Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2761 - 2790 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์ Jan 2023

การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นหาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรและมาตรการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เนื่องจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการกระทำความผิดอาญาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหนีภาษีอากร การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และอาชญากรรมทางการเงินประเภทต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการนำเข้าและส่งออกโดยมีการออกบัญชีราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade mis-invoicing) หรือการกำหนดราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade-mispricing) ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางการเงินโดยเป็นหนึ่งในวิธีการฟอกเงินผ่านการค้า (trade-based money laundering) โดยอาศัยประโยชน์จากบัญชีราคาสินค้ามาใช้ในการถ่ายโอนเงินตราข้ามพรมแดนด้วยวิธีการฉ้อฉลผ่านการสำแดงราคา ปริมาณ หรือ คุณภาพสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง การออกบัญชีราคาสินค้าที่เป็นเท็จจึงอาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การผสมปนเงินที่มีแหล่งที่มาผิดกฎหมายเข้ากับเงินที่มีแหล่งที่มาถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีอัตราโทษต่ำไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ได้กำหนดความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น โดยไม่รวมถึงความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาการกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเป็นการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศในการถ่ายโอนเงินตราซึ่งมีที่มาผิดกฎหมายข้ามพรมแดน และสามารถนำมาตรการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้ในการจัดการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น


การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษาข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตร, ประกายกานต์ รื่นกลิ่น Jan 2023

การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษาข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตร, ประกายกานต์ รื่นกลิ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเจรจาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรในปัจจุบันนั้นโดยหลักแล้วคู่สัญญาทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรและผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้นสามารถที่จะเจรจาและตกลงซื้อขายสินค้าการเกษตรได้อย่างเสรีตามหลัก Freedom of Contract ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะพบว่าผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้น อาจมีอำนาจในการเจรจาต่อรองมากกว่าเกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรอันส่งผลให้นำไปสู่การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมสืบเนื่องจากการกำหนดข้อสัญญาจากคู่สัญญาที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน โดยจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่ออกมารองรับและกำหนดแนวทางเรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางการพิจารณาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะกับสัญญาบางประเภทเท่านั้น เช่น พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางการพิจารณาการปฎิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจรับซื้อผลไม้ ปี พ.ศ. 2563 ที่ได้มีการกำหนดแนวทาง และวางกรอบการกำหนดข้อสัญญาที่ป้องกันพฤติกรรมที่นำไปสู่การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะกรณีของสินค้าทางการเกษตรที่จำกัดเพียงเฉพาะผลไม้เท่านั้น หรือในกรณีที่พิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ปี พ.ศ. 2540 นั้นก็จะพบว่ากรณีสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรนั้นไม่อยู่ภายใต้การใช้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หลัก Freedom of Contract ที่เปิดโอกาศให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเจรจาและกำหนดข้อสัญญาได้อย่างเสรีนั้น ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีอำนาจในการเจรจาต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันได้อีกต่อไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวางกรอบกำหนดทางกฎหมายเพื่อปรับปรุงและแก้ไขช่องว่างในเรื่องนี้ ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบในกฎหมายต่างประเทศพบว่า ปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ออกข้อกำหนดที่วางแนวทางในการกำหนดข้อสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรเอาไว้อย่างชัดเจนคือ Directive (EU) 2019/633 on unfair trading practices in business-to-business relationships in the agricultural and food supply chain ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางให้คู่สัญญาทั้งเกษตรกร ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร รวมถึงผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้นต้องปฏิบัติตาม โดยแบ่งแยกข้อกำหนดออกเป็นสองส่วนหลัก คือการกำหนดแนวทางที่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่สุดที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงยกเว้นได้ และเงื่อนไขที่คู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นได้หากได้มีการตกลงอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ในปัจจุบันได้มีการใช้บังคับในประเทศสมาชิกยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกำหนดข้อสัญญาทางการค้าที่เป็นธรรมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรกับผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรจากที่กล่าวข้างต้นเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นธรรมที่ไม่นำไปสู่พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร และผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตร โดยศึกษาเปรียบเทียบทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายของสหภาพยุโรปเพื่อใช้เป็นแนวทางและปรับปรุงกฎหมายไทยที่มีอยู่ให้ครอบคลุมกับกรณีนี้ศึกษาต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างบททั่วไปกับบทเฉพาะในความผิดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายศพหรือทำให้ศพเสียหาย, ปราณ วงศ์สีนิล Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างบททั่วไปกับบทเฉพาะในความผิดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายศพหรือทำให้ศพเสียหาย, ปราณ วงศ์สีนิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบททั่วไปกับบทเฉพาะในความผิดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายศพหรือทำให้ศพเสียหายในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 199 ซึ่งเป็นความผิดฐานลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย กับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 366/3 ซึ่งเป็นความผิดฐานทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพ ส่วนของศพ อัฐิ หรือเถ้าของศพ โดยจากการศึกษาพบว่า ศาลไทยปรับบทกฎหมายโดยใช้ “หลักเจตนาเดียว" กล่าวคือมองว่าการกระทำความผิดทั้งสองมาตรานี้ผู้กระทำมีความมุ่งหมายหรือความประสงค์ ในขั้นสุดท้ายเพียงอย่างเดียวนั้นก็คือการเคลื่อนย้ายหรือทำให้ศพเสียหาย ฉะนั้นจึงลงโทษตามมาตรา 366/3 เพียงบทเดียวในฐานะบทหนักที่สุด ส่งผลให้มาตรา 199 ที่มีองค์ประกอบความผิดแคบกว่าเนื่องจากต้องการเจตนาพิเศษในเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตายไม่ได้ถูกนำมาปรับใช้ลงโทษผู้กระทำผิดหรือจำเลยที่กระทำความผิดตามมาตรา 199 การตีความกฎหมายเช่นนี้อาจทำให้ผู้กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันได้รับโทษไม่เท่ากันและอาจสร้างความสับสนในการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากมาตรา 199 พิสูจน์ความผิดยากกว่า แต่มีอัตราโทษที่น้อยกว่า จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีว่าด้วยความผิดหลายบทหรือหลายกระทง ตลอดจนองค์ประกอบความผิดของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 199 และมาตรา 366/3 พบว่าทั้งสองมาตรามีความสัมพันธ์ลักษณะบททั่วไปกับบทเฉพาะซึ่งมาตรา 199 เป็นบทเฉพาะและมาตรา 366/3 เป็นบททั่วไป โดยจากการศึกษากฎหมายไทยก็พบว่าบทเฉพาะไม่จำเป็นต้องมีอัตราโทษสูงกว่าบททั่วไปเสมอไป นอกจากนี้ กฎหมายต่างประเทศยังได้ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายอิตาลี เยอรมนี และอังกฤษ เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบแล้วเสนอให้ศาลควรปรับบทกฎหมายโดยให้มาตรา 199 เป็นบทเฉพาะและมาตรา 366/3 เป็นบททั่วไป โดยไม่ต้องปรับด้วยมาตรา 90 ซึ่งใช้กับความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท


แนวทางการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับประโยชน์อันชอบธรรมสำหรับการสรรหาบุคลากร, วิมลมาศศ ศกุนตนาคฐิติส Jan 2023

แนวทางการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับประโยชน์อันชอบธรรมสำหรับการสรรหาบุคลากร, วิมลมาศศ ศกุนตนาคฐิติส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการสรรหาบุคลากรในงานบริหารทรัพยากรบุคคล การสรรหาบุคลากรมีกิจกรรมการประมวลผล การเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน อาทิ บุคคลอ้างอิง ญาติพี่น้อง นายจ้างเดิม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวอันเป็นข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาหาแนวทางเพื่อแยกแยะและคัดกรองข้อมูลกิจกรรมการประมวลผล การเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลเหล่านั้นให้สอดคล้องกับประโยชน์อันชอบธรรม สำหรับการสรรหาบุคลากร ดังความแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยใช้ฐานในการประมวลผลให้เกิดความชอบธรรม มิให้กิจการหรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บข้อมูลซึ่งไม่สอดคล้องต่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้หลักจำกัดด้วยวัตถุประสงค์ตามความชอบธรรมของกิจการ


อำนาจของศาลไทยในการลงโทษความผิดเกี่ยวกับเพศนอกราชอาณาจักร, ปาจรีย์ สุขสวัสดิ์ Jan 2023

อำนาจของศาลไทยในการลงโทษความผิดเกี่ยวกับเพศนอกราชอาณาจักร, ปาจรีย์ สุขสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจการลงโทษของศาลไทยในกรณีความผิดเกี่ยวกับเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาไทย ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว รวมถึงรูปแบบ ลักษณะของอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นในเด็กและผู้ใหญ่ และข้อจำกัดของกฎหมายไทยในการเอาผิดกับการกระทำความผิดทางเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร โดยศึกษาเปรียบเทียบกับอำนาจการลงโทษของศาลต่างประเทศในกรณีความผิดเกี่ยวกับเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐฝรั่งเศส และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมและเจตนารมณ์แห่งกฎหมายต่อไปจากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติในเรื่องขอบเขตอำนาจการลงโทษของศาลไทยในการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรยังคงเป็นช่องว่างของกฎหมายไทยในการที่รัฐจะลงโทษผู้กระทำความผิดหรือคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นคนสัญชาติไทย โดยในปัจจุบันศาลไทยมีขอบเขตอำนาจการลงโทษได้ในบางกรณีเท่านั้น กล่าวคือ ศาลไทยจะสามารถลงโทษได้เฉพาะกรณีมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศตามมาตรา 282 และ 283 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการจัดหาบุคคลไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 7 หรือการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 หรือการกระทำอนาจารเด็กหรืออนาจารผู้ใหญ่ในกรณีเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายตามมาตรา 280 และกรณีเหตุฉกรรจ์เฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับมาตรา 276 เท่านั้นที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 8(3) นอกเหนือจากกรณีดังกล่าวข้างต้น รัฐไม่สามารถที่จะลงโทษได้ จึงทำให้ในหลายกรณีที่เป็นความผิดหนักหรือกรณีที่กฎหมายมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้เสียหายมากกว่า เช่น การกระทำผิดทางเพศที่เกิดขึ้นกับเด็ก ศาลไทยไม่สามารถลงโทษได้อย่างเหมาะสมเนื่องจากกฎหมายไม่เปิดช่อง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเห็นสมควรเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายให้รัฐเอาผิดกับการกระทำความผิดทางเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรในกรณีที่ผู้กระทำความผิดหรือผู้เสียหายเป็นคนสัญชาติไทย


แนวทางการกำหนดขอบเขตของการโฆษณาเปรียบเทียบ, พิณ ริ้วธำรงสฤษฏ Jan 2023

แนวทางการกำหนดขอบเขตของการโฆษณาเปรียบเทียบ, พิณ ริ้วธำรงสฤษฏ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ประกอบธุรกิจย่อมเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือบริการนั้นดีที่สุด และอยู่ในฐานะที่ ตัดสินใจว่าจะบอกข้อมูลส่วนไหนและอะไรบ้างแก่ผู้บริโภค ซึ่งการโฆษณาในรูปแบบการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ ของตนกับคู่แข่งทางการค้ามีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาว่าจะเข้าข่าย “การกระทำที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า ( Unfair Trade Practice )" หรือไม่ หากการโฆษณาเปรียบเทียบโดยผู้ประกอบธุรกิจเองนั้นไม่มีลักษณะที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย และเมื่อข้อมูลที่นำมาใช้ในการเปรียบเทียบไม่เป็นการขัดกับหลักกฎหมายอันเกี่ยวกับการโฆษณาไว้ นั้น ย่อมต้องถือว่าเป็นการกระทำที่สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ เมื่อมีแนวทางในการทำโฆษณาเปรียบเทียบที่ชัดเจน ทางกฎหมายอย่างเป็นหลักเกณฑ์ จะช่วยลดปัญหาข้อกฎหมายที่เกิดจากการการโฆษณาเปรียบเทียบ เช่น การ โฆษณาเปรียบเทียบที่อาจส่งผลเป็นการลดคุณค่าของเครื่องหมายการค้า หรือการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิใน การทำมาหาได้ของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น เป็นต้น


ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์ Jan 2023

ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าได้มีการพัฒนารูปแบบการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เกิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มากขึ้น สมัยอดีตนั้นการซื้อขายกันมีการตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่าย ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต่างฝ่ายต่างสามารถระบุข้อตกลงตราบเท่าที่ต้องการระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงสามารถตรวจสอบสินค้าด้วยตนเองได้ก่อนการชำระเงินค่าสินค้า แต่ในปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนแปลงไป มีตัวกลางอย่าง Digital Platform เข้ามาเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถที่จะสร้างข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่ายได้ ขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายซึ่งถูกจำกัดโดยตัวกลาง และอำนาจต่อรองของ Digital Platform ที่ถือว่ามีมากกว่าผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะด้วยฐานผู้บริโภคในตลาดออนไลน์ที่มีจำนวนมากจากการไม่มีขอบเขตของสถานที่ในการเสนอขายสินค้า ทำให้เกิดกลุ่มของผู้บริโภคที่มีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าที่สนใจสินค้าได้ตลอดเวลา (24 ชั่วโมง)ด้วยอำนาจต่อรองที่มากกว่านี้เอง ทำให้ Digital Platform มักทำข้อสัญญาที่ปฏิเสธความรับผิดของตนเอง โดยโอนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้ขาย เมื่อเกิดธุรกรรมการซื้อขายขึ้น พบปัญหาต่างๆตามมาไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับสินค้า สินค้ามีปัญหา สินค้าไม่ตรงตามที่เสนอขาย การถูกลวงขาย และอื่นๆ ตัวกลางอย่าง Digital Platform อาจปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ โดยระบุให้ผู้ซื้อและผู้ขายไปติดต่อและตกลงชดใช้ค่าความเสียหายกันเอง เป็นสิ่งที่สังคมเริ่มเกิดปัญหา เมื่อธุรกิจใหม่ๆมุ่งแต่จะหารายได้ แต่ขาดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่จะมีกฎหมายหรือบทลงโทษใดๆที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบธุรกิจที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือแม้แต่การไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ จนเกิดความความเสียหายแก่ผู้อื่นได้ศึกษาและวิเคราะห์มาตรการสำหรับความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำโดยจงใจ ประมาทเลินเล่อ หรือการงดเว้นหน้าที่ที่ต้องกระทำของ Digital Platform โดยศึกษากฎหมายและแนวคำพิพากษาของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดในแต่ละลักษณะความผิด เช่น ความรับผิดเพื่อการกระทำของตนเอง ความรับผิดในการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) เป็นต้น และศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือความเสียหายได้โดยใช้ต้นทุนที่ถูกที่สุด (Cheapest Cost Avoider) เพื่อกำหนดความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องใส่ใจระมัดระวัง (Duty of Care) ของ Digital Platformดังนั้นหากมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดเพื่อละเมิด กำหนดให้ Digital Platform มีความรับผิดต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายของผู้ขายที่เสนอขายสินค้าผ่าน Digital Platform ตามหลักความรับผิดเพื่อละเมิดที่เกิดจากการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) จะทำให้มีมาตรการทางกฎหมายที่สามารถคุ้มครองผู้เสียหายจากการใช้บริการของ Digital Platform ให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาที่เหมาะสม Digital Platform จำต้องออกคำสั่งหรือวางแนวนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และถือว่าเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในฐานะที่จะรับภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายได้


หลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย, มณฑล แก่นโพธิ์ Jan 2023

หลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย, มณฑล แก่นโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย โดยมุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ และวิธีการขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งถือเป็นที่ดินของรัฐโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงศึกษารูปแบบของรัฐและการปกครองของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐได้นั้นเป็นผลมาจากการที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจและขัดต่อหลักการปกครองตนเองอย่างมีอิสระของท้องถิ่นหรือไม่จากการศึกษาพบว่า การขอใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ได้กำหนดเรื่องอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะไว้แต่อย่างใด อีกทั้งเกณฑ์ในการพิจารณาที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ทำให้การพิจารณาคำขอใช้ประโยชน์ไม่ได้พิจารณาเพียงขั้นตอนตามกฎหมาย แต่รวมถึงการตรวจสอบความเหมาะสมขององค์กรปกครองของท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถขอใช้ที่ดินของรัฐในพื้นที่ได้หากราชการส่วนกลางหรือราชการส่วนภูมิภาคไม่อนุญาต ดังนั้น เอกัตฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ที่ดินของรัฐถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


ปัญหาการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากเด็กและเยาวชน, ศศินิภา สุขเกษม Jan 2023

ปัญหาการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากเด็กและเยาวชน, ศศินิภา สุขเกษม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการที่ประเทศไทยได้ปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 และมีการผลักดันส่งเสริมให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยยกเลิกความผิดฐานผลิต นำเข้า ส่งออก มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพหรือเสพ แต่ยังคงควบคุมในส่วนของช่อดอกกัญชา และห้ามมีปริมาณความเข้มข้นของสาร THC (Tetrahydrocannabinol) เกินกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก ซึ่งปลดกัญชาโดยปราศจากกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจนทำให้เกิดภาวะสุญญากาศในการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้อายุของเด็กที่เสพหรือบริโภคกัญชามีอายุลดน้อยลง ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุอันเกิดจากการที่เด็กหรือเยาวชนบริโภคผลิตภัณฑ์กัญชาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ตั้งใจบริโภคและเข้าใจผิดว่าไม่มีส่วนผสมของกัญชาจึงบริโภค และการบริโภคนั้นอาจส่งผลร้ายในเด็กและเยาวชนในบางราย เช่น ผลิตภัณฑ์กัญชาประเภทอาหารที่ทำออกมาในรูปแบบของขนมที่มีขายในท้องตลาดทั่วไปจำพวกคุ้กกี้ทำให้มีลักษณะที่คล้ายกับโอรีโอ้โดยใส่ส่วนผสมของกัญชาเข้าไปในขนม โดยลักษณะของอาหารนี้อาจทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถรับประทานได้ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการใช้บริโภคกัญชา หากออกแบบให้มีลักษณะที่ดึงดูดเด็กและเยาวชนก็จะเกิดปัญหาจากการที่ผู้บริโภคจะเป็นเด็กและเยาวชนที่มีอายุลดน้อยลง ทั้งยังไม่มีการจำกัดพื้นที่และขอบเขตของสถานที่ที่สามารถจำหน่ายและบริโภคไว้อย่างชัดเจน ตลอดจนไม่มีการกำหนดรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในด้านบรรจุภัณฑ์และฉลาก รูปแบบโฆษณาและการตลาดเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้หากไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลเสียต่อการเข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชาในเด็กและเยาวชนได้ จึงควรมีการกำนดมาตรการ หรือกฎหมายที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาให้ชัดเจน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาถึงกฎหมายการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาในต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย


ปัญหาการปรับใช้ มาตรา 1382 และมาตรา 1383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ : ศึกษากรณีการใช้หลักสุจริตในการกำหนดอายุความ, วรนิษฐา ทรัพย์ประดิษฐ Jan 2023

ปัญหาการปรับใช้ มาตรา 1382 และมาตรา 1383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ : ศึกษากรณีการใช้หลักสุจริตในการกำหนดอายุความ, วรนิษฐา ทรัพย์ประดิษฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กฎหมายครอบครองปรปักษ์คือ การที่บุคคลหนึ่งครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นระยะเวลาติดต่อกันตามที่กฎหมายกำหนด บุคคลนั้นจะได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ซึ่งมีบทบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และ 1383 โดยเอกัตศึกษาเล่มนี้มุ่งศึกษาที่มาและเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครองปรปักษ์ โดยศึกษาถึงที่ต้นกำเนิด และเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้เกิดหลักกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบันเกิดปัญหาและข้อพิพาทมากมายอันสืบเนื่องมาจากการครอบครองปรปักษ์ ทั้งการที่กฎหมายรับรองให้สามารถมีการครอบครองปรปักษ์จากการได้ทรัพย์มาโดยไม่สุจริตได้ ทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถามว่ากฎหมายที่มีและเป็นอยู่มีความเป็นธรรมหรือไม่ คุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินได้อย่างเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม อันส่งผลไปถึงความเหมาะสมของอายุความครอบครองปรปักษ์ด้วยเหตุนี้ จึงควรพิจารณาถึงที่มาและพัฒนาการของกฎหมายครอบครองปรปักษ์ รวมถึงเจตนารมณ์ของผู้ร่างเพื่อนำมาเทียบเคียงกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และอาจสามารถปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติในเรื่องการครอบครองปรปักษ์ให้เหมาะสมและเป็นธรรม ต่อเจ้าของหรือทายาทของเจ้าของทรัพย์สิน รวมทั้งมีน้ำหนักได้สัดส่วนกับประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเอกัตศึกษาเล่มนี้จึงได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายครอบครองปรปักษ์ในแต่ละประเทศ โดยพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ บริบททางสังคม และแนวคิดของกฎหมายแต่ละประเทศนั้น ๆ รวมถึงแนวความคิดของนักกฎหมายที่เสนอแนวทางเพื่อปรับแก้กฎหมายครอบครองปรปักษ์เพื่อให้มีความเป็นธรรมกับเจ้าของทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โดยศึกษาหลักกฎหมายโรมัน อันเป็นต้นกำเนิดของกฎหมายครอบครองปรปักษ์ กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นแบบที่ประเทศไทยนำมาศึกษาและพัฒนาเป็นกฎหมายครอบครองปรปักษ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในปัจจุบัน รวมถึงกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศโปแลนด์ ซึ่งมีแนวคิดให้ความสำคัญกับหลักสุจริตในการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายโรมัน นอกจากนี้ยังศึกษาถึงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งควรนำมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดอายุความครอบครองปรปักษ์ที่เหมาะสมได้


แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์ Jan 2023

แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ด้านผู้ประกอบธุรกิจย่อมประสงค์ให้ธุรกิจเติบโต มียอดขายที่ดี หรือมีการเข้าถึงโดยคนจำนวนมาก จึงมีการกระทำที่เรียกว่า ดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) อันเป็นการออกแบบอินเตอร์เฟสและรูปแบบตัวเลือกบนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ ในมุมมองของการตลาด เดิมมักถูกใช้ในเชิงบวก คือ ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น มีการจับคู่กับบุคคลที่เหมาะสมกับสินค้านั้นๆ หรือลดระยะเวลาในการเข้าทำรายการ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกใช้โดยไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและมีผลในทางลบต่อการแข่งขันในตลาด เมื่อผู้ประกอบธุรกิจอาศัยดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) ที่มีรูปแบบของการกระทำที่หลากหลายมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไรและสร้างอำนาจทางการตลาดโดยปราศจากจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ย่อมเป็นการทำลายพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะการซื้อของผู้บริโภคนั้นไม่ได้เกิดจากการตัดสินโดยอิสระอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบธุรกิจมีการนำการตลาดและการโฆษณามาส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ จึงมีการกำหนดสิทธิผู้บริโภคและหน้าที่ของผู้ประกอบการ โดยได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ซึ่งจะขอเน้นพิจารณาถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ เนื่องจากดาร์กแพทเทิร์นเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิข้อนี้โดยตรง เพราะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยสมัครใจ และถูกชักจูงโดยการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบทบัญญัติที่พอจะนำมาปรับใช้กับดาร์กแพทเทิร์นได้ ก็เป็นในส่วนของการโฆษณาที่มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่เป็นเท็จ รวมถึงการสร้างความรำคาญ อันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม แม้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จะให้การคุ้มครองสิทธิแก่ผู้บริโภค แต่เนื่องด้วยดาร์กแพทเทิร์นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หรือมีผลในเชิงเบี่ยงเบนการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิมอันเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตั้งแต่เพียงเล็กน้อยไปจนถึงการสูญเสียทางด้านทรัพย์สินหรือความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องการมีการศึกษาถึงปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐควรจัดให้มีการหารือถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันมีผลเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งสามารถศึกษาแนวทางได้จากทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย อันเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของบริษัททางด้านเทคโนโลยีชื่อดังจำนวนมาก จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจึงควรมีการจัดทำแนวทาง (Guideline) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในการป้องกัน หลีกเลี่ยง และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการออกแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยแนวทางดังกล่าวสาระสำคัญควรประกอบไปด้วยการกำหนดนิยามของดาร์กแพทเทิร์น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการใช้ดาร์กแพทเทิร์มพร้อมด้วยแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนการพิจารณาถึงความเป็นไปและรูปแบบของมาตรการทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาและเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถควบคุมดาร์กแพทเทิร์นให้มีประสิทธิภาพ เสริมความคุ้มครองผู้บริโภค และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในทางปฏิบัติ


ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์ Jan 2023

ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ หรือ Cloud Kitchen นั้น เป็นการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงระยะเวลาภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นจำหน่ายอาหารโดยการสั่งและจัดส่งผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ช่องทางฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่มีพื้นที่หน้าร้านให้ลูกค้าเข้าใช้บริการได้ และยังมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อม แผนการดำเนินงาน และองค์ประกอบทางธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวเดี่ยว ซึ่งเป็นครัวที่มีผู้ประกอบกิจการเพียงแบรนด์เดียว สำหรับครัวเดียว หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวรวม หรือ Shared Kitchen อันเป็นการใช้พื้นที่ครัว อุปกรณ์ วัตถุดิบ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือผู้สัมผัสอาหารร่วมกันของหลายแบรนด์ธุรกิจร้านอาหาร หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวที่ดำเนินการเตรียม ปรุง และจัดส่งอาหารโดยพนักงานของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารนั้น เป็นต้นซึ่งเมื่อธุรกิจจำหน่ายอาหารมีความหลากหลาย มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่มากมาย ดังเช่นในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ แต่ประเทศไทยกลับมีบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นใช้กำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบดั้งเดิม อันมีลักษณะเป็นธุรกิจร้านอาหารที่มีหน้าร้าน และมีรูปแบบการประกอบอาหารแบบครัวเดี่ยว โดยแนวทางกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารจะเป็นไปตามบังคับแห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 เป็นหลัก ทำให้ภาครัฐไม่สามารถบังคับใช้บทบัญญัติกฎหมายกับธุรกิจจำหน่ายอาหารได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง อีกทั้งยังมีปัญหาความล้าหลังของบทบัญญัติกฎหมายที่ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายหรือแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่เป็นรูปแบบใหม่นี้เป็นการเฉพาะ จนอาจมีช่องว่าง ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้อง และไม่ครอบคลุมเพียงพอกับการกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจอาศัยช่องว่างจากความไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องดังกล่าวดำเนินธุรกิจเหล่านั้นจนเกิดเป็นประเด็นปัญหาในหลายมิติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคซึ่งเลือกซื้ออาหารผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งเตรียมและปรุงอาหารผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมผู้เขียนจึงได้จัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ขึ้นโดยศึกษาเปรียบเทียบบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ในประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสิงคโปร์ โดยมุ่งเน้นศึกษาในส่วนของข้อกำหนดด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร หลักปฏิบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจให้บริการและผู้ใช้บริการครัวระบบคลาวน์ ตลอดจนการให้ความคุ้มครองและความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการพิจารณาเลือกซื้ออาหารซึ่งเตรียมและปรุงผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกันของร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ ทั้งนี้ ผู้เขียนพบว่าธุรกิจธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์นั้นควรมีแนวทางในการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ในหลายมิติ ทั้งด้านการกำหนดนิยามและแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขแนวทางการขออนุญาตประกอบกิจการ และแนวทางคุ้มครองและให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคจากการเลือกสั่งซื้ออาหารจากครัวระบบคลาวน์ โดยการแสดงข้อมูลเบื้อต้น อันได้แก่ สถานที่ตั้งครัวระบบคลาวน์ ครัวที่ทำการปรุงอาหารนั้นโดยแท้จริงในกรณีที่อาหารนั้นได้รับการปรุงผ่านครัวของแบรนด์ร้านอาหารหรือครัวอื่นที่มิใช่แบรนด์ที่ผู้บริโภคตัดสินใจสั่งซื้ออาหาร ตลอดจนแสดงผลการปฏิบัติตามแนวทางกำกับดูแลของครัวระบบคลาวน์นั้นว่าดำเนินการถูกต้องเหมาะสมเพียงใด เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคผ่านการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและมีมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อและบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ได้อย่างชัดเจนและครอบคลุม


หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย Jan 2023

หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาซื้อขายกันได้ในฐานะวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากการศึกษาพบว่า คาร์บอนเครดิตมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายประการ เช่น คาร์บอนเครดิตไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ผู้ขายอาจไม่มีกรรมสิทธิ์ขณะทำสัญญา ราคาคาร์บอนเครดิตมีความผันผวนสูงคล้ายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่อาจกำหนดราคาแน่นอนได้ในขณะทำสัญญา การส่งมอบหรือโอนคาร์บอนเครดิตจะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อคาร์บอนเครดิตได้โอนเข้าบัญชีนายทะเบียนของผู้ซื้อและได้รับการยืนยันจากหน่วยงานทางทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ในกรณีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือศูนย์การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมักไม่มีการส่งมอบสินค้ากันจริง และผู้ซื้อมักเป็นนักเก็งกำไร ซึ่งไม่ได้ประสงค์ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในตัวสินค้า หากแต่มุ่งแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ทำสัญญาไว้กับราคาสินค้าจริง ณ วันหมดอายุของสัญญาเท่านั้นในปัจจุบัน ระบบกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยเฉพาะ และไม่มีการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ หรือข้อบังคับ หรือแนวทางในการกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างชัดเจน คู่สัญญาจึงอาจแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา หรือกำหนดเนื้อหาของสัญญาได้ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ชัดเจน อาจก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีความซับซ้อน หากคู่สัญญาไม่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างเพียงพอในการกำหนดเนื้อหาของคู่สัญญา อาจก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยต่อไป


แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด Jan 2023

แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐานและความเป็นมาของการคุ้มครองสิทธิจของผู้บริโภคใน การฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากการฟอกเขียว นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พุทธศักราช 2522 โดยเปรียบเทียบกับมาตรการคุ้มครองของของ ต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป เพื่อเป็น แนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากการฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึง สิ่งแวดล้อมตามกฎหมายไทย และสามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่าสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับการคุ้มครองจากการฟอกเขียวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ ผู้บริโภคอันควรได้รับการคุ้มครองไว้เป็นสำคัญ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการ ว่าด้วยการโฆษณา และออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วนและ ครอบคลุม


กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ : ศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้การระงับข้อพิพาทด้วยคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้าง (Daab), อรีญา วัฒนทรายทอง Jan 2023

กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ : ศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้การระงับข้อพิพาทด้วยคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้าง (Daab), อรีญา วัฒนทรายทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ (Pre-Arbitration Procedure) เป็นกระบวนการที่ใช้ในการแก้ไขข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) ที่อาจทำให้ประเด็นข้อขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้างโครงการตามสัญญาก่อสร้างหมดไป และไม่จำเป็นต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อคู่สัญญาที่จะสามารถแก้ไขข้อพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นหากมีการเลือกใช้กระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาท เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ซึ่งบุคคลที่ถูกคัดเลือกให้เป็นคณะกรรมการเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทนั้นมักเป็นวิศวกร ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ และได้คลุกคลีอยู่กับโครงการก่อสร้างนั้นมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโครงการ จึงทำให้สามารถเข้าใจปัญหาและวินิจฉัยตัดสินปัญหานั้นได้ดีกว่า โดยในสัญญาก่อสร้างของต่างประเทศ หรือมีลักษณะระหว่างประเทศปรากฏข้อตกลงในสัญญาให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาท (Dispute Adjudication Board หรือ DAAB) เพื่อทำหน้าที่พิจารณาชี้ขาด หรือตัดสินประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งข้อตกลงในแบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐานของต่างประเทศที่ผู้เขียนได้นำมาศึกษาเปรียบเทียบเพื่อวางแนวปฏิบัติในการทำข้อตกลงในการทำสัญญาก่อสร้างในประเทศไทย คือ สัญญา FIDIC และ NEC นอกจากนี้การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการยังทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ใช้เวลาในการดำเนินการนานขึ้น และส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างให้ได้รับความเสียหายมากการศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้คณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทมีวัตถุประสงค์หลักคือ การวิเคราะห์และทบทวนกระบวนการการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี โดยใช้คณะกรรมการ ชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้างเป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยมุ่งเน้นที่การวิเคราะห์กรณีที่มีผลผูกพันในการใช้การระงับข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ DAAB ในการแก้ไขข้อพิพาท จากผลการศึกษาพบว่าในประเทศสิงคโปร์ ได้ให้ความสำคัญของกระบวนการการระงับข้อพิพาทหลายระดับโดยต้องมีการปฏิบัติตามข้อตกลงตามสัญญาอนุญาโตตุลาการให้ครบถ้วนก่อนจึงจะสามารถนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้ ส่วนในประเทศอังกฤษ มีทั้งกรณีที่มีการยอมรับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาให้ครบถ้วนก่อน และกรณีที่ศาลถือตามเจตนารมณ์ของคู่พิพาทที่ประสงค์จะระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ศาลมีความเห็นตามอนุญาโตตุลาการที่มีอำนาจพิจารณาโดยใช้หลัก Admissibility วินิจฉัยตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา รับข้อพิพาทไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ได้กระทำการให้ครบขั้นตอนก่อนกระบวนการอนุญาโตตุลาการก็ตาม สำหรับประเทศไทยแม้จะยังไม่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการบังคับใช้คณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทเกิดขึ้น แต่มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตีความตามสัญญาที่แตกต่างกับการตีความตามสัญญาของศาลในประเทศอังกฤษ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางสำหรับการกำหนดข้อสัญญาในประเทศไทยเกี่ยวกับผลผูกพันของการมีคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นสากล และเพื่อเป็นการลดข้อพิพาทที่จะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงลดข้อพิพาทที่จะขึ้นสู่ศาลเพื่อให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้


แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์ Jan 2023

แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะมากขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ดี ด้วยลักษณะเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตัวสินค้า และเป็นการลงทุนระยะยาวที่ใช้เวลาการคืนทุนค่อนข้างนาน จึงมีความจำเป็นที่ผู้บริโภคจะต้องได้รับสัญญาที่มีข้อกำหนดระบุถึงสาระสำคัญของสินค้า ตลอดจนสิทธิหน้าที่ของผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยเป็นการเฉพาะจากการศึกษาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญากรณีติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยของต่างประเทศ ได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เครือรัฐออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศมาเลเซีย พบว่ามีแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาที่แตกต่างกัน โดยแบ่งรูปแบบการบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจได้เป็น 2 รูปแบบ คือ บังคับใช้โดยกฎหมาย และ อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อผู้วิจัยวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทยแล้ว พบว่าแต่ละรูปแบบการบังคับใช้มีความเหมาะสมกับประเทศไทยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในช่วงระยะเริ่มต้นที่ผู้บริโภคเริ่มสนใจการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และยังไม่ได้ปรากฏข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจากผู้ประกอบธุรกิจ การบังคับใช้เป็นกฎหมายจึงยังไม่อาจกระทำได้ เพราะตามแนวปฏิบัติในการออกประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาให้เป็นธุรกิจควบคุมสัญญาจะต้องปรากฏสถิติข้อร้องเรียนก่อน ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการเผยแพร่แบบสัญญามาตรฐานสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนบนเว็บไซต์ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน อันเป็นแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภครูปแบบสมัครใจในระยะเริ่มต้นก่อน แต่หากในอนาคตปรากฏข้อร้องเรียนเช่นว่านั้น ผู้วิจัยเสนอให้นำรูปแบบการบังคับใช้เป็นกฎหมาย หรือ รูปแบบที่อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจมาปรับใช้ตามความเหมาะสมต่อไปในประเด็นเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล ผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นหน่วยงานผู้มีหน้าที่มีอำนาจกำกับดูแลธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัย ด้วย สคบ. มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)


งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม Jan 2023

งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะเฉพาะของงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์อันเกิดจากการสืบทอดและสร้างสรรค์จากงานอรรถาธิบายภาษาบาลี และความสัมพันธ์ระหว่างงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์กับงานนิพนธ์ภาษาไทยจานวน 10 เรื่องของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) ผลการวิจัยพบว่า ทีปนีของบาลีของพระสิริมังคลาจารย์ทั้ง 3 เรื่องมีองค์ประกอบของวรรณคดีบาลีแบบเดียวกันกับปกรณ์วิเสส ประกอบด้วยคันถารัมภกถา นิทาน วรรณนา และนิคมนกถา มีรูปแบบอรรถาธิบายรวมทั้งสิ้น 16 วิธี มีการอธิบายศัพท์ 4 วิธี ได้แก่ (1) การอธิบายไวยากรณ์ (2) การแสดงรูปวิเคราะห์ (3) ปทวิจยะ และ (4) ไวพจน์ การอธิบายเนื้อหา 9 วิธี ได้แก่ (5) การตั้งประเด็นเพื่ออธิบาย (6) การขยายความ (7) การอ้างอิง (8) การแนะนาคัมภีร์เพิ่มเติม (9) การแสดงลักษณะ (10) การตั้งปุจฉา-วิสัชชนา (11) การอุปมา (12) การแสดงนิทานแสดงเหตุและตัวอย่าง (13) การสรุปประเด็น การอภิปรายข้อมูล 3 วิธี ได้แก่ (14) ตั้งประเด็นและชี้แจง (15) วิเคราะห์น้าหนักของหลักฐาน และ (16) นาเสนอความเห็น วิธีการเหล่านี้คือรูปแบบของปทวรรณนา, อัตถวรรณนา, และปกิณกวรรณนา ซึ่งเป็นหลักการอธิบายในวรรณคดีบาลี พระสิริมังคลาจารย์จัดโครงสร้างของนิทเทสให้เป็นระบบ เน้นวิธีการอธิบายและเพิ่มการอภิปรายด้วยวิธีอื่น จนเกิดเป็นแนวทางเฉพาะตัวในงานทีปนีของท่าน ส่วนงานนิพนธ์พุทธศาสนาภาษาไทยของพระพรหมโมลี เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่มีชื่อเรียก องค์ประกอบ และโครงสร้างวรรณนาแบบเดียวกับปกรณ์วิเสส พบรูปแบบของอรรถาธิบายในวรรณคดีบาลี และวิธีการทางวรรณกรรมไทย ดังนั้น จึงถือว่างานนิพนธ์ของพระพรหมโมลีได้รับอิทธิพลจากงานทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ส่วนหนึ่ง แม้รูปแบบอรรถาธิบายจะแสดงถึงอิทธิพลของวรรณคดีบาลีและทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ แต่ก็แสดงถึงความเป็นสากลของงานวิชาการที่จาแนกเป็นประเด็นย่อย และอธิบายด้วยการขยายความคาศัพท์ ความหมาย และประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ


นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอิลิท จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ, จารุตา โฆษิตศักดิ์ Jan 2023

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอิลิท จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ, จารุตา โฆษิตศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท (Social elite) จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย และเพื่อหาแนวทางในการสร้างตราสินค้า ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับกระบวนการพัฒนานวัตกรรมวัสดุและออกแบบสร้างสรรค์ทางแฟชั่น จากการศึกษาทฤษฎีการรีไซเคิลและแปรรูปโลหะ การออกแบบเครื่องแต่งกาย ร่วมกับการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth-interview) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวน 15 คน และเก็บรวบรวมข้อมูลการแต่งกายของผู้บริโภคด้วยกระบวนการเปเปอร์ดอลดาต้าเซ็ท (Paper doll data set) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการแต่งกายที่จะนำไปใช้ในกระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ ทดลองเทคนิค รายละเอียดตกแต่ง ผลจากการวิจัยพบว่า 1.) ด้านการพัฒนานวัตกรรมวัสดุโลหะรีไซเคิล (Recycled metal) สำหรับงานออกแบบแฟชั่นเหมาะสมกับเทคนิคการถักนิต (Knitting) โดยใช้เส้นโลหะถักผสมร่วมกับไหมพรหม 2.) แนวทางการออกแบบสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท เหมาะสมกับเครื่องแต่งกายในโอกาสการใช้สอยแบบสังสรรค์ (Party-wear) ในรูปแบบคอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) ภายใต้แนวคิดศิลปะยุคหลังมินิมอลลิสม์ (Post-Minimalism) โดยมีโครงร่างเงาทรงตรง I-Line และทรงเอ A-Line กลุ่มสีเมทัลลิก (Metallic) 3.) แนวทางในการสร้างตราสินค้าอยู่ในตลาดระดับ B+ 4.) รูปแบบการออกแบบเครื่องแต่งกายที่ให้โครงสร้างเฉพาะส่วน โดยมีรายละเอียดการตกแต่งการถักนิต (Knitting) จากการทดลองสร้างสรรค์เทคนิครายละเอียดการตกแต่งพบว่าการถักด้วยลวดลาย Stocking stitch,Stocking stitch & holes,Leaf & button holes ประกอบกับการใช้เส้นโลหะผสมกับไหมพรมเมทัลลิก เหมาะกับการนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีโอกาสการใช้สอยแบบสังสรรค์ (Party-wear)


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบแบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคำภาษาจีนที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และรวบรวมแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบของเรขศิลป์ที่เหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของเจเนอเรชัน วาย ออกเป็น 6 กลุ่ม โดยอ้างอิงจากวิจัยเรื่อง “รูปแบบการดำเนินชีวิต การบริโภคสินค้าออนไลน์ การบริโภคสื่อดิจิทัล และการรับรู้ความเสี่ยงออนไลน์ของผู้บริโภคเจเนอเรชันวายบนโลกออนไลน์” ของอาจารย์ ดร.ปภาภรณ์ ไชยหาญชาญชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวกำหนดรูปแบบของงานเรขศิลป์ว่าในแต่ละกลุ่มมีลักษณะและจุดเด่นที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่ม สรุปผลวิจัยพบว่าจากการทำแบบสอบถาม สรุปได้ว่าสารที่ต้องการสื่อคือ ความสุขของเธอคือความสุขของฉัน ในส่วนของบุคลิกภาพและอารมณ์ คือ Cheerful, Smart, Pure and Simple และแนวทางการออกแบบจะใช้คำมงคลภาษาจีนและรูปแบบของงานแตกต่างกันไปตามกลุ่มที่ได้จากการวิเคราะห์และทำแบบสอบถามจากกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีทั้งหมด 3 รูปแแบคือแพทเทิร์น ภาพประกอบ และตัวอักษร


โครงการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟส์ไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน, เวธิน ระบิลวงศ์ Jan 2023

โครงการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟส์ไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน, เวธิน ระบิลวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวานมีวัตถุประสงค์เพื่อกลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน โดยมีขั้นตอนวิธีการดำเนินการวิจัย 1) รวบรวมและศึกษาจากกลุ่มเป้าหมายผู้มีภาวะโรคเบาหวาน และ ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 2) สร้างเครื่องมือวิจัยสำหรับสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมการเข้าใช้งานไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 3) วิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายและหลักการออกแบบเรขศิลป์ที่ให้กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบเรขศิลป์เป็นผู้คัดเลือกเพื่อให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบที่เหมาะสม สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน สารที่ต้องการจะสื่อคือ ความสะดวกสะบายที่ช่วยเสริมสร้างสมดุล (Convenience which keep balance) และ บุคลิกภาพและอารมณ์ที่ต้องการจะสื่อ คือ Lively, Healthy และ Amusing 2) แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบอัตลักษณ์สำหรับแบรนด์ศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน และ คู่มือสำหรับการใช้งานระบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ ด้านการออกแบบกราฟิก คือ Colorful Minimalism ด้านการออกแบบโลโก้ คือ Bright, Bold and Colorful ด้านการออกแบบฟอนต์ คือ Sans Serif และ ด้านการออกแบบระบบป้าย คือ Interactive and digital signage


การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล, ณัฎฐ์กฤตา ศรีกาหลง Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล, ณัฎฐ์กฤตา ศรีกาหลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) โดยมีขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์แบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลกลุ่มตัวอย่าง 2) แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเพื่อพิจารณาการใช้สื่อและความต้องการของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) ที่มีต่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางการออกแบบและสารที่ต้องการสื่อ บุคลิกภาพ ที่เหมาะสม 4) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์เจ้าของกิจการแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล 5) วิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด 4Ps และ SWOT Analysis แบรนด์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ธุรกิจรีฟิล 6) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบตราสัญลักษณ์กับแบรนด์ตัวอย่าง 7) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบภาพประกอบกับแบรนด์ตัวอย่าง เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ Everyday Sustainability ร้านรักษ์โลกแบบ ที่มีนโยบายการลดปริมาณการใช้ บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว เพื่อลดการสร้างขยะบรรจุภัณฑ์ที่มาพร้อมกับการบริโภคในชีวิตประจำวันเหมือนเป็นร้านแห่งชีวิตประจำวันของทุกคนที่เข้ามาเติมผลิตภัณฑ์รีฟิลและเป็นความยั่งยืนในทุก ๆ วัน โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Natural ดูเป็นธรรมชาติ Free อิสระ ตามใจอยาก และ Simple เรียบง่าย สรุปผลเป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล


เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน Jan 2023

เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรขศิลป์เพื่อการออกแบบแบรนด์จากแนวคิดโรควิตกกังวล มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวล โดยการศึกษาโรควิตกกังวลทั้งหมด 11 โรคผ่านคู่มือวินิจฉัยอาการผิดปกติทางจิตฉบับที่ 5 หรือ DSM-5 เพื่อค้นหานิยามของโรค และทำการคัดเลือกโรควิตกกังวลที่เหมาะสมกับการออกแบบผ่านการวิเคราะห์ลักษณะเด่นและลักษณะร่วมต่าง ๆ ของโรควิตกกังวล ด้วย 9 ปัจจัยของโรค คือ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ (ชาย, หญิง, และทุกเพศ), อายุของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่, อาการทางพฤติกรรม, อาการทางสติปัญญาและจิตใจ, อาการทางกายภาพ, ระยะเวลา, สิ่งเร้าที่จับต้องได้, สถานการณ์กระตุ้น, และผลกระทบ จนได้ผลลัพธ์เป็นโรควิตกกังวลที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับโรคอื่นทั้งหมด 6 โรค คือ โรคกลัวการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder), โรคไม่พูดบางสถานะการณ์ (Selective Mutism Specific Disorder), โรคกลัวแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Phobia), โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder), โรคแพนิก (Panic Disorder), และ โรควิตกกังวลที่เกิดจากสารเสพติด (Substance Medication-Induced) ผลการวิจัยแนวทางการออกแบบจากจากแนวคิดโรควิตกกังวล ได้พบ องค์ประกอบการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมกับออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวลคือ รูปทรงที่เป็นระนาบ (Forms), เส้นอารมณ์ (Mood lines), ระบบสีเชิงจิตวิทยาสีกับความรู้สึก (Hues and Tones), การจับคู่สี (Color Schemes), รูปแบบตัวอักษร (Fonts) และอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Architypes) ทั้งหมด 6 รูปแบบ จากการวิเคราะห์โรควิตกกังวล 6 ชนิด คือ คือ ผู้ต้องการ (The Needy) จากโรคกลัวการแยกจาก, นักละครใบ้ (The Mime), ผู้เฝ้าระวัง (The Lookout), ผู้ปลีกวิเวท (The Isolator), ผู้กระวนกระวาย (The Anxious), ผู้ครอบงำ …


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ, ไอริณญา ป๋าเมืองมูล Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ, ไอริณญา ป๋าเมืองมูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ ขั้นตอนและวิธีดำเนินงานวิจัยโดยการรวบรวมธาตุที่พบในอาหารและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อคัดเลือกในการนำมาเป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์โดยอ้างอิงจากตารางธาตุของ Dmitri Mendeleyev นำมารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในการสร้างแบรนด์ การตลาดโดยใช้เครื่องมือ Business Model Canvas, SWOT Analysis, Brand Positioning, 4Ps เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพในตลาดประเทศไทยเพื่อหาในแนวทางการออกแบบที่เหมาะสม จากการสืบค้นบทความ นิตยสาร งานวิจัย ทั้งแบบสื่อสิ่งพิมพ์และแบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังได้สอบถามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมาวิเคราะห์โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบในการประเมินเพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ สรุปผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ คือ Choose matter for better หมายถึง การเลือกรับประทานสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพและ การเลือกวัตถุดิบในการนำมาสร้างสรรค์เพื่อเป็น อาหารการกินที่ดีเป็นเรื่องสนุก และอีกทั้งยังช่วยใน เรื่องสุขภาพ เมื่อสุขภาพดีขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้น และบุคลิกภาพและอารมณ์ของงานออกแบบ คือ Healthy Cheerful Intellect แนวทางการออกแบบแบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมคือ Logo ประเภท Name Fill ,ตัวอักษรประเภท Liquid Chrome และการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Illustrated ingredients in punchy palettes


Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral Jan 2023

Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This independent study aims to explore and examine how community arts and cultural events are shaped by boundaries and binds. Boundaries, drawn by partition and geopolitics, and binds set by religion, economic, elitist (traditionalist/conservative), or social hierarchy, create new subcultures (minorities) in their areas of settlement. Centuries of colonialism and turmoil at borderlines have given birth to dispersed and displaced communities. Diasporic communities, such as the Thai-Indian community, echo the sounds of their past but also constantly strive for inclusivity to enable a sense of cultural belonging in their new home. After cocooning, learning language, food, customs, and traditions, what …


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล, วิรชา พยาน้อย Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล, วิรชา พยาน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาลมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล ขั้นตอนและวิธีดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลของกลิ่นจาก Fragrance Wheel ของ Michael Edwards และความต้องการของมนุษย์ที่เหมาะสมกับแนวคิดกฎจักรวาล 12 ข้อ รวมถึงรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด Business Model Canvas, SWOT Analysis, 4Ps Marketing และ Brand Position เทียบกับแบรนด์เครื่องหอมตัวอย่างเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม จากบทความ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม งานวิจัย และสื่ออินเทอร์เน็ต โดยนำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาสร้างแบบสอบถามและสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ทำให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการออกแบบต่อไป สรุปผลวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อ คือ Scent Scenario เพราะกลิ่นนั้นเชื่อมโยงกับความคิดและความทรงจำ และบุคลิกภาพของงานที่เหมาะสม คือ AROMATIC (ดูมีกลิ่นหอม), CHIC (เก๋, เท่, ทันสมัยแบบผู้ดี) และ CHARMING (มีเสน่ห์, ดูน่าหลงใหล) และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบตราสัญลักษณ์แบบ Abstract Logo Mark, ตัวอักษรแบบ Serif และการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Maximalist Design


Curatorial Project For Art Exhibition: “Bootleg Show” By Mrkreme, Nattida Thaewpattha Jan 2023

Curatorial Project For Art Exhibition: “Bootleg Show” By Mrkreme, Nattida Thaewpattha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The "BOOTLEG SHOW" by MRKREME is a curatorial project for an art exhibition that delves into the interplay between mass production, aesthetic values, and originality within the realm of contemporary art toys. Curated with a focus on examining the impact of distortion in art, the exhibition explores the nuances of value formation and how societal influences shape our perception of worth. The first part of this study is an exploration into the concept of art toys through the meanings of the words "art" and "toys" to better understand their roots. It examines the differentiation between a toy and an art …


Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu Jan 2023

Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Where Emotions Take Form: Outsider Art by Everyday Individuals, is an exhibition that celebrates the captivating world of outsider art created by individuals who are not traditionally trained artists but, rather, ordinary people from our everyday lives. This exhibition brings to light the raw, unfiltered expressions of ordinary people, transcending conventional artistic boundaries and offering a glimpse into the richness of human creativity. Outsider art is art made by self-taught or supposedly naïve artists with typically little or no contact with the conventions of the art world. Under this concept, in most cases, when people speak of outsider art, they …


รัฐไทยกับกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมือง: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและคนไทยพลัดถิ่น, พศกร โยธินนีรนาท Jan 2023

รัฐไทยกับกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมือง: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและคนไทยพลัดถิ่น, พศกร โยธินนีรนาท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวคิดเรื่องรัฐสมัยใหม่ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอิทธิพลของระบอบองค์กรเหนือรัฐกับภาวะข้ามชาติการย้ายถิ่นทางประชากรและการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองถือเป็นประเด็นที่ถือเป็นข้อถกเถียงทางรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน วิทยานิพนธ์นี้เน้นศึกษาอิทธิพลของระบอบองค์กรเหนือรัฐและกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองของรัฐไทยจากกรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระนอง โดยผ่านการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นข้อถกเถียงทางวิชาการว่า “อธิปไตยแบบเลือกรับ” เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งปรากฎจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับระบอบองค์กรเหนือรัฐและภาวะข้ามชาติภายใต้สังคมโลกาภิวัตน์ ลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่และการจัดการที่เปิดกว้างต่อปัญหาความเป็นพลเมืองของผู้ไร้รัฐไร้สัญชาติตามพันธกรณีที่มีต่อหลักการและกติกาด้านสิทธิมนุษยชนสากล อย่างไรก็ตาม ภายใต้อำนาจอธิปไตยแบบเลือกรับและการปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าวล้วนจำกัดไว้ภายใต้แนวคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติและลักษณะจารีตทางการเมืองของรัฐไทย ซึ่งได้กลายเป็นอุปสรรคในกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกนกับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นจนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพลเมืองของรัฐไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นภูมิทัศน์แห่งการดิ้นรน การพิสูจน์ตัวตน และการต่อสู้กับกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นพลเมืองภายใต้รัฐไทย


กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา Jan 2023

กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เมื่อแรงงานไทยเผชิญปัญหาในต่างประเทศ พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยเป็นหลัก แต่แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐเวลาที่พวกเขาประสบปัญหา เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยตั้งอยู่ และด้วยความที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ในรัฐซาบาห์ซาราวักเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ถูกต้อง เพราะขอบข่ายการคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศของกระทรวงแรงงานไม่ได้ครอบคลุมกรณีนี้ เนื่องจากสถานะในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ แรงงานย้ายถิ่น แต่เป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น กลับพบว่ากลุ่มแรงงานไทยนี้มียุทธศาสตร์สำคัญในการเอาตัวรอดจากปัญหาที่ประสบในต่างแดน คือ การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ระหว่างคนไทยในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สร้างขึ้น ผ่านทางร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง และผ่านช่องทางออนไลน์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั้งนั้นจึงนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวักเผชิญปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และการจัดการแรงงานของคนไทยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะอาศัยกรอบแนวคิดเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดภาวะข้ามชาติเพื่อตอบคำถามวิจัยและอธิบายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวส่งผลการดำรงชีพเพื่อความอยู่ดีมีสุขของแรงงานไทยเหล่านี้อย่างไร ระหว่างที่ทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่สามารถนำเสนอเป็นนโยบายในการช่วยเหลือแรงงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป


เมื่อครูเป็นหนี้ : การศึกษารูปแบบ โครงสร้าง และวงจรหนี้สินข้าราชการครู ผ่านการวิเคราะห์กลไกระบบราชการ, วัชรพล ยงวณิชย์ Jan 2023

เมื่อครูเป็นหนี้ : การศึกษารูปแบบ โครงสร้าง และวงจรหนี้สินข้าราชการครู ผ่านการวิเคราะห์กลไกระบบราชการ, วัชรพล ยงวณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการก่อตัวของรูปแบบ โครงสร้างและวงจรหนี้สินของข้าราชการครูภายในกลไกระบบราชการด้านการศึกษาของรัฐ โดยศึกษากลุ่มข้าราชการครูสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหลัก พบว่าลักษณะของการก่อตัวของหนี้สินข้าราชการครูและปัจจัยสนับสนุนให้เกิดปัญหา เกิดขึ้นจากพัฒนาการของความพยายามในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตของข้าราชการครูด้วยการจัดสวัสดิการให้กับข้าราชการครูในแต่ละยุคสมัย ส่งผลต่อการสะสมหนี้สินของข้าราชการครู อีกทั้งการกำหนดให้มีระบบสวัสดิการหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะสวัสดิการทางการเงินส่งผลให้เกิดโอกาสการเข้าถึงการใช้สินเชื่ออย่างรอบด้านในกลุ่มข้าราชการครู กอปรกับการสร้างเงื่อนไขการทำงานให้กับข้าราชการครู อาทิเช่น การสร้างภาระงานที่นอกเหนือการจัดการเรียนการสอน การมอบภาระหน้าที่ที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ข้าราชการครูที่ลดทอนความสามารถทางการเงินของครู โครงสร้างการบังคับบัญชาที่ทำให้ข้าราชการครูต้องรับภาระตามคำสั่ง ทำให้โครงสร้างในระบบการศึกษาสร้างเงื่อนไขหลายด้านที่ส่งผลให้เกิดปัญหาภาระการค่าใช้จ่ายที่มีผลต่อภาระหนี้สิน การดำเนินไปของปัญหาอย่างต่อเนื่องด้วยการแก้ไขแต่ปัญหาเฉพาะหน้าจึงส่งผลให้เกิดวงจรหนี้สินในหมู่ข้าราชการครู และพัฒนากลายเป็นปัญหาที่ยกระดับสู่ปัญหาเชิงนโยบายและมีผลต่อระบบโครงสร้างระบบราชการ อย่างไรก็ตามปัญหาหนี้สินจะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จหากไม่เริ่มต้นด้วยการปรับโครงสร้างภาระหน้าที่และกรอบกำกับระบบภาระงาน รวมถึงดำเนินสร้างการจำกัดการเข้าถึงสวัสดิการด้วยสิทธิ์ข้าราชการให้มีขอบเขตตามระดับอายุงานหรือตำแหน่งของข้าราชการครูให้ชัดเจนเพื่อแก้ไขและลดทอนปัญหาการก่อหนี้ของข้าราชการครูรุ่นใหม่ในอนาคตและสกัดกั้นมูลหนี้ก้อนใหม่เข้าสู่การเป็นปัญหาหนี้สินในอนาคต