกษากรณีความทับซ้อนระหว่างอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกับสภาองค์กรของผู้บริโภค, โสภณ หนูรัตน์ Jan 2023

การฟ้องคดีแทนประชาชน : ศึกษากรณีความทับซ้อนระหว่างอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกับสภาองค์กรของผู้บริโภค, โสภณ หนูรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงความทับซ้อนในการฟ้องคดีแทนประชาชนของหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยระหว่างสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีอำนาจฟ้องคดีแทนประชาชนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กับสภาองค์กรของผู้บริโภคซึ่งมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ซึ่งทั้งสองหน่วยงานมีฐานะเป็นนิติบุคคลมหาชน โดยศึกษาบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการใช้อำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคของแต่ละหน่วยงาน โดยได้นำบทบัญญัติเรื่องการฟ้องคดีแทนที่ปรากฎในกฎหมายต่างประเทศมาเปรียบเทียบ วิเคราะห์กับแนวคิดและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนำมาพัฒนาบทบัญญัติต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางต่อการกำหนดการดำเนินคดีแทนประชาชนที่เหมาะสมของทั้งสองหน่วยงานในการดำเนินงานคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติการฟ้องคดีแทนประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและสภาองค์กรของผู้บริโภค มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการฟ้องคดีแทนประชาชนที่มีบางประการที่เหมือนกัน ทำให้อาจเกิดความทับซ้อนในการฟ้องคดีแทนประชาชน เกิดการนำคดีขึ้นสู่ศาลจำนวนมากในเรื่องเดียวกัน และยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานเพื่อป้องกันการฟ้องคดีที่ซ้ำซ้อนกัน อย่างไรก็ตาม การมีนิติบุคคลมหาชนหลายองค์กรฟ้องคดีแทนประชาชนในฐานะผู้บริโภคย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการเข้าถึงความยุติธรรม และทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคโดยรวม แต่ทั้งนี้ รัฐควรมีมาตรการสนับสนุนในการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคแก่องค์กรเอกชนที่ได้รับรองการฟ้องคดีแทนประชาชนด้วย ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางการเพิ่มเติมบทบัญญัติบางประการในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองหน่วยงาน คือ เพิ่มเติมบทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 39 เพื่อให้อำนาจแก่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแทนประชาชนที่ร้องขอให้ช่วยเหลือกรณีที่ผู้บริโภคถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคด้วย เมื่อคณะกรรมการเห็นว่า การดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยรวม รวมถึงเพิ่มเติมบทบัญญัติในกฎกระทรวง การยื่นคำขอและการรับรองสมาคมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2560 ข้อ 11 โดยเพิ่มหลักเกณฑ์การสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรของผู้บริโภคในการดำเนินคดีแทนผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภค และเสนอเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการฟ้องคดีแทนประชาชนของสภาองค์กรของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ในมาตรา 14 (7) โดยกำหนดถ้อยคำเพิ่มเติมการกระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ต้องเป็นกรณีการดำเนินคดีอันเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคโดยรวม ไม่รวมถึงกรณีความเสียหายของผู้บริโภครายบุคคล เพื่อให้สอดคล้องตามหลักการการดำเนินคดีแทนผู้บริโภค และเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและสภาองค์กรของผู้บริโภคจัดทำแนวปฏิบัติหรือบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคระหว่างสององค์กรว่ากรณีองค์กรใดจะมีการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคให้มีการทำหนังสือแจ้งให้อีกองค์กรทราบ เพื่อป้องกันมิให้มีฟ้องคดีแทนผู้บริโภคทับซ้อนกัน


การบังคับตามคำชี้ขาดส่วนดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศ, กาลัญญุพรรษ ไชยรัตน์ Jan 2023

การบังคับตามคำชี้ขาดส่วนดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศ, กาลัญญุพรรษ ไชยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบังคับตามคำชี้ขาดส่วนดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ยังคงเป็นประเด็นปัญหาตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา หากบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจะเป็นการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมมอันดีของประชาชน เนื่องจากขัดต่อมาตรา 224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามกฎหมายภายใน ศึกษาเปรียบเทียบกับการบังคับตามคำชี้ขาดของศาลต่างประเทศประเทศอังกฤษ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสิงคโปร์ รวมถึงอนุสัญญานิวยอร์ก ค.ศ. 1958 แม้กฎหมายภายในของประเทศกรณีศึกษามีบางกรณีที่ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดเช่นเดียวกับกฎหมายภายในของประเทศไทย แต่ในกฎหมายอนุญาโตตุลาการนั้นมีการบัญญัติให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการที่จะกำหนดดอกเบี้ยเชิงเดี่ยวและดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยได้ นอกจากนี้แนวทางการตีความนโยบายสาธารณะของศาลประเทศกรณีศึกษายังใช้แนวทางการตีความอย่างแคบ นำมาสู่แบ่งระดับการขัดต่อนโยบายสาธารณะ จากการศึกษาพบว่าดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดไม่ใช่สิ่งที่ขัดต่อนโยบายสาธารณะอย่างชัดแจ้งในระดับสากลหรือขัดต่อหลักพื้นฐานของความยุติธรรมและศีลธรรมซึ่งเป็นระดับที่สอง ศาลจึงควรชั่งน้ำหนักและสร้างสมดุลระหว่างหลักความเป็นที่สุดและผลที่จะเกิดขึ้นจากการยอมบังคับตามสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายภายในอันเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ โดยผู้ศึกษามีความเห็นให้น้ำหนักไปทางหลักความเป็นที่สุดของคำชี้ขาด ท้ายที่สุดจึงได้มีการเสนอแนะให้ศาลไทยมีแนวทางการตีความนโยบายสาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างแคบตามแนวทางของอนุสัญญานิวยอร์กเพื่อให้การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ความไม่เหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมืองของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง, ฉัฐพงษ์ ฤกษ์พัฒนาพร Jan 2023

ความไม่เหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมืองของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง, ฉัฐพงษ์ ฤกษ์พัฒนาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมือง โดยมุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ และวิธีการขั้นตอนการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองโดยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรคคการเมืองของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองของไทยที่มีรูปแบบผสมระหว่าง การให้ดุลยพินิจกับองค์กรกลางในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองกับการให้เสรีภาพแก่พรรคการเมืองในการทำกิจกรรมทางด้านการเมือง การจัดสรรรูปแบบใด สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองหรือไม่จากการศึกษาพบว่า การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองตามมาตรา 83 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ไม่ได้กำหนดเรื่องการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนให้ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองแต่อย่างใด อีกทั้งเกณฑ์ในการพิจารณาที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ทำให้พรรคการเมืองที่ต้องดำเนินกิจการทางการเมืองในประเด็นของการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนตามประเด็นปัญหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในแต่ละท้องที่เพื่อเป็นนโยบายของพรรคการเมืองในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจการทางการเมืองตามวัตถุประสงค์ของพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินนโยบายต้องตามความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่


พัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, คนคม จินดามัย Jan 2023

พัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, คนคม จินดามัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้ศึกษาถึงพัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นของประเทศไทยในช่วงระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนมาถึงช่วงระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศึกษาถึงพัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นในประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย และประเทศปากีสถาน เพื่อวิเคราะห์ที่มา พัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นในประเทศไทย จนนำไปสู่การเสนอแนวทางในการตีความปรับใช้บทบัญญัติให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเมืองในปัจจุบันในระบอบการปกครองประชาธิปไตยบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองภายในกรอบของกฎหมาย แต่บางข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นพบว่าการแสดงความคิดเห็นที่เข้าข่ายตามระบอบการปกครองประชาธิปไตยกลับถูกมองว่าเป็นการยุยงปลุกปั่นซึ่งสาเหตุนั้นน่าจะมาจากการตีความปรับใช้บทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมการเมืองในระบอบการปกครองประชาธิปไตยดังนั้นจะต้องมีการตีความปรับใช้ความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเมืองในระบอบการปกครองประชาธิปไตย


การกำหนดความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์, ชาตินิธิ ชัยโชตกิจ Jan 2023

การกำหนดความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์, ชาตินิธิ ชัยโชตกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การสร้างราคาหลักทรัพย์ หรือการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน เป็นต้น ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายหลังจากการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในปี พ.ศ. 2559 โดยมีการนำมาตรการลงโทษทางแพ่ง มาใช้แทนการดำเนินคดีอาญาเพื่อแก้ไขปัญหาการพิสูจน์พยานหลักฐานในคดีอาญาที่มีพยานหลักฐานไม่เพียงพอลงโทษผู้กระทำความผิด ปรากฏว่าหลังจากการแก้ไขกฎหมายสามารถบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดได้ แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ ไม่สามารถป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำความผิดได้ เนื่องจากมาตรการลงโทษทางแพ่ง ไม่สามารถสร้างความหวาดกลัวในการที่จะไปกระทำความผิด เพราะเป็นการลงโทษในทรัพย์สินเท่านั้น ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดต่อไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์ เพื่อหามาตรการทางกฎหมายที่สามารถนำมาแก้ปัญหานี้ จากการศึกษาข้างต้นพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหราชอาณาจักร และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงมีบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานสมคบเป็นความรับผิดทางอาญาทั่วไป ซึ่งมีประสิทธิภาพในการนำมาใช้กับความผิดที่มีลักษณะของการกระทำเป็นกลุ่มหรือองค์กรและมีการดำเนินการที่แยบยลยากต่อการแสวงหาพยานหลักฐาน และทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของกลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดได้ แต่ละประเทศได้มีการนำความผิดฐานสมคบนี้มาใช้กับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ จึงเห็นควรเสนอแนะให้มีการบัญญัติความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อคุ้มครองนักลงทุนทั่วไปและสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมให้กับตลาดทุนของประเทศไทย


การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร Jan 2023

การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่ถูกนำมาใช้ในงานศิลปะดิจิทัลอันเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าหรืออาจได้รับความคุ้มครองตามหลักเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด (Freedom of Expression) เพียงใด และสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Exclusive Right) ที่ได้รับความคุ้มครองในสินค้าที่เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ควรขยายครอบคลุมถึงสินค้าในโลกเสมือน (Virtual product) ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีรูปร่างหรือไม่ นอกจากนี้หากการสร้างงานขึ้นมาใหม่ของศิลปินนั้นส่งผลให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้รับความเสียหายซึ่งมักเกิดขึ้นกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปของสาธารณชน (well-known mark) โดยอาจทำให้เครื่องหมายการค้านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ การสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนกับการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลกำไรและชื่อเสียงทางการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าและคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือคุ้มครองเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหลงผิดของประชาชนทั่วไปจึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาผู้เขียนได้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 บางประการรวมทั้งนำเสนอแนวทางการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล เพื่อให้การปรับใช้และการตีความกฎหมายให้เป็นไปอย่างชัดเจน สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงออก(freedom of expression) โดยพิจารณาถึงความเกี่ยวข้องทางศิลปะกับผลงานที่เกี่ยวข้องและไม่ได้ทำให้เข้าใจผิดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเนื้อหาของงานเพื่อคุ้มครองศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานและไม่เป็นการผูกขาดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า


การรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากระบบสวัสดิการของรัฐ, ณัฐชยา แสนมโนวงค์ Jan 2023

การรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากระบบสวัสดิการของรัฐ, ณัฐชยา แสนมโนวงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎี การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทยและในต่างประเทศ และวิเคราะห์ปัญหาในทางกฎหมายของการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย จากการศึกษาจากหนังสือ บทความ ทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย รวมถึงเอกสารของต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษา พบว่าหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีความไม่มีความชัดเจนแน่นอนเพียงพอ อีกทั้ง เกิดปัญหาในการตีความทางกฎหมายในการจำกัดสิทธิกลุ่มผู้สูงอายุตามมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เนื่องจากการกำหนดเกณฑ์โดยต้องเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ไม่มีความแน่ชัดว่าสูงอายุกลุ่มใดบ้างควรได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความทั่วถึง และเป็นธรรม นอกจากนี้ การกำหนดหน้าที่ผู้สูงอายุต้องพิสูจน์ว่าตนสมควรที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น การสร้างภาระให้แก่ผู้สูงอายุเกินสมควร นำไปสู่การขัดต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุตามที่รับรองสิทธิของผู้สูงอายุไว้ในรัฐธรรมนูญไทยผู้เขียนจึงเสนอให้มีหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีความชัดเจนและเป็นธรรม และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดการใช้เกณฑ์รายได้เป็นตัวกำหนดสิทธิในการรับเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุในลักษณะของดัชนีชี้วัดความยากจน และแก้ไขการแก้ไขถ้อยคำจาก “สงเคราะห์" เป็น “การจัดสวัสดิการ" เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ


การออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร, ณัฐณิชา พันธ์โสตถี Jan 2023

การออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร, ณัฐณิชา พันธ์โสตถี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันใน ด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุมในลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดําเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยผู้วิจัยพบว่า หลักเกณฑ์ใน การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) และ (2) นั้นไม่ครอบคลุมกับการ พิจารณาว่านิติบุคคลใดจะมีความสัมพันธ์กัน (related company) จึงเป็นช่องโหว่ที่ทําให้นักลงทุนต่างชาติมาใช้ ประโยชน์จากความไม่ชัดเจนของกฎหมายในทางที่ไม่ชอบ เช่น การหนีภาษี (tax evasion) โดยการเข้าทําธุรกรรม ระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันซึ่งอาจจะเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนหรือ จําหน่ายทรัพย์สิน การขายสินค้า การให้บริการ ตลอดจนการกู้ยืมเงิน โดยกําหนดให้ค่าตอบแทน ราคาสินค้า ค่าบริการ และอัตราดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามราคาตลาด (market price) เพื่อใช้เป็นช่องทางในการถ่ายโอนกําไร (profit shifting) ไปยังอีกนิติบุคคลหนึ่งซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่ตํ่าหรือไม่มีการจัดเก็บ ภาษีเลย ทําให้กรมสรรพากร หรือหน่วยงานจัดเก็บภาษีนั้นไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่กําหนดนิยาม นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันใน ด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุมในลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดําเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง ไว้ เป็นการเฉพาะ แต่เมื่อผู้วิจัยนํามาศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ คือ ประเทศเยอรมนี และประเทศ อินเดียแล้ว พบว่าทั้งสองประเทศมีการบัญญัติเป็นกฎหมายไว้อย่างชัดเจนผู้วิจัยจึงเห็นว่าสามารถนํากฎหมายของ ต่างประเทศมาปรับใช้กับกฎหมายไทยโดยการออกเป็นกฎกระทรวง ตามที่มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวล รัษฎากร ให้อํานาจไว้


ผลฉกรรจ์ในความผิดฐานฉ้อโกง : ศึกษากรณีการกระทำส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรง, ณัฐนิช งามเหลือ Jan 2023

ผลฉกรรจ์ในความผิดฐานฉ้อโกง : ศึกษากรณีการกระทำส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรง, ณัฐนิช งามเหลือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดผลฉกรรจ์ในความผิดฐานฉ้อโกงที่ส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรง เนื่องด้วยการฉ้อโกงหลายกรณีส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรงแก่ผู้เสียหายโดยไม่คำนึงว่าจะมีมูลค่าความเสียหายน้อยหรือมาก ผลกระทบดังกล่าวเป็นกรณีร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย อีกทั้งยังกระทบต่อความรู้สึก ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของสังคมโดยรวมด้วยอย่างไรก็ตาม ความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งบัญญัติไว้เหตุฉกรรจ์ไว้เพียง 2 กรณีเท่านั้นตามประมวลกฎหมายอาญาไทย ยังไม่มีการกำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากผลความเสียหายหรือที่เรียกว่า ผลฉกรรจ์ ทำให้สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้เพียงบทบัญญัติพื้นฐานเท่านั้น กฎหมายที่มีการบังคับใช้อยู่จึงไม่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการลงโทษให้ได้สัดส่วนและเหมาะสมต่อผลร้ายแรงที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่สามารถป้องกันและยับยั้งการกระทำความผิดได้แต่อย่างใดจากการศึกษาพบว่า กฎหมายต่างประเทศได้ให้ความสำคัญและคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสถานภาพทางการเงินของเหยื่อจากการฉ้อโกง โดยบัญญัติให้เป็นสถานการณ์ร้ายแรงที่ศาลสามารถเพิ่มโทษหนักขึ้นแก่ผู้กระทำความผิดได้ จึงเห็นควรกำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมความผิดฐานฉ้อโกงที่ส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรงเป็นผลฉกรรจ์ในความผิดฐานฉ้อโกง เพื่อให้การลงโทษมีความสัดส่วนและเหมาะสมกับความร้ายแรง อีกทั้งช่วยยับยั้งอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


สถานะและผลกฎหมายในการดำเนินธุรกรรมแฟ็กเตอริงในประเทศไทย, ภัทรฤทัย แสงแดง Jan 2023

สถานะและผลกฎหมายในการดำเนินธุรกรรมแฟ็กเตอริงในประเทศไทย, ภัทรฤทัย แสงแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงกำลังเข้ามามีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจในประเทศไทย การทำธุรกรรมระหว่างผู้ขายบัญชีลูกหนี้ทางการค้ากับบริษัทแฟ็กเตอริงในปัจจุบันนั้นยังไม่มีการกำหนดแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการโอนหนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเรียกเก็บหนี้การค้า เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการดำเนินธุรกิจและกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการบริษัทแฟ็กเตอริง โดยบทบัญญัติที่ใกล้เคียงมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกรรมของบริษัทแฟ็กเตอริง จึงมีการนำบทบัญญัติกฎหมายทั่วไปเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องและการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้มาปรับใช้โดยเฉพาะในส่วนของบทบัญญัติเกี่ยวกับการเรียกเก็บหนี้การค้า ดังนั้นแล้วการไม่ชัดเจนในการนำกฎหมายมาปรับใช้ ซึ่งก่อให้เกิดประเด็นในความคลุมเครือของสถานะและผลทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการเรียกเก็บจากบัญชีลูกหนี้ในธุรกิจแฟ็กเตอริง เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวสถานะและผลทางกฎหมายในการนำกฎหมายในปัจจุบันที่นำมาปรับใช้เป็นสำคัญ เพียงเฉพาะในกรอบของกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิเรียกร้องและการแปลงหนี้ใหม่ในส่วนของปัญหาในการเรียกเก็บหนี้เท่านั้น ตลอดจนแสวงหาแนวทางการกำหนดแนวปฏิบัติ หลักเกณฑ์ กฎระเบียบ เพื่อก่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บหนี้การค้าสำหรับธุรกิจแฟ็กเตอริง โดยเทียบเคียงกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการทำแฟ็กเตอริงเป็นประเทศแรก ๆ ของโลก อีกทั้งยังมีการวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไว้เพื่อแนวทางสำหรับการดำเนินธุรกรรมในการประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริง ผลการศึกษาพบว่า หากประเทศไทยจะทำการพัฒนาธุรกิจแฟ็กเตอริงให้ได้รับความนิยมและสร้างมาตรฐานการดำเนินงานธุรกิจให้เท่าเทียมกับต่างประเทศนั้น ควรมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินงานธุรกิจแฟ็กเตอริง โดยกำหนดแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกเก็บหนี้โดยการกำหนดให้กระบวนการโอนสิทธิเรียกร้องและการแปลงหนี้ใหม่ให้เกิดขึ้นโดยการรับทราบของทั้งสามฝ่าย ได้แก่ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และบริษัทแฟ็กเตอริง ซึ่งต้องมีการกำหนดข้อตกลงร่วมกันในการทำสัญญาชำระหนี้ รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขในการทำสัญญาฉบับใหม่ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งสามฝ่ายปรึกษาหารือกันเพื่อไม่ให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญของการทำนิติกรรมสัญญาและข้อตกลงในสัญญา นอกจากนี้กำหนดแนวทางในการไล่เบี้ยและเรียกเก็บหนี้ให้ทุกฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับผิดชอบต่อหนี้นั้นร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งควรมีการทบทวนและศึกษาเกี่ยวกับหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อเข้ามากำกับดูแลตลอดจนออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงเป็นการเฉพาะ เนื่องจากการทำแฟ็กเตอริงนี้นั้นมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเงินทุนในการหมุนเวียนในธุรกิจได้


เหตุฉกรรจ์ฐานความผิดมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์, นภัสสร อยู่สำราญ Jan 2023

เหตุฉกรรจ์ฐานความผิดมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์, นภัสสร อยู่สำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางปรับปรุงเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ให้สอดคล้องกับหลักการลงโทษที่ได้สัดส่วน โดยผู้วิจัยมุ่งศึกษาทั้งแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง พัฒนาการของกฎหมายยาเสพติดไทยและแนวทางการตีความของศาลฎีกา ตลอดจนศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับพันธกรณีระหว่างประเทศและบทบัญญัติในกฎหมายยาเสพติดของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางปรับปรุงเหตุฉกรรจ์สำหรับฐานความผิดดังกล่าวให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นจากการศึกษาพบว่า แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดมีเจตนารมณ์ในการลงโทษผู้กระทำความผิดให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้กระทำและความร้ายแรงของความผิด รวมถึงกำหนดให้ผู้บังคับใช้กฎหมายคำนึงถึงพฤติการณ์ประกอบการกระทำความผิดอื่น ๆ นอกเหนือจากปริมาณยาเสพติดในคดีด้วยก็ตาม อย่างไรก็ดี บทบัญญัติเหตุฉกรรจ์หลายกรณีตามประมวลกฎหมายยาเสพติดได้ใช้ถ้อยคำที่กว้างขวางและมิได้มีนิยามกำหนดไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ เหตุฉกรรจ์กรณีการกระทำเพื่อการค้า, เหตุฉกรรจ์กรณีการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเหตุฉกรรจ์กรณีการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ซึ่งเมื่อนำมาปรับใช้กับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติด ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการตีความและบังคับใช้อย่างมาก เนื่องจากลักษณะของความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดนั้นมิได้มีพฤติการณ์ประกอบการกระทำความผิดที่บ่งชี้ถึงเจตนาตามเหตุฉกรรจ์ได้ชัดเจนเท่ากับความผิดฐานอื่น ๆ จนในท้ายที่สุด ผู้บังคับใช้กฎหมายมักจะตีความเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวตามอัตวิสัย ซึ่งก่อให้เกิดผลลักลั่นกันในแต่ละคดี และทำให้การลงโทษผู้กระทำความผิดไม่สอดคล้องกับหลักการลงโทษที่ได้สัดส่วนอย่างแท้จริง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างบทบัญญัติและเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติด เพื่อให้การบังคับใช้เหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานดังกล่าว มีขอบเขตที่ชัดเจนเป็นธรรม และสอดคล้องหลักการลงโทษที่ได้ส่วนมากยิ่งขึ้น


การตีความสถานะความเป็นนักลงทุนของรัฐวิสาหกิจในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, นภิสา ล่ำ Jan 2023

การตีความสถานะความเป็นนักลงทุนของรัฐวิสาหกิจในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, นภิสา ล่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รัฐวิสาหกิจไม่มีนิยามทางกฎหมายอันเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่มีแนวคิดทั่วไปว่าเป็นองคภาวะที่รัฐเป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในการควบคุม การที่มีความเป็นรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นทำให้รัฐวิสาหกิจมีลักษณะและวัตถุประสงค์แตกต่างจากเอกชน ในกรณีที่รัฐวิสาหกิจต่างชาติทำการลงทุนในดินแดนของรัฐผู้รับการลงทุนและเกิดข้อพิพาท หากมีการอาศัยกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักงทุนตามที่รัฐผู้ทำการลงทุนและรัฐผู้รับการลงทุนได้ตกลงไว้ในความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนแล้ว ก็จะต้องพิจารณาว่ารัฐวิสาหกิจมีสถานะเป็นนักลงทุนตามความตกลงที่จะได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์หรือไม่ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการฟ้องร้องรัฐผู้รับการลงทุนด้วย อันมีผลต่อเขตอำนาจเหนือบุคคลของคณะอนุญาโตตุลาการในการพิจารณาชี้ขาดคดี อย่างไรก็ดี นิยามคำว่า “นักลงทุน" ตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนโดยส่วนใหญ่ และนิยามคำว่า “คนชาติของอีกรัฐภาคีหนึ่ง" ตามอนุสัญญาว่าด้วยการระงับข้อพิพาทการลงทุนระหว่างรัฐและคนชาติของรัฐอื่น ค.ศ. 1965 นั้นไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่ารวมถึงรัฐวิสาหกิจหรือไม่ จึงเกิดเป็นปัญหาในการตีความสถานะความเป็นนักลงทุนของรัฐวิสาหกิจในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนด้วยเหตุนี้ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงแนวคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสถานะความเป็นนักลงทุนของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ที่คณะอนุญาโตตุลาการนำมาปรับใช้ในการตีความปัญหาดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้ทำให้ปัญหาดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้นว่ารัฐวิสาหกิจสามารถอยู่ในสถานะนักลงทุนได้ แม้ว่าคำว่า “นักลงทุน" และ “คนชาติของอีกรัฐภาคีหนึ่ง" จะไม่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนก็ตาม